ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

คำนำจากผู้จัดพิมพ์

ถึงแม้ว่าหนังสือ  ภควัต-คีตา  จะได้รับความนิยมจากการพิมพ์และการอ่านอย่างแพร่หลาย  เดิมทีเป็นตอนหนึ่งของ  มหาภารตะ  ซึ่งเป็นวรรณกรรมประวัติศาสตร์ภาษาสันสกฤตของโลกในอดีต  มหาภารตะ  กล่าวถึงสถานการณ์ซึ่งนําเรามาสู่ยุคปัจจุบันคือ  กลียุค  (คะลิ-ยุกะ)  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคนี้  กลียุคเริ่มขึ้นเมื่อประมาณห้าพันปีก่อน  องค์ชรีคริชณะตรัส  ภควัต-คีตา  ให้แก่อารจุนะผู้ทรงเป็นทั้งสหายและสาวกของพระองค์

การสนทนาครั้งนี้เป็นการสนทนาปรัชญาและธรรมะอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เคยรู้จักมา  ปรากฏขึ้นก่อนเกิดสงครามอย่างรุนแรงในราชวงศ์กษัตริย์  ระหว่างโอรสหนึ่งร้อยองค์ของดฺริทะราชทระ  และฝ่ายตรงข้าม  พาณดะวะ  โอรสของพาณดุผู้เป็นญาติกัน

ดฺริทะราชทระและพาณดุทรงเป็นพี่น้องกัน  ประสูติในราชวงศ์คุรุ  สืบเชื้อสายมาจากพระราชาภารตะผู้ทรงปกครองโลกในอดีต  พระนาม  มหาภารตะ  มาจากพระราชาองค์นี้  เนื่องจากดฺริทะราชทระทรงเป็นพระเชษฐา  ประสูติมามีพระเนตรพิการ  บัลลังก์ซึ่งควรจะเป็นของพระองค์จึงตกมาเป็นของพระอนุชาพาณดุ

เมื่อพาณดุสวรรคตในขณะที่พระชันษายังไม่มาก  โอรสห้าพระองค์  คือ  ยุดิฺชทิฺระ  บีฺมะ  อารจุนะ  นะคุละ  และสะฮะเดวะ  ทรงมาอยู่ภายใต้การดูแลของดฺริทะราช-ทระ  ผู้ทรงขึ้นครองราชย์แทนพาณดุ  ดังนั้น  พระโอรสของดฺริทะราชทระและพระโอรสของพาณดุทรงเจริญเติบโตในพระราชวังเดียวกัน  ทั้งสองราชวงศ์ได้รับการฝึกฝนศิลปะการทําศึกสงครามจากพระอาจารย์ผู้ชํานาญโดรณะ  และมีพระอัยกาบีฺชมะที่เคารพนับถือทรงเป็นผู้ให้คําปรึกษา

แต่พระโอรสของดฺริทะราชทระโดยเฉพาะองค์โตสุดดุรโยดฺะนะทรงมีความเกลียดชังและอิจฉาพาณดะวะ  ดฺริทะราชทระผู้ทรงมีพระเนตรบอดและจิตใจอ่อนแอทรงประสงค์ให้โอรสของพระองคขึ้นครองราชย์แทนพาณดะวะ

เมื่อได้รับอนุญาตจากดฺริทะราชทระ  ดุรโยดฺะนะจึงวางแผนสังหารโอรสทั้งหมดของพาณดุ  แต่เสด็จอาวิดุระและคริชณะผู้ทรงเป็นพระญาติคอยระวังปกป้อง  พาณดะวะจึงรอดพ้นจากการลอบปลงพระชนม์หลายครั้ง

ชรีคริชณะทรงมิใช่เป็นบุคคลธรรมดาสามัญ  แต่ทรงเป็นองค์ภควาน  เสด็จลงมาบนโลกนี้และทรงแสดงบทบาทเป็นเจ้าชายร่วมสมัย  ในบทบาทนี้พระองค์ทรงเป็นหลานของพระนางคุนทีหรือพระนางพริทฺา  มเหสีของพาณดุและพระมารดาของพาณดะวะ  ดังนั้น  ทั้งสององค์ทรงเป็นญาติกัน  และทรงเป็นผู้ทํานุบํารุงพระศาสนานิรันดร  คริชณะทรงโปรดโอรสของพาณดุผู้ทรงคุณธรรม  จึงทรงให้ความคุ้มครอง

ในที่สุดดุรโยดฺะนะผู้ฉลาดแกมโกงทรงท้าทายพาณดะวะมาเล่นเกมการพนัน  ดุร-โยดฺะนะและพระอนุชาได้รับชัยชนะ  พระนางโดรพะดีพระชายาผู้บริสุทธิ์และจงรักภักดีของพาณดะวะทรงตกเป็นเหยื่อจากการพนันในครั้งนี้  โดยถูกสบประมาทด้วยการพยายามเปลื้องผ้านางต่อหน้าที่ชุมนุมของเจ้าชายและกษัตริย์ทั้งหลาย  พลังอํานาจทิพย์ของคริชณะทรงส่งส่าหรีช่วยโดรพะดีมากเท่าที่ถูกเปลื้องออก  แต่การพนันที่มีแผนฉ้อโกงไว้ล่วงหน้าได้โกงเอาราชอาณาจักรของพาณดะวะ  และเนรเทศโอรสของพาณดุทั้งห้าให้ไปอยู่ในป่าเป็นเวลาสิบสามปี

หลังจากพ้นกําหนดการเนรเทศ  พาณดะวะทรงขอราชอาณาจักรซึ่งเป็นสิทธิ์ของพวกตนที่ควรจะได้รับ  แต่ดุรโยดฺะนะทรงปฏิเสธอย่างไม่ใยดี  ในฐานะที่เป็นโอรสกษัตริย์จึงทรงมีหน้าที่ที่จะต้องรับใช้ด้วยการปกครองบ้านเมือง  พาณดะวะทั้งห้าจึงทรงขอเพียงห้าหมู่บ้านมาปกครอง  แต่ดุรโยดฺะนะทรงปฏิเสธอย่างยโสโอหังว่าจะไม่ให้แม้แต่ที่ดินพอที่จะเอาไปปักเข็ม

ทั้งหมดนี้พาณดะวะทรงพยายามอดทนและอดกลั้นมาตลอด  แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าสงครามจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ดี  ขณะที่เจ้าชายต่าง  ๆ  ในโลกต่างแบ่งพวกกัน  บ้างไปร่วมกับโอรสของ  ดฺริทะราชทระ  บ้างไปร่วมกับพาณดะวะ  คริชณะทรงแสดงบทเป็นทูตสันติภาพให้โอรสของพาณดุ  โดยเสด็จไปที่ราชสํานักของดฺริทะราชทระเจรจาสันติวิธีเพื่อสงบศึก  แต่เมื่อคําขอร้องของคริชณะทรงถูกปฏิเสธสงครามจึงต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

พาณดะวะผู้มีคุณธรรมอันสูงส่ง  ทรงทราบดีว่าคริชณะคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ขณะที่ผู้มีบาปหนาเยี่ยงเหล่าโอรสของดฺริทะราชทระไม่เชื่อเช่นนั้น  ถึงกระนั้นคริชณะทรงเสนอที่จะร่วมรบด้วยตามที่ผู้ไม่มีความศรัทธาปรารถนา  ในฐานะที่คริชณะ  ทรงเป็นองค์ภควานจะทรงไม่รบด้วยพระองค์เอง  หากฝ่ายใดปรารถนาจะได้กองทัพของพระองค์ไป  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะได้คริชณะมาเป็นที่ปรึกษาและผู้ช่วย  ดุรโยดฺะนะทรงเป็นอัจฉริยะทางการเมืองจึงเลือกเอากองทัพของคริชณะ  ขณะที่พาณดะวะทรงยินดีอย่างกระตือรือร้นที่จะได้องค์ชรีคริชณะมาอยู่ฝ่ายตน

ด้วยเหตุนี้คริชณะจึงทรงมาเป็นสารถีของอารจุนะและรับเอาราชรถศึกมาขับ  นี่คือจุดกําเนิดของ  ภควัต-คีตา  ขณะที่กองทัพทั้งสองฝ่ายเรียงรายกันเป็นทิวแถวพร้อมรบ  ดฺริทะราชทระตรัสถามสันจะยะเลขาของพระองค์อย่างสนพระทัยว่า  “พวกเขากําลังทําอะไรกัน?”

โครงเรื่องได้วางไว้เรียบร้อยแล้ว  คราวนี้จะกล่าวโดยย่อถึงการแปล  และการอธิบาย

โดยทั่วไปผู้ที่แปล  ภควัต-คีตา  เป็นภาษาอังกฤษจะกําจัดเอาคริชณะออกไปห่าง  ๆ  เพื่อตนเองจะได้เสนอแนวคิดและแนวปรัชญาว่าประวัติศาสตร์มหาภารตะเป็นเพียงนวนิยายประหลาดโบราณ  และคริชณะทรงเป็นเพียงเครื่องมือทางกวีนิพนธ์เพื่อ  เสนอแนวคิดแห่งอัจฉริยภาพของตน  หรืออย่างดีคริชณะก็ทรงเป็นเพียงตัวประกอบทางประวัติศาสตร์

แต่องค์ชรีคริชณะทรงเป็นทั้งจุดมุ่งหมาย  และแก่นสารที่สําคัญของ  ภควัต-คีตา  ดังที่  ภควัต-คีตา  ได้กล่าวไว้

ดังนั้น  ในการแปลและอธิบายหนังสือเล่มนี้จะนําผู้อ่านมุ่งตรงไปหาคริชณะ  แทนที่จะนําเราออกห่างจากพระองค์  ภควัต-คีตา  เล่มนี้ทั้งเล่มมีความคงเส้นคงวาและเข้าใจได้  เพราะคริชณะทรงเป็นผู้ตรัสและทรงเป็นเป้าหมายสูงสุด  ภควัต-คีตา  ฉบับเดิม  เล่มนี้นําเสนอเป็นคัมภีร์ที่ยิ่งใหญ่ตามความเป็นจริง

ผู้จัดพิมพ์

อุทิศแด่

แด่
ชรีละ บะละเดวะ วิดยาบํูชะนะ
ผู้เขียนคำอธิบาย โกวินดะ-บฺาชยะ
อย่างสวยงาม
เกี่ยวกับ
ปรัชญาเวดานธะ

คำปรารภ

เดิมทีอาตมาได้เขียน  ภควัต-คีตา  ฉบับเดิม  ในรูปเล่มที่ท่านกำลังอ่านอยู่ใน  ขณะนี้  เมื่อหนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรก  ต้นฉบับเดิมได้ถูกตัดให้สั้นลงเหลือเพียง  400  หน้าโดยไม่มีภาพประกอบ  และส่วนมากไม่มีคำอธิบายโศลก  ในหนังสือเล่มอื่น  ๆ  ของอาตมา  เช่น  ชรีมัด-บากะวะธัม,  ศรีอุปนิษัท  ฯลฯ  ระบบการเขียนคืออาตมาจะ  เขียนโศลกเหมือนเดิมในภาษาสันสกฤต  เขียนโศลกภาษาโรมัน  แปลแต่ละคำเป็นภาษา  อังกฤษ  แปลโศลก  และให้คำอธิบายโศลก  ดังนี้ทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นที่เชื่อถือได้  ถูก  หลักวิชาการเป็นอย่างยิ่ง  ทำให้ความหมายมีหลักฐานอยู่ในตัว  อาตมารู้สึกไม่สบายใจ  หากต้องตัดบางส่วนออกจากต้นฉบับเดิม  แต่เมื่อความต้องการ  ภควัต-คีตา  ฉบับเดิม  นี้  มีมากขึ้นตามลำดับ  ทั้งนักวิชาการและสาวกของอาตมาขอร้องให้พิมพ์หนังสือเล่มนี้  ให้เหมือนกับต้นฉบับเดิม  ดังนั้น  เราจึงพิมพ์หนังสือแห่งวิชาความรู้อันยิ่งใหญ่เหมือนกับ  ต้นฉบับเดิม  พร้อมคำอธิบายของ  พะรัมพะรา  (ระบบการถ่ายทอดวิชาจากพระอาจารย์  สู่ศิษย์)  อย่างสมบูรณ์  เพื่อสถาปนาขบวนการคริชณะจิตสำนึกให้มั่นคงและเจริญ  รุ่งเรืองสืบต่อไป

ขบวนการคริชณะจิตสำนึกของเราเป็นของจริงแท้  เชื่อถือได้ตามประวัติศาสตร์  เป็นธรรมชาติและเป็นทิพย์  เพราะว่ามีพื้นฐานมาจาก  ภควัต-คีตา  ฉบับเดิม  เราจึงค่อยๆ  กลายมาเป็นขบวนการที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก  โดยเฉพาะในกลุ่มชนวัยรุ่น  และ  ได้รับความสนใจมากขึ้นในกลุ่มผู้อาวุโส  ดังเช่นคุณพ่อและคุณปู่ของสาวกอาตมาได้  ให้การสนับสนุนด้วยการมาสมัครเป็นสมาชิกตลอดชีพในสมาคมนานาชาติเพื่อคริชณะ  จิตสำนึกอันยิ่งใหญ่ของเราที่นครลอสแอนเจลิส  คุณพ่อและคุณแม่หลายท่านได้เข้าพบ  อาตมาและแสดงความรู้สึกขอบคุณที่อาตมาได้เป็นผู้นำขบวนการคริชณะจิตสำนึกทั่ว  โลก  บางท่านกล่าวว่าชาวอเมริกันโชคดีมากที่อาตมาได้เริ่มขบวนการคริชณะจิตสำนึก  ในอเมริกา  อันที่จริงพระบิดาองค์เดิมของขบวนการนี้คือชรีคริชณะ  เพราะขบวนการ  นี้ได้เริ่มมาเป็นเวลานานแล้วและถูกถ่ายทอดลงมายังสังคมมนุษย์โดยระบบ  พะรัมพะ  รา  หากมีความดีความชอบเกี่ยวกับงานนี้คงไม่ใช่เป็นของอาตมาผู้เดียว  แต่เนื่องมาจาก  พระอาจารย์ทิพย์นิรันดรของอาตมา  พระกรุณาธิคุณเจ้า  โอม  วิชณุพาดะ  พะระมะฮัม  สะ  พะริวราจะคาชารยะ  108  ชรี  ชรีมัด  บัฺคธิสิดดฺานธะ  สะรัสวะที  โกสวามี  มะฮาราจะ  พระบํุพาดะ

หากอาตมาจะได้รับความดีความชอบในเรื่องนี้  เป็นเพราะว่าอาตมาพยายาม  เสนอ  ภควัต-คีตา  ฉบับเดิมนี้ให้เหมือนเดิมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ก่อนที่  ภควัต-คีตา  ฉบับเดิม  ของอาตมาจะออก  ภควัต-คีตา  ภาษาอังกฤษที่มีอยู่ในตลาดเกือบทั้งหมดได้  เขียนขึ้น  ด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงของบางคน  แต่ความพยายามของเราในการเสนอ  ภควัต-คี  ตา  ฉบับเดิม  นี้เพื่อเสนอพระภารกิจของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  คริชณะ  ภารกิจ  ของเราคือเสนอพระราชประสงค์ของคริชณะ  มิใช่เสนอความต้องการของนักคาดคะเน  ทางโลก  เช่น  นักการเมือง  นักปราชญ์  และนักวิทยาศาสตร์  เพราะพวกนี้มีความรู้เกี่ยว  กับ  คริชณะน้อยมาก  แม้ว่าจะมีความรู้ทางด้านอื่นมากมาย  เมื่อคริชณะตรัสว่า  มัน-  มะนา  บฺะวะ  มัดบัฺคโท  มัด-ยาจี  มาม  นะมัสคุรุ  ฯลฯ  ไม่เหมือนกับพวกที่เรียกตนเอง  ว่าเป็นนักวิชาการ  เราจะไม่กล่าวว่าคริชณะและดวงวิญญาณของพระองค์ต่างกัน  คริชณะ  ทรงมีความสมบูรณ์  จึงไม่มีข้อแตกต่างระหว่างพระนาม  พระวรกาย  คุณสมบัติ  และลีลา  ของพระองค์  ฯลฯ  ตำแหน่งอันสมบูรณ์บริบูรณ์ของคริชณะนี้  เป็นสิ่งที่เข้าใจยาก  สำหรับผู้ที่ไม่ใช่สาวกของคริชณะในระบบ  พะรัมพะรา  โดยทั่วไปผู้ที่เรียกตนเองว่าเป็น  นักวิชาการ  นักการเมือง  นักปราชญ์  และสวามี  ถึงแม้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับคริชณะอย่าง  สมบูรณ์  พยายามขจัดหรือปลงพระชมน์คริชณะขณะที่เขียนคำอธิบาย  ภควัต-คีตา  ที่  เชื่อถือไม่ได้  เช่นนี้เรียกว่า  มายาวาดะบฺาชยะ  องค์ชรีเชธันญะทรงเตือนเราเกี่ยวกับบุคคล  ที่เชื่อไม่ได้ประเภทนี้  ชรีเชธันญะตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า  ผู้ใดพยายามเข้าใจ  ภควัต-คีตา  จากแนวคิดของมายาวาดี  จะเป็นผู้กระทำความผิดพลาดอย่างมหันต์  ผลแห่งความผิด  พลาดนี้จะนำนักศึกษาผู้หลงทางจาก  ภควัต-คีตา  ให้สับสนอยู่บนวิถีทางไปสู่ความเป็น  ทิพย์  และไม่สามารถกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์ภควานอย่างแน่นอน

จุดมุ่งหมายของเราเพียงต้องการเสนอ  ภควัต-คีตา  ฉบับเดิม  เพื่อนำทาง  นักศึกษาที่อยู่ในสภาวะวัตถุให้บรรลุถึงเป้าหมาย  เช่นเดียวกับที่องค์ชรีคริชณะเสด็จ  ลงมาบนโลกนี้วันละครั้งตามเวลาของพระพรหม  หรือทุก  ๆ  8,600,000,000  ปี  จุด  มุ่งหมายนี้ได้กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  เราต้องยอมรับความจริงเช่นนี้  มิฉะนั้น  จะไม่มี  ประโยชน์อันใดที่จะพยายามเข้าใจ  ภควัต-คีตา  และคริชณะผู้ตรัส  องค์คริชณะตรัส  ภควัต-คีตา  ครั้งแรกให้สุริยเทพหลายร้อยล้านปีมาแล้ว  เราต้องยอมรับความจริงเช่น  นี้เพื่อให้เข้าใจจุดสำคัญตามประวัติศาสตร์ของ  ภควัต-คีตา  โดยไม่ตีความหมายให้ผิด  ไปจากองค์คริชณะผู้ทรงเป็นต้นตำรับ  การตีความ  ภควัต-คีตา  โดยไม่อ้างอิงถึงพระ  ราชประสงค์ของคริชณะเป็นบาปอันใหญ่หลวง  เพื่อปกป้องตัวเราจากความบาปนี้  เรา  ต้องเข้าใจว่าคริชณะคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ดังเช่น  อารจุนะสาวกรูปแรกที่  เข้าใจจากคริชณะโดยตรง  การเข้าใจ  ภควัต-คีตา  เช่นนี้จะเป็นผลดีและเชื่อถือได้เพื่อ  ประโยชน์ของสังคมมนุษย์ในการที่จะทำให้ภารกิจของชีวิตมนุษย์สมบูรณ์อย่างแท้จริง

ขบวนการคริชณะจิตสำนึกเป็นหัวใจสำคัญของสังคมมนุษย์  เพราะจะให้ความสมบูรณ์  สูงสุดในชีวิต  เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรนั้นได้อธิบายไว้ใน  ภควัต-คีตา  ด้วยความอับโชคที่นักมายากล  ในโลกวัตถุได้ฉวยโอกาสจาก  ภควัต-คีตา  ผลักดันเอาแนวโน้มอันเลวทรามของตนนำผู้คน  ไปในทางที่ผิดเกี่ยวกับความเข้าใจหลักชีวิตง่าย  ๆ  อย่างถูกต้อง  ทุกคนควรรู้ว่าองค์  ภควานหรือคริชณะทรงยิ่งใหญ่เพียงใด  และทุกคนควรรู้สถานภาพอันแท้จริงของสิ่งมี  ชีวิต  ทุกคนควรรู้ว่าสิ่งมีชีวิตเป็นผู้รับใช้นิรันดร  และนอกเสียจากว่าเรามารับใช้คริชณะ  มิฉะนั้นแล้วเราจะไปรับใช้มายา  หรือความหลงในรูปแบบต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุสาม  ระดับ  จากนั้นเราก็จะเวียนว่ายในวัฏจักรแห่งการเกิดและการตายชั่วกัลปาวสาน  แม้  กระทั่งนักคาดคะเนมายาวาดีที่คิดว่าตนเองหลุดพ้น  ก็ยังต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏจักร  นี้  ความรู้นี้เป็นพื้นฐานของศาสตร์อันยิ่งใหญ่  และทุก  ๆ  ชีวิตควรจะรับฟังเพื่อประโยชน์  ของตนเอง

ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะในกลียุค  (คะลิ-ยุกะ)  ถูกโลมเล้าไปด้วยพลังงาน  เบื้องต่ำของ  คริชณะ  ทำให้คิดผิดไปว่า  ความเจริญก้าวหน้าที่อำนวยความสะดวกสบาย  ทางวัตถุจะทำให้เขามีความสุข  โดยไม่รู้ว่าธรรมชาติวัตถุหรือธรรมชาติภายนอกนั้นแข็งแกร่ง  มาก  ทุก  ๆ  คนถูกพันธนาการอย่างแน่นหนาด้วยกฎอันเข้มงวดของธรรมชาติวัตถุ  สิ่งมี  ชีวิตเป็นละอองอณูขององค์ภควานผู้มีความสุข  และหน้าที่ตามธรรมชาติของเราคือการ  รับใช้องค์ภควานโดยตรง  แต่ด้วยมนต์สะกดแห่งความหลง  เราพยายามหาความสุขด้วย  การรับใช้เพื่อสนองประสาทสัมผัสส่วนตัวของเราในรูปแบบต่าง  ๆ  ซึ่งไม่มีวันที่จะทำให้  มีความสุข  แทนที่จะสนองประสาทสัมผัสวัตถุของตนเอง  เราควรสนองประสาทสัมผัส  ขององค์ภควาน  และนี่คือความสมบูรณ์สูงสุดของชีวิต  คริชณะทรงมีพระราชประสงค์  เช่นนี้  และทรงดำริเช่นนี้  เราต้องทำความเข้าใจกับความสำคัญของ  ภควัต-คีตา  ขบ  วนการคริชณะจิตสำนึกของเราสอนคนทั่วโลกให้ทราบถึงจุดสำคัญนี้  และเนื่องจาก  เราไม่บิดเบือนเนื้อหาสาระของ  ภควัต-คีตา  ฉบับเดิม  ผู้ที่มีความสนใจอย่างจริงจังเพื่อ  รับประโยชน์จากการศึกษา  ภควัต-คีตา  จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากขบวนการคริชณะ  จิตสำนึกเพื่อให้เข้าใจภาคปฏิบัติของ  ภควัต-คีตา  ภายใต้การแนะนำขององค์ภควาน  ดัง  นั้น  เราหวังว่าผู้คนจะได้รับประโยชน์อย่างใหญ่หลวง  จากการศึกษา  ภควัต-คีตา  ฉบับ  เดิม  ดังที่เราเสนออยู่นี้  แม้มีเพียงผู้เดียวมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ของคริชณะจะพิจารณา  ว่าความพยายามของพวกเราประสบผลสำเร็จแล้ว

เอ. ซี. บัฺคธิเวดันธะ สวะมิ
วันที่ 12 พฤษภาคม 1971
ซิดนี่ ออสเตรเลีย

คำนำ

โอม อะกยานะ-ทิมิรานดัฺสยะ
กยานานจะนะ-ชะลาคะยา

ชัคชุร อุนมีลิทัม เยนะ
ทัสไม ชรี-กุระเว นะมะฮ
ชรี-เชธันญะ-มโน-´บฺีชทัม
สทฺาพิทัม เยนะ บํู-ทะเล

สวะยัม รูพะฮ คะดา มะฮยัม
ดะดาทิ สวะ-พะดานทิคัม

ข้าพเจ้าได้เกิดมาอยู่ในความมืดแห่งอวิชชา  พระอาจารย์ทิพย์ได้เปิดดวงตาของข้าพเจ้า  ด้วยแสงสว่างแห่งวิชาความรู้  ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่ท่าน

เมื่อไร  ชรีละ  รูพะ  โกสวามี  พระบํุพาดะ  ผู้สถาปนาภารกิจในโลกวัตถุนี้เพื่อสนองพระราช  ประสงค์ขององค์เชธันญะได้โปรดให้ที่พึ่งภายใต้พระบาทรูปดอกบัวของท่านแด่ข้าพเจ้า

วันเด ่ฮัม ชรี-กุโรฮ ชรี-ยุทะ-พะดะ-คะมะลัม ชรี-กุรูน ไวชณะวามช ชะ
ชรี-รูพัม สากระจาทัม สะฮะ-กะณะ-ระกํุนาทฺานวิทัม ทัม สะ-จีวัม
สาดไวทัม สาวะดํูทัม พะริจะนะ-สะฮิทัม คริชณะ-เชธันญะ-เดวัม
ชรี-ราดฺา-คริชณะ-พาดาน สะฮะ-กะณะ-ละลิทา-ชรี-วิชาคฺานวิทามช ชะ

ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่พระบาทรูปดอกบัวของพระอาจารย์ทิพย์และ  ขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่พระบาทของไวชณะวะทั้งหลาย  ข้าพเจ้าขอแสดงความ  เคารพอย่างสูงแด่พระบาทรูปดอกบัวของ  ชรีละ  รูพะ  โกสวามี  พร้อมทั้งพี่ชาย  สะนาทะนะ  โกสวามี  รวมทั้ง  รักฮุนาทฺะ  ดาสะ  และ  รักฮุนาทฺะ  บัฺททะ,  โกพาละ  บัฺททะ,  และ  ชรี  ละ  จีวะ  โกสวามี  ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่องค์ชรีคริชณะเชธันญะ  และนิทยานันดะ  พร้อมทั้ง  อไดวทะ  อาชารยะ,  กะดาดฺะระ,  ชรีวาสะ,  และสาวกรูปอื่น  ๆ  ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่  ชรีมะธี  ราดฺาราณี  และ  ชรีคริชณะ  รวมทั้ง  สหายของท่านทั้งสอง  ชรีละลิทา  และวิชาคฺา

เฮ คริชณะ คะรุณา-สินโดฺ
ดีนะ-บันโดฺ จะกัท-พะเท

โกเพชะ โกพิคา-คานทะ
ราดฺา-คานทะ นะโม ่สทุ เท

โอ้  คริชณะที่รัก  พระองค์ทรงเป็นสหายของผู้ที่มีความทุกข์และทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่ง  การสร้าง  พระองค์ทรงเป็นเจ้านายของโกปีและเป็นคู่รักของราดฺาราณี  ข้าพเจ้าขอ  แสดงความเคารพอย่างสูงแด่พระองค์

ทัพทะ-คานชะนะ-โกรางกิ
ราเดฺ วรินดาวะเนชวะริ

วริชะบฺานุ-สุเท เดวิ
พระณะมามิ ฮะริ-พริเย

ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่ราดฺาราณีผู้มีผิวพรรณอร่ามดุจดั่งทองคำ  และ  เป็นราชินีแห่งวรินดาวะนะ  พระนางเป็นธิดาของพระราชาวริชะบฺานุ  และเป็นที่รักยิ่งของ  องค์ชรีคริชณะ

วานชฺา-คัลพะทะรุบฺยัช ชะ
คริพา-สินดํุบฺยะ เอวะ ชะ

พะทิทานาม พาวะเนบฺโย
ไวชณะเวบฺโย นะโม นะมะฮ

ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่ไวชณะวะสาวกทั้งหลายขององค์ภควาน  ผู้เปรียบ  เสมือนต้นกัลปพฤกษ์  ที่สามารถทำให้ความปรารถนาของทุกคนสมประสงค์  และยัง  เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาต่อดวงวิญญาณที่ตกต่ำ

ชรี-คริชณะ-เชธันญะ
พระบํุ นิทยานันดะ

ชรี-อไดวทะ กะดาดฺะระ
ชรีวาสาดิ-โกระ-บัฺคธะ-วรินดะ

ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่  ชรี  คริชณะ  เชธันญะ,  พระบํุ  นิทยานันดะ,  ชรีอไดวทะ,  กะดาดฺะระ,  ชรีวาสะ  และสาวกทั้งหลายในสายแห่งการอุทิศตนเสียสละ

ฮะเร คริชณะ ฮะเร คริชณะ
คริชณะ คริชณะ ฮะเร ฮะเร

ฮะเร รามะ ฮะเร รามะ
รามะ รามะ ฮะเร ฮะเร

ภควัต-คีตา  หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  กีโทพะนิชัด  เป็นหัวใจของความรู้พระเวทและเป็น  หนึ่งในอุพะนิชัด  (อุปนิษัท)  ที่สำคัญที่สุดในวรรณกรรมพระเวท  แน่นอนว่ามีคำอธิบาย  ภควัต-  คีตา  เป็นภาษาอังกฤษมากมาย  เราอาจถามว่ามันจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องอธิบายกันอีก  ครั้งหนึ่ง  ภควัต-คีตา  ฉบับนี้จะอธิบายดังนี้  เมื่อไม่นานมานี้มีสุภาพสตรีชาวอเมริกันผู้  หนึ่งได้ขอร้องให้อาตมาแนะนำหนังสือ  ภควัต-คีตา  ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ  ในอเมริกา  มีหนังสือ  ภควัต-คีตา  ที่เป็นภาษาอังกฤษมากมาย  แต่เท่าที่อาตมาเห็น  ไม่เพียงแต่ใน  อเมริกาเท่านั้น  แม้แต่ในอินเดียก็เช่นกัน  เมื่อพูดกันอย่างจริง  ๆ  ไม่มีเล่มใดเลยที่เชื่อถือ  ได้  เพราะว่าหนังสือเกือบทุกเล่มผู้อธิบายได้แสดงความคิดเห็นของตนเอง  โดยไม่ได้  สัมผัสกับเนื้อหาสาระอันแท้จริงของ  ภควัต-คีตา

เนื้อหาสาระอันแท้จริงของ  ภควัต-คีตา  ฉบับเดิม  ได้กล่าวไว้ในตัวของ  ภควัต-คีตาเอง  ดังนี้  ถ้าเราต้องการรับประทานยา  เราต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่เขียนอยู่บนฉลากยา  เรา  ไม่ควรรับประทานยาตามความต้องการที่ผิดพลาดของเราหรือจากคำแนะนำของเพื่อน  เราต้องรับประทานยาตามคำสั่งที่อยู่บนฉลาก  หรือตามคำสั่งแพทย์  เช่นเดียวกัน  ภควัต-คีตา  ควรได้รับการยอมรับเหมือนกับผู้ตรัสได้ให้ไว้  ผู้ตรัส  ภควัต-คีตา  คือ  องค์ชรีคริชณะ  พระองค์ทรงได้รับการกล่าวขานไว้ในทุก  ๆ  หน้าของ  ภควัต-คีตา  ว่า  เป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  องค์ภควาน  คำว่า  ภควาน  บางครั้งหมายถึงมนุษย์  ผู้มีอำนาจมาก  หรือเทวดาผู้มีอำนาจมาก  และแน่นอน  คำว่า  ภควาน  ในที่นี้หมายถึง  องค์ชรีคริชณะบุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่  แต่ในขณะเดียวกันเราควรรู้ว่า  องค์ชรีคริชณะเป็น  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ดังที่ได้ยืนยันไว้โดยพระอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย  เช่น  ชังคะราชารยะ,  รามานุจาชารยะ,  มัดฺวาชารยะ,  นิมบารคะ  สวามี,  ชรีเชธันญะ  มาฮาพระบํุ  และผู้เชื่อถือได้ในวิชาพระเวทอีกมากมายในประเทศอินเดีย  คริชณะทรงได้สถาปนา  พระองค์เองว่าเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ใน  ภควัต-คีตา,บระฮมะ-สัมฮิทา,  และ  พุราณะ  ทั้งหลาย  โดยเฉพาะ  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ซึ่งเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  บฺากะวะ  ทะ  พุราณะ  (คริชณะสทุ  บฺะกะวาน  สวะยัม)  ฉะนั้น  เราควรจะรับเอา  ภควัต-กีตา  ฉบับ  เดิม  ตามที่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าได้ตรัสไว้ในบทที่สี่  ของ  ภควัต-กีตา  (4.1-3)  ว่า

อิมัม วิวัสวะเท โยกัม
โพรคทะวาน อฮัม อัพยะยัม

วิวัสวาน มะนะเว พราฮะ
มะนุร อิคชวาคเว ′บระวีท
เอวัม พะรัมพะรา-พราพทัม
อิมัม ราจารชะโย วิดุฮ

สะ คาเลเนฮะ มะฮะทา
โยโก นัชทะฮ พะรันทะพะ
สะ เอวายัม มะยา เท ′ดยะ
โยกะฮ โพรคทะฮ พุราทะนะฮ

บัฺคโธ ′สิ เม สะคฺา เชทิ
ระฮัสยัม ฮิ เอทัด อุททะมัม

ณ  ที่นี้พระองค์ตรัสแก่อารจุนะว่า  ระบบโยคะแห่ง  ภควัต-คีตา  นี้  ครั้ง  แรกพระองค์ตรัสแก่สุริยเทพ  สุริยเทพทรงอธิบายแก่มะนุ  และมะนุทรงอธิบายให้  อิคชวาคุด้วยระบบ  พะรัมพะรา  นี้  จากผู้ตรัสผู้หนึ่งมาสู่ผู้ตรัสอีกผู้หนึ่ง  ระบบโยคะนี้จึง  ได้ถูกถ่ายทอดลงมา  เมื่อกาลเวลาผ่านไปนานระบบนี้ได้สูญหายไป  ฉะนั้น  พระองค์ทรง  ตรัส  ภควัต-คีตา  ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  ครั้งนี้ตรัสให้แก่อารจุนะ  ณ  สมรภูมิคุรุคเชทระ

พระองค์ทรงตรัสแก่อารจุนะว่าที่พระองค์ทรงถ่ายทอดความลับสุดยอดนี้ให้  แก่อารจุนะเนื่องจากอารจุนะเป็นทั้งสาวกและสหาย  คำอธิบายในประเด็นนี้คือ  ภควัต-  คีตา  เป็นหนังสือสำหรับสาวกขององค์ภควาน  มีนักทิพย์นิยมอยู่สามประเภทคือ  กยานี,  โยกี,  และบัฺคธะ  หรืออีกนัยหนึ่ง  คือผู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์,  นักบำเพ็ญฌาน  และสาวก  ณ  ที่  นี้  ทรงตรัสแก่อารจุนะอย่างชัดเจนว่า  พระองค์ทรงให้อารจุนะเป็นผู้รับสาส์นคนแรก  ของ  พะรัมพะรา  ใหม่นี้  เพราะว่าสายเก่าได้ขาดตอนไป  ดังนั้น  จึงเป็นพระราชประสงค์  ของพระองค์ที่จะสถาปนา  พะรัมพะรา  ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งเป็นสายเดียวกันกับสายที่ทรง  ถ่ายทอดให้กับสุริยเทพ  และทรงเป็นพระราชประสงค์ของพระองค์ที่จะให้อารจุนะเป็นต้น  ตำรับที่น่าเชื่อถือได้ในการเข้าใจ  ภควัต-คีตา  ดังนั้น  เราจะเห็นว่า  ภควัต-คีตา  ได้ถูก  สอนให้อารจุนะโดยเฉพาะ  เพราะอารจุนะเป็นสาวก  ศิษย์โดยตรงและเป็นสหายสนิทของ  คริชณะ  ฉะนั้น  ผู้ที่จะเข้าใจ  ภควัต-คีตา  ได้ดีที่สุดนั้น  ควรจะมีคุณสมบัติคล้ายอารจุนะ  คือจะต้องเป็นสาวกผู้ที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับพระองค์  ในทันทีที่เรามาเป็นสาวก  เราจะมีความสัมพันธ์กับคริชณะโดยตรง  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและประณีต  มากแต่จะกล่าวโดยสรุปว่า  สาวกมีความสัมพันธ์กับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าหนึ่ง  ในห้ารูปแบบดังต่อไปนี้

1.  เราอาจจะเป็นสาวกแบบไม่แสดงออก

2.  เราอาจจะเป็นสาวกแบบแสดงออก

3.  เราอาจจะเป็นสาวกแบบเพื่อน

4.  เราอาจจะเป็นสาวกแบบบิดามารดา

5.  เราอาจจะเป็นสาวกแบบคู่รัก

อารจุนะทรงมีความสัมพันธ์กับคริชณะแบบเพื่อน  มีความแตกต่างกันอย่าง  สิ้นเชิงระหว่างมิตรภาพแบบนี้กับมิตรภาพในโลกวัตถุ  มิตรภาพเช่นนี้เป็นมิตรภาพทิพย์  ที่ไม่ใช่ใครก็มีได้  แน่นอนที่ทุกคนมีความสัมพันธ์โดยเฉพาะกับองค์ภควาน  และความ  สัมพันธ์นั้นจะได้รับการฟื้นฟูขึ้นจากความสมบูรณ์แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วย  ความจงรักภักดี  แต่ในสถานการณ์ของชีวิตปัจจุบัน  ไม่เพียงแต่เราจะลืมองค์ภควาน  เท่านั้น  แต่เรายังลืมความสัมพันธ์นิรันดรที่มีต่อพระองค์ด้วย  มีสิ่งมีชีวิตทั้งหมดนับเป็น  จำนวนพัน  ๆ  ล้าน  แต่ละชีวิตจะมีความสัมพันธ์โดยเฉพาะกับพระองค์นิรันดร  เช่นนี้เรียก  ว่า  สวะรูพะ  จากวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความจงรักภักดี  เราสามารถฟื้นฟู  สวะรูพะ  นี้ได้  ในระดับนี้เรียกว่า  สวะรูพะ-สิดดิฺ  หมายถึงความสมบูรณ์ในสถานภาพ  พื้นฐานของเรา  ดังนั้น  อารจุนะทรงเป็นสาวกและได้มาสัมผัสกับองค์ภควานฉันมิตร

อารจุนะทรงยอมรับเอา  ภควัต-คีตา  นี้มาได้อย่างไรเราควรให้ความสนใจ  ลักษณะท่าทีแห่งการยอมรับนี้  ได้ให้ไว้ในบทที่สิบ  (10.12-14)

อารจุนะ อุวาชะ
พะรัม บระฮมะ พะรัม ดฺามะ
พะวิทรัม พะระมัม บฺะวาน

พุรุชัม ชาชวะทัม ดิพยัม
อาดิ-เดวัม อะจัม วิบํุม
อาฮุส ทวาม ริชะยะฮ สารเว
เดวารชิร นาระดัส ทะทฺา

อสิโท เดวะโล วิยาสะฮ
สวะยัม ไชวะ บระวีชิ เม
สารวัม เอทัด ริทัม มันเย
ยัน มาม วะดะสิ เคชะวะ

นะ ฮิ เท บฺะกะวัน วยัคทิม
วิดุร เดวา นะ ดานะวาฮ

“อารจุนะตรัสว่า  พระองค์ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทรงเป็นที่พำนักพักพิง  สูงสุด  ทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุด  ทรงเป็นสัจธรรมที่สมบูรณ์  พระองค์ทรงเป็นอมตะ  ทรง  เป็นทิพย์  ทรงเป็นปฐมองค์  ไม่มีการเกิด  และทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่  ทั้งหลาย  เช่น  นาระดะ  อสิทะ  เดวะละ  และ  วิยาสะ  ได้ยืนยันความจริงเช่นนี้เกี่ยวกับ  พระองค์  และมาบัดนี้พระองค์ทรงประกาศให้ข้าได้ทราบ  โอ้  คริชณะ  ข้าพเจ้าขอน้อมรับ  โดยดุษฏีว่าทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสเป็นสัจธรรม  แม้แต่เหล่าเทวดาหรือเหล่ามารก็ไม่สามารถ  เข้าใจบุคลิกภาพแห่งพระองค์ได้”

หลังจากที่อารจุนะทรงสดับฟัง  ภควัต-คีตา  จากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าแล้ว  อารจุนะทรงยอมรับองค์ชรีคริชณะว่าเป็น  พะรัม  บระฮมะ  หรือ  บระฮมัน  สูงสุด  ทุกชีวิต  เป็น  บระฮมัน  แต่ว่าชีวิตที่สูงสุดหรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  คือ  บระฮมันสูงสุด  พะรัม  ดฺามะ  หมายความว่าพระองค์ทรงเป็นที่พำนักพักพิงสูงสุดสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง  พะวิทรัม  หมายความว่าพระองค์ทรงมีความบริสุทธิ์ปราศจากมลทินทางวัตถุ  พุรุชัม  หมายความว่า  พระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีความสุขเกษมสำราญสูงสุด  ชาชวะทัม  เป็นอมตะ  ดิพยัม  เป็นทิพย์  อาดิ-เดวัม  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์เดิมแท้  อะจัม  ไม่มีการ  เกิด  และ  วิบํุม  ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด

เราอาจคิดว่า  คริชณะทรงเป็นพระสหายของอารจุนะ  อารจุนะจึงทรงตรัส  สรรเสริญเยินยอพระองค์  แต่เพื่อขจัดความสงสัยเช่นนี้ให้ออกจากจิตใจของผู้อ่าน  ภควัต-คีตา  อารจุนะจึงทรงยืนยันคำสรรเสริญนี้ในโศลกต่อมาว่า  คริชณะทรงได้รับ  การยอมรับว่าเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ไม่เพียงแต่อารจุนะเท่านั้น  แม้แต่ผู้ที่  น่าเชื่อถือได้  เช่น  นาระดะ  อสิทะ  เดวะละ  และ  วิยาสะเดวะ  ท่านเหล่านี้เป็นบุคลิกภาพ  ผู้ยิ่งใหญ่ที่แจกจ่ายความรู้พระเวท  เหมือนดังเช่นที่  อาชารยะ  ทั้งหลายยอมรับ  ดัง  นั้น  อารจุนะได้ตรัสแด่คริชณะว่าทรงยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่คริชณะตรัสว่ามีความ  สมบูรณ์บริบูรณ์  สารวัม  เอทัด  ริทัม  มันเย  “ข้าพเจ้ายอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์  ตรัสว่าเป็นสัจธรรม”  อารจุนะตรัสว่า  บุคลิกภาพแห่งพระเจ้านี้ยากนักที่จะเข้าใจ  แม้แต่  เหล่าเทวดาผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่สามารถเข้าใจพระองค์  หมายความว่าแม้แต่บุคลิกภาพที่ยิ่ง  ใหญ่กว่ามนุษย์  ก็ยังไม่สามารถเข้าใจพระองค์  ดังนั้นมนุษย์ธรรมดาจะเข้าใจคริชณะได้  อย่างไร  ถ้าหากไม่มาเป็นสาวกของพระองค์

ฉะนั้น  เราจึงควรรับ  ภควัต-คีตา  ด้วยจิตวิญญาณแห่งการอุทิศตนเสียสละ  ไม่ควรคิดว่าตัวเราเทียบเท่ากับคริชณะ  และไม่ควรคิดว่าคริชณะทรงเป็นเพียงบุคคล  ธรรมดาสามัญ  หรือแม้แต่คิดว่า  พระองค์ทรงเป็นบุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่มากเท่านั้น  องค์  ชรีคริชณะทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ฉะนั้น  ตามที่ภควัต-คีตา  หรือที่อารจุนะ  ได้ตรัสไว้ว่า  ผู้ที่พยายามเข้าใจภควัต-คีตา  อย่างน้อยตามทฤษฎีควรยอมรับว่าชรีคริชณะ  ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และด้วยจิตวิญญาณที่ยอมรับเช่นนี้  ก็จะสามารถ  เข้าใจ  ภควัต-คีตา  นอกเสียจากว่าเราอ่าน  ภควัต-คีตา  ด้วยจิตวิญญาณที่ยอมรับเช่นนี้  มิฉะนั้น  เป็นการยากมากที่จะเข้าใจ  ภควัต-คีตา  เพราะจะเป็นสิ่งที่เร้นลับมาก

ภควัต-คีตา  คืออะไร  จุดมุ่งหมายของ  ภควัต-คีตา  ก็เพื่อที่จะนำพามนุษยชาติ  ให้ออกจากอวิชชาแห่งชีวิตทางวัตถุ  ทุก  ๆ  คนจะมีความยากลำบากนานัปการเหมือน  ดังเช่น  อารจุนะทรงอยู่ในความยากลำบากที่จะต้องต่อสู้ในสมรภูมิคุรุคเชทระ  อารจุนะ  ทรงศิโรราบแด่ชรีคริชณะ  จากนั้นคริชณะจึงตรัส  ภควัต-คีตา  นี้ไม่เพียงให้แด่อารจุนะ  เท่านั้น  เราทุก  ๆ  คนก็เต็มไปด้วยความวิตกกังวลในโลกวัตถุนี้  ความเป็นอยู่ของเราอยู่ใน  บรรยากาศที่ไม่เป็นความจริง  อันที่จริงเราไม่ควรจะถูกความไม่เป็นจริงมาข่มขู่ดวงวิญญาณ  ของเราซึ่งเป็นอมตะ  อย่างไรก็ดี  เราได้ถูกจับมาอยู่ในสถานที่อสัท  อสัท  หมายถึงสิ่งที่  ไม่เป็นจริง

ในจำนวนมนุษย์มากมายที่ได้รับความทุกข์  มีน้อยคนนักที่จะถามถึงสถานภาพ  ของตนเองว่า  ตนเองคืออะไร  แล้วเหตุไฉนจึงมาอยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้  ฯลฯ  นอกจากว่ามีความตื่นตัวที่จะถามถึงสภาวะแห่งความทุกข์นี้  นอกจากรู้แล้วว่าตนเองไม่  ต้องการความทุกข์  แต่ต้องการแก้ปัญหาความทุกข์ทั้งปวง  มิฉะนั้น  ก็ไม่ควรพิจารณาว่า  เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  มนุษยชาติเริ่มต้นเมื่อคำถามเหล่านี้เกิดขึ้นในจิตใจของตนเอง  ใน  บระฮมะ-สูทระ  คำถามเช่นนี้เรียกว่า  บระฮมะ-จิกยาสา,  อทฺาโท  บระฮมะ-จิกยาสา  กิจกรรมของมนุษย์ทั้งหมดจะถือว่าล้มเหลวหากเราไม่ตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติแห่ง  สัจธรรม  ฉะนั้น  ผู้ที่เริ่มคำถามว่าทำไมเราจะต้องได้รับทุกข์ทรมาน?  หรือว่าเรามาจาก  ไหน?  และเราจะไปไหนหลังจากตายไปแล้ว?  เช่นนี้จะเป็นนักศึกษาที่ควรค่าในการเข้าใจ  ภควัต-คีตา  นักศึกษาผู้มีความจริงใจควรมีความเคารพอย่างมั่นคงต่อบุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้าและนักศึกษาเช่นนี้  คือ  อารจุนะ

องค์ชรีคริชณะเสด็จลงมาเพื่อสถาปนาจุดมุ่งหมายแท้จริงของชีวิต  โดยเฉพาะ  เมื่อมนุษย์ลืมจุดมุ่งหมายนี้  แม้กระนั้นจากผู้ที่ตื่นแล้วจำนวนมากมาย  จะมีเพียงคนเดียว  ที่สามารถเข้าถึงเจตนารมณ์แห่งความเข้าใจสถานภาพหน้าที่อันแท้จริงของตนเอง  สำหรับ  ผู้นั้น  ภควัต-คีตา  จึงถูกตรัสขึ้น  อันที่จริงเราทั้งหมดกำลังถูกนางเสือร้ายแห่งอวิชชา  กลืนกินอยู่ทุกขณะ  แต่พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตมาก  โดยเฉพาะมนุษย์  เมื่อ  เป็นเช่นนี้  พระองค์จึงตรัส  ภควัต-คีตา  และให้สหายของพระองค์  อารจุนะ  มาเป็นศิษย์

ในฐานะที่เป็นสหายของชรีคริชณะ  อารจุนะทรงอยู่เหนืออวิชชาทั้งปวง  แต่ที่  สมรภูมิคุรุคเชทระ  อารจุนะทรงถูกอวิชชาครอบงำ  เพื่อที่จะให้อารจุนะทรงตั้งคำ  ถามต่อคริชณะเกี่ยวกับปัญหาชีวิต  เพื่อพระองค์จะทรงอธิบายให้เป็นประโยชน์แก่ชน  รุ่นหลังสืบต่อไป  และจะได้วางแผนชีวิตอย่างถูกต้อง  จากนั้นมนุษย์จะได้ปฏิบัติตามและ  ทำให้ภารกิจของชีวิตมนุษย์เสร็จสิ้นสมบูรณ์

เนื้อหาสาระของ  ภควัต-คีตา  ประกอบด้วยความเข้าใจสัจธรรมพื้นฐานห้าประการ  ประการแรกอธิบายถึงศาสตร์แห่งองค์ภควาน  จากนั้นอธิบายถึงสถานภาพพื้นฐานของ  สิ่งมีชีวิต  จีวะ,  อีชวะระ  หมายถึงผู้ควบคุม  และ  จีวะ  หมายถึง  สิ่งมีชีวิตผู้ถูก  ควบคุม  ถ้าหากว่าสิ่งมีชีวิตกล่าวว่าเป็นอิสระ  ไม่ถูกควบคุม  เช่นนี้เรียกว่าเสียสติ  เพราะสิ่ง  มีชีวิตถูกควบคุมอยู่ตลอดเวลา  อย่างน้อยในชีวิตสภาวะวัตถุ  ฉะนั้น  เนื้อหาสาระของ  ภควัต-คีตา  จึงกล่าวถึง  อีชวะระ  ผู้ควบคุมสูงสุด  และ  จีวะ  สิ่งมีชีวิตผู้ถูกควบคุม  พระ  คริทิ  (ธรรมชาติวัตถุ),  กาลเวลา  (ระยะเวลาที่จักรวาลเป็นอยู่  หรือปรากฏการณ์ของ  ธรรมชาติวัตถุ)  และคารมะ  (กรรม)  ทั้งหมดได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้  ปรากฏการณ์ในจักรวาล  เต็มไปด้วยกิจกรรมที่แตกต่างกัน  สิ่งมีชีวิตทั้งหมดมีการทำกิจกรรมแตกต่างกัน  จาก  ภควัต-คีตา  เราต้องเรียนรู้ว่า  องค์ภควานคืออะไร?  สิ่งมีชีวิตคืออะไร?  พระ-  คริทิคืออะไร?  ปรากฏการณ์ในจักรวาลคืออะไร?  ถูกควบคุมด้วยกาลเวลาได้อย่างไร?  และอะไรคือกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต

จากเนื้อเรื่องพื้นฐานทั้งห้าประการใน  ภควัต-คีตา  ได้สถาปนาว่าองค์ภควาน  หรือคริชณะ  หรือบระฮมัน  หรือผู้ควบคุมสูงสุด  หรือพะระมาทมา  เราอาจจะใช้ชื่ออะไร  ก็ได้ที่เราชอบซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด  โดยคุณสมบัติแล้ว  สิ่งมีชีวิตก็เหมือนผู้ควบคุม  สูงสุด  ตัวอย่างเช่น  องค์ภควานทรงควบคุมกิจกรรมในจักรวาลของธรรมชาติวัตถุ  ซึ่ง  จะอธิบายในบทต่อ  ๆ  ไปในภควัต-คีตา  ธรรมชาติวัตถุไม่เป็นอิสระ  พระนางทรงปฏิบัติ  ภายใต้คำสั่งขององค์ภควาน  ดังเช่น  คริชณะตรัสว่า  มายาดฺยัคเชณะ  พระคริทิฮ  สูยะเท  สะ-ชะราชะรัม  “ธรรมชาติวัตถุนี้ปฏิบัติการภายใต้คำสั่งของข้า”  เมื่อเราเห็นสิ่งอัศจรรย์  มากมายเกิดขึ้นในจักรวาลวัตถุ  เราควรรู้ว่าเบื้องหลังของปรากฏการณ์ในจักรวาล  วัตถุนี้มีผู้ควบคุม  ไม่มีอะไรปรากฏออกมาได้โดยไม่มีผู้ควบคุม  หากเราไม่พิจารณาถึง  ผู้ควบคุม  เราก็มีความคิดเหมือนกับเด็ก  ๆ  ตัวอย่างเช่น  เด็กอาจจะคิดว่ารถยนต์นี้น่า  อัศจรรย์ที่สามารถวิ่งเองได้  โดยไม่ต้องมีม้าหรือสัตว์มาลากจูง  แต่คนปกติธรรมดา  รู้ธรรมชาติของระบบเครื่องยนต์ว่าทำงานอย่างไร  เขาจะรู้เบื้องหลังของเครื่องยนต์  ว่ามีคนขับเป็นบุคคล  ในทำนองเดียวกันองค์ภควานทรงเป็นผู้ขับ  ซึ่งภายใต้คำสั่งของ  พระองค์กิจกรรมทั้งหมดจึงดำเนินไป  ทรงยอมรับในบทต่อ  ๆ  มาว่า  จีวะหรือสิ่งมีชีวิต  เป็นละอองอณูของพระองค์  เศษทองคำก็เป็นทองคำ  น้ำหนึ่งหยดจากมหาสมุทรก็มี  ความเค็มเช่นเดียวกัน  ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูของผู้ควบคุมสูงสุด  อีชวะระ  หรือ  องค์ภควานชรีคริชณะ  เรามีคุณสมบัติทั้งหมดขององค์ภควานในปริมาณเพียงเล็กน้อย  เนื่องจากเราเป็น  อีชวะระ  ย่อย  ๆ  ที่พยายามจะควบคุมธรรมชาติ  ดังเช่นปัจจุบันนี้เรา  พยายามจะควบคุมอวกาศและดาวเคราะห์ดวงอื่น  ๆ  แนวโน้มการควบคุมยังมีอยู่  เพราะ  ว่ามันมีอยู่ในคริชณะ  แต่ถึงแม้เรามีแนวโน้มที่จะเป็นเจ้าแห่งธรรมชาติวัตถุ  ควรรู้ว่าเรา  ไม่ใช่ผู้ควบคุมสูงสุด  เรื่องนี้ได้อธิบายไว้ใน  ภควัต-คีตา

ธรรมชาติวัตถุคืออะไร?  ได้อธิบายไว้ใน  ภควัต-คีตา  ว่าเป็น  พระคริทิ  หรือ  ธรรมชาติที่ต่ำกว่า  สิ่งมีชีวิตเป็น  พระคริทิ  ที่สูงกว่า  พระคริทิ  จะอยู่ภายใต้การควบคุม  เสมอ  ไม่ว่าจะเป็น  พระคริทิ  ที่สูงหรือต่ำกว่า  พระคริทิ  เป็นสตรีเพศและนางถูกควบคุม  โดยองค์ภควาน  เหมือนกับกิจกรรมของภรรยาถูกสามีควบคุม  พระคริทิ  จะเป็นรองอยู่  เสมอ  ถูกควบคุมโดยองค์ภควานซึ่งเป็นผู้ควบคุม  สิ่งมีชีวิตและธรรมชาติวัตถุทั้งคู่ถูก  ควบคุม  โดยองค์ภควานเป็นผู้คุม  ตาม  ภควัต-คีตา  ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูของ  องค์ภควาน  ก็ถือว่าเป็น  พระคริทิ  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในบทที่เจ็ดของ  ภควัต-คีตา  ว่า  อะพะเรยัม  อิทัส  ทว  อันยาม  พระคริทิม  วิดดิฺ  เม  พะราม/  จีวะ-บํูทาม  “ธรรมชาติ  วัตถุนี้เป็น  พระคริทิ  เบื้องต่ำของข้า  แต่เหนือไปกว่านี้ยังมีธรรมชาติอีกแบบหนึ่งเรียกว่า  จีวะ-บํูทาม  สิ่งมีชีวิต”

ธรรมชาติวัตถุประกอบด้วยคุณลักษณะสามประการ  คุณลักษณะความดี  ตัณหา  และอวิชชา  สูงไปกว่านี้มีกาลเวลาที่เป็นอมตะ  ด้วยการผสมผสานกันของคุณลักษณะแห่ง  ธรรมชาติภายใต้การควบคุมของกาลเวลาอมตะ  มีกิจกรรมเรียกว่า  คารมะ  กิจกรรม  เหล่านี้ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล  เราจะได้รับความทุกข์หรือความสุขก็  เนื่องจากผลของการกระทำของเรา  ตัวอย่างเช่น  ถ้าหากว่าอาตมาเป็นนักธุรกิจทำงาน  อย่างขยันขันแข็งด้วยสติปัญญา  และสั่งสมเงินมากมายในธนาคาร  เช่นนี้อาตมาเป็นผู้มี  ความสุขเกษมสำราญ  ต่อมาธุรกิจล้มละลายลง  อาตมาจะเป็นผู้ได้รับความทุกข์ทรมาน  ในทำนองเดียวกัน  ในทุก  ๆ  ด้านของชีวิตเราได้รับความสุขหรือความทุกข์จากผลงาน  ของเรา  เช่นนี้เรียกว่า  คารมะ  หรือ  กรรม

อีชวะระ  (องค์ภควาน)  จีวะ  (สิ่งมีชีวิต)  พระคริทิ  (ธรรมชาติ)  คาละ  (กาลเวลาอมตะ)  และคารมะ  (กรรม)  ทั้งหมดได้อธิบายไว้ใน  ภควัต-คีตา  ทั้งห้าประการนี้  องค์  ภควาน  สิ่งมีชีวิต  ธรรมชาติวัตถุ  และกาลเวลา  เป็นอมตะ  ปรากฏการณ์ของ  พระคริทิ  อาจเป็นการชั่วคราวแต่ว่าไม่ผิด  นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่าปรากฏการณ์ของ  ธรรมชาติวัตถุนั้นผิด  แต่ตามปรัชญาของ  ภควัต-คีตา  หรือตามปรัชญาของไวชณะวะ  ไม่เป็นเช่นนั้น  ปรากฏการณ์ของโลกไม่ถือว่าผิด  มันเป็นความจริงแต่ว่าไม่ถาวร  คล้าย  ๆ  กับก้อนเมฆซึ่งเคลื่อนผ่านท้องฟ้าไป  หรือว่าฝนที่ตกตามฤดูกาลให้ความชุ่มฉ่ำต่อ  เมล็ดข้าว  เมื่อหน้าฝนผ่านไปก้อนเมฆถูกพัดไปที่อื่นพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ได้รับความชุ่ม  ฉ่ำจากฝนก็แห้งแล้งลง  เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ทางวัตถุนี้  เกิดขึ้นชั่วเวลาหนึ่ง  เป็นอยู่  สักพักหนึ่ง  จากนั้นก็สูญหายไป  นี่คือการทำงานของ  พระคริทิ  แต่วัฏจักรนี้จะเป็นอยู่เช่น  นี้ตลอดกาล  ฉะนั้น  พระคริทิ  จึงเป็นอมตะไม่ถือว่าผิด  องค์ภควานตรัสถึงข้อนี้ว่า  เป็น  “พระคริทิ  ของข้า”  ธรรมชาติวัตถุนี้เป็นพลังงานที่แยกมาจากองค์ภควาน  สิ่งมีชีวิตก็  เป็นพลังงานขององค์ภควานเช่นเดียวกัน  ถึงแม้ว่าจะไม่แยกจากกันแต่มีความสัมพันธ์  ต่อกันชั่วกัลปาวสาน  ดังนั้น  องค์ภควาน  สิ่งมีชีวิต  ธรรมชาติวัตถุ  และกาลเวลา  มีความ  สัมพันธ์ซึ่งกันและกันทั้งหมด  และทั้งหมดนี้เป็นอมตะ  อย่างไรก็ดีมีอีกสิ่งหนึ่งคือ  กรรม  หรือคารมะ  ที่ไม่เป็นอมตะ  ผลกรรมของเราอาจจะนานมากแล้ว  เราได้รับความ  ทุกข์หรือความสุขจากผลกรรมตั้งแต่อดีตโบราณกาล  แต่เราสามารถเปลี่ยนผลกรรมของเรา  ได้  การเปลี่ยนเช่นนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของความรู้ของเราเอง  เราปฏิบัติกิจกรรม  มากมาย  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราไม่รู้เลยว่ากิจกรรมใดที่เราปฏิบัติแล้วจะได้รับความหลุด  พ้นไปจากกรรมและผลกรรมทั้งหลายเหล่านี้  แต่นี่ก็ได้อธิบายไว้ใน  ภควัต-คีตา

สถานภาพของ  อีชวะระ  (องค์ภควาน)  เป็นสถานภาพของจิตสำนึกสูงสุด  จีวะ  หรือสิ่งมีชีวิตซึ่งเป็นละอองอณูขององค์ภควานต่างก็มีจิตสำนึกเช่นเดียวกัน  ทั้งสิ่งมี  ชีวิตและธรรมชาติวัตถุเป็น  พระคริทิ  พลังงานขององค์ภควาน  แต่หนึ่งในสอง  คือ  จีวะมี  จิตสำนึก  พระคริทิ  ไม่มีจิตสำนึก  และนี่คือข้อแตกต่าง  ฉะนั้น  จีวะ-พระคริทิ  จึงได้ชื่อ  ว่าสูงกว่า  เนื่องจาก  จีวะ  มีจิตสำนึกคล้ายจิตสำนึกขององค์ภควาน  จิตสำนึกขององค์  ภควานเป็นจิตสำนึกที่สูงสุด  อย่างไรก็ดีเราไม่ควรอ้างว่าจีวะหรือสิ่งมีชีวิตมีจิตสำนึก  สูงสุดเช่นเดียวกัน  สิ่งมีชีวิตไม่สามารถมีจิตสำนึกสูงสุดได้  ไม่ว่าจะมีความสมบูรณ์  บริบูรณ์ในระดับใด  และทฤษฎีที่ว่าเราสามารถมีจิตสำนึกสูงสุดได้  จึงเป็นทฤษฎีที่นำไป  ในทางที่ผิด  เราอาจมีจิตสำนึกแต่ไม่ใช่จิตสำนึกที่สมบูรณ์หรือสูงสุด

ข้อแตกต่างระหว่าง  จีวะ  และ  อีชวะระ  จะอธิบายในบทที่สิบสามของ  ภควัต-  คีตา  พระองค์ทรงเป็น  คเชทระ-กยะ  จิตสำนึกเหมือนกับสิ่งมีชีวิต  แต่สิ่งมีชีวิตมี  จิตสำนึกแค่เฉพาะร่างกายของตนเองเท่านั้น  ในขณะที่องค์ภควานทรงมีจิตสำนึกในทุก  ๆ  ร่างกาย  เพราะว่าทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุก  ๆ  ชีวิต  พระองค์ทรงมีจิตสำนึก  การเคลื่อนไหวทางจิตวิทยาของทุก  จีวะ  ซึ่งเราไม่ควรลืมสิ่งนี้  ได้อธิบายว่า  พะระ-  มาทมา  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าประทับอยู่ในหัวใจของทุก  ๆ  ชีวิตเป็น  อีชวะระ  หรือผู้ควบคุม  พระองค์ทรงประทานแนวทางเพื่อให้สิ่งมีชีวิตปฏิบัติตามที่ตนปรารถนา  สิ่งมีชีวิตลืมไปว่าจะทำอะไร  ครั้งแรกเราตั้งใจจะทำบางสิ่งบางอย่าง  จากนั้นเราก็ถูก  พันธนาการอยู่ในกรรมและผลกรรมของเราเอง  หลังจากละทิ้งร่างหนึ่งไปแล้ว  เราจะ  เข้าไปสู่อีกร่างหนึ่งเหมือนการเปลี่ยนเสื้อผ้า  ขณะที่ดวงวิญญาณท่องไปเราจะได้รับ  ความทุกข์จากผลกรรมในอดีต  กิจกรรมเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้  เมื่อสิ่งมีชีวิตอยู่  ในคุณลักษณะความดีเป็นคนปกติ  และเข้าใจว่ากิจกรรมใดควรทำ  หากทำได้เช่นนี้  ผล  กรรมในอดีตของเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้  ฉะนั้น  กรรมหรือ  คารมะ  ไม่เป็นอมตะ  จึง  พูดได้ว่าทั้งห้าประการ  (อีชวะระ  จีวะ  พระคริทิ  กาลเวลา  และคารมะ)  มีสี่ประการที่เป็น  อมตะส่วนกรรมไม่เป็นอมตะ

จิตสำนึกสูงสุด  อีชวะระ  คล้ายสิ่งมีชีวิตดังนี้  คือ  จิตสำนึกขององค์ภควาน  และของสิ่งมีชีวิตอยู่เหนือโลก  เป็นทิพย์  จิตสำนึกไม่ได้กำเนิดมาจากการสัมผัสกับวัตถุ  นี่เป็นความคิดที่ผิด  ทฤษฏีที่ว่าจิตสำนึกพัฒนาขึ้นภายใต้สถานการณ์ของการผสมผสาน  ทางวัตถุบางประการนั้น  ภควัต-คีตา  ไม่ยอมรับ  จิตสำนึกที่อาจจะสะท้อนกลับมาแบบ  ผิด  ๆ  ภายใต้การครอบงำของสถานการณ์ทางวัตถุ  ดังเช่นแสงสะท้อนผ่านกระจกสี  อาจจะเป็นสีอื่น  แต่จิตสำนึกขององค์ภควานจะไม่มีผลกระทบจากวัตถุ  คริชณะตรัส  ว่า  มะยาดฺยัคเชณะ  พระคริทิฮ  เมื่อเสด็จลงมาในจักรวาลวัตถุ  จิตสำนึกของพระองค์  ทรงไม่ถูกกระทบโดยวัตถุ  มิฉะนั้นจะไม่ทรงเป็นผู้เหมาะสมที่จะตรัส  ภควัต-คีตา  เกี่ยว  กับเรื่องโลกทิพย์  เราไม่สามารถกล่าวอะไรเกี่ยวกับโลกทิพย์  ในเมื่อยังไม่เป็นอิสระจาก  จิตสำนึกที่มีมลทินทางวัตถุ  ดังนั้น  องค์ภควานทรงไม่มีมลทินทางวัตถุ  จิตสำนึกของ  เราในปัจจุบันมีมลทินทางวัตถุ  ภควัต-คีตา  สอนให้เราทำจิตสำนึกที่มีมลทินทางวัตถุนี้  ให้บริสุทธิ์  ด้วยจิตสำนึกที่บริสุทธิ์การกระทำของเราจะสมยอมกับพระราชประสงค์  ของอีชวะระ  เช่นนี้  จะทำให้เรามีความสุข  มิใช่ว่าเราต้องหยุดกิจกรรมทั้งปวง  แต่เรา  ต้องทำให้กิจกรรมของเราบริสุทธิ์ขึ้น  และกิจกรรมที่ทำให้บริสุทธิ์นี้เรียกว่า  บัฺคธิกิจกรรม  ใน  บัฺคธิ  คล้ายกับกิจกรรมธรรมดาสามัญ  แต่ว่าไร้มลทิน  ผู้ที่อยู่ในอวิชชาอาจเห็นสาวก  ปฏิบัติกิจกรรมหรือทำงานเหมือนคนธรรมดา  คนที่ด้อยความรู้ประเภทนี้จะไม่ทราบว่า  กิจกรรมของสาวก  หรือขององค์ภควานไม่มีมลทินจากจิตสำนึกที่ไม่บริสุทธิ์หรือวัตถุ  จิตสำนึก  ซึ่งอยู่นอกเหนือคุณลักษณะสามประการของธรรมชาติ  อย่างไรก็ดี  เราควรรู้  ว่าขณะนี้จิตสำนึกของเรานี้ยังมีมลทิน

ขณะที่เรามีมลทินทางวัตถุ  เรียกว่าเราอยู่ภายใต้สภาวะวัตถุ  จิตสำนึกที่ผิดจะ  แสดงออกภายใต้ความรู้สึกว่า  ข้าเป็นผลผลิตของธรรมชาติวัตถุ  เช่นนี้เรียกว่า  อหังการ  ผู้ที่ซึมซาบอยู่ในแนวคิดทางร่างกายไม่สามารถเข้าใจสภาวะของตนเอง  ภควัต-คีตา  ถูก  ตรัสขึ้นเพื่อให้เราเป็นอิสระจากชีวิตที่เต็มไปด้วยแนวความคิดทางร่างกาย  อารจุนะทรง  มาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เพื่อจะได้รับข้อมูลจากพระองค์  เราต้องเป็นอิสระจากชีวิตที่  มีแนวคิดชีวิตทางร่างกาย  นี่คือกิจกรรมเบื้องต้นของนักทิพย์นิยมผู้ที่ต้องการอิสรภาพ  หลุดพ้น  สิ่งแรกสุดต้องเรียนรู้ว่าตัวเรามิใช่ร่างกายวัตถุนี้  มุคทิ  หรือความหลุดพ้นหมาย  ถึงความมีอิสระภาพจากจิตสำนึกทางวัตถุ  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ได้กล่าวถึงคำจำกัด  ความของความหลุดพ้นว่า  มุคทิร  ฮิทวานยะทฺา-รูพัม  สวะรูเพณะ  วยะวัสทิฺทิฮ,  มุคทิ  หมายถึง  ความหลุดพ้นจากจิตสำนึกที่มีมลทินแห่งโลกวัตถุนี้  และสถิตในจิตสำนึกที่  บริสุทธิ์  คำสั่งสอนใน  ภควัต-คีตา  ทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายเพื่อฟื้นฟูจิตสำนึกที่บริสุทธิ์  ดัง  นั้น  เราจะพบว่าคำสั่งสอนสุดท้ายของ  ภควัต-คีตา  องค์ชรีคริชณะทรงถามอารจุนะว่า  บัดนี้  เธอมีจิตสำนึกที่บริสุทธิ์หรือยัง?  จิตสำนึกที่บริสุทธิ์หมายถึงการปฏิบัติตนตามคำสั่ง  สอนขององค์ภควาน  นี่คือข้อสรุปและเนื้อหาสาระสำคัญทั้งหมดของจิตสำนึกที่บริสุทธิ์  จิตสำนึกเรามีอยู่เนื่องจากเราเป็นละอองอณูขององค์ภควาน  แต่สำหรับเราอาจมีผลกระทบ  มาจากคุณลักษณะที่ต่ำกว่า  แต่ว่าองค์ภควานทรงไม่ถูกกระทบเลย  และนี่คือข้อแตก  ต่างระหว่างองค์ภควานและปัจเจกวิญญาณดวงเล็ก  ๆ

จิตสำนึกคืออะไร?  จิตสำนึกนี้คือ  “ข้าพเจ้าเป็น”  จากนั้นข้าพเจ้าเป็นอะไร  ใน  จิตสำนึกที่มีมลทิน  “ข้าพเจ้าเป็น”  หมายถึง  “ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้  มา  ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญ”  โลกนี้หมุนไป  เนื่องจากทุกชีวิตคิดว่าตนเอง  เป็นพระเจ้าและเป็นผู้สร้างโลกวัตถุ  มีจิตวิทยาสองรูปแบบในจิตสำนึกทางวัตถุ  แบบ  หนึ่งคือ  ข้าพเจ้าเป็นผู้สร้าง  และอีกแบบหนึ่งคือ  ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญ  แต่อันที่จริงองค์ภควานทรงเป็นทั้งผู้สร้างและผู้มีความสุขเกษมสำราญ  สิ่งมีชีวิตเป็น  เพียงละอองอณูขององค์ภควานเท่านั้น  ไม่ใช่เป็นผู้สร้างหรือผู้มีความสุขเกษมสำราญ  แต่เป็นผู้ร่วมมือ  เราเป็นผู้ถูกสร้างขึ้นมาและเป็นผู้ให้ความสุขเกษมสำราญ  ตัวอย่างเช่น  ส่วนของเครื่องยนต์จะร่วมมือกับเครื่องยนต์ทั้งเครื่อง  ส่วนของร่างกายจะร่วมมือกับ  ร่างกายทั้งร่าง  แขน  ขา  ตา  ฯลฯ  ทั้งหมดเป็นส่วนต่าง  ๆ  ของร่างกาย  แต่ว่าทั้งหมดมิใช่ผู้  มีความสุขเกษมสำราญโดยแท้จริง  ท้องเป็นส่วนมีความสุขเกษมสำราญ  เท้าใช้เดิน  มือ  ใช้ส่งอาหาร  ฟันใช้เคี้ยว  ส่วนต่าง  ๆ  ทั้งหมดของร่างกายจะร่วมมือกัน  เพื่อให้ท้องได้รับ  ความพึงพอใจ  เพราะว่าท้องเป็นอวัยวะหลักที่จะให้พลังงานแก่ร่างกายทั้งหมด  ดังนั้น  ทุกสิ่งทุกอย่างจึงถูกส่งมาที่ท้อง  เราจะให้อาหารและพลังงานแก่ต้นไม้ด้วยการรดน้ำไป  ที่ราก  และเราจะให้พลังงานแก่ร่างกายด้วยการส่งอาหารไปที่ท้อง  เพื่อร่างกายจะได้มี  สุขภาพดี  ส่วนต่าง  ๆ  ของร่างกายจะต้องร่วมมือกัน  เพื่อป้อนอาหารให้ท้อง  เช่นเดียวกัน  องค์ภควานทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญและเป็นผู้สร้าง  เราในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิต  ที่ต่ำกว่ามีไว้เพื่อร่วมมือให้พระองค์ทรงพอพระทัย  การร่วมมือเช่นนี้จะช่วยเราได้อย่าง  แน่นอน  เหมือนกับท้องได้รับอาหารก็จะไปช่วยส่วนต่าง  ๆ  ของร่างกาย  หากว่านิ้วมือคิด  ว่าเขาควรรับประทานอาหารเสียเองแทนที่จะส่งไปให้ท้อง  ความสับสนวุ่นวายก็จะเกิด  ขึ้น  จุดศูนย์กลางของการสร้างและความสุขเกษมสำราญคือองค์ภควาน  และสิ่งมีชีวิต  เป็นผู้ร่วมมือ  จากการร่วมมือทำให้เราได้รับความสุขเกษมสำราญ  ความสัมพันธ์คล้าย  กับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายและผู้รับใช้  หากเจ้านายมีความพึงพอใจอย่างมาก  ผู้รับ  ใช้ก็จะได้รับความพึงพอใจ  ในทำนองเดียวกัน  องค์ภควานทรงควรได้รับความพึงพอใจ  แนวโน้มที่จะเป็นผู้สร้างและจะเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญในโลกวัตถุจะมีอยู่ในสิ่งมี  ชีวิต  เนื่องจากแนวโน้มเหล่านี้  มีอยู่ในองค์ภควานผู้ทรงสร้างจักรวาลวัตถุที่ปรากฏอยู่

ดังนั้น  ใน  ภควัต-คีตา  เราจะพบความสมบูรณ์ทั้งหมดประกอบด้วยผู้ควบคุม  สูงสุด  สิ่งมีชีวิตที่ถูกควบคุม  ปรากฏการณ์แห่งจักรวาล  กาลเวลาอมตะและ  คารมะ  หรือกิจกรรม  ทั้งหมดนี้อธิบายไว้ในหนังสือเล่มนี้  ทั้งหมดนี้รวมเข้าด้วยกันประกอบ  เป็นความสมบูรณ์ทั้งหมด  และความสมบูรณ์นี้เรียกว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุด  ภาพ  ที่สมบูรณ์และสัจธรรมที่สมบูรณ์ทั้งหมดคือบุคลิกภาพขององค์ภควานที่สมบูรณ์องค์  ชรีคริชณะ  ปรากฏการณ์ทั้งหมดที่มีก็เนื่องมาจากพลังงานต่าง  ๆ  ของคริชณะ  พระองค์  ทรงเป็นภาพที่สมบูรณ์

ได้อธิบายไว้ใน  ภควัต-คีตา  ว่า  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์เป็นรองบุคลิกภาพ  สูงสุดที่สมบูรณ์  (บระฮมะโณ  ฮิ  พระทิชทฺาฮัม)  ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดชัดเจนใน  บระฮมะ-สูทระ  ว่า  บระฮมัน  เหมือนกับรัศมีของแสงอาทิตย์  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  เป็นรัศมีที่เจิดจรัสของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์เป็นความ  รู้ที่ไม่สมบูรณ์ของความสมบูรณ์ทั้งหมด  และแนวคิดของ  พะระมาทมา  ก็เช่นเดียวกัน  ในบทที่สิบห้า  เราจะเห็นว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  (พุรุโชททะมะ)  อยู่เหนือทั้ง  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  และความรู้ส่วนหนึ่งของ  พะระมาทมา  บุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้า  เรียกว่า  สัท-ชิด-อานันดะ-วิกระฮะ,  บระฮมะ-สัมฮิทา  เริ่มดังนี้:  อีช-  วะระฮ  พะระมะฮ  คริชณะฮ  สัท-ชิด-อานันดะ-วิกระฮะฮ  /  อนาดิร  อาดิร  โกวิน-  ดะฮ  สารวะ-คาระณะ-คาระณัม  “โกวินดะหรือคริชณะทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่ง  กำเนิดทั้งปวง  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดองค์แรก  พระองค์ทรงมีพระวรกายที่เป็น  อมตะเปี่ยมไปด้วยความรู้และความปลื้มปีติสุข”  ความรู้แห่ง  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  เป็นความรู้แห่งสัท  (อมตะ)  ของพระองค์  ความรู้แห่ง  พะระมาทมา  เป็นความรู้  สัท-ชิท  (อมตะ  ความรู้)  แต่ความรู้แห่งบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์คริชณะ  เป็นความรู้  เหนือโลกทุกลักษณะ:  สัท,  ชิท,  และ  อานันดะ  (อมตะ  ความรู้  และความปลื้มปีติสุข)  ใน  วิกระฮา  (หรือรูป)  ที่สมบูรณ์

ผู้ด้อยปัญญาพิจารณาว่า  สัจธรรมสูงสุดไร้รูปลักษณ์  แต่องค์ภควานทรงมี  บุคลิกภาพทิพย์  ได้ยืนยันไว้เช่นนี้ในวรรณกรรมพระเวททั้งหมด  นิทโย  นิทยานาม  เชทะนัช  เชทะนานาม  (คะทฺะ  อุพะนิชัด  2.2.13)  ดังเช่นมนุษย์ทั้งหมดเป็นปัจเจกชน  ทุกคนมี  เอกลักษณ์ของตนเอง  สัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดก็เช่นเดียวกัน  ในขั้นสุดท้ายจะเป็น  บุคคล  และความรู้แจ้งองค์ภควานเป็นความรู้แจ้งบุคลิกลักษณะทิพย์ในรูปที่สมบูรณ์  ของพระองค์  รูปที่สมบูรณ์ทั้งหมดมิได้ไร้รูปลักษณ์  หากองค์ภควานทรงด้อยกว่าสิ่ง  หนึ่งสิ่งใด  พระองค์จะทรงเป็นความสมบูรณ์ทั้งหมดไม่ได้  ความสมบูรณ์ต้องมีทุกสิ่งทุก  อย่างภายใต้ประสบการณ์ของเรา  และเหนือประสบการณ์ของเรา  มิฉะนั้น  จะไม่มีความ  สมบูรณ์บริบูรณ์

ความสมบูรณ์ทั้งหมด  (บุคลิกภาพแห่งองค์ภควาน)  มีพลังอำนาจมากมาย  (พะราชยะ  ชัคทิร  วิวิไดฺวะ  ชรูยะเท)  คริชณะทรงแสดงอำนาจต่าง  ๆ  ได้อย่างไรนั้น  ได้  อธิบายไว้ใน  ภควัต-คีตา  ปรากฏการณ์ในโลกนี้หรือโลกวัตถุที่เราอาศัยอยู่นี้  มีความ  สมบูรณ์ในตัวมันเองเช่นเดียวกัน  เพราะธาตุทั้งยี่สิบสี่ที่ปรากฏชั่วคราวในจักรวาล  วัตถุตามปรัชญาสางคฺยะปรับตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ในการผลิตทรัพยากรธรรมชาติที่  จำเป็นอย่างสมบูรณ์เพื่ออนุรักษ์จักรวาลนี้ไว้  และไม่มีสิ่งใดขาด  ปรากฏการณ์นี้ได้ถูก  กำหนดเวลาไว้อย่างแน่นอนแล้ว  ด้วยพลังงานของความสมบูรณ์ทั้งหมด  และเมื่อถึงเวลา  ปรากฏการณ์ชั่วคราวนี้ก็จะถูกทำลายไป  การจัดการที่บริบูรณ์ทั้งหมดจึงทำให้มีสิ่งเอื้อ  อำ  นวยความสะดวกอย่างสมบูรณ์  แม้แต่ในหน่วยสมบูรณ์เล็ก  ๆ  ดังเช่นสิ่งมีชีวิต  การ  รู้แจ้งความสมบูรณ์และความไม่สมบูรณ์ต่าง  ๆ  ทั้งหมดเป็นประสบการณ์เนื่องมาจาก  ความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ของผู้ที่สมบูรณ์  ดังนั้น  ภควัต-คีตา  จึงบรรจุความรู้อันสมบูรณ์แห่ง  ปรัชญาพระเวท

ความรู้พระเวททั้งหมดไม่มีข้อผิดพลาด  ชาวฮินดูยอมรับว่าความรู้พระเวทสมบูรณ์  และไม่มีข้อผิดพลาด  ตัวอย่างเช่น  มูลวัวเป็นอุจจาระของสัตว์  ตาม  สมริทิ  หรือคำสั่งสอน  ของพระเวท  หากเราแตะต้องอุจจาระของสัตว์เราต้องอาบน้ำชำระล้างร่างกายทันที  แต่  คัมภีร์พระเวทกล่าวว่า  มูลวัวมีสารที่ทำให้บริสุทธิ์ซึ่งเราอาจจะคิดตรงกันข้าม  แต่เพราะ  ว่าเป็นคำสั่งสอนของพระเวท  การยอมรับเช่นนี้เราจึงไม่มีความผิดพลาด  ในเวลาต่อ  มานักวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน  ได้พิสูจน์แล้วว่ามูลวัวมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคทั้งหมด  ฉะนั้น  ความรู้พระเวทจึงสมบูรณ์  เพราะว่าอยู่เหนือความสงสัยและความผิดพลาดทั้ง  ปวง  และ  ภควัต-คีตา  เป็นหัวใจของพระเวททั้งหมด

ความรู้พระเวทมิได้อยู่ที่การค้นคว้า  งานค้นคว้านั้นไม่สมบูรณ์เพราะว่า  เรา  ค้นคว้าสิ่งต่าง  ๆ  ด้วยประสาทสัมผัสที่ไม่สมบูรณ์  เราต้องยอมรับความรู้ที่สมบูรณ์ซึ่ง  ถ่ายทอดลงมาดังที่กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  ด้วยระบบ  พะรัมพะรา  (ถ่ายทอดจากพระ  อาจารย์สู่ศิษย์)  เราต้องรับความรู้จากแหล่งที่ถูกต้องในสาย  พะรัมพะรา  เริ่มต้นจาก  พระอาจารย์ทิพย์สูงสุดคือองค์ภควานเอง  และถ่ายทอดสืบต่อลงมาจากพระอาจารย์  สู่พระอาจารย์ตามลำดับ  อารจุนะ  สาวกผู้ได้รับการศึกษาจากคริชณะ  ทรงยอมรับทุก  สิ่งทุกอย่างที่องค์ภควานตรัสโดยไม่มีข้อแม้  เราไม่ควรรับเอาส่วนหนึ่งของ  ภควัต-คีตา  และปฏิเสธอีกส่วนหนึ่ง  เราต้องยอมรับ  ภควัต-คีตา  โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงความ  หมาย  และไม่มีการตัดทอนหรือต่อเติมสิ่งใด  ๆ  ตามความคิดเห็นอันผิดพลาดของเรา  ภควัต-คีตา  ควรได้รับการยอมรับว่าเป็นความรู้พระเวทที่มีความสมบูรณ์สูงสุด  ความรู้  พระเวทได้รับมาจากแหล่งกำเนิดทิพย์  และคำแรกองค์ภควานตรัสด้วยพระองค์เอง  คำที่ตรัส  โดยองค์ภควานเรียกว่า  อโพรุเชยะ  หมายความว่าคำพูดเหล่านี้ไม่เหมือนกับคำพูดที่ปุถุชน  คนธรรมดาพูด  ในโลกวัตถุมีข้อบกพร่องสี่ประการคือ  1.บุคคลในโลกวัตถุต้องทำความ  ผิดอย่างแน่นอน  2.บุคคลในโลกวัตถุอยู่ในความหลง  3.บุคคลในโลกวัตถุชอบโกงผู้อื่น  และ  4.บุคคลในโลกวัตถุถูกจำกัดด้วยประสาทสัมผัสที่ไม่สมบูรณ์  จากความไม่สมบูรณ์  สี่ประการนี้  เราจึงไม่สามารถถ่ายทอดข้อมูลที่สมบูรณ์แห่งความรู้ที่แผ่กระจายไปทั่วได้

ความรู้พระเวทมิใช่ถ่ายทอดโดยสิ่งมีชีวิตที่มีความบกพร่อง  ความรู้พระเวท  ได้ถูกถ่ายทอดเข้าไปที่หัวใจของพระพรหม  (บระฮมา)  ดวงชีวิตแรก  และพระพรหม  ทรงถ่ายทอดวิชาความรู้นี้ให้บุตรและสาวก  เหมือนดังที่ได้รับความรู้มาจากภควา  น  องค์ภควานทรงเป็น  พูรณัม  สมบูรณ์ทุกประการ  และไม่มีโอกาสเลยที่จะทรง  มาอยู่ภายใต้กฎแห่งธรรมชาติวัตถุ  ฉะนั้น  เราควรมีปัญญาพอที่จะรู้ว่าองค์ภควานเพียง  ผู้เดียวทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลและทรงเป็นผู้สร้างองค์แรก  พระองค์  ทรงเป็นผู้สร้างพระพรหม  ในบทที่สิบเอ็ดเรียกองค์ภควานว่า  พระพิทามะฮะ  เพราะ  ว่าพระพรหมทรงถูกเรียกว่า  พิทามะฮะ  พระอัยกาและองค์ภควานทรงเป็นผู้สร้างพระ  อัยกา  ฉะนั้น  ไม่มีใครเลยที่ควรอ้างว่าเป็นเจ้าของสิ่งใด  ๆ  เราควรรับเอาเฉพาะสิ่งที่  จัดสรรไว้ให้สำหรับเราโดยองค์ภควานว่าเป็นสิ่งที่ควรจะได้รับ  เพื่อให้เราดำรงชีวิตอยู่

มีตัวอย่างมากมายที่แนะนำว่าเราควรใช้ประโยชน์กับสิ่งที่องค์ภควานทรง  ประทานให้  ได้อธิบายใน  ภควัต-คีตา  ในตอนต้นที่อารจุนะทรงตัดสินใจว่าจะไม่รบใน  สมรภูมิคุรุคเชทระ  นี่เป็นการตัดสินใจของอารจุนะ  อารจุนะตรัสต่อองค์ภควานว่าเป็น  ไปไม่ได้ที่ตนเองจะมาหาความสุขกับราชอาณาจักร  หลังจากสังหารสังคญาติของตน  การตัดสินใจเช่นนี้มีพื้นฐานอยู่ที่ร่างกาย  เพราะอารจุนะทรงคิดว่าร่างกายเป็นของตน  และสิ่งที่สัมพันธ์กับร่างกายหรือว่าส่วนที่แยกออกไป  เป็นพี่ชาย  น้องชาย  หลานชาย  พี่เขย  น้องเขย  ปู่  ตา  และอื่น  ๆ  ดังนั้น  อารจุนะทรงต้องการสนองความต้องการของ  ร่างกาย  ภควัต-คีตา  ถูกตรัสขึ้นโดยองค์ภควาน  เพื่อที่จะเปลี่ยนความคิดเห็นเช่นนี้  และ  ในที่สุด  อารจุนะทรงตัดสินใจที่จะต่อสู้  ภายใต้คำสั่งขององค์ภควาน  เมื่ออารจุนะตรัสว่า  คะริชเย  วะชะนัม  ทะวะ  “ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตามคำดำรัสของพระองค์”

ในโลกนี้มนุษย์ไม่ควรมาทะเลาะกันเหมือนกับแมวและสุนัข  เราควรฉลาดพอที่  จะรู้ถึงความสำคัญของชีวิตมนุษย์  และควรปฏิเสธการกระทำตัวให้เหมือนกับสัตว์  เดรัจฉานทั่วไป  มนุษย์ควรรู้แจ้งจุดมุ่งหมายของชีวิต  คำแนะนำนี้มีอยู่ในวรรณกรรม  พระเวททั้งหมด  สาระสำคัญได้ให้ไว้ใน  ภควัต-คีตา  วรรณกรรมพระเวทมีไว้สำหรับ  มนุษย์ไม่ใช่สำหรับสัตว์เดรัจฉาน  สัตว์เดรัจฉานสามารถฆ่าสัตว์เดรัจฉานตัวอื่น  และ  ไม่มีปัญหาเรื่องความบาป  แต่ถ้าหากมนุษย์ฆ่าสัตว์เพื่อสนองรสชาติที่ควบคุมไม่ได้ของ  ตนจะต้องรับผิดชอบที่ทำผิดกฎธรรมชาติ  ใน  ภควัต-คีตา  ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า  มี  กิจกรรมสามชนิดตามคุณลักษณะที่แตกต่างกันตามธรรมชาติ  คือกิจกรรมแห่งความ  ดี  ตัณหา  และอวิชชา  ในทำนองเดียวกันก็มีอาหารอยู่สามชนิด  อาหารแห่งความดี  ตัณหา  และอวิชชา  ทั้งหมดนี้ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจน  ถ้าหากเราใช้ประโยชน์กับคำสั่งสอนใน  ภควัต-คีตา  อย่างถูกต้อง  ชีวิตจะบริสุทธิ์และในที่สุดเราสามารถไปถึงจุดหมายปลาย  ทาง  ที่อยู่เหนือท้องฟ้าวัตถุ  (ยัด  กัทวา  นะ  นิวารทันเท  ทัด  ดฺามะ  พะระมัม  มะมะ)

จุดหมายปลายทางที่เรียกว่าท้องฟ้าสะนาทะนะ  ท้องฟ้าทิพย์อมตะ  ในโลกวัตถุ  นี้  เราพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ถาวร  มีการเกิดขึ้น  เป็นอยู่ชั่วคราว  แพร่พันธุ์  หดตัวลง  และสลายไปในที่สุด  นี่คือกฎแห่งโลกวัตถุ  ไม่ว่าเราจะใช้ร่างกายนี้เป็นตัวอย่าง  หรือผลไม้ผล  หนึ่ง  หรืออะไรก็ได้  แต่เหนือไปกว่าโลกอันไม่ถาวรนี้  ยังมีอีกโลกหนึ่งที่เรามีข้อมูล  โลก  นั้นมีธรรมชาติอีกแบบหนึ่งเป็น  สะนาทะนะ  หรืออมตะ  จีวะ  หรือดวงชีวิต  อธิบายไว้ว่า  เป็น  สะนาทะนะ  องค์ภควานทรงอธิบายว่าเป็น  สะนาทะนะ  ดังที่กล่าวไว้ในบทที่สิบเอ็ด  เรา  มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับองค์ภควาน  เพราะว่าเราทั้งหมดมีคุณภาพเป็นหนึ่งคือ  สะนาทะนะ-ดฺารมะ  หรือท้องฟ้า  สะนาทะนะ  บุคลิกภาพสูงสุด  สะนาทะนะ  และสิ่งมีชีวิต  สะนาทะนะ  จุดมุ่งหมายของ  ภควัต-คีตา  ทั้งเล่มนี้เพื่อฟื้นฟูอาชีพ  สะนาทะนะ  หรือ  สะนาทะนะ-ดฺารมะ  ของเราซึ่งเป็นอาชีพอมตะของสิ่งมีชีวิต  เรามีกิจกรรมชั่วคราวแตก  ต่างกันมากมาย  แต่กิจกรรมทั้งหมดนี้ทำให้บริสุทธิ์ได้  เมื่อเรายกเลิกกิจกรรมชั่วคราว  เหล่านี้ทั้งหมด  และรับเอากิจกรรมที่ได้อธิบายไว้โดยองค์ภควาน  เช่นนี้เรียกว่าเป็นชีวิต  ที่บริสุทธิ์ของเรา

องค์ภควานและพระตำหนักทิพย์ของพระองค์ทั้งคู่เป็น  สะนาทะนะ  เช่นเดียว  กับสิ่งมีชีวิต  ความสัมพันธ์ร่วมกันขององค์ภควานและสิ่งมีชีวิต  ที่พระตำหนักทิพย์เป็น  ความสมบูรณ์บริบูรณ์สูงสุดของชีวิตมนุษย์  องค์ภควานทรงมีพระเมตตาต่อสิ่งมีชีวิต  ทั้งหลาย  เพราะว่าเราเป็นบุตรของพระองค์  คริชณะทรงประกาศใน  ภควัต-คีตา  ว่า  สารวะ-โยนิชุ  .  .  .  อฮัม  บีจะ-พระดะฮ  พิทา  “ข้าเป็นพระบิดาของมวลชีวิต”  แน่นอนว่า  มีสิ่งมีชีวิตทุกชนิดตามแต่กรรมที่แตกต่างกันไป  ณ  ที่นี้องค์ภควานทรงประกาศว่าทรง  เป็นพระบิดาของทั้งหมด  ฉะนั้น  พระองค์เสด็จลงมา  เพื่อเรียกดวงวิญญาณในสภาวะที่  ตกต่ำทั้งหมดนี้  ในการที่จะเรียกพวกเขาเหล่านี้ให้กลับคืนสู่ท้องฟ้าอมตะ  สะนา-  ทะนะ  เพื่อสิ่งมีชีวิต  สะนาทะนะ  จะได้รับสถาพภาพ  สะนาทะนะ  ในความสัมพันธ์  อมตะกับองค์ภควาน  องค์ภควานเสด็จลงมาด้วยพระองค์เองในรูปอวตารต่าง  ๆ  กัน  หรือทรงส่งผู้รับใช้ที่ใกล้ชิดสนิทสนมมาเป็นบุตร  หรือผู้ร่วมงาน  หรือ  อาชารยะ  เพื่อที่จะ  มานำดวงวิญญาณในสภาวะวัตถุให้กลับคืนสู่เหย้า

ฉะนั้น  สะนาทะนะ-ดฺารมะ  จึงไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนาที่แบ่งแยก  แต่เป็น  หน้าที่นิรันดรของสิ่งมีชีวิตอมตะที่มีความสัมพันธ์กับองค์ภควานผู้เป็นอมตะสูงสุด  สะนาทะนะ-ดฺารมะ  หมายถึงอาชีพนิรันดรของสิ่งมีชีวิตดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  ชรี  พาดะ  รามานุจาชารยะ  ได้อธิบายคำสะนาทะนะว่า  “เป็นสิ่งที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มี  จุดจบ”  ดังนั้น  เมื่อเราพูดถึง  สะนาทะนะ-ดฺารมะ  เราต้องเชื่อมั่นในความเชื่อถือได้ของ  ชรีพาดะ  รามานุจาชารยะ  ว่า  มันไม่มีทั้งจุดเริ่มต้นและจุดจบ

คำว่าศาสนา  มีข้อแตกต่างจาก  สะนาทะนะ-ดฺารมะ  เล็กน้อย  ศาสนาหมาย  ถึงแนวคิดแห่งความศรัทธา  และความศรัทธานั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงได้  เขาอาจมีความ  ศรัทธาในพิธีกรรมอย่างหนึ่ง  และอาจเปลี่ยนความศรัทธานี้  ไปรับเอาความศรัทธา  อีกรูปแบบหนึ่ง  แต่ว่า  สะนาทะนะ-ดฺารมะ  หมายถึงกิจกรรมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ตัวอย่างเช่น  ความเหลวไม่สามารถแยกออกจากน้ำได้และความร้อนก็ไม่สามารถแยก  ออกจากไฟได้ฉันใด  หน้าที่อมตะนิรันดรของสิ่งมีชีวิตอมตะ  ก็ไม่สามารถที่จะแยกออก  จากสิ่งมีชีวิตได้ฉันนั้น  สะนาทะนะ-ดฺาระมะ  จึงเป็นส่วนที่แนบสนิทนิรันดร  คู่ไปกับสิ่ง  มีชีวิต  ฉะนั้น  เมื่อเราพูดถึง  สะนาทะนะ-ดฺารมะ  เราต้องเชื่อในความน่าเชื่อถือได้ของ  ชรีพาดะ  รามานุจาชารยะ  ว่าไม่มีทั้งจุดเริ่มต้นและจุดจบ  สิ่งที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มี  จุดจบจึงแบ่งแยกออกไม่ได้  เพราะเราไม่สามารถจำกัดเขตกำแพงใด  ๆ  ทั้งสิ้น  ผู้ที่มี  ความศรัทธาในการแบ่งแยกพิจารณาอย่างผิด  ๆ  ว่า  สะนาทะนะ-ดฺารมะ  ก็เป็นสิ่งที่แบ่ง  แยกเช่นเดียวกัน  แต่ถ้าหากว่าเรามองลึกเข้าไปในประเด็นนี้  และพิจารณาด้วยแสงสว่าง  แห่งวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน  เป็นไปได้ที่เราจะเห็นว่า  สะนาทะนะ-ดฺารมะ  เป็นภารกิจของ  มนุษย์ทั้งหมดในโลก  และยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นภารกิจของทุก  ๆ  ชีวิตในจักรวาล

ความศรัทธาในศาสนาที่ไม่ใช่  สะนาทะนะ  อาจมีจุดเริ่มต้นในประวัติศาสตร์  ของชีวิตมนุษย์  แต่ว่าไม่มีจุดเริ่มต้นในประวัติศาสตร์ของ  สะนาทะนะ-ดฺารมะ  เพราะ  ว่าจะคงอยู่ชั่วกัลปาวสานควบคู่ไปกับสิ่งมีชีวิต  แต่สำหรับสิ่งมีชีวิต  ชาสทระ  หรือคัมภีร์  ที่เชื่อถือได้ตรัสไว้ว่าสิ่งมีชีวิตไม่มีทั้งการเกิดและการตายใน  ภควัต-คีตา  ตรัสไว้ว่าสิ่ง  มีชีวิตไม่เคยเกิดและไม่เคยตาย  เป็นอมตะ  ไม่มีวันถูกทำลาย  และจะคงอยู่ตลอดไป  หลังจากที่ร่างกายวัตถุชั่วคราวนี้ถูกทำลาย  ได้กล่าวถึงความหมายของสะนาทะนะ-  ดฺารมะ  เราต้องพยายามทำความเข้าใจแนวคิดของศาสนาจากรากศัพท์สันสกฤต  ดฺา  รมะ  หมายถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวเสมอควบคู่กับสิ่งของนั้น  เราสรุปได้ว่ามีความร้อนและแสง  ควบคู่ไปกับไฟ  หากว่าไม่มีความร้อนและแสงคำว่าไฟก็ไม่มีความหมาย  เช่นเดียวกัน  เรา  จะต้องค้นหาส่วนที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิต  และสิ่งนั้นเป็นมิตรแท้แนบสนิทติดตัวเขา  อยู่เสมอ  มิตรแท้ที่ติดตัวเขาอยู่เสมอคือคุณสมบัติอมตะนิรันดร  และคุณสมบัติอมตะนั้น  ก็คือศาสนาอมตะของตัวเขาเอง

เมื่อ  สะนาทะนะ  โกสวามี  ถาม  ชรีเชธันญะ  มะฮาพระบํุ  เกี่ยวกับ  สวะรูพะ  ของทุก  ๆ  ชีวิต  พระองค์ทรงตอบว่า  สวะรูพะ  หรือสถานภาพพื้นฐานเดิมแท้ของสิ่งมี  ชีวิตคือการปฏิบัติตนรับใช้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  หากเรามาวิเคราะห์คำดำรัสของ  ชรีเชธันญะ  เราสามารถเห็นได้โดยง่ายดายว่า  แต่ละชีวิตจะปฏิบัติตนรับใช้อีกชีวิตหนึ่ง  เสมอ  ชีวิตหนึ่งจะรับใช้ชีวิตอื่น  ๆ  ตามความสามารถที่แตกต่างกันไป  จากการกระทำ  เช่นนี้  สิ่งมีชีวิตจึงได้รับความสุขในชีวิต  สัตว์ที่ต่ำกว่ารับใช้มนุษย์  และคนรับใช้จะรับใช้  เจ้านาย  คุณ  ก.รับใช้เจ้านาย  ข.  คุณ  ข.  รับใช้เจ้านาย  ค.  คุณ  ค.  รับใช้เจ้านาย  ง.  ฯลฯ  ภายใต้สภาวะเช่นนี้เราจะเห็นว่าเพื่อนจะรับใช้เพื่อนอีกคนหนึ่ง  มารดารับใช้บุตร  ภรรยา  รับใช้สามี  และสามีรับใช้ภรรยา  ฯลฯ  หากเราค้นคว้าด้วยจิตวิญญาณเช่นนี้เราจะเห็น  ว่าไม่มีข้อยกเว้นในการปฏิบัติตนรับใช้ในสังคมสิ่งมีชีวิต  นักการเมืองจะเสนอนโยบาย  ให้สาธารณะเพื่อให้ความมั่นใจกับความสามารถที่ตนจะรับใช้  ผู้ลงคะแนนเสียงจึงให้  คะแนนอันมีค่าแก่นักการเมือง  โดยคิดว่าเขาจะรับใช้สังคมอย่างมีคุณค่า  เจ้าของร้านรับ  ใช้ลูกค้า  ศิลปินรับใช้นายทุน  นายทุนรับใช้ครอบครัว  และครอบครัวรับใช้รัฐ  ในรูปของ  ความสามารถอมตะของสิ่งมีชีวิตอมตะ  เช่นนี้  เราจะเห็นว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเลยที่ได้รับ  การยกเว้นจากการปฏิบัติตนรับใช้สิ่งมีชีวิตอื่น  ดังนั้นเราสามารถสรุปได้อย่างถูกต้อง  ว่า  การรับใช้เป็นมิตรแท้คงอยู่เสมอไปควบคู่กับสิ่งมีชีวิต  และการปฏิบัติตนรับใช้จึงเป็น  ศาสนาอมตะของสิ่งมีชีวิต

แต่มนุษย์จะอ้างว่าตนมีความศรัทธาเช่นนั้นเช่นนี้ตามกาลเวลาและสถานที่  และจะอ้างว่าตนเป็นชาวฮินดู  ชาวมุสลิม  ชาวคริสเตียน  ชาวพุทธ  หรือว่า  เป็นผู้ปฏิบัติ  ตามนิกายอื่น  ๆ  ชื่อระบุเช่นนี้  ไม่ใช่  สะนาทะนะ-ดฺารมะ  ชาวฮินดูอาจเปลี่ยนความ  ศรัทธามาเป็นมุสลิม  หรือชาวมุสลิมอาจเปลี่ยนความศรัทธามาเป็นฮินดู  หรือชาว  คริสเตียนอาจเปลี่ยนความศรัทธาของตน  ฯลฯ  แต่ว่าในสภาวการณ์ทั้งหมด  การเปลี่ยน  ความศรัทธาในศาสนา  ไม่ได้มีผลกระทบกับอาชีพอมตะแห่งการปฏิบัติตนรับใช้ผู้  อื่น  ชาวฮินดู  ชาวมุสลิม  หรือชาวคริสเตียน  เป็นผู้รับใช้คนอื่นในทุกสภาวการณ์  ดังนั้น  การอ้างว่าตนมีความศรัทธาในศาสนานั้นศาสนานี้มิใช่เป็นการอ้าง  สะนาทะนะ-ดฺารมะ  ของตน  การปฏิบัติตนรับใช้คือ  สะนาทะนะ-ดฺารมะ

อันที่จริงเราสัมพันธ์กับองค์ภควานด้วยการรับใช้พระองค์ผู้ทรงมีความสุข  เกษมสำราญสูงสุด  และเราเป็นผู้รับใช้ของพระองค์  เราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความสุขเกษม  สำราญของพระองค์  หากว่าเราร่วมมือในความสุขเกษมสำราญชั่วนิรันดรกับบุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้า  เราจะมีความสุข  มิฉะนั้น  เราจะไม่มีความสุข  เป็นไปไม่ได้ที่เราจะ  มีความสุขโดยอิสระ  เหมือนกับส่วนหนึ่งของร่างกายจะไม่สามารถมีความสุขได้หาก  ไม่ร่วมมือกับท้อง  เป็นไปไม่ได้ที่สิ่งมีชีวิตจะมีความสุข  โดยไม่ปฏิบัติตนรับใช้ทิพย์ด้วย  ความจงรักภักดีต่อองค์ภควาน

ใน  ภควัต-คีตา  การบูชาหรือปฏิบัติตนรับใช้ต่อเหล่าเทวดา  ไม่ได้รับการ  ยอมรับ  ได้กล่าวไว้ใน  บทที่เจ็ด  โศลกที่ยี่สิบว่า

คาไมส ไทส ไทร ฮริทะ-กยานาฮ
พระพัดยันเท ´นยะ-เดวะทาฮ

ทัม ทัม นิยะมัม อาสทฺายะ
พระคริทยา นิยะทาฮ สวะยา

“พวกที่ถูกความต้องการทางวัตถุขโมยปัญญาไปจะศิโรราบต่อเทวดา  และจะปฏิบัติตามกฏ  เกณฑ์ต่าง  ๆ  ของพิธีกรรมในการบูชาตามธรรมชาติของตน”  ได้กล่าวไว้อย่างง่าย  ๆ  ว่า  ผู้ที่มีราคะเป็นตัวนำ  จะบูชาเทวดาไม่บูชาองค์ภควาน  (ชรีคริชณะ)  เมื่อกล่าวถึง  พระนามคริชณะเรามิได้หมายถึงพระนามที่แบ่งแยก  คริชณะหมายถึงความปลื้มปีติสุข  สูงสุด  ได้ยืนยันไว้ว่าองค์ภควานทรงเป็นแหล่งกำเนิดหรือเป็นขุมทรัพย์แห่งความสุขทั้ง  มวล  เราทั้งหมดกระหายที่จะได้มาซึ่งความสุข  อานันดะ-มะโย-´บฺยาสาท  (เวดานธะ-สูทระ  1.1.12)  สิ่งมีชีวิตมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับองค์ภควานคือเต็มไปด้วยจิตสำนึก  และทั้งคู่  ใฝ่หาความปลื้มปีติสุข  องค์ภควานทรงมีความปลื้มปีติสุขชั่วนิรันดร  หากว่าสิ่งมีชีวิตมา  สัมพันธ์กับพระองค์  และมาแสดงเป็นส่วนร่วมของพระองค์  ก็สามารถได้รับความปลื้ม  ปีติสุขเช่นเดียวกัน

องค์ภควานเสด็จลงมาในโลกแห่งความตาย  เพื่อแสดงลีลาของพระองค์ที่วรินดา  วะนะซึ่งเต็มไปด้วยความปลื้มปีติสุข  องค์ชรีคริชณะทรงประทับอยู่ที่วรินดาวะนะ  กิจกรรม  ของพระองค์กับเพื่อนเด็กเลี้ยงวัวและเพื่อนหญิงรวมทั้งชาววรินดาวะนะและโคทั้งหมด  เต็มไปด้วยความปลื้มปีติสุข  ประชากรทั้งหมดที่วรินดาวะนะไม่รู้จักใครเลยนอกจาก  คริชณะ  แต่คริชณะทรงไม่สนับสนุนพระบิดานันดะมะฮาราจะไปบูชาพระอินทร์ผู้เป็น  เทวดา  เพราะว่าทรงประสงค์ที่จะสถาปนาสัจธรรมที่ว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องบูชาเทวดา  เราเพียงแต่บูชาภควานเพียงองค์เดียว  เพราะจุดมุ่งหมายสุดยอดของเราคือกลับคืนไปสู่  พระตำหนักของพระองค์

พระตำหนักขององค์ชรีคริชณะ  ได้อธิบายไว้ใน  ภควัต-คีตา  บทที่สิบห้า  โศลก  หกดังนี้

นะ ทัด บฺาสะยะเท สูรโย
นะ ชะชางโค นะ พาวะคะฮ

ยัด กัทวา นะ นิวารทันเท
ทัด ดฺามะ พะระมัม มะมะ

“พระตำหนักสูงสุดของข้า  มิได้เจิดจรัสด้วยแสงอาทิตย์  แสงจันทร์  คบเพลิง  หรือไฟฟ้า  ผู้ใดไปถึง  ณ  ที่นั้น  จะไม่กลับมาในโลกวัตถุนี้อีก”

โศลกนี้บรรยายถึงท้องฟ้าอมตะ  แน่นอนที่เรามีแนวคิดทางวัตถุเกี่ยวกับท้องฟ้า  และเราคิดถึงมันในความสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  ดวงดาว  และ  ฯลฯ  แต่ใน  โศลกนี้  องค์ภควานตรัสว่า  ที่ท้องฟ้าอมตะไม่มีความจำเป็นต้องมีดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  ไฟฟ้า  หรือคบเพลิงในรูปแบบใดก็ตาม  เพราะว่าท้องฟ้าทิพย์มีรัศมีเจิดจรัสอยู่แล้ว  โดย  บระฮมะจโยทิ  ซึ่งเป็นรัศมีเจิดจรัสที่มีแหล่งกำเนิดมาจากองค์ภควาน  เราพยายาม  ด้วยความยากลำบากเพื่อที่จะไปถึงดาวเคราะห์ดวงอื่น  แต่ไม่ยากเลยที่จะเข้าใจพระ  ตำหนักขององค์ภควาน  พระตำหนักนี้มีนามว่า  โกโลคะ  ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.37)  ได้  อธิบายไว้อย่างงดงามว่า  โกโลคะ  เอวะ  นิวะสะทิ  อคิฺลาทมะ-บํูทะฮ  องค์ภควานทรงประทับ  นิรันดรอยู่ที่พระตำหนักโกโลคะ  เราสามารถเข้าถึงพระองค์จากโลกนี้ได้  และเพื่อจุด  มุ่งหมายนี้พระองค์เสด็จลงมาปรากฏพระวรกาย  สัช-ชิด-อานันดะ-วิกระฮะ  อันแท้จริง  ของพระองค์  เมื่อทรงปรากฏในร่างนี้  เราจึงไม่จำเป็นต้องใช้จินตนาการของเราคิดว่า  รูปร่างของพระองค์เป็นเช่นไร  เพื่อไม่ส่งเสริมการสร้างจินตนาการแบบคาดคะเนเช่นนี้  องค์  ภควานจึงเสด็จลงมา  และทรงแสดงพระวรกายของพระองค์ตามความเป็นจริงในรูป  ชยามะสุนดะระ  ด้วยความอับโชคพวกด้อยปัญญาเยาะเย้ยพระองค์  เพราะว่าพระองค์เสด็จ  ลงมาเหมือนพวกเราและเล่นกับเราเหมือนมนุษย์  ถึงแม้เป็นเช่นนี้เราก็ไม่ควรพิจารณาว่า  พระองค์ทรงเหมือนกับพวกเรา  ด้วยพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงปรากฏในรูป  ลักษณ์อันแท้จริงต่อหน้าพวกเรา  และทรงแสดงลีลาของพระองค์ซึ่งเป็นลีลาเดียวกันกับ  ที่เราจะพบ  ณ  พระตำหนักทิพย์ของพระองค์

ในรัศมีอันเจิดจรัสบนท้องฟ้าทิพย์  มีดาวเคราะห์จำนวนนับไม่ถ้วนลอยอยู่  บระฮมะจโยทิ  ส่องรัศมีมาจากพระตำหนักสูงสุดคริชณะโลคะและดาวเคราะห์อานันดะ-  มะยะ,  ชิน-มะยะ  ไม่ใช่วัตถุ  ลอยอยู่ในรัศมีเหล่านี้  องค์ภควานตรัสว่า  นะ  ทัด  บฺาสะยะ  เท  สูรโย  นะ  ชะชางโค  นะ  พาวะคะฮ  /  ยัด  กัทวา  นะ  นิวารทันเท  ทัด  ดฺามะ  พะระมัม  มะมะ  ผู้ที่สามารถไปถึงท้องฟ้าทิพย์จะไม่ต้องลงมาในท้องฟ้าวัตถุอีกครั้ง  ถึงแม้ว่าเราจะไปถึง  ดาวเคราะห์ที่สูงสุดในท้องฟ้าวัตถุ  พรหมโลกหรือบระฮมะโลคะ  เราจะพบสภาวะชีวิต  ที่เหมือนกัน  คือมีการเกิด  การตาย  ความเจ็บ  และความแก่  จึงไม่ต้องพูดถึงดวงจันทร์  ไม่มีดาวเคราะห์ดวงใดในจักรวาลวัตถุเป็นอิสระจากความทุกข์สี่ประการแห่งโลกวัตถุ

สิ่งมีชีวิตเดินทางจากดาวเคราะห์ดวงหนึ่งไปสู่อีกดวงหนึ่ง  แต่ไม่ใช่ว่าเราสามารถ  ไปดาวเคราะห์ดวงไหนก็ได้ตามใจชอบโดยใช้เครื่องจักรกล  หากเราปรารถนาจะไปถึง  ดาวเคราะห์ดวงอื่น  มีวิธีการที่จะไปถึง  กล่าวไว้ว่า  ยานที  เดวะ-วระทา  เดวาน  พิทรีน  ยานทิ  พิทริ-วระทาฮ  ไม่มีความจำเป็นในการใช้เครื่องจักรกลหากเราต้องการเดินทาง  ระหว่างดาวเคราะห์  ภควัต-คีตา  สอนว่า  ยานทิ  เดวะ-วระทา  เดวาน  ดวงจันทร์  ดวงอาทิตย์  และดาวเคราะห์เบื้องสูงอื่น  ๆ  เรียกว่าสวารกะโลคะ  มีดาวเคราะห์อยู่สาม  ระบบ  คือ  ระบบสูง  ระบบกลาง  และระบบต่ำ  โลกมนุษย์อยู่ในระบบกลาง  ภควัต-คีตา  แนะนำว่าเราจะเดินทางอย่างไรให้ไปถึง  ระบบดาวเคราะห์เบื้องสูง  (เดวะโลคะ)  ด้วย  สูตรง่าย  ๆ  ยานทิ  เดวะ-วระทา  เดวาน  เราเพียงแต่บูชาเทวดาของดาวเคราะห์ดวงนั้น  ด้วยวิธีนี้  เราก็จะไปถึงดวงจันทร์  ดวงอาทิตย์  หรือว่าระบบดาวเคราะห์ใด  ๆ  ที่สูงกว่าได้

แต่  ภควัต-คีตา  ไม่แนะนำให้เราไปที่ดาวเคราะห์ดวงใดในโลกวัตถุนี้  เพราะถึง  แม้ว่าเราไปถึงพรหมโลกหรือบระฮมะโลคะ  ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่สูงสุด  โดยใช้เครื่องจักร  กล  อาจจะใช้เวลาเดินทางเป็นเวลาสี่หมื่นปี  (แล้วใครจะมีชีวิตอยู่ถึงสี่หมื่นปี?)  เราก็ยัง  จะพบความไม่สะดวกสบายในโลกวัตถุ  เช่น  การเกิด  การตาย  ความเจ็บ  และความแก่  แต่ผู้ที่ต้องการจะไปถึงดาวเคราะห์สูงสุดคริชณะโลคะหรือดาวเคราะห์ดวงใดภายใน  ท้องฟ้าทิพย์  เขาจะไม่พบความไม่สะดวกสบายกับวัตถุเหล่านี้  ในบรรดาดาวเคราะห์  ทั้งหมดในท้องฟ้าทิพย์  จะมีดาวเคราะห์สูงสุดดวงหนึ่งมีชื่อว่า  โกโลคะ  วรินดาวะนะ  ซึ่ง  เป็นดาวเคราะห์ดวงแรก  ในพระตำหนักของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าพระองค์แรก  ข้อมูลทั้งหมดนี้ได้ให้ไว้ใน  ภควัต-คีตา  และเราได้แจกจ่ายข้อมูลตาม  ภควัต-คีตา  ว่าจะ  ออกจากโลกวัตถุนี้ได้อย่างไร  และเริ่มต้นชีวิตที่มีความปลื้มปีติสุขจริงในท้องฟ้าทิพย์

บทที่สิบห้าของ  ภควัต-คีตา  ได้กล่าวถึงภาพอันแท้จริงของโลกวัตถุไว้ดังนี้

อูรดฺวะ-มูลัม อดฺะฮ-ชาคัฺม
อัชวัททัฺม พราฮุร อัพพะยัม

ชัฺนดามสิ ยัสยะ พารณานิ
ยัส ทัม เวดะ สะ เวดะ-วิท

ณ  ที่นี้  โลกวัตถุเปรียบเสมือนต้นไม้ที่มีรากชี้ฟ้า  และกิ่งก้านสาขาอยู่ด้านล่าง  ตาม  ประสบการณ์  หากเรายืนอยู่ริมแม่น้ำหรือแหล่งน้ำใดก็ตาม  เราจะเห็นภาพสะท้อนในน้ำ  ที่มียอดต้นไม้กลับกัน  กิ่งก้านสาขาอยู่ด้านล่างและรากอยู่ด้านบน  ในลักษณะเดียวกัน  โลกวัตถุนี้เป็นภาพสะท้อนจากโลกทิพย์  เป็นเงาของความจริงซึ่งไร้แก่นสารอันแท้จริง  แต่จากเงาทำให้เราสามารถเข้าใจว่ามีแก่นสารและความเป็นจริง  ในทะเลทรายไม่มีน้ำ  แต่ภาพหลอนจะหลอกเราว่ามีน้ำ  ในโลกวัตถุไม่มีน้ำ  ไม่มีความสุข  น้ำแห่งความปลื้มปีติ  สุขที่แท้จริงมีอยู่ในโลกทิพย์

องค์ภควานทรงแนะนำให้เรากลับไปยังโลกทิพย์ดังนี้  (ภควัต-คีตา  15.5)

นิรมานะ-โมฮา จิทะ-สังกะ-โดชา
อัดฺยาทมะ-นิทยา วินิวริททะ-คามาฮ

ดวันดไวร วิมุคทาฮ สุคฺะ-ดุฮคฺะ-สัมกไยร
กัชชัฺนทิ อมูดฺาฮ พะดัม อัพยะยัม ทัท

พะดัม  อัพยะยัม  หรือพระราชอาณาจักรอมตะนิรันดรนั้น  สามารถบรรลุถึงโดยผู้ที่เป็น  นิรมานะ-โมฮะ  เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?  เราต้องการเกียรติยศ  บางคนต้องการ  เป็นเจ้านายใหญ่โต  บางคนต้องการเป็นประธานธิบดี  เป็นเศรษฐี  เป็นกษัตริย์  หรืออะไร  ก็แล้วแต่  ตราบใดที่เรายังยึดติดอยู่กับเกียรติยศเหล่านี้  เรายังยึดติดอยู่กับร่างกาย  แต่  เพราะว่าเราไม่ใช่ร่างกายนี้  นี่เป็นความรู้พื้นฐานแห่งความรู้ทิพย์  เรามาสัมผัสกับสาม  ระดับของธรรมชาติวัตถุ  แต่เราต้องไม่ยึดติด  และอุทิศตนเสียสละด้วยความจงรักภักดี  ต่อองค์ภควาน  หากว่าเราไม่ยึดมั่นในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความจงรักภักดีต่อองค์  ภควาน  เราก็ไม่สามารถที่จะหยุดความยึดติดกับสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  เกียรติยศ  และความยึดติดเนื่องมาจากราคะและความต้องการของเรา  ความต้องการที่จะเป็นเจ้า  แห่งธรรมชาติวัตถุ  ตราบใดที่เรายังไม่ยกเลิกแนวโน้มที่จะเป็นเจ้าแห่งธรรมชาติวัตถุนี้  เป็น  ไปไม่ได้ที่เราจะกลับไปสู่พระราชอาณาจักรขององค์ภควาน  สะนาทะนะ-ดฺารมะ  พระราชอาณาจักรนิรันดรที่ไม่มีวันถูกทำลาย  สามารถจะไปถึงได้โดยผู้ที่ไม่มีความสับสน  อยู่ในเสน่ห์แห่งความสุขทางวัตถุที่ผิด  ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในการปฏิบัติตนรับใช้ต่อองค์ภควาน  ผู้สถิตอยู่เช่นนี้สามารถจะไปถึงพระตำหนักทิพย์สูงสุดได้อย่างง่ายดาย

ตอนหนึ่งใน  คีตา  (8.21)  ได้กล่าวไว้ว่า:

อัพยัคโท ′คชะระ อิทิ อุคทัส
ทัม อาฮุฮ พะระมาม กะทิม

ยัม พราพยะ นะ นิวารทันเท
ทัด ดฺามะ พะระมัม มะมะ

อัพยัคทะ  หมายถึงสิ่งที่ไม่ปรากฏ  ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกวัตถุจะปรากฏออกมา  ให้เราเห็น  ประสาทสัมผัสของเรานั้นไม่สมบูรณ์  เราจึงไม่สามารถเห็นดวงดาวทั้งหมด  ภายในจักรวาลวัตถุนี้  ในวรรณกรรมพระเวทเราสามารถได้รับข้อมูลมากมายเกี่ยว  กับดาวเคราะห์ทั้งหมด  และเราจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้  ดาวเคราะห์ที่สำคัญ  ๆ  ทั้งหมด  ได้อธิบายไว้ในวรรณกรรมพระเวท  โดยเฉพาะ  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  และโลกทิพย์ซึ่ง  อยู่เหนือไปจากท้องฟ้าวัตถุนี้  ได้อธิบายว่าเป็น  อัพยัคทะ  (ไม่ปรากฏ)  เราควรมีความ  ปรารถนาและใฝ่ฝันเพื่อไปยังอาณาจักรอันสูงสุดนั้น  เพราะเมื่อเราได้ไปถึงอาณาจักรนั้น  แล้ว  เราจะไม่ต้องกลับมาในโลกวัตถุนี้อีกต่อไป

จากนี้อาจมีคำถามว่า  เราจะไปถึงพระตำหนักทิพย์ขององค์ภควานได้อย่างไร  ข้อมูลนี้ได้ให้ไว้ในบทที่แปด  โดยกล่าวว่า

อันทะ-คาเล ชะ มาม เอวะ
สมะรัน มุคทวา คะเลวะรัม

ยะฮ พระยาทิ สะ มัด-บฺาวัม
ยาทิ นาสทิ อะทระ สัมชะยะฮ

“ใครก็แล้วแต่ที่ในบั้นปลายชีวิตก่อนออกจากร่างนี้ระลึกถึงข้า  จะมาถึงธรรมชาติของข้า  โดยไม่ต้องสงสัย”  (ภควัต-คีตา  8.5)  ผู้ที่คิดถึงคริชณะในขณะตายจะไปหาชรีคริชณะ  เราต้องจำพระวรกายของคริชณะ  ถ้าเราออกจากร่างนี้ไปด้วยการระลึกถึงรูปลักษณ์นี้  แน่นอนว่าเราจะไปถึงอาณาจักรทิพย์  มัด-บฺาวัม  หมายถึง  ธรรมชาติสูงสุดของสิ่งมีชีวิต  สูงสุด  สิ่งมีชีวิตสูงสุดคือ  สัช-ชิด-อานันดะ-วิกระฮะ  หมายถึง  รูปลักษณ์ของพระองค์  ที่เป็นอมตะ  เปี่ยมไปด้วยความรู้  และความปลื้มปีติสุข  ร่างกายปัจจุบันของเรา  ไม่ใช่  สัช-ชิด-อานันดะ  แต่เป็น  อสัท  (ไม่ใช่สัท)  ไม่เป็นอมตะ  สูญสลายได้  ไม่ใช่  ชิด  ที่เต็มไป  ด้วยความรู้แต่เต็มไปด้วยอวิชชา  เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับอาณาจักรทิพย์  เราไม่มีความ  รู้ที่สมบูรณ์  แม้แต่ในโลกวัตถุนี้  มีสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย  ร่างกายก็เป็น  นิรา  นันดะ  เช่นเดียวกัน  แทนที่จะเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุข  ก็เต็มไปด้วยความทุกข์  ความทุกข์  ทั้งหมดที่เรามีประสบการณ์ในโลกนี้เกิดขึ้นมาจากร่างกาย  แต่ผู้ที่จากร่างนี้ไปด้วยการ  ระลึกถึงองค์ภควานชรีคริชณะจะได้รับร่าง  สัช-ชิด-อานันดะ  ทันที

วิธีการออกจากร่างกายนี้และเข้าไปสู่อีกร่างหนึ่งในโลกวัตถุได้ถูกจัดไว้  เรียบร้อยแล้ว  หลังจากถูกตัดสินว่าจะอยู่ร่างไหนในชาติหน้า  มนุษย์จึงตาย  ผู้ที่มีอำนาจ  สูงกว่าเป็นผู้ตัดสินตามผลกรรมของเราในชาตินี้  ไม่ใช่สิ่งมีชิวิตเป็นผู้กำหนด  เราอาจ  เจริญขึ้นหรืออาจตกต่ำลง  ชีวิตนี้จึงเป็นการเตรียมตัวสำหรับชีวิตหน้า  ดังนั้น  หากเรา  เตรียมตัวในชีวิตนี้ดีเพื่อเจริญขึ้นไปถึงอาณาจักรขององค์ภควาน  แน่นอนว่าหลังจากที่เรา  ออกจากร่างวัตถุนี้แล้ว  เราจะได้รับร่างทิพย์เหมือนกับร่างของพระองค์

ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วว่ามีนักทิพย์นิยมหลายประเภท  เช่น  บราฮมะ-วาดี,  พะระ  มาทมะ-วาดี,  และ  สาวก  ได้กล่าวไว้เช่นกันว่าใน  บระฮมะจโยทิ  (ท้องฟ้าทิพย์)  มีดาว  เคราะห์ทิพย์นับจำนวนไม่ถ้วน  จำนวนดาวเคราะห์เหล่านี้มีมากเกินกว่าจำนวนของดาว  เคราะห์ทั้งหมดในโลกวัตถุ  ได้ประมาณไว้ว่าโลกวัตถุนี้มีขนาดเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ของ  การสร้าง  (เอคามเชนะ  สทิฺโท  จะกัท)  ในส่วนของโลกวัตถุนี้มีจำนวนร้อยล้านพันล้าน  จักรวาล  พร้อมทั้งดาวเคราะห์  ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และดวงดาวเป็นจำนวนล้าน  ๆ  ดวง  แต่การสร้างโลกวัตถุนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างทั้งหมด  การสร้างส่วนใหญ่  อยู่ในโลกทิพย์  ผู้ที่มีความต้องการจะกลืนเข้าไปในความเป็นอยู่ของ  บระฮมัน  สูงสุด  จะย้ายไปอยู่ใน  บระฮมะจโยทิ  ขององค์ภควานซึ่งเป็นท้องฟ้าทิพย์  สาวกต้องการได้  รับความสุขเกษมสำราญด้วยการมีความสัมพันธ์กับองค์ภควาน  จะได้เข้าไปอยู่ที่  ดาวเคราะห์ไวคุณธฺะซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาล  และพระนารายณ์สี่กร  อวตารที่แบ่ง  แยกออกมาจากองค์ภควานทรงประทับอยู่  ณ  ที่นั้นด้วย  ซึ่งมีพระนามแตกต่าง  กัน  เช่น  พรัดยุมนะ  อนิรุดดฺะ  และโกวินดะ  ฉะนั้น  ในบั้นปลายชีวิตของนักทิพย์นิยม  จะระลึกถึง  บระฮมะจโยทิ,  พะระมาทมา,  หรือ  องค์ภควาน  ชรีคริชณะ  ในทุก  ๆ  กรณี  พวกเขาจะเข้าไปในท้องฟ้าทิพย์  แต่สาวกหรือผู้ที่มาสัมผัสกับองค์ภควานโดยตรงเท่านั้น  จึงเข้าไปยังดาวเคราะห์ไวคุณธฺะหรือดาวเคราะห์โกโลคะ  วรินดาวะนะ  องค์ภควาน  ตรัสต่อว่า  “โดยไม่ต้องสงสัย”  เราต้องเชื่อเช่นนี้อย่างแน่วแน่  เราไม่ควรปฏิเสธกับสิ่งที่ไม่  ตรงกับจิตนาการของเราทั้งหมด  ท่าทีของเราควรให้เหมือนกับอารจุนะที่ตรัสว่า  “ข้าพเจ้า  เชื่อในทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ตรัส”  ดังนั้น  เมื่อองค์ภควานตรัสว่าใครก็แล้วแต่ขณะ  ที่กำลังตายระลึกถึงองค์ภควานว่าพระองค์ทรงเป็น  บระฮมัน,  พะระมาทมา,  หรือ  องค์ภควาน  จะเข้าไปสู่ท้องฟ้าทิพย์อย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย  และไม่มีคำถามอื่นใด  อีกเกี่ยวกับความเชื่อเช่นนี้

ใน  ภควัต-คีตา  (8.6)  ได้อธิบายถึงหลักทั่วไป  ในการที่จะเข้าไปในอาณาจักร  ทิพย์  เพียงแต่ระลึกถึงองค์ภควานขณะกำลังตาย

ยัม ยัม วาพิ สมะรัน บฺาวัม
ทยะจะทิ อันเท คะเลวะรัม

ทัม ทัม เอไวทิ คะอุนเทยะ
สะดา ทัด-บฺาวะ-บฺาวิทะฮ

“ไม่ว่าจิตใจจะคิดถึงสิ่งใดในขณะที่ออกจากร่างนี้  ในชาติหน้าเขาจะได้รับสิ่งนั้นอย่าง  แน่นอน”  ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าธรรมชาติวัตถุเป็นพลังงานส่วนหนึ่งขององค์ภควานที่  ทรงแสดงออกมา  ในวิชณุ  พุราณะ  (6.7.61)  พลังงานทั้งหมดขององค์ภควานได้อธิบาย  ไว้ดังนี้

วิชณุ-ชัคทิฮ พะรา โพรคทา
คเชทระ-กยาคฺยา ทะทฺา พะรา

อวิดยา-คารมะ-สัมกยานยา
ทริทียา ชัคทิร อิชยะเท

องค์ภควานทรงมีพลังงานมากมายจนนับไม่ถ้วน  ซึ่งอยู่เหนือความรู้สึกนึกคิดของเรา  อย่างไร  ก็ดี  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หรือดวงวิญญาณผู้หลุดพ้นแล้วได้ศึกษา  วิเคราะห์  และจำแนก  พลังงานเหล่านี้ออกเป็นสามประเภท  พลังงานทั้งหมดเป็น  วิชณุ-ชัคทิ  หมายความว่าเป็น  พลังงานอันหลากหลายของพระวิชณุ  พลังงานแรกเรียกว่า  พะรา  คือเป็นทิพย์หรือเหนือโลก  สิ่งมีชีวิตเป็นพลังงานเบื้องสูงดังที่ได้อธิบายไว้แล้ว  อีกพลังงานหนึ่งเป็นพลังงานวัตถุซึ่งอยู่  ในคุณลักษณะอวิชชา  ขณะที่กำลังตายเราอาจจะอยู่ภายในพลังงานเบื้องต่ำของโลก  วัตถุนี้  หรืออาจย้ายไปที่พลังงานของโลกทิพย์  ดังที่  ภควัต-คีตา  (8.6)  กล่าวว่า

ยัม ยัม วาพิ สมะรัน บฺาวัม
ทยะจะทิ อันเท คะเลวะรัม

ทัม ทัม เอไวทิ คะอุนเทยะ
สะดา ทัด-บฺาวะ-บฺาวิทะฮ

“ไม่ว่าจิตใจของเขาจะคิดถึงสิ่งใดในขณะที่ออกจากร่างนี้  ในชาติหน้าเขาก็จะได้รับสิ่งนั้น  อย่างแน่นอน”

ในชีวิตเราอาจเคยชินต่อการคิดถึงพลังงานวัตถุหรือพลังงานทิพย์  และมาบัดนี้  เราจะเปลี่ยนความคิดจากพลังงานวัตถุนี้ให้มาเป็นพลังงานทิพย์ได้อย่างไร?  มีวรรณกรรม  ทางพลังงานวัตถุมากมายที่เข้ามาอยู่ในสมองของเรา  เช่น  หนังสือพิมพ์  วารสาร  นวนิยาย  ฯลฯ  ความคิดของเราที่ซึมซาบอยู่ในวรรณกรรมเหล่านี้  จะต้องเปลี่ยนมาเป็น  วรรณกรรมพระเวท  ฉะนั้น  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ได้เขียนวรรณกรรมพระเวทมากมายเช่น  พุราณะ,  พุราณะ  มิได้เป็นจินตนาการ  แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้  ใน  เชธันญะ-  ชะริทามริทะ  (มัดฺยะ  20.122)  มีโศลกต่อไปนี้:

มายา-มุกดฺะ จีเวระ นาฮิ
สวะทะฮ คริชณะ-กยานะ

จีเวเร คริพายะ ไคลา
คริชณะ เวดะ-พุราณะ

สิ่งมีชีวิตที่หลงลืมหรือดวงวิญญาณที่อยู่ในสภาวะวัตถุ  ลืมความสัมพันธ์ของตนเอง  กับองค์ภควานและพัวพันอยู่ในความคิดแห่งกิจกรรมทางวัตถุ  เพื่อเปลี่ยนพลังความ  คิดของพวกเขาไปยังท้องฟ้าทิพย์  คริชณะ-ดไวพายะนะ  วิยาสะ  ได้ให้วรรณกรรม  พระเวทไว้มากมาย  ขั้นแรกได้แบ่งคัมภีร์พระเวทเป็นสี่ส่วน  จากนั้นอธิบายใน  พุราณะ  สำหรับผู้ที่มีความสามารถน้อย  ท่านได้เขียน  มหาภารตะ,  ภควัต-คีตา  อยู่ใน  มหาภารตะ  จากนั้นวรรณกรรมพระเวททั้งหมด  ได้สรุปลงใน  เวดานธะ-สูทระ  และเพื่อเป็นการ  ชี้แนะในอนาคต  ท่านได้ให้คำอธิบายโดยธรรมชาติเกี่ยวกับ  เวดานธะ-สูทระ  เรียกว่า  ชรีมัด-บฺฺากะวะธัม  เราต้องใช้จิตใจของเราไปในการอ่านวรรณกรรมพระเวทเหล่า  นี้เสมอ  เหมือนกับนักวัตถุนิยมที่ใช้จิตใจอ่านหนังสือพิมพ์  วารสาร  และวรรณกรรม  ทางโลกมากมาย  เราต้องเปลี่ยนการอ่านของเรามาอ่านวรรณกรรมเหล่านี้ที่วิยาสะ-  เดวะได้ให้ไว้  ด้วยการกระทำเช่นนี้จะทำให้เราระลึกถึงองค์ภควานในขณะที่ตาย  และนี่  เป็นวิธีเดียวที่พระองค์ทรงแนะนำ  และทรงรับประกันผลไว้ว่า  “โดยไม่ต้องสงสัย”

ทัสมาท สารเวชุ คาเลชุ
มาม อนุสมะระ ยุดฺยะ ชะ

มะยิ อารพิทะ-มะโน-บุดดิฺร
มาม เอไวชยะสิ อะสัมชะยะฮ

“ฉะนั้น  อารจุนะ  เธอควรระลึกถึงข้าเสมอในรูปลักษณ์คริชณะ  ในขณะเดียวกันก็ปฏิบัติ  หน้าที่ในการรบที่ได้จัดไว้  ด้วยการกระทำของเธอที่อุทิศแด่ข้า  ทั้งจิตใจและปัญญาตั้ง  มั่นอยู่ที่ข้า  เธอจะมาถึงข้าโดยไม่ต้องสงสัย”  (ภควัต-คีตา  8.7)

พระองค์ทรงมิได้แนะนำให้อารจุนะเพียงแต่ระลึกถึงพระองค์  และยกเลิก  อาชีพของตน  พระองค์ทรงไม่เคยแนะนำในสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้  ในโลกวัตถุนี้การที่จะ  รักษาร่างกายนี้ไว้  เราต้องทำงาน  สังคมมนุษย์แบ่งออกตามหน้าที่การงานเป็นสี่  วรรณะ  บราฮมะณะ  คชัทริยะ  ไวชยะ  และ  ชูดระ  บราฮมะณะ  หรือชั้นปัญญาชน  ทำงานประเภทหนึ่ง  คชัทริยะ  หรือชนชั้นบริหารทำงานอีกประเภทหนึ่ง  ชนชั้นพ่อค้า  และกรรมกรทั้งหมดก็ทำหน้าที่เฉพาะของตน  ในสังคมมนุษย์ไม่ว่าเราจะเป็นกรรมกร  พ่อค้า  นักบริหาร  หรือชาวนา  หรือแม้แต่ผู้ที่อยู่ในชั้นสูงสุด  เป็นผู้คงแก่เรียน  นัก  วิทยาศาสตร์  นักศาสนา  จะต้องทำงานเพื่อดำรงชีพ  ฉะนั้น  องค์ภควานตรัสต่อ  อารจุนะว่า  อารจุนะไม่ควรยกเลิกอาชีพของตน  แต่ขณะที่ประกอบอาชีพ  ควรระลึกถึง  คริชณะ  (มาม  อนุสมะระ)  ถ้าหากว่าอารจุนะทรงไม่ฝึกฝนการระลึกถึงคริชณะ  ขณะ  ที่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อดำรงชีวิต  เป็นไปไม่ได้ที่อารจุนะจะทรงระลึกถึงคริชณะในขณะกำลัง  ตาย  องค์เชธันญะทรงแนะนำเช่นเดียวกันว่า  คีรทะนียะฮ  สะดา  ฮะริฮ  เราควรฝึกฝน  การสวดภาวนาพระนามขององค์ภควานเสมอ  พระนามขององค์ภควานและองค์ภควาน  ไม่แตกต่างกัน  ฉะนั้น  คำสั่งสอนของคริชณะที่ให้แก่อารจุนะว่า  “จงระลึกถึงข้า”  และคำ  สั่งสอนของเชธันญะว่า  “จงสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของคริชณะเสมอ”  เป็นคำ  สั่งสอนที่เหมือนกัน  โดยไม่มีข้อแตกต่าง  เพราะว่าองค์คริชณะและพระนามของคริชณะ  ไม่มีอะไรแตกต่างกัน  ในระดับที่สมบูรณ์สูงสุดจะไม่มีข้อแตกต่างระหว่างข้ออ้างอิงและ  ผู้อ้างอิง  ดังนั้นเราจึงควรฝึกฝนการระลึกถึงองค์ภควานเสมอวันละยี่สิบสี่ชั่วโมง  ด้วย  การสวดภาวนาพระนามของพระองค์  และจัดกิจกรรมของชีวิตเพื่อให้เราสามารถระลึก  ถึงชรีคริชณะเสมอ

เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรนั้น  บรรดา  อาชารยะ  ได้ให้ตัวอย่างไว้ดังต่อไปนี้  หาก  สตรีที่แต่งงานแล้วไปสนใจชายอีกคนหนึ่ง  หรือหากว่าผู้ชายไปสนใจหญิงที่ไม่ใช่ภรรยา  ของตน  ความสนใจเช่นนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่มีพลังมาก  ผู้ที่มีความสนใจเช่นนี้จะคิดถึงคนรักเสมอ  ภรรยาที่คิดถึงคู่รักของตน  จะคิดเสมอว่าต้องการพบเขาแม้ขณะที่เธอทำงานบ้านอยู่  อันที่จริงเธออาจปฏิบัติงานบ้านด้วยความระมัดระวังยิ่งขึ้น  เพื่อที่สามีจะได้ไม่สงสัย  ความสนใจที่เธอมีต่อชายอื่น  เช่นเดียวกัน  เราควรระลึกถึงคู่รักสูงสุดองค์ชรีคริชณะเสมอ  และในขณะเดียวกันก็ปฏิบัติหน้าที่ทางวัตถุอย่างดีเยี่ยม  ความรู้สึกในความรักที่มีพลัง  เป็นสิ่งจำเป็น  ณ  ที่นี้  หากว่าเรามีความรู้สึกในความรักที่เข้มข้นต่อองค์ภควาน  เราจะ  สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเรา  และขณะเดียวกันก็ระลึกถึงพระองค์  แต่จะต้องพัฒนา  ความรู้สึกแห่งความรักนั้น  ตัวอย่างเช่นอารจุนะทรงคิดถึงคริชณะเสมอ  อารจุนะทรง  เป็นสหายของคริชณะ  ในขณะเดียวกันอารจุนะก็เป็นนักรบ  คริชณะไม่ได้ทรงแนะนำให้  อารจุนะยกเลิกการต่อสู้และไปอยู่ในป่าบำเพ็ญฌาน  เมื่อคริชณะอธิบายระบบโยคะ  ให้อารจุนะ  อารจุนะตรัสว่าการปฏิบัติตามระบบนี้  เป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์

อารจุนะ อุวาชะ
โย ′ยัม โยกัส ทวะยา โพรคทะฮ
สามเยนะ มะดํุสูดะนะ

เอทัสยาฮัม นะ พัสยามิ
ชันชะลัทวาท สทิฺทิม สทิฺราม

“อารจุนะตรัสว่า  โอ้  มะดํุสูดะนะ  ระบบโยคะที่พระองค์ทรงสรุป  ดูเหมือนว่าข้าพเจ้าจะ  ปฏิบัติไม่ได้  และข้าก็ทนไม่ได้  เพราะจิตใจไม่สงบและไม่มั่นคง”  (ภควัต-คีตา  6.33)

แต่องค์ภควานตรัสว่า:

โยกินาม อพิ สารเวชาม
มัด-กะเทนานทะราทมะนา

ชรัดดฺาวาน บฺะจะเท โย มาม
สะ เม ยุคทะทะโม มะทะฮ

“ในบรรดาโยคีทั้งหมด  ผู้ที่มีความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ต่อข้า  ปฏิบัติตามคำสอนของข้า  เสมอ  ภายในใจระลึกถึงข้า  และรับใช้ข้าด้วยความรักทิพย์  เป็นผู้ที่อยู่ร่วมกับข้าอย่าง  ใกล้ชิดในโยคะและเป็นผู้สูงสุดกว่าใครทั้งหมด  นี่คือความคิดเห็นของข้า”  (ภควัต-คีตา  6.47)  ฉะนั้น  ผู้ที่ระลึกถึงองค์ภควานจะเป็นโยคีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  เป็น  กยานี  สูงสุด  และเป็น  สาวกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในขณะเดียวกันเสมอ  องค์ภควานตรัสแด่อาจุนะต่อไปว่า  ในฐานะที่  อารจุนะเป็นกษัตริย์จะยกเลิกการต่อสู้ไม่ได้  แต่ถ้าหากต่อสู้พร้อมทั้งระลึกถึงคริชณะไป  ด้วย  อารจุนะก็จะทรงสามารถระลึกถึงคริชณะได้ในขณะตาย  แต่เราต้องศิโรราบอย่าง  สมบูรณ์ในการรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อองค์ภควาน

เราไม่ได้ทำงานด้วยร่างกายแต่ทำด้วยจิตใจและปัญญา  หากว่าจิตใจและปัญญา  ถูกใช้ไปในการระลึกถึงองค์ภควาน  ประสาทสัมผัสก็จะถูกใช้ในการรับใช้องค์ภควานโดย  ธรรมชาติ  อย่างน้อยที่สุดกิจกรรมทางประสาทสัมผัสจะยังคงเหมือนเดิม  แต่จิตสำนึกจะ  เปลี่ยนไป  ภควัต-คีตา  สอนให้เราใช้จิตสำนึกและปัญญาให้ซึมซาบไปในการระลึกถึง  องค์ภควาน  เพราะการซึมซาบเช่นนี้สามารถพาเราไปยังอาณาจักรขององค์ภควาน  หากจิตใจถูกใช้ไปในการรับใช้องค์ชรีคริชณะ  ประสาทสัมผัสก็จะถูกใช้ไปในการรับใช้  พระองค์โดยปริยาย  นี่คือศิลปะและเป็นความลับของ  ภควัต-คีตา  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับ  การซึมซาบอย่างสมบูรณ์ในการระลึกถึงชรีคริชณะ

ในปัจจุบันมนุษย์ดิ้นรนด้วยความยากลำบากที่จะไปถึงดวงจันทร์  แต่ไม่พยายาม  นำตนเองให้เจริญขึ้นในวิถีทิพย์  หากเรามีเวลาเหลืออยู่อีกห้าสิบปีเราควรใช้เวลาอันไม่  มากนี้ปฏิบัติการพัฒนาเพื่อระลึกถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  การปฏิบัติเช่นนี้เป็น  วิธีการอุทิศตนเสียสละ

ชระวะณัม คีรทะนัม วิชโณฮ
สมะระณัม พาดะ-เสวะนัม

อารชะนัม วันดะนัม ดาสยัม
สัคฺยัม อาทมะ-นิเวดะนัม

(ชรีมัด-บฺากะวะธัม 7.5.23)

ขบวนการเก้าวิธีนี้  ชระวะณัม  หรือการสดับฟัง  ภควัต-คีตา  จากผู้รู้แจ้ง  เป็นวิธีที่ง่าย  ที่สุดซึ่งจะทำให้เราระลึกถึงองค์ภควาน  วิธีนี้จะทำให้เราระลึกถึงองค์ภควานได้ในขณะ  ที่วิญญาณออกจากร่าง  และได้รับร่างทิพย์อันเหมาะสมในการร่วมสมาคมกับองค์

ภควาน  พระองค์ตรัสต่อไปว่า:

อับฺยาสะ-โยกะ-ยุคเทนะ
เชทะสา นานยะ-กามินา

พะระมัม พุรุชัม ดิพยัม
ยาทิ พารทฺานุชินทะยัน

“ผู้ที่ทำสมาธิจดจ่ออยู่ที่ข้าว่าเป็นองค์ภควาน  จิตใจระลึกถึงข้าเสมอโดยไม่เบี่ยงเบน  จากวิถีทาง  โอ้  อารจุนะ  เขาจะต้องบรรลุถึงข้าอย่างแน่นอน”  (ภควัต-คีตา  8.8)

เช่นนี้ไม่ใช่เป็นวิธีที่ยากลำบากอันใดเลย  อย่างไรก็ดี  เราจะต้องศึกษาจากผู้ที่  มีประสบการณ์  ทัด-วิกยานารทัฺม  สะ  กุรุม  เอวาบิฺกัชเชฺท  เราต้องเข้าพบผู้ที่ปฏิบัติชอบ  แล้ว  จิตใจเราจะโผผินบินไปโน่นบินมานี่อยู่เสมอ  แต่เราต้องฝึกทำสมาธิด้วยจิตของ  เราตั้งมั่นอยู่ที่รูปลักษณ์ขององค์ภควานชรีคริชณะเสมอ  หรือทำสมาธิอยู่ที่เสียงของ  พระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์  โดยธรรมชาติจิตใจเราจะไม่สงบไปโน่นมานี่เสมอ  แต่จิตใจของเราสามารถมาพักอยู่ที่เสียงทิพย์ของคริชณะ  ฉะนั้น  เราต้องทำสมาธิที่  พะระมัม  พุรุชัม  องค์ภควานในอาณาจักรทิพย์  ในท้องฟ้าทิพย์  และบรรลุถึงวิธีและหนทาง  เพื่อความรู้แจ้งสูงสุด  ความสำเร็จสูงสุดได้กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  ประตูแห่งความรู้นี้เปิดให้  ไว้สำหรับทุก  ๆ  คน  ไม่มีผู้ใดต้องห้าม  บุคคลทุกชั้นวรรณะสามารถเข้าถึงคริชณะได้ด้วย  การระลึกถึงพระองค์  เพราะการสดับฟังและการระลึกถึงคริชณะ  ใคร  ๆ  ก็ทำได้

องค์ภควานตรัสต่อไปว่า  (ภควัต-คีตา  9.32-33):

มาม ฮิ พารทฺะ วิยะพาชริทยะ
เย ´พิ สยุฮ พาพะ-โยนะยะฮ

สทริโย ไวชยาส ทะทฺา ชูดราส
เท ´พิ ยานทิ พะราม กะทิม
คิม พุนาร บราฮมะณาฮ พุณยา
บัฺคธา ราจารชะยัส ทะทฺา

อนิทยัม อสุคัฺม โลคัม
อิมัม พราพยะ บฺะจัสวะ มาม

ดังนั้น  องค์ภควานตรัสว่า  แม้แต่พ่อค้า  สตรีที่ตกต่ำ  กรรมกร  หรือมนุษย์ที่มีชีวิตต่ำต้อย  ที่สุดก็สามารถเข้าถึงพระองค์  เราไม่จำเป็นต้องมีปัญญาสูงมาก  ที่สำคัญคือใครก็ตาม  ที่รับเอาหลักการของ  ภักดี-โยคะ  และยอมรับองค์ภควานว่าทรงเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด  แห่งชีวิตก็สามารถไปถึงพระองค์ในท้องฟ้าทิพย์ได้  หากรับเอาหลักธรรมที่ให้ไว้ใน  ภควัต-  คีตา  มาปฏิบัติ  จะสามารถทำให้ชีวิตของเราสมบูรณ์และแก้ปัญหาชีวิตทั้งหมดได้อย่าง  ถาวร  นี่คือเนื้อหาสาระสำคัญของ  ภควัต-คีตา  ทั้งเล่ม

ข้อสรุปคือ  ภควัต-คีตา  เป็นวรรณกรรมทิพย์เหนือโลก  ที่เราควรอ่านอย่าง  ละเอียดถี่ถ้วน  กีทา-ชาสทรัม  อิดัม  พุณยัม  ยะฮ  พะเทฺท  พระยะทะฮ  พุมาน  หาก  ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของ  ภควัต-คีตา  อย่างถูกต้อง  เราจะสามารถเป็นอิสระจากความ  ทุกข์และความวิตกกังวลทั้งหมดในชีวิต  บฺะยะ-โชคาดิ-วารจิทะฮ  เราจะเป็นอิสระจาก  ความหวาดกลัวทั้งหมดในชีวิตนี้  และในชีวิตหน้าเราจะมีร่างทิพย์  (กีทา-มาฮาทมยะ  1)

ยังมีประโยชน์อีกคือ

กีทาดฺยายะนะ-ชีลัสยะ
พราณายะมะ-พะรัสยะ ชะ

ไนวะ สันทิ ฮิ พาพานิ
พูรวะ-จันมะ-คริทานิ ชะ

“หากเราอ่าน  ภควัต-คีตา  ด้วยความจริงใจและจริงจัง  ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควาน  ผลกรรมที่เราทำไว้ในอดีตจะไม่ตามมา”  (กีทา-มาฮาทมยะ  2)  องค์ภควานตรัสด้วยสุรเสียงอันดังในตอนท้ายของ  ภควัต-คีตา  ว่า  (18.66):

สารวะ-ดฺารมาน พะริทยัจยะ
มาม เอคัม ชะระณัม วระจะ

อฮัม ทวาม สารวะ-พาเพบฺโย
โมคชะยิชยามิ มา ชุชะฮ

“ยกเลิกศาสนาอื่น  ๆ  ทั้งหมดและเพียงแต่ศิโรราบต่อข้า  ข้าจะพาเธอให้หลุดออกจาก  ผลแห่งบาปทั้งปวง  จงอย่ากลัว”  เช่นนี้  องค์ภควานทรงรับผิดชอบทุกอย่างสำหรับผู้ที่  ศิโรราบต่อพระองค์  และจะทรงให้อภัยต่อบาปกรรมทั้งปวงที่เราได้สั่งสมไว้

มะละ-นิรโมชะนัม พุมสาม
จะละ-สนานัม ดิเน ดิเน

สะคริด กีทามริทะ-สนานัม
สัมสาระ-มะละ-นาชะนัม

“เราอาจทำความสะอาดร่างกายด้วยการอาบน้ำทุกวัน  แต่ถ้าหากว่าเราอาบน้ำในแม่น้ำ  คงคาอันศักดิ์สิทธิ์แห่ง  ภควัต-คีตา  เพียงครั้งเดียว  ความสกปรกแห่งชีวิตวัตถุของเรา  จะถูกชะล้างจนหมดสิ้น”  (กีทา-มาฮาทมยะ  3)

กีทา สุ-กีทา คารทัพยา
คิม อันไยฮ ชาสทระ-วิสทะไรฮ

ยา สวะยัม พัดมะนาบัฺสยะ
มุคฺะ-พัดมาด วินิฮสริทา

เนื่องจาก  ภควัต-คีตา  ตรัสโดยบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เราไม่จำเป็นต้องอ่าน  วรรณกรรมพระเวทเล่มอื่น  ๆ  เราเพียงแต่สดับฟังและอ่าน  ภควัต-คีตา  ด้วยความตั้งใจ  และสม่ำเสมอเท่านั้น  ในยุคปัจจุบันผู้คนจะซึมซาบไปในกิจกรรมทางวัตถุ  จึงเป็นไปไม่  ได้  และไม่จำเป็นที่จะมาอ่านวรรณกรรมพระเวททั้งหมด  ภควัต-คีตา  เพียงเล่มเดียว  ก็เพียงพอแล้ว  เพราะว่า  ภควัต-คีตา  เป็นหัวใจสำคัญของวรรณกรรมพระเวททั้งหมด  และบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นผู้ตรัส  (กีทา-มาฮาทมยะ  4)

ได้กล่าวไว้ว่า  :

บฺาระทามริทะ-สารวัสวัม
วิชณุ-วัคทราด วินิฮสริทัม

กีทา-กังโกดะคัม พีทวา
พุนาร จันมะ นะ วิดยะเท

“ผู้ที่ดื่มน้ำจากแม่น้ำคงคงจะได้รับความหลุดพ้น  ดังนั้น  ผู้ที่ดื่มน้ำทิพย์แห่ง  ภควัต-คีตา  จะได้  รับผลสูงกว่าแค่ไหน?  ภควัต-คีตา  เป็นยอดแห่งน้ำทิพย์ของ  มหาภารตะ  ซึ่งองค์คริชณะหรือ  พระวิชณุองค์เดิมทรงเป็นผู้ตรัสเอง”  (กีทา-มาฮาทมยะ  5)  ภควัต-คีตา  ได้หลั่งออกมา  จากพระโอษฐ์ขององค์ภควาน  และแม่น้ำคงคาหลั่งมาจากพระบาทรูปดอกบัวขององค์  ภควาน  แน่นอนว่าไม่มีข้อแตกต่างระหว่างพระโอษฐ์และพระบาทขององค์ภควาน  แต่  จากการศึกษาที่ไม่มีอคติ  เราสามารถชื่นชม  ภควัต-คีตา  ว่าสำคัญกว่าแม่น้ำคงคา

สารโวพะนิชะโด กาโว
โดกดฺา โกพาละ-นันดะนะฮ

พารโทฺ วัทสะฮ สุ-ดีฺร โบฺคทา
ดุกดัฺม กีทามริทัม มะฮัท

กีโทพะนิชัด  หรือ  ภควัต-คีตา  นี้  เป็นหัวใจสำคัญของ  อุพนิชัด  ทั้งหมด  เปรียบเทียบ  เหมือนกับวัว  และองค์ชรีคริชณะ  ทรงมีชื่อเสียงในฐานะเป็นเด็กเลี้ยงวัวที่กำลังรีดนมวัว  ตัวนี้  อารจุนะทรงเหมือนกับลูกวัว  นักวิชาการผู้คงแก่เรียนและสาวกผู้บริสุทธิ์ได้ดื่ม  น้ำนมทิพย์แห่ง  ภควัต-คีตา  (กีทา-มาฮาทมยะ  6)

เอคัม ชาสทรัม เดวะคี-พุทระ-กีทัม
เอโค เดโว เดวะคี-พุทระ เอวะ

เอโค มันทรัส ทัสยะ นามานิ ยานิ
คารมาพิ เอคัม ทัสยะ เดวัสยะ เสวา

(กีทา-มาฮาทมยะ 7)

ในปัจจุบันนี้  ผู้คนมีความกระตือรือร้นที่จะมีพระคัมภีร์เล่มเดียว  มีพระผู้เป็น  เจ้าเพียงองค์เดียว  มีศาสนาเดียว  และมีอาชีพเดียว  ดังนั้น  เอคัม  ชาสทรัม  เดวะคี-  พุทระ-กีทัม  หมายความว่าให้มีพระคัมภีร์เพียงเล่มเดียวเท่านั้นสำหรับคนทั้งโลก  นั่น  คือ  ภควัต-คีตา,  เอโค  เดโว  เดวะคี-พุทระ  เอวะ  ให้มีพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว  สำหรับคนทั้งโลก  นั่นคือชรีคริชณะ  เอโค  มันทรัส  ทัสยะ  นามานิ  และมีบทมนต์สวด  ภาวนาและบทเพลงเพียงบทเดียว  คือ  บทสวดภาวนาพระนามขององค์ภควาน  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร  /  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  คารมาพิ  เอคัม  ทัสยะ  เดวัสยะ  เสวา  และมีอาชีพการงานเพียงอาชีพ  เดียวเท่านั้น  นั่นคือการรับใช้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์ภควาน

ระบบพะรัมพะรา

เอวัม  พะรัมพะรา-พราพทัม  อิมัม  ราจารชะโย  วิดุฮ  (ภควัต-คีตา  4.2)  ภควัต-คีตา  ฉบับเดิม  นี้  ได้รับการถ่ายทอดผ่านทางระบบ  พะรัมพะรา  ดังต่อไปนี้

1.  คริชณะ2.  บระฮมา  (พระพรมหม)3.  นาระดะ4.  วิยาสะ5.  มัดฺวะ6.  พัดมะนาบฺะ7.  นริฮะริ8.  มาดฺะวะ9.  อัคโชบฺยะ10.  จะยะ  ทีรทฺะ11.  กยานะสินดํุ12.  ดะยานิดิฺ13.  วิดยานิดิฺ14.  ราเจนดระ15.  จะยะดฺารมะ16.  พุรุโชททะมะ17.  บระฮมัณยะ  ทีรทฺะ18.  วิยาสะ  ทีรทฺะ19.  ลัคชมีพะทิ20.  มาดฺะเวนดระ  พุรี21.  อีชวะระ  พุรี  (นิทยานันดะ  อไดวทะ)22.  องค์เชธันญะ23.  รูพะ  (สวะรูพะ,สะนาทะนะ)24.  ระกํุนาทฺะ,  จีวะ25.  คริชณะดาสะ26.  นะโรททะมะ27.  วิชวะนาทฺะ28.  (บะละเดวะ),  จะกันนาทฺะ29.  บัฺคธิวิโนดะ30.  โกระคิโชระ31.  บัฺคธิสิดดฺานทะ  สะรัสวะที32.  เอ.ซี.  บัฺคธิเวดันธะ  สวะมิ  พระบํุพาดะ

บทที่ หนึ่ง

สำรวจกองทัพที่สมรภูมิคุรุคเชทระ

โศลก 1 (1.1)

ดฺริทะราชทระ อุวาชะ
ดฺารมะ-คเชเทร คุรุ-คเชเทร
สะมะเวทา ยุยุทสะวะฮ

มามะคาฮ พาณดะวาช ไชวะ
คิม อคุรวะทะ สันจะยะ

ดฺริทะราชทระฮ อุวาชะ  -  กษัตริย์ดฺริทะราชทระตรัส, ดฺารมะ-คเชเทร  -  ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์, คุรุ-คเชเทร  -  ชื่อคุรุคเชทระ, สะมะเวทาฮ  -  มาชุมนุมกัน, ยุยุทสะวะฮ  -  ปรารถนาจะสู้รบ, มามะคาฮ  -  ฝ่ายของข้า (เหล่าโอรส), พาณดะวาฮ  -  โอรสของพาณดุ, ชะ  -  และ, เอวะ  -  แน่นอน, คิม  -  อะไร, อคุรวะทะ  -  พวกเขาได้ทำ, สันจะยะ  -  โอ้ สันจะยะ

คำแปล

ดฺริทะรชทระตรัสว่  “โอ้  สันจะยะ  หลังจกบรรดโอรสของข้และโอรสของ  พณดุมชุมนุมกันยังสถนที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งคุรุคเชทระ  มีควมปรรถนจะสู้รบ  พวกเขทำอะไรกัน?”

คำอธิบาย

ภควัต-คีตา  ศาสตร์แห่งองค์ภควานที่สรุปใน  กีทา-มาฮาทมยะ  (คำสรรเสริญ  ภควัต-คีตา)  ที่ได้อ่านกันอย่างแพร่หลาย  กล่าวไว้ว่า  เราควรอ่าน  ภควัต-คีตา  อย่าง  ละเอียดถี่ถ้วนพร้อมกับการช่วยเหลือจากสาวกของชรีคริชณะ  และพยายามเข้าใจ  โดยปราศจากการตีความจากแรงกระตุ้นส่วนตัว  ตัวอย่างการเข้าใจอย่างชัดเจนอยู่ใน  ภควัต-คีตา  วิธีที่อารจุนะทรงเข้าใจคีตา  ซึ่งได้ยินมาจากองค์ภควานโดยตรง  หากผู้ใด  โชคดีพอที่มาเข้าใจ  ภควัต-คีตา  ตามสาย  พะรัมพะรา  โดยไม่มีแรงกระตุ้นในการตีความ  จะบรรลุถึงการศึกษาปรัชญาพระเวททั้งหมด  และพระคัมภีร์ทั้งหมดในโลก  ใน  ภควัต-  คีตา  เราจะพบทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในพระคัมภีร์เล่มอื่น  ๆ  ผู้อ่านจะพบสิ่งที่หาจากที่  อื่นไม่ได้  นี่คือมาตรฐานโดยเฉพาะของ  ภควัต-คีตา,  ภควัต-คีตา  เป็นศาสตร์แห่งองค์  ภควานที่สมบูรณ์ซึ่งบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าชรีคริชณะทรงเป็นผู้ตรัสโดยตรง

ประเด็นที่สนทนากันระหว่างดฺริทะราชทระและสันจะยะ  ดังที่อธิบายไว้ใน  มหาภารตะ  เป็นหลักพื้นฐานแห่งปรัชญาอันยิ่งใหญ่นี้  เป็นที่เข้าใจว่าปรัชญานี้เกิดขึ้นที่สมรภูมิคุรุคเชทระ  ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญ  ตั้งแต่สมัยยุคพระเวทโบราณ  องค์ภควานตรัสใน  ขณะที่เสด็จลงมาบนโลกนี้ด้วยพระองค์เองเพื่อนำทางมนุษยชาติ

คำว่า  ดฺารมะ-คเชทระ  (สถานที่สำหรับทำพิธีกรรมทางศาสนา)  มีความสำคัญเพราะ  ว่าที่สมรภูมิ  คุรุคเชทระ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงปรากฏอยู่ฝ่ายของอารจุนะ  ดฺริทะราชทระ  พระบิดาแห่งราชวงศ์คุรุทรงสงสัยเป็นอย่างยิ่งถึงชัยชนะขั้นสุดท้ายของ  โอรสของพระองค์  ด้วยความสงสัยนี้จึงตรัสถามเลขาสันจะยะว่า  “พวกเขาทำอะไร  กัน?”  พระองค์ทรงมั่นใจว่า  โอรสของพระองค์และโอรสของพระอนุชาพาณดุ  ได้  มาชุมนุมกันที่สมรภูมิคุรุคเชทระด้วยความมั่นใจในการทำศึกสงคราม  แต่คำถาม  นี้สำคัญเพราะพระองค์ทรงไม่ปรารถนาให้ญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายประนีประนอมกัน  ทรงประสงค์จะทราบชะตากรรมของเหล่าโอรสอย่างชัดเจนในสนามรบ  สงครามได้  เตรียมให้เกิดขึ้นที่สมรภูมิคุรุคเชทระ  คัมภีร์พระเวทได้กล่าวว่าเป็นสถานที่สักการะบูชา  ของเหล่าเทวดาบนสรวงสวรรค์ด้วย  ดฺริทะราชทระทรงรู้สึกกลัวมากเกี่ยวกับอิทธิพล  ของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จะส่งผลในสมรภูมิ  ทรงทราบดีว่าสิ่งนี้จะมีอิทธิพลส่งเสริมให้  อารจุนะและบรรดาบุตรของพาณดุไปในทางที่ดี  เนื่องจากทุกพระองค์ในราชวงค์พาณดุ  ทรงมีคุณธรรมโดยธรรมชาติ  สันจะยะเป็นศิษย์ของวิยาสะ  ดังนั้น  ด้วยพระเมตตาของ  วิยาสะ  สันจะยะจึงสามารถเห็นสมรภูมิคุรุคเชทระแม้ขณะอยู่ในห้องของดฺริทะราชทระ  ดังนั้น  ดฺริทะราชทระจึงทรงถามสันจะยะเกี่ยวกับสถานการณ์ที่สนามรบ

ทั้งบรรดาพาณดะวะและบรรดาโอรสของดฺริทะราชทระทรงอยู่ในราชวงศ์  เดียวกัน  แต่จิตใจของดฺริทะราชทระทรงถูกเปิดเผย  ณ  ที่นี้  ว่าทรงตั้งใจที่จะอ้างสิทธิ์เหล่า  โอรสของพระองค์ว่าเป็นคุรุเท่านั้น  และตัดพวกโอรสของพาณดุให้ออกจากกองมรดก  แห่งราชวงศ์  เช่นนี้  เราจึงเข้าใจสถานภาพอันแท้จริงของดฺริทะราชทระในความสัมพันธ์  กับโอรสของพาณดุซึ่งเป็นหลานของพระองค์  เสมือนหนึ่งในทุ่งนาที่วัชพืชต้องถูกกำจัด  ฉะนั้น  เป็นที่คาดหวังตั้งแต่ตอนเริ่มต้นแล้วว่า  ณ  ศาสนสถานแห่งคุรุคเชทระที่พระบิดา  แห่งศาสนาชรีคริชณะทรงปรากฏ  ดุรโยดฺะนะและพรรคพวกเปรียบเสมือนวัชพืชที่จะ  ต้องถูกกำจัดทั้งหมด  และผู้ทรงธรรมซึ่งนำโดย  ยุดิฺชทิฺระ  จะได้รับการสถาปนาโดยองค์  ภควาน  นี่คือ  ความสำคัญของคำว่า  ดฺารมะ-คเชเร  และ  คุรุ-เชเทร  นอกจากความ  สำคัญทางประวัติศาสตร์และทางคัมภีร์พระเวท

โศลก 2 (1.2)

สันจะยะ อุวาชะ
ดริชทวา ทุ พาณดะวานีคัม
วยูดัฺม ดุรโยดฺะนัส ทะดา

อาชารยัม อุพะสังกัมยะ
ราจา วะชะนัม อับระวีท

สันจะยะฮ-อุวาชะ  -  สันจะยะกล่าว, ดริชทวา  -  หลังจากได้เห็น, ทุ  -  แต่, พาณดะวะ- อนีคัม  -  เหล่าทหารของพาณดะวะ, วยูดัฺม  -  จัดทัพเป็นทิวแถว, ดุรโยดฺะนะฮ  -  กษัตริย์ ดุรโยดฺะนะ, ทะดา  -  ในเวลานั้น, อาชารยัม  -  พระอาจารย์, อุพะสังกัมยะ  -  เข้าพบ, ราจา  -  กษัตริย์, วะชะนัม  -  คำพูด, อับระวีท  -  พูด

คำแปล

สันจะยะกล่วว่  โอ้  กษัตริย์  หลังจกมองไปที่กรจัดทัพของเหล่โอรสของพณดุ  กษัตริย์ดุรโยดฺะนะทรงไปหพระอจรย์และตรัสดังต่อไปนี้

คำอธิบาย

ดฺริทะราชทระทรงมีพระเนตรบอดมาแต่กำเนิด  และอับโชคที่ทรงไร้จักษุทิพย์  ด้วย  พระองค์ทรงทราบดีว่าโอรสของพระองค์มีพระเนตรบอดในทางศาสนาพอ  ๆ  กัน  และแน่ใจว่าฝ่ายของพระองค์จะไม่มีวันตกลงกับพาณดะวะผู้ทรงคุณธรรมแต่กำเนิด  ได้  แต่ว่าดฺริทะราชทระทรงหวั่นใจเกี่ยวกับอิทธิพลของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  และสัน  จะยะเข้าใจแนวความคิดนี้เมื่อพระองค์ทรงตรัสถามถึงสภาวะที่สนามรบ  ดังนั้นสัน  จะยะปราถนาที่จะบำรุงขวัญกษัตริย์ที่กำลังใจเสีย  เพื่อให้ความมั่นใจว่าเหล่าโอรส  ของพระองค์จะทรงไม่ประนีประนอม  เนื่องมาจากอิทธิพลของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  สันจะ  ยะได้บอกแก่กษัตริย์ว่า  หลังจากได้เห็นกำลังทหารของพาณดะวะแล้วโอรสของ  พระองค์ดุรโยดฺะนะทรงไปพบกับขุนพลโดรณาชารยะทันที  เพื่อบอกถึงสถานการณ์  ที่แท้จริง  แม้ดุรโยดฺะนะทรงเป็นกษัตริย์แต่ยังต้องไปปรึกษาแม่ทัพเนื่องจากสถาน  การณ์อันตึงเครียด  ดังนั้น  ดุรโยดฺะนะทรงเหมาะที่เป็นนักการเมือง  แต่ลีลานักการ  เมืองของดุรโยดฺะนะไม่สามารถซ่อนเร้นความกลัวไว้ได้  หลังจากได้เห็นการจัดทัพของ  พาณดะวะ

โศลก 3 (1.3)

พัชไยทาม พาณดุ-พุทราณาม
อาชารยะ มะฮะทีม ชะมูม

วยูดฺาม ดรุพะดะ-พุเทรณะ
ทะวะ ชิชเยณะ ดีฺมะทา

พัชยะ  -  จงดู, เอทาม  -  นี้, พาณดุ-พุทราณาม  -  เหล่าโอรสของพาณดุ, อาชารยะ  -  โอ้ พระ อาจารย์, มะฮะทีม  -  ยิ่งใหญ่, ชะมูม  -  กำลังทหาร, วยูดฺาม  -  จัด, ดรุพระดะ-พุเทรณะ  -  โดยโอรสของดรุพะดะ, ทะวะ  -  ของท่าน, ชิชเยณะ  -  ศิษย์, ดีฺ-มะทา  -  ฉลาดมาก

คำแปล

โอ้พระอจรย์  โปรดดูกองทัพอันยิ่งใหญ่ของเหล่โอรสพณดุ  ที่จัดทัพด้วยควม  ชำนญโดยโอรสของดรุพะดะ  ศิษย์ผู้ชญฉลดของท่น

คำอธิบาย

ดุรโยดฺะนะ  ยอดนักการฑูตผู้ยิ่งใหญ่ทรงปรารถนาจะชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาด  ของโดรณาชารยะแม่ทัพพราหมณ์  โดรณาชารยะมีข้อวิวาททางการเมืองกับกษัตริย์  ดรุพะดะ  พระบิดาของโดรพะดีผู้เป็นภรรยาของอารจุนะ  ผลแห่งการทะเลาะวิวาทกัน  นี้ดรุพะดะได้ประกอบพิธีบูชาอันยิ่งใหญ่  และได้รับพรให้มีบุตรผู้สามารถสังหาร  โดรณาชารยะ  โดรณาชารยะทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี  ในฐานะที่เป็นพราหมณ์ผู้หลุด  พ้นแล้ว  จึงไม่หวงที่จะถ่ายทอดความลับทางวิชาทหารแด่ดฺริชทัดยุมนะโอรสของดรุพะ  ดะ  เมื่อมาเป็นศิษย์เพื่อศึกษาวิชาทหาร  มาบัดนี้  ณ  สมรภูมิคุรุคเชทระ  ดฺริชทัดยุมนะมา  อยู่ฝ่ายของพาณดะวะและเป็นผู้จัดทัพ  หลังจากที่ได้ศึกษาศิลปะจากโดรณาชารยะ  ดุร  โยดฺะนะทรงชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดของโดรณาชารยะนี้  เพื่อให้ท่านระมัดระวังและไม่  ประนีประนอมในการต่อสู้  การกระทำเช่นนี้ต้องการแสดงให้เห็นด้วยว่าท่านไม่ควรอ่อน  ข้อให้ในการสู้รบที่สมรภูมิกับพาณดะวะผู้เป็นศิษย์รัก  โดยเฉพาะอารจุนะศิษย์คนโปรด  และฉลาดที่สุด  ดุรโยดฺะนะทรงต้องการเตือนว่าการอ่อนข้อในการสู้รบครั้งนี้จะนำมาซึ่ง  ความพ่ายแพ้

โศลก 4 (1.4)

อทระ ชูรา มะเฮชว-อาสา
บีฺมารจุนะ-สะมา ยุดิฺ

ยุยุดฺาโน วิราทัช ชะ
ดรุพะดัช ชะ มาฮา-ระทฺะฮ

อัทระ  -  ที่นี่, ชูราฮ  -  วีรบุรุษ, มาฮา-อิชุ-อาสาฮ  -  นักยิงธนูผู้ยอดเยี่ยม, บีฺมะ-อารจุนะ  -  ให้ บีฺมะและอารจุนะ, สะมาฮ  -  เท่ากัน, ยุดิฺ  -  ในการรบ, ยุยุดฺานะฮ  -  ยุยุดฺานะ, วิราทะฮ  -  วิราทะ, ชะ  -  เช่นกัน, ดรุพะดะฮ  -  ดรุพะดะ, ชะ  -  เช่นกัน, มะฮา-ระทฺะฮ  -  ยอดนักรบ

คำแปล

ในกองทัพนี้มีวีรีบุรุษนักแม่นธนูมกมยที่ฝีมือพอ  ๆ  กับบีฺมะและอรจุนะ  นักรบ  ผู้กล้หญเหล่นี้  เช่น  ยุยุดฺนะ  วิรทะ  และดรุพะดะ

คำอธิบาย

ถึงแม้ว่าดฺริชทัดยุมนะทรงไม่เป็นปัญหาที่สำคัญเมื่อเผชิญหน้ากับโดรณาชารยะผู้  มีพลังมหาศาลในศิลปะการทหาร  แต่ยังมีผู้อื่นอีกที่น่ากลัว  ดุรโยดฺะนะทรงกล่าวว่าเป็น  อุปสรรคอันยิ่งใหญ่บนหนทางแห่งชัยชนะ  เพราะว่าทุกคนที่กล่าวมาไม่เคยแพ้  เช่นเดียว  กับบีฺมะและอารจุนะ  ดุรโยดฺะนะทรงรู้ถึงพลังของบีฺมะและอารจุนะ  ดังนั้น  จึงทรง  เปรียบเทียบผู้อื่นกับบีฺมะและอารจุนะ

โศลก 5 (1.5)

ดฺริชทะเคทุช เชคิทานะฮ
คาชิราจัช ชะ วีรยะวาน

พุรุจิท คุนทิโบฺจัช ชะ
ไชบยัช ชะ นะระ-พุงกะวะฮ

ดฺริชทะเคทุฮ  -  ดฺริชทะเคทุ, เชคิทานะฮ  -  เชคิทานะ, คาชิราจะฮ  -  คาชิราจะ, ชะ  -  เช่นกัน, วีรยะ-วาน  -  มีพลังมาก, พุรุจิท  -  พุรุจิท, คุนทิโบฺจะฮ  -  คุนทิโบฺจะ, ชะ  -  และ, ไชบยะฮ  -  ไชบยะ, ชะ  -  และ, นะระ-พุงกะวะฮ  -  วีรบุรุษในสังคมมนุษย์

คำแปล

ยังมีวีรบุรุษยอดนักรบผู้ทรงพลังอีก  เช่น  ดฺริชทะเคทุ  เชคิทนะ  คชิรจะ  พุรุจิท  คุนทิโบฺจะ  และไชบยะ

โศลก 6 (1.6)

ยุดฺามันยุช ชะ วิครานทะ
อุททะโมจาช ชะ วีรยะวาน

โสบฺะโดร โดรพะเดยาช ชะ
สารวะ เอวะ มะฮา-ระทฺาฮ

ยุดฺามันยุฮ  -  ยุดฺามันยุ, ชะ  -  และ, วิครานทะฮ  -  ยอดเยี่ยม, อุททะโมจาฮ  -  อุททะโมจา, ชะ  -  และ, วีรยะ-วาน  -  มีพลังมาก, โสบฺะดระฮ  -  บุตรของสุบฺะดรา, โดรพะเดยาฮ  -  บุตรของ โดรพะดี, ชะ  -  และ, สารเว  -  ทั้งหมด, เอวะ  -  แน่นอน, มะฮา-ระทฺาฮ  -  ยอดนักรบบนราชรถ

คำแปล

มี  ยุดฺมันยุผู้ยอดเยี่ยม  อุททะโมจผู้ทรงพลังมก  โอรสของสุบฺะดร  และเหล่  โอรสของโดรพะดี  ขุนศึกเหล่นี้เป็นยอดนักรบบนรชรถ

โศลก 7 (1.7)

อัสมาคัม ทุ วิชิชทา เย
ทาน นิโบดฺะ ดวิโจททะมะ

นายะคา มะมะ ไสนยัสยะ
สัมกยารทัฺม ทาน บระวีมิ เท

อัสมาคัม  -  ของเรา, ทุ  -  แต่, วิชิชทาฮ  -  พลังมากเป็นพิเศษ, เย  -  ใคร, ทาน  -  เขาเหล่านั้น, นิโบดฺะ  -  ได้โปรดทราบ, ดวิจะ-อุททะมะ  -  โอ้พราหมณ์ผู้ดีเลิศ, นายะคาฮ  -  ผู้นำทัพ, มะมะ  -  ของข้า, ไสนยัสยะ  -  ของเหล่าทหาร, สัมกยา-อารทัฺม  -  เพื่อข้อมูล, ทาน  -  เขาเหล่า นั้น, บระวีมิ  -  ข้ากำลังพูด, เท  -  แด่ท่าน

คำแปล

แต่เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับท่น  โอ้  ผู้ดีเลิศในหมู่พรหมณ์  ให้ข้ได้บอกแด่ท่น  เกี่ยวกับพวกผู้นำทัพของข้ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในกรนำกองทัพ

โศลก 8 (1.8)

บฺะวาน บีฺชมัช ชะ คารณัช ชะ
คริพัช ชะ สะมิทิม-จะยะฮ

อัชวัททฺามา วิคารณัช ชะ
โสมะดัททิส ทะไทฺวะ ชะ

บฺะวาน  -  ตัวท่านผู้เป็นคนดี, บีฺชมะฮ  -  พระอัยกาบีฺชมะ, ชะ  -  เช่นเดียวกัน, คารณะฮ  -  คารณะ, ชะ  -  และ, คริพะฮ  -  คริพะ, ชะ  -  และ, สะมิทิม-จะยะฮ  -  มีชัยชนะในสนามรบ เสมอ, อัชวัททฺามา  -  อัชวัททฺามา, วิคารณะฮ  -  วิคารณะ, ชะ  -  พร้อมทั้ง, โสมะดัททิฮ  -  บุตรของโสมะดัททะ, ทะทฺา  -  พร้อมทั้ง, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  เช่นกัน

คำแปล

มีบุคลิกภพเช่น  บีฺชมะ  ครณะ  คริพะ  อัชวัททฺม  วิครณะ  และโอรสของ  โสมะดัททะชื่อ  บํูริชระว  ผู้ซึ่งมีชัยชนะในสนมรบเสมอ

คำอธิบาย

ดุรโยดฺะนะทรงกล่าวถึงวีรบุรุษพิเศษในสนามรบ  ทั้งหมดเป็นผู้มีชัยชนะเสมอ  วิคารณะทรงเป็นพระอนุชาของดุรโยดฺะนะ  อัชวัททฺามาเป็นบุตรของโดรณาชารยะ  โสมะดัททิหรือบํูริชระวาทรงเป็นโอรสของกษัตริย์แห่งบาฮลีคัส  คารณะทรงเป็นพระ  เชษฐาของอารจุนะ  เพราะคารณะเป็นโอรสของคุนทีก่อนที่นางจะมาสมรสกับกษัตริย์  พาณดุ  น้องสาวคู่แฝดของคริพาชารยะแต่งงานกับโดรณาชารยะ

โศลก 9 (1.9)

อันเย ชะ บะฮะวะฮ ชูรา
มัด-อารเทฺ ทยัคทะ-จีวิทาฮ

นานา-ชัสทระ-พระฮะระณาฮ
สารเว ยุดดฺะ-วิชาระดาฮ

อันเย  -  คนอื่น, ชะ  -  ด้วยเหมือนกัน, บะฮะวะฮ  -  ในจำนวนมาก, ชูราฮ  -  วีรบุรุษ, มัท-อารเทฺ  -  เพื่อตัวข้า, ทยัคทะ-จีวิทาฮ  -  พร้อมที่จะเสี่ยงชีวิต, นานา  -  มากมาย, ชัสทระ  -  อาวุธ, พระฮะระณาฮ  -  พร้อมด้วย, สารเว  -  ทั้งหมด, ยุดดฺะ-วิชาระดาฮ  -  มีประสบการณ์ในศาสตร์ ทางทหาร

คำแปล

มีวีรบุรุษอื่น  ๆ  อีกมกมยพร้อมที่จะถวยชีวิตเพื่อข้  ทุกคนเพียบพร้อมไปด้วย  อวุธนนชนิด  และทั้งหมดเป็นผู้มีประสบกรณ์ในยุทธศสตร์

คำอธิบาย

สำหรับผู้อื่นเช่น  จะยะดระทฺะ  คริทะวารมา  และชัลยะ  ทั้งหมดมีความมั่นใจที่จะ  ถวายชีวิตเพื่อดุรโยดฺะนะ  จึงสรุปเรียบร้อยแล้วว่าทั้งหมดจะเสียชีวิตในสมรภูมิคุรุคเชทระเพราะ  ไปร่วมมือกับฝ่ายอธรรมดุรโยดฺะนะ  แน่นอนว่าดุรโยดฺะนะทรงมีความมั่นใจในชัยชนะ  ของตน  เพราะสามารถรวบรวมกำลังของพันธมิตรดังที่กล่าวมาแล้ว

โศลก 10 (1.10)

อะพารยาพทัม ทัด อัสมาคัม
บะลัม บีฺชมาบิฺรัคชิทัม

พารยาพทัม ทว อิดัม เอเทชาม
บะลัม บีฺมาบิฺรัคชิทัม

อพารยาพทัม  -  วัดไม่ได้, ทัท  -  นั้น, อัสมาคัม  -  ของพวกเรา, บะลัม  -  กำลัง, บีฺชมะ  -  โดย พระอัยกาบีฺชมะ, อบิฺรัคชิทัม  -  ป้องกันอย่างดี, พารยาพทัม  -  จำกัด, ทุ  -  แต่, อิดัม  -  ทั้งหมด นี้, เอเทชาม  -  ของพาณดะวะ, บะลัม  -  กำลัง, บีฺมะ  -  โดยบีฺมะ, อบิฺรัคชิทัม  -  ปกป้องอย่าง ระมัดระวัง

คำแปล

กำลังของพวกเรนั้นมหศลเกินกว่จะวัดได้  และพระอัยกบีฺชมะทรงปกป้องเร  อย่งดี  แต่กำลังของพณดะวะที่มีบีฺมะปกป้องด้วยควมระมัดระวังนั้นมีจำกัด

คำอธิบาย

ณ  ที่นี้ดุรโยดฺะนะทรงประเมินเปรียบเทียบกำลัง  คิดว่ากำลังกองทัพของตนนั้น  ยิ่งใหญ่มหาศาลเกินกว่าจะวัดได้  โดยเฉพาะที่ได้รับการปกป้องเป็นพิเศษจากขุนพลผู้มี  ประสบการณ์สูงคือพระอัยกาบีฺชมะ  ส่วนฝ่ายตรงข้ามกำลังของพาณดะวะนั้นมีจำกัด  ปกป้องโดยขุนพลผู้ด้อยประสบการณ์คือบีฺมะ  บฺีมะทรงเหมือนกับผลไม้นิ่มเมื่ออยู่ต่อ  หน้าบีฺชมะ  ดุรโยดฺะนะทรงมีความอิจฉาบีฺมะตลอดเวลาเพราะรู้ดีว่าหากตัวเองจะตาย  ก็ด้วยฝีมือของบีฺมะ  แต่ในขณะเดียวกันก็มีความมั่นใจในชัยชนะเพราะมีบีฺชมะขุนพลที่  เหนือกว่าอยู่ฝ่ายตน  ดุรโยดฺะนะทรงสรุปว่าในที่สุดตนเองจะชนะอย่างแน่นอน

โศลก 11 (1.11)

อยะเนชุ ชะ สารเวชุ
ยะทฺา-บฺากัม อวัสทิฺทาฮ

บีฺชมัม เอวาบิฺรัคชันทุ
บฺะวันทะฮ สารวะ เอวะ ฮิ

อยะเนชุ  -  ในจุดยุทธศาสตร์, ชะ  -  เช่นกัน, สารเวชุ  -  ทุกหนทุกแห่ง, ยะทฺา-บฺากัม  -  จัดทัพ แตกต่างกัน, อวัสทิฺทาฮ  -  สถิต, บีฺชมัม  -  แด่พระอัยกาบีฺชมะ, เอวะ  -  แน่นอน, อบิฺรัคชันทุ  -  ควรให้การสนับสนุน, บฺะวันทะฮ  -  ท่าน, สารเว  -  ตามลำดับทั้งหมด, เอวะ ฮิ  -  แน่นอน

คำแปล

บัดนี้  พวกท่นทั้งหลยต้องช่วยให้กรสนับสนุนพระอัยกบีฺชมะอย่งเต็มที่  โดย  อยู่ในตำแหน่งจุดยุทธศสตร์ทงเข้ไปสู่กองทัพ

คำอธิบาย

หลังจากสรรเสริญพลังอำนาจของบฺีชมะแล้ว  ดุรโยดฺะนะทรงพิจารณาว่า  นักรบคนอื่น  ๆ  อาจคิดว่าตนเองมีความสำคัญน้อย  จึงตรัสแบบนักการทูตเพื่อปรับ  สถานการณ์ด้วยคำพูดที่กล่าวมาแล้ว  โดยเน้นว่าบีฺชมะเดวะทรงเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่  ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยแต่ว่าทรงมีอายุมากแล้ว  ฉะนั้น  ทุกคนต้องตระหนักเป็นพิเศษที่  จะปกป้องท่านจากรอบด้าน  ขณะที่สู้รบกันอย่างเต็มที่อยู่ด้านหนึ่งศัตรูอาจจะฉวยโอกาส  จากด้านอื่น  ฉะนั้น  ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ  คือวีรบุรุษท่านอื่น  ๆ  ไม่ควรออกห่างจาก  ตำแหน่งยุทธศาสตร์จนให้ศัตรูทะลวงเข้ามาในกองทัพได้  ดุรโยดฺะนะทรงมีความรู้สึก  อย่างชัดเจนว่าชัยชนะของคุรุขึ้นอยู่กับการปรากฏกายของบีฺชมะเดวะ  และมั่นใจในการ  สนับสนุนอย่างเต็มที่ของบีฺชมะเดวะและโดรณาชารยะในสนามรบ  เพราะเห็นแล้วว่าทั้ง  สองท่านมิได้เอ่ยปากแม้แต่คำเดียวขณะที่โดรพะดีภรรยาของอารจุนะขอร้องในสภาวะ  ที่ต้องการความช่วยเหลือ  นางได้ขอความเป็นธรรมขณะถูกเปลื้องผ้าออกต่อหน้าที่  ชุมนุมของยอดขุนพลทั้งหลาย  แม้ทราบว่ายอดขุนพลทั้งสองท่านมีใจรักพาณดะวะ  แต่ดุรโยดฺะนะทรงยังหวังว่าทั้งสองท่านจะสลัดความรักออกไปทั้งหมดเหมือนกับที่ท่าน  ทั้งสองได้ทำตอนที่เล่นเกมการพนันกัน

โศลก 12 (1.12)

ทัสยะ สันจะนะยัน ฮารชัม
คุรุ-วริดดฺะฮ พิทามะฮะฮ

สิมฮะ-นาดัม วินัดโยชไชฮ
ชังคัฺม ดัดฺโม พระทาพะวาน

ทัสยะ  -  ของเขา, สันจะนะยัน  -  เพิ่มพูนขึ้น, ฮารชัม  -  ความสุข, คุรุ-วริดดฺะฮ  -  บรรพบุรุษ ของราชวงศ์คุรุ (บีฺชมะ), พิทามะฮะฮ  -  พระอัยกา, สิมฮะ-นาดัม  -  เสียงคำรามคล้าย เสียงสิงโต, วินัดยะ  -  เสียงก้องกังวาน, อุชไชฮ  -  ดังมาก, ชังคฺัม  -  หอยสังข์, ดัดฺโม  -  เป่า, พระทาพะ-วาน  -  ความกล้าหาญ

คำแปล

จกนั้นบีฺชมะ  บรรพบุรุษผู้กล้หญยิ่งใหญ่แห่งรชวงศ์คุรุ  พระอัยกของเหล่  นักรบทรงเป่สังข์ด้วยสุรเสียงอันดังดุจเสียงสิงโตคำรมทำให้ดุรโยดฺะนะดีใจ

คำอธิบาย

บรรพบุรุษแห่งราชวงศ์คุรุทรงเข้าใจความรู้สึกภายในหัวใจของหลานชาย  ดุรโยดฺะนะ  ด้วยความเมตตาโดยธรรมชาติบฺีชมะทรงพยายามให้กำลังใจหลานชาย  ด้วยการเป่าสังข์ด้วยสุรเสียงอันดังประหนึ่งเสียงคำรามของสิงโต  ลักษณะการเป่าสังข์  เหมือนจะบอกแก่หลานชายดุรโยดฺะนะผู้มีความกลุ้มใจว่า  ตัวท่านเองนั้นไม่มีโอกาสชนะ  ในการทำศึกสงครามครั้งนี้  เพราะองค์ชรีคริชณะทรงอยู่ฝ่ายตรงข้าม  แต่ถึงกระนั้นมัน  เป็นหน้าที่ที่จะต้องรบ  จากการกระทำเช่นนี้ท่านจะไม่ได้รับความเจ็บปวดอันใดเลย

โศลก 13 (1.13)

ทะทะฮ ชังคฺาช ชะ เบฺรยัช ชะ
พะณะวานะคะ-โกมุคฺาฮ

สะฮะไสวาบฺยะฮันยันทะ
สะ ชับดัส ทุมุโล ′บฺะวัท

ทะทะฮ  -  หลังจากนั้น, ชังคฺาฮ  -  หอยสังข์, ชะ  -  เหมือนกัน, เบฺรยะฮ  -  กลองใหญ่, ชะ  -  และ, พะณะวะ-อานะคะ  -  กลองเล็กและกลองใหญ่, โก-มุคฺาฮ  -  เขาสัตว์, สะฮะสา  -  ทันทีทันใด, เอวะ  -  แน่นอน, อับฺยะฮันยันทะ  -  ส่งเสียงพร้อมกัน, สะฮ  -  นั้น, ชับดะฮ  -  เสียงรวมกัน, ทุมุละฮ  -  เสียงกึกก้อง, อบฺะวัท  -  กลายเป็น

คำแปล

หลังจกนั้น  เสียงสังข์  กลอง  แตรเดี่ยว  แตร  และเขสัตว์ทั้งหมดได้เริ่มส่งเสียง  ประสน  ทำให้กึกก้องไปทั่ว

โศลก 14 (1.14)

ทะทะฮ ชเวไทร ฮะไยร ยุคเท
มะฮะทิ สยันดะเน สทิฺโท

มาดฺะวะฮ พาณดะวัช ไชวะ
ดิพโย ชังโคฺ พระดัดฺฮมะทุฮ

ทะทะฮ  -  หลังจากนั้น, ชเวไทฮ  -  สีขาว, ฮะไยฮ  -  ม้า, ยุคเท  -  เข้าคู่กัน, มะฮะทิ  -  ในความยิ่ง ใหญ่, สยันดะเน  -  ราชรถ, สทิฺโท  -  สถิต, มาดฺะวะฮ  -  คริชณะ (สวามีของเทพธิดาแห่งโชค ลาภ), พาณดะวะฮ  -  อารจุนะ (โอรสของพาณดุ), ชะ  -  ด้วยเหมือนกัน, เอวะ  -  แน่นอน, ดิพโย- ทิพย์, ชังโคฺ  -  หอยสังข์, พระดัดฺมะทุฮ  -  ส่งเสียง

คำแปล

อีกฝ่ยหนึ่ง  ทั้งองค์ชรีคริชณะและอรจุนะทรงประทับอยู่บนรชรถอันยิ่งใหญ่  ที่ลกด้วยม้ขว  ทั้งคู่ทรงเริ่มเป่สังข์ทิพย์

คำอธิบาย

แตกต่างไปจากสังข์ที่เป่าโดยบีฺชมะเดวะ  หอยสังข์ในพระหัตถ์ของชรี  คริชณะและอารจุนะเป็นทิพย์  เสียงของสังข์ทิพย์แสดงให้เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีหวังที่  จะได้รับชัยชนะ  เพราะคริชณะทรงอยู่ฝ่ายของพาณดะวะ  จะยัสทุ  พาณดุ-พุทราณาม  เยชาม  พัคเช  จะนารดะนะฮ  ชัยชนะจะเป็นของผู้ที่เหมือนโอรสของพาณดุเสมอ  เพราะชรีคริชณะทรงอยู่ด้วยกันกับพวกเขา  เมื่อใดและสถานที่ใดที่องค์ภควานทรงปรากฏ  เทพธิดาแห่งโชคลาภทรงประทับอยู่  ณ  ที่นั้นด้วยเช่นกัน  เพราะว่าเทพธิดาแห่งโชคลาภ  ทรงไม่ประทับอยู่องค์เดียวโดยปราศจากพระสวามี  ฉะนั้น  ชัยชนะและโชคลาภกำลังรอ  อารจุนะอยู่  ดังที่ได้แสดงออกมาในเสียงทิพย์จากหอยสังข์ของพระวิชณุหรือชรีคริชณะ  นอกจากนั้นราชรถที่สหายทั้งสองทรงประทับอยู่  อัคนีเทพ  (เจ้าแห่งไฟ)  ทรงเป็นผู้ถวาย  ให้อารจุนะ  แสดงให้เห็นว่าราชรถนี้สามารถนำชัยชนะมาให้ได้จากทั่วทุกสารทิศไม่ว่าจะ  ถูกขับไป  ณ  ที่แห่งใดภายในสามโลก

โศลก 15 (1.15)

พานชะจันยัม ฮริชีเคโช
เดวะดัททัม ดฺะนันจะยะฮ

พะอุณดรัม ดัดฺโม มะฮา-ชังคัฺม
บีฺมะ-คารมา วริโคดะระฮ

พานชะจันยัม  -  หอยสังข์ชื่อพานชะจันยะ, ฮริชีคะ-อีชะฮ  -  ฮริชีเคชะ(คริชณะองค์ภควานผู้ กำกับประสาทสัมผัสของสาวก), เดวะดัททัม  -  หอยสังข์ชื่อเดวะดัททะ, ดฺะนัม-จะยะฮ  -  ดฺะนันจะยะ (อารจุนะผู้ชนะความรวย), พะอุณดรัม  -  หอยสังข์ชื่อพะอุณดระ, ดัดฮโม  -  เป่า, มะฮา-ชังคัฺม  -  หอยสังข์ยอดเยี่ยม, บีฺมะ-คารมา  -  ผู้ปฏิบัติงานที่ใช้พลังมหาศาล, วริคะ-อุดะระฮ  -  ผู้ที่รับประทานอาหารจุ (บีฺมะ)

คำแปล

องค์ชรีคริชณะทรงเป่หอยสังข์ของพระองค์ชื่อ  พนชะจันยะ  อรจุนะทรง  เป่หอยสังข์ชื่อ  เดวะดัททะ  และบีฺมะผู้รับประทนอหรมกและปฏิบัติงนที่ใช้  พลังงนมหศลได้ทรงเป่หอยสังข์อันยอดเยี่ยมชื่อ  พะอุณดระ

คำอธิบาย

โศลกนี้  องค์ชรีคริชณะทรงมีอีกพระนามหนึ่งว่า  ฮริชีเคชะ  เนื่องจากทรงเป็น  เจ้าของประสาทสัมผัสทั้งหมด  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูของพระองค์  ฉะนั้น  ประสาท  สัมผัสของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็เป็นละอองอณูของประสาทสัมผัสของพระองค์เช่นกัน  ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์  ไม่สามารถยอมรับประสาทสัมผัสของสิ่งมีชีวิต  ดังนั้น  พวกเขา  กระตือรือร้นที่จะอธิบายว่า  สิ่งมีชีวิตทั้งหมดไม่มีประสาทสัมผัส  หรือไม่มีรูปลักษณ์  องค์ภควานทรงสถิตอยู่ในหัวใจของมวลชีวิต  และกำกับประสาทสัมผัสของพวกเขา  แต่การกำกับของพระองค์ขึ้นอยู่กับการศิโรราบของสิ่งมีชีวิต  ในกรณีของสาวกผู้บริสุทธิ์  พระองค์ทรงควบคุมประสาทสัมผัสโดยตรง  ณ  สมรภูมิคุรุคเชทระ  องค์ภควานทรง  ควบคุมประสาทสัมผัสทิพย์ของอารจุนะโดยตรง  ดังนั้น  ฮริชีเคชะทรงเป็นพระนามของ  พระองค์โดยเฉพาะ  องค์ภควานทรงมีพระนามแตกต่างกันตามกิจกรรมอันหลากหลาย  ของพระองค์  ตัวอย่างเช่น  ทรงพระนามว่า  มะดํุสูดะนะ  เนื่องจากทรงสังหารมารชื่อ  มะดํุ  ทรงพระนามว่าโกวินดะ  เนื่องจากทรงให้ความสุขแก่ฝูงวัวและประสาทสัมผัส  ทรงพระนามว่า  วาสุเดวะ  เนื่องจากทรงเป็นบุตรของวะสุเดวะ  ทรงพระนามว่า  เดวะคี-  นันดะนะ  เนื่องจากทรงยอมรับให้พระนางเดวะคีเป็นพระมารดา  ทรงพระนามว่า  ยะโชดา-นันดะนะ  เนื่องจากทรงให้รางวัลลีลาวัยเด็กของพระองค์แด่พระนางยะโชดา  ที่วรินดาวะนะ  ทรงพระนามว่า  พารทฺะ-สาระทิฺ  เนื่องจากพระองค์ทรงปฏิบัติงานเป็น  สารถีของพระสหายอารจุนะ  ในทำนองเดียวกัน  ทรงพระนามว่า  ฮริชีเคชะ  เนื่องจากทรง  ให้คำชี้แนะแก่อารจุนะที่สนามรบคุรุคเชทระ

อารจุนะทรงได้ชื่อว่าดฺะนันจะยะในโศลกนี้  เนื่องจากทรงช่วยพระเชษฐาไปนำเอา  ทรัพย์สมบัติมาเมื่อมีความจำเป็นสำหรับกษัตริย์  เพื่อนำมาใช้จ่ายในพิธีบูชาต่าง  ๆ  ทำนอง  เดียวกันบีฺมะได้ชื่อว่าวริโคดะระ  เนื่องจากทรงสามารถรับประทานอาหารได้อย่าง  มากมายและสามารถปฏิบัติงานที่ใช้พลังมหาศาล  เช่น  การสังหารมารชื่อฮิดิมบะ  ฉะนั้น  หอยสังข์ที่ฝ่ายพาณดะวะแต่ละท่านเป่า  เริ่มจากชรีคริชณะ  เป็นการให้ขวัญกำลังใจมาก  แก่ทหารในการรบ  ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้รับความเชื่อมั่นเช่นนี้เพราะผู้กำกับสูงสุดคริชณะ  หรือเทพธิดาแห่งโชคลาภทรงมิได้อยู่ฝ่ายนี้  ดังนั้น  ชะตากรรมได้กำหนดไว้แล้วว่า  พวก  ดุระโยดฺะนะจะต้องพ่ายแพ้ในสมรภูมินี้  และนี่คือสาส์นที่ประกาศจากเสียงของสังข์

โศลก 16-18 (1.16-18)

อนันทะวิจะยัม ราจา
คุนที-พุโทร ยุดิฺชทิฺระฮ

นะคุละฮ สะฮะเดวัช ชะ
สุโกฺชะ-มะณิพุชพะโค
คาชยัช ชะ พะระเมชว-อาสะฮ
ชิคัฺณดี ชะ มะฮา-ระทฺะฮ

ดฺริชทัดยุมโน วิราทัช ชะ
สาทยะคิช ชาพะราจิทะฮ
ดรุพะโด โดรพะเดยาช ชะ
สารวะชะฮ พริทิฺวี-พะเท

โสบฺะดรัช ชะ มะฮา-บาฮุฮ
ชังคฺาน ดัดฮมุฮ พริทัฺค พริทัฺค

อนันทะ-วิจะยัม  -  หอยสังข์ชื่ออนันทะวิจะยะ, ราจา  -  กษัตริย์, คุนที-พุทระฮ  -  บุตรของ พระนางคุนที, ยุดิฺชทิฺระฮ  -  ยุดิฺชทิฺระ, นะคุละฮ  -  นะคุละ, สะฮะเดวะฮ  -  สะฮะเดวะ, ชะ  -  และ, สุโกฺชะ-มะณิพุชพะโค  -  หอยสังข์ชื่อสุโกฺชะและมะณิพุชพะคะ, คาชยะฮ  -  กษัตริย์ แห่งคาชี (วาราณะสี), ชะ  -  และ, พะระมะ-อิชุ-อาสะฮ  -  ยอดนักยิงธนู, ชิคัฺณดี  -  ชิคัฺณดี, ชะ  -  ด้วยเหมือนกัน, มะฮา-ระทฺะฮ  -  ผู้ซึ่งสามารถต่อสู้กับคนเป็นพัน ๆ โดยลำพัง, ดฺริชทัดยุมนะฮ  -  ดฺริชทัดยุมนะ (โอรสของกษัตริย์ดรุพะดะ), วิราทะฮ  -  วิราทะ (เจ้าชายผู้ทรงให้ที่พักพิงแด่พาณดะวะขณะที่แปลงตัวหลบซ่อน), ชะ  -  ด้วยเหมือนกัน, สาทยะคิฮ  -  สาทยะคิ (เหมือนกับยุยุดฺานะ สารถีของชรีคริชณะ), ชะ  -  และ, อพะราจิ ทะฮ  -  ผู้ไม่เคยถูกทำลาย, ดรุพะดะฮ  -  ดรุพะดะกษัตริย์แห่งพานชาละ, โดรพะเดยาฮ  -  บุตรของโดรพะดี, ชะ  -  ด้วยเหมือนกัน, สารวะชะฮ  -  ทั้งหมด, พริทิฺวี-พะเท  -  โอ้กษัตริย์, โสบฺะดระฮ  -  อบิฺมันยุบุตรของสุบฺะดรา, ชะ  -  เช่นกัน, มะฮา-บาฮุฮ  -  ยอดนักรบ, ชังคฺาน  -  หอยสังข์, ดัดฺมุฮ  -  เป่า, พริทัฺค พริทัฺค  -  ต่างคนต่างเป่า

คำแปล

กษัตริย์ยุดิฺชทิฺระโอรสของพระนงคุนทีทรงเป่หอยสังข์ชื่อ  อนันทะวิจะยะ  นะคุละ  และสะฮะเดวะทรงเป่หอยสังข์  สุโกฺชะ  และ  มะณิ-พุชพะคะ  กษัตริย์แห่งคชี  ยอดนักยิงธนู  ยอดนักรบชิคัฺนดี  ดฺริชทัดยุมนะ  วิรทะ  สรทยะคิ  ผู้ไม่เคยแพ้  ดรุพะดะเหล่โอรสของโดรพะดีและองค์อื่น  ๆ  โอ้พระรช  เช่นนักรบผู้เก่งกล้  โอรสของสุบฺะดร  ทั้งหมดได้เป่หอยสังข์กันตมลำดับ

คำอธิบาย

สันจะยะบอกแก่กษัตริย์ดฺริทะราชทระอย่างมีไหวพริบถึงนโยบายอันไม่ฉลาดที่  ไปโกงพวกโอรสพาณดุ  และพยายามสถาปนาโอรสของตนขึ้นครองราชสมบัติ  เป็นสิ่งที่  ไม่น่าสรรเสริญ  ลางต่าง  ๆ  ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  ราชวงค์คุรุทั้งหมดจะถูกสังหารใน  สมรภูมิอันยิ่งใหญ่นี้  เริ่มต้นด้วยพระอัยกาบีฺชมะลงมาถึงพระราชนัดดา  เช่น  อบิฺมันยุ  และ  องค์อื่น  ๆ  รวมทั้งกษัตริย์จากรัฐต่าง  ๆ  ทั่วโลกที่มาชุมนุมกัน  ณ  ที่นี้  ทั้งหมดจะถูกลงโทษ  ความหายนะทั้งปวงนี้เนื่องมาจากกษัตริย์ดฺริทะราชทระ  เพราะทรงสนับสนุนนโยบายที่  ฉ้อโกงทำให้เหล่าโอรสของพระองค์ปฏิบัติตาม

โศลก 19 (1.19)

สะ โกฺโช ดฺารทะราชทราณาม
ฮริดะยานิ วยะดาระยัท

นะบัฺช ชะ พริทิฺวีม ไชวะ
ทุมุโล ′บฺยะนุนาดะยัน

สะฮ  -  นั้น, โกฺชะฮ  -  เสียงสั่นสะเทือน, ดฺารทะราชทราณาม  -  พระโอรสของดฺริทะราชทระ, ฮริดะยานิ  -  หัวใจ, วยะดาระยัท  -  สลาย, นะบฺะฮ  -  ท้องฟ้า, ชะ  -  ด้วยเหมือนกัน, พริทิฺวีม  -  ผิวของโลก, ชะ  -  ด้วยเหมือนกัน, เอวะ  -  แน่นอน, ทุมุละฮ  -  เสียงอึกทึกอื้ออึง, อับฮยะนุ นาดะยัน  -  ส่งเสียงกึกก้อง

คำแปล

กรเป่หอยสังข์เหล่นี้ส่งเสียงกึกก้องกัมปนท  สะเทือนไปทั่วท้องฟ้และทั่ว  พื้นดิน  ทำให้หัวใจเหล่โอรสของดฺริทะรชทระสลย

คำอธิบาย

เมื่อบีฺชมะและบุคคลอื่น  ๆ  ทางฝ่ายของดุรโยดฺะนะเป่าหอยสังข์ตามลำดับ  ทาง  ฝ่ายพาณดะวะหัวใจไม่สะทกสะท้าน  เพราะไม่ได้กล่าวถึง  แต่ว่าโศลกนี้ได้กล่าวถึงหัวใจ  ของเหล่าโอรสดฺริทะราชทระว่าสลายจากเสียงสนั่นหวั่นไหวของฝ่ายพาณดะวะ  ที่เป็น  เช่นนี้เนื่องจากพาณดะวะทรงมีความมั่นใจในชรีคริชณะ  ผู้ที่ยึดเอาองค์ภควานเป็นที่พ่ึงจะ  ไม่มีความกลัวอะไรเลย  แม้จะอยู่ท่ามกลางความหายนะอันใหญ่หลวง

โศลก 20 (1.20)

อทฺะ วิยะวัสทิฺทาน ดริชทวา
ดฺารทะราชทราน คะพิ-ดฺวะจะฮ

พระวริทเท ชัสทระ-สัมพาเท
ดฺะนุร อุดยัมยะ พาณดะวะฮ

ฮริชีเคชัม ทะดา วาคยัม
อิดัม อาฮะ มะฮี-พะเท

อทฺะ  -  จากนั้น, วิยะวัสทิฺทาน  -  สถิต, ดริชทวา  -  มองดู, ดฺารทะราชทราน  -  เหล่าโอรสของดฺริทะ ราชทระ, คะพิ-ดฺวะจะฮ  -  ผู้มีธงหนุมาน, พระวริทเท  -  ขณะกำลังจะปฏิบัติการ, ชัสทระ- สัมพาเท  -  ในการยิงธน, ดฺะนุฮ  -  ธนู, อุดยัมยะ  -  หยิบขึ้นมา, พาณดะวะฮ  -  โอรสของพาณ ดุ (อารจุนะ), ฮริชีเคชัม  -  แด่องค์ชรีคริชณะ, ทะดา  -  ในเวลานั้น, วาคยัม  -  คำพูด, อิ ดัม  -  เหล่านั้น, อาฮะ  -  ตรัส, มะฮี-พะเท  -  โอ้กษัตริย์

คำแปล

ในขณะนั้น  อรจุนะโอรสของพณดุทรงนั่งอยู่บนรชรถที่มีธงรูปหนุมนและ  หยิบคันธนูเพื่อเตรียมที่จะยิงศรออกไป  โอ้  กษัตริย์  หลังจกทรงมองไปที่เหล่  โอรสของดฺริทะรชทระ  ซึ่งขับรชรถมในกองทัพเรียงรยกันเป็นทิวแถว  จก  นั้น  อรจุนะตรัสกับองค์ชรีคริชณะด้วยคำพูดต่อไปนี้

คำอธิบาย

สงครามจะเริ่มขึ้นแล้ว  เป็นที่เข้าใจจากโศลกนี้ว่าเหล่าโอรสของดฺริทะราชทระทรง  รู้สึกตกใจกลัวในการจัดทัพทหารที่คาดไม่ถึงของพาณดะวะ  ซึ่งมีองค์ชรีคริชณะทรง  เป็นผู้ชี้แนะโดยตรงที่สนามรบ  ธงรูปหนุมานของอารจุนะเป็นเครื่องบ่งบอกถึงชัยชนะอีก  อย่างหนึ่ง  เพราะหนุมานร่วมมือกับพระรามในการทำสงครามระหว่างพระรามและ  ราวะณะ  (ทศกัณฐ์)  และพระรามทรงได้รับชัยชนะ  ณ  ที่นี้  พระรามและหนุมานประทับ  อยู่บนราชรถเพื่อช่วยอารจุนะ  ชรีคริชณะคือพระราม  และที่ใดที่พระรามประทับอยู่  ผู้รับใช้นิรันดรหนุมานและมเหสีนิรันดรพระนางสีดาหรือเทพธิดาแห่งโชคลาภจะประทับ  อยู่ด้วย  ดังนั้น  จึงไม่มีเหตุอันใดเลยที่จะทำให้เกิดความรู้สึกกลัวศัตรู  ยิ่งไปกว่านั้น  ชรีคริชณะ  เจ้าแห่งประสาทสัมผัส  เสด็จมาด้วยพระองค์เองเพื่อให้คำแนะนำ  มีคำชี้แนะที่ดี  ทั้งหมดให้กับอารจุนะในการต่อสู้  สภาวะอันเป็นสิริมงคลเช่นนี้องค์ภควานทรงจัดให้สาวก  นิรันดร  ซึ่งเป็นสิ่งบ่งบอกถึงชัยชนะอย่างแน่นอน

โศลก 21-22 (1.21-22)

อารจุนะ อุวาชะ
เสนะโยร อุบฺะโยร มัดฺเย
ระทัฺม สทฺาพะยะ เม ′ชยุทะ

ยาวัด เอทาน นิรีคเช ′ฮัม
โยดดํุ-คามาน อวัสทิฺทาน
ไคร มายา สะฮะ โยดดัฺพยัม
อัสมิน ระณะ-สะมุดยะเม

อารจุนะฮอุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, เสนะโยฮ  -  ของกองทัพ, อุบฺะโยฮ  -  ทั้งสองฝ่าย, มัดฺเย  -  ระหว่าง, ระทฺัม  -  ราชรถ, สทฺาพะยะ  -  กรุณารักษา, เม  -  ของข้า, อัชยุทะ  -  โอ้ผู้ไร้ความผิด พลาด, ยาวัท  -  นานเท่าที่, เอทาน  -  ทั้งหมดนี้, นิรีคเช  -  อาจจะมองไป, อฮัม  -  ข้าพเจ้า, โยดดํุ-คามาน  -  มีความปรารถที่จะสู้รบ, อวัสทิฺทาน  -  เป็นทิวแถวที่สนามรบ, ไคฮ  -  กับผู้ซึ่ง, มะยา  -  โดยข้า, สะฮะ  -  ด้วยกัน, โยดดฺาพยัม  -  ต้องต่อสู้, อัสมิน  -  ในนี้, ระณะ  -  ต่อสู้, สะมุดยะเม  -  ในความพยายาม

คำแปล

อรจุนะตรัสว่  โอ้  องค์ภควนผู้ไร้ควมผิดพลด  โปรดขับรชรถของข้ไปอยู่  ท่มกลงระหว่งกองทัพทั้งสองฝ่ยเพื่อข้ได้เห็นผู้ที่อยู่  ณ  ที่นี้  ปรรถนจะสู้  รบ  และข้ต้องต่อสู้กับผู้ใดในกรประลองยุทธอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้

คำอธิบาย

ถึงแม้ว่าองค์ชรีคริชณะทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ด้วยพระเมตตา  ธิคุณอันหาที่สุดมิได้  ทรงปฏิบัติตนรับใช้สหายด้วยความรักที่มีต่อสาวก  ณ  ที่นี้  จึง  ทรงเรียกพระองค์ว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความผิดพลาด  ในฐานะที่ทรงเป็นสารถี  จะต้องรับคำ  สั่งจาก  อารจุนะ  พระองค์ทรงไม่ลังเลที่จะทำเช่นนี้  จึงทรงถูกเรียกว่าเป็นผู้ไร้ความผิด  พลาด  ถึงแม้ว่าทรงยอมรับตำแหน่งสารถีให้สาวก  แต่สถานภาพอันสูงสุดของพระองค์  ทรงไม่ถูกลดให้ต่ำลง  ในทุก  ๆ  สถานการณ์พระองค์ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้า  ฮริชีเคชะ  เจ้าแห่งประสาทสัมผัสทั้งหมด  ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ภควาน  และผู้รับ  ใช้มีความหวานชื่นและเป็นทิพย์  ผู้รับใช้พร้อมเสมอในการรับใช้องค์ภควาน  ในทำนอง  เดียวกัน  องค์ภควานทรงหาโอกาสที่จะรับใช้สาวกเสมอเช่นเดียวกัน  พระองค์ทรงมี  ความสุขเกษมสำราญมากที่สาวกผู้บริสุทธิ์มีสถานภาพที่เหนือกว่าและสั่งพระองค์  มากกว่าที่พระองค์ทรงเป็นผู้สั่ง  เพราะทรงเป็นเจ้านาย  ทุกคนจึงอยู่ภายใต้คำสั่งของ  พระองค์  ไม่มีใครอยู่เหนือกว่าพอที่จะสั่งพระองค์ได้  แต่เมื่อทรงพบสาวกผู้บริสุทธิ์สั่ง  พระองค์ทรงรู้สึกว่ามีความสุขเกษมสำราญทิพย์  แม้ทรงเป็นเจ้านายผู้ไร้ความผิดพลาด  ในทุกสถานการณ์

ในฐานะที่เป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์ภควาน  อารจุนะทรงไม่ปรารถนาต่อสู้  กับญาติพี่น้อง  แต่ทรงถูกบังคับให้มาที่สมรภูมิ  จากความดื้อรั้นของดุรโยดฺะนะผู้ไม่ยอม  ตกลงเจรจาสงบศึก  ดังนั้น  อารจุนะทรงอยากเห็นว่าใครคือผู้นำในการรบที่สมรภูมิ  นี้  ถึงแม้เป็นไปไม่ได้ในการพยายามที่จะสงบศึกในสนามรบ  อารจุนะทรงปรารถนา  จะเห็นพวกเขาอีกครั้งหนึ่งและดูว่ามีแนวโน้มเช่นไรในความต้องการสงครามอันไม่พึง  ปรารถนานี้

โศลก 23 (1.23)

โยทสยะมานาน อเวคเช ´ฮัม
ยะ เอเท ´ทระ สะมากะทาฮ

ดฺารทะราชทรัสยะ ดุรบุดเดฺร
ยุดเดฺ พริยะ-ชิคีรชะวะฮ

โยทสยะมานาน  -  พวกที่จะสู้รบ, อเวคเช  -  ให้ข้าได้เห็น, อฮัม  -  ข้าพเจ้า, เย  -  ผู้ใด, เอเท  -  เหล่านั้น, อทระ  -  ที่นี่, สะมากะทาฮ  -  ชุมนุมกัน, ดฺารทะราชทรัสยะ  -  เพื่อโอรสของดฺริทะ ราชทระ, ดุรบุดเดฺฮ  -  จิตใจชั่วร้าย, ยุดเดฺ  -  ในการสู้รบ, พริยะ  -  ดี, ชิคีรชะวะฮ  -  ปรารถนา

คำแปล

ให้ข้ได้เห็นผู้ที่มอยู่  ณ  ที่นี้เพื่อสู้รบ  โดยปรรถนที่จะให้โอรสของดฺริทะรช  ทระผู้ที่มีจิตใจชั่วร้ยพอพระทัย

คำอธิบาย

เป็นความลับที่ถูกเปิดเผยแล้วว่า  ดุรโยดฺะนะทรงประสงค์ที่จะยึดครองราช  อาณาจักรของพาณดะวะด้วยแผนการอันชั่วร้าย  จากการร่วมมือกับพระบิดาดฺริทะราช  ทระ  ดังนั้น  ทุกคนที่ร่วมมือกับฝ่ายดุรโยดฺะนะจะต้องเป็นนกในฝูงเดียวกัน  อารจุนะทรง  ปรารถนาจะเห็นคนเหล่านี้ในสมรภูมิก่อนเริ่มทำการรบ  เพื่อให้ทราบว่าพวกเขาเป็นใคร  กันบ้าง  พระองค์ทรงไม่ตั้งใจที่จะเสนอข้อตกลงสงบศึก  อารจุนะทรงต้องการประเมิน  กำลังของฝ่ายตรงข้ามที่จะต้องเผชิญหน้า  ถึงแม้ทรงมีความมั่นใจในชัยชนะเพราะว่า  องค์ชรีคริชณะทรงประทับอยู่เคียงข้าง

โศลก 24 (1.24)

สันจะยะ อุวาชะ
เอวัม อุคโท ฮริชีเคโช
กุดาเคเชนะ บฺาระทะ

เสนะโยร อุบฺะโยร มัดฺเย
สทฺาพะยิทวา ระโทฺททะมัม

สันจะยะฮ อุวาชะ  -  สันจะยะกล่าว, เอวัม  -  ดังนั้น, อุคทะฮ  -  ตรัส, ฮริชีเคชะฮ  -  ชรีคริชณะ, กุดาเคเชนะ  -  โดยอารจุนะ, บฺาระทะ  -  โอ้ ผู้สืบราชวงค์บฺาระทะ, เสนะโยฮ  -  ของกองทัพ, อุบฺะโยฮ  -  ทั้งสองฝ่าย, มัดฺเย  -  อยู่ท่ามกลาง, สทฺาพะยิทวา  -  วาง, ระทฺะ-อุททะมัม  -  ราชรถที่สวยที่สุด

คำแปล

สันจะยะกล่วว่  โอ้  ผู้สืบรชวงศ์บฺระทะ  หลังจกที่ได้ยินอรจุนะตรัสแล้ว  องค์ชรีคริชณะทรงขับรชรถอันสง่งมไปอยู่  ณ  ท่มกลงกองทัพทั้งสองฝ่ย

คำอธิบาย

โศลกนี้ได้กล่าวถึงอารจุนะว่าเป็นกุดาเคชะ  กุดาคา  หมายถึงการนอนหลับ  และผู้ที่ชนะการนอนเรียกว่า  กุดาเคชะ  การนอนหมายถึงอวิชชา  ดังนั้น  อารจุนะทรง  เอาชนะทั้งการนอนและอวิชชา  อันเนื่องมาจากมิตรภาพที่มีต่อคริชณะ  ในฐานะที่เป็น  สาวกชั้นเยี่ยม  อารจุนะทรงไม่สามารถลืมคริชณะได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว  เพราะนี่คือ  ธรรมชาติของสาวก  ไม่ว่าในยามตื่นหรือยามหลับสาวกขององค์ภควานจะไม่สามารถ  ว่างเว้นจากการระลึกถึงพระนาม  รูปลักษณ์  คุณสมบัติ  และลีลาของคริชณะ  ดังนั้น  สาวกของคริชณะสามารถเอาชนะทั้งการนอนและอวิชชาได้  ด้วยการระลึกถึงคริชณะ  อยู่เสมอ  เช่นนี้เรียกว่า  คริชณะจิตสำนึกหรือ  สมาดิฺ  ในฐานะที่เป็นฮริชีเคชะหรือผู้กำกับ  ประสาทสัมผัสและจิตใจของทุก  ๆ  ชีวิต  ชรีคริชณะทรงเข้าใจจุดมุ่งหมายของอารจุนะที่  ทรงให้นำราชรถไปยังท่ามกลางกองทัพทั้งสอง  พระองค์ทรงปฏิบัติตามและตรัสดังต่อ  ไปนี้

โศลก 25 (1.25)

บีฺชมะ-โดรณะ-พระมุคฺะทะฮ
สารเวชาม ชะ มะฮี-คชิทาม

อุวาชะ พารทฺะ พัชไยทาน
สะมะเวทาน คุรูน อิทิ

บีฺชมะ  -  พระอัยกาบีฺชมะ, โดรณะ  -  พระอาจารย์โดรณะ, พระมุคฺะทะฮ  -  อยู่ข้างหน้า, สารเวชาม  -  ทั้งหมด, ชะ  -  เช่นกัน, มะฮี-คชิทาม  -  เหล่าผู้นำของโลก, อุวาชะ  -  ตรัส, พารทฺะ  -  โอ้บุตรของพริทฺา, พัชยะ  -  โปรดดู, เอทาน  -  พวกเขาทั้งหมด, สะมะเวทาน  -  ชุมนุมกัน, คุรูน  -  สมาชิกของราชวงศ์คุรุ, อิทิ  -  ดังนั้น

คำแปล

ในกรปรกฏกยของบีฺชมะ  โดรณะ  และผู้นำของโลกอื่น  ๆ  องค์ภควนตรัสว่  “โอ้  พรทฺะ  จงดูบรรดสมชิกของคุรุทั้งหมดที่มชุมนุมกัน  ณ  ที่นี้”

คำอธิบาย

ในฐานะที่เป็นอภิวิญญาณของมวลชีวิต  องค์ชรีคริชณะทรงเข้าใจอารจุนะว่า  ทรงคิดอะไรอยู่  คำว่าฮริชีเคชะในที่นี้หมายความว่า  พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่าง  และคำว่าพารทฺะ  โอรสของพระนางคุนทีหรือพริทฺาก็มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับอารจุนะ  เช่นเดียวกัน  ในฐานะที่เป็นพระสหาย  คริชณะทรงปรารถนาที่จะบอกว่าอารจุนะทรงเป็น  โอรสของพริทฺาผู้เป็นพระขนิษฐาของบิดาคริชณะ  วะสุเดวะ  คริชณะจึงทรงอาสามาเป็น  สารถี  เมื่อคริชณะตรัสต่ออารจุนะว่า  “จงดูพวกคุรุ”  ทรงหมายความเช่นไร?  อารจุนะ  ทรงปรารถนาที่จะหยุดแค่นี้และไม่สู้รบเช่นนั้นหรือ?  คริชณะทรงไม่คาดหวังสิ่งนี้จาก  โอรสของพระปิตุจฉาพริทฺา  คริชณะทรงทำนายจิตใจของอารจุนะในเชิงล้อเล่นฉันสหาย

โศลก 26 (1.26)

ทะทราพัชยัท สทิฺทาน พารทฺะฮ
พิทรีน อทฺะ พิทามะฮาน

อาชารยาน มาทุลาน บฺราทรีน
พุทราน โพทราน สะคีฺมส ทะทฺา

ชวะชุราน สุฮริดัช ไชวะ
เสนะโยร อุบฺะโยร อพิ

ทะทระ  -  ที่นั่น, อพัชยัท  -  ทรงเห็น, สทิฺทาน  -  ยืนอยู่, พารทฺะฮ  -  อารจุนะ, พิทรีน  -  พระบิดา, อทฺะ  -  เช่นกัน, พิทามะฮาน  -  พระอัยกา, อาชารยาน  -  พระอาจารย์, มาทุลาน  -  พระมาตุลา, บฺราทรีน  -  พี่น้อง, พุทราน  -  บุตร, โพทราน  -  หลาน, สะคีฺน  -  เพื่อน, ทะทฺา  -  ด้วยเหมือน กัน, ชวะชุราน  -  พระสัสสุระ, สุฮริดะฮ  -  ผู้ปรารถนาดี, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, เสนะ โยฮ  -  ของกองทัพ, อุบฺะโยฮ  -  ของทั้งสองฝ่าย, อพิ  -  รวม

คำแปล

ท่มกลงกองทัพทั้งสองฝ่ย  อรจุนะทรงเห็น  พระบิด  พระอัยก  พระอจรย์  พระมตุล  พระเชษฐ  พระอนุช  พระโอรส  พระรชนัดด  พระสหย  รวมทั้ง  พระสัสสุระและผู้ปรรถนดีอื่น  ๆ

คำอธิบาย

ที่สมรภูมิ  อารจุนะทรงเห็นญาติ  ๆ  ทั้งหลาย  บุคคลเช่น  บํูริชระวารุ่นเดียวกับ  พระบิดา  พระอัยกาบีฺชมะ  และโสมะดัททะ  พระอาจารย์  เช่น  โดรณาชารยะ  และ  คริพา-  ชารยะ  พระมาตุลา  ชัลยะ  และชะคุนิ  พระเชษฐา  พระอนุชา  เช่น  ดุรโยดฺะนะ  พระโอรส  เช่น  ลัคชมะณะ  สหาย  เช่น  อัชวัททฺามา  และผู้ปรารถดี  เช่น  คริทะวารมา  ฯลฯ  อารจุนะ  ทรงเห็นสหายเป็นจำนวนมากอยู่ในกองทัพทั้งสองฝ่าย

โศลก 27 (1.27)

ทาน สะมีคชยะ สะ คะอุนเทยะฮ
สารวาน บันดํูน อวัสทิฺทาน

คริพะยา พะระยาวิชโท
วิชีดันน อิดัม อบระวีท

ทาน  -  พวกเขาทั้งหมด, สะมีคชยะ  -  หลังจากที่ได้เห็น, สะฮ  -  เขา, คะอุนเทยะฮ  -  พระโอรส ของพระนางคุนที, สารวาน  -  ทุกชนิด, บันดํูน  -  ญาติ ๆ, อวัสทิฺทาน  -  สถิต, คริพะยา  -  ด้วย เมตตา, พะระยา  -  ในระดับสูง, อาวิชทะฮ  -  ปลาบปลื้ม, วิชีดัน  -  ขณะที่เศร้าโศก, อิดัม  -  ดังนั้น, อบระวีท  -  ตรัส

คำแปล

เมื่ออรจุนะโอรสพระนงคุนทีทรงเห็นบรรดสหยและญติทั้งหมดในระดับ  ต่ง  ๆ  กัน  ทรงรู้สึกตื้นตันใจ  เปี่ยมไปด้วยควมเมตตสงสร  และตรัสว่

โศลก 28 (1.28)

อารจุนะ อุวาชะ
ดริชทะเวมัม สวะ-จะนัม คริชณะ
ยุยุทสุม สะมุพัสทิฺทัม

สีดันทิ มะมะ กาทราณิ
มุคัฺม ชะ พะริชุชยะทิ

อารจุนะฮ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, ดริชทวา  -  หลังจากเห็น, อิมัม  -  ทั้งหมดนี้, สวะ-จะนัม  -  เพื่อนร่วมชาติ, คริชณะ  -  โอ้ คริชณะ, ยุยุทสุม  -  ทั้งหมดอยู่ในจิตวิญญาณแห่งการสู้รบ, สะมุพัสทิฺทัม  -  ปรากฏอยู่, สีดันทิ  -  สั่น, มะมะ  -  ของข้า, กาทราณิ  -  แขนขา, มุคัฺม  -  ปาก, ชะ  -  ด้วยเหมือนกัน, พาริชุชยะทิ  -  แห้งผาก

คำแปล

อรจุนะตรัสว่  โอ้  คริชณะที่รัก  กรที่เห็นสหยและญติ  ๆ  ปรกฏอยู่ต่อหน้  ด้วยวิญญณแห่งกรสู้รบเช่นนี้  ข้รู้สึกว่แขนขสั่นไปหมด  และปกแห้งผกลง

คำอธิบาย

ผู้ใดก็ตามที่อุทิศตนเสียสละอย่างจริงใจต่อองค์ภควาน  จะมีคุณสมบัติดี  ๆ  ทั้งหมดที่มีอยู่ในผู้มีคุณธรรม  หรือในเทวดา  แต่ผู้ที่ไม่ใช่สาวกไม่ว่าจะมีคุณสมบัติทาง  วัตถุมากเพียงใด  จากการศึกษาและวัฒนธรรม  จะขาดคุณธรรม  ฉะนั้น  หลังจากที่อารจุนะ  ทรงเห็นเพื่อนร่วมชาติ  สหาย  และญาติ  ๆ  ที่สมรภูมิ  จิตใจรู้สึกตื้นตันไปด้วยความเมตตา  สงสารต่อผู้ที่ตัดสินใจมาสู้รบกันเอง  สำหรับเหล่าทหารของพระองค์เองอารจุนะทรงรู้สึก  มีความสงสารตั้งแต่ต้น  แต่ยังทรงมีความเมตตาสงสารแม้แต่ทหารของฝ่ายตรงข้าม  ที่เห็นความตายของพวกเขาใกล้เข้ามา  ขณะทรงคิดเช่นนี้แขนขารู้สึกสั่นรัว  ปากแห้ง  ผาก  ตื่นตระหนกที่ได้เห็นวิญญาณแห่งการต่อสู้ของพวกเขา  อันที่จริงกองทัพทั้งสอง  ฝ่ายเป็นญาติทางสายเลือดเดียวกัน  แล้วจะมาฆ่ากันเองเช่นนี้  ทำให้สาวกเช่นอารจุนะ  ทรงรู้สึกตื้นตันใจ  แม้ไม่ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้  เราก็สามารถเห็นภาพได้อย่างง่าย  ๆ  ว่า  ไม่  เพียงแต่แขนขาสั่นและปากแห้งเท่านั้น  แต่ว่ายังทรงร่ำไห้ด้วยความเมตตาสงสาร  ลักษณะ  อาการของอารจุนะเช่นนี้ทรงมิใช่เกิดขึ้นจากความอ่อนแอ  แต่เนื่องด้วยหัวใจที่อ่อนโยน  ซึ่งเป็นลักษณะแห่งสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์ภควาน  จึงได้กล่าวไว้ว่า

ยัสยาสทิ บัฺคธิร บฺะกะวะทิ อคินชะนา
สารไวร กุไณส ทะทระ สะมาสะเท สุราฮ

ฮะราพ อบัฺคทัสยะ คุโท มะฮัด-กุณา
มะโน-ระเทฺนาสะทิ ดฺาวะโท บะฮิฮ

“ผู้ที่อุทิศตนเสียสละอย่างแน่วแน่มั่นคงต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าจะมีคุณสมบัติ  ที่ดีทั้งหมดของเหล่าเทวดา  แต่ผู้ที่ไม่ใช่สาวกขององค์ภควานซึ่งมีแต่คุณสมบัติทางวัตถุ  จะมีคุณค่าเพียงเล็กน้อย  เพราะจะวุ่นวายอยู่ในระดับจิตใจ  และแน่นอนว่าจะไปหลง  เสน่ห์ยั่วยวนของพลังงานวัตถุ”  (บฺากะวะธัม  5.18.12  )

โศลก 29 (1.29)

เวพะทํุช ชะ ชะรีเร เม
โรมะ-ฮารชัช ชะ จายะเท

กาณดีวัม สรัมสะเท ฮัสทาท
ทวัค ไชวะ พาริดะฮยะเท

เวพะทํุฮ  -  ร่างกายสั่น, ชะ  -  เช่นกัน, ชะรีเร  -  บนร่างกาย, เม  -  ของข้า, โรมะ-ฮารชะฮ  -  ขนลุก, ชะ  -  เช่นกัน, จายะเท  -  เกิดขึ้น, กาณดีวัม  -  ธนูของอารจุนะ, สรัมสะเท  -  ลื่นลง, ฮัสทาท  -  จากมือ, ทวัค  -  ผิวหนัง, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, พะริดะฮยะเท  -  ร้อนผ่าว

คำแปล

ทั่วทั้งเรือนร่งของข้รู้สึกสั่นไปหมด  ขนลุกตั้งชัน  ธนูกณดีวะลื่นหลุดไปจกมือ  ของข้  และผิวกยร้อนผ่ว

คำอธิบาย

ร่างกายสั่นมีสองประเภท  และขนลุกก็มีสองประเภท  อาการเช่นนี้เกิดขึ้นได้  จากความปลื้มปีติยินดีทิพย์อย่างใหญ่หลวง  หรือเกิดขึ้นจากความกลัวมากภายใต้  สภาวะทางวัตถุ  ในความรู้แจ้งทิพย์จะไม่มีความกลัว  อาการของอารจุนะในสถานการณ์  เช่นนี้ทรงเนื่องมาจากความกลัวทางวัตถุ  เช่น  การสูญเสียชีวิต  ยังมีลักษณะอาการ  อื่น  ๆ  ที่เป็นหลักฐานคือ  อารจุนะทรงรู้สึกหมดความอดทนจนกระทั่งคันธนูอันเลื่องชื่อ  กาณดีวะ  ได้ลื่นหลุดไปจากมือ  เนื่องจากหัวใจที่ถูกเผาไหม้อยู่ภายใน  จึงทรงรู้สึกว่าร้อน  ผ่าวที่ผิวกาย  ทั้งหมดนี้เนื่องมาจากแนวความคิดชีวิตทางวัตถุ

โศลก 30 (1.30)

นะ ชะ ชัคโนมิ อวัสทฺาทุม
บฺระมะทีวะ ชะ เม มะนะฮ

นิมิททานิ ชะ พัชยามิ
วิพะรีทานิ เคชะวะ

นะ  -  ไม่, ชะ  -  เช่นกัน, ชัคโนมิ  -  ข้าสามารถหรือไม่, อวัสทฺาทุม  -  อยู่, บฺระมะทิ  -  ลืม, อิวะ  -  เช่น, ชะ  -  และ, เม  -  ของข้า, มะนะฮ  -  ใจ, นิมิททานิ  -  สาเหตุ, ชะ  -  เช่นกัน, พัชยามิ  -  ข้าเห็น, วิพะรีทานิ-สิ่งตรงกันข้าม, เคชะวะ  -  โอ้ผู้สังหารมารเคชี (คริชณะ)

คำแปล

บัดนี้ข้ไม่สมรถยืนอยู่  ณ  ที่นี้ได้อีกต่อไป  รู้สึกลืมตัว  จิตใจว้วุ่น  เห็นแต่  สเหตุแห่งควมอับโชคเท่นั้น  โอ้  คริชณะ  ผู้สังหรมรเคชี

คำอธิบาย

เพราะขาดความอดทน  อารจุนะจึงทรงไม่สามารถอยู่ที่สมรภูมิได้อีกต่อไป  และรู้สึกลืมตัว  อันเนื่องมาจากความอ่อนแอของจิตใจและความยึดติดในสิ่งของวัตถุ  อย่างรุนแรง  ทำให้คนเราอยู่ในสภาวะสับสนเช่นนี้  บฺะยัม  ดวิทียาบิฺนิเวชะทะฮ  สยาท  (บฺากะวะธัม  11.2.37)  ความกลัวและความไม่สมดุลของจิตใจเช่นนี้  เกิดขึ้นกับผู้ที่มี  ความยึดติดกับสภาวะวัตถุมากเกินไป  อารจุนะทรงเห็นเฉพาะผลลัพธ์ที่มีแต่ความเจ็บปวด  ในสมรภูมิเท่านั้น  จะทรงไม่มีความสุขแม้ได้รับชัยชนะจากศัตรู  คำว่า  นิมิททานิ  วิพะรีทานิ  มี  ความสำคัญเมื่อเราเห็นเฉพาะความผิดหวังในสิ่งที่คาดหวัง  เราก็จะคิดว่า  “ข้ามาอยู่ที่  นี่ทำไม?”  ทุก  ๆ  คนจะสนใจในตนเองและเรื่องของตนเองเท่านั้น  ไม่มีใครสนใจในองค์  ภควาน  ด้วยพระประสงค์ของชรีคริชณะ  ทำให้อารจุนะทรงไม่รู้ถึงผลประโยชน์ที่แท้จริง  ของตนเอง  ผลประโยชน์ที่แท้จริงของเราอยู่ที่พระวิชณุ  หรือคริชณะ  พันธวิญญาณลืม  จุดนี้ไป  ดังนั้น  จึงต้องได้รับทุกข์แห่งความเจ็บปวดทางวัตถุ  อารจุนะทรงคิดว่าชัยชนะ  ของพระองค์ในการรบจะเป็นเพียงสาเหตุเดียวที่ทำให้พระองค์เศร้าโศกเสียใจ

โศลก 31 (1.31)

นะ ชะ ชเรโย ′นุพัชยามิ
ฮัทวา สวะ-จะนัม อาฮะเว

นะ คางคเช วิจะยัม คริชณะ
นะ ชะ ราจยัม สุคฺานิ ชะ

นะ  -  ไม่, ชะ  -  เช่นกัน, ชเรยะฮ  -  ดี, อนุพัชยามิ  -  ข้าได้เห็นล่วงหน้า, ฮัทวา  -  ด้วยการสังหาร, สวะ-จะนัม  -  สังคญาติของเรา, อาฮะเว  -  ในการต่อสู้, นะ  -  ไม่, คางคเช  -  ข้าปรารถนา, วิจะยัม  -  ชัยชนะ, คริชณะ  -  โอ้ คริชณะ, นะ  -  ไม่, ชะ  -  เช่นกัน, ราจยัม  -  อาณาจักร, สุคฺานิ  -  ความสุขหลังจากนั้น, ชะ  -  เช่นกัน

คำแปล

ข้พเจ้ไม่เห็นว่จะมีอะไรดีจกกรสังหรบรรดญติในสมรภูมินี้  โอ้  คริชณะ  ที่รัก  และข้ก็ไม่ปรรถนชัยชนะพร้อมทั้งรชอณจักร  หรือควมสุขที่จะได้รับ

คำอธิบาย

ด้วยการที่ไม่รู้ว่าผลประโยชน์ของเรานั้นอยู่ในพระวิชณุ  หรือชรีคริชณะ  พันธ  วิญญาณจึงหลงอยู่ในเสน่ห์แห่งความสัมพันธ์ทางร่างกาย  โดยหวังว่าจะได้รับความสุข  ในสถานการณ์นี้  แนวความคิดแห่งชีวิตที่มืดมนเช่นนี้  เราลืมแม้แต่สาเหตุของความสุข  ทางวัตถุ  อารจุนะทรงดูเหมือนจะลืมแม้กระทั่งหลักแห่งราชธรรมสำหรับกษัตริย์  กล่าว  ไว้ว่ามีมนุษย์อยู่สองประเภท  คือ  กษัตริย์ผู้สิ้นพระชนม์ในสนามรบภายใต้คำสั่งของ  คริชณะโดยตรง  และผู้สละโลกวัตถุอุทิศชีวิตอยู่ตามลำพังเพื่อวัฒนธรรมทิพย์  ทั้งคู่มี  สิทธิ์เข้าไปอยู่ในดวงอาทิตย์ซึ่งมีพลังอำนาจและรัศมีเจิดจรัสมาก  อารจุนะทรงปฏิเสธ  แม้แต่จะสังหารศัตรู  และนับประสาอะไรกับญาติ  ๆ  โดยคิดว่าจากการสังหารสังคญาติ  จะทำให้ชีวิตไม่มีความสุข  ฉะนั้น  จึงทรงไม่ยินดีที่จะสู้รบ  เหมือนกับคนที่ไม่หิวจะไม่  อยากทำอาหาร  และบัดนี้อารจุนะทรงตัดสินใจที่จะเข้าไปอยู่ในป่า  ใช้ชีวิตสันโดษด้วย  ความสิ้นหวัง  แต่ในฐานะที่เป็นกษัตริย์จึงทรงจำเป็นต้องมีราชอาณาจักรมาปกครอง  เนื่องจากกษัตริย์ทรงไม่สามารถทำหน้าที่อื่นได้  แต่อารจุนะทรงไม่มีราชอาณาจักร  โอกาสทั้งหมดของอารจุนะที่จะได้รับราชอาณาจักรอยู่ที่การต้องสู้รบกับบรรดาญาติพี่  น้อง  และยึดครองราชอาณาจักรอันเป็นมรดกจากพระบิดากลับคืนมา  ซึ่งพระองค์ทรง  ไม่ปรารถนาจะทำ  ดังนั้น  จึงทรงพิจารณาตนเองว่าสมควรที่จะไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าอย่าง  สันโดษด้วยความสิ้นหวัง

โศลก 32-35 (1.32-35)

คิม โน ราจเยนะ โกวินดะ
คิม โบฺไกร จีวิเทนะ วา

เยชาม อรเทฺ คางคชิทัม โน
ราจยัม โบฺกาฮ สุคฺานิ ชะ
ทะ อิเม ′วัสทิฺทา ยุดเดฺ
พราณามส ทยัคทวา ดฺะนานิ ชะ

อาชารยาฮ พิทะระฮ พุทราส
ทะไทฺวะ ชะ พิทามะฮาฮ
มาทุลาฮ ชวะชุราฮ โพทราฮ
ชยาลาฮ สัมบันดิฺนัส ทะทฺา

เอทาน นะ ฮันทุม อิชชฺามิ
กฺนะโท ′พิ มะดํุสูดะนะ
อพิ ไทรโลคยะ-ราจยัสยะ
เฮ โทฮ คิม นุ มะฮี-คริเท

นิฮัทยะ ดฺารทะราชทราน นะฮ
คา พรีทิฮ สยาจ จะนารดะนะ

คิม  -  ใช้อะไร, นะฮ  -  แด่เรา, ราจเยนะ  -  เป็นราชอาณาจักร, โกวินดะ  -  โอ้ คริชณะ, คิม  -  อะไร, โบฺไกฮ  -  ความสุขสำราญ, จีวิเทนะ  -  มีชีวิต, วา  -  ไม่ก็, เยชาม  -  ของใคร, อารเทฺ  -  เพื่อสิ่งนั้น, คางคชิทัม  -  เป็นสิ่งที่ปรารถนา, นะฮ  -  โดยเรา, ราจยัม  -  ราชอาณาจักร, โบฺกาฮ  -  ความสุขทางวัตถุ, สุคฺานิ  -  ความสุขทั้งหมด, ชะ  -  เช่นกัน, เท  -  เขาทั้งหมด, อิเม  -  เหล่านี้, อวัสทิฺทาฮ  -  สถิต, ยุดเดฺ  -  ในสมรภูมินี้, พราณาน  -  ชีวิต, ทยัคทวา  -  ยกเลิก, ดฺะนานิ-ความร่ำรวย, ชะ  -  เช่นกัน, อาชารยาฮ  -  พระอาจารย์, พิทะระฮ  -  พระบิดา, พุทราฮ  -  บุตร, ทะทฺา  -  ดีเท่ากับ, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  เช่นกัน, พิทามะฮาฮ  -  พระอัยกา, มาทุลาฮ  -  พระมาตุลา, ชวะชุราฮ  -  พระสัสสุระ, โพทราฮ  -  พระราชนัดดา, ชยาลาฮ  -  พระเชษฐภรรดา พระกนิษฐภคินี, สัมบันดิฺนะฮ  -  สังคญาติ, ทะทฺา  -  ดีเท่ากับ, เอทาน  -  ทั้งหมดนี้, นะ  -  ไม่เคย, ฮันทุม  -  สังหาร, อิชชฺามิ  -  ข้าปรารถนา, กฺนะทะฮ  -  ถูกสังหาร, อพิ  -  แม้แต่, มะดํุสูดะนะ  -  โอ้ผู้สังหารมารมะดํุ (คริชณะ), อพิ  -  ถึงแม้ว่า, ไทร-โลคยะ  -  ของทั้ง สามโลก, ราจยัสยะ  -  เพื่อราชอาณาจักร, เฮโทฮ  -  ในการแลกเปลี่ยน, คิมนุ  -  แล้วไปพูด อะไรอีก, มะฮี-คริเท  -  เพื่อประโยชน์ของโลก, นิฮัทยะ  -  ด้วยการสังหาร, ดฺารทะราช ทราน  -  เหล่าโอรสของดฺริทะราชทระ, นะฮ  -  ของเรา, คา  -  อะไร, พรีทิฮ  -  ความสุข, สยาท  -  จะมี, จะนารดะนะ  -  โอ้ ผู้ค้ำจุนมวลชีวิต

คำแปล

โอ้  โกวินดะ  ผลประโยชน์ที่เรจะได้รับคือรชอณจักร  ควมสุข  หรือแม้แต่  ดวงชีวิตเอง  เมื่อพวกเขทั้งหลยที่เรอจปรรถน  บัดนี้  ได้มเรียงรยอยู่ใน  สมรภูมินี้แล้ว  โอ้  มะดํุสูดะนะ  เมื่อพระอจรย์  พระบิด  บุตร  พระอัยก  พระปิตุล  พระสัสสุระ  พระรชนัดด  พระเชษฐภรรด  พระกนิษฐภคินี  และเหล่สังคญติ  พร้อมถวยชีวิตและทรัพย์สิน  มยืนอยู่ต่อหน้  แล้วเหตุใฉนข้ต้องปรรถน  ไปสังหรพวกเขด้วย  แม้พวกเขอจมสังหรข้  โอ้  ผู้ค้ำจุนมวลชีวิต  ข้พเจ้  ไม่พร้อมรบกับพวกเขแม้จะเป็นกรแลกเปลี่ยนทั้งสมโลก  นับประสอะไรกับ  โลกนี้  เรจะได้รับควมสุขอันใดในกรสังหรเหล่โอรสของดฺริทะรชทระ

คำอธิบาย

อารจุนะทรงเรียกองค์ชรีคริชณะว่า  โกวินดะ  เพราะว่า  คริชณะทรงเป็นจุด  มุ่งหมายแห่งความสุขทั้งมวลของวัวและประสาทสัมผัส  เมื่อใช้คำสำคัญคำนี้  อารจุนะทรง  แสดงให้เห็นว่า  คริชณะทรงควรเข้าใจว่าสิ่งใดที่จะทำให้ประสาทสัมผัสของอารจุนะ  พอใจ  แต่โกวินดะมิได้หมายความเพื่อให้ประสาทสัมผัสของเราได้รับความพอใจ  หาก  เราพยายามทำให้ประสาทสัมผัสของโกวินดะทรงพึงพอพระทัย  ประสาทสัมผัสของ  พวกเราก็จะได้รับความพึงพอใจด้วยโดยปริยาย  ในวิถีทางวัตถุทุก  ๆ  คนต้องการจะ  สนองประสาทสัมผัสของตนเอง  และต้องการให้องค์ภควานเป็นผู้รับคำสั่งเพื่อความ  พึงพอใจของเรา  แต่องค์ภควานจะทรงสนองประสาทสัมผัสของสิ่งมีชีวิตเท่าที่เขาควร  จะได้รับ  ไม่มากจนเกิดเป็นความโลภ  หากเราปฏิบัติตรงกันข้ามคือพยายามสนอง  ประสาทสัมผัสของโกวินดะ  โดยไม่ปรารถนาสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  ด้วยพระ  กรุณาธิคุณของโกวินดะความปรารถนาทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตก็จะได้รับสนองตอบ  ความ  รักอันลึกซึ้งที่อารจุนะทรงมีต่อสังคม  และสมาชิกในครอบครัวที่แสดงออกมา  ณ  ที่นี้  ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากความสงสารที่มีตามธรรมชาติ  ดังนั้น  พระองค์จึงทรงไม่เตรียมตัว  ที่จะสู้รบ  ทุกคนต้องการแสดงความมั่งคั่งร่ำรวยให้เพื่อน  ๆ  และญาติ  ๆ  เห็น  แต่อารจุนะ  ทรงกลัวว่าบรรดาญาติและเพื่อนทั้งหมดจะถูกสังหารที่สมรภูมิ  และตัวพระองค์เองจะ  ทรงไม่สามารถแบ่งปันความร่ำรวยหลังจากที่ได้รับชัยชนะ  นี่เป็นความคิดโดยทั่วไปทาง  ชีวิตวัตถุ  อย่างไรก็ดีชีวิตทิพย์นั้นแตกต่างออกไป  เนื่องจากสาวกต้องการสนองพระราช  ประสงค์ขององค์ภควาน  หากองค์ภควานทรงปรารถนาสาวกจะยอมรับความมั่งคั่งทั้ง  หลายเพื่อรับใช้พระองค์  แต่หากองค์ภควานทรงไม่ปรารถนาสาวกจะไม่ยอมรับแม้แต่  สตางค์แดงเดียว  อารจุนะทรงไม่ต้องการสังหารบรรดาญาติ  หากจำเป็นต้องสังหาร  ทรงปรารถนาให้คริชณะทรงเป็นผู้สังหารเอง  มาถึงจุดนี้  อารจุนะทรงไม่ทราบว่า  คริชณะได้สังหารพวกเขาทั้งหมดเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะมาถึงสนามรบ  และอารจุนะ  ทรงเพียงแต่มาเป็นเครื่องมือให้คริชณะเท่านั้น  ความจริงนี้จะถูกเปิดเผยในบทต่อ  ๆ  ไป  ในฐานะที่เป็นสาวกขององค์ภควาน  โดยธรรมชาติอารจุนะทรงไม่ปรารถนาที่จะโต้ตอบ  กับการกระทำที่ต่ำช้าเลวทรามของสังคญาติ  แต่นี่เป็นแผนการขององค์ภควานว่า  ทั้งหมดควรถูกสังหาร  สาวกไม่ปรารถนาที่จะตอบโต้ผู้กระทำผิด  แต่องค์ภควานทรงไม่  ยอมอดทนต่อความผิดที่คนชั่วกระทำต่อสาวก  องค์ภควานทรงให้อภัยกับคนที่ทำผิดต่อ  พระองค์  แต่จะไม่ให้อภัยกับคนที่ทำผิดต่อสาวกของพระองค์  ฉะนั้น  องค์ภควานทรงมุ่งมั่น  ที่จะสังหารคนเลวทรามเหล่านี้  ถึงแม้ว่าอารจุนะทรงปรารถนาจะให้อภัยพวกเขา

โศลก 36 (1.36)

พาพัม เอวาชระเยด อัสมาน
ฮัทไวทาน อาทะทายินะฮ

ทัสมาน นารฮา วะยัม ฮันทุม
ดฺารทะราชทราน สะ-บานดฺะวาน

สวะ-จะนัม ฮิ คะทัฺม ฮัทวา
สฺุคิฺนะฮ สยามะ มาดฺะวะ

พาพัม  -  ความชั่ว, เอวะ  -  แน่นอน, อาชระเยท  -  จะต้องมาถึง, อัสมาน  -  เรา, ฮัทวา  -  ด้วย การสังหาร, เอทาน  -  ทั้งหมดนี้, อาทะทายินะฮ  -  ผู้บุกรุก, ทัสมาท  -  ดังนั้น, นะ  -  ไม่เคย, อารฮาฮ  -  ควรได้รับ, วะยัม  -  เรา, ฮันทุม  -  สังหาร, ดฺารทะราชทราน  -  เหล่าโอรสของดฺริทะ ราชทระ, สะบานดฺะวาน  -  พร้อมกับเพื่อน ๆ, สวะ-จะนัม  -  สังคญาติ, ฮิ  -  แน่นอน, คะทัฺม  -  อย่างไร, ฮัทวา  -  ด้วยการสังหาร, สุคิฺนะฮ  -  ความสุข, สยามะ  -  เราจะกลายเป็น, มาดฺะวะ  -  โอ้ คริชณะ สวามีเทพธิดาแห่งโชคลาภ

คำแปล

เรจะสั่งสมบปหกสังหรผู้บุกรุกเหล่นี้  ดังนั้น  จึงไม่เหมะที่จะสังหรเหล่  โอรสของดฺริทะรชทระและเพื่อน  ๆ  ของเร  โอ้  คริชณะ  สวมีเทพธิดแห่งโชค  ลภ  เรจะได้รับผลกำไรอะไร  และจะได้รับควมสุขจกกรสังหรสังคญติ  ของเรได้อย่งไร

คำอธิบาย

ตามหลักคัมภีร์พระเวทมีผู้บุกรุกอยู่หกประเภท  (1)  ผู้วางยาพิษ  (2)  ผู้วาง  เพลิงเผาบ้าน  (3)  ผู้บุกรุกด้วยอาวุธร้ายแรง  (4)  ผู้มาปล้นทรัพย์สมบัติ  (5)  ผู้มายึดแผ่น  ดินของคนอื่น  (6)  ผู้มาลักพาภรรยา  ผู้มาบุกรุกเหล่านี้ควรถูกสังหารทันทีและจะไม่มี  บาปในการสังหารบุคคลเหล่านี้  การสังหารพวกบุกรุกนี้เหมาะสำหรับบุคคลสามัญ  แต่  อารจุนะ  ทรงไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ  โดยบุคลิกลักษณะท่านเป็นนักบุญ  ฉะนั้นจึงทรง  ปรารถนาจะปฏิบัติต่อพวกเขาแบบนักบุญ  อย่างไรก็ดี  ลักษณะนักบุญเช่นนี้ไม่เหมาะ  สำหรับกษัตริย์  ถึงแม้ว่าความรับผิดชอบในการบริหารรัฐจำเป็นต้องทำโดยนักบุญ  แต่  ไม่ควรเป็นคนขลาด  ตัวอย่างเช่น  พระรามทรงเป็นนักบุญผู้ยิ่งใหญ่  จนกระทั่งปัจจุบัน  ผู้คนยังกระตือรือร้นที่จะอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรของพระราม  (รามะ-ราจยะ)  เพราะ  พระรามทรงไม่เคยแสดงความขลาดเลย  ราวะณะ  (ทศกัณฐ์)  เป็นผู้บุกรุกพระราม  เพราะ  ราวะณะได้ลักพาตัวพระนางสีดามเหสีของพระราม  พระรามทรงให้บทเรียนอย่าง  สาสมจนหาที่เปรียบไม่ได้ในประวัติศาสตร์โลก  อย่างไรก็ดี  ในกรณีของอารจุนะ  เรา  ควรพิจารณาพวกบุกรุกว่าเป็นกรณีพิเศษคือเป็นพระอัยกาของตนเอง  พระอาจารย์  ของตนเอง  สหาย  บุตร  หลาน  ฯลฯ  ด้วยเหตุนี้  อารจุนะจึงทรงคิดว่าไม่ควรทำรุนแรงต่อ  พวกนี้  นอกจากนี้เหล่านักบุญแนะนำให้ให้อภัย  สำหรับนักบุญ  คำสั่งเช่นนี้สำคัญกว่า  สถานการณ์ฉุกเฉินทางการเมือง  อารจุนะทรงพิจารณาว่าแทนที่จะสังหารสังคญาติ  ของตนด้วยเหตุผลทางการเมือง  ตามหลักศาสนาและหลักปฏิบัติของนักบุญทรงควร  ให้อภัย  ดังนั้น  จึงไม่คิดว่าการสังหารเช่นนี้จะได้รับประโยชน์อันใด  เป็นเพียงแต่การให้  ความสุขทางร่างกายที่ไม่ถาวร  ทั้งราชอาณาจักรและความสุขที่ได้มาก็ไม่ถาวร  แล้ว  เหตุไฉนจึงต้องเสี่ยงชีวิตและความหลุดพ้นนิรันดรด้วยการสังหารสังคญาติของตนเอง  อารจุนะทรงเรียกคริชณะว่า  “มาดฺะวะ”  หรือพระสวามีของเทพธิดาแห่งโชคลาภ  เป็น  คำสำคัญเช่นกัน  เพราะทรงปรารถนาจะชี้ให้คริชณะเห็นว่าในฐานะที่ทรงเป็นพระสวามี  ของเทพธิดาแห่งโชคลาภ  พระองค์ทรงไม่ควรชักจูงอารจุนะให้กระทำบางสิ่งบางอย่าง  ซึ่งในที่สุดจะนำความอับโชคมาให้  อย่างไรก็ดี  คริชณะทรงไม่เคยนำความอับโชคมาให้ผู้  ใด  แล้วจะนำมาให้สาวกของพระองค์เองได้อย่างไร

โศลก 37-38 (1.37-38)

ยะดิ อพิ เอเท นะ พัชยันทิ
โลโบฺพะฮะทะ-เชทะสะฮ
คุละ-คชะยะ-คริทัม โดชัม
มิทระ-โดรเฮ ชะ พาทะคัม
คะทัฺม นะ กเยยัม อัสมาบิฺฮ
พาพาด อัสมาน นิวารทิทุม

คุละ-คชะยะ-คริทัม โดชัม
พระพัชยัดบิฺร จะนารดะนะ

ยะดิ  -  ถ้าหาก, อพิ  -  ถึงแม้, เอเท  -  พวกเขา, นะ  -  ไม่, พัชยันทิ-เห็น, โลบฺะ  -  ด้วยความ โลภ, อุพะฮะทะ  -  มีอำนาจมากว่า, เชทะสะฮ  -  หัวใจของพวกเขา, คุละ-คชะยะ  -  ในการ สังหารครอบครัว, คริทัม  -  ทำสำเร็จ, โดชัม  -  ความผิด, มิทระ-โดรเฮ  -  ในการทะเลาะ กับสหาย, ชะ  -  เช่นกัน, พาทะคัม  -  ผลแห่งบาป, คะทัฺม  -  ทำไม, นะ  -  ไม่ควร, กเยยัม  -  เป็นที่รู้, อัสมาบิฺฮ  -  โดยเรา, พาพาท  -  จากความบาป, อัสมาท  -  เหล่านี้, นิวารทิทุม  -  หยุด, คุละ-คชะยะ  -  ในการทำลายราชวงศ์, คริทัม  -  ทำเสร็จสิ้น, โดชัม  -  อาชญากรรม, พระพัชยัดบิฺฮ  -  โดยผู้ที่สามารถเห็น, จะนารดะนะ  -  โอ้ คริชณะ

คำแปล

โอ้  จะนรดะนะ  ถึงแม้ว่หัวใจของบุคคลเหล่นี้  จะถูกครอบงำไปด้วยควมโลภ  ไม่เห็นควมผิดในกรสังหรครอบครัวของตนเอง  หรือกรทะเละวิวทกับพวก  เพื่อน  ๆ  แล้วเหตุไฉน  เรผู้ที่เห็นกรทำลยครอบครัวเป็นกรอชญกรรมจะ  กระทำบปเช่นนี้ได้เล่

คำอธิบาย

กษัตริย์ทรงไม่ควรปฏิเสธการรบหรือการพนันเมื่อได้รับคำท้าทายจากฝ่าย  ตรงข้าม  ภายใต้หน้าที่ความรับผิดชอบเช่นนี้  อารจุนะทรงไม่ควรปฏิเสธการสู้รบ  เพราะ  ว่าถูกท้าทายจากฝ่ายดุรโยดฺะนะ  ด้วยเหตุนี้  อารจุนะทรงพิจารณาว่าฝ่ายตรงข้าม  อาจตาบอดที่มาท้าทายเช่นนี้  อย่างไรก็ดี  อารจุนะทรงเล็งเห็นผลร้ายที่จะเกิดขึ้นจึงไม่  สามารถที่จะยอมรับการท้าทายนี้ได้  ความรับผิดชอบจำเป็นต้องปฏิบัติเมื่อผลออก  มาดี  แต่เมื่อผลออกมาตรงกันข้ามก็ไม่มีใครควรถูกผูกมัด  เมื่อทรงพิจารณาถึงผลได้  และผลเสียทั้งหมด  อารจุนะจึงทรงตัดสินใจว่าจะไม่สู้รบ

โศลก 39 (1.39)

คุละ-คชะเย พระณัชยันทิ
คุละ-ดฺารมาฮ สะนาทะนาฮ

ดฺารเม นัชเท คุลัม คริทสนัม
อดฺารโม ´บิฺบฺะวะทิ อุทะ

คุละ-คชะเย  -  ในการทำลายครอบครัว, พระณัชยันทิ  -  จะถูกลบล้าง, คุละ-ดฺารมาฮ  -  ประเพณีของครอบครัว, สะนาทะนาฮ  -  นิรันดร, ดฺารเม  -  ศาสนา, นัชเท  -  ถูกทำลาย, คุลัม  -  ครอบครัว, คริทสนัม  -  ทั้งหมด, อดฺารมะฮ  -  ไร้ศาสนา, อบิฺบฺะวะทิ  -  เปลี่ยนแปลง, อุทะ  -  ได้กล่าวไว้

คำแปล

จกกรทำลยล้งรชวงศ์  ประเพณีนิรันดรของครอบครัวก็จะถูกทำลยไป  ดัง  นั้น  สมชิกที่เหลือในครอบครัวจะปฏิบัติเยี่ยงคนไร้ศสน

คำอธิบาย

ในระบบสถาบัน  วารณาชระมะ  มีหลักธรรมประเพณีทางศาสนามากมาย  ที่  จะช่วยให้สมาชิกในครอบครัวเจริญเติบโตอย่างถูกต้องเหมาะสม  และมีค่านิยมทิพย์  สมาชิกผู้อาวุโสกว่ารับผิดชอบพิธีกรรมเพื่อความบริสุทธิ์ในครอบครัว  เริ่มตั้งแต่เกิดจน  ตาย  แต่เมื่อสมาชิกผู้อาวุโสสิ้นชีพลง  ประเพณีของครอบครัวเพื่อความบริสุทธิ์นี้อาจ  ต้องหยุดชะงักลง  และสมาชิกผู้อ่อนวัยในครอบครัวอาจพัฒนานิสัยที่ผิดหลักศาสนา  จาก  นั้นจะสูญเสียโอกาสเพื่อความหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ  ดังนั้น  จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่  สมาชิกผู้อาวุโสในครอบครัวควรถูกสังหาร

โศลก 40 (1.40)

อดฺารมาบิฺบฺะวาท คริชณะ
พระดุชยันทิ คุละ-สทริยะฮ

สทรีชุ ดุชทาสุ วารชเณยะ
จายะเท วารณะ-สังคะระฮ

อดฺารมะ  -  ไร้ศาสนา, อบิฺบฺะวาท  -  มีอำนาจมากกว่า, คริชณะ  -  โอ้ คริชณะ, พระดุชยันทิ  -  ทำให้เสื่อมเสีย, คุละ-สทริยะฮ  -  สุภาพสตรีในครอบครัว, สทรีชุ  -  โดยความเป็นสตรี, ดุชทาสุ  -  มีความเสื่อมเสียมาก, วารชเณยะ  -  โอ้ ผู้สืบสกุลแห่งวริชณิ, จายะเท  -  มาเป็นอยู่, วารณะ-สังคะระฮ  -  ลูกหลานที่ไม่ต้องการ

คำแปล

เมื่อกรทำผิดหลักศสนมีมกขึ้นในครอบครัว  โอ้  คริชณะ  สุภพสตรีใน  ครอบครัวจะถูกทำให้เสื่อมเสีย  และเมื่อสตรีเสื่อมเสีย  โอ้  ผู้สืบสกุลแห่งวริชณิ  ลูกหลนที่ไม่พึงประสงค์ก็จะถือกำเนิด

คำอธิบาย

พลเมืองดีในสังคมมนุษย์เป็นหลักพื้นฐานแห่งความสงบ  ความเจริญรุ่งเรืองและ  ความก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  หลักธรรมของศาสนา  วารณาชระมะ  ได้ออกแบบไว้ให้มี  พลเมืองส่วนใหญ่เป็นพลเมืองที่ดีในสังคม  เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของรัฐและสังคมในวิถี  ทิพย์  พลเมืองเช่นนี้  ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์และความซื่อสัตย์ของสตรี  เหมือนกับเด็กที่มี  แนวโน้มไปในทางที่ผิด  สตรีก็เช่นกัน  มีแนวโน้มไปในทางที่เสื่อมได้  ดังนั้น  ทั้งเด็กและ  สตรีจำเป็นต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองจากสมาชิกผู้อาวุโสในครอบครัว  เมื่อได้  ปฏิบัติกิจกรรมต่าง  ๆ  ทางศาสนาสตรีจะไม่ถูกนำไปในทางที่ผิดเรื่องชู้สาว  ชาณัค-  ยะ  พัณดิทะ  กล่าวว่า  โดยทั่วไปสตรีไม่ค่อยฉลาดจึงไม่ควรไว้วางใจ  ฉะนั้น  ประเพณี  ครอบครัวและกิจกรรมทางศาสนาต่าง  ๆ  สตรีควรปฏิบัติด้วยความบริสุทธิ์  และอุทิศตน  เสียสละ  เช่นนี้จะทำให้กำเนิดพลเมืองดีที่สามารถปฏิบัติตามระบบ  วารณาชระมะ  ได้  แต่  ที่  วารณาชระมะ-ดฺารมะ  ไม่ประสบผลสำเร็จ  ก็เนื่องจากสตรีมีอิสระในการคบหากับบุรุษ  ตามธรรมชาติ  ดังนั้น  ความสัมพันธ์ทางชู้สาวจึงเกิดขึ้น  ซึ่งเสี่ยงในการมีประชากรที่ไม่  พึงปรารถนา  บุรุษผู้ไม่รับผิดชอบจะชอบมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวในสังคม  ดังนั้น  จะมี  เด็ก  ๆ  ที่ไม่พึงปรารถนาออกมามากมายในสังคมมนุษย์  ซึ่งเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดสงคราม  และโรคระบาด

โศลก 41 (1.41)

สังคะโร นะระคาไยวะ
คุละ-กฺนานาม คุลัสยะ ชะ

พะทันทิ พิทะโร ฮิ เอชาม
ลุพทะ-พิณโดดะคะ-คริยาฮ

สังคะระฮ  -  เด็ก ๆ ผู้ไม่พึงปรารถนา, นะระคายะ  -  ทำให้ชีวิตเหมือนอยู่ในนรก, เอวะ  -  แน่นอน, คุละ-กฺนานาม  -  สำหรับพวกที่เป็นผู้สังหารครอบครัว, คุลัสยะ  -  เพื่อครอบครัว, ชะ  -  เช่นกัน, พะทันทิ  -  ตกต่ำ, พิทะระฮ  -  บรรพบุรุษ, ฮิ  -  แน่นอน, เอชาม  -  ของเขาเหล่านั้น, ลุพทะ  -  หยุด, พิณดะ  -  การถวายอาหาร, อุดะคะ  -  และน้ำ, คริยาฮ  -  พิธีปฏิบัติ

คำแปล

แน่นอนว่กรเพิ่มประชกรที่ไม่พึงปรรถนเป็นสเหตุแห่งชีวิตเสมือนอยู่ใน  นรก  ทั้งของครอบครัวและของผู้ที่ทำลยประเพณีครอบครัว  บรรพบุรุษของ  ครอบครัวที่วิบัติเช่นนี้จะตกต่ำ  เพระพิธีกรถวยอหรและน้ำให้แด่พวกท่น  ต้องหยุดชะงักลงหมด

คำอธิบาย

ตามกฎของกิจกรรมเพื่อหวังผลทางวัตถุ  มีความจำเป็นต้องถวายอาหารและ  น้ำเป็นครั้งคราวให้แก่บรรพบุรุษของครอบครัว  การถวายอาหารเช่นนี้ปฏิบัติด้วยการ  บูชาพระวิชณุ  เพราะว่าการรับประทานอาหารที่เหลือจากที่ถวายให้องค์วิชณุจะส่งผล  ให้เราหลุดออกจากการกระทำบาปต่าง  ๆ  บางครั้งบรรพบุรุษอาจได้รับทุกข์ทรมาน  จากผลกรรมต่าง  ๆ  และบางครั้งบรรพบุรุษบางคนไม่สามารถแม้กระทั่งไปอยู่ในร่าง  วัตถุหยาบ  จึงถูกบังคับให้อยู่ในร่างที่ละเอียด  เช่น  ร่างผี  ดังนั้นเมื่อ  พระสาดัม  (อาหาร  ที่เหลือจากพระวิชณุ)  ที่เราเอาไปถวายให้บรรพบุรุษ  บรรพบุรุษของเราจะหลุดพ้นจาก  ร่างผีหรือร่างชีวิตที่ทุกข์ทรมานอื่น  ๆ  การช่วยเหลือบรรพบุรุษเป็นประเพณีของครอบครัว  และผู้ที่ไม่ใช้ชีวิตอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควานจำเป็นต้องปฏิบัติพิธีกรรมเหล่านี้  ผู้  ที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้คริชณะไม่จำเป็นต้องปฏิบัติพิธีกรรมเหล่านี้  เพียงแต่  ปฏิบัติตนรับใช้องค์ภควานด้วยความเสียสละ  เราจะสามารถส่งบรรพบุรุษนับร้อยนับ  พันคนจากความทุกข์ทรมานทั้งปวง  ได้กล่าวไว้ใน  บฺากะวะธัม  (11.5.41)  ว่า

เดวารชิ-บํุทาพทะ-นริณาม พิทรีณาม
นะ คิงคะโร นายัม ริณี ชะ ราจัน

สารวาทมะนา ยะฮ ชะระณัม ชะรัณยัม
กะโท มุคุนดัม พะริฮริทยะ คารทัม

“ผู้ใดที่มาพึ่งพระบาทรูปดอกบัวของมุคุนดะผู้ให้อิสรภาพ  ละทิ้งพันธกรณีข้อผูกพันทั้ง  ปวงและยึดเอาวิธีปฏิบัตินี้อย่างจริงจัง  จะไม่เป็นหนี้ในทางหน้าที่หรือสัญญาข้อผูกมัด  ใด  ๆ  ต่อเหล่าเทวดา  นักบวช  สิ่งมีชีวิตทั่วไป  สมาชิกในครอบครัว  มนุษยชาติ  หรือ  บรรพบุรุษ”  พันธกรณีเหล่านี้ถูกยกเลิกไปโดยปริยายด้วยการปฏิบัติการอุทิศตนเสีย  สละรับใช้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า

โศลก 42 (1.42)

โดไชร เอไทฮ คุละ-กฺนานาม
วารณะ-สังคะระ-คาระไคฮ

อุทสาดยันเท จาทิ-ดฺารมาฮ
คุละ-ดฺารมาช ชะ ชาชวะทาฮ

โดไชฮ  -  ด้วยความผิดเช่นนี้, เอไทฮ  -  เขาทั้งหลาย, คุละ-กฺนานาม  -  ของพวกที่ทำลาย ครอบครัว, วารณะ-สังคะระ  -  เด็ก ๆ ที่ไม่พึงปรารถนา, คาระไคฮ  -  เป็นต้นเหตุ, อุทสาดยันเท  -  ถูกทำลาย, จาทิ-ดฺารมาฮ  -  โครงการสังคม, คุละ-ดฺารมาฮ  -  ประเพณี ครอบครัว, ชะ  -  เช่นกัน, ชาชวะทาฮ  -  นิรันดร

คำแปล

จกกรกระทำชั่วของผู้ที่ทำลยล้งประเพณีของครอบครัว  จึงทำให้เด็ก  ๆ  ที่ไม่พึงปรรถนกำเนิดขึ้น  โครงกรเพื่อสังคมและกิจกรรมเพื่อควมอยู่เย็น  เป็นสุขของครอบครัวทั้งหมดก็ถูกทำลยลง

คำอธิบาย

โครงการเพื่อสังคมมนุษย์สี่ระดับ  บวกกับกิจกรรมเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของ  ครอบครัวดังที่ได้กำหนดไว้โดยสถาบัน  สะนาทะนะ-ดฺาระมะ  หรือ  วารณาชระมะ-  ดฺารมะ  ได้ออกแบบไว้เพื่อให้มนุษย์สามารถได้รับความหลุดพ้นขั้นสูงสุด  ดังนั้น  การ  ฝืนกฎวัฒนธรรมของ  สะนาทะนะ-ดฺารมะ  โดยผู้นำที่ไม่รับผิดชอบในสังคมจะนำมาซึ่ง  ปัญหาความวุ่นวายในสังคมและจะทำให้เราลืมจุดมุ่งหมายของชีวิตคือองค์วิชณุ  ผู้นำ  เหล่านี้เรียกว่าผู้นำตาบอด  ผู้ที่ตามผู้นำตาบอดจะถูกนำไปสู่ความสับสนวุ่นวายแน่นอน

โศลก 43 (1.43)

อุทสันนะ-คุละ-ดฺารมาณาม
มะนุชยาณาม จะนารดะนะ

นะระเค นิยะทัม วาโส
บฺะวะทีทิ อนุชุชรุมะ

อุทสันนะ  -  เสีย, คุละ-ดฺารมาณาม  -  สำหรับผู้ที่มีประเพณีครอบครัว, มะนุชยาณาม  -  มนุษย์เช่นนี้, จะนารดะนะ  -  โอ้ คริชณะ, นะระเค  -  ในนรก, นิยะทัม  -  เสมอ, วาสะฮ  -  ที่พัก, บฺะวะทิ  -  กลายมาเป็น, อิทิ-ดังนั้น, อนุชุชรุมะ  -  ข้าได้ยินมาจาก พะรัมพะรา

คำแปล

โอ้  คริชณะ  ผู้ค้ำจุนประชกร  ข้พเจ้ได้ยินมจกพะรัมพะรา  ว่  พวกที่ประเพณี  ของครอบครัวถูกทำลยจะต้องตกไปอยู่ในนรก

คำอธิบาย

อารจุนะทรงมีหลักพื้นฐานในการโต้แย้ง  ไม่ใช่มาจากประสบการณ์แต่ได้ยิน  มาจากผู้ที่เชื่อถือได้  นี่คือวิธีการรับความรู้ที่แท้จริง  เราไม่สามารถมาถึงจุดที่แท้จริง  แห่งความรู้ที่ถูกต้อง  หากไม่มีผู้ที่มีคุณวุฒิอยู่ในความรู้แห่งสัจธรรมให้การช่วยเหลือ  มี  ระบบในสถาบัน  วารณาชระมะ  ซึ่งก่อนตายเราจะต้องเข้าพิธีชดใช้บาปที่ได้กระทำไว้  ผู้  ที่ทำบาปอยู่เสมอจะต้องกระทำพิธีชดใช้เรียกว่า  พรายัชชิททะ  หากไม่ทำเช่นนี้แน่นอน  ว่าจะต้องถูกส่งไปลงนรกเพื่อรับความทุกข์ทรมานจากผลกรรมที่ได้ก่อไว้

โศลก 44 (1.44)

อโฮ บะทะ มะฮัท พาพัม
คารทุม วยะวะสิทา วะยัม
ยัด ราจยะ-สุคฺะ-โลเบฺนะ
ฮันทุม สวะ-จะนัม อุดยะทาฮ

อโฮ  -  อนิจจา, บะทะ  -  มันแปลกอะไรเช่นนี้, มะฮัท  -  ยิ่งใหญ่, พาพัม  -  ความบาป, คาร- ทุม  -  ปฏิบัติ, วิยะวะสิทาฮ  -  ได้ตัดสินใจลงไปแล้ว, วะยัม  -  เรา, ยัท  -  เพราะว่า, ราจยะ- สุคฺะ-โลเบฺนะ  -  ถูกผลักดันด้วยความโลภเพื่อความสุขอย่างใหญ่หลวง, ฮันทุม  -  สังหาร, สวะ-จะนัม  -  สังคญาติ, อุดยะทาฮ  -  พยามยาม

คำแปล

โอ้  อนิจจ  มันแปลกอะไรเช่นนี้  ที่เรเตรียมตัวเพื่อกระทำบปอย่งใหญ่หลวงด้วย  แรงผลักดันจกควมปรรถนเพื่อแสวงหควมสุขอันยิ่งใหญ่  เรจึงตั้งใจสังหร  สังคญติของเรเอง

คำอธิบาย

ด้วยการถูกผลักดันจากแรงกระตุ้นแห่งความเห็นแก่ตัว  เราอาจจะเอนเอียงไป  ทำบาป  เช่น  สังหารพี่  น้อง  พ่อ  หรือแม่ของเราเอง  มีตัวอย่างมากมายในประวัติศาสตร์  โลก  แต่อารจุนะผู้เป็นสาวกใจบุญขององค์ภควาน  ทรงมีจิตสำนึกในหลักแห่งศีลธรรม  อยู่เสมอ  ดังนั้น  จึงทรงพยายามหลีกเลี่ยงการกระทำบาปเช่นนี้

โศลก 45 (1.45)

ยะดิ มาม อพระทีคารัม
อชัสทรัม ชัสทระ-พาณะยะฮ

ดฺารทะราชทรา ระเณ ฮันยุส
ทัน เม คเชมะทะรัม บฺะเวท

ยะดิ  -  ถึงแม้ว่า, มาม  -  ข้าพเจ้า, อพระทีคารัม  -  ปราศจากการต่อต้าน, อชัสทรัม  -  โดยไม่มี อาวุธ, ชัสทระ-พาณะยะฮ  -  ผู้ที่มีอาวุธอยู่ในมือ, ดฺาทะราชทราฮ  -  เหล่าโอรสของดฺริทะ ราชทระ, ระเณ  -  ในสมรภูมิ, ฮันยุฮ  -  อาจสังหาร, ทัท  -  นั้น, เม  -  สำหรับข้า, คเชมะ- ทะรัม  -  ดีกว่า, บฺะเวท  -  อาจเป็น

คำแปล

มันอจเป็นกรดีกว่  ถ้หกว่เหล่โอรสของดฺริทะรชทระผู้มีอวุธครบมือม  สังหรข้ขณะไร้อวุธ  และข้พเจ้จะไม่ตอบโต้ในสนมรบ

คำอธิบาย

เป็นประเพณีตามหลักการต่อสู้ของกษัตริย์ว่า  ศัตรูผู้ไม่มีอาวุธและไม่ยินดีต่อสู้  ไม่ควรถูกทำร้าย  อย่างไรก็ดี  อารจุนะทรงตัดสินใจแล้วว่า  ถึงแม้ศัตรูจะบุกรุกเข้ามาใน  สถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้  พระองค์จะทรงไม่ยอมต่อสู้  โดยมิได้พิจารณาว่า  ฝ่ายตรง  ข้ามมีความปรารถนาจะสู้รบแค่ไหน  ลักษณะอาการทั้งหมดนี้ก็เนื่องมาจากหัวใจที่อ่อน  โยน  จากผลที่ทรงเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่ขององค์ภควาน

โศลก 46 (1.46)

สันจะยะ อุวาชะ
เอวัม อุคทวารจุนะฮ สังคฺเย
ระโทฺพัสทฺะ อุพาวิชัท

วิสริจยะ สะ-ชะรัม ชาพัม
โชคะ-สัมวิกนะ-มานะสะฮ

สันจะยะฮอุวาชะ  -  สันจะยะกล่าว, เอวัม  -  ดังนั้น, อุคทวา  -  กล่าวว่า, อารจุนะฮ  -  อารจุนะ, สังคฺเย  -  ในสมรภูมิ, ระทฺะ  -  ของราชรถ, อุพัสเทฺ  -  บนที่นั่ง, อุพาวิชัท  -  นั่งลงอีกครั้ง หนึ่ง, วิสริจยะ  -  วางลงข้าง ๆ, สะ-ชะรัม  -  พร้อมทั้งลูกศร, ชาพัม  -  คันธนู, โชคะ  -  ความ เศร้าโศกเสียใจ, สัมวิกนะ  -  ความทุกข์, มานะสะฮ  -  ภายในใจ

คำแปล

สันจะยะกล่วว่  “หลังจกอรจุนะตรัสเช่นนี้ที่สมรภูมิแล้ว  ทรงวงคันธนูและ  ลูกศรไว้ข้ง  ๆ  และนั่งลงบนรชรถ  ภยในจิตใจเต็มไปด้วยควมเศร้โศก  เสียใจ”

คำอธิบาย

ขณะที่อารจุนะทรงยืนอยู่บนราชรถสำรวจสถานการณ์ของฝ่ายศัตรู  แต่ว่า  พระองค์ทรงถูกครอบงำด้วยความเศร้าโศกเสียใจ  จึงทรงนั่งลงอีกครั้งพร้อมทั้งวาง  คันธนูและลูกศรลงข้าง  ๆ  ผู้ที่มีจิตสำนึกเมตตาและอ่อนโยนจากการอุทิศตนเสียสละ  รับใช้องค์ภควานเช่นนี้  เป็นผู้เหมาะสมที่จะได้รับความรู้แจ้งแห่งตน

ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย บัฺคธิเวดันธะ บทที่หนึ่งของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทา ในหัวข้อเรื่อง
สำรวจกองทัพที่สมรภูมิคุรุคเชทระ

บทที่ สอง

บทสรุป ภควัต-คีตา

โศลก 1 (2.1)

สันจะยะ อุวาชะ
ทัม ทะทฺา คริพะยาวิชทัม
อัชรุ-พูรณาคุเลคชะณัม

วิชีดันทัม อิดัม วาคยัม
อุวาชะ มะดํุสูดะนะฮ

สันจะยะฮ อุวาชะ  -  สันจะยะกล่าว, ทัม  -  แด่อารจุนะ, ทะทฺา  -  ดังนั้น, คริพะยา  -  ด้วย ความสงสาร, อาวิชทัม  -  เต็มตื้น, อัชรุ-พูรณะ-อาคุละ  -  เปี่ยมไปด้วยน้ำตา, อีคชะณัม  -  ดวงตา, วิชีดันทัม  -  เศร้าโศก, อิดัม  -  เหล่านี้, วาคยัม  -  คำพูด, อุวาชะ  -  กล่าว, มะดํุ- สูดะนะฮ  -  ผู้สังหารมะดํุ

คำแปล

สันจะยะกล่าวว่า  ได้เห็นอารจุนะทรงเปี่ยมไปด้วยความเมตตาสงสาร  จิตใจเศร้า  สลด  ดวงตาเปี่ยมไปด้วยน้ำตา  มะดํุสูดะนะ  คริชณะ  ตรัสดังต่อไปนี้

คำอธิบาย

ความเมตตาสงสารทางวัตถุ  ความเศร้าโศกเสียใจ  และน้ำตา  ทั้งหมดนี้คือ  สัญลักษณ์แห่งอวิชชาต่อดวงชีวิตที่แท้จริง  ความเมตตาสงสารต่อดวงวิญญาณอมตะ  คือความรู้แจ้ง  คำว่า  “มะดํุสูดะนะ”  มีความสำคัญในโศลกนี้  คริชณะทรงสังหาร  อสูรมะดํุ  และบัดนี้  อารจุนะทรงปรารถนาให้คริชณะสังหารมารแห่งความเข้าใจผิดที่  ได้มาครอบงำพระองค์ในการปฏิบัติหน้าที่  ไม่มีใครรู้ว่าความเมตตากรุณาควรนำไป  ใช้อย่างไร  ความเมตตาสงสารต่อเสื้อผ้าของคนที่กำลังจมน้ำเป็นเรื่องไร้เหตุผล  การ  ช่วยเสื้อผ้าหรือช่วยร่างวัตถุที่หยาบ  ของผู้ที่กำลังตกอยู่ในมหาสมุทรแห่งอวิชชานั้น  ไม่สามารถช่วยเขาได้  ผู้ไม่ทราบเช่นนี้  และเศร้าโศกเสียใจกับเสื้อผ้าภายนอก  เรียกว่า  ชูดระ  หรือผู้ที่โศกเศร้าโดยไม่จำเป็น  อารจุนะทรงเป็นกษัตริย์  การกระทำเช่นนี้ไม่  สมควร  อย่างไรก็ดี  ชรีคริชณะทรงสามารถปัดเป่าความโศกเศร้าของผู้ที่ถูกอวิชชา  ครอบงำได้  ด้วยจุดประสงค์นี้พระองค์จึงทรงขับร้องเพลง  ภควัต-คีตา  บทนี้ทรงแนะนำ  เราให้รู้สำนึกตนเองด้วยการวิเคราะห์ศึกษาร่างวัตถุและดวงวิญญาณ  ดังที่ได้อธิบายไว้  โดยผู้ที่เชื่อถือได้สูงสุดคือองค์ชรีคริชณะ  การรู้แจ้งเช่นนี้เป็นไปได้เมื่อเราทำงานโดยไม่  ยึดติดต่อผลทางวัตถุ  และสถิตในแนวคิดแห่งตนเองที่แท้จริงอย่างมั่นคง

โศลก 2 (2.2)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
คุทัส ทวา คัชมะลัม อิดัม
วิชะเม สะมุพัสทิทัม

อนารยะ-จุชทัม อัสวารกยัม
อคีรทิ-คะรัม อารจุนะ

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า, คุทะฮ  -  จากที่ใด, ทวา  -  ถึงท่าน, คัชมะลัม  -  ความสกปรก, อิดัม  -  ความเศร้าโศกเสียใจนี้, วิชะเม  -  ในชั่วโมง ฉุกเฉินนี้, สะมุพัสทิทัม  -  มาถึง, อนารยะ  -  ผู้ที่ไม่รู้คุณค่าของชีวิต, จุชทัม  -  ปฏิบัติโดย, อัสวารกยัม  -  จะไม่นำเราไปสู่โลกที่สูงกว่า, อคีรทิ  -  เสียชื่อเสียง, คะลัม  -  เป็นต้นเหตุ ของ, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  โอ้  อารจุนะที่รัก  มลทินเหล่านี้เกิดขึ้นได้  อย่างไร?  มันไม่เหมาะสำหรับผู้ที่รู้คุณค่าแห่งชีวิต  เพราะจะไม่นำพาเธอไปสู่โลก  ที่สูงกว่า  แต่จะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

คำอธิบาย

คริชณะและบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นบุคคลเดียวกัน  ดังนั้นใน  ภควัต-คีตา  ทั้งเล่มทรงเรียกพระองค์ว่าภควาน  องค์ภควานทรงเป็นสัจธรรมสูงสุด  การ  รู้แจ้งสัจธรรมอันสมบูรณ์เข้าใจได้ในสามระดับคือ  บระฮมัน  หรือดวงวิญญาณอันไร้รูป  ลักษณ์ที่แผ่กระจายอยู่ทั่วไป  พะระมาทมา  หรือพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงประทับอยู่ภายใน  หัวใจของมวลชีวิต  และองค์ภควานหรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์ชรีคริชณะ  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (1.2.11)  ได้อธิบายแนวคิดแห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์ไว้ดังนี้

วะดันทิ ทัท ทัททวะ-วิดัส
ทัททวัม ยัจ กยานัม อัดวะยัม

บระฮเมทิ พะระมาทเมทิ
บฺะกะวาน อิทิ ชับดยะเท

“ผู้รู้แจ้งสัจธรรมที่สมบูรณ์จะเข้าใจได้ในสามระดับซึ่งมีความคล้ายคลึงกันคือ  บระฮมัน  พะระมาทมา  และ  บฺะกะวาน

สามระดับทิพย์นี้เปรียบเทียบได้กับดวงอาทิตย์ที่แบ่งออกเป็นสามส่วน  คือ  แสงอาทิตย์  ผิวอาทิตย์  และดวงอาทิตย์  ผู้ที่ศึกษาเฉพาะแสงอาทิตย์เปรียบได้กับ  นักศึกษาชั้นประถม  ผู้ที่เข้าใจผิวของดวงอาทิตย์อยู่ในระดับที่สูงกว่า  และผู้ที่สามารถ  เข้าไปอยู่ในดวงอาทิตย์ได้เป็นผู้รู้สูงสุด  นักศึกษาทั่วไปที่พอใจกับการเข้าใจเฉพาะแสง  อาทิตย์ซึ่งสาดส่องรัศมีไปทั่วจักรวาลอย่างเจิดจรัสซึ่งเป็นธรรมชาติที่ไร้รูปลักษณ์  เปรียบเทียบได้กับผู้รู้แจ้งเฉพาะในส่วนของ  บระฮมัน  แห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์โดยส่วน  เดียว  นักศึกษาขั้นสูงกว่านี้จะทราบถึงผิวของดวงอาทิตย์ซึ่งเปรียบเทียบได้กับความรู้  ในส่วนของ  พะระมาทมา  ของสัจธรรมที่สมบูรณ์  และนักศึกษาผู้ที่สามารถเข้าไปถึงใจ  กลางดวงอาทิตย์เปรียบเทียบได้กับผู้รู้แจ้งรูปลักษณ์แห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุด  ดัง  นั้น  บัฺคธะ  หรือนักทิพย์นิยมผู้รู้แจ้งในส่วนขององค์ภควานแห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์  ถือว่า  เป็นนักทิพย์นิยมชั้นสูงสุด  ถึงแม้ว่านักศึกษาทั้งหมดจะศึกษาในวิชาเดียวกันคือวิชาแห่ง  สัจธรรมที่สมบูรณ์  แสงอาทิตย์  ผิวของดวงอาทิตย์  และกิจกรรมภายในดวงอาทิตย์เป็น  สิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้  แต่นักศึกษาทั้งสามกลุ่มก็มิได้อยู่ในระดับเดียวกัน

พะราชะระ  มุนิ  ผู้ที่เชื่อถือได้และเป็นพระบิดาของวิยาสะเดวะทรงอธิบายคำ  สันสกฤต  บฺะกะวาน  ว่าหมายถึงบุคลิกภาพสูงสุดผู้ทรงเป็นเจ้าของแห่งความร่ำรวย  ทั้งหมด  พลังอำนาจทั้งหมด  ชื่อเสียงทั้งหมด  ความสง่างามทั้งหมด  วิชาความรู้ทั้งหมด  และความเสียสละทั้งหมด  ผู้มีคุณสมบัติทั้งหมดนี้ได้ชื่อว่าองค์ภควาน  มีมนุษย์หลาย  คนที่ร่ำรวยมาก  มีอำนาจมาก  มีความสง่างามมาก  มีชื่อเสียงมาก  มีความรู้มาก  และ  ไม่ยึดติด  แต่ไม่มีใครที่สามารถอ้างได้ว่าตนเองเป็นเจ้าของแห่งความร่ำรวยทั้งหมด  พลังอำนาจทั้งหมด  ฯลฯ  องค์ชรีคริชณะเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถตรัสเช่น  นี้  เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดรวมทั้งพระ  พรหม  พระศิวะ  หรือพระนารายณ์ที่จะสามารถเป็นเจ้าแห่งความมั่งคั่งอย่างสมบูรณ์  เท่ากับคริชณะ  ดังนั้นพระพรหมทรงสรุปในหนังสือ  บระฮมะ-สัมฮิทา  ว่า  คริชณะ  ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนและไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่า  พระองค์ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าองค์แรกหรือองค์ภควาน  ที่ทราบกันในอีกพระนามหนึ่ง  ว่าโกวินดะ  ผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดสูงสุดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง

อีชวะระฮ พะระมะฮ คริชณะฮ
สัช-ชิด-อานันดะ-วิกระฮะฮ

อนาดิร อาดิร โกวินดะฮ
สารวะ-คาระณะ-คาระณัม

“มีบุคลิกภาพมากมายผู้เป็นเจ้าของคุณสมบัติแห่งองค์ภควาน  แต่คริชณะทรงเป็น  บุคลิกภาพที่สูงสุด  เพราะว่าไม่มีผู้ใดเลอเลิศไปกว่า  พระวรกายของพระองค์ทรงเป็น  อมตะ  เปี่ยมไปด้วยความรู้  และความสุขเกษมสำราญ  พระองค์ทรงเป็นโกวินดะ  ภควาน  องค์แรก  และทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง”  (บระฮมะ-สัมฮิทา  5.1)

มีพระนามของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้ามากมาย  ใน  บฺากะวะธัม  เช่น  กัน  แต่ได้อธิบายไว้ว่าชรีคริชณะทรงเป็นองค์แรกของบุคลิกภาพแห่งพระเจ้า  และจาก  คริชณะจึงมีอวตารแห่งองค์ภควานมากมายที่ทรงแบ่งภาคออกมา

เอเท ชามชะ-คะลาฮ พุมสะฮ
คริชณัส ทะ บฺะะกะวาน สวะยัม

อินดราริ-วิยาคุลัม โลคัม
มริดฺะยันทิ ยุเก ยุเก

“รายพระนามของอวตารแห่งองค์ภควานทั้งหมดที่เสนอไว้  ณ  ที่นี้  เป็นภาคที่แบ่ง  แยกมาจากพระองค์  หรือส่วนของภาคที่แบ่งแยกมาจากพระองค์  แต่คริชณะทรงเป็น  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเอง”  (บฺากะวะธัม  1.3.28  )

ฉะนั้น  คริชณะทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์แรก  ทรงเป็นสัจธรรม  ที่สมบูรณ์  และทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทั้ง  พะระมาทมา  และ  บระฮมัน  ที่ไร้รูปลักษณ์

ต่อหน้าพระพักตร์ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ความเศร้าโศกเสียใจของ  อารจุนะที่ทรงมีต่อบรรดาสังคญาติเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น  ดังนั้น  คริชณะทรงแสดง  ความสนเท่ห์พระฤทัยด้วยคำดำรัสว่า  คุทะฮ  “มาจากไหน”  มลทินนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับ  ผู้ที่อยู่ในชนชั้นที่มีอารยธรรมซึ่งได้ชื่อว่าเป็นชาวอารยัน  คำว่าอารยันใช้กับผู้ที่ทราบ  ถึงคุณค่าแห่งชีวิต  และมีอารยธรรมอยู่บนฐานความรู้แจ้งแห่งดวงวิญญาณ  ผู้ที่มีแนว  ความคิดทางวัตถุเป็นแกนนำจะไม่ทราบจุดมุ่งหมายของชีวิตว่าเราควรรู้แจ้งถึงสัจธรรม  ที่สมบูรณ์คือองค์วิชณุหรือองค์ภควาน  และจะถูกลักษณะภายนอกของโลกวัตถุยั่วยวน  ดังนั้นจึงไม่ทราบว่าความหลุดพ้นคืออะไร  ผู้ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับความหลุดพ้นจาก  พันธนาการทางวัตถุเรียกว่าอนารยชน  ถึงแม้ว่าอารจุนะทรงเป็นกษัตริย์แต่พระองค์ทรง  หลีกเลี่ยงหน้าที่ทั้งหมดด้วยการปฏิเสธที่จะสู้รบ  การกระทำด้วยความขลาดกลัวเช่นนี้  เหมาะสำหรับอนารยชน  การบ่ายเบี่ยงจากหน้าที่เช่นนี้จะไม่ช่วยให้เราเจริญก้าวหน้าใน  ชีวิตทิพย์  และไม่เปิดโอกาสให้เรามีชื่อเสียงที่ดีงามในโลกนี้  องค์ชรีคริชณะทรงไม่เห็น  ด้วยกับสิ่งที่เรียกว่า  ความเมตตาสงสารของอารจุนะที่ทรงมีต่อสังคญาติ

โศลก 3 (2.3)

คไลบยัม มา สมะ กะมะฮ พารทฺะ
ไนทัท ทวะยิ อุพะพัดยะเท

คชุดรัม ฮริดะยะ-โดรบัลยัม
ทยัคทโวททิชทฺะ พะรันทะพะ

คไลบยัม  -  ไร้สมรรถภาพ, มา สมะ  -  ไม่, กะมะฮ  -  นำไป, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนาง พริทา, นะ  -  ไม่เคย, เอทัท  -  นี้, ทวะยิ  -  แก่เธอ, อุพะพัดยะเท  -  เหมาะสม, คชุดรัม  -  เล็ก น้อย, ฮริดะยะ  -  ของหัวใจ, โดรบัลยัม  -  ความอ่อนแอ, ทยัคทวา  -  ยกเลิก, อุททิชทฺะ  -  ลุก ขึ้น, พะรัม-ทะพะ  -  โอ้ ผู้กำราบศัตรู

คำแปล

โอ้  โอรสแห่งพริทา  เธอจงอย่ายอมจำนนให้กับความไร้สมรรถภาพที่น่าอับอาย  จนไม่เป็นตัวของตัวเองเช่นนี้  จงสลัดความอ่อนแอแห่งจิตใจเพียงเล็กน้อยนี้ออก  ไปให้พ้น  และลุกขึ้นมาสู้  โอ้  ผู้กำราบศัตรู

คำอธิบาย

อารจุนะทรงถูกเรียกว่า  โอรสของพริทาผู้ทรงเป็นพระขนิษฐภคินีของวะสุ-  เดวะ  พระบิดาของคริชณะ  ฉะนั้น  อารจุนะทรงมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับ  คริชณะ  หากโอรส  คชัทริยะ  ปฏิเสธการสู้รบผู้นั้นก็เป็น  คชัทริยะ  แต่เพียงในนามเท่านั้น  และหากบุตรของ  บราฮมะณะ  ทำบาป  เขาก็เป็น  บราฮมะณะ  แต่เพียงในนามเท่านั้น  คชัทริยะ  และ  บราฮมะณะ  เช่นนี้เป็นบุตรที่ไร้ค่าของบิดา  ดังนั้น  คริชณะไม่ทรงปรารถนาให้  อารจุนะมาเป็นโอรสกษัตริย์ที่ไร้คุณค่า  จากความน่าเชื่อถือได้ที่อารจุนะทรงเป็นพระ  สหายที่สนิทสนมมากกับคริชณะ  และคริชณะทรงเป็นผู้นำทางของอารจุนะโดยตรงบน  ราชรถ  หากอารจุนะทรงละทิ้งสนามรบไปจะเป็นการกระทำสิ่งที่เสื่อมเสียชื่อเสียงเป็น  อย่างยิ่ง  ดังนั้น  คริชณะจึงตรัสว่าท่าทีของอารจุนะเช่นนี้ไม่เหมาะสมสำหรับบุคลิกภาพ  แห่งกษัตริย์  อารจุนะทรงอาจมีข้อโต้แย้งว่าทรงยกเลิกการสู้รบบนพื้นฐานแนวคิดแห่ง  คุณธรรมอันสูงส่งเพื่อผู้ที่เราควรให้ความเคารพสูงสุด  เช่น  บีฺชมะ  และบรรดาสังคญาติ  แต่คริชณะทรงพิจารณาว่าความมีคุณธรรมอันสูงส่งเช่นนี้  เป็นเพียงความอ่อนแอแห่ง  จิตใจเท่านั้น  คุณธรรมอันสูงส่งที่ผิดเช่นนี้  ผู้ที่เชื่อถือได้ไม่เห็นด้วย  ฉะนั้น  คุณธรรมอัน  สูงส่งหรือที่เรียกว่าอหิงสานี้  บุคคลเช่นอารจุนะควรยกเลิกภายใต้การชี้นำโดยตรงของ  ชรี  คริชณะ

โศลก 4 (2.4)

อารจุนะ อุวาชะ
คะทัม บีชมัม อฮัม สังคฺเย
โดรณัม ชะ มะดํุสูดะนะ

อิชุบิฮ พระทิโยทสยามิ
พูจารฮาพ อริ-สูดะนะ

อารจุนะฮ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัสว่า, คะทัม  -  อย่างไร, บีชมัม  -  บีชมะ, อฮัม  -  ข้าพเจ้า, สังคฺเย -ในการสู้รบ, โดรณัม - โดรณะ, ชะ  -  เช่นกัน, มะดํุ-สูดะนะ  -  โอ้ ผู้สังหารมะดํุ, อิชุบิฮ  -  ด้วยลูกศร, พระทิโยทสยามิ  -  จะโต้ตอบ, พูจา-อารโฮ  -  ผู้ที่ควรเคารพบูชา, อริ- สูดะนะ  -  โอ้ ผู้สังหารศัตรู

คำแปล

อารจุนะตรัสว่า  โอ้  ผู้สังหารศัตรู  โอ้  ผู้สังหารมะดํุ  ข้าจะโต้ตอบด้วยลูกศรใน  สนามรบกับบีชมะและโดรณะผู้ที่ควรค่าได้รับการบูชาจากข้าพเจ้าได้อย่างไร?

คำอธิบาย

ผู้อาวุโสที่ควรเคารพเช่น  พระอัยกาบีชมะ  และพระอาจารย์โดรณาชารยะ  ควร  ได้รับการเคารพบูชาอยู่เสมอ  ถึงแม้ว่าท่านจะมาเพื่อสู้รบ  เราไม่ควรโต้ตอบ  ซึ่งเป็น  มารยาทโดยทั่วไปที่ผู้อาวุโสไม่ควรถูกก้าวร้าวแม้ด้วยคำพูด  ถึงแม้บางครั้งพฤติกรรม  ของอาจารย์จะไม่ถูกต้อง  แต่ไม่ควรถูกปฏิบัติตอบด้วยความก้าวร้าว  แล้วจะให้  อารจุนะตอบโต้ท่านเหล่านี้ได้อย่างไร  คริชณะจะยอมทำร้ายพระอัยกาอุกระเสนะหรือ  พระอาจารย์สานดีพะนิมุนิ  หรือไม่?  เหล่านี้เป็นข้อโต้แย้งบางประการที่อารจุนะเสนอ  แด่คริชณะ

โศลก 5 (2.5)

กูรูน อฮัทวา ฮิ มะฮานุบฺาวาน ชเรโย
โบฺคทุม ไบฺคชยัม อพีฮะ โลเค

ฮัทวารทฺะ-คามามส ทุ กุรูน อิไฮวะ
บํุนจียะ โบฺกาน รุดิระ-พระดิกดฺาน

กุรูน  -  ผู้อาวุโส, อฮัทวา  -  ไม่สังหาร, ฮิ  -  แน่นอน, มะฮาอนุบฺาวาน  -  ดวงวิญญาณผู้ยิ่ง ใหญ่, ชเรยะฮ  -  เป็นสิ่งที่ดีกว่า, โบฺคทุม  -  ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข, ไบฺคชยัม  -  ด้วยการ ภิกขาจาร, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, อิฮะ  -  ในชีวิตนี้, โลเค  -  ในโลกนี้, ฮัทวา -สังหาร, อารทฺะ  -  ได้ รับ, คามาน  -  ปรารถนา, ทุ  -  แต่, กุรูน  -  ผู้อาวุโส, อิฮะ  -  ในโลกนี้, เอวะ  -  แน่นอน, บํุนจี- ยะ  -  ผู้ที่ต้องหาความสุข, โบฺกาน  -  สิ่งที่ให้ความสุข, รุดิระ  -  เลือด, พระดิกดฺาน  -  เปื้อนด้วย

คำแปล

อยู่ในโลกนี้ด้วยการภิกขาจารยังดีกว่าที่จะอยู่ด้วยค่าใช้จ่ายแห่งชีวิตของดวง  วิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นพระอาจารย์ของข้า  แม้ปรารถนาผลกำไรทางโลกแต่ก็  ยังเป็นผู้อาวุโส  หากพวกท่านถูกสังหาร  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความสุขของเราจะ  เปื้อนไปด้วยเลือด

คำอธิบาย

ตามหลักพระคัมภีร์  อาจารย์ผู้กระทำสิ่งที่น่ารังเกียจ  ขาดสติดุลยพินิจ  สมควร  ถูกทอดทิ้ง  บีฺชมะและโดรณะจำเป็นต้องอยู่ฝ่ายดุรโยดฺะนะ  เพราะดุรโยดฺะนะช่วยเหลือ  เรื่องการเงิน  ทั้งสองท่านไม่ควรรับสถานภาพนี้เพียงเพื่อเห็นแก่เงินเท่านั้น  เมื่อเป็นเช่น  นี้ท่านได้สูญเสียคุณสมบัติความน่าเคารพนับถือในฐานะเป็นอาจารย์ไปแล้ว  แต่อารจุนะ  ทรงถือว่าท่านทั้งสองเป็นผู้อาวุโส  หากถูกสังหารเท่ากับผลกำไรทางวัตถุและความสุขที่  อารจุนะได้รับเป็นสิ่งปฏิกูลที่เปื้อนไปด้วยเลือด

โศลก 6 (2.6)

นะ ไชทัด วิดมะฮ คะทะรัน โน กะรีโย
ยัด วา จะเยมะ ยะดิ วา โน จะยะยุฮ

ยาน เอวะ ฮัทวา นะ จิจีวิชามัส
เท ´วัสทิทาฮ พระมุเคฺ ดฺารทะราชทราฮ

นะ  -  ไม่, ชะ  -  เช่นกัน, เอทัท  -  นี้, วิดมะฮ  -  เรารู้, คะทะรัท  -  ซึ่ง, นะฮ  -  สำหรับเรา, กะรียะฮ  -  ดีกว่า, ยัท วา  -  หรือไม่, จะเยมะ  -  เราอาจมีชัย, ยะดิ  -  ถ้า, วา  -  หรือ, นะฮ  -  เรา, จะเยยุฮ  -  พวกเขามีชัย, ยาน  -  เขาเหล่านั้น, เอวะ  -  แน่นอน, ฮัทวา  -  ด้วยการสังหาร, นะ  -  ไม่เคย, จิจีวิชามะฮ  -  เราต้องการที่จะมีชีวิตอยู่, เท  -  ทั้งหมด, อวัสทิทาฮ  -  สถิตอยู่, พระมุเคฺ  -  ข้างหน้า, ดฺารทะราชทราฮ  -  โอรสของดฺริทะราชทระ

คำแปล

เราไม่ทราบว่าสิ่งไหนดีกว่ากัน  เอาชนะพวกเขาหรือให้พวกเขามีชัย  หากสังหาร  เหล่าโอรสของดฺริทะราชทระเราก็ไม่ควรมีชีวิตอยู่เช่นกัน  บัดนี้  พวกเขามายืนอยู่  ต่อหน้าเราในสมรภูมินี้แล้ว

คำอธิบาย

อารจุนะทรงไม่ทราบว่าควรจะรบและเสี่ยงในการเบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่  จำเป็นหรือไม่  ถึงแม้การทำศึกสงครามจะเป็นหน้าที่ของกษัตริย์  หรือควรจะหลีกเลี่ยง  การรบและไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยการภิกขาจาร  หากไม่ได้รับชัยชนะการภิกขาจารก็เป็น  หนทางเดียวที่จะประทังชีวิตอยู่  และชัยชนะก็มิใช่เป็นสิ่งแน่นอนเพราะฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด  อาจมีชัยได้  แม้ชัยชนะกำลังรออยู่  (การกระทำเช่นนี้สมเหตุผล)  หากเหล่าโอรสของ  ดฺริทะราชทระตายในสนามรบก็เป็นการยากลำบากมากที่จะมีชีวิตอยู่โดยปราศจาก  พวกเขา  สถานการณ์เช่นนี้เปรียบเสมือนกับการพ่ายแพ้อีกอย่างหนึ่ง  อารจุนะทรง  พิจารณาอย่างรอบคอบ  เช่นนี้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่เพียงเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่  ขององค์ภควานเท่านั้น  แต่ยังมีความรู้แจ้งอย่างสูง  ทรงสามารถควบคุมจิตใจและ  ประสาทสัมผัสของตนเองได้อย่างสมบูรณ์  ความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยการ  ภิกขาจาร  แม้กำเนิดในตระกูลกษัตริย์เป็นข้อบ่งชี้อีกอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าอารจุ  นะทรงไม่ยึดติดและเป็นผู้มีคุณธรรมอย่างแท้จริง  ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้บวกกับความ  ศรัทธาที่มีต่อคำดำรัสของชรีคริชณะ  (พระอาจารย์ทิพย์)  จึงสรุปได้ว่าอารจุนะทรงมี  ความเหมาะสมเพื่อการหลุดพ้น  นอกจากเราสามารถควบคุมประสาทสัมผัสได้ทั้งหมด  มิฉะนั้น  จะไม่มีโอกาสเจริญขึ้นมาสู่ระดับแห่งความรู้  หากไม่มีความรู้และการอุทิศตน  เสียสละ  เราจะไม่มีโอกาสได้รับความหลุดพ้น  อารจุนะทรงมีคุณสมบัติทั้งหมดเหล่านี้  ซึ่งสำคัญกว่าคุณสมบัติอันยิ่งใหญ่ในความสัมพันธ์ทางวัตถุ

โศลก 7 (2.7)

คารพัณยะ-โดโชพะฮะทะ-สวะบฺาวะฮ
พริชชฺามิ ทวาม ดฺารมะ-สัมมูดฺะ-เชทาฮ

ยัช ชฺเรยะฮ สยาน นิชชิทัม บรูฮิ ทัน เม
ชิชยัส เท ´ฮัม ชาดิ มาม ทวาม พระพันนัม

คารพัณยะ  -  เล็กน้อย, โดชะ  -  ด้วยความอ่อนแอ, อุพะฮะทะ  -  ทำให้เดือดร้อน, สวะ  -  บฺาวะฮ  -  บุคลิก, พริชชฺามิ  -  ข้าพเจ้าขอถาม, ทวาม  -  แด่พระองค์, ดฺารมะ  -  ศาสนา, สัมมูดฺะ  -  สับสน, เชทาฮ  -  ในหัวใจ, ยัท  -  อะไร, ชเรยะฮ  -  ดีทั้งหมด, สยาท  -  อาจจะ, นิชชิทัม  -  ความมั่นใจ, บรูฮิ  -  บอก, ทัท  -  นั้น, เม  -  แด่ข้าพเจ้า, ชิชยะฮ  -  สาวก, เท  -  ของ พระองค์, อฮัม  -  ข้าพเจ้าเป็น, ชาดิ  -  ได้โปรดสั่งสอน, มาม  -  ข้าพเจ้า, ทวาม  -  แด่พระองค์, พระพันนัม  -  ศิโรราบ

คำแปล

บัดนี้  ข้าพเจ้ารู้สึกสับสนเกี่ยวกับหน้าที่และสูญเสียความสงบจนหมดสิ้น  อันเนื่อง  มาจากความอ่อนแอเล็กน้อย  ในสภาวะเช่นนี้ข้าพเจ้าขอเรียนถามได้ทรงโปรด  กรุณาตรัสอย่างชัดเจนด้วยว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับข้า  บัดนี้ข้าพเจ้าขอนอบ  น้อมเป็นสาวก  วิญญาณดวงนี้ขอศิโรราบแด่พระองค์  ทรงโปรดกรุณาชี้ทาง

คำอธิบาย

โดยวิถีทางของธรรมชาติระบบอันสมบูรณ์ของงกิจกรรมทางวัตถุเป็นต้นเหตุ  แห่งความสับสนวุ่นวายสำหรับทุกคน  ความสับสนวุ่นวายมีอยู่ในทุกฝีก้าว  ดังนั้น  จะเป็น  ประโยชน์อย่างยิ่งหากเราเข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้ซึ่งสามารถให้คำแนะนำที่  เหมาะสมเพื่อนำไปปฏิบัติให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายแห่งชีวิต  วรรณกรรมพระเวททั้งหมด  แนะนำเราให้เข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  เพื่อให้เป็นอิสระจากความสับสน  วุ่นวายแห่งชีวิตซึ่งเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ปรารถนา  เสมือนดั่งไฟป่าที่ลุกไหม้ขึ้นมาโดยไม่มี  ใครจุด  ลักษณะเดียวกัน  สถานการณ์โลกทำให้ชีวิตเกิดความสับสนวุ่นวายโดยปริยาย  ทั้ง  ๆ  ที่ไม่มีใครต้องการมัน  ไม่มีใครต้องการให้ไฟไหม้แต่ไฟก็ไหม้และทำให้เราสับสน  วุ่นวาย  ปรัชญาพระเวทแนะนำว่า  ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับความสับสนวุ่นวายแห่งชีวิต  และเข้าใจถึงศาสตร์แห่งการแก้ปัญหา  เราต้องเข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ผู้อยู่ในสาย  พะรัมพะรา  บุคคลผู้มีพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้จะรู้แจ้งในทุกสิ่งทุกอย่าง  ดังนั้น  เรา  ไม่ควรอยู่ในความสับสนวุ่นวายทางวัตถุแต่ควรเข้าพบพระอาจารย์  นี่คือคำอธิบายของ  โศลกนี้

ใครคือบุคคลผู้อยู่ในความสับสนวุ่นวายทางวัตถุ?  บุคคลนั้นคือผู้ที่ไม่เข้าใจ  ปัญหาของชีวิต  ใน  บริฮัด-อารัณยะคะ  อุพะนิชัด  (3.8.10)  ได้อธิบายถึงผู้สับสนวุ่นวาย  ไว้ดังนี้  โย  วา  เอทัด  อัคชะรัม  การกิ  อวิดิทวาสมาล  โลคาท  ไพรทิ  สะ  คริพะณะฮ  “บุคคล  ผู้มีความโลภไม่แก้ปัญหาชีวิตแม้เกิดมาเป็นมนุษย์  และจากโลกนี้ไปเหมือนแมวและสุนัข  โดยไม่เข้าใจศาสตร์ความรู้แจ้งแห่งตน”  ร่างมนุษย์มีคุณค่าสูงสุดสำหรับสิ่งมีชีวิตในการ  ที่จะใช้มันเพื่อแก้ปัญหาชีวิต  ฉะนั้น  ผู้ไม่ใช้โอกาสนี้อย่างเหมาะสมเป็นคนที่โง่เขลา  อีก  ด้านหนึ่ง  มีพราหมณ์หรือผู้ฉลาดพอที่จะใช้ร่างกายนี้แก้ปัญหาชีวิตทั้งหมด  ยะ  เอทัด  อัคชะรัม  การกิ  วิดิทวาสมาล  โลคาท  ไพรทิ  สะ  บราฮมะณะฮ

คริพะณะ  หรือคนโลภเสียเวลากับความเสน่หาต่อครอบครัว  สังคม  และ  ประเทศ  ฯลฯ  มากเกินไป  ตามแนวคิดชีวิตแห่งโลกวัตถุ  ส่วนมากจะยึดติดอยู่กับชีวิต  ครอบครัว  เช่น  ภรรยา  บุตร  ธิดา  และสมาชิกอื่น  ๆ  บนพื้นฐานของ  ”โรคผิวหนัง”  คริพะณะ  คิดว่าตัวเขาเองสามารถปกป้องสมาชิกในครอบครัวให้พ้นจากความตาย  ได้  หรือมิเช่นนั้น  คริพะณะ  ก็จะคิดว่าครอบครัวหรือสังคมสามารถช่วยเขาให้หลุดพ้น  จากเงื้อมมือของพญามัจจุราชได้  ความยึดติดกับครอบครัวเช่นนี้พบได้แม้ในสัตว์ชั้นต่ำ  ที่ดูแลลูกของมันเช่นเดียวกัน  ด้วยความมีสติปัญญาอารจุนะทรงเข้าใจว่าความเสน่หา  ในการยึดติดต่อสมาชิกในครอบครัวและความปรารถนาที่จะปกป้องพวกเขาจากความ  ตาย  เป็นต้นเหตุแห่งความสับสนวุ่นวาย  ถึงแม้อารจุนะทรงทราบดีว่าหน้าที่ในการรบรอ  คอยพระองค์อยู่  แต่เนื่องมาจากความอ่อนแอเพียงเล็กน้อยทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตาม  หน้าที่ได้  ฉะนั้น  อารจุนะทรงตรัสถามคริชณะ  ผู้ทรงเป็นพระอาจารย์ทิพย์สูงสุดเพื่อให้  ได้คำตอบที่แน่นอน  อารจุนะทรงถวายชีวิตแด่คริชณะด้วยการมาเป็นสาวก  พระองค์  ทรงปรารถนาที่จะหยุดการสนทนาฉันมิตร  การสนทนาระหว่างพระอาจารย์และสาวก  เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง  บัดนี้  อารจุนะทรงปรารถนาที่จะสนทนาอย่างจริงจังต่อหน้าพระ  พักตร์ของผู้ที่พระองค์ทรงยอมรับว่าเป็นพระอาจารย์ทิพย์  ดังนั้น  คริชณะทรงเป็นพระ  อาจารย์ทิพย์องค์แรกแห่งศาสตร์ภควัต-คีตา  และอารจุนะทรงเป็นสาวกรูปแรกที่เข้าใจ  ภควัต-คีตา  อารจุนะทรงเข้าใจภควัต-คีตาอย่างไรนั้น  ได้กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  เอง  ถึง  กระนั้น  ยังมีนักวิชาการทางโลกผู้เบาปัญญาอธิบายว่าเราไม่จำเป็นต้องยอมจำนนต่อ  คริชณะในฐานะที่ทรงเป็นบุคคล  แต่ยอมจำนนต่อ  “ผู้ที่ยังไม่เกิดภายในองค์คริชณะ”  ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างภายในและภายนอกของคริชณะ  ผู้ที่ไม่สามารถเข้าใจเช่นนี้  เป็น  บุคคลโง่เขลาเบาปัญญาที่สุดในความพยายามที่จะเข้าใจ  ภควัต-คีตา  โศลก

โศลก 8 (2.8)

นะ ฮิ พระพัชยามิ มะมาพะนุดยาด
ยัช โชฺคัม อุชโชฺชะณัม อินดริยาณาม

อวาพยะ บํูมาพ อสะพัทนัม ริดดัม
ราจยัม สุราณาม อพิ ชาดิพัทยัม

นะ  -  ไม่, ฮิ  -  แน่นอน, พระพัชยามิ  -  ข้าพเจ้าเห็น, มะมะ  -  ของข้าพเจ้า, อพะนุดยาท  -  สามารถขจัดออก, ยัท  -  สิ่งซึ่ง, โชคัม  -  ความเศร้าโศก, อุชโชฺชะณัม  -  แห้งผาก, อินดริ ยาณาม  -  ของประสาทสัมผัส, อวาพยะ  -  บรรลุถึง, บํูโม  -  บนโลก, อสะพัทนัม  -  โดยไม่มี คู่แข่ง, ริดดัม  -  มั่งคั่ง, ราจยัม  -  อาณาจักร, สุราณาม  -  ของเหล่าเทวดา, อพิ  -  ถึงแม้, ชะ  -  เช่นกัน, อาดิพัทยัม  -  ยิ่งใหญ่ที่สุด

คำแปล

ข้าพเจ้าไม่สามารถหาวิธีขจัดความทุกข์ที่ทำให้ประสาทสัมผัสเหือดแห้งลงได้  ถึงแม้ได้รับชัยชนะทั้งทรัพย์สมบัติและอาณาจักรที่ไร้คู่แข่งบนโลกนี้  พร้อมทั้ง  อำนาจสูงสุดเยี่ยงเทวดาบนสวรรค์  ก็จะไม่สามารถขจัดปัดเป่ามันออกไปได้

คำอธิบาย

ถึงแม้ว่าอารจุนะทรงยกข้ออ้างมากมาย  ตามหลักความรู้ทางศาสนาและหลัก  ศีลธรรม  แต่ดูเหมือนว่าไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้  หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจาก  พระอาจารย์ทิพย์องค์ชรีคริชณะ  อารจุนะทรงสามารถเข้าใจว่าสิ่งที่สมมุติว่าเป็นความ  รู้ที่มีอยู่นั้นใช้ไม่ได้ในการที่จะขจัดปัดเป่าปัญหาที่ทำให้พระวรกายของพระองค์แห้งผาก  ลง  และเป็นไปไม่ได้ที่อารจุนะจะทรงสามารถแก้ปัญหาความสับสันวุ่นวายนี้ได้โดยไม่  ได้รับความช่วยเหลือจากพระอาจารย์ทิพย์เช่นคริชณะ  ความรู้ทางโลก  ความเป็นผู้คง  แก่เรียน  และตำแหน่งสูง  ๆ  ฯลฯ  ทั้งหมดเหล่านี้ใช้ไม่ได้ในการนำมาแก้ปัญหาชีวิต  พระ  อาจารย์ทิพย์เช่นคริชณะเท่านั้นที่ทรงสามารถให้ความช่วยเหลือเราได้  ฉะนั้น  ข้อสรุป  คือพระอาจารย์ทิพย์ผู้มีคริชณะจิตสำนึกร้อยเปอร์เซ็นต์  เป็นพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือ  ได้เพราะท่านสามารถแก้ปัญหาชีวิตได้  องค์เชธันญะตรัสว่าผู้ที่มีความรู้จริงในศาสตร์  แห่งคริชณะจิตสำนึกจึงจะเป็นพระอาจารย์ทิพย์ที่แท้จริง  ไม่ว่าสถานภาพทางสังคม  ของท่านจะเป็นเช่นไร

คิบา วิพระ, คิบา นยาสี, ชูดระ เคเน นะยะ

เย  คริชณะ-ทัททวะ-เวททา,  เส  ′กุรุ´  ฮะยะ  “มันไม่สำคัญที่บุคคลเป็น  วิพระ  (ผู้มีความรู้มากในปรัชญาพระเวท)  ผู้เกิดในตระกูล  ต่ำ  หรือเป็นผู้ใช้ชีวิตสละโลกวัตถุ  หากผู้ใดมีความรู้จริงในศาสตร์แห่งคริชณะจิตสำนึก  ผู้นั้นสมบูรณ์และเป็นพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้”  (เชธันญะ-ชะริทามริทะ,  มัดฺยะ  8.128)  ดังนั้น  หากไม่มีความรู้จริงในศาสตร์แห่งคริชณะจิตสำนึก  ไม่มีผู้ใดสามารถเป็น  พระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้  ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระเวทอีกเช่นกันว่า

ชัท-คารมะ-นิพุโณ วิโพร
มันทระ-ทันทระ-วิชาระดะฮ

อไวชณะโว กุรุร นะ สยาด
ไวชณะวะฮ ชวะ-พะโช กุรุฮ

“บระฮมะณะ  ผู้คงแก่เรียนมีความชำนาญในสาขาวิชาของพระเวททั้งหมด  ยังไม่เหมาะ  สมที่จะมาเป็นพระอาจารย์ทิพย์  หากมิได้เป็นไวชณะวะหรือผู้มีความชำนาญใน  ศาสตร์แห่งคริชณะจิตสำนึก  แต่ผู้ที่เกิดในตระกูลต่ำสามารถมาเป็นพระอาจารย์ทิพย์ที่  เชื่อถือได้  หากว่าผู้นั้นเป็นไวชณะวะหรือมีคริชณะจิตสำนึก”  (พัดมะ  พุราณะ)

ปัญหาชีวิตทางวัตถุ  เช่น  การเกิด  การแก่  การเจ็บ  และการตาย  แก้ไขไม่ได้  ด้วยการสะสมทรัพย์สมบัติและพัฒนาเศรษฐกิจ  มีส่วนต่าง  ๆ  มากมายในโลกที่รัฐมีสิ่ง  อำนวยความสะดวกแด่ชีวิตอย่างสมบูรณ์  เต็มไปด้วยความมั่งคั่งและเศรษฐกิจที่ดีแต่  ปัญหาทางวัตถุก็ยังปรากฏอยู่  พวกเขาเสาะแสวงหาสันติภาพด้วยวิธีต่าง  ๆ  แต่จะได้รับ  ความสุขอย่างแท้จริงก็ด้วยการมาปรึกษากับคริชณะหรือ  ภควัต-คีตา  และ  ชรีมัด-  บฺากะวะธัม  เท่านั้น  ซึ่งประกอบกันเป็นศาสตร์แห่งคริชณะ  โดยผ่านทางผู้แทนที่เชื่อถือ  ได้ของคริชณะ  หรือบุคคลในคริชณะจิตสำนึก

หากการพัฒนาเศรษฐกิจและความสะดวกสบายทางวัตถุสามารถขจัดความ  เศร้าโศกเสียใจของเราจากความมึนเมาทางครอบครัว  สังคม  ชาติ  และระดับนานาชาติ  ได้  อารจุนะคงไม่ตรัสว่า  แม้แต่ราชอาณาจักรในโลกที่ไร้ศัตรูคู่แข่ง  หรืออำนาจสูงสุด  เยี่ยงเหล่าเทวดาบนสรวงสวรรค์ยังไม่สามารถขจัดความเศร้าโศกของพระองค์ได้  ฉะนั้น  อารจุนะจึงทรงแสวงหาที่พึ่งในคริชณะจิตสำนึก  และนี่คือวิถีทางที่ถูกต้องเพื่อสันติภาพ  และความสามัคคี  การพัฒนาเศรษฐกิจหรืออำนาจความยิ่งใหญ่ในโลกอาจจบสิ้นลงใน  วินาทีใดก็ได้  จากกลียุคแห่งธรรมชาติวัตถุ  แม้วิวัฒนาการที่จะไปอยู่ในดาวเคราะห์ที่สูง  กว่า  ดังที่มนุษย์พยายามขึ้นไปบนดวงจันทร์  สิ่งนี้อาจจบสิ้นลงในวินาทีใดก็ได้  ภควัต-  คีตา  ยืนยันไว้ดังนี้  คชีเณ  พุณเย  มารทยะ-โลคัม  วิชันทิ  “เมื่อผลบุญหมดสิ้น  เราจะ  ตกต่่ำลงมาจากจุดสูงสุดแห่งความสุขมาสู่สภาพชีวิตที่ต่ำสุด”  มีนักการเมืองมากมาย  ในโลกที่ตกต่ำลงมาในทำนองนี้  การตกต่ำลงมาเช่นนี้เป็นอีกเหตุหนึ่งที่เพิ่มความเศร้า  โศกให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ฉะนั้น  หากเราต้องการขจัดความเศร้าโศกให้หมดสิ้นไปอย่างถาวร  เราต้อง  ยอมรับเอาคริชณะเป็นที่พึ่ง  ดังเช่นอารจุนะทรงปรารถนาจะทำ  ดังนั้น  อารจุนะจึงทรง  ตรัสถามคริชณะให้ทรงช่วยแก้ปัญหาอย่างถอนรากถอนโคน  และนี่คือวิธีแห่งคริชณะ  จิตสำนึก

โศลก 9 (2.9)

สันจะยะ อุวาชะ
เอวัม อุคทวา ฮริชีเคชัม
กุดาเคชะฮ พะรันทะพะฮ

นะ โยทสยะ อิทิ โกวินดัม
อุคทวา ทูชณีม บะบํูวะ ฮะ

สันจะยะฮ อุวาชะ  -  สันจะยะกล่าวว่า, เอวัม  -  ดังนั้น, อุคทวา  -  ตรัส, ฮริชีเคชัม  -  แด่ คริชณะเจ้าแห่งประสาทสัมผัส, กุดาเคชะฮ  -  อารจุนะเจ้าแห่งผู้ขจัดอวิชชา, พะรันทะ พะฮ  -  ผู้กำราบศัตรู, นะ โยทสเย  -  ข้าพเจ้าจะไม่ต่อสู้, อิทิ  -  ดังนั้น, โกวินดัม  -  แด่คริชณะ ผู้ให้ความสุขแด่ประสาทสัมผัส, อุคทวา  -  ตรัส, ทูชณีม  -  นิ่งเงียบ, บะบํูวะ  -  มาเป็น, ฮะ  -  แน่นอน

คำแปล

สันจะยะกล่าวว่า  หลังจากตรัสเช่นนี้แล้วอารจุนะผู้กำราบศัตรูตรัสต่อคริชณะว่า  “ข้าแต่องค์โกวินดะ  ข้าพเจ้าจะไม่รบ”  และมีอาการสงบนิ่ง

คำอธิบาย

พระราชาดฺริทะราชทระทรงมีความยินดีมากที่รู้ว่าอารจุนะไม่ยอมรบ  และจะ  หนีออกจากสนามรบเพื่อไปภิกขาจารหาเลี้ยงชีพ  แต่สันจะยะได้ทำให้ดฺริทะราชทระทรง  ผิดหวังอีกครั้งหนึ่งด้วยการกล่าว  อารจุนะทรงมีความสามารถในการสังหารศัตรู  (พะรัน  ทะพะฮ)  ถึงแม้อารจุนะในตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศกอันมิบังควร  เนื่องจากความ  รักความห่วงใยที่มีต่อครอบครัว  อารจุนะทรงยอมศิโรราบมาเป็นสาวกของคริชณะพระ  อาจารย์ทิพย์สูงสุด  แสดงให้เห็นว่าในไม่ช้าจะเป็นอิสระจากความเศร้าโศกอันมิควรซึ่ง  มีผลสืบเนื่องมาจากความรักและความห่วงใยในครอบครัว  และจะได้รับแสงสว่างจาก  ความรู้อันสมบูรณ์ในการรู้แจ้งแห่งตนหรือคริชณะจิตสำนึก  จากนั้น  อารจุนะจะทรง  ลุกขึ้นมาสู้อย่างแน่นอน  ดังนั้น  ความสุขของดฺริทะราชทรงถูกทำให้เลือนหายไป  เพราะ  คริชณะทรงทำให้อารจุนะได้รับแสงสว่างและจะต่อสู้จนถึงที่สุด

โศลก 10 (2.10)

ทัม อุวาชะ ฮริชีเคชะฮ
พระฮะสันน อิวะ บฺาระทะ

เสนะโยร อุบฺะโยร มัดฮเย
วิชีดันทัม อิดัม วะชะฮ

ทัม  -  แต่เขา, อุวาชะ  -  ตรัส, ฮริชีเคชะฮ  -  คริชณะเจ้าแห่งประสาทสัมผัส, พระฮะสัน  -  ทรงแย้มพระสรวล, อิวะ  -  เหมือนเช่นนั้น, บฺาระทะ  -  โอ้ ดฺริทะราชทระผู้สืบราชวงศ์ บฺาระทะ, เสนะโยฮ  -  ของศัตรู, อุบฺะโยฮ  -  ของทั้งสองฝ่าย, มัดฺเย  -  ระหว่าง, วิชีดันทัม  -  แด่ผู้ที่มีความโศกเศร้า, อิดัม  -  ต่อไปนี้, วะชะฮ  -  คำพูด

คำแปล

โอ้  ผู้สืบราชวงศ์บฺะระทะ  ขณะนั้นคริชณะทรงแย้มพระสรวลอยู่ท่ามกลางกองทัพ  ทั้งสองฝ่าย  และตรัสแด่อารจุนะผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศก  ดังต่อไปนี้

คำอธิบาย

การสนทนาได้ดำเนินต่อไประหว่างสหายสนิทผู้ทรงมีพระนามว่าฮริชีเคชะและ  กุดาเคชะ  ในฐานะที่เป็นสหายทั้งคู่ทรงอยู่ในระดับเดียวกัน  แต่เมื่อองค์หนึ่งอาสามาเป็น  ศิษย์  คริชณะทรงแย้มพระสรวลเพราะสหายของพระองค์ยอมมาเป็นศิษย์  ในฐานะที่เป็น  เจ้าของมวลชีวิตพระองค์ทรงอยู่ในสถานภาพที่เหนือกว่า  คือเป็นพระอาจารย์ของทุก  ๆ  ชีวิต  แต่พระองค์ทรงยอมมาเป็นสหาย  เป็นโอรส  หรือเป็นที่รักของสาวกผู้ปรารถนาให้  พระองค์แสดงบทเหล่านี้  เมื่อได้รับการยอมรับให้เป็นพระอาจารย์ก็ทรงรับบทนี้ทันที  และตรัสต่อสาวกเยี่ยงพระอาจารย์ด้วยสุรเสียงอันหนักแน่น  การสนทนาระหว่างพระ  อาจารย์และศิษย์แลกเปลี่ยนกันอย่างเปิดเผยต่อหน้ากองทัพทั้งสองฝ่ายเพื่อประโยชน์  ของทุกคน  ฉะนั้น  การสนทนา  ภคัวต-คีตา  มิใช่สำหรับเฉพาะบุคคล  สมาคม  หรือ  เฉพาะสังคมใดสังคมหนึ่งเท่านั้น  แต่สำหรับทุก  ๆ  คน  ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูก็มี  สิทธิ์รับฟังได้เท่าเทียมกัน

โศลก 11 (2.11)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
อโชชยาน อันวะโชชัส ทวัม
พระกยา-วาดามช ชะ บฺาชะเส

กะทาสูน อกะทาสูมช ชะ
นานุโชชันทิ พัณดิทาฮ

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, อโชชยาน  -  ไม่ควรค่าแก่การ เศร้าโศก, อันวะโชชะฮ  -  เธอกำลังโศกเศร้า, ทวัม  -  ท่าน, พระกยา-วาดาน  -  พูดอย่างมี การศึกษาสูง, ชะ  -  เช่นกัน, บฺาชะเส  -  พูด, กะทะ  -  สูญเสีย, อสูน  -  ชีวิต, อกะทะ  -  ไม่ผ่านพ้น, อสูน  -  ชีวิต, ชะ  -  เช่นกัน, นะ  -  ไม่เคย, อนุโชชันทิ  -  เศร้าโศก, พัณดิทาฮ  -  ผู้มีความรู้สูง

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  ขณะที่พูดด้วยวาจาอันสูงส่งแต่เธอกลับมา  เศร้าโศกกับสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่ความโศกเศร้า  ผู้มีปัญญาจะไม่เศร้าโศกไปกับผู้ที่  ยังมีชีวิตอยู่หรือผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

คำอธิบาย

ทันทีที่องค์ภควานทรงรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์  ทรงสั่งสอนศิษย์ด้วยการ  เรียกโดยอ้อมว่า  เจ้าคนโง่  คริชณะตรัสว่า  “เธอพูดเหมือนกับนักปราชญ์แต่ไม่รู้ว่าผู้ที่  เป็นนักปราชญ์หรือผู้ที่รู้ข้อแตกต่างระหว่างร่างกายกับดวงวิญญาณ  จะไม่เศร้าโศกไม่  ว่าร่างกายจะอยู่ในสภาวะที่มีชีวิิตอยู่หรือตายไปแล้ว”  ดังที่จะอธิบายในบทต่อ  ๆ  ไป  ให้ทราบชัดเจนว่า  ความรู้หมายถึงรู้วัตถุและดวงวิญญาณและรู้ถึงผู้ควบคุมทั้งสองสิ่ง  นี้  อารจุนะทรงโต้เถียงว่า  เราควรจะให้ความสำคัญแก่หลักศาสนามากกว่าการเมือง  หรือการสังคม  แต่อารจุนะทรงไม่ทราบว่าความรู้วัตถุ  ดวงวิญญาณ  และองค์ภควาน  มีความสำคัญกว่าพิธีกรรมทางศาสนา  หากไม่มีความรู้เช่นนี้ก็ไม่ควรอวดอ้างตนเอง  ว่าเป็นผู้มีความรู้สูง  เพราะไม่รู้  จึงต้องมาเศร้าโศกกับสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่ความโศกเศร้า  ร่างกายที่เกิดมาแล้วจะต้องมาถึงจุดจบไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้  ฉะนั้น  ร่างกายจึงไม่สำคัญเท่า  ดวงวิญญาณ  ผู้ทราบเช่นนี้จึงจะเป็นผู้รู้ที่แท้จริง  บุคคลผู้นี้จะไม่มีความเศร้าโศกเสียใจ  อันเนื่องมาจากร่างกายวัตถุ

โศลก 12 (2.12)

นะ ทุ เอวาฮัม จาทุ นาสัม
นะ ทวัม เนเม จะนาดิพาฮ

นะ ไชวะ นะ บฺะวิชยามะฮ
สารเว วะยัม อทะฮ พะรัม

นะ  -  ไม่เคย, ทุ  -  แต่, เอวะ  -  แน่นอน, อฮัม  -  ข้าพเจ้า, จาทุ  -  ทุกขณะ, นะ  -  ไม่, อาสัม  -  เป็นอยู่, นะ  -  ไม่, ทวัม  -  ท่าน, นะ  -  ไม่, อิเม  -  ทั้งหมดนี้, จะนะ  -  อดิพาฮ  -  เหล่ากษัตริย์, นะ  -  ไม่, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, นะ  -  ไม่, บฺะวิชยามะฮ  -  จะมีชีวิตอยู่, สารเว วะยัม  -  เราทั้งหมด, อทะฮ พะรัม  -  หลังจากนี้

คำแปล

ไม่มีขณะใดเลยที่ตัวข้า  ตัวเธอ  หรือกษัตริย์ทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีชีวิตอยู่  แม้ใน  อนาคตพวกเราทั้งหมดก็จะยังคงมีชีวิตอยู่

คำอธิบาย

ในคัมภีร์พระเวท  คะทฺะ  อุพะนิชัด  รวมทั้งใน  ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  ได้  กล่าวไว้ว่า  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นผู้ค้ำจุนสิ่งมีชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วน  ตามสภาวะกรรมและผลกรรมของแต่ละชีวิต  และภาคที่แยกมาจากบุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้าองค์เดียวกันนี้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุก  ๆ  ชีวิต  นักบุญเท่านั้นที่  สามารถเห็นบุคลิกภาพแห่งพระเจ้าองค์เดียวกันนี้ทั้งภายในและภายนอก  และสามารถ  ได้รับความสงบที่สมบูรณ์นิรันดรอย่างแท้จริง

นิทโย นิทยานาม เชทะนัช เชทะนานาม
เอโค บะฮูนาม โย วิดะดฺาทิ คามาน

ทัม อาทมะ-สทัม เย 'นุพัชยันทิ ดีราส
เทชาม ชานทิฮ ชาชวะที เนทะเรชาม

(Kaṭha Upaniṣad 2.2.13)

สัจธรรมพระเวทที่ทรงให้แด่อารจุนะก็ทรงให้กับทุก  ๆ  คนในโลก  ที่อ้าง  ว่าตนเองมีการศึกษาสูงแต่อันที่จริงด้อยการศึกษา  องค์ภควานตรัสอย่างชัดเจนว่า  พระองค์เอง  อารจุนะ  และบรรดากษัตริย์ทั้งหลายที่มาชุมนุมกัน  ณ  สมรภูมิแห่งนี้  แท้  ที่จริงแล้วเป็นปัจเจกบุคคลนิรันดร  องค์ภควานทรงเป็นผู้ค้ำจุนมวลปัจเจกชีวิตทั้ง  ในสภาวะวัตถุและสภาวะหลุดพ้นแล้ว  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นปัจเจก  บุคลิกภาพสูงสุด  อารจุนะสหายนิรันดรของพระองค์  และกษัตริย์ทั้งหมดที่มาชุมนุมกัน  อยู่  ณ  ที่นี้  ทรงเป็นปัจเจกบุคคลนิรันดร  มิใช่ว่ามิได้เป็นปัจเจกบุคคลในอดีต  และมิใช่  ว่าจะไม่มีชีวิตอยู่เป็นปัจเจกบุคคลตลอดเวลา  ความเป็นปัจเจกบุคคลมีอยู่ในอดีต  และ  ความเป็นปัจเจกบุคคลจะคงมีอยู่ต่อไปในอนาคตอย่างไม่หยุดยั้ง  ดังนั้น  จึงไม่มีเหตุผลที่  จะต้องเศร้าโศกต่อผู้ใด

ทฤษฎีของมายาวาดีที่ว่า  หลังจากหลุดพ้นเป็นอิสรภาพแล้วปัจเจกวิญญาณ  จะถูกแยกออกจากการครอบงำของมายาหรือความหลง  และจะกลืนหายเข้าไปใน  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  สูญเสียความเป็นปัจเจกบุคคล  องค์ชรีคริชณะผู้ที่เชื่อถือได้  สูงสุดทรงไม่เห็นด้วย  ณ  ที่นี้  หรือทฤษฎีที่ว่าเราคิดถึงความเป็นปัจเจกบุคคลในเฉพาะ  สภาวะวัตถุเท่านั้น  ทฤษฎีนี้มิได้รับการยอมรับ  องค์คริชณะตรัสอย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  ในอนาคตก็เช่นกัน  ความเป็นปัจเจกบุคคลของพระองค์  และทุก  ๆ  ชีวิตจะคงอยู่ตลอด  ไปนิรันดร  ดังที่ได้ยืนยันไว้ใน  อุพะนิชัด  คำดำรัสเช่นนี้ของคริชณะทรงเป็นที่เชื่อถือได้  เพราะว่าคริชณะทรงไม่อยู่ภายใต้ความหลง  หากความเป็นปัจเจกบุคคลไม่เป็นความ  จริง  คริชณะจะไม่ทรงเน้นมากเช่นนี้  แม้ในอนาคต  มายาวาดีอาจโต้เถียงว่า  ปัจเจกบุคคล  ที่คริชณะตรัสมิใช่เป็นทิพย์  แต่เป็นวัตถุ  ถึงแม้ว่าเรายอมรับข้อโต้เถียงว่าปัจเจกบุคคลเป็น  วัตถุ  แล้วเราจะแยกความเป็นปัจเจกบุคคลของคริชณะได้อย่างไร  คริชณะทรงยืนยันความเป็น  ปัจเจกบุคคลของพระองค์ในอดีตและทรงยืนยันความเป็นปัจเจกบุคคลของพระองค์ใน  อนาคตเช่นเดียวกัน  พระองค์ทรงยืนยันความเป็นปัจเจกบุคคลของพระองค์ในหลาย  ๆ  ทาง  และ  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์ได้อธิบายไว้ว่าเป็นรองลงมาจากพระองค์  คริชณะ  ทรงอนุรักษ์ความเป็นปัจเจกทิพย์เรื่อยมา  ถ้าหากว่าเรายอมรับพระองค์ว่าทรงเป็น  พันธวิญญาณธรรมดาในปัจเจกจิตสำนึก  ภควัต-คีตา  ของพระองค์ก็จะไม่มีคุณค่าว่า  เป็นพระคัมภีร์ที่เชื่อถือได้  บุคคลธรรมดาผู้มีจุดอ่อนที่บกพร่องสี่ประการของมนุษย์ไม่  สามารถสอนสิ่งที่มีคุณค่าควรสดับฟังได้  คีตา  อยู่เหนือวรรณกรรมเช่นนี้  ไม่มีหนังสือ  ใด  ๆ  ทางโลกเปรียบเทียบได้กับ  ภควัต-คีตา  หากเรายอมรับว่าคริชณะทรงเป็นบุคคล  ธรรมดา  คีตา  จะสูญเสียความสำคัญโดยสิ้นเชิง  มายาวาดีอาจเถียงว่าความหลาก  หลายบุคลิกภาพที่ได้กล่าวไว้ในโศลกนี้เป็นไปตามประเพณีนิยม  และหมายถึงร่างกาย  แต่โศลกก่อนหน้านี้แนวคิดทางร่างกายเช่นนี้ได้ถูกตำหนิไว้แล้ว  หลังจากการตำหนิ  แนวคิดทางร่างกายของสิ่งมีชีวิตไปแล้ว  เป็นไปได้อย่างไรที่คริชณะจะทรงเสนอแนะ  เกี่ยวกับร่างกายตามประเพณีนิยมอีก  ฉะนั้น  ความเป็นปัจเจกบุคคลจะคงอนุรักษ์  ไว้บนพื้นฐานความเป็นทิพย์และได้รับการยืนยันไว้โดย  อาชารยะ  ผู้ยิ่งใหญ่  เช่น  ชรี  รามานุจะ  ฯลฯ  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนหลายแห่งใน  คีตา  ว่าปัจเจกบุคคลทิพย์นี้  สาวก  ขององค์ภควานเท่านั้นจึงสามารถเข้าใจ  ผู้อิจฉาคริชณะว่าทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้าไม่มีหนทางเข้าถึงวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่ที่เชื่อถือได้นี้  การเข้าหาหลัก  ธรรม  คีตา  ของผู้ไม่ใช่สาวก  คล้ายกับผึ้งที่ไปเลียอยู่ที่ขวดน้ำผึ้ง  เราไม่สามารถลิ้มรส  น้ำผึ้งได้นอกจากเราจะเปิดขวดมาชิม  ในลักษณะเดียวกัน  ความเร้นลับของ  ภควัต-  คีตา  สามารถเข้าใจได้โดยสาวกเท่านั้น  ไม่มีผู้อื่นสามารถลิ้มรสได้  ดังที่ได้กล่าวไว้ในบท  ที่สี่ของคีตา  ผู้ที่อิจฉาความเป็นอยู่ขององค์ภควานไม่สามารถแตะต้อง  คีตา  ได้  ฉะนั้น  คำอธิบาย  คีตา  ของมายาวาดีเป็นการให้ข้อมูลที่ผิดไปจากความเป็นจริงทั้งหมด  องค์  เชธันญะทรงห้ามเรามิให้อ่านคำอธิบายที่เขียนโดยมายาวาดี  และทรงเตือนเราว่าผู้ที่รับ  เอาแนวคิดของปรัชญามายาวาดีจะสูญเสียพลังอำนาจทั้งหมดในการเข้าใจความเร้น  ลับอันแท้จริงของ  คีตา  หากปัจเจกบุคคลหมายถึงจักรวาลแห่งทฤษฏี  คำสั่งสอนของ  องค์ภควานก็ไม่มีความจำเป็น  ความหลากหลายบุคลิกภาพของปัจเจกวิญญาณและ  องค์ภควานเป็นความจริงอมตะ  และคัมภีร์พระเวทได้ยืนยันไว้ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

โศลก 13 (2.13)

เดฮิโน 'สมิน ยะทฺา เดเฮ
โคมารัม โยวะนัม จะรา

ทะทฺา เดฮานทะระ-พราพทิร
ดีรัส ทะทระ นะ มุฮยะทิ

เดฮินะฮ  -  ของร่างกาย, อัสมิน  -  ในนี้, ยะทฺา  -  ดังเช่น, เดเฮ  -  ในร่างกาย, โคมารัม  -  วัยเด็ก, โยวะนัม  -  วัยรุ่น, จะรา  -  วัยชรา, ทะทฺา  -  เช่นเดียวกัน, เดฮะ-อันทะระ  -  แห่งการ เปลี่ยนแปลงของร่างกาย, พราพทิฮ  -  ความสำเร็จ, ดีระฮ  -  มีสติ, ทะทระ  -  จากนั้น, นะ  -  ไม่เคย, มุฮยะทิ -อยู่ในความหลง

คำแปล

ดังเช่นดวงวิญญาณในร่างวัตถุเดินทางผ่านจากร่างวัยเด็กมาสู่ร่างวัยรุ่นและเข้า  สู่ร่างวัยชรา  ในลักษณะเดียวกัน  ดวงวิญญาณจะผ่านจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง  เมื่อตาย  ผู้มีสติจะไม่สับสนต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

คำอธิบาย

เนื่องจากทุกชีวิตเป็นปัจเจกวิญญาณ  แต่ละชีวิตจึงเปลี่ยนร่างกายอยู่ทุก  ๆ  วินาทีบางเวลาปรากฏออกมาเป็นร่างเด็ก  บางเวลาเป็นร่างหนุ่มสาว  และบางเวลาเป็น  ร่างคนแก่  แต่ว่าดวงวิญญาณดวงเดียวกันนี้จะคงอยู่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ในที่สุด  ปัจเจกวิญญาณนี้จะเปลี่ยนร่างเมื่อตายและย้ายเข้าไปสู่อีกร่างหนึ่ง  แน่นอนว่าเราจะ  มีอีกร่างหนึ่งในชาติหน้า  อาจเป็นร่างวัตถุหรือร่างทิพย์  จึงไม่มีเหตุให้อารจุนะทรงต้อง  เสียใจจากการตายของบีฺชมะหรือโดรณะที่ทรงเป็นห่วงใยยิ่งนัก  อารจุนะทรงควรยินดี  ในการเปลี่ยนจากร่างชราไปสู่ร่างใหม่ของท่านทั้งสองซึ่งทำให้ได้รับพลังงานใหม่  การ  เปลี่ยนร่างเช่นนี้นำไปสู่ความสุขหรือความทุกข์อย่างหลากหลายแล้วแต่กรรมหรือการ  กระทำในชีวิต  บีฺชมะและโดรณะเป็นดวงวิญญาณประเสริฐ  ดังนั้นแน่นอนว่าจะต้องได้  รับร่างทิพย์ในชาติหน้า  หรืออย่างน้อยที่สุดจะได้ใช้ชีวิตในร่างเทวดาเพื่อความสุขทาง  วัตถุที่สูงกว่า  ดังนั้น  จึงไม่มีเหตุให้เสียใจไม่ว่าในกรณีใด

ผู้ใดที่รู้พื้นฐานเดิมแท้อย่างสมบูรณ์ของปัจเจกวิญญาณ  อภิวิญญาณ  และ  ธรรมชาติทั้งวัตถุและทิพย์  มีชื่อว่า  ดีฺระ  หรือผู้มีความสุขุมคัมภีรภาพมากที่สุด  บุคคล  เช่นนี้จะไม่ให้การเปลี่ยนร่างกายมาลวงตาได้

ทฤษฎีความเป็นหนึ่งของดวงวิญญาณโดยมายาวาดี  รับพิจารณาไว้ไม่ได้  บน  พื้นฐานที่ว่าดวงวิญญาณไม่สามารถถูกตัดให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้  หากดวงวิญญาณ  สามารถถูกตัดให้แบ่งแยกออกมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้จะทำให้องค์ภควาน  ทรง  แตกแยกหรือเปลี่ยนแปลงได้  ซึ่งขัดกับหลักที่ว่าดวงวิญญาณขององค์ภควานทรง  ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  คีตา  ได้ยืนยันไว้ว่าละอองอณูขององค์ภควานจะทรงเป็นอยู่  นิรันดร  (สะนาทะนะ)  และเรียกว่า  คชะระ  หมายถึงดวงวิญญาณที่มีแนวโน้มตกต่ำลง  สู่ธรรมชาติวัตถุ  ละอองวิญญาณเหล่านี้จะเป็นเช่นนี้นิรันดร  และหลังจากหลุดพ้นได้รับ  อิสรภาพแล้วปัจเจกวิญญาณยังคงเป็นละอองอณูเหมือนเดิม  แต่เมื่อหลุดพ้นแล้วเขาจะ  ใช้ชีวิตทิพย์ที่เป็นอมตะ  มีความสุขเกษมสำราญ  และมีความรู้ร่วมกับบุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้า  ทฤษฏีการสะท้อนกลับใช้ได้กับอภิวิญญาณที่ทรงประทับอยู่ในทุก  ๆ  ร่าง  มีพระนามว่า  พะระมาทมา  พระองค์ทรงแตกต่างจากปัจเจกชีวิต  เมื่อท้องฟ้าสะท้อน  อยู่ในน้ำภาพสะท้อนนั้นจะปรากฏให้เห็นดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และหมู่ดวงดาวเช่น  เดียวกัน  ดวงดาวเปรียบเสมือนกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์เปรียบ  เสมือนองค์ภควาน  อารจุนะทรงเปรียบเสมือนปัจเจกวิญญาณซึ่งเป็นละอองอณู  และ  ดวงวิญญาณสูงสุดคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าชรีคริชณะ  ทั้งคู่ทรงมิได้อยู่ในระดับ  เดียวกัน  ดังจะปรากฏให้เห็นในตอนต้นของบทที่สี่  หากว่าอารจุนะทรงอยู่ในระดับเดียว  กันกับคริชณะ  และคริชณะทรงไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าอารจุนะ  ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอน  และผู้รับคำสอนจะไม่มีความหมาย  เพราะทั้งคู่ถูกลวงตาด้วยพลังแห่งความหลง  (มายา)  ดังนั้น  ไม่จำเป็นต้องมีผู้สอนและผู้รับคำสอน  การสอนเช่นนี้จะไร้ประโยชน์เพราะว่าภาย  ใต้อุ้งมือของพระนาง  มายา  ไม่มีผู้ใดเป็นผู้สอนที่เชื่อถือได้  ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้  เป็นที่ยอมรับแล้วว่าองค์ชรีคริชณะทรงเป็นองค์ภควานที่มีสถานภาพอยู่เหนือสิ่งมีชีวิต  เช่นอารจุนะผู้ทรงเป็นดวงวิญญาณหลงลืมที่ถูก  มายา  ครอบงำ

โศลก 14 (2.14)

มาทรา-สพารชาส ทุ คะอุนเทยะ
ชีโทชณะ-สุคฺะ-ดุฮคฺะ-ดาฮ

อากะมาพายิโน ‘นิทยาส
ทามส ทิทิคชัสวะ บฺาระทะ

มาทรา-สพารชาฮ  -  การสำเหนียกทางประสาทสัมผัส, ทุ  -  เท่านั้น, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรส พระนางคุนที, ชีทะ  -  ฤดูหนาว, อุชณะ  -  ฤดูร้อน, สุคฺะ  -  ความสุข, ดุฮคฺะ  -  ความเจ็บปวด, ดาฮ  -  ให้, อากะมะ  -  ปรากฏ, อพายินะฮ  -  ไม่ปรากฏ, อนิทยาฮ  -  ไม่ถาวร, ทาน  -  ทั้งหมด, ทิทิคชัสวะ -เพียงพยายามอดทน, บฺาระทะ  -  โอ้ ผู้สืบราชวงศ์บฺะระทะ

คำแปล

โอ้  โอรสพระนางคุนที  การปรากฏและไม่ปรากฏอันไม่ถาวรแห่งความสุขและ  ความทุกข์ที่เป็นไปตามกาลเวลานั้น  เปรียบเสมือนการปรากฏและไม่ปรากฏของ  ฤดูหนาวและฤดูร้อน  ซึ่งเกิดขึ้นจากการสำเหนียกของประสาทสัมผัส  โอ้  ผู้สืบ  ราชวงศ์บฺะระทะ  เราต้องเรียนรู้ถึงการอดทนต่อสิ่งเหล่านี้โดยไม่หวั่นไหว

คำอธิบาย

ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง  เราต้องเรียนรู้การอดทนต่อการปรากฏและ  ไม่ปรากฏแห่งความสุขและความทุกข์อันไม่ถาวร  ตามคำสั่งสอนของพระเวทว่าเราต้อง  อาบน้ำในตอนเช้าตรู่  แม้ในเดือน  มากฺะ  (มกราคม-กุมภาพันธ์)  ซึ่งในช่วงนี้จะหนาว  มาก  ถึงกระนั้นผู้ปฏิบัติธรรมตามหลักศาสนาจะไม่ลังเลในการอาบน้ำ  ลักษณะเดียวกัน  สตรีจะไม่ลังเลในการอยู่ครัวเพื่อปรุงอาหารในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนซึ่งเป็นช่วง  ที่ร้อนที่สุดของฤดูร้อน  เราต้องปฏิบัติหน้าที่ของเราแม้อากาศจะไม่เอื้ออำนวยความ  สะดวก  เช่นเดียวกันการต่อสู้เป็นหลักศาสนาของ  คชัทริยะ  แม้จะต้องต่อสู้กับสหาย  หรือสังคญาติ  เราไม่ควรบ่ายเบี่ยงจากหน้าที่ที่กำหนดไว้  เราต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่  กำหนดไว้ตามหลักศาสนาเพื่อพัฒนาระดับความรู้  เนื่องจากความรู้และการอุทิศตนเสีย  สละเท่านั้นที่สามารถนำเราให้หลุดพ้นจากบ่วงของ  มายา  หรือความหลงได้

ทั้งสองพระนามที่ทรงใช้เรียกอารจุนะมีความสำคัญเช่นเดียวกัน  คะอุนเทยะ  แสดงถึงความสัมพันธ์ทางสายเลือดอันยิ่งใหญ่ของฝ่ายพระมารดา  และ  บฺาระทะ  แสดง  ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของฝ่ายพระบิดา  อารจุนะทรงได้รับมรดกอันยิ่งใหญ่จากทั้งสอง  ฝ่าย  และมรดกอันยิ่งใหญ่นี้ทำให้ทรงต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่อย่างถูก  ต้อง  ดังนั้น  อารจุนะทรงไม่สามารถหลึกเลี่ยงการต่อสู้ได้

โศลก 15 (2.15)

ยัม ฮิ นะ วิยะทฺะยันทิ เอเท
พุรุชัม พุรุชารชะบฺะ

สะมะ-ดุฮคฺะ-สุคัม ดีรัม
โส 'มริทัทวายะ คัลพะเท

ยัม  -  ผู้ซึ่ง, ฮิ  -  แน่นอน, นะ  -  ไม่เคย, วิยะทฺะยันทิ  -  มีความทุกข์, เอเท  -  ทั้งหมดนี้, พุรุชัม  -  แด่บุคคล, พุรุชะ-ริชะบฺะ  -  โอ้ ผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์, สะมะ  -  ไม่เปลี่ยนแปลง, ดุฮคฺะ  -  ในความทุกข์, สุคัฺม  -  และความสุข, ดีรัม  -  ความอดทน, สะฮ  -  เขา, อมริทัทวายะ  -  เพื่อ อิสรภาพ, คัลพะเท  -  พิจารณาว่ามีสิทธิ์

คำแปล

โอ้  ผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์  (อารจุนะ)  ผู้ที่ไม่หวั่นไหวต่อความสุขและความ  ทุกข์และมีความมั่นคงในทั้งสองสิ่ง  เป็นผู้มีสิทธิ์เพื่อความหลุดพ้นอย่างแน่นอน

คำอธิบาย

ผู้ใดมีความแน่วแน่มั่นคงเพื่อความเจริญแห่งความรู้แจ้งทิพย์  และสามารถ  ทนต่อการโจมตีของทั้งความทุกข์และความสุข  เป็นผู้มีสิทธิ์เพื่อความหลุดพ้นอย่าง  แน่นอน  ในสถาบัน  วารณาชระมะ  ระดับที่สี่ของชีวิตเรียกว่าระดับสละโลก  (สันนยาสะ)  เป็นสภาวะที่ต้องใช้ความอุตสาหะมาก  แต่ผู้ที่มีความจริงจังในการทำให้ชีวิตของตน  สมบูรณ์จะต้องบรรพชาในระดับ  สันนยาสะ  อย่างแน่นอน  ถึงแม้จะมีความยากลำบาก  อย่างมากมาย  ความยากลำบากโดยทั่วไปเกิดขึ้นจากการที่ต้องตัดความสัมพันธ์ทาง  ครอบครัว  ยกเลิกความสัมพันธ์กับภรรยาและบุตรธิดา  ถ้าหากว่าใครสามารถอดทน  ต่อความยากลำบากเช่นนี้ได้  หนทางรู้แจ้งแห่งดวงวิญญาณของเขาจะสมบูรณ์อย่าง  แน่นอน  ในทำนองเดียวกัน  การปฏิบัติหน้าที่ของอารจุนะในฐานะ  คชัทริยะ  ทรงได้รับ  การชี้นำให้มีความวิริยะอุตสาหะ  ถึงแม้ว่าจะเป็นความยากลำบากที่จะต้องสู้รบกับ  สมาชิกในครอบครัวของตนเองหรือผู้ที่พระองค์รัก  องค์เชธันญะทรงบรรพชาในระดับ  สันนยาสะ  เมื่อพระชนมายุเพียงยี่สิบสี่พรรษาในขณะที่ภรรยาสาวและพระมารดาผู้สูง  วัยไม่มีใครดูแล  ซึ่งยังต้องพึ่งพระองค์อยู่  แต่เพื่อเหตุผลที่สูงกว่าจึงจำเป็นต้องบรรพชา  ในระดับ  สันนยาสะ  และทรงมีความแน่วแน่มั่นคงในการปฏิบัติหน้าที่ที่สูงกว่า  นี่คือวิถี  ทางเพื่อบรรลุถึงความหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุ

โศลก 16 (2.16)

นาสะโท วิดยะเท บฺาโว
นาบฺาโว วิดยะเท สะทะฮ

อุบฺะโยร อพิ ดริชโท ´นทัส
ทุ อนะโยส ทัทวะ-ดารชิบิฮ

นะ  -  ไม่เคย, อสะทะฮ  -  แห่งการไม่มีอยู่, วิดยะเท  -  มี, บฺาวะฮ  -  ความทนทาน, นะ  -  ไม่เคย, อบฺาวะฮ  -  คุณภาพที่เปลี่ยนแปลง, วิดยะเท  -  มี, สะทะฮ  -  แห่งอมตะ, อุบฺะโยฮ  -  ของทั้ง สอง, อพิ  -  เป็นความจริง, ดริชทะฮ  -  สังเกตดู, อันทะฮ  -  สรุป, ทุ  -  แน่นอน, อนะโยฮ  -  ของ เขาทั้งหลาย, ทัททวะ  -  แห่งความจริง, ดารชิบิฮ  -  โดยผู้เห็น

คำแปล

ผู้เห็นสัจธรรมได้สรุปไว้ว่า  สำหรับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง  (ร่างกายวัตถุ)  จะไม่มีความ  คงทนถาวร  และสำหรับสิ่งที่เป็นอมตะ  (ดวงวิญญาณ)  จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง  พวกเขาสรุปเช่นนี้จากการศึกษาธรรมชาติของทั้งสองสิ่ง

คำอธิบาย

ร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไม่มีความคงทนถาวร  เนื่องจากร่างกายเปลี่ยนแปลง  อยู่ตลอดเวลาจากการกระทำและผลการกระทำของเซลส์ต่างๆ  ดังที่วิทยาศาสตร์  การแพทย์สมัยปัจจุบันยอมรับ  ดังนั้น  การเจริญเติบโตและความแก่ชราจึงเกิดขึ้นกับ  ร่างกาย  แต่ดวงวิญญาณนั้นจะคงความเป็นอมตะนิรันดร  แม้ร่างกายและจิตใจจะ  เปลี่ยนไปทั้งหมด  นี่คือข้อแตกต่างระหว่างวัตถุและดวงวิญญาณ  โดยธรรมชาติร่างกาย  เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  แต่ดวงวิญญาณเป็นอมตะ  ผลสรุปเช่นนี้ผู้พบเห็นสัจธรรม  ในทุกระดับได้ยืนยันไว้แล้ว  ทั้งผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์และผู้ที่เชื่อในรูปลักษณ์  ใน  วิชณุ  พุราณะ  (2.12.38)  กล่าวไว้ว่า  องค์วิชณุและที่ประทับของพระองค์มีรัศมีทิพย์ในตัวเอง  (จโยทีมชิ  วิชณุร  บํุวะนานิ  วิชณุฮ  )  คำว่า  มีอยู่จริงและไม่มีอยู่จริงหมายถึงดวงวิญญาณ  และวัตถุเท่านั้น  นั่นคือคำบอกเล่าของผู้ที่เห็นสัจธรรมทั้งหลาย

นี่คือจุดเริ่มต้นของคำสอนโดยองค์ภควานที่ให้แก่สิ่งมีชีวิตผู้มีความสับสน  มืดมนอยู่ภายใต้อิทธิพลของอวิชชา  การขจัดอวิชชาจะต้องมีการสถาปนาความสัมพันธ์  ที่เป็นอมตะระหว่างผู้บูชาและผู้รับการบูชา  จากนั้น  จะต้องมีความเข้าใจข้อแตกต่าง  ระหว่างสิ่งมีชีวิตอันเป็นละอองอณูและบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เราสามารถเข้าใจ  ธรรมชาติขององค์ภควานด้วยการศึกษาตนเองอย่างละเอียดถี่ถ้วน  ข้อแตกต่างระหว่าง  ตัวเราและองค์ภควานคือ  ความสัมพันธ์ระหว่างเศษย่อยกับส่วนรวมทั้งหมด  ทั้งใน  เวดานธะ-สูทระ  และ  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  องค์ภควานทรงได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่ง  กำเนิดของสิ่งที่ปรากฎมาทั้งหมด  การปรากฎเช่นนี้ทั้งธรรมชาติระดับสูงและธรรมชาติ  ระดับต่ำมีประสบการณ์  สิ่งมีชีวิตอยู่ในธรรมชาติที่สูงกว่าดังจะเปิดเผยในบทที่เจ็ด  แม้  ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างพลังงานและแหล่งกำเนิดพลังงาน  แหล่งกำเนิดพลังงานได้รับ  การยอมรับว่าคือองค์ภควาน  และพลังงานหรือธรรมชาติได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วน  ที่รองลงมา  ฉะนั้น  สิ่งมีชีวิตจะเป็นรององค์ภควานเสมอ  ดังเช่นเจ้านายและบ่าวหรือ  อาจารย์และศิษย์  ความรู้ที่ชัดเจนเช่นนี้ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับผู้ที่อยู่ภายใต้มนต์  สะกดของอวิชชา  เพื่อขจัดอวิชชานี้องค์ภควานทรงสอน  ภควัต-คีตา  เพื่อให้สิ่งมีชีวิตทั้ง  หลายได้รู้แจ้งสัจธรรมอันแท้จริงตลอดกาล

โศลก 17 (2.17)

อวินาชิ ทุ ทัด วิดดิ
เยนะ สารวัม อิดัม ทะทัม

วินาชัม อัพยะยัสยาสยะ
นะ คัชชิท คารทุม อารฮะทิ

อวินาชิ  -  ไม่เสื่อมสลาย, ทุ  -  แต่, ทัท  -  นั้น, วิดดิ  -  รู้มัน, เยนะ  -  ผู้ซึ่ง, สารวัม  -  ร่างกายทั้งหมด, อิดัม  -  นี้, ทะทัม  -  แผ่กระจายไปทั่ว, วินาชัม  -  การทำลาย, อัพยะยัสยะ  -  แห่งการไม่เสื่อม สลาย, อัสยะ  -  ของมัน, นะ คัชชิท  -  ไม่มีใคร, คารทุม  -  ทำ, อารฮะทิ  -  สามารถ

คำแปล

เธอควรทราบว่าสิ่งที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกายถูกทำลายไม่ได้  ไม่มีผู้ใดสามารถ  ทำลายดวงวิญญาณที่ไม่มีวันเสื่อมสลายนี้ได้

คำอธิบาย

โศลกนี้อธิบายถึงธรรมชาติอันแท้จริงของดวงวิญญาณที่แผ่กระจายไปทั่ว  ร่างกาย  ใคร  ๆ  ก็สามารถเข้าใจได้ว่าสิ่งที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกายคือจิตสำนึก  ทุก  คนรู้สึกถึงความเจ็บปวดและความสุขของร่างกายตามส่วนต่าง  ๆ  หรือทั่วร่าง  การแผ่  กระจายของจิตสำนึกนี้จำกัดอยู่ภายในร่างกายของตนเอง  ความเจ็บปวดและความสุข  ของร่างหนึ่ง  อีกร่างหนึ่งไม่สามารถรู้ได้  ดังนั้นในแต่ละร่างคือการรวมตัวของปัจเจก  วิญญาณและลักษณะอาการของจิตวิญญาณที่อยู่ในร่างสำเหนียกจากปัจเจกจิตสำนึก  ดวงวิญญาณนี้มีขนาดเศษหนึ่งส่วนหนึ่งหมื่นของปลายเส้นผม  ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิ-  ชัด  (5.9)  ยืนยันไว้ดังนี้

บาลากระ -ชะทะ-บฺากัสยะ
ชะทะดฺา คัลพิทัสยะ ชะ

บฺาโก จีวะฮ สะ วิกเยยะฮ
สะ ชานันทยายะ คัลพะเท

“เมื่อปลายเส้นผมแบ่งออกเป็นร้อยส่วน  และเศษหนึ่งส่วนร้อยนี้แบ่งออกเป็นร้อยส่วน  อีกครั้ง  แต่ละส่วนคือขนาดของดวงวิญญาณ”  ในลักษณะเดียวกัน  คำแปลเดียวกันนี้ได้  กล่าวไว้ว่า

เคชากระ-ชะทะ-บฺากัสยะ
ชะทามชะฮ สาดริชาทมะคะฮ

จีวะฮ สูคชมะ-สวะรูโพ ´ยัม
สังคฺยาทีโท ฮิ ชิท-คะณะฮ

“มีละอองอะตอมทิพย์นับจำนวนไม่ถ้วนวัดขนาดได้เศษหนึ่งส่วนหนึ่งหมื่นของจุดปลาย  เส้นผม”

ฉะนั้น  ปัจเจกวิญญาณทิพย์คืออะตอมทิพย์ที่เล็กกว่าอะตอมวัตถุ  และอะตอม  นี้มีจำนวนนับไม่ถ้วน  ละอองทิพย์ที่เล็กมากนี้เป็นหลักฐานของร่างวัตถุและอิทธิพลของ  ละอองทิพย์นี้แผ่กระจายไปทั่วร่าง  เสมือนดั่งอิทธิพลของฤทธิ์ยาที่แผ่กระจายไปทั่ว  ร่างกาย  คลื่นแห่งดวงวิญญาณทิพย์นี้มีความรู้สึกไปทั่วร่างกายด้วยจิตสำนึก  นี่คือข้อ  พิสูจน์ว่าดวงวิญญาณมีอยู่  สามัญชนทั่วไปสามารถเข้าใจว่าร่างวัตถุที่ไร้จิตสำนึกคือ  ร่างที่ตายซาก  จิตสำนึกนี้ไม่สามารถเรียกกลับคืนเข้ามาสู่ร่างกายได้ด้วยวิธีจัดการทาง  วัตถุ  ฉะนั้น  จิตสำนึกมิได้มีผลมาจากจำนวนการรวมตัวของวัตถุ  แต่มีผลมาจากดวง  วิญญาณ  ใน  มุณดะคะ  อุพะนิชัด  (3.1.9)  ขนาดของละอองวิญญาณได้อธิบายเพิ่มเติม  ไว้ดังนี้

เอโช ´ณุร อาทมา เชทะสา เวดิทัพโย
ยัสมิน พราณะฮ พันชะดฺา สัมวิเวชะ

พราไณช ชิททัม สารวัม โอทัม พระจานาม
ยัสมิน วิชุดเดฺ วิบฺะวะทิ เอชะ อาทมา

“ดวงวิญญาณมีขนาดคล้ายอะตอม  สามารถสำเหนียกได้ด้วยปัญญาที่สมบูรณ์  ดวง  วิญญาณอะตอมนี้ลอยอยู่ในอากาศห้าชนิด  (พราณะ  อพานะ  วิยานะ  สะมานะ  และ  อุดานะ)สถิตอยู่ในหัวใจและมีอิทธิพลแผ่กระจายไปทั่วร่างกายของสิ่งมีชีวิต  เมื่อดวง  วิญญาณบริสุทธิ์จากมลทินของลมวัตถุห้าชนิดอิทธิพลทิพย์ในตัวเองจะปรากฏออกมา”

ระบบ  ฮะทฺะ-โยกะ  มีจุดมุ่งหมายเพื่อควบคุมลมห้าชนิดที่หมุนเวียนอยู่รอบ  ดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ด้วยท่านั่งต่าง  ๆ  มิใช่เพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุแต่เพื่อความ  หลุดพ้นของดวงวิญญาณจากพันธนาการแห่งบรรยากาศวัตถุ

ดังนั้น  วรรณกรรมพระเวททั้งหมดยอมรับองค์ประกอบแห่งดวงวิญญาณ  คน  ปกติทั่วไปมีความรู้สึกจริงเช่นนี้เหมือนกันจากประสบการณ์  มีแต่คนวิกลจริตเท่านั้นที่  คิดว่าละอองดวงวิญญาณนี้คือ  วิชณุ-ทัทวะ  ที่แผ่กระจายไปทั่ว

อิทธิพลของดวงวิญญาณสามารถแผ่กระจายไปทั่วเฉพาะร่าง  ตาม  มุณดะ-  คะอุพะนิชัด  ดวงวิญญาณนี้สถิตในหัวใจของทุก  ๆ  ชีวิต  และดวงวิญญาณอยู่เหนือ  อำนาจของนักวิทยาศาสตร์ทางวัตถุที่จะรู้ถึงคุณค่า  นักวิทยาศาสตร์บางท่านยืนยัน  อย่างเบาปัญญาว่าไม่มีดวงวิญญาณ  ปัจเจกวิญญาณอยู่ในหัวใจคู่กับ  พระระมาทมา  อย่างแน่นอน  ฉะนั้น  พลังงานการเคลื่อนไหวทั้งหมดกำเนิดจากส่วนนี้ของร่างกาย  เม็ด  โลหิตที่นำออกซิเจนจากปอดรวบรวมพลังงานจากดวงวิญญาณ  เมื่อดวงวิญญาณออก  จากตำแหน่งนี้  กิจกรรมการรวมตัวเพื่อผลิตโลหิตหยุดลง  นักวิทยาศาสตร์การแพทย์  ยอมรับความสำคัญของเม็ดโลหิตแดง  แต่ไม่สามารถยืนยันแหล่งกำเนิดของพลังงาน  นั้นว่าคือดวงวิญญาณ  อย่างไรก็ดี  วิทยาศาสตร์การแพทย์ยอมรับว่า  หัวใจคือฐานแห่ง  พลังงานทั้งหมดของร่างกาย

ละอองวิญญาณเหล่านี้เปรียบเทียบได้กับโมเลกุลของแสงอาทิตย์  ภายในแสง  อาทิตย์มีโมเลกุลที่เจิดจรัสนับจำนวนไม่ถ้วน  เช่นเดียวกันกับปัจเจกวิญญาณหรือเศษ  ย่อย  ๆ  ขององค์ภควาน  เป็นละอองอะตอมแห่งรัศมีขององค์ภควานเรียกว่า  พระบฺา  หรือพลังงานเบื้องสูง  ดังนั้น  ไม่ว่าเราจะเชื่อความรู้พระเวท  หรือเชื่อวิทยาศาสตร์สมัย  ปัจจุบัน  เราก็ไม่สามารถปฏิเสธความมีอยู่จริงของดวงวิญญาณในร่างกาย  และศาสตร์  แห่งดวงวิญญาณนี้องค์ภควานทรงอธิบายไว้อย่างชัดเจนใน  ภควัต-คีตา

โศลก 18 (2.18)

อันทะวันทะ อิเม เดฮา
นิทยัสโยคทาฮ ชะรีริณะฮ

อนาชิโน ´พระเมยัสยะ
ทัสมาด ยุดฺยัสวะ บฺาระทะ

อันทะ-วันทะฮ  -  เสื่อมสลาย, อิเม  -  ทั้งหมดนี้, เดฮาฮ  -  ร่างกายวัตถุ, นิทยัสยะ  -  เป็นอยู่ชั่ว นิรันดร, อุคทาฮ  -  ถูกกล่าวไว้, ชะรีริณะฮ  -  แห่งดวงวิญญาณที่อยู่ในร่าง, อนาชินะฮ  -  ไม่มี วันถูกทำลาย, อพระเมยัสยะ  -  วัดไม่ได้, ทัสมาท  -  ฉะนั้น, ยุดฺยัสวะ  -  ต่อสู้, บฺาระทะ  -  โอ้ ผู้ สืบราชวงศ์บฺะระทะ

คำแปล

ร่างวัตถุของสิ่งมีชีวิตผู้ไม่มีวันถูกทำลาย  วัดขนาดไม่ได้  และเป็นอมตะ  จะต้องจบ  สิ้นลงอย่างแน่นอน  ฉะนั้น  โอ้  ผู้สืบราชวงศ์บฺะระทะ  จงสู้

คำอธิบาย

ร่างวัตถุต้องเสื่อมสลายตามธรรมชาติ  มันอาจเสื่อมสลายในทันทีทันใด  หรือ  อาจจะเสื่อมสลายหนึ่งร้อยปีจากนี้ไป  เพียงแต่รอเวลาเท่านั้น  ไม่มีโอกาสที่เราจะรักษา  มันไว้ได้ชั่วกัลปวสาน  แต่ละอองวิญญาณที่มีขนาดเล็กมากจนศัตรูมองไม่เห็นจะถูก  ฆ่าได้อย่างไร  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกก่อน  เล็กมากจนไม่มีใครสามารถคิดได้ว่าจะวัด  ขนาดได้อย่างไร  ดังนั้น  เมื่อมองจากทั้งสองด้าน  จึงไม่มีเหตุทำให้ต้องเสียใจเพราะว่าสิ่ง  มีชีวิตไม่มีวันถูกฆ่าได้  และร่างวัตถุก็ไม่มีใครสามารถรักษาไว้ได้นานหรือปกป้องไว้จน  ชั่วนิรันดรได้  ละอองเล็ก  ๆ  ของดวงวิญญาณได้ร่างวัตถุนี้มาตามผลกรรม  ฉะนั้น  การ  ปฏิบัติตามหลักธรรมศาสนา  ควรทำให้เป็นประโยชน์  ใน  เวดานธะ-สูทระ  สิ่งมีชีวิตมี  คุณสมบัติเป็นแสง  เพราะว่าเขาเป็นละอองอณูของแสงรัศมีที่สูงสุด  ดังเช่น  แสงอาทิตย์  ค้ำจุนทั่วทั้งจักรวาล  ดังนั้น  แสงแห่งดวงวิญญาณค้ำจุนร่างวัตถุนี้  ทันทีที่ดวงวิญญาณ  ออกจากร่างวัตถุ  ร่างนี้จะเริ่มเน่าเปื่อยลง  ฉะนั้น  ดวงวิญญาณจึงเป็นผู้ค้ำจุนร่างกายนี้  ร่างกายวัตถุนี้โดยตัวมันเองมิใช่สิ่งสำคัญ  อารจุนะทรงได้รับการแนะนำให้ต่อสู้  และมิให้  เสียสละเหตุผลทางศาสนาเพียงจากการพิจารณาแค่ร่างกายวัตถุเท่านั้น

โศลก 19 (2.19)

ยะ เอนัม เวททิ ฮันทารัม
ยัช ไชนัม มันยะเท ฮะทัม

อุโบฺ โท นะ วิจานีโท
นายัม ฮันทิ นะ ฮันยะเท

ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, เอนัม  -  นี้, เวททิ  -  ทราบ, ฮันทารัม  -  ผู้สังหาร, ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, ชะ  -  เช่นเดียวกัน, เอนัม  -  นี้, มันยะเท  -  คิด, ฮะทัม  -  ถูกสังหาร, อุโบฺ  -  ทั้งคู่, โท  -  พวกเขา, นะ  -  ไม่เคย, วิจานี ทะฮ -อยู่ในความรู้, นะ  -  ไม่เคย, อยัม  -  นี้, ฮันทิ  -  สังหาร, นะ  -  หรือ, ฮันยะเท  -  ถูกสังหาร

คำแปล

ผู้ที่คิดว่าสิ่งมีชีวิตเป็นผู้ฆ่าและผู้ที่คิดว่าสิ่งมีชีวิตถูกฆ่า  ทั้งคู่ไม่มีความรู้  เพราะว่า  ดวงวิญญาณมิได้เป็นทั้งผู้ฆ่าหรือผู้ถูกฆ่า

คำอธิบาย

เมื่อร่างกายบาดเจ็บจากอาวุธร้ายแรง  จงทราบว่าดวงวิญญาณภายใน  ร่างกายไม่ได้ถูกฆ่า  ดวงวิญญาณนั้นเล็กจนเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกฆ่าด้วยอาวุธวัตถุชนิด  ใดๆ  ดังจะมีหลักฐานในโศลกต่อ  ๆ  ไป  ดวงวิญญาณถูกฆ่าไม่ได้เนื่องจากพื้นฐานแห่ง  ความเป็นทิพย์สิ่งที่ถูกฆ่าหรือสมมุติว่าถูกฆ่าเป็นเพียงร่างกายวัตถุเท่านั้น  อย่างไรก็ดี  ณ  ที่นี้มิได้ส่งเสริมการเข่นฆ่าร่างกาย  คำสอนของพระเวท  มา  ฮิมสยาท  สารวา  บูทานิ  ห้ามเบียดเบียนผู้ใด  และเมื่อเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตไม่มีวันถูกฆ่าก็มิได้ส่งเสริมการฆ่าสัตว์  ณ  ที่นี้  การฆ่าผู้ใดโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นบาปอย่างมหันต์  และจะต้องถูกลงโทษด้วยกฎ  ของรัฐและกฎขององค์ภควาน  อย่างไรก็ตาม  อารจุนะทรงปฏิบัติการสังหารตามหลัก  ศาสนา  มิได้ทำไปตามอำเภอใจ

โศลก 20 (2.20)

นะ จายะเท มริยะเท วา คะดาชิน
นายัม บํูทวา บฺะวิทา วา นะ บํูยะฮ

อโจ นิทยะฮ ชาชวะโท ´ยัม พุราโณ
นะ ฮันยะเท ฮันยะมาเน ชารีเร

นะ  -  ไม่เคย, จายะเท  -  เกิด, มริยะเท  -  ตาย, วา  -  ไม่, คะดาชิท  -  ไม่ว่าเวลาใด (อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต), นะ  -  ไม่เคย, อยัม  -  นี้, บํูทวา  -  ได้มาเป็นอยู่, บฺะวิทา  -  จะมาเป็นอยู่, วา  -  หรือ, นะ  -  ไม่, บํูยะฮ  -  หรือกลับมาเป็นอยู่อีกครั้งหนึ่ง, อจะฮ  -  ไม่เกิด, นิทยะฮ  -  อมตะ, ชาชวะ ทะฮ  -  ถาวร, อยัม  -  นี้, พุราณะฮ  -  เก่าแก่ที่สุด, นะ  -  ไม่เคย, ฮันยะเท  -  ถูกสังหาร, ฮันยะ มาเน  -  ถูกสังหาร, ชะรีเร  -  ร่างกาย

คำแปล

สำหรับดวงวิญญาณไม่มีการเกิดหรือตายไม่ว่าในเวลาใด  เขาไม่เคยมาอยู่ในอดีต  ไม่มาอยู่ในปัจจุบัน  และจะไม่มาอยู่ในอนาคต  ดวงวิญญาณไม่มีการเกิด  เป็น  อมตะ  คงอยู่นิรันดร  และเป็นสิ่งดั้งเดิม  ดวงวิญญาณไม่ถูกสังหารเมื่อร่างกายนี้  ถูกสังหาร

คำอธิบาย

โดยคุณภาพอนุวิญญาณซึ่งเป็นละอองอณูของอภิวิญญาณสูงสุดเป็นหนึ่ง  เดียวกับองค์ภควาน  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับร่างกาย  บางครั้งดวงวิญญาณเรียก  ว่าอมตะหรือ  คูทะ-สทฺะ  ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงหกขั้นตอน  มีการเกิดจากครรภ์  มารดา  คงอยู่ระยะหนึ่ง  เจริญเติบโต  สืบพันธุ์  ค่อย  ๆ  หดตัวลง  และในที่สุดก็สูญสลาย  ไป  อย่างไรก็ดี  ดวงวิญญาณไม่ต้องผ่านขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้  ดวงวิญญาณ  ไม่ต้องเกิด  แต่เพราะว่าดวงวิญญาณรับเอาร่างวัตถุ  ร่างกายจึงเกิด  ดวงวิญญาณ  มิได้เกิดที่นี่และดวงวิญญาณไม่เคยตาย  อะไรที่มีการเกิดย่อมมีการตาย  เป็นเพราะว่า  ดวงวิญญาณไม่มีการเกิด  ฉะนั้น  จึงไม่มีอดีต  ปัจจุบัน  หรืออนาคต  ดวงวิญญาณเป็น  อมตะ  คงอยู่เสมอ  และเป็นสิ่งดั้งเดิม  หมายความว่าไม่มีประวัติศาสตร์ที่บ่งชี้การมาอยู่  ของดวงวิญญาณ  จากความรู้สึกทางร่างกายเราจึงค้นหาประวัติการเกิด  ฯลฯ  ของดวง  วิญญาณ  ดวงวิญญาณไม่มีการแก่เหมือนกับร่างกาย  ดังนั้น  จะเห็นได้ว่าบุคคลผู้สูงอายุ  ยังรู้สึกว่าตนเองมีสปิริตเหมือนตอนเป็นเด็กหรือวัยรุ่น  การเปลี่ยนแปลงของ  ร่างกายไม่มีผลกระทบต่อดวงวิญญาณ  ดวงวิญญาณไม่เสื่อมโทรมเหมือนต้นไม้หรือสิ่ง  ใด  ๆ  ที่เป็นวัตถุ  ดวงวิญญาณไม่มีการสืบพันธุ์  ผลผลิตของร่างกาย  เช่น  บุตร  ธิดา  ก็  เป็นปัจเจกวิญญาณแต่ละดวงเช่นกัน  แต่เนื่องมาจากร่างกายวัตถุพวกเขาจึงปรากฏว่า  เป็น  บุตร  ธิดา  ของชายคนนั้น  ร่างกายเจริญเติบโตได้เพราะมีดวงวิญญาณอยู่  แต่ดวง  วิญญาณไม่มีทั้งเชื้อสายหรือการเปลี่ยนแปลง  ฉะนั้น  ดวงวิญญาณจึงเป็นอิสระจากการ  เปลี่ยนแปลงทั้งหกขั้นตอนของร่างกาย

ใน  คะทฺะ  อุพะนิชัด  (1.2.18)  เราพบข้อความ  คล้ายกันนี้

นะ จายะเท มริยะเท วา วิพัชชิน
นายัม คุทัชชิน นะ บะบํูวะ คัชชิท

อโจ นิทยะฮ ชาชวะโท ´ยัม พุราโณ
นะ ฮันยะเท ฮันยะมาเน ชะรีเร

ความหมายและคำอธิบายของโศลกนี้เหมือนกับ  ภควัต-คีตา  แต่ในโศลกนี้มีคำพิเศษคำ  หนึ่ง  วิพัชชิท  ซึ่งหมายความว่ารู้หรือด้วยความรู้

ดวงวิญญาณเต็มไปด้วยความรู้หรือเต็มไปด้วยจิตสำนึกอยู่เสมอ  ดังนั้น  จิตสำนึกจึงเป็นลักษณะอาการของดวงวิญญาณ  แม้ว่าเราไม่พบดวงวิญญาณในหัวใจที่  เขาสถิตอยู่  แต่เราเข้าใจได้ว่าดวงวิญญาณมีอยู่เพราะเรามีจิตสำนึก  บางครั้งเราไม่เห็น  ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าเพราะก้อนเมฆมาบดบังหรือด้วยเหตุผลอื่น  แต่แสงอาทิตย์จะมี  อยู่เสมอ  และทำให้เรามั่นใจได้ว่าเป็นเวลากลางวัน  ทันทีที่มีแสงเพียงเล็กน้อยบนท้องฟ้า  ในตอนเช้าเราเข้าใจว่าดวงอาทิตย์อยู่บนท้องฟ้า  ในลักษณะเดียวกันเพราะว่ามีจิตสำนึก  อยู่ในทุก  ๆ  ร่าง  ไม่ว่าคนหรือสัตว์เราจึงเข้าใจได้ว่ามีดวงวิญญาณสถิตอยู่  อย่างไรก็ดี  จิตสำนึกของดวงวิญญาณนี้แตกต่างจากจิตสำนึกขององค์ภควาน  เพราะว่าจิตสำนึก  ขององค์ภควานทรงเป็นสัพพัญญู  รู้ไปหมดทั้งในอดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต  จิตสำนึก  ของปัจเจกวิญญาณมีแนวโน้มที่จะหลงลืม  เมื่อหลงลืมธรรมชาติอันแท้จริงของตนเอง  เขาได้รับการศึกษาและความรู้แจ้งจากบทเรียนที่สูงกว่าของคริชณะ  แต่คริชณะทรงไม่  เหมือนกับดวงวิญญาณผู้หลงลืม  หากเป็นเช่นนี้คำสอนของพระองค์ใน  ภควัต-คีตา  จะ  ไร้คุณค่า

มีดวงวิญญาณอยู่สองประเภทคือ  อนุวิญญาณ  (อณุ-อาทมา)  และ  อภิวิญญาณ  (วิบํุ-อาทมา)  ได้ยืนยันไว้ใน  คะทฺะ  อุพะนิชัด  (1.2.20)  เช่นกันว่า

อโนร อนียาน มะฮะโท มะฮียาน
อาทมาสยะ จันโทร นิฮิโท กุฮายาม

ทัม อัคระทุฮ พัชยะทิ วีทะ-โชโค
ดฺาทุฮ พระสาดาน มะฮิมานัม อาทมะนะฮ

“ทั้งอภิวิญญาณ  (พะระมาทมา)  และอนุวิญญาณ  (จีวาทมา)  สถิตอยู่บนต้นไม้แห่ง  ร่างกายเดียวกัน  ภายในหัวใจดวงเดียวกันของสิ่งมีชีวิต  ผู้ที่เป็นอิสระจากความต้องการ  ทางวัตถุและความเศร้าโศกทั้งหมดเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าใจถึงความเลิศเลอของ  ดวงวิญญาณ  ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควาน”  คริชณะทรงเป็นแหล่งกำเนิดของ  อภิวิญญาณด้วยเช่นกัน  ดังจะเปิดเผยในบทต่อ  ๆ  ไป  และอารจุนะทรงเป็นอนุวิญญาณที่  หลงลืมธรรมชาติอันแท้จริงของตนเอง  ฉะนั้น  จึงจำเป็นต้องได้รับแสงสว่างจากคริชณะ  หรือจากผู้แทนที่เชื่อถือได้ของพระองค์  (พระอาจารย์ทิพย์)

โศลก 21 (2.21)

เวดาวินาชินัม นิทยัม
ยะ เอนัม อจัม อัพยะยัม

คะทัม สะ พุรุชะฮ พารทฺะ
คัม กฺาทะยะทิ ฮันทิ คัม

เวดะ  -  รู้, อวินาชินัม  -  ไม่ถูกทำลาย, นิทยัม  -  เป็นอยู่เสมอ, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง,เอนัม  -  นี้(ดวง วิญญาณ), อจัม  -  ไม่เกิด,อัพยะยัม  -  ไม่เปลี่ยนแปลง, คะทัม  -  อย่างไร, สะฮ  -  นั้น, พุรุชะฮ  -  บุคคล, พารทฺ -โอ้ พารทฺะ (อารจุนะ), คัม  -  ผู้ซึ่ง, กฺาทะยะทิ  -  ต้นเหตุที่ทำให้เจ็บ, ฮันทิ  -  สังหาร, คัม  -  ผู้ซึ่ง

คำแปล

โอ้  พารทฺะ  ผู้ที่รู้ว่าดวงวิญญาณไม่มีวันถูกทำลาย  เป็นอมตะ  ไม่มีการเกิด  และ  ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  จะเป็นผู้สังหารผู้ใด  หรือเป็นต้นเหตุให้ผู้ใดสังหารได้  อย่างไร

คำอธิบาย

ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีประโยชน์ในการใช้สอยอยู่ในตัวมันเองตามความเหมาะสม  ผู้ที่มีความรู้สมบูรณ์จะรู้ว่าควรใช้สิ่งนั้นให้เป็นประโยชน์ตามความเหมาะสมในตัวมัน  เองได้อย่างไร  และเมื่อไร  เช่นเดียวกับความรุนแรงก็มีประโยชน์ในตัวมันเองและการที่  จะใช้ความรุนแรงอย่างไร  ขึ้นอยู่กับผู้ที่มีความรู้  ถึงแม้ว่าศาลสถิตยุติธรรมจะสั่งลงโทษ  ประหารชีวิตผู้ทำผิดฐานฆ่าคนตาย  ใครจะไปกล่าวโทษศาลไม่ได้  ในการตัดสินลงโทษ  รุนแรงต่อบุคคลนั้นตามกฎหมายแห่งความยุติธรรม  ใน  มะนุ-สัมฮิทา  ซึ่งเป็นกฎหมาย  สำหรับมนุษยชาติ  ได้สนับสนุนว่าผู้ฆ่าคนควรจะถูกลงโทษถึงชีวิต  เพื่อในชาติหน้าจะได้  ไม่ต้องมารับทุกข์ต่อบาปอันยิ่งใหญ่ที่ตนได้กระทำไว้  ฉะนั้น  กษัตริย์ที่ลงโทษผู้ต้องหาฆ่า  คนด้วยการแขวนคออันที่จริงแล้วเป็นประโยชน์  ในทำนองเดียวกันเมื่อคริชนะทรงสั่งให้  ต่อสู้  ต้องสรุปได้ว่าความรุนแรงเช่นนี้เป็นไปเพื่อความยุติธรรมสูงสุด  ดังนั้นอารจุนะทรง  ควรปฏิบัติตามคำสั่ง  และควรรู้ดีด้วยว่าความรุนแรงเช่นนี้ทำไปเพื่อต่อสู้ให้คริชณะ  ซึ่ง  มิใช่เป็นความรุนแรงอะไรเลย  เพราะว่าดวงชีวิตหรือดวงวิญญาณจะไม่มีวันถูกสังหาร  อยู่แล้ว  เพื่อบริหารความยุติธรรมสิ่งที่เรียกว่าความรุนแรงจึงได้รับอนุญาต  การผ่าตัด  คนไข้มิได้หมายความว่าจะสังหารคนไข้แต่เป็นการรักษา  ดังนั้น  การต่อสู้ที่อารจุนะทรง  ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของคริชณะซึ่งเปี่ยมไปด้วยความรู้  จึงไม่มีผลบาป

โศลก 22 (2.22)

วาสามสิ จีรณานิ ยะทฺา วิฮายะ
นะวานิ กริฮณาทิ นะโร ‘พะราณิ

ทะทฺา ชะรีราณิ วิฮายะ จีรณานิ
อันยานิ สัมยาทิ นะวานิ เดฮี

วาสามสิ  -  เสื้อผ้า, จีรณานิ  -  เก่าและขาด, ยะทฺา  -  เช่นเดียวกัน, วิฮายะ  -  ยกเลิก, นะวานิ  -  เสื้อผ้าใหม่, กริฮณาทิ  -  ยอมรับ, นะระฮ  -  บุคคล, อพะราณิ  -  ผู้อื่น, ทะทฺา  -  เช่นเดียวกัน, ชะรีราณิ  -  ร่างกาย, วิฮายะ  -  ยกเลิก, จีรณานิ  -  เก่าและไร้ประโยชน์, อันยานิ  -  แตกต่าง, สัมยาทิ -ยอมรับว่าเป็นความจริง, นะวานิ  -  ชุดใหม่, เดฮี  -  เป็นรูปร่าง

คำแปล

ดังเช่นบุคคลใส่เสื้อผ้าชุดใหม่  ยกเลิกหรือทิ้งชุดเก่าไป  ในลักษณะเดียวกัน  ดวง  วิญญาณก็รับเอาร่างวัตถุใหม่มา  และยกเลิกร่างเก่าที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้

คำอธิบาย

การเปลี่ยนร่างของปัจเจกละอองวิญญาณเป็นที่ยอมรับว่าเป็นความจริง  แม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน  ผู้ที่ไม่เชื่อว่าดวงวิญญาณมีอยู่จริง  ในขณะ  เดียวกันก็ไม่สามารถอธิบายแหล่งกำเนิดของพลังงานซึ่งมาจากหัวใจ  แต่ยอมรับการ  เปลี่ยนแปลงของร่างกายอยู่ตลอดเวลา  เริ่มปรากฏจากร่างทารกมาเป็นร่างเด็ก  จาก  ร่างเด็กมาเป็นร่างหนุ่มสาว  จากร่างหนุ่มสาวมาเป็นร่างคนชรา  และจากร่างคนชราก็  เปลี่ยนย้ายไปอยู่อีกร่างหนึ่ง  ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วในโศลกก่อนหน้านี้  (2.13)

การเปลี่ยนแปลงโยกย้ายของปัจเจกละอองวิญญาณจากร่างหนึ่งไปสู่อีก  ร่างหนึ่งเป็นไปได้  ด้วยพระกรุณาธิคุณของอภิวิญญาณ  อภิวิญญาณทรงทำให้ละออง  วิญญาณสมปรารถนาเหมือนกับเพื่อนที่ปฏิบัติต่อเพื่อให้ได้สมความปรารถนา  คัมภีร์  พระเวทเช่น  มุณดะคะ  อุพะนิชัด  พร้อมทั้ง  ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  ได้เปรียบเทียบอนุ  วิญญาณและอภิวิญญาณว่าเป็นเสมือนเพื่อนนกสองตัวที่เกาะอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกัน  นกตัวหนึ่ง  (ปัจเจกวิญญาณ)  กำลังกินผลไม้ของต้น  และนกอีกตัวหนึ่ง  (คริชณะ)  ทรงเพียงแต่ทอดพระเนตรไปที่สหายของพระองค์เท่านั้น  นกทั้งสองตัวถึงแม้ว่าจะมี  คุณสมบัติเช่นเดียวกันแต่ตัวหนึ่งจะถูกยั่วยวนด้วยผลของต้นไม้วัตถุ  ในขณะที่อีกตัว  หนึ่งเพียงแต่ทรงเป็นพยานในกิจกรรมของเพื่อนนกเท่านั้น  คริชณะคือนกพยานและ  อารจุนะคือนกที่กินผล  ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะเป็นเพื่อนกัน  แต่นกตัวหนึ่งคงสถานภาพความ  เป็นนายและอีกตัวหนึ่งเป็นบ่าว  การลืมความสัมพันธ์ของละอองวิญญาณเช่นนี้เป็น  เหตุให้เราต้องเปลี่ยนตำแหน่งจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปสู่ต้นไม้อีกต้นหนึ่ง  หรือเปลี่ยนจาก  ร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง  ดวงวิญญาณ  จีวะ  ดิ้นรนต่อสู้ด้วยความยากลำบากบนต้นไม้  แห่งร่างวัตถุ  แต่ทันทีที่เขายอมรับนกอีกตัวหนึ่งว่าเป็นพระอาจารย์ทิพย์สูงสุด  ดังเช่น  อารจุนะทรงอาสามาศิโรราบยอมรับที่จะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของคริชณะด้วยความ  สมัครใจ  ทันใดนั้น  นกบ่าวตัวนี้ก็จะมีอิสรภาพจากความโศกเศร้าทั้งมวล  ทั้ง  มุณดะคะ  อุพะนิชัด  (3.1.2)  และ  ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  (4.7)  ได้ยืนยันไว้ดังนี้

สะมาเน วริคเช พุรุโช นิมักโน
'นีชะยา โชชะทิ มุฮยะมานะฮ
จุชทัม ยะดา พัชยะทิ อันยัม อีชัม
อัสยะ มะฮิมานัม อิทิ วีทะ-โชคะฮ

“ถึงแม้ว่านกสองตัวจะอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกัน  นกที่กินผลจะจดจ่อหมกมุ่นอยู่กับความ  วิตกกังวลและเศร้าสลดในฐานะเป็นผู้มีความสุขจากผลของต้นไม้  หากเป็นไปได้ที่เขาจะ  หันมาหาเพื่อนผู้ทรงเป็นองค์ภควาน  และทราบถึงพระบารมีของพระองค์  ในทันใดนั้น  นกที่ได้รับความทุกข์ทรมานอยู่นี้ก็จะมีอิสรภาพจากความวิตกกังวลทั้งปวง”  มาบัดนี้  อารจุนะทรงหันพระพักตร์เข้าหาพระสหายนิรันดรคริชณะ  และเข้าใจ  ภควัต-คีตา  จาก  พระองค์  ดังนั้น  ด้วยการสดับฟังจากคริชณะ  อารจุนะทรงสามารถเข้าใจถึงพระบารมี  อันสูงส่งของพระองค์  และมีอิสรภาพจากความเศร้าโศกทั้งปวง

ณ  ที่นี้  องค์ภควานทรงแนะนำให้อารจุนะอย่าได้โศกเศร้าต่อการที่พระอัยกา  และพระอาจารย์จะมีการเปลี่ยนร่าง  อารจุนะทรงควรยินดีกับการสังหารร่างกายของ  พวกท่านในการต่อสู้เพื่อคุณธรรม  เพื่อที่ท่านเหล่านี้จะได้ชำระล้างผลแห่งกรรมทั้งปวง  จากกรรมของร่างกายในอดีต  ผู้ที่ได้สังเวยชีวิตบนแท่นบูชาหรือในสมรภูมิที่เหมาะสม  เป็นผู้ชำระล้างผลกรรมของร่างกายได้ในทันที  และเลื่อนขึ้นไปมีคุณภาพชีวิตที่สูงกว่า  ฉะนั้น  จึงไม่มีเหตุผลที่อารจุนะทรงต้องเศร้าโศกเสียใจ

โศลก 23 (2.23)

ไนนัม ชินดันทิ ชัสทราณิ
ไนนัม ดะฮะทิ พาวะคะฮ

นะ ไชนัม คเลดะยันทิ อาโพ
นะ โชชะยะทิ มารุทะฮ

นะ  -  ไม่เคย, เอนัม  -  ดวงวิญญาณนี้, ชินดันทิ  -  ถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ, ชัสทราณิ  -  อาวุธ, นะ  -  ไม่ เคย, เอนัม  -  ดวงวิญญาณนี้, ดะฮะทิ  -  ไหม้, พาวะคะฮ  -  ไฟ, นะ  -  ไม่เคย, ชะ  -  เช่นกัน, เอนัม -ดวงวิญญาณนี้, คเลดะยันทิ  -  ทำให้ชื้น, อาพะฮ  -  น้ำ, นะ  -  ไม่เคย, โชชะยะทิ  -  แห้ง, มารุทะฮ  -  ลม

คำแปล

ดวงวิญญาณถูกหั่นให้เป็นชิ้น  ๆ  ด้วยอาวุธใด  ๆ  ไม่ได้  ถูกไฟเผาให้ไหม้ไม่ได้  ถูกน้ำทำให้เปียกไม่ได้  หรือถูกลมทำให้แห้งก็ไม่ได้

คำอธิบาย

อาวุธทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นดาบ  อาวุธไฟ  อาวุธฝน  อาวุธลมสลาตัน  ฯลฯ  ไม่  สามารถสังหารดวงวิญญาณได้  ดังที่ปรากฏว่ามีอาวุธหลายชนิด  ที่ทำมาจากดิน  น้ำ  ลม  อากาศ  ฯลฯ  นอกเหนือไปจากอาวุธสมัยปัจจุบันที่ทำด้วยไฟ  แม้กระทั่งอาวุธนิวเคลียร์  ในยุคปัจจุบันที่จัดอยู่ในประเภทไฟ  ในอดีตกาลมีอาวุธอื่น  ๆ  ที่ทำมาจากธาตุวัตถุที่ต่าง  กัน  อาวุธไฟจะถูกแก้ด้วยอาวุธน้ำ  ซึ่งวิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังไม่ทราบ  และวิทยาศาสตร์  สมัยใหม่ก็ไม่ทราบถึงอาวุธลมสลาตัน  อย่างไรก็ดีดวงวิญญาณไม่สามารถถูกหั่นเป็น  ชิ้นๆ  หรือถูกทำลายด้วยอาวุธชนิดใด  ๆ  ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์แบบ  ไหนก็ตาม

มายาวาดีไม่สามารถอธิบายได้ว่า  ปัจเจกวิญญาณมามีชีวิตอยู่ได้อย่างไร  เนื่องมาจากอวิชชาและถูกพลังแห่งความหลงครอบคลุมเอาไว้  เป็นไปไม่ได้ที่จะตัด  ปัจเจกวิญญาณให้ออกจากดวงวิญญาณสูงสุด  เพราะปัจเจกวิญญาณเป็นละอองอณู  นิรันดรที่แยกมาจากอภิวิญญาณสูงสุด  เพราะว่าเราเป็นปัจเจกละอองวิญญาณอมตะ  (สะนาทะนะ)  จึงมีแนวโน้มที่จะถูกปกคลุมด้วยพลังแห่งความหลง  ดังนั้น  ทำให้ขาด  ความสัมพันธ์กับองค์ภควาน  ดังเช่นประกายไฟถึงแม้ว่าจะมีคุณสมบัติเหมือนดังไฟ  แต่  มีแนวโน้มที่จะดับมอดเมื่อไฟหมด  ใน  วะราฮะ  พุราณะ  ได้อธิบายไว้ว่าสิ่งมีชีวิตเป็น  ละอองอณูที่แยกมาจากองค์ภควานและจะเป็นอยู่เช่นนี้นิรันดร  ใน  ภควัต-คีตา  ได้  กล่าวไว้เช่นเดียวกัน  ดังนั้น  ถึงแม้หลังจากที่ได้รับอิสรภาพจากความหลง  สิ่งมีชีวิตจะ  ยังคงรักษาบุคลิกภาพของตนเอง  ดังเช่น  หลักฐานคำสั่งสอนของคริชณะที่ทรงให้แด่  อารจุนะ  และอารจุนะทรงได้รับอิสรภาพด้วยความรู้ที่ได้รับจากคริชณะ  แต่อารจุนะทรง  ไม่มีหนทางที่จะกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับคริชณะเลย

โศลก 24 (2.24)

อัชเชฺดโย ´ยัม อดาฮโย ´ยัม
อัคเลคโย ´โชชยะ เอวะ ชะ

นิทยะฮ สารวะ-กะทะฮ สทฺาณุร
อชะโล ´ยัม สะนาทะนะฮ

อัชเชฺยะฮ  -  ไม่มีวันแตก, อยัม  -  ดวงวิญญาณนี้, อดาฮยะฮ  -  ไม่สามารถถูกเผา, อยัม  -  ดวงวิญญาณนี้, อัคเลดยะฮ  -  ละลายไม่ได้, อโชชยะฮ  -  ไม่แห้ง, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  และ, นิทยะฮ  -  นิรันดร, สารวะ-กะทะฮ  -  แผ่กระจายไปทั่ว, สทฺาณุฮ  -  ไม่เปลี่ยนแปลง, อชะละฮ  -  ไม่เคลื่อนไหว, อยัม  -  ดวงวิญญาณนี้, สะนาทะนะฮ  -  เหมือนเดิมนิรันดร

คำแปล

ปัจเจกวิญญาณไม่แตกสลาย  ไม่ละลาย  เผาไม่ไหม้และไม่แห้ง  ปัจเจกวิญญาณ  เป็นอมตะ  ปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง  ไม่เปลี่ยนแปลง  ไม่เคลื่อนไหว  และเหมือน  เดิมนิรันดร

คำอธิบาย

คุณสมบัติทั้งหมดนี้ของละอองวิญญาณพิสูจน์ได้อย่างแน่นอนว่า  ปัจเจก  วิญญาณเป็นละอองอณูของดวงวิญญาณสูงสุด  และจะคงเป็นละอองอณูเหมือนเดิม  นิรันดรโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ทฤษฏีของลัทธิที่ว่าใจและกายเป็นหนึ่งเดียวกันเป็น  ไปไม่ได้ในกรณีนี้  เพราะว่าปัจเจกวิญญาณไม่มีทางที่จะมาเป็นเนื้อเดียวกันกับวัตถุ  หลังจากได้รับอิสรภาพจากมลทินทางวัตถุ  ละอองวิญญาณบางดวงอาจพอใจอยู่เป็น  ประกายทิพย์ในแสงรัศมีของบุคลิกภาพสูงสุดของพระเจ้า  แต่ดวงวิญญาณที่มีปัญญา  จะเข้าไปในโลกทิพย์  เพื่ออยู่ร่วมกับบุคลิกภาพแห่งองค์ภควาน

คำว่า  สารวะ-กะทะ  (“แผ่กระจายไปทั่ว”)  มีความสำคัญเพราะว่า  สิ่งมีชีวิต  ทั้งหมดมีอยู่ทั่วไปจากการสร้างขององค์ภควานอย่างไม่ต้องสงสัย  พวกเขาอยู่บนบก  อยู่  ในน้ำ  อยู่ในอากาศ  อยู่ในดิน  และแม้แต่อยู่ในไฟ  ความเชื่อที่ว่าดวงวิญญาณจะถูกฆ่า  ด้วยไฟไม่เป็นที่ยอมรับ  เพราะได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  ดวงวิญญาณไม่สามารถ  ถูกเผาไหม้ด้วยไฟ  ฉะนั้น  จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในดวงอาทิตย์  ด้วยร่างอันเหมาะสม  หากดวงอาทิตย์เป็นที่อยู่อาศัยไม่ได้คำว่า  สารวะ-กะทะ  “อาศัย  อยู่ทุกหนทุกแห่ง”  จะไม่มีความหมาย

โศลก 25 (2.25)

อัพยัคโท ´ยัม อชินทโย ´ยัม
อวิคารโย ´ยัม อุชยะเท

ทัสมาด เอวัม วิดิทไวนัม
นานุโชชิทุม อารฮะสิ

อัพยัคทะฮ  -  มองไม่เห็น, อยัม  -  ดวงวิญญาณนี้, อชินทยะฮ  -  มองไม่เห็น, อยัม-ดวง วิญญาณนี้, อวิคารยะฮ  -  ไม่เปลี่ยนแปลง, อยัม  -  ดวงวิญญาณนี้, อุชยะเท  -  ได้กล่าวไว้, ทัสมาท  -  ดังนั้น, เอวัม  -  เหมือนดังนี้, วิดิทวา  -  ทราบดี, เอนัม  -  ดวงวิญญาณนี้, นะ  -  ไม่, อนุโชชิทุม  -  โศกเศร้า, อารฮะสิ  -  เธอสมควรได้รับ

คำแปล

ได้กล่าวไว้ว่า  ดวงวิญญาณนั้นไม่ปรากฏ  มองไม่เห็น  และไม่เปลี่ยนรูป  เมื่อ  ทราบเช่นนี้แล้วเธอไม่ควรโศกเศร้ากับร่างกาย

คำอธิบาย

ดังที่ได้อธิบายมาแล้วว่าขนาดของดวงวิญญาณนั้นเล็กมากในการคำนวณ  ทางวัตถุ  แม้แต่กล้องจุลทรรศน์ที่ดีที่สุดก็ไม่สามารถมองเห็น  ดังนั้น  ดวงวิญญาณจึง  ไม่ปรากฏให้เห็น  เกี่ยวกับความมีอยู่ของดวงวิญญาณ  ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ด้วยการ  ทดลองได้ว่าดวงวิญญาณมีอยู่  นอกจากการพิสูจน์ของ  ชรุทิ  หรือปรัชญาพระเวท  เรา  ต้องยอมรับความจริงเช่นนี้แม้จะเป็นความจริงจากการสำเหนียก  ไม่มีแหล่งอื่นรู้ถึง  ความมีอยู่ของดวงวิญญาณ  มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องยอมรับ  บนฐานที่มีความ  เชื่อถือได้มากกว่า  ไม่มีใครปฏิเสธว่าตนเองมีบิดา  บนฐานจากคำบอกเล่าที่เชื่อถือได้  ของมารดา  ไม่มีแหล่งให้ความเข้าใจเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของบิดานอกจากคำบอกเล่า  ที่เชื่อถือได้ของมารดา  ในทำนองเดียวกัน  ไม่มีแหล่งให้ความเข้าใจเกี่ยวกับดวงวิญญาณ  ได้นอกจากจะศึกษาจากคัมภีร์พระเวท  ดวงวิญญาณไม่ปรากฏให้เห็นได้ด้วยความรู้  จากการทดลองของมนุษย์  จิตวิญญาณคือจิตสำนึกและความรู้สำนึก  นี่คือคำบอกเล่า  ของคัมภีร์พระเวท  และเราต้องยอมรับเช่นนี้  ไม่เหมือนกับร่างกายที่เปลี่ยนแปลง  ดวง  วิญญาณไม่มีการเปลี่ยนแปลง  เมื่อไม่มีการเปลี่ยนแปลงชั่วนิรันดร  ดวงวิญญาณจึงคง  ความเป็นละอองอณูเมื่อเปรียบเทียบกับอภิวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่  องค์อภิวิญญาณมีความ  ยิ่งใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด  และดวงวิญญาณเป็นละอองอณูเล็ก  ๆ  ฉะนั้น  ดวงวิญญาณละออง  อณูเล็ก  ๆ  ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่มีทางที่จะเทียบเท่ากับอภิวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่หรือ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าได้  แนวคิดเช่นนี้จะกล่าวซ้ำในคัมภีร์พระเวทด้วยวิธีต่าง  กันเพื่อยืนยันความมั่นคงแห่งแนวคิดในเรื่องของดวงวิญญาณ  การกล่าวซ้ำและทบทวน  เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้โดยไม่ผิดพลาด

โศลก 26 (2.26)

อทฺะ ไชนัม นิทยะ-จาทัม
นิทยัม วา มันยะเส มริทัม

ทะทฺาพิ ทวัม มะฮา-บาโฮ
ไนนัม โชชิทุม อารฮะสิ

อทฺะ  -  ถ้า อย่างไรก็ดี, ชะ  -  เช่นกัน, เอนัม  -  ดวงวิญญาณนี้, นิทยะ  -  จาทัม  -  เกิดอยู่เสมอ, นิทยัม  -  นิรันดร, วา  -  ไม่ก็, มันยะเส  -  คุณคิดเช่นนั้น, มริทัม  -  ตาย, ทะทฺา อพิ  -  ยัง, ทวัม  -  ท่าน, มะฮา-บาโฮ  -  โอ้ นักรบผู้ยิ่งใหญ่, นะ  -  ไม่เคย, เอนัม  -  เกี่ยวกับดวงวิญญาณ, โชชิทุม  -  โศกเศร้า, อารฮะสิ  -  สมควรได้รับ

คำแปล

อย่างไรก็ดี  หากเธอคิดว่าดวงวิญญาณ  (หรือลักษณะอาการของชีวิต)  มีการเกิด  และตายชั่วนิรันดร  เธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องโศกเศร้า  โอ้  ยอดนักรบ

คำอธิบาย

จะมีนักปราชญ์กลุ่มหนึ่งคล้ายกับ  สูนยะวาดี  ที่ไม่เชื่อในความมีอยู่จริงของ  ดวงวิญญาณนอกเหนือจากร่างกาย  เมื่อองค์ชรีคริชณะตรัส  ภควัต-คีตา  ปรากฏว่า  มีนักปราชญ์กลุ่มที่ชื่อ  โลคายะทิคะ  และ  ไวบฺาชิคะ  นักปราชญ์เหล่านี้เชื่อว่าลักษณะ  อาการของชีวิตเกิดขึ้นภายใต้สภาวะอันสมบูรณ์เต็มที่จากการผสมผสานทางวัตถุ  นัก  วิทยาศาสตร์ทางวัตถุสมัยปัจจุบันและนักปราชญ์ทางวัตถุก็มีแนวคิดเช่นเดียวกันนี้  ตาม  ความเชื่อที่ว่าร่างกายคือการผสมผสานของธาตุวัตถุ  และเมื่อมาถึงจุด  ๆ  หนึ่งลักษณะ  อาการของชีวิตจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากการผสมผสานของธาตุวัตถุและสารเคมี  ศาสตร์  แห่งมนุษยวิทยาก็มีแนวคิดพื้นฐานมาจากปรัชญานี้  ปัจจุบันมีศาสนาจอมปลอมที่เป็น  แฟชั่นอยู่ในสหรัฐอเมริกามากมายก็ยึดหลักปรัชญานี้เช่นกัน  รวมทั้งนิกายของ  สูนยะ-  วาดี  ที่ไม่มีการอุทิศตนเสียสละรับใช้

และถึงแม้ว่าอารจุนะจะทรงไม่เชื่อในความมีอยู่จริงของดวงวิญญาณเหมือน  ดังปรัชญา  ไวบฺาชิคะ  ก็ยังไม่ควรเป็นเหตุให้ต้องเศร้าโศก  ไม่มีใครควรเสียใจในการสูญ  เสียวัตถุสารเคมีไปบางส่วนถึงกับต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่การงานของตนที่กำหนดไว้  อีก  ด้านหนึ่ง  สารเคมีเป็นตัน  ๆ  ได้สูญเสียไปกับวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน  และสงคราม  วิทยาศาสตร์เพื่อเอาชนะศัตรู  ตามปรัชญา  ไวบฺาชิคะ  สิ่งที่เรียกว่าดวงวิญญาณหรือ  อาทมา  จะสูญสลายไปพร้อมกับการเสื่อมโทรมของร่างกาย  ฉะนั้นไม่ว่าจะพิจารณาใน  กรณีใด  ไม่ว่าอารจุนะจะทรงยอมรับข้อสรุปของพระเวทว่ามีดวงวิญญาณจริง  หรือไม่  เชื่อว่าดวงวิญญาณมีอยู่จริง  พระองค์ก็ทรงไม่มีเหตุผลที่ต้องเศร้าโศก  ตามทฤษฎีที่ว่า  มีสิ่งมีชีวิตมากมายเกิดมาจากวัตถุทุก  ๆ  นาทีและมีอีกมากมายที่ตายจากไปทุก  ๆ  นาที  จึงไม่มีความจำเป็นใด  ๆ  ที่จะต้องโศกเศร้าต่อเหตุการณ์เช่นนี้  หากดวงวิญญาณไม่มี  การเกิดอีก  อารจุนะก็ทรงไม่มีเหตุผลต้องกลัวผลบาปอันเนื่องมาจากการสังหารพระ  อัยกาและพระอาจารย์  แต่ในขณะเดียวกันคริชณะตรัสกระทบด้วยการเรียกอารจุนะ  ว่า  มะฮา-บาฮุ  ยอดนักรบ  เพราะว่าอย่างน้อยก็ทรงไม่ยอมรับทฤษฎีของ  ไวบฺาชิคะ  ซึ่ง  ปฏิเสธปรัชญาพระเวท  เพราะในฐานะที่เป็น  คชัทริยะ  อารจุนะทรงอยู่ในวัฒนธรรม  พระเวทซึ่งมีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามหลักธรรมพระเวทอยู่แล้ว

โศลก 27 (2.27)

จาทัสยะ ฮิ ดฺรุโว มริทยุร
ดฺรุวัม จันมะ มริทัสยะ ชะ

ทัสมาด อพะริฮารเย ´รเทฺ
นะ ทวัม โชชิทุม อารฮะสิ

จาทัสยะ  -  สำหรับผู้ที่เกิดมาแล้ว, ฮิ  -  แน่นอน, ดฺรุวะฮ  -  ความจริง, มริทยุฮ  -  ความตาย, ดฺรุวัม  -  และก็เป็นความจริงอีกเช่นเดียวกัน, จันมะ  -  การเกิด, มริทัสยะ  -  แห่งความตาย, ชะ  -  เช่นกัน, ทัสมาท  -  ดังนั้น, อพะริฮารเย  -  ในสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้, อารเทฺ  -  ในเรื่องนี้, นะ  -  ไม่, ทวัม  -  ท่าน, โชชิทุม  -  โศกเศร้า, อารฮะสิ  -  สมควรได้รับ

คำแปล

ผู้ที่เกิดมาแล้วจะต้องตายอย่างแน่นอน  และหลังจากตายไปแล้วก็ต้องกลับมา  เกิดใหม่อย่างแน่นอน  ฉะนั้น  ในการปฏิบัติหน้าที่ของเธอที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  เธอไม่  ควรเศร้าโศก

คำอธิบาย

เราต้องเกิดตามผลกรรมแห่งชีวิต  และหลังจากเสร็จสิ้นกรรมชาติหนึ่งแล้ว  เราต้องตายเพื่อไปเกิดชาติหน้า  เช่นนี้  ต้องผ่านวัฏจักรการเกิดและการตายอย่าง  ไม่มีวันหลุดพ้นเป็นอิสระ  อย่างไรก็ดี  วัฏจักรแห่งการเกิดและการตายนี้มิได้ส่งเสริม  ให้เราสังหาร  เข่นฆ่า  และทำสงครามโดยไม่จำเป็น  แต่ในขณะเดียวกันความรุนแรง  และสงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมมนุษย์เพื่อรักษากฎหมายและความสงบ  เรียบร้อย

สงครามที่คุรุคเชทระเป็นพระราชประสงค์ขององค์ภควานซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่  หลีกเลี่ยงไม่ได้  และการต่อสู้เพื่อคุณธรรมเป็นหน้าที่ของ  คชัทริยะ  ทำไมอารจุนะทรง  ต้องกลัวหรือเสียใจในการตายของสังคญาติในเมื่อทรงปฏิบัติตามหน้าที่อย่างถูกต้อง  ไม่ได้ทำผิดกฎหมายจึงไม่ต้องรับผลบาปซึ่งรู้สึกกลัวยิ่งนัก  การหลีกเลี่ยงปฏิบัติหน้าที่ที่  ควรทำไม่สามารถหยุดความตายของบรรดาสังคญาติได้  แต่จะทำให้อารจุนะเสื่อมเสีย  เนื่องจากการตัดสินใจเดินทางที่ผิด

โศลก 28 (2.28)

อัพยัคทาดีนิ บํูทานิ
วิยัคทะ-มัดฺยานิ บฺาระทะ

อัพยัคทะ-นิดฺะนานิ เอวะ
ทะทระ คา พะริเดวะนา

อัพยัคทะ-อาดีนิ  -  ในตอนต้นไม่ปรากฏ, บํูทานิ  -  ทั้งหมดที่ได้สร้างขึ้นมา, วิยัคทะ  -  ปรากฏ, มัดฺยานิ  -  ในตอนกลาง, บาระทะ  -  โอ้ ผู้สืบราชวงศ์บฺาระทะ, อัพยัคทะ  -  ไม่ปรากฏ,นิดฺะนา นิ  -  เมื่อสูญสลาย, เอวะ  -  ทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้, ทะทระ  -  ดังนั้น, ดา  -  อะไร, พะริเดวะนา  -  ความเศร้าโศก

คำแปล

สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นมา  ไม่ปรากฏในช่วงต้น  ปรากฏในช่วงกลาง  และไม่  ปรากฏอีกครั้งเมื่อถูกทำลายลง  ดังนั้น  จึงไม่มีความจำเป็นต้องเศร้าโศกเสียใจ

คำอธิบาย

เรายอมรับว่ามีนักปราชญ์อยู่สองประเภท  ประเภทหนึ่งเชื่อในความมีอยู่  จริงของดวงวิญญาณ  และอีกประเภทหนึ่งไม่เชื่อในความมีอยู่ของดวงวิญญาณ  ไม่ว่า  จะมีความเชื่อในประเภทใดก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องเศร้าโศกเสียใจ  ผู้ปฏิบัติตามปรัชญา  พระเวทเรียกบุคคลที่ไม่เชื่อในความมีอยู่จริงของดวงวิญญาณเหล่านี้ว่าเป็นผู้ไม่เชื่อใน  องค์ภควาน  แต่เพื่อเป็นหลักในการพิจารณาเราจะยอมรับทฤษฏีของผู้ที่ไม่เชื่อในองค์  ภควาน  แม้กระนั้นก็ยังไม่มีเหตุผลต้องเศร้าโศก  ถ้าเราแยกความมีอยู่ของดวงวิญญาณ  ออกต่างหาก  จะเห็นว่าธาตุวัตถุต่าง  ๆ  มิได้ปรากฏก่อนการสร้างจากระยะที่ละเอียด  อ่อนแห่งการไม่ปรากฏมาจนถึงการปรากฏออกมา  ดังเช่น  จากอากาศธาตุลมปรากฏ  ออกมา  จากลมไฟปรากฏออกมา  จากไฟน้ำปรากฏออกมา  จากน้ำดินปรากฏออก  มา  และจากดินสิ่งต่าง  ๆ  มากมายหลากหลายปรากฏออกมา  ตัวอย่างเช่นตึกสูงระฟ้า  ปรากฏขึ้นมาจากดิน  เมื่อถูกรื้อถอนทำลายลงการปรากฏกลายมาเป็นการไม่ปรากฏ  อีกครั้ง  และในขั้นสุดท้ายยังคงเป็นอะตอมอยู่  กฎแห่งการอนุรักษ์พลังงานยังคงอยู่  ข้อ  แตกต่างคือตามกาลเวลาสิ่งต่าง  ๆ  จะปรากฏและไม่ปรากฏ  แล้วอะไรเป็นเหตุแห่งความ  เศร้าโศกไม่ว่าจะปรากฏหรือไม่ปรากฏออกมา  อย่างไรก็ดี  แม้อยู่ในสภาวะที่ไม่ปรากฏก็  ไม่มีอะไรสูญเสีย  ทั้งในตอนต้นและตอนปลาย  ธาตุต่าง  ๆ  ทั้งหมดก็ไม่ปรากฏออกมา  ใน  ช่วงกลางเท่านั้นที่ปรากฏออกมาซึ่งมิได้มีข้อแตกต่างกันเลย

หากว่าเรายอมรับข้อสรุปของพระเวท  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  ว่า  ร่างกายวัตถุเหล่านี้เสื่อมสลายตามกาลเวลา  (อันทะวันทะ  อิเม  เดฮาฮ)  แต่ว่าดวง  วิญญาณเป็นอมตะ  (นิทยัสโยคทาฮ  ชารีริณะฮ)  ฉะนั้น  เราต้องจดจำไว้เสมอว่าร่างกาย  นี้เปรียบเสมือนเสื้อผ้า  แล้วจะไปโศกเศร้ากับการเปลี่ยนเสื้อผ้าทำไม?  ร่างกายวัตถุไม่มี  อยู่จริงในความสัมพันธ์กับดวงวิญญาณอมตะ  มันคล้ายกับความฝัน  ในฝันอาจคิดว่าเรา  บินอยู่บนท้องฟ้าหรือนั่งอยู่บนราชรถเยี่ยงกษัตริย์  แต่เมื่อตื่นขึ้นมาจะพบว่าเราไม่ได้อยู่  ทั้งในท้องฟ้าหรือบนราชรถ  ปรัชญาพระเวทส่งเสริมความรู้แจ้งแห่งตนบนพื้นฐานที่ว่า  ร่างกายวัตถุไม่มีอยู่จริง  ดังนั้น  ไม่ว่าในกรณีใดไม่ว่าเราจะเชื่อในความมีอยู่จริงของดวง  วิญญาณ  หรือเราจะไม่เชื่อในความมีอยู่ของดวงวิญญาณ  ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเศร้า  โศกเสียใจในการสูญเสียร่างกาย

โศลก 29 (2.29)

อาชชารยะ-วัท พัชยะทิ คัชชิด เอนัม
อาชชารยะ-วัด วะดะทิ ทะไทฺวะ ชานยะฮ

อาชชารยะ-วัช ไชนัม อันยะฮ ชริโณทิ
ชรุทวาพิ เอนัม เวดะ นะ ไชวะ คัชชิท

อาชชารยะ-วัท  -  เป็นที่น่าอัศจรรย์, พัชยะทิ  -  เห็น, คัชชิท  -  บางคน, เอนัม  -  ดวงวิญญาณ นี้, อาชชารยะ-วัท  -  เป็นที่น่าอัศจรรย์, วะดะทิ  -  กล่าวถึง, ทะทฺา  -  ดังนั้น, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  เช่นกัน, อันยะฮ  -  ผู้อื่น, อาชชารยะ-วัท  -  น่าอัศจรรย์เช่นเดียวกัน, ชะ  -  เช่นกัน, เอนัม  -  ดวงวิญญาณนี้, อันยะฮ  -  ผู้อื่น, ชริโณทิ  -  สดับฟัง, ชรุทวา  -  ได้ยินมาแล้ว, อพิ  -  ถึง แม้ว่า, เอนัม  -  ดวงวิญญาณนี้, เวดะ  -  ทราบ, นะ  -  ไม่เคย, ชะ  -  และ, เอวะ  -  แน่นอน, คัชชิท  -  บางคน

คำแปล

บางคนมองดูดวงวิญญาณว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์  บางคนอธิบายดวงวิญญาณว่าเป็น  สิ่งอัศจรรย์  และบางคนได้ยินเกี่ยวกับดวงวิญญาณว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์  แต่ใน  ขณะที่อีกหลายคนแม้หลังจากที่ได้ยินเกี่ยวกับดวงวิญญาณแล้ว  ก็ไม่สามารถ  เข้าใจอะไรเลย

คำอธิบาย

กีโทพะนิชัด  ส่วนใหญ่มีพื้นฐานบนหลักธรรมของ  อุพะนิชัด  จึงไม่น่าแปลกใจที่  ได้พบข้อความเช่นนี้ใน  คะทฺะ  อุพะนิชัด  (1.2.7)

ชระวะณะยาพิ บะฮุบิร โย นะ ลับฺยะฮ
ชริณวันโท 'พิ บะฮะโว ยัม นะ วิดยุฮ

อาชชารโย วัคทา คุชะโล ´สยะ ลับดฺา
อาชชารโย ´สยะ กยาทา คุชะลานุชิชิทะฮ

เป็นความจริงที่ว่าละอองวิญญาณอยู่ในร่างสัตว์ใหญ่  อยู่ในร่างต้นไทรมหึมา  และอยู่ในจุลินทรีย์เล็ก  ๆ  ที่มีจำนวนเป็นร้อย  ๆ  ล้านตัวในพื้นที่เพียงหนึ่งตารางนิ้ว  นับ  ว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์มาก  มนุษย์ผู้เบาปัญญาและมนุษย์ผู้ไม่สมถะไม่สามารถเข้าใจถึง  ความอัศจรรย์ของปัจเจกละอองวิญญาณได้  แม้จะอธิบายโดยผู้ที่เชื่อถือได้มากที่สุดใน  วิชาความรู้นี้  ซึ่งถ่ายทอดบทเรียนให้แม้กระทั่งพระพรหม  (บระฮมา)  ผู้เป็นชีวิตแรกใน  จักรวาล  เนื่องจากแนวความคิดต่อสิ่งต่าง  ๆ  ทางวัตถุ  คนส่วนใหญ่ในยุคนี้จึงไม่สามารถ  จินตนาการได้ว่าประกายเล็ก  ๆ  เช่นนี้สามารถที่จะยิ่งใหญ่มากและเล็กมากได้อย่างไร  ดังนั้น  มนุษย์จึงมองดูดวงวิญญาณว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์  ไม่ว่าด้วยสถานภาพพื้นฐานหรือ  ด้วยการอธิบาย  ผู้คนมัวแต่หลงอยู่ในพลังงานวัตถุจึงหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวเพื่อสนอง  ประสาทสัมผัสจนมีเวลาน้อยมากที่จะเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง  แม้จะเป็นความจริงที่ว่า  หากไม่มีความเข้าใจตนเอง  กิจกรรมทั้งหมดในการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดผลที่สุดคือ  ความพ่ายแพ้  พวกเขาไม่มีความคิดว่าควรจะต้องคิดถึงดวงวิญญาณเพื่อแก้ปัญหา  ความทุกข์ทางวัตถุ

บางคนสนใจฟังเกี่ยวกับดวงวิญญาณ  อาจไปรับฟังคำบรรยายร่วมกับหมู่  คณะที่ดี  แต่บางครั้งเนื่องจากอวิชชา  ถูกชักนำไปในทางที่ผิดโดยยอมรับว่าอภิวิญญาณ  และอนุวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกันโดยไม่มีข้อแตกต่างในปริมาณ  เป็นการยากมากที่จะ  พบบุคคลผู้เข้าใจสถานภาพของอภิวิญญาณและอนุวิญญาณ  รวมทั้งหน้าที่และความ  สัมพันธ์ของทั้งสอง  และรายละเอียดต่าง  ๆ  อย่างครบถ้วน  และยากยิ่งไปกว่านี้คือ  การที่จะพบบุคคลผู้ได้รับประโยชน์อย่างสมบูรณ์จากความรู้แห่งดวงวิญญาณ  และยัง  สามารถอธิบายถึงสถานภาพของดวงวิญญาณในแง่มุมต่าง  ๆ  ได้  อย่างไรก็ดี  หากผู้ใด  สามารถเข้าใจเรื่องราวของดวงวิญญาณ  ชีวิตของผู้นั้นจะประสบความสำเร็จ

วิธีที่ง่ายที่สุดในการเข้าใจเรื่องความรู้แจ้งแห่งตนคือการยอมรับคำสอนใน  ภควัต-คีตา  ที่ตรัสโดยองค์ชรีคริชณะผู้ที่เชื่อถือได้สูงสุด  โดยไม่ถูกบิดเบือนจากทฤษฎี  อื่น  ๆ  แต่จำเป็นต้องมีความวิริยะและความเสียสละอย่างสูงไม่ว่าในชาตินี้หรือในอดีต  ชาติ  ก่อนที่เราจะสามารถยอมรับว่าคริชณะคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  อย่างไรก็  ดีเราสามารถรู้ถึงคริชณะว่าทรงเป็นองค์ภควานสูงสุดได้ด้วยพระกรุณาธิคุณอย่างหา  ที่สุดมิได้ของสาวกผู้บริสุทธิ์  โดยไม่มีทางอื่น

โศลก 30 (2.30)

เดฮี นิทยัม อวัดฺโย ´ยัม
เดเฮ สารวัสยะ บฺาระทะ

ทัสมาท สารวาณิ บํูทานิ
นะ ทวัม โชชิทุม อารฮะสิ

เดฮี  -  เจ้าของร่างกายวัตถุ, นิทยัม  -  อมตะ, อวัดฺยะฮ  -  ไม่สามารถถูกสังหาร, อยัม  -  ดวง วิญญาณนี้, เดเฮ  -  ในร่างกาย, สารวัสยะ  -  ของทุกคน, บฺาระทะ  -  ผู้สืบราชวงศ์บฺะระทะ, ทัสมาท  -  ดังนั้น, สารวาณิ  -  ทั้งหมด, บํูทานิ  -  สิ่งมีชีวิต (ที่เกิด), นะ  -  ไม่เคย, ทวัม  -  ท่าน, โชชิทุม  -  โศกเศร้า, อารฮะสิ  -  สมควรได้รับ

คำแปล

โอ้  ผู้สืบราชวงศ์บฺะระทะ  ดวงวิญญาณผู้พำนักอยู่ในร่างกายไม่มีวันถูกสังหาร  ฉะนั้น  เธอไม่จำเป็นต้องโศกเศร้ากับชีวิตของผู้ใด

คำอธิบาย

ณ  ที่นี้  องค์ภควานทรงสรุปบทคำสอนเกี่ยวกับดวงวิญญาณทิพย์ที่เป็น  อมตะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  ด้วยการอธิบายดวงวิญญาณอมตะในวิธีต่าง  ๆ  กัน  องค์ชรี  คริชณะทรงสถาปนาว่าดวงวิญญาณเป็นอมตะ  และร่างกายไม่ถาวร  ดังนั้น  อารจุนะใน  ฐานะที่ทรงเป็น  คชัทริยะ  จึงไม่ควรละทิ้งหน้าที่อันเนื่องมาจากความกลัวว่า  พระอัยกา  บีฺชมะและพระอาจารย์โดรณะจะตายในสนามรบ  ด้วยความน่าเชื่อถือได้ของชรีคริชณะ  เราต้องเชื่อว่ามีดวงวิญญาณที่แตกต่างไปจากร่างวัตถุ  ไม่ใช่ว่าไม่มีดวงวิญญาณ  หรือ  ลักษณะอาการของชีวิตเกิดขึ้นจากการผสมผสานของวัตถุเคมีที่มาถึงจุดอิ่มตัว  แม้ว่า  ดวงวิญญาณจะเป็นอมตะแต่มิได้หมายความว่าจะสนับสนุนความรุนแรง  แต่เมื่อมีความ  จำเป็นจริง  ๆ  ในยามศึกสงครามซึ่งเราไม่สามารถจะห้ามได้  ความจำเป็นนั้นต้องมีความ  ยุติธรรมโดยการได้รับอนุญาตจากองค์ภควาน  มิใช่ทำตามอำเภอใจ

โศลก 31 (2.31)

สวะ-ดฺารมัม อพิ ชาเวคชยะ
นะ วิคัมพิทุม อารฮะสิ

ดฺารมยาด ดิฺ ยุดดฺา ชฺเรโย ´นยัท
คชัทริยัสยะ นะ วิดยะเท

สวะ-ดฺารมัม  -  หลักศาสนาของตน, อพิ  -  เช่นกัน, ชะ  -  แน่นอน, อเวคชยะ  -  พิจารณา, นะ  -  ไม่เคย, วิคัมพิทุม  -  ลังเลใจ, อารฮิสิ  -  เธอสมควรได้รับ, ดฺารมยาท  -  เพื่อหลักศาสนา, ฮิ  -  แน่นอน, ยุดดฺาท  -  กว่าการต่อสู้, ชเรยะฮ  -  งานที่ดีกว่า, อันยัท  -  สิ่งอื่น ๆ, คชัทริยัสยะ  -  ของคชัทริยะ, นะ  -  ไม่, วิดยะเท  -  เป็นอยู่

คำแปล

เมื่อพิจารณาหน้าที่โดยเฉพาะของเธอในฐานะที่เป็นกษัตริย์  เธอควรรู้ว่าไม่มีงาน  อื่นใดดีไปกว่าการต่อสู้เพื่อหลักศาสนา  ดังนั้น  จึงไม่จำเป็นต้องลังเลใจ

คำอธิบาย

จากสี่วรรณะในการบริหารสังคม  เพื่อการบริหารที่ดีวรรณะที่สองเรียกว่า  คชัทริยะ  คชัท  หมายถึงความเจ็บปวด  ผู้ให้ความปกป้องจากภยันตรายเรียกว่าคชัทริยะ  (ทรายะเท  -ให้การปกป้องคุ้มครอง)  คชัทริยะ  ฝึกฝนการสังหารในป่า  คชัทริยะ  จะถือ  ดาบเข้าไปในป่าท้าทายเสือซึ่ง  ๆ  หน้ามาต่อสู้  เมื่อสังหารเสือแล้วจะจัดพิธีพระราชทาน  เพลิงศพให้อย่างสมเกียรติ  ระบบนี้ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาจึงถึงปัจจุบันโดย  คชัทริยะ  แห่งรัฐไจพุร  คชัทริยะได้รับการฝึกฝนเพื่อท้าทายและสังหารโดยเฉพาะ  เนื่องจากความ  รุนแรงทางศาสนาบางครั้งเป็นสิ่งจำเป็น  ดังนั้น  คชัทริยะ  ไม่ควรบรรพชาเป็น  สันนยาสะ  หรือเป็นผู้สละโลกโดยตรง  อหิงสาในการเมืองอาจเป็นศิลปะในการเจรจา  แต่ไม่ใช่เป็น  ปัจจัยหรือเป็นหลักการ  หนังสือกฎหมายทางศาสนากล่าวไว้ว่า

อาฮะเวชุ มิโทฺ 'นโยนยัม
จิกฺามสันโท มะฮี-คชิทะฮ

ยุดดฺะมาณาฮ พะรัม ชัคทยา
สวารกัม ยานทิ อพาราน-มุคฺาฮ
ยะกเยชุ พะชะโว บระฮมัน
ฮันยันเท สะทะทัม ดวิไจฮ

สัมสคริทาฮ คิละ มันไทรช ชะ
เท ´พิ สวารกัม อวาพนุวัน

“ในสนามรบ  ขณะที่กษัตริย์หรือ  คชัทริยะ  ต่อสู้กับกษัตริย์อีกองค์หนึ่งที่อิจฉาตน  มีสิทธิ์  ไปสู่สรวงสวรรค์หลังจากสิ้นพระชนม์  เหมือนกับพราหมณ์หรือ  บราฮมะณะ  ที่บูชาสัตว์  ในพิธีไฟบูชาก็ไปสู่สรวงสวรรค์เช่นเดียวกัน”  ดังนั้น  การสังหารกันในสนามรบตามหลัก  ศาสนา  และการฆ่าสัตว์ในไฟพิธีบวงสรวง  ไม่พิจารณาว่าเป็นการกระทำรุนแรง  เพราะ  ทุกชีวิตได้รับประโยชน์เมื่อมีหลักศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง  สัตว์ในพิธีจะได้รับร่างมนุษย์  ทันที  โดยไม่ต้องผ่านวิวัฒนาการตามขั้นตอนจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง  คชัทริยะ  ผู้ถูก  สังหารในสนามรบจะไปสู่สรวงสวรรค์เหมือน  บราฮมะณะ  ผู้ปฏิบัติพิธีบวงสรวงบูชา

มี  สวะ-ดฺารมะ  หรือหน้าที่โดยเฉพาะสองประเภท  ตราบใดที่ยังไม่หลุดพ้นเรา  ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เหมาะสมกับร่างกายที่ได้มาตามหลักศาสนาเพื่อบรรลุถึงอิสรภาพ  เมื่อหลุดพ้นแล้ว  สวะ-ดฺารมะ  หรือหน้าที่โดยเฉพาะของเราจะเป็นทิพย์  ไม่อยู่ในแนวคิด  ทางร่างกายวัตถุ  ชีวิตที่มีแนวคิดทางร่างกายวัตถุจะมีหน้าที่โดยเฉพาะสำหรับ  บราฮ-  มะณะ  และ  คชัทริยะ  ตามลำดับ  หน้าที่เช่นนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้  องค์ภควานทรงลิขิต  สวะ-  ดฺารมะ  บทที่สี่จะอธิบายชัดเจนยิ่งขึ้น  สวะ-ดฺารมะ  ในระดับร่างกายเรียกว่า  วารณาชระ  มะ-ดฺารมะ  หรือขั้นบันไดของมนุษย์เพื่อเข้าใจวิถีทิพย์  ความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์เริ่ม  ต้นจากระดับของวารณาชระมะ-ดฺารมะ  หรือหน้าที่โดยเฉพาะของตน  ตามระดับเฉพาะ  ของธรรมชาติร่างกายที่ได้รับมา  การปฏิบัติหน้าที่โดยเฉพาะของเรา  ไม่ว่าในกิจกรรม  ใดๆ  ต้องทำตามคำสั่งของผู้ที่เชื่อถือได้ที่สูงกว่า  เพื่อพัฒนาตัวเราไปสู่ระดับชีวิตที่สูงขึ้น

โศลก 32 (2.32)

ยะดริชชฺะยะ โชพะพันนัม
สวารกะ-ดวารัม อพาวริทัม

สุคินะฮ คชัทริยาฮ พารทฺะ
ละบันเท ยุดดัม อีดริชัม

ยะดริชชฺะยา  -  สอดคล้องอยู่ในตัว, ชะ  -  เช่นกัน, อุพะพันนัม  -  มาถึง, สวารกะ  -  แห่งโลก สวรรค์, ดวารัม  -  ประตู, อพาวริทัม  -  เปิดกว้าง, สุคินะฮ  -  มีความสุขมาก, คชัทริยาฮ  -  สมาชิกของราชวงศ์, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทา, ละบันเท  -  ได้รับ, ยุดดัม  -  สงคราม, อีดริชัม  -  เหมือนเช่นนี้

คำแปล

โอ้  พารทฺะ  กษัตริย์ผู้มีความสุขคือผู้ที่โอกาสการต่อสู้เช่นนี้อำนวยให้  โดยไม่ต้อง  เสาะแสวงหาซึ่งเป็นการเปิดประตูสวรรค์ให้

คำอธิบาย

ในฐานะที่เป็นบรมครูแห่งโลกองค์ชรีคริชณะทรงตำหนิกริยาท่าทีของอารจุนะ  ที่ตรัสว่า  “ข้าพเจ้าไม่เห็นว่ามีอะไรดีในการสู้รบครั้งนี้ซึ่งจะทำให้ข้าพเจ้าไปอยู่ในขุมนรก  ชั่วนิรันดร”  คำดำรัสเช่นนี้ของอารจุนะทรงเนื่องมาจากอวิชชาเท่านั้น  โดยปรารถนา  มาเป็นผู้ยึดหลักอหิงสาในการปฏิบัติหน้าที่โดยเฉพาะของตน  คชัทริยะ  ผู้ทรงอยู่ใน  สนามรบแล้วมาทำเป็นผู้ยึดหลักอหิงสาเป็นปรัชญาของคนโง่เขลา  ใน  พะราชะระ-  สมริทิ  หลักศาสนาที่พะราชะระ  นักปราชญ์ผู้เป็นพระบิดาของวิยาสะเดวะ  กล่าวไว้ว่า

คชัทริโย ฮิ พระจา รัคชัน
ชัสทระ-พาณิฮ พระดัณดะยัน

นิรจิทยะ พะระ-ไสนยาดิ
คชิทิม ดฺารเมณะ พาละเยท

“หน้าที่ของ  คชัทริยะ  คือการปกป้องคุ้มครองประชาชนจากความทุกข์ยากลำบากทั้ง  ปวง  ด้วยเหตุผลนี้  จำต้องใช้ความรุนแรงในกรณีที่เหมาะสมเพื่อความสงบเรียบร้อย  ฉะนั้น  พระองค์ทรงต้องกำราบศัตรู  และปกครองโลกตามหลักศาสนา”

เมื่อพิจารณาทุกมุมมอง  อารจุนะทรงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ต่อสู้  หากทรงปราบ  ศัตรูได้จะมีความสุขกับราชบัลลังก์  และหากสิ้นพระชนม์ในสนามรบจะเสด็จไปสู่สรวง  สวรรค์ซึ่งประตูสวรรค์เปิดรอรับอยู่แล้ว  การต่อสู้จึงเป็นผลดีสำหรับอารจุนะไม่ว่าใน  กรณีใด

โศลก 33 (2.33)

อทฺะ เชท ทวัม อิมัม ดฺารยัม
สังกรามัม นะ คะริชยะสิ

ทะทะฮ สวะ-ดฺารมัน คีรทิม ชะ
ฮิทวา พาพัม อวาพสยะสิ

อทฺะ  -  ดังนั้น, เชท  -  ถ้า, ทวัม  -  ท่าน, อิมัม  -  นี้, ดฺารมยัม  -  ซึ่งเป็นหน้าที่ทางศาสนา, สังกรา- มัม  -  ต่อสู้, นะ  -  ไม่, คะริชยะสิ  -  ปฏิบัติ, ทะทะฮ  -  จากนั้น, สวะ-ดฺารมัม  -  หน้าที่ทางศาสนา ของท่าน, คีรทิม  -  ชื่อเสียง, ชะ  -  เช่นกัน, ฮิทวา  -  สูญเสีย, พาพัม  -  ผลแห่งบาป, อวาพ- สยะสิ  -  จะได้รับ

คำแปล

อย่างไรก็ดี  หากเธอไม่ปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนาในการต่อสู้  เธอจะต้องได้รับบาปที่  ละเลยต่อหน้าที่อย่างแน่นอน  และเสื่อมเสียชื่อเสียงในฐานะที่เป็นนักรบ

คำอธิบาย

อารจุนะทรงเป็นนักรบผู้มีชื่อเสียง  ได้รับชื่อเสียงจากการต่อสู้กับเทวดาผู้  ยิ่งใหญ่หลายองค์แม้กระทั่งองค์ศิวะเทพ  หลังจากทรงต่อสู้และได้รับชัยชนะพระศิวะ  ในร่างของนักล่าสัตว์แล้ว  อารจุนะทรงทำให้พระศิวะทรงพอพระทัยและมอบอาวุธ  พาชุพะทะ-อัสทระ  ให้เป็นรางวัล  ทุกคนทราบดีว่าอารจุนะทรงเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่  แม้แต่โดรณาชารยะได้ให้พรและให้อาวุธพิเศษเป็นรางวัล  ทำให้สามารถสังหารได้แม้แต่  อาจารย์ของตนเอง  ดังนั้น  อารจุนะทรงได้รับความเชื่อถือด้วยประกาศนียบัตรทาง  ทหารมากมาย  จากผู้ที่เชื่อถือได้หลายท่านรวมทั้งพระอินทร์เจ้าแห่งสวรรค์ผู้ทรงเป็น  พระบิดาอุปถัมภ์  หากละทิ้งสนามรบไปอารจุนะทรงไม่เพียงแต่ละเลยหน้าที่ของตนโดย  เฉพาะในฐานะที่เป็น  คชัทริยะ  เท่านั้น  แต่จะสูญเสียเกียรติยศและชื่อเสียงทั้งหมด  และ  เป็นการเตรียมเปิดทางลงสู่นรก  อีกนัยหนึ่ง  หากอารจุนะทรงไม่ต่อสู้และถอนตัวออก  จากสมรภูมิ  จะต้องตกลงนรก

โศลก 34 (2.34)

อคีรทิม ชาพิ บํูทานิ
คะทฺะยิชยันทิ เท ´วิยะยาม

สัมบฺาวิทัสยะ ชาคีรทิร
มะระณาด อทิริชยะเท

อคีรทิม  -  เสียชื่อเสียง, ชะ  -  เช่นกัน, อพิ  -  อยู่เหนือ, บํูทานิ  -  ผู้คนทั้งหลาย, คะทฺะยิชยันทิ  -  จะพูด, เท  -  ถึงเธอ, อัพยะยาม  -  ชั่วกาลนาน, สัมบฺาวิทัสยะ  -  สำหรับผู้ที่เคยได้รับความ เคารพนับถือ, ชะ  -  เช่นกัน, อคีรทิฮ  -  เสียชื่อ, มะระณาท  -  มากกว่าความตาย, อทิริชยะ เท  -  มากกว่า

คำแปล

ผู้คนจะกล่าวถึงเรื่องเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียงของเธอตลอดเวลา  สำหรับผู้ที่  เคยได้รับความเคารพนับถือ  การสูญเสียเกียรติเช่นนี้เลวร้ายยิ่งกว่าความตาย

คำอธิบาย

องค์ชรีคริชณะทรงเป็นทั้งสหายและนักปราชญ์สำหรับอารจุนะ  บัดนี้คริชณะ  ทรงให้คำตัดสินสุดท้ายกับอารจุนะที่ปฏิเสธการต่อสู้  โดยตรัสว่า  “อารจุนะเอ๋ย  หาก  เธอหนีไปจากสมรภูมิก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้น  ผู้คนจะเรียกเธอว่าเจ้าขี้ขลาด  หากคิดว่า  ถูกประณามเช่นนี้แล้วเธอยังจะรักษาชีวิตได้ด้วยการหนีไปจากสมรภูมิ  ข้าแนะนำว่าให้  มาตายในสมรภูมิจะดีกว่า  สำหรับผู้ที่เคยได้รับความเคารพนับถืออย่างเธอ  การเสื่อม  เสียชื่อเสียงนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย  ดังนั้น  ไม่ควรหลบหนีไปเนื่องมาจากความกลัว  ตาย  ตายอยู่ในสนามรบยังดีเสียกว่า  เพราะจะช่วยให้พ้นจากการเสื่อมเสียชื่อเสียงที่ใช้  ความเป็นเพื่อนของข้าไปในทางที่ผิด  และเสียศักดิ์ศรีของตนเองในสังคม“

ดังนั้นคำตัดสินสุดท้ายขององค์ภควานคือทรงให้อารจุนะตายในสมรภูมิ  และ  ไม่ถอนตัว

โศลก 35 (2.35)

บฺะยาท ระณาด อุพะระทัม
มัมสยันเท ทวาม มะฮา-ระทฺาฮ

เยชาม ชะ ทวัม บะฮุ-มะโท
บํูทวา ยาสยะสิ ลากฺะวัม

บฺะยาท  -  เนื่องมาจากความกลัว, ระณาท  -  จากสนามรบ, อุพะระทัม  -  หยุด, มัมสยัน- เท  -  พวกเขาจะพิจารณาว่า, ทวาม  -  ท่าน, มะฮา-ระทฺาฮ  -  ขุนพลผู้ยิ่งใหญ่, เยชาม  -  ผู้ซึ่ง, ชะ  -  เช่นกัน, ทวัม  -  เธอ, บะฮุ-มะทะฮ  -  ในการประเมินอันยิ่งใหญ่, บํูทวา  -  ได้เป็น, ยาสยะ- สิ  -  ท่านจะไป, ลากฺะวัม  -  ลดคุณค่า

คำแปล

บรรดาขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยยกย่องนับถือในชื่อเสียงและเกียรติยศของเธอ  จะ  คิดว่าเธอหนีจากสมรภูมิไปเพราะความกลัวเท่านั้น  และจะพิจารณาว่าเธอนั้นไม่  สำคัญ

คำอธิบาย

องค์ชรีคริชณะทรงให้คำตัดสินแด่อารจุนะต่อไปว่า  “จงอย่าคิดว่าขุนพลผู้  ยิ่งใหญ่  เช่น  ดุรโยดฺะนะ  คารณะ  และบุคคลอื่น  ๆ  ณ  ที่นี้  จะคิดว่าเธอจากสนามรบไป  เพราะความเมตตาสงสารต่อญาติพี่น้องและพระอัยกา  แต่พวกเขาจะคิดว่าเธอหนีจาก  สนามรบไปเพราะความกลัวตาย  ดังนั้น  การประเมินค่าอันสูงส่งในตัวเธอจะดิ่งลงนรก”

โศลก 36 (2.36)

อวาชยะ-วาดามช ชะ บะฮูน
วะดิชยันทิ ทะวาฮิทาฮ

นินดันทัส ทะวะ สามารทฺยัม
ทะโท ดุฮคฺะทะรัม นุ คิม

อวาชยะ  -  ไม่มีความกรุณา, วาดาน  -  คำพูดที่แต่งขึ้น, ชะ  -  เช่นกัน, บะฮูน  -  มาก, วะดิ- ชยันทิ  -  จะกล่าวว่า, ทะวะ  -  ของเธอ, อฮิทาฮ  -  ศัตรู, นินดันทะฮ  -  ขณะที่หมิ่นประมาท, ทะวะ  -  ของเธอ, สามารทฺยัม  -  ความสามารถ, ทะทะฮ  -  กว่านั้น, ดุฮคะฮ  -  ทะรัม  -  เจ็บปวด มากกว่า, นุ  -  แน่นอน, คิม  -  อะไรที่นั่น

คำแปล

ศัตรูจะตำหนิเธอด้วยคำหยาบ  และเหยียดหยามความสามารถของเธอ  แล้วจะมี  อะไรที่ทำให้เธอเจ็บปวดมากไปกว่านี้?

คำอธิบาย

ในตอนแรก  องค์ชรีคริชณะทรงพิศวงที่อารจุนะทรงมีความเมตตาสงสารที่  ไม่จำเป็นเป็นข้ออ้าง  และคริชณะทรงอธิบายความเมตตาสงสารนี้ว่าเหมาะสำหรับ  อนารยชน  ณ  ที่นี้  คริชณะทรงพิสูจน์คำดำรัสของพระองค์ต่อสิ่งที่อารจุนะทรงเรียกว่า  ความเมตตาสงสาร

โศลก 37 (2.37)

ฮะโท วา พราพสยะสิ สวารกัม
จิทวา วา โบฺคชยะเส มะฮีม

ทัสมาด อุททิชทฺะ คะอุนเทยะ
ยุดดฺายะ คริทะ-นิชชะยะฮ

ฮะทะฮ  -  ถูกฆ่า, วา  -  ไม่ก็, พราพสยะสิ  -  เธอได้รับ, สวารกัม  -  อาณาจักรสวรรค์, จิทวา  -  ด้วยชัยชนะ, วา  -  หรือ, โบฺคชยะเส  -  เธอมีความสุข, มะฮีม  -  โลก, ทัสมาท  -  ดังนั้น, อุททิชทฺะ  -  ลุกขึ้น, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, ยุดดฺายะ  -  ต่อสู้, คริทะ  -  ความ มั่นใจ, นิชชะยะฮ  -  แน่นอน

คำแปล

โอ้  โอรสพระนางคุนที  เธออาจถูกสังหารในสมรภูมิและไปสู่สรวงสวรรค์  หรืออาจ  ได้รับชัยชนะและมีความสุขกับอาณาจักรโลก  ฉะนั้น  จงลุกขึ้นมาสู้ด้วยความ  มั่นใจ

คำอธิบาย

ถึงแม้ยังไม่แน่นอนว่าอารจุนะจะทรงเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ  แต่พระองค์ทรง  ต้องสู้  แม้ถูกสังหารก็จะเสด็จสู่สรวงสวรรค์

โศลก 38 (2.38)

สุคฺะ-ดุฮเคฺ สะเม คริทวา
ลาบฺาลาโบฺ จะยาจะโย

ทะโท ยุดดฺายะ ยุจยัสวะ
ไนวัม พาพัม อวาพสะยะสิ

สุคฺะ  -  ความสุข, ดุฮเคฺ  -  และความทุกข์, สะเม  -  ในความสงบ, คริทวา  -  ทำเช่นนั้น, ลาบฺะ- อลาโบฺ  -  ทั้งกำไรและขาดทุน, จะยะ-อจะโย  -  ทั้งชัยชนะและพ่ายแพ้, ทะทะฮ  -  หลังจาก นั้น, ยุดดฺายะ  -  เพื่อเห็นแก่การต่อสู้, ยุจยัสวะ  -  ปฏิบัติ (การต่อสู้), นะ  -  ไม่เคย, เอวัม  -  ในทางนี้, พาพัม  -  ผลแห่งบาป, อวาพสยะสิ  -  เธอจะได้รับ

คำแปล

เธอจงสู้เพื่อการต่อสู้  โดยไม่พิจารณาถึงความสุขหรือความทุกข์  ขาดทุนหรือ  กำไร  ชัยชนะหรือพ่ายแพ้  ด้วยการกระทำเช่นนี้  เธอจะไม่ได้รับผลแห่งบาป

คำอธิบาย

บัดนี้  องค์ชรีคริชณะตรัสกับอารจุนะโดยตรงว่า  ควรสู้เพื่อการต่อสู้  เพราะ  ว่า  คริชณะทรงปรารถนาสงครามนี้  โดยไม่ต้องพิจารณาถึงความสุขหรือความทุกข์  ผล  กำไรหรือขาดทุน  ชัยชนะหรือพ่ายแพ้  ในกิจกรรมคริชณะจิตสำนึกทุกสิ่งทุกอย่างกระทำ  ไปเพื่อคริชณะจึงเป็นจิตสำนึกทิพย์  ดังนั้น  จะไม่มีผลกรรมทางวัตถุ  ผู้กระทำเพื่อสนอง  ประสาทสัมผัสของตนเอง  ไม่ว่าในความดีหรือตัณหาจะต้องได้รับผลดีหรือผลชั่ว  แต่ผู้  ที่ศิโรราบอย่างสมบูรณ์ในกิจกรรมคริชณะจิตสำนึก  ไม่เป็นหนี้บุญคุณใครหรือติดหนี้  กรรมผู้ใดอีกต่อไป  ซึ่งไม่เหมือนกับการทำกิจกรรมธรรมดาทั่วไป  ได้กล่าวไว้ว่า

เดวารชิ-บํูทาพทะ-นริณาม พิทรีณาม
นะ คิงคะโร นายัม ริณี ชะ ราจัน

สารวาทมะนา ยะฮ ชะระณัม ชะรัณยัม
กะโท มุคุนดัม พาริฮริทยะ คารทัม

“ผู้ใดที่ศิโรราบต่อคริชณะ  มุคุนดะ  อย่างสมบูรณ์  ยกเลิกหน้าที่อื่นทั้งหมด  จะไม่ติด  หนี้กรรมหรือหนี้บุญคุณผู้ใดอีกต่อไป  แม้แต่เทวดา  นักบวช  บุคคลทั่วไป  สังคญาติ  มนุษยชาติ  หรือบรรพบุรุษ”  (บฺากะวะธัม  11.5.41)  นี่คือสิ่งที่คริชณะทรงเปรยโดยอ้อม  แด่อารจุนะในโศลกนี้  และจะอธิบายให้ละเอียดในโศลกต่อ  ๆ  ไป

โศลก 39 (2.39)

เอชา เท ´บิฮิทา สางคฺเย
บุคดีร โยเก ทุ อิมาม ชริณุ

บุดดฺยา ยุคโท ยะยา พารทฺะ
คารมะ-บันดัม พระฮาสยะสิ

เอชา  -  ทั้งหมดนี้, เท-แด่เธอ, อบิฮิทา  -  อธิบาย, สางคฺเย  -  ด้วยการวิเคราะห์ศึกษา, บุดดิฮ  -  ปัญญา, โยเก  -  ในงานที่ไม่มีผลตอบแทน, ทุ  -  แต่, อิมาม  -  นี้ ชริณุ  -  เพียงแต่สดับ ฟัง, บูดดฺยา  -  ด้วยปัญญา, ยุคทะฮ  -  รับเอา, ยะยา  -  ซึ่ง, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนาง พริทฺา, คารมะ-บันดัม  -  พันธนาการแห่งผลกรรม, พระฮาสยะสิ  -  เธอสามารถหลุดพ้น จากมัน

คำแปล

ข้าได้อธิบายความรู้นี้แด่เธอด้วยการวิเคราะห์ศึกษา  บัดนี้จงฟัง  ข้าจะอธิบาย  เกี่ยวกับการทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทนทางวัตถุ  โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  เมื่อปฏิบัติด้วยความรู้เช่นนี้  เธอจะสามารถเป็นอิสระจากพันธนาการของงาน

คำอธิบาย

ตาม  นิรุคทิ  หรือพจนานุกรมพระเวท  สังคฺยา  หมายถึงการอธิบายสิ่งต่างๆ  อย่างละเอียด  สางคฺยะ  หมายถึงปรัชญาที่อธิบายธรรมชาติอันแท้จริงของดวงวิญญาณ  และ  โยกะ  เกี่ยวกับการควบคุมประสาทสัมผัส  คำเสนอของอารจุนะที่จะไม่ต่อสู้มีฐาน  อยู่ที่การสนองประสาทสัมผัสโดยลืมหน้าที่สำคัญของตน  อารจุนะไม่ต้องการต่อสู้  เพราะคิดว่าการไม่ฆ่าสังคญาติ  จะทำให้พระองค์ทรงมีความสุขมากกว่าการครอง  ราชหลังจากได้รับชัยชนะจากญาติพี่น้องเหล่าโอรสของดฺริทะราชทระ  แนวคิดทั้งสอง  ประการนี้มีฐานอยู่ที่การสนองประสาทสัมผัส  ความสุขที่ได้รับจากชัยชนะและความสุข  ที่ได้รับจากการเห็นสังคญาติมีชีวิตอยู่  ทั้งสองสิ่งนี้ตั้งอยู่บนฐานแห่งการสนองประสาท  สัมผัสตนเอง  จนกระทั่งสูญเสียปัญญาและละเว้นหน้าที่  ฉะนั้น  คริชณะทรงประสงค์  จะอธิบายให้อารจุนะเห็นว่าการสังหารร่างกายพระอัยกา  ดวงวิญญาณมิได้ถูกสังหาร  และอธิบายว่ามวลปัจเจกชีวิตรวมทั้งองค์ภควานเองเป็นปัจเจกนิรันดร  ทั้งหมดเป็น  ปัจเจกบุคคลในอดีต  เป็นปัจเจกบุคคลในปัจจุบัน  และยังคงเป็นปัจเจกบุคคลในอนาคต  เพราะว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดเป็นปัจเจกดวงวิญญาณนิรันดร  เราเพียงแต่เปลี่ยนเครื่องแต่ง  กายในรูปแบบต่าง  ๆ  กัน  แต่อันที่จริงเรายังคงรักษาความเป็นปัจเจกดวงวิญญาณแม้  หลังจากหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งเครื่องแต่งกายวัตถุ  องค์ชรีคริชณะทรงอธิบาย  การวิเคราะห์ศึกษาระหว่างดวงวิญญาณและร่างกายอย่างเห็นภาพได้ชัดเจน  ความรู้  ที่ทรงอธิบายเกี่ยวกับดวงวิญญาณและร่างกายในแง่มุมต่าง  ๆ  กันนี้ได้อธิบายไว้  ณ  ที่  นี้ว่าเป็น  สางคฺยะ  ตามพจนานุกรม  นิรุคทิ  สางคฺยะ  นี้ไม่มีความสัมพันธ์กับปรัชญา  สางคฺยะ  ของคะพิละผู้ไม่เชื่อในองค์ภควาน  ก่อนหน้า  สางคฺยะ  ของคะพิละตัวปลอมนี้  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ได้อธิบายถึงปรัชญา  สางคฺยะ  โดยองค์ภควานคะพิละตัวจริงอวตาร  ของคริชณะผู้ทรงอธิบายให้พระมารดาเดวะฮูทิ  ทรงอธิบายอย่างชัดเจนว่า  พุรุชะ  หรือ  องค์ภควานทรงตื่นตัว  พระองค์ทรงสร้างด้วยการทอดพระเนตรไปที่  พระคริทิ  ซึ่งเป็น  ที่ยอมรับในคัมภีร์พระเวทและใน  คีตา  คัมภีร์พระเวทอธิบายว่าองค์ภควานทรงทอด  พระเนตรไปที่  พระคริทิ  หรือธรรมชาติและทรงทำให้มีครรภ์ด้วยปัจเจกละอองวิญญาณ  ปัจเจกวิญญาณทั้งหมดทำงานในโลกวัตถุเพื่อสนองประสาทสัมผัส  และภายใต้มนต์  สะกดของพลังงานวัตถุทำให้พวกเขาคิดว่าตนเองเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญ  แนวคิด  เช่นนี้จะถูกลากไปจนถึงจุดสุดท้ายแห่งความหลุดพ้น  และเมื่อนั้นสิ่งมีชีวิตต้องการเป็น  หนึ่งเดียวกับองค์ภควาน  นี่คือบ่วงสุดท้ายของ  มายา  หรือความหลงอยู่ในการสนอง  ประสาทสัมผัส  และหลังจากการสนองประสาทสัมผัสหลายต่อหลายชาติ  ดวงวิญญาณ  ผู้ยิ่งใหญ่จะศิโรราบต่อองค์วาสุเดวะ  ชรีคริชณะ  ซึ่งทำให้การค้นหาสัจธรรมสูงสุด  ประสบผลสำเร็จ

อารจุนะทรงยอมรับคริชณะว่าทรงเป็นพระอาจารย์ทิพย์  ด้วยการศิโรราบต่อ  พระองค์  ชิชยัส  เท  'ฮัม  ชาดิฺ  มาม  ทวาม  พระพันนัม  จากนี้ไป  คริชณะจะทรงตรัสเกี่ยว  กับวิธีการทำงานใน  บุดดิฺ-โยกะ  หรือ  คารมะ-โยกะ  หรืออีกนัยหนึ่ง  คือปฏิบัติการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้เพื่อสนองประสาทสัมผัสขององค์ภควานเท่านั้น  บุดดฺิ-โยกะ  นี้  บทที่  สิบ  โศลกที่สิบ  อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า  เป็นการติดต่อกับองค์ภควานผู้ทรงประทับเป็น  พะระมาทมา  อยู่ในหัวใจของทุกคนโดยตรง  แต่การติดต่อเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นหาก  ปราศจากการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ฉะนั้น  บุคคลผู้สถิตในการอุทิศตนเสียสละหรือ  การรับใช้ด้วยความรักทิพย์แด่องค์ภควานในคริชณะจิตสำนึกจะบรรลุถึงระดับ  บุดดิฺ-  โยกะ  นี้  ด้วยพระกรุณาธิคุณโดยเฉพาะขององค์ภควาน  และตรัสว่าผู้ปฏิบัติการอุทิศตน  รับใช้ด้วยความรักทิพย์อยู่เสมอเท่านั้น  พระองค์จะทรงให้รางวัลความรู้บริสุทธิ์แห่งการ  อุทิศตนเสียสละในความรัก  เช่นนี้  สาวกสามารถบรรลุถึงองค์ภควานได้โดยง่ายดาย  ใน  อาณาจักรของพระองค์ด้วยความปลื้มปีติสุข

ดังนั้น  บุดดิฺ-โยกะ  ที่กล่าวไว้ในโศลกนี้  คือการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานและคำว่า  สางคฺยะ-โยกะ  ที่ไม่เชื่อในองค์ภควาน  ซึ่งคะพิละตัวปลอมเป็นผู้  ประกาศ  ฉะนั้น  เราไม่ควรเข้าใจผิดคิดว่า  สางคฺยะ-โยกะ  ที่กล่าวในที่นี้มีความสัมพันธ์  กับ  สางคฺยะ  ที่ไม่เชื่อในองค์ภควาน  หรือปรัชญา  สางคฺยะ  นี้มีอิทธิพลใด  ๆ  ในขณะนั้น  หรือคิดว่าองค์ชรีคริชณะทรงเอาใจใส่มาตรัสถึงปรัชญาคาดคะเนที่ไร้องค์ภควานเช่นนี้  องค์คะพิละทรงอธิบายปรัชญา  สางคฺยะ  ที่แท้จริงไว้ใน  ชรีมัด-บฺะกะวะธัม  แม้  สางคฺยะ  นั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นในปัจจุบัน  ณ  ที่นี้  สางคฺยะ  หมายถึงการวิเคราะห์อธิบาย  ถึงร่างกายและดวงวิญญาณ  คริชณะทรงวิเคราะห์อธิบายถึงดวงวิญญาณเพื่อนำ  อารจุนะให้มาถึงจุด  บุดดฺิ-โยกะ  หรือ  บัฺคธิ-โยกะ  ฉะนั้น  สางคฺยะ  ของคริชณะและ  สางคฺยะ  ของคะพิละดังที่ได้อธิบายไว้ใน  บฺากะวะธัม  เป็นหนึ่งเดียวและเหมือนกัน  ทั้งคู่  คือ  บัฺคธิ-โยกะ  ดังนั้น  คริชณะตรัสว่าผู้ด้อยปัญญาเท่านั้นที่เห็นว่า  สางคฺยะ-โยกะ  และ  บัฺคธิ-โยกะ  ไม่เหมือนกัน  (สางคฺยะ-โยโก  พริทัฺก  บาลาฮ  พระวะดันทิ  นะ  พัณดิทาฮ)

แน่นอนที่  สางคฺยะ-โยกะ  ที่ไม่เชื่อในองค์ภควานไม่มีความสัมพันธ์กับ  บัฺคธิ-  โยกะ  แต่ผู้ด้อยปัญญายังอ้างว่า  สางคฺยะ-โยกะ  และ  บฺัคธิ-โยกะ  ที่ไม่เชื่อในองค์ภควาน  ได้ถูกอ้างอิงไว้ใน  ภควัต-คีตา

ฉะนั้น  เราควรเข้าใจว่า  บุดดิฺ-โยกะ  หมายถึงการทำงานในคริชณะจิตสำนึก  ด้วยความปลื้มปีติสุขและด้วยความรู้อย่างสมบูรณ์ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ผู้  ทำงานเพื่อให้องค์ภควานทรงพอพระทัยเพียงอย่างเดียว  ไม่ว่างานนั้นจะยากลำบากแค่  ไหนเป็นการทำงานภายใต้หลักธรรมของ  บุดดิฺ-โยกะ  และจะพบว่าตนเองอยู่ในความ  ปลื้มปีติสุขทิพย์เสมอ  ด้วยการปฏิบัติทิพย์เช่นนี้เขาจะบรรลุความเข้าใจทิพย์ทั้งหมด  โดยปริยายด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควาน  ดังนั้น  ความหลุดพ้นของเขามีความ  สมบูรณ์อยู่ในตัว  โดยไม่ต้องพยายามเป็นพิเศษเพื่อให้ได้รับความรู้  มีข้อแตกต่างกันมาก  ระหว่างการทำงานในคริชณะจิตสำนึก  และการทำงานเพื่อหวังผลประโยชน์ทางวัตถุ  โดยเฉพาะเกี่ยวกับการสนองประสาทสัมผัสเพื่อบรรลุผลทางครอบครัวหรือความสุข  ทางวัตถุ  ฉะนั้น  บุดดิฺ-โยกะ  จึงเป็นคุณสมบัติทิพย์แห่งงานที่เราปฏิบัติ

โศลก 40 (2.40)

เนฮาบิฺคระมะ-นาโช ´สทิ
พรัทยะวาโย นะ วิดยะเท

สว-อัลพัม อพิ อัสยะ ดฺารมัสยะ
ทรายะเท มะฮะโท บฺะยาท

นะ  -  ไม่มี, อิฮะ  -  ใน โยกะ นี้, อบิคระมะ  -  ในความพยายาม, นาชะฮ  -  สูญเสีย, อัสทิ  -  มี, พรัทยะวายะฮ  -  ลดน้อยลง. นะ  -  ไม่เคย, วิดยะเท  -  มี, สุ-อัลพัม  -  เล็กน้อย, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, อัสยะ  -  นี้, ดฺารมัสยะ  -  อาชีพ, ทรายะเท  -  ปลดปล่อย, มะฮะทะฮ  -  จากความยิ่งใหญ่มาก, บฺะยาท  -  อันตราย

คำแปล

ความพยายามเช่นนี้ไม่มีการสูญเสียหรือลดน้อยลง  และความเจริญบนวิถีทางนี้  แม้เพียงเล็กน้อย  สามารถปกป้องเราจากความกลัวที่มีอันตรายมากที่สุด

คำอธิบาย

กิจกรรมในคริชณะจิตสำนึก  หรือการปฎิบัติเพื่อประโยชน์ของคริชณะโดยไม่  คาดหวังจะสนองประสาทสัมผัสของตนเองเป็นคุณสมบัติทิพย์สูงสุดแห่งการทำงาน  แม้  เริ่มต้นเพียงเล็กน้อยในกิจกรรมเช่นนี้จะไม่มีอุปสรรคใดขัดขวาง  และการเริ่มต้นเพียง  เล็กน้อยนี้จะไม่สูญหายไม่ว่าในระดับใด  งานที่เริ่มต้นในระดับวัตถุต้องทำให้สมบูรณ์  มิฉะนั้น  จะถือว่าความพยายามทั้งหมดล้มเหลว  แต่งานที่เริ่มทำในคริชณะจิตสำนึก  มีผลที่ถาวรแม้จะไม่สำเร็จสมบูรณ์  ดังนั้น  ผู้ปฏิบัติงานนี้ไม่มีการสูญเสีย  แม้งานที่ทำ  ในคริชณะจิตสำนึกไม่สมบูรณ์  หนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่ทำในคริชณะจิตสำนึกให้ผลลัพธ์ที่  ถาวร  เมื่อเริ่มครั้งต่อไปจะเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สอง  ขณะที่กิจกรรมในโลกวัตถุหากทำไม่  สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์จะไม่ได้รับผลกำไรอะไรเลย  อจามิละ  ได้ปฏิบัติหน้าที่ในคริชณะ  จิตสำนึกไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่ได้รับผลแห่งความสุขหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มด้วย  พระกรุณาธิคุณขององค์ภควาน  มีโศลกอันงดงามที่สัมพันธ์กับประเด็นนี้ใน  ชรีมัด-  บฺากะวะธัม  (1.5.17)  ดังนี้

ทยัคทวา สวะ-ดฺารมัม ชะระณามบุจัม ฮะเรร
บฺะจันน อพัคโว ´ทฺะ พะเทท ทะโท ยะดิ

ยะทระ ควะ วาบฺะดรัม อบํูด อมุชยะ คิม
โค วารทฺะ อาพโท ´บฺะจะทาม สวะ-ดฺารมะทะฮ

“หากผู้ใดยกเลิกอาชีพของตนแล้วมาทำงานในคริชณะจิตสำนึก  ต่อมาตกลงต่ำโดย  ทำไม่สำเร็จสมบูรณ์  บุคคลนี้จะไม่สูญเสียอะไรเลย  แต่หากเขาปฏิบัติกิจกรรมทาง  วัตถุอย่างสมบูรณ์  แล้วจะได้รับประโยชน์อันใด?”  ดังเช่นชาวคริสเตียนกล่าวว่า  “จะมี  ประโยชน์อันใด  หากมนุษย์ครอบครองได้ทั้งโลก  แต่ได้รับความทุกข์ในการสูญเสียดวง  วิญญาณอมตะของตนเอง?”

กิจกรรมทางวัตถุและผลของมันจบลงพร้อมกับร่างกาย  แต่การปฏิบัติงานใน  คริชณะจิตสำนึกจะนำเราไปสู่คริชณะจิตสำนึกอีกครั้งหนึ่ง  แม้หลังจากสูญเสียร่างกาย  นี้ไปแล้ว  อย่างน้อยจะต้องได้รับโอกาสในชาติหน้าโดยเกิดมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง  อาจ  จะเกิดในครอบครัวพราหมณ์ที่มีวัฒนธรรมสูง  หรือเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยเพื่อได้  รับโอกาสทำความเจริญสืบต่อไป  นี่คือคุณสมบัติเฉพาะสำหรับงานปฏิบัติในคริชณะ  จิตสำนึก

โศลก 41 (2.41)

วิยะวะสายาทมิคา บุดดิร
เอเคฮะ คุรุ-นันดะนะ

บะฮุ-ชาคฺา ฮิ อนันทาช ชะ
บุดดฺะโย 'วิยะวะสายินาม

วิยะวะสายะ-อาทมิคา  -  แน่วแน่ในคริชณะจิตสำนึก, บุดดิฮ  -  ปัญญา, เอคา  -  คนเดียว เท่านั้น, อิฮะ  -  ในโลกนี้, คุรุ-นันดะนะ  -  โอ้ โอรสที่รักแห่งราชวงค์คุรุ, บะฮุ-ชาคฺาฮ  -  มี สาขามากมาย, ฮิ  -  แน่นอน, อนันทาฮ  -  ไม่จำกัด, ชะ  -  เช่นกัน, บุดดฺะยะฮ  -  ปัญญา, อัพยะ วะสายินาม  -  ของผู้ที่ไม่อยู่ในคริชณะจิตสำนึก

คำแปล

โอ้  ผู้เป็นที่รักแห่งราชวงศ์คุรุ  บุคคลเดินอยู่บนหนทางสายนี้มีเป้าหมายที่แน่วแน่  และมีจุดมุ่งหมายเป็นหนึ่ง  ปัญญาของผู้ที่ไม่แน่วแน่มั่นคงจะแตกสาขามากมาย

คำอธิบาย

ความศรัทธาอันมั่นคงในคริชณะจิตสำนึก  จะทำให้เราเจริญไปถึงความสม  บูรณ์สูงสุดแห่งชีวิตเรียกว่าปัญญาแห่ง  วิยะวะสายาทมิคา  ใน  เชธันญะ-ชาริทามริทะ  (มัดฺยะ  22.62)  กล่าวไว้ว่า

“ชรัดดฺา”-ชับเด-วิชวาสะ คะเฮ สุดริดฺะ นิชชะยะ
คริชเณ บัคธิ ไคเล สารวะ-คารมะ คริทะ ฮะยะ

ความศรัทธาหมายถึงความเชื่ออย่างมั่นคงในสิ่งที่ประเสริฐ  เมื่อปฏิบัติหน้าที่ในคริชณะ  จิตสำนึกเราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติในความสัมพันธ์กับโลกวัตถุอันเนื่องมาจากพันธกรณี  ตามประเพณีครอบครัว  มนุษยชาติ  หรือประเทศชาติ  กิจกรรมเพื่อผลประโยชน์  เป็นการกระทำตามผลกรรมของเราในอดีตไม่ว่าดีหรือชั่ว  เมื่อเราได้ตื่นขึ้นมาในคริชณะ  จิตสำนึก  เราไม่จำเป็นต้องพยายามเพื่อผลดีในกิจกรรมของเรา  หากสถิตในคริชณะ  จิตสำนึกกิจกรรมทั้งหมดอยู่ในระดับที่สมบูรณ์  ไม่ขึ้นอยู่กับสภาวะคู่  เช่นความดีหรือ  ความชั่ว  ความสมบูรณ์สูงสุดของคริชณะจิตสำนึกคือการสลัดแนวคิดชีวิตทางวัตถุ  ระดับนี้จะบรรลุถึงโดยปริยายเมื่อเราเจริญขึ้นในคริชณะจิตสำนึก

จุดมุ่งหมายอันแน่วแน่ของบุคคลในคริชนะจิตสำนึกมีพื้นฐานอยู่ที่ความรู้  วาสุเดวะฮ  สารวัม  อิทิ  มะฮาทมา  สุ-ดุรละบฺะฮ  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกคือดวง  วิญญาณดีที่หาได้ยากและเป็นผู้รู้อย่างสมบูรณ์ว่า  วาสุเดวะ  หรือ  คริชณะทรงเป็น  รากฐานแห่งแหล่งกำเนิดของปรากฏการณ์ทั้งมวล  ด้วยการรดน้ำที่รากของต้นไม้  เท่ากับเราได้แจกจ่ายน้ำไปที่ใบและกิ่งก้านสาขาโดยปริยาย  ฉะนั้น  ด้วยการปฏิบัติ  ในคริชณะจิตสำนึกเท่ากับเป็นการรับใช้อย่างสูงสุดแด่ทุก  ๆ  คน  เช่น  รับใช้ตัวเราเอง  ครอบครัว  สังคม  ประเทศชาติ  มนุษยชาติ  ฯลฯ  หากองค์ชรีคริชณะทรงพอพระทัยในการ  ปฏิบัติของเรา  ทุก  ๆ  คนก็จะพึงพอใจ

อย่างไรก็ดี  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ในคริชณะจิตสำนึก  ทำได้ดีที่สุดภายใต้  คำแนะนำที่ถูกต้องของพระอาจารย์ทิพย์ซึ่งเป็นผู้แทนที่เชื่อถือได้ของคริชณะ  ท่านรู้  ธรรมชาติของศิษย์และสามารถนำศิษย์ให้ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกได้  ดังนั้น  การจะ  เป็นผู้มีความชำนาญในคริชณะจิตสำนึก  เราต้องปฏิบัติตามผู้แทนของคริชณะอย่างแน่ว  แน่  และเราควรน้อมรับคำสั่งสอนของพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้เสมือนเป็นภารกิจ  แห่งชีวิตของเรา  ชรีละ  วิชวะนาทฺะ  ชัคระวารที  ทฺาคุระ  สอนเราในบทมนต์ที่มีชื่อเสียง  เกี่ยวกับพระอาจารย์ทิพย์ดังนี้

ยัสยะ พระสาดาด บฺะกะวัท-พระสาโด
ยัสยาพระสาดาน นะ กะทิฮ คุโท ´พิ

ดฺยายัน สทุวัมส ทัสยะ ยะชัส ทริ-สันดฺยัม
วันเด กุโรฮ ชรี-ชะระณาระวินดัม

“การทำให้พระอาจารย์ทิพย์พึงพอใจ  องค์ภควานก็จะทรงพึงพอพระทัย  หากพระ  อาจารย์ทิพย์ไม่พึงพอใจ  เราจะไม่มีโอกาสได้รับการส่งเสริมมาสู่ระดับแห่งคริชณะ  จิตสำนึก  ฉะนั้น  ข้าพเจ้าควรทำสมาธิและสวดมนต์ภาวนาเพื่อพระเมตตาจากพระ  อาจารย์ทิพย์วันละสามครั้ง  และแสดงความเคารพอย่างสูงแด่ท่าน”

อย่างไรก็ดี  กรรมวิธีทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความรู้อันสมบูรณ์ว่าดวงวิญญาณ  อยู่เหนือแนวความคิดทางร่างกาย  นี่ไม่ใช่เป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้นแต่เป็นการปฏิบัติจริง  เพื่อไม่เปิดโอกาสให้บุคคลได้สนองประสาทสัมผัสซึ่งปรากฏออกมาในกิจกรรมเพื่อผล  ประโยชน์ทางวัตถุ  ผู้ไม่มีจิตใจที่แน่วแน่มั่นคงจะถูกหันเหไปในกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์  ทางวัตถุต่าง  ๆ  นานา

โศลก 42-43 (2.42-43)

ยาม อิมาม พุชพิทาม วาชัม
พระวะดันทิ อวิพัชชิทะเฮ

เวดะ-วาดะ-ระทาฮ พารทฺะ
นานยัด อัสทีทิ วาดินะฮ
คามาทมานะฮ สวารกะ-พะรา
จันมะ-คารมะ-พฺะละ-พระดาม

คริยา-วิเชชะ-บะฮุลาม
โบฺไกชวารยะ-กะทิม พระทิ

ยาม อิมาม  -  ทั้งหมดนี้, พุชพิทาม  -  สำนวนโวหาร, วาชัม  -  คำพูด, พระวะดันทิ  -  กล่าว, อวิ พัชชิทะฮิ  -  ผู้ด้อยปัญญา, เวดะ-วาดะ-ระทาฮ  -  ผู้อ้างตนว่าปฏิบัติตามพระเวท, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, นะ  -  ไม่เคย, อันยัท  -  อื่น ๆ, อัสทิ  -  มี, อิทิ  -  ดังนั้น, วาดินะฮ  -  สนับสนุน, คามะ-อาทมานะฮ  -  ต้องการสนองประสาทสัมผัส, สวารกะ-พะราฮ  -  จุดมุ่ง หมายไปถึงโลกสวรรค์, จันมะ-คารมะ-พฺะละ-พระดาม  -  ได้ผลเกิดในตระกูลดีและผล ดีอื่น ๆ ทางวัตถุ, คริยา-วิเชชะ  -  พิธีกรรมอันหรูหรา, บะฮุลาม  -  ต่าง ๆ. โบฺกะ  -  ความสุข ทางประสาทสัมผัส, ไอชวารยะ  -  และความมั่นคั่ง, กะทิม  -  ความก้าวหน้า, พระทิ  -  ไปสู่

คำแปล

บุคคลผู้ด้อยปัญญาจะยึดติดอยู่กับคำพูดสำนวนโวหารในคัมภีร์พระเวทที่แนะนำ  กิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ต่าง  ๆ  เช่น  เจริญขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์  เกิดในตระกูล  ดี  และมีอำนาจ  ฯลฯ  จากความปรารถนาเพื่อสนองประสาทสัมผัสและมีชีวิตที่  มั่งคั่ง  พวกเขาจะกล่าวว่าไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

คำอธิบาย

บุคคลทั่วไปไม่ฉลาดเท่าไรนักอันเนื่องมาจากอวิชชา  ส่วนใหญ่จะยึดติดใน  กิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ที่คัมภีร์พระเวทแนะนำไว้ในบท  คารมะ-คาณดะ  พวกเขาไม่  ต้องการอะไรมากไปกว่าข้อเสนอให้สนองประสาทสัมผัสเพื่อหาความเพลิดเพลินใน  ชีวิตบนสวรรค์ที่มี  สุรา  นารี  พร้อมทั้งความมั่งคั่งทางวัตถุอันเป็นปกติธรรมดา  คัมภีร์  พระเวทแนะนำพิธีบูชาหลายวิธีเพื่อให้ไปสู่สวรรค์  โดยเฉพาะพิธีบูชา  จโยทิชโทมะ  ได้  กล่าวไว้ว่าผู้ใดปรารถนาความเจริญก้าวหน้าไปสู่สวรรค์ต้องปฏิบัติพิธีบูชาเหล่านี้  และ  มนุษย์ผู้ด้อยปัญญาคิดว่านี่คือจุดมุ่งหมายทั้งหมดของปรัชญาพระเวท  เป็นสิ่งยาก  ลำบากมากสำหรับผู้ที่ด้อยประสบการณ์เหล่านี้จะสถิตด้วยความมั่นใจในการปฏิบัติ  คริชนะจิตสำนึก  ดังเช่น  คนโง่ยึดติดอยู่กับดอกไม้ของต้นที่มีพิษโดยไม่รู้ถึงผลแห่งการ  ยึดติดนี้  บุคคลผู้ไม่รู้แจ้งสนุกสนานอยู่กับความมั่งคั่งแห่งสวรรค์และหาความสุขทาง  ประสาทสัมผัสก็เช่นเดียวกัน

ในบท  คารมะ-คาณดะ  ของคัมภีร์พระเวทได้กล่าวไว้ว่า  อพามะ  โสมัม  อมริ-  ทา  อบํูมะ  และ  อัคชะยยัม  ฮะ  ไว  ชาทุรมัสยะ-ยาจินะฮ  สุคริทัม  บฺะวะทิ  หมายความ  ว่าผู้ปฏิบัติตนเอย่างเคร่งครัดเป็นเวลาสี่เดือน  มีสิทธิ์ดื่มเครื่องดื่ม  โสมะ-ระสะ  เพื่อเป็น  อมตะและมีความสุขตลอดกาล  แม้ในโลกนี้บางคนกระตือรือร้นจะดื่ม  โสมะ-ระสะ  เพื่อ  ให้มีสุขภาพแข็งแรงเหมาะที่จะหาความสุขในการสนองประสาทสัมผัส  บุคคลเช่นนี้ไม่มี  ความศรัทธาที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุ  และจะยึดมั่นมากกับพิธีการบูชา  อย่างหรูหราของพระเวท  ส่วนมากเพื่อสนองประสาทสัมผัสและไม่ต้องการอะไรมากไป  กว่าความสุขเหมือนชีวิตบนสวรรค์  เข้าใจว่ามีอุทยานชื่อ  นันดะนะ-คานะนะ  สถานที่ซึ่ง  เปิดโอกาสอย่างดีให้คบหาสมาคมกับนางฟ้าที่สวยสดงดงาม  และมีไวน์  โสมะ-ระสะ  ให้  ดื่มอย่างเหลือเฟื่อความสุขทางร่างกายเช่นนี้แน่นอนว่าเป็นความใคร่  ดังนั้นจึงมีผู้ยึดติด  อย่างจริงจังกับความสุขทางวัตถุที่ไม่ถาวรเช่นนี้  เสมือนดั่งตนเองเป็นเจ้าแห่งโลกวัตถุ

โศลก 44 (2.44)

โบฺไกชวารยะ-พระสัคทานาม
ทะยาพะฮริทะ-เชทะสาม

วิยะวะสายาทมิคา บุดดิฺฮ
สะมาโดฺ นะ วิดีฺยะเท

โบฺกะ  -  ความสุขทางวัตถุ, ไอชวารยะ  -  และความมั่งคั่ง, พระสัคทานาม  -  สำหรับผู้ที่ยึด ติด, ทะยา  -  ด้วยสิ่งเหล่านี้, อพะฮริทะ-เชทะสาม  -  สับสนในใจ, วิยะวะสายะ-อาทมิคา  -  ความมั่นใจอันแน่วแน่, บุดดิฮฺ  -  การอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควาน, สะมาโดฺ  -  ในการ ควบคุมจิตใจ, นะ  -  ไม่เคย, วิดียะเท  -  เกิดขึ้น

คำแปล

ในใจของผู้ที่ยึดติดมากอยู่กับความสุขทางประสาทสัมผัสและความมั่งคั่งทางวัตถุ  และผู้ที่สับสนอยู่กับสิ่งเหล่านี้  ความมั่นใจอันแน่วแน่ในการอุทิศตนเสียสละรับ  ใช้องค์ภควานจะไม่บังเกิดขึ้น

คำอธิบาย

สะมาดิฺ  หมายความว่า  “จิตที่ตั้งมั่น”  พจนานุกรมพระเวท  นิรุคทิ  กล่าวว่า  สัมยัก  อาดีฺยะเท  'สมินน  อาทมะ-ทัททวะ-ยาทฺาทมยัม  “เมื่อจิตตั้งมั่นเพื่อให้เข้าใจ  ตนเองเรียกว่าจิตอยู่ใน  สะมาดิฺ”  สะมาดิฺ  จะไม่เกิดขึ้นกับบุคคลผู้ฝักใฝ่ในความสุขทาง  ประสาทสัมผัสวัตถุ  หรือผู้ที่สับสนอยู่ในสิ่งอันไม่ถาวรเหล่านี้  พวกเขาถูกลงโทษด้วย  ขบวนการแห่งพลังงานวัตถุ

โศลก 45 (2.45)

ไทร-กุณยะ-วิชะยา เวดา
นิสไทร-กุณโย บฺะวารจุนะ

นิรดวันดโว นิทยะ-สัททวะ-สโทฺฺ
นิรโยกะ-คเชมะ อาทมะวาน

ไทร-กุณยะ  -  เกี่ยวเนื่องกับสามระดับของธรรมชาติวัตถุ, วิชะยาฮ  -  เรื่องนี้, เวดาฮ  -  วรรณกรรมพระเวท, นิสไทร-กุณยะฮ  -  อยู่เหนือสามระดับของธรรมชาติวัตถุ, บฺะวะ  -  เป็น, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ, นิรดวันดวะฮ  -  ปราศจากสภาวะคู่, นิทยะ-สัททวะ-สทฺะฮ  -  ในระดับบริสุทธิ์ของความเป็นอยู่ทิพย์, นิรโยกะ-คเชมะฮ  -  ปราศจากความคิดเพื่อผล กำไรและสวัสดิภาพ, อาทมะ-วาน  -  สถิตอยู่ในตัว

คำแปล

คัมภีร์พระเวทส่วนใหญ่กล่าวถึงเรื่องสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  โอ้อารจุนะ  จง  อยู่เหนือทั้งสามระดับนี้  จงเป็นอิสระจากสภาวะคู่ทั้งปวง  เป็นอิสระจากความ  วิตกกังวลเพื่อผลกำไรและความปลอดภัยทั้งปวง  และจงสถิตในตนเอง

คำอธิบาย

กิจกรรมทางวัตถุทั้งหมดเกี่ยวกับกรรมและผลกรรมในสามระดับของ  ธรรมชาติวัตถุเพื่อผลประโยชน์ซึ่งเป็นเหตุให้ถูกพันธนาการในโลกวัตถุ  คัมภีร์พระเวท  ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงกิจกรรมที่ให้ผลทางวัตถุ  แล้วจึงค่อย  ๆ  พัฒนาประชาชนทั่วไปให้  เจริญขึ้นจากสนามแห่งการสนองประสาทสัมผัสมาสู่ระดับทิพย์  อารจุนะทรงเป็นทั้ง  ศิษย์และสหายขององค์ชรีคริชณะ  ทรงได้รับคำแนะนำให้ยกระดับตนเองมาสู่ระดับทิพย์  แห่งปรัชญา  เวดานธะ  ซึ่งในตอนต้นมี  บระฮมะ-จิกยาสา  หรือคำถามเกี่ยวกับองค์  ภควาน  สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกวัตถุดิ้นรนด้วยความยากลำบากมากเพื่อความอยู่รอด  ดังนั้น  หลังจากการสร้างโลกวัตถุ  องค์ภควานทรงให้ปรัชญาพระเวทเพื่อแนะนำวิธีการ  ดำรงชีวิตและขจัดพันธนาการทางวัตถุ  พระองค์ทรงให้ปรัชญาพระเวทเพื่อแนะนำวิธี  การดำรงชีวิตและขจัดพันธนาการทางวัตถุ  เมื่อกิจกรรมเพื่อสนองประสาทสัมผัสชื่อ  บท  คารมะ-คาณดะ  สิ้นสุดลง  ก็จะเปิดโอกาสเพื่อความรู้แจ้งทิพย์ในรูปของ  อุพะนิชัด  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์พระเวทที่มีหลายเล่ม  ดังเช่น  ภควัต-คีตา  เป็นส่วนหนึ่งของ  คัมภีร์พระเวท  เล่มที่ห้าชื่อ  มหาภารตะ  หนังสือ  อุพะนิชัด  จึงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งชีวิตทิพย์

ตราบใดที่เรายังมีร่างกายวัตถุอยู่  จะมีกรรมและผลกรรมในสามระดับทาง  วัตถุ  เราต้องฝึกฝนความอดทนในการเผชิญหน้ากับสภาวะคู่เช่นความสุขและความ  ทุกข์  ความเย็นและความร้อน  และจากการอดทนต่อสภาวะคู่เช่นนี้  เราจะได้รับอิสรภาพ  จากความวิตกกังวลอันเนื่องมาจากผลกำไรและขาดทุนระดับทิพย์นี้บรรลุได้ในคริชณะ  จิตสำนึกที่สมบูรณ์  เมื่อเราขึ้นอยู่กับพระราชประสงค์อันดีงามของคริชณะอย่าง  บริบูรณ์

โศลก 46 (2.46)

ยาวาน อารทฺะ อุดะพาเน
สารวะทะฮ สัมพลูโทดะเค

ทาวาน สารเวชุ เวเดชุ
บราฮมะณัสยะ วิจานะทะฮ

ยาวาน  -  ทั้งหมดนั้น, อารทฺะฮ  -  หมายถึง, อุดะ-พาเน  -  ในบ่อน้ำ, สารวะทะฮ  -  ทุกแง่ทุกมุม, สัมพลุทะ-อุดะเค  -  ในแหล่งน้ำอันยิ่งใหญ่, ทาวาน  -  เช่นเดียวกัน, สารเวชุ  -  ในทั้งหมด, เวเดชุ  -  วรรณกรรมพระเวท, บราฮมะณัสยะ  -  ของผู้ที่รู้ บระฮมัน สูงสุด, วิจานะทะฮ  -  ผู้ อยู่ในความรู้อันสมบูรณ์

คำแปล

ความปรารถนาทั้งหลายที่ได้มาจากบ่อน้ำเล็ก  ๆ  แหล่งน้ำอันยิ่งใหญ่สามารถ  ตอบสนองได้ในทันที  ในทำนองเดียวกัน  ความปรารถนาทั้งปวงในคัมภีร์พระเวท  สามารถได้รับการสนองตอบ  โดยผู้ที่รู้จุดมุ่งหมายอันแท้จริง

คำอธิบาย

พิธีกรรมและการบูชาที่กล่าวไว้ในบท  คารมะ-คาณดะ  ของวรรณกรรม  พระเวทมีไว้เพื่อส่งเสริมการค่อย  ๆ  พัฒนาความรู้แจ้งแห่งตน  และจุดมุ่งหมายของการรู้  แจ้งแห่งตนเอง  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในบทที่สิบห้าของ  ภควัต-คีตา  (15.15)  ว่า  จุดมุ่ง  หมายของการศึกษาคัมภีร์พระเวทเพื่อให้ทราบถึงองค์ชรีคริชณะผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิด  แรกของสรรพสิ่ง  ดังนั้น  การรู้แจ้งตนเองหมายถึงการเข้าใจคริชณะและความสัมพันธ์  นิรันดรที่เรามีต่อพระองค์  ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่มีต่อคริชณะ  ได้กล่าวไว้ในบท  ที่สิบห้าของ  ภควัต-คีตา  (15.7)  เช่นกันว่า  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูของคริชณะ  ฉะนั้น  การฟื้นฟูคริชณะจิตสำนึกของปัจเจกชีวิตจึงเป็นระดับที่สมบูรณ์สูงสุดของวิชาพระเวท  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (3.33.7)  ได้ยืนยันไว้ดังต่อไปนี้

อโฮ บะทะ ชวะ-พะโช ´โท การียาน
ยัจ-จิฮวากเร วารทะเท นามะ ทุบฺยัม

เทพุส ทะพัส เท จุฮุวุฮ สัสนุร อารยา
บระฮมานูชุร นามะ กริณันทิ เย เท

“โอ้  องค์ภควาน  บุคคลผู้สวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์  แม้เกิดในตระกูล  ต่ำ  เช่น  ชัณดาละ  (คนกินสุนัข)  จะสถิตในระดับสูงสุดแห่งการรู้แจ้งตนเอง  บุคคลเช่นนี้  ต้องปฏิบัติการบำเพ็ญเพียรและการบูชานานัปการตามพิธีกรรมพระเวท  และศึกษา  วรรณกรรมพระเวทมาแล้วหลายต่อหลายครั้งหลังจากได้อาบน้ำในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์  ทุกแห่งของนักบุญ  บุคคลนี้พิจารณาว่าดีที่สุดในครอบครัวอารยัน”

ดังนั้น  เราต้องมีปัญญาพอที่จะเข้าใจจุดมุ่งหมายของพระเวท  โดยไม่ยึดติด  กับพิธีกรรมเท่านั้น  และต้องไม่ปรารถนาจะพัฒนาตนเองไปสู่อาณาจักรสวรรค์  เพื่อ  คุณภาพแห่งการสนองประสาทสัมผัสที่ดีกว่า  เป็นไปไม่ได้สำหรับคนธรรมดาทั่วไป  ในยุคนี้  ที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทั้งหมดในพิธีกรรมพระเวท  หรือจะศึกษา  เวดานธะ  และ  อุพะนิชัด  อย่างละเอียดถี่ถ้วน  เพราะต้องใช้เวลา  พลังงาน  ความรู้  และทรัพยากร  อย่างมากมายเพื่อปฏิบัติตามจุดมุ่งหมายต่าง  ๆ  ของพระเวท  จึงเป็นไปได้ยากมากใน  ยุคนี้  อย่างไรก็ดี  จุดประสงค์ที่ดีที่สุดของวัฒนธรรมพระเวทสามารถตอบสนองได้ด้วย  การสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควาน  ดังที่องค์เชธันญะผู้จัดส่งมวล  วิญญาณที่ตกต่ำ  เมื่อนักวิชาการพระเวทผู้ยิ่งใหญ่ชื่อ  พระคาชานันดะ  สะรัสวะที  ถาม  องค์เชธันญะว่า  ทำไมมาสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององภควานเหมือนเป็นคน  เจ้าอารมณ์  แทนที่จะไปศึกษาปรัชญา  เวดานธะ  องค์เชธันญะทรงตอบว่าพระอาจารย์  เห็นว่าพระองค์ทรงเบาปัญญายิ่งนัก  ดังนั้น  ท่านจึงขอร้องให้ไปสวดภาวนาพระนามอัน  ศักดิ์สิทธิ์ขององค์ชรีคริชณะ  พระองค์จึงทรงทำเช่นนี้และมีความปลื้มปีติสุขเหมือนคน  เสียสติ  ในคะลิยุคนี้ประชาชนส่วนใหญ่เบาปัญญา  ไม่พร้อมที่จะศึกษาและเข้าใจปรัชญา  เวดานธะ  จุดประสงค์ที่ดีที่สุดของปรัชญา  เวดานธะ  จะได้รับการตอบสนองด้วยการ  สวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควานอย่างไร้อาบัติ  เวดานธะ  เป็นคำสุดท้าย  ของปรัชญาพระเวท  ผู้เขียนและผู้รู้ปรัชญาเวดานธะคือองค์ชรีคริชณะ  และนักเวดานธะ  สูงสุดคือดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ที่มีความสุขในการสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของ  องค์ภควาน  นี่คือจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งความเร้นลับของคัมภีร์พระเวททั้งหมด

โศลก 47 (2.47)

คารมะณิ เอวาดิฺคารัส เท
มา พฺะเลชุ คะดาชะนะ

มา คารมะ-พฺะละ-เฮทุร บํูร
มา เท สังโก ´สทุ อคารมะณิ

คารมะณิ  -  ในหน้าที่ที่กำหนดไว้, เอวะ  -  แน่นอน, อดิคาระฮ  -  ถูกต้อง, เท  -  ของเธอ, มา  -  ไม่ เคย, พฺะเลชุ  -  ในผล, คะดาชะนะ  -  ทุกเวลา, มา  -  ไม่เคย, คารมะ-พฺะละ  -  ในผลของงาน, เฮทุฮ  -  เหตุ, บํูฮ  -  มาเป็น, มา  -  ไม่เคย, เท  -  ของเธอ, สังกะฮ  -  ความยึดติด, อัสทุ  -  ควรมี, อคารมะณิ-ในการไม่ทำตามหน้าที่ที่กำหนดไว้

คำแปล

เธอมีสิทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่ดังที่กำหนดไว้  แต่ไม่มีสิทธิ์ได้รับผลของการกระทำ  จงอย่าพิจารณาว่าตัวเองเป็นแหล่งกำเนิดของผลงานที่ทำ  และอย่ายึดติดกับ  การไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของเธอ

คำอธิบาย

ณ  ที่นี้  พิจารณาได้สามประเด็นคือ  หน้าที่ที่กำหนดไว้  การทำงานตามอำเภอ  ใจ  และการอยู่เฉย  ๆ  หน้าที่ที่กำหนดไว้คือคำสั่งที่ได้รับให้ทำกิจกรรมตามระดับแห่ง  ธรรมชาติวัตถุที่ตนได้มา  งานตามอำเภอใจหมายถึงงานที่ทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาต  จากผู้ที่เชื่อถือได้  และการอยู่เฉย  ๆ  คือไม่ทำตามหน้าที่ที่กำหนดไว้  องค์ภควานทรงมิได้  แนะนำให้อารจุนะทรงอยู่เฉย  ๆ  แต่ให้ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนที่ได้กำหนดไว้  โดยไม่ยึด  ติดกับผลงาน  ผู้ที่ยึดติดกับผลของงานก็เป็นต้นเหตุแห่งการทำงานเช่นกัน  ดังนั้น  เขาจะ  ได้รับความสุขหรือความทุกข์จากผลกรรม

หน้าที่ที่กำหนดไว้แบ่งออกเป็นสามประเภท  คือ  งานประจำ  งานฉุกเฉิน  และ  งานที่ปรารถนา  งานประจำคือการปฏิบัติตามข้อบังคับตามคำสั่งของพระคัมภีร์โดย  ไม่หวังผล  เป็นการกระทำในระดับแห่งความดี  การทำงานเพื่อหวังผลจะเป็นเหตุแห่ง  พันธนาการ  ดังนั้น  งานประเภทนี้ไม่เป็นสิริมงคล  ทุกคนมีสิทธ์ิเบื้องต้นเกี่ยวกับหน้าที่ที่  กำหนดไว้  แต่ควรทำโดยไม่ยึดติดกับผล  พันธหน้าที่ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียเช่นนี้จะนำเรา  ไปสู่หนทางแห่งอิสรภาพโดยไม่ต้องสงสัย

ฉะนั้น  องค์ภควานทรงแนะนำอารจุนะให้ต่อสู้ในฐานะที่เป็นหน้าที่โดยไม่ยึดติด  กับผล  การอยู่เฉย  ๆ  ของอารจุนะในสนามรบเป็นการยึดติดอีกด้านหนึ่ง  การยึดติดเช่นนี้  จะไม่นำเราไปสู่หนทางแห่งความหลุดพ้น  การยึดติดใด  ๆ  ไม่ว่าจะในเชิงบวกหรือเชิงลบ  เป็นเหตุแห่งพันธนาการ  การอยู่เฉย  ๆ  เป็นบาป  ฉะนั้น  การต่อสู้ตามหน้าที่จึงเป็นวิถีทาง  เดียวที่เป็นสิริมงคลเพื่อความหลุดพ้นของอารจุนะ

โศลก 48 (2.48)

โยกะ-สทฺะฮ-คุรุ คารมาณิ
สังกัม ทยัคทวา ดฺะนันจะยะ

สิดดิฺ-อสิดดฺโยฮ สะโม บํูทวา
สะมัทวัม โยกะ อุชยะเท

โยกะ-สทฺะฮ  -  แน่วแน่, คุรุ  -  ปฏิบัติ, คารมาณิ  -  หน้าที่ของเธอ, สังกัม  -  ความยึดติด, ทยัค ทวา -ยกเลิก, ดะนันจะยะ  -  โอ้ อารจุนะ, สิดดิ  -  อสิดดฺโยฮ  -  ในความสำเร็จและล้มเหลว, สะมะฮ -สมดุล, บํูทวา  -  มาเป็น, สะมะทวัม  -  ความสงบ, โยกะฮ  -  โยคะ, อุชยะเท  -  เรียกว่า

คำแปล

โอ้  อารจุนะ  จงปฏิบัติหน้าที่ของเธอด้วยความแน่วแน่  สลัดการยึดติดต่อความ  สำเร็จหรือความล้มเหลวทั้งปวง  ความสงบอันมั่นคงเช่นนี้เรียกว่าโยคะ

คำอธิบาย

คริชณะตรัสแด่อารจุนะว่าควรปฏิบัติโยคะ  และโยคะที่ว่านี้คืออะไร?  โยคะ  หมายถึงการตั้งสมาธิจิตอยู่ที่บุคลิกภาพสูงสุดด้วยการควบคุมประสาทสัมผัสที่คอย  รบกวนอยู่เสมอ  และใครคือบุคลิกภาพสูงสุด?  บุคลิกภาพสูงสุดคือองค์ภควาน  เพราะ  ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ตรัสสั่งให้อารจุนะต่อสู้  อารจุนะจึงไม่เกี่ยวข้องกับผลของการต่อสู้  ผลกำไรหรือชัยชนะเป็นความรับผิดชอบของคริชณะ  อารจุนะเพียงแต่ได้รับคำแนะนำ  ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของคริชณะ  การปฏิบัติตามคำสั่งของคริชณะคือโยคะที่แท้จริง  และ  วิธีการปฏิบัติเช่นนี้เรียกว่าคริชณะจิตสำนึก  ด้วยคริชณะจิตสำนึกเท่านั้นเราจึงสามารถ  ยกเลิกความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ  เราต้องมาเป็นผู้รับใช้ของคริชณะหรือเป็นผู้รับใช้ของ  ผู้รับใช้ของคริชณะ  นี่คือวิธีที่ถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ในคริชณะจิตสำนึก  ซึ่งเป็นสิ่ง  เดียวที่สามารถช่วยให้เราได้ปฏิบัติโยคะ

อารจุนะทรงเป็น  คชัทริยะ  ดังนั้น  จึงร่วมอยู่ในสถาบัน  วารณาชระมะ-ดฺารมะ  ได้กล่าวไว้ใน  วิชณุ  พุราณะ  ว่า  จุดมุ่งหมายทั้งหมดใน  วารณาชระมะ-ดฺารมะ  คือการ  ทำให้พระวิชณุทรงพอพระทัย  ไม่มีใครควรทำให้ตนเองพึงพอใจเหมือนกฏเกณฑ์ในโลก  วัตถุ  แต่เราควรทำให้คริชณะทรงพอพระทัย  ดังนั้น  นอกจากเราจะทำให้คริชณะทรงพอ  พระทัย  มิฉะนั้น  เราจะไม่สามารถปฏิบัติตามหลัก  วารณาชระมะ-ดฺารมะ  อย่างถูกต้อง  ได้  ในทางอ้อมอารจุนะทรงได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติตามที่คริชณะทรงสั่ง

โศลก 49 (2.49)

ดูเรณะ ฮิ อวะรัม คารมะ
บุดดิฺ-โยกาด ดฺะนันจะยะ

บุดโดฺ ชะระณัม อันวิชชฺะ
คริพะณาฮ พฺะละ-เฮทะวะฮ

ดูเรณะ  -  ละทิ้งไปให้ไกล, ฮิ  -  แน่นอน, อวะรัม  -  น่ารังเกียจ, คารมะ  -  กิจกรรม, บุดดิ- โยกาท  -  ด้วยพลังของคริชณะจิตสำนึก, ดฺะนันจะยะ  -  โอ้ ผู้ชนะความร่ำรวย, บุดโดฺ  -  ใน จิตสำนึกเช่นนี้, ชะระณัม  -  ศิโรราบอย่างสมบูรณ์, อันวิชชฺะ  -  พยายามเพื่อ, คริพะณาฮ  -  คนโลภ, พฺะละ-เฮทะวะฮ  -  ผู้ปรารถนาผลทางวัตถุ

คำแปล

โอ้  ดฺะนันจะยะ  เธอจงละทิ้งการกระทำอันน่ารังเกียจนี้ไปให้ไกลแสนไกล  ด้วย  การอุทิศตนเสียสละรับใช้  และด้วยจิตสำนึกเช่นนี้  จงศิโรราบต่อองค์ภควาน  ผู้ใด  ที่ปรารถนาจะหาความสุขจากผลงานของตนเองเป็นคนโลภ

คำอธิบาย

ผู้ที่เข้าใจสถานภาพพื้นฐานของตนเองอย่างแท้จริงว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรของ  องค์ภควาน  ยกเลิกกิจกรรมอื่น  ๆ  ทั้งหมดนอกจากการทำงานในคริชณะจิตสำนึก  ดัง  ที่อธิบายไว้แล้ว  บุดดิฺ-โยกะ  หมายถึงการรับใช้ทิพย์แด่องค์ภควานด้วยความรัก  การ  อุทิศตนเสียสละรับใช้เช่นนี้เป็นวิธีการทำงานที่ถูกต้องของสิ่งมีชีวิต  คนโลภเท่านั้นที่  ปรารถนาจะหาความสุขกับผลงานของตนเองซึ่งทำให้ถูกพันธนาการทางวัตถุมากยิ่ง  ขึ้น  นอกจากการทำงานในคริชณะจิตสำนึกแล้วกิจกรรมอื่นทั้งหลายเป็นที่น่ารังเกียจ  เพราะว่าจะผูกมัดผู้กระทำให้เวียนว่ายอยู่ในวัฏจักรแห่งการเกิดและการตายตลอดไป  ฉะนั้น  เราไม่ควรปรารถนาที่จะเป็นต้นเหตุของงาน  ทุกสิ่งทุกอย่างควรทำไปในคริชณะ  จิตสำนึกเพื่อให้คริชณะทรงพอพระทัย  คนโลภไม่รู้ว่าควรใช้ทรัพย์สินความร่ำรวยที่ตน  ได้มาอันเนื่องมาจากความโชคดีหรือจากการทำงานหนักอย่างไร  เราควรใช้พลังงาน  ทั้งหมดทำงานในคริชณะจิตสำนึกซึ่งจะทำให้ชีวิตเราประสบความสำเร็จ  ไม่เหมือนกับ  คนโลภผู้อับโชคที่ไม่รู้จักใช้พลังงานมนุษย์ในการรับใช้องค์ภควาน

โศลก 50 (2.50)

บุดดิ-ยุคโท จะฮาทีฮะ
อุเบฺ สุคริทะ-ดุชคริเท

ทัสมาด โยกายะ ยุจยัสวะ
โยกะฮ คารมะสุ โคชะลัม

บุดดิฺ-ยุคทะฮ  -  ผู้ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้, จะฮาทิ  -  สามารถขจัด, อิฮะ  -  ในชีวิต นี้, อุเบฺ  -  ทั้งคู่, สุคริทะ-ดุชคริเท  -  ผลดีและผลเลว, ทัสมาท  -  ดังนั้น, โยกายะ  -  เพื่อเห็น แก่การอุทิศตนเสียสละรับใช้, ยุจยัสวะ  -  ปฏิบัติงานเช่นนั้น, โยกะฮ  -  คริชณะจิตสำนึก, คารมะสุ  -  ในกิจกรรมทั้งมวล, โคชะลัม  -  ศิลป

คำแปล

บุคคลผู้ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้จะทำให้ตนเองหลุดพ้นไปจากผลกรรม  ทั้งดีและชั่วแม้ในชาตินี้  ฉะนั้น  จงสู้เพื่อโยคะซึ่งเป็นศิลปะแห่งการทำงานทั้งปวง

คำอธิบาย

แต่ละชีวิตได้สะสมผลกรรมต่าง  ๆ  ทั้งดีและชั่วนับตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์  เมื่อ  เป็นเช่นนี้เราจึงอยู่ในอวิชชาตลอดเวลาเกี่ยวกับสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของเรา  อวิชชานี้สามารถขจัดออกไปได้ด้วยคำสั่งสอนของภควัต-คีตา  ที่สอนให้เราศิโรราบต่อ  องค์ชรีคริชณะในทุก  ๆ  ด้าน  และมีอิสรภาพจากโซ่ตรวนในการเป็นเหยื่อแห่งกรรมและ  ผลกรรมชาติแล้วชาติเล่า  ดังนั้น  อารจุนะทรงได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติงานในคริชณะ  จิตสำนึกซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้บริสุทธิ์จากผลกรรม

โศลก 51 (2.51)

คารมะ-จัม บุดดฺิ-ยุคทา ฮิ
พฺะลัม ทยัคทวา มะนีชิณะฮ

จันมะ-บันดฺะ-วินิรมุคทาฮ
พะดัม กัชชันทิ อนามะยัม

คารมะ-จัม  -  เนื่องมาจากกิจกรรมเพื่อหวังผล, บุดดิฺ-ยุคทาฮ  -  ปฏิบัติในการอุทิศตนรับ ใช้, ฮิ  -  แน่นอน, พฺะลัม  -  ผลงาน, ทยัคทวา  -  ยกเลิก, มะนีชิณะฮ  -  นักปราชณ์ผู้ยิ่งใหญ่หรือ สาวก, จันมะ-บันดฺะ  -  จากพันธนาการแห่งการเกิดและการตาย, วินิรมุคทาฮ  -  อิสรภาพ, พะดัม  -  ตำแหน่ง, กัชชันทิ  -  พวกเขาบรรลุถึง, อนามะยัม  -  ไม่มีความทุกข์

คำแปล

ด้วยการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควาน  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หรือสาวก  ทำให้ตนเองได้รับอิสรภาพจากผลกรรมในโลกวัตถุ  ซึ่งเท่ากับได้รับอิสรภาพจาก  วัฏจักรแห่งการเกิดและการตาย  และบรรลุถึงระดับที่อยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง  (ด้วยการกลับคืนสู่องค์ภควาน)

คำอธิบาย

สิ่งมีชีวิตผู้หลุดพ้น  อยู่  ณ  สถานที่ที่ไม่มีความทุกข์ทางวัตถุ  บฺากะวะธัม  (10.14.58)  กล่าวว่า

สะมาชริทา เย พะดะ-พัลละวะ-พละวัม
มะฮัท-พะดัม พุณยะ-ยะโช มุราเรฮ

บฺะวามบุดิฺร วัทสะ-พะดัม พะรัม พะดัม
พะดัม พะดัม ยัด วิพะดาม นะ เทชาม

“สำหรับผู้ที่ยอมรับเอาพระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควานมาเป็นนาวา  องค์ภควาน  ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสรรพสิ่งที่ปรากฏอยู่ในจักรวาล  ทรงมีชื่อเสียงในพระนาม  มุคุนดะ  หรือผู้ให้  มุคทิ  (ความหลุดพ้น)  ทำให้มหาสมุทรแห่งโลกวัตถุกลายมาเป็นน้ำที่อยู่ในรอย  เท้าของลูกวัว  พะรัม  พะดัม  คือสถานที่ที่ไม่มีความทุกข์ทางวัตถุ  หรือ  ไวคุณธฺะ  ซึ่งเป็น  จุดมุ่งหมาย  ไม่ใช่สถานที่ที่มีภยันตรายอยู่ทุกฝีก้าวในชีวิต”

เนื่องด้วยอวิชชา  ทำให้เราไม่รู้ว่าโลกวัตถุนี้เป็นสถานที่ที่มีความทุกข์และมี  ภยันตรายอยู่ทุกฝีก้าว  อวิชชาเท่านั้นที่ทำให้ผู้ด้อยปัญญาพยายามปรับสถานการณ์ด้วย  กิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  โดยคิดว่าผลแห่งการกระทำเช่นนี้จะทำให้ตนเอง  มีความสุข  โดยไม่รู้ว่าไม่มีร่างกายวัตถุชนิดใดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนภายในจักรวาลวัตถุนี้  สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีความทุกข์  ความทุกข์ในชีวิตเช่น  การเกิด  การตาย  ความ  แก่  และโรคภัยต่าง  ๆ  มีอยู่ทุกหนทุกแห่งภายในโลกวัตถุ  แต่ผู้ที่เข้าใจสถานภาพพื้นฐาน  อันแท้จริงของตนเองว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์ภควาน  และทราบถึงสถานภาพของ  บุคลิกภาพแห่งองค์ภควาน  ปฏิบัติตนรับใช้พระองค์ด้วยความรักทิพย์  หลังจากนี้เราจะ  เป็นผู้มีคุณวุฒิที่จะเข้าไปในโลก  ไวคุณธฺะ  สถานที่ที่ทุกชีวิตไม่มีความทุกข์ทางวัตถุ  ไม่มี  อิทธิพลของเวลาและความตาย  การทราบถึงสถานภาพพื้นฐานของตัวเรา  หมายถึงการ  ทราบสถานภาพอันประเสริฐขององค์ภควานเช่นกัน  ผู้ที่คิดผิด  ๆ  ว่า  สถานภาพของสิ่ง  มีชีวิตและสถานภาพขององค์ภควานอยู่ในระดับเดียวกัน  แน่นอนว่าผู้นั้นอยู่ในความ  มืดมน  ดังนั้น  เขาจะไม่สามารถปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์ภควานได้  แต่จะ  พยายามเป็นองค์ภควานเสียเอง  ซึ่งเป็นการปูทางเพื่อวัฏจักรแห่งการเกิดและการตาย  ผู้ที่เข้าใจว่าสถานภาพของตนคือผู้รับใช้และหันมารับใช้องค์ภควาน  ทันใดนั้นเขามีสิทธิ์ิ  เข้าไปสู่  ไวคุณธฺะ  โลคะ  การรับใช้องค์ภควานเรียกว่า  คารมะ-โยกะ  หรือ  บุดดิฺ-โยกะ  หรือในคำพูดง่าย  ๆ  คือการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์ภควาน

โศลก 52 (2.52)

ยะดา เท โมฮะ-คะลิลัม
บุดดิร วิยะทิทะริชยะทิ

ทะดา กันทาสิ นิรเวดัม
ชโรทัพยัสยะ ชรุทัสยะ ชะ

ยะดา  -  เมื่อ, เท  -  ของเธอ, โมฮะ  -  ความหลง, คะลิลัม  -  ป่าทึบ, บุดดิฮ  -  การรับใช้ทิพย์ด้วย ปัญญา, วิยะทิทะริชยะทิ  -  ข้ามพ้น, ทะดา  -  ในเวลานั้น, กันทา อสิ  -  ท่านจะไป, นิรเวดัม  -  ไม่แตกต่าง, ชโรทัพยัสยะ  -  ไปสู่ทั้งหมดที่จะได้ยิน, ชรุทัสยะ  -  ทั้งหมดที่ได้ยินมาแล้ว, ชะ  -  เช่นกัน

คำแปล

เมื่อสติปัญญาของเธอได้ผ่านออกมาจากป่าทึบแห่งความหลง  เธอจะเป็นกลาง  ต่อสิ่งที่ได้ยินมาแล้วทั้งหมด  และสิ่งที่จะได้ยินทั้งหมด

คำอธิบาย

มีตัวอย่างที่ดีมากมายในชีวิตสาวกผู้ยิ่งใหญ่ขององค์ภควาน  ด้วยการอุทิศตน  เสียสละรับใช้แด่องค์ภควานทำให้ท่านไม่สนใจใยดีต่อพิธีกรรมของพระเวท  เมื่อผู้ใดเข้า  ใจคริชณะและความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับคริชณะอย่างแท้จริง  โดยธรรมชาติเขาจะ  ไม่สนใจกับพิธีกรรมเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  แม้จากพราหมณ์ผู้มีประสบการณ์  ชรี  มาดฺะเวนดระ  พุรี  สาวกและอารชารยะผู้ยิ่งใหญ่  ในสายของสาวก  กล่าวว่า

สันดฺยา-วันดะนะ บฺะดรัม อัสทุ บฺะวะโท โบฺฮ สนานะ ทุบฺยัม นะโม
โบฺ เดวาฮ พิทะรัช ชะ ทารพะณะ-วิโดฺ นาฮัม คชะมะฮ คชัมยะทาม
ยะทระ ควาพิ นิชัดยะ ยาดะวะ-คุโลททัมสัสยะ คัมสะ-ดวิชะฮ
สมารัม สมารัม อกัม ฮะรามิ ทัด อลัม มันเย คิม อันเยนะ เม

“โอ้  การสวดมนต์ของข้าวันละสามครั้ง  จงเจริญ!  โอ้  ข้าขอแสดงความเคารพแด่การ  อาบน้ำ!  โอ้  เทวดา!  โอ้  บรรพบุรุษ!  โปรดให้อภัยแด่ข้าที่ไม่สามารถแสดงความเคารพ  แด่ท่าน  ไม่ว่าจะนั่งอยู่ที่ไหนข้าจะระลึกถึงแต่ผู้สืบราชวงศ์อันยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ยะดุ  (คริชณะ)  ผู้เป็นศัตรูของคัมสะ  เช่นนี้  ทำให้ข้าปราศจากพันธนาการแห่งบาปทั้งมวล  ข้า  คิดว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับตัวข้า”

พิธีกรรมต่าง  ๆ  ของพระเวทบังคับใช้สำหรับนวกะ  เช่น  การทำความเข้าใจ  กับบทมนต์ทั้งหมดวันละสามครั้ง  การอาบน้ำในตอนเช้า  การแสดงความเคารพต่อ  บรรพบุรุษ  ฯลฯ  หากเราอยู่ในคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์และปฏิบัติตนรับใช้องค์  ภควานด้วยความรักทิพย์  เราจะไม่สนใจใยดีต่อกฎเกณฑ์เหล่านี้  เพราะว่าเราได้บรรลุ  ถึงความสมบูรณ์แล้ว  หากสามารถบรรลุถึงระดับความเข้าใจด้วยการรับใช้องค์  ภควาน  ชรีคริชณะ  เราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติการบำเพ็ญเพียรและการบูชาต่าง  ๆ  ที่  แนะนำไว้ในพระคัมภีร์อีกต่อไป  ในทำนองเดียวกัน  หากว่าเราไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของ  พระเวทว่าให้เข้าถึงคริชณะ  และมัวแต่ปฏิบัติตามพิธีกรรมต่าง  ๆ  ฯลฯ  เราจะสูญเสีย  เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์กับการกระทำเช่นนี้  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกข้ามพ้นขีด  จำกัดของ  ชับดะ-บระฮมะ  หรือขอบเขตแห่งพระเวท  และ  อุพะนิชัด

โศลก 53 (2.53)

ชรุทิ-วิพระทิพันนา เท
ยะดา สทฺาสยะทิ นิชชะลา

สะมาดฺาพ อชะลา บุดดฺิส
ทะดา โยกัม อวาพสยะสิ

ชรุทิ  -  ประทีปแห่งพระเวท, วิพระทิพันนา  -  โดยไม่ถูกอิทธิพลแห่งผลทางวัตถุ, เท  -  ของ เธอ, ยะดา  -  เมื่อ, สทฺาสยะทิ  -  คงอยู่, นิชชะลา  -  ไม่เคลื่อนที่, สะมาโดฺ  -  ในจิตสำนึกทิพย์ หรือคริชณะจิตสำนึก, อชะลา  -  ความแน่วแน่, บุดดิฮ  -  ปัญญา, ทะดา  -  ในเวลานั้น, โยกัม  -  ความรู้แจ้งตนเอง, อวาพสยะสิ  -  เธอจะบรรลุผล

คำแปล

เมื่อจิตใจของเธอไม่ถูกรบกวนจากสำนวนโวหารของคัมภีร์พระเวท  และเมื่อจิต  ของเธอตั้งมั่นอยู่ในสมาธิเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  เมื่อนั้นเธอได้บรรลุถึงจิตสำนึก  ทิพย์แล้ว

คำอธิบาย

เมื่อกล่าวว่าบุคคลนี้อยู่ในสมาธิ  หรือ  สะมาดิฺ  หมายความว่าผู้นั้นมีคริชณะ  จิตสำนึกอย่างบริบูรณ์  ผู้อยู่ใน  สะมาดิฺ  ที่สมบูรณ์รู้แจ้งถึง  บระฮมัน  พะระมาทมา  และ  บฺะกะวาน  ความสมบูรณ์สูงสุดแห่งการรู้แจ้งแห่งตนคือการเข้าใจอย่างถูกต้องว่า  ตนเองเป็นผู้รับใช้นิรันดรของคริชณะ  ภารกิจเดียวของตนคือการปฏิบัติหน้าที่ในคริชณะ  จิตสำนึก  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกหรือสาวกผู้มีความมั่นคงต่อองค์ภควาน  จะไม่ถูก  รบกวนจากสำนวนโวหารของคัมภีร์พระเวทหรือไปปฏิบัติกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุให้  เจริญขึ้นไปสู่สวรรค์  ในคริชณะจิตสำนึกเรามีความสัมพันธ์กับคริชณะโดยตรง  และคำ  แนะนำทั้งหมดของคริชณะเราอาจเข้าใจได้จากระดับทิพย์นี้  ด้วยการกระทำเช่นนี้เรา  มั่นใจได้ว่าจะบรรลุผลและได้รับความรู้ที่แท้จริงอย่างแน่นอน  เราเพียงแต่ต้องปฏิบัติ  ตามคำสั่งของคริชณะหรือพระอาจารย์ทิพย์ซึ่งเป็นผู้แทนของพระองค์

โศลก 54 (2.54)

อารจุนะ อุวาชะ
สทิทะ-พระกยัสยะ คา บฺาชา
สะมาดิฺ-สทัสยะ เคชะวะ

สทิทะ-ดีฺฮ คิม พระบฺาเชทะ
คิม อาสีทะ วระเจทะ คิม

อารจุนะฮ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, สทิทะ-พระกยัสยะ  -  ของผู้ที่สถิตในคริชณะจิตสำนึก อย่างมั่นคง, คา  -  อะไร, บฺาชา  -  ภาษา, สะมาดิ-สทัสยะ  -  ของผู้ที่สถิตในสมาธิ, เคชะวะ  -  โอ้ คริชณะ, สทิทะ-ดีฮ  -  ผู้ที่ตั้งมั่นในคริชณะจิตสำนึก, คิม  -  อะไร, พระบฺาเชทะ  -  พูด, คิม  -  อย่างไร, อาสีทะ  -  คงอยู่เหมือนเดิม, วระเจทะ  -  เดิน, คิม  -  อย่างไร

คำแปล

อารจุนะตรัสว่า  โอ้  คริชณะ  บุคคลที่จิตสำนึกซึมซาบอยู่กับองค์ภควาน  มีลักษณะ  อาการเช่นไร?  เขาพูดอย่างไรและใช้ภาษาอะไร?  เขานั่งและเดินอย่างไร?

คำอธิบาย

ดังที่ทุกคนมีลักษณะอาการเฉพาะตนในสถานการณ์เฉพาะของตน  เช่น  เดียวกัน  ผู้ที่มีคริชณะจิตสำนึกก็มีธรรมชาติเฉพาะตน  เช่น  การพูด  การเดิน  การคิด  และความรู้สึก  ฯลฯ  คนรวยจะมีลักษณะอาการที่ส่อให้เห็นว่าเขาเป็นคนรวย  คนเป็น  โรคมีอาการที่แสดงให้รู้ว่าเขาเป็นโรค  คนได้รับการศึกษาสูงก็มีลักษณะอาการของตน  ดังนั้น  ผู้มีจิตสำนึกทิพย์แห่งคริชณะก็มีลักษณะอาการเฉพาะตัวในการกระทำสิ่งต่าง  ๆ  เราสามารถทราบลักษณะอาการเฉพาะตัวนี้ได้จาก  ภควัต-คีตา  สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้มี  คริชณะจิตสำนึกพูดอย่างไร  เพราะการพูดเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดของมนุษย์  ได้กล่าว  ไว้ว่า  คนโง่จะไม่มีใครรู้ถ้าหากเขาไม่พูด  และคนโง่ที่แต่งตัวดีจะไม่มีใครรู้นอกจากเขา  พูด  ทันทีที่พูดออกมาเขาจะเปิดเผยตนเองออกมา  ลักษณะอาการที่เห็นได้ชัดเจนของ  ผู้มีคริชณะจิตสำนึกคือเขาจะพูดถึงแต่คริชณะและเรื่องราวที่เกี่ยวกับคริชณะเท่านั้น  ลักษณะอาการอื่น  ๆ  จะตามมาโดยปริยาย  ดังจะกล่าวต่อไป

โศลก 55 (2.55)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
พระจะฮาทิ ยะดา คามาน
สารวาน พารทฺะ มะโน-กะทาน

อาทมะนิ เอวาทมะนา ทุชทะฮ
สทิทะ-พระกยัส ทะโดชยะเท

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, พระจะฮาทิ  -  ยกเลิก, ยะดา  -  เมื่อ, คามาน  -  ปรารถนาเพื่อสนองประสาทสัมผัส, สารวาน  -  ของสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมด, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสของพระนางพริทฺา, มะนะฮ-กะทาน  -  การคาดคะเนทางจิตใจ, อาทมะ นิ  -  ในระดับที่บริสุทธิ์ของดวงวิญญาณ, เอวะ  -  แน่นอน, อาทมะนา  -  ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์, ทุสทะฮ  -  พึงพอใจ, สทิทะ-พระกยะฮ  -  สถิตอยู่เหนือโลก, ทะดา  -  ในเวลานั้น, อุชยะเท  -  ถูกกล่าวไว้

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  โอ้  พารทฺะ  เมื่อบุคคลยกเลิกความปรารถนา  นานับปการเพื่อสนองประสาทสัมผัส  ซึ่งเกิดขึ้นจากการคาดคะเนของจิต  และ  เมื่อจิตบริสุทธิ์ขึ้น  เขาจะพบแต่ความพึงพอใจในตนเองเท่านั้น  กล่าวไว้ว่าบุคคลผู้  นี้มีจิตสำนึกทิพย์ที่บริสุทธิ์

คำอธิบาย

บฺากะวะธัม  ยืนยันว่าบุคคลใดที่มีคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  หรืออุทิศ  ตนรับใช้องค์ภควานจะมีคุณสมบัติที่ดีทั้งหมดของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่  ในขณะที่ผู้ที่  มิได้สถิตในระดับทิพย์นี้จะไม่มีคุณสมบัติที่ดีเลย  เพราะว่าเขาจะพึ่งแต่การคาดคะเน  ทางจิตใจของตนเองอย่างแน่นอน  ดังนั้นจึงกล่าวได้อย่างถูกต้อง  ณ  ที่นี้ว่าเราต้อง  ยกเลิกความต้องการทางประสาทสัมผัสทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นจากการคาดคะเนของจิตใจ  ความต้องการทางประสาทสัมผัสนี้ไม่สามารถหยุดอย่างผิดธรรมชาติได้  แต่ทันทีที่  เราเริ่มปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก  ความต้องการทางประสาทสัมผัสจะบรรเทาลงโดย  ปริยายโดยไม่ต้องพยายามเป็นพิเศษ  ฉะนั้น  เราต้องปฏิบัติตนในคริชณะจิตสำนึกโดย  ไม่ลังเล  เพราะการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้  จะช่วยนำเรามาสู่ระดับจิตสำนึกทิพย์ทันที  จิตวิญญาณที่พัฒนาสูงแล้วจะมีความพึงพอใจในตนเองเสมอ  ด้วยสำนึกที่ว่าตนเอง  เป็นผู้รับใช้ขององค์ภควาน  บุคคลผู้สถิตในระดับทิพย์เช่นนี้จะไม่มีความต้องการทาง  ประสาทสัมผัสอันเนื่องมาจากลัทธิวัตถุนิยมที่ไม่สำคัญ  แต่เขาจะมีความสุขอยู่เสมอใน  สภาวะธรรมชาติแห่งการรับใช้องค์ภควานนิรันดร

โศลก 56 (2.56)

ดุฮเคฺชุ อนุดวิกนะ-มะนาฮ
สุเคฺชุ วิกะทะ-สพริฮะฮ
วีทะ-รากะ-บฺะยะ-โครดฺะฮ
สทิทะ-ดีฺร มุนิร อุชยะเท

ดุฮเคฺชุ  -  ในความทุกข์สามคำรบ, อนุดวิกนะ-มะนาฮ  -  ไม่มีความวุ่นวายภายในใจ, สุเคฺชุ  -  ในความสุข, วิกระทะ-สพริฮะฮ  -  ไม่มีความสนใจ, วีทะ  -  เป็นอิสระจาก, รากะ  -  ความยึด ติด, บฺะยะ  -  ความกลัว, โครดฺะฮ  -  และความโกรธ, สทิทะ-ดีฮ  -  ผู้ที่มีจิตใจมั่นคง, มุนิฮ  -  นักปราชญ์, อุชยะเท  -  เรียกว่า

คำแปล

ผู้ที่จิตใจไม่ถูกรบกวนแม้ท่ามกลางความทุกข์สามคำรบ  หรือมีความปีติเมื่อได้รับ  ความสุข  และเป็นอิสระจากความยึดติด  ความกลัว  และความโกรธ  ได้ชื่อว่า  เป็นนักปราชญ์ผู้มีจิตใจมั่นคง

คำอธิบาย

คำว่า  มุนิ  หมายถึงผู้ที่สามารถรบกวนจิตใจตนเองด้วยวิธีต่าง  ๆ  จากการคาด  คะเนทางจิตโดยไม่มีข้อสรุปอย่างแท้จริง  กล่าวไว้ว่า  มุนิ  ทุกรูปมีมุมมองที่แตกต่างกัน  หากไม่มีมุมมองที่ต่างจาก  มุนิ  อื่นจะเรียกว่าเป็น  มุนิ  ไม่ได้  ตามคำนิยาม  นาสาพ  ริชิร  ยัสยะ  มะทัม  นะ  บินนัม  (มะฮาบฺาระทะ,  วะนะ-พารวะ  313.117)  แต่  สทิทะ-ดีร  มุนิ  ที่องค์  ภควานตรัส  ณ  ที่นี้  แตกต่างจาก  มุนิ  ทั่วไป  สทิทะ-ดีร  มุนิ  อยู่ใน  คริชณะจิตสำนึกเสมอ  เพราะได้เสร็จสิ้นจากภารกิจการคาดคะเนสร้างสรรค์ทั้งปวง  ท่านได้ชื่อว่า  พระชาน-  ทะ-นิฮเชชะ-มะโน-ระทฺานทะระ  (สโททระ-รัทนะ  43)  หรือผู้ที่ข้ามพ้นระดับแห่งการ  คาดคะเนทางจิตใจ  และได้ผลสรุปว่า  องค์ชรีคริชณะหรือวาสุเดวะคือทุกสิ่งทุกอย่าง  (วาสุเดวะฮ  สารวัม  อิทิ  สะ  มะฮาทมา  สุ-ดุรละบฺะฮ)  ท่านได้ชื่อว่า  มุนิ  ผู้มีจิตใจมั่นคง  ผู้ที่มีคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์เช่นนี้จะไม่ถูกรบกวนจากการรุกรานของความทุกข์  สามคำรบ  เพราะท่านน้อมรับความทุกข์ทั้งหมดว่าเป็นพระเมตตาขององค์ภควาน  และ  คิดว่าตนเองควรได้รับทุกข์ทรมานมากกว่านี้อันเนื่องมาจากกรรมเก่า  และยังเห็นอีกว่า  ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควานที่ทำให้ความทุกข์ได้รับการลดโทษจนถึงขีดต่ำสุด  ลักษณะเดียวกัน  เมื่อได้รับความสุขท่านจะส่งมอบให้แด่องค์ภควานและคิดว่าตนเอง  ไม่ควรค่ากับความสุขนี้  สำนึกว่าด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควานเท่านั้นท่าน  จึงได้มาอยู่ในสภาวะที่สะดวกสบายเช่นนี้  และทำให้สามารถปฏิบัติรับใช้พระองค์ได้ดี  ยิ่งขึ้น  สำหรับการรับใช้องค์ภควานท่านจะมีความกล้าหาญและตื่นตัวเสมอ  โดยไม่มี  อิทธิพลของการยึดติดหรือการไม่ยึดติดใด  ๆ  มาครอบงำ  การยึดติดหมายถึงยอมรับเอา  บางสิ่งเพื่อสนองประสาทสัมผัสและการไม่ยึดติดคือปราศจากการยึดติดกับการสนอง  ประสาทสัมผัสเช่นนี้  แต่ผู้ที่ตั้งมั่นในคริชณะจิตสำนึกจะไม่มีทั้งการยึดติดและการไม่ยึด  ติดเพราะท่านได้อุทิศชีวิตเพื่อการรับใช้องค์ภควานเท่านั้น  ดังนั้น  จึงไม่มีความโกรธเลย  แม้ว่าความพยายามจะไม่ประสบผลสำเร็จ  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกจะมีความมั่นใจ  อยู่เสมอไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว

โศลก 57 (2.57)

ยะฮ สารวะทรานะบิฺสเนฮัส
ทัท ทัท พราพยะ ชุบฺาชุบัม

นาบิฺนันดะทิ นะ ดเวชทิ
ทัสยะ พระกยา พระทิชทิฺทา

ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, สารวะทระ  -  ทุกหนทุกแห่ง, อนะบิสะเนฮะฮ  -  ไม่มีความรัก, ทัท  -  นั้น, ทัท  -  นั้น, พราพยะ  -  ได้รับ, ชุบฺะ  -  ดี, อชุบัม  -  ชั่ว, นะ  -  ไม่เคย, อบินันดะทิ  -  สรรเสริญ, นะ  -  ไม่เคย, ดเวชทิ  -  อิจฉา, ทัสยะ  -  ของเขา, พระกยา  -  ความรู้ที่สมบูรณ์, พระทิชทิทา  -  มั่นคง

คำแปล

ในโลกวัตถุนี้  ผู้ที่ไม่เสน่หาต่อสิ่งดีหรือชั่วที่ตนเองอาจได้รับ  ทั้งไม่ยกย่องหรือ  เหยียดหยาม  ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความแน่วแน่มั่นคงในความรู้อันสมบูรณ์

คำอธิบาย

จะมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในโลกวัตถุอยู่เสมอซึ่งอาจจะดีหรือเลว  ผู้ที่  ไม่ถูกรบกวนจากการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุเช่นนี้  ผู้ที่ไม่เสน่หากับความดีหรือความชั่ว  เข้าใจได้ว่าเป็นผู้มีความมั่นคงในคริชณะจิตสำนึก  ตราบใดที่เรายังอยู่ในโลกวัตถุจะมีทั้ง  ดีและชั่วอยู่เสมอเพราะว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยสภาวะคู่  แต่ผู้ที่มั่นคงในคริชณะจิตสำนึก  จะไม่เสน่หากับความดีหรือความชั่ว  เพราะเขาสนใจแต่คริชณะผู้ทรงไว้ซึ่งความดี  ทั้งหมดอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์เท่านั้น  จิตสำนึกในคริชณะเช่นนี้จะสถิตตนเองให้อยู่ใน  สภาวะทิพย์โดยสมบูรณ์  เรียกตามศัพท์เทคนิคว่า  สะมาดิฺ

โศลก 58 (2.58)

ยะดา สัมฮะระเท ชายัม
คูรโม ´งกานีวะ สารวะชะฮ

อินดริยาณีนดริยารเทฺบฺยัส
ทัสยะ พระกยา พระทิชทิทา

ยะดา  -  เมื่อ, สัมฮะระเท  -  ม้วนกลับ, ชะ  -  เช่นกัน, อยัม  -  เขา, คูรมะฮ  -  เต่า, อังกานิ  -  แขน ขา, อิวะ  -  เหมือน, สารวะชะฮ  -  ทั้งหมด, อินดริยานิ  -  ประสาทสัมผัสต่างๆ, อินดริยะ-อาร เทฺบฺยะฮ  -  จากอายตะภายนอก, ทัสยะ  -  ของเขา, พระกยา  -  จิตสำนึก, พระทิชทิทา  -  มั่นคง

คำแปล

ผู้ที่สามารถดึงประสาทสัมผัสของตนเองให้กลับมาจากอายตนะภายนอก  ดัง  เช่นเต่าที่หดแขนขาเข้าไว้ในกระดอง  เป็นผู้ที่มีความแน่วแน่มั่นคงในจิตสำนึกที่  สมบูรณ์

คำอธิบาย

การทดสอบโยคี  สาวก  หรือดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งแห่งตน  คือเขาสามารถ  ควบคุมประสาทสัมผัสตามแผนของตนเองได้  อย่างไรก็ดี  คนส่วนใหญ่เป็นทาสของ  ประสาทสัมผัสจึงให้ประสาทสัมผัสเป็นผู้นำทาง  นี่คือคำตอบต่อคำถามที่ว่าโยคีสถิต  อย่างไร  ประสาทสัมผัสเปรียบเสมือนงูพิษที่ต้องการทำอะไรตามอำเภอใจอย่างไร้กฎ  เกณฑ์  โยคีหรือสาวกจะต้องเข็มแข็งมากในการควบคุมงู  เหมือนกับหมองูผู้ไม่ยอม  ปล่อยให้งูเลื้อยไปอย่างอิสระ  มีกฎเกณฑ์มากมายในพระคัมภีร์ที่เปิดเผย  บ้างเป็น  ข้อห้าม  บ้างเป็นข้อปฏิบัติ  นอกจากว่าเราสามารถทำตามข้อห้ามและข้อปฏิบัติ  และ  ควบคุมตนเองจากความสุขทางประสาทสัมผัส  มิฉะนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะมีความแน่วแน่  มั่นคงในคริชณะจิตสำนึก  ตัวอย่างที่ดีที่สุด  ณ  ที่นี้คือเต่า  ไม่ว่าในขณะใดเต่าสามารถหด  ประสาทสัมผัสของตนเองให้เข้ามาอยู่ภายในกระดอง  และยืดออกมาใหม่เมื่อต้องการ  ใช้งาน  ทำนองเดียวกัน  ประสาทสัมผัสของบุคคลในคริชณะจิตสำนึกใช้เฉพาะในจุดมุ่ง  หมายเพื่อรับใช้องค์ภควานเท่านั้น  มิฉะนั้น  จะดึงกลับมา  อารจุนะทรงได้รับคำสั่งสอน  ณ  ที่นี้  ให้ใช้ประสาทสัมผัสของพระองค์เพื่อรับใช้องค์ภควาน  แทนที่จะใช้เพื่อความพึง  พอใจของตนเอง  การรักษาประสาทสัมผัสไว้เพื่อรับใช้องค์ภควานอยู่เสมอ  คือตัวอย่าง  เปรียบเทียบกับเต่าที่สามารถรักษาประสาทสัมผัสของตนเองไว้ให้อยู่ภายในได้

โศลก 59 (2.59)

วิชะยา วินิวารทันเท
นิราฮารัสยะ เดฮินะฮ

ระสะ-วารจัม ระโส ´พิ อัสยะ
พะรัม ดริชทวา นิวารทะเท

วิชะยาฮ  -  อาตนะภายนอกเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัส, วินิวารทันเท  -  ฝึกฝนเพื่อให้ ละเว้นจาก, นิราฮารัสยะ  -  ด้วยข้อห้ามเชิงลบ, เดฮินะฮ  -  สำหรับร่างกาย, ระสะ-วาร- จัม  -  ยกเลิกรส, ระสะฮ  -  ความสุขทางประสาทสัมผัส, อพิ  -  ถึงแม้ว่าจะมี, อัสยะ  -  ของเขา, พะรัม  -  สิ่งที่สูงส่งกว่ามาก, ดริชทวา  -  โดยประสบการณ์, นิวารทะเท  -  เขาหยุดจาก

คำแปล

ดวงวิญญาณในร่างอาจถูกควบคุมจากความสุขทางประสาทสัมผัส  แม้รสของ  อายตนะภายนอกยังคงอยู่  แต่หยุดการกระทำเช่นนี้ได้ด้วยการมาสัมผัสกับรสที่  สูงกว่า  จะทำให้เขามีความมั่นคงในจิตสำนึก

คำอธิบาย

นอกจากเราสถิตในระดับทิพย์  มิฉะนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะหยุดแสวงหาความสุข  ทางประสาทสัมผัส  วิธีการควบคุมความสุขทางประสาทสัมผัสด้วยกฎเกณฑ์เหมือนกับ  การจำกัดอาหารบางชนิดสำหรับผู้ป่วย  อย่างไรก็ดี  คนป่วยไม่ชอบทั้งการควบคุมและ  การสูญเสียรสอาหาร  ในทำนองเดียวกันการจำกัดประสาทสัมผัสด้วยวิธีปฏิบัติธรรม  เช่น  อัชทางกะ-โยกะ  ในเรื่องของ  ยะมะ,  นิยะมะ,  อาสะนะ,  พราณายามะ,  พรัทยาฮาระ,  ดฺาระณา,  ดฺยานะ,  ฯลฯ  แนะนำไว้สำหรับผู้ด้อยปัญญาที่ไม่รู้อะไรดีไปกว่านี้  แต่สำหรับผู้  ที่ได้รับรสแห่งความสง่างามของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าชรีคริชณะ  ในขณะที่เจริญ  ก้าวหน้าในคริชณะจิตสำนึก  จะไม่มีรสสำหรับสิ่งของวัตถุที่ตายซากอีกต่อไป  ฉะนั้น  ข้อ  จำกัดมีไว้สำหรับนวกะผู้ด้อยปัญญาเพื่อให้ชีวิตก้าวหน้าในวิถีทิพย์  แต่การจำกัดเช่นนี้  จะเป็นผลดีจนกระทั่งเราได้รับรสอันแท้จริงในคริชณะจิตสำนึก  เมื่อมี  คริชณะจิตสำนึก  อย่างแท้จริง  เราจะสูญเสียรสชาติในสิ่งที่ตายซากไปโดยปริยาย

โศลก 60 (2.60)

ยะทะโท ฮิ อพิ คะอุนเทยะ
พุรุชัสยะ วิพัชชิทะฮ

อินดริยาณิ พระมาทีนิ
ฮะรันทิ พระสะบัฺม มะนะฮ

ยะทะทะฮ  -  ขณะที่พยายาม, ฮิ  -  แน่นอน, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนาง คุนที, พุรุชัสยะ  -  ของมนุษย์, วิพัชชิทะฮ  -  เต็มไปด้วยความรู้ที่แยกแยะ, อินดริยาณิ  -  ประสาทสัมผัส, พระมาทฺีนิ  -  เร่าร้อน, ฮะรันทิ  -  โยน, พระสะบัม  -  โดยการบังคับ, มะนะฮ  -  จิตใจ

คำแปล

โอ้  อารจุนะ  ประสาทสัมผัสนั้นรุนแรงและรวดเร็วมาก  จนสามารถบังคับนำพา  จิตใจให้เตลิดเปิดเปิงไป  แม้จิตใจของผู้มีดุลยพินิจที่พยามยามควบคุมมัน

คำอธิบาย

มีนักบุญผู้คงแก่เรียน  นักปราชญ์  และนักทิพย์นิยมมากมายที่พยายามเอาชนะ  ประสาทสัมผัส  แต่ถึงจะพยายามอย่างไร  แม้ผู้เก่งกาจที่สุดบางครั้งยังพ่ายแพ้ตกลงมา  เสพสุขทางประสาทสัมผัสวัตถุอันเนื่องมาจากจิตใจที่หวั่นไหว  แม้แต่  วิชวามิทระ  ผู้  เป็นทั้งนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่และโยคีที่สมบูรณ์ได้ถูกนาง  เมนะคา  ยั่วยวนให้ไปเสพสุข  ทางเพศ  ถึงแม้ว่าโยคีพยายามจะควบคุมประสาทสัมผัสด้วยการบำเพ็ญเพียรอย่าง  หนักและฝึกโยคะด้วยวิธีการต่าง  ๆ  แน่นอนว่ามีตัวอย่างคล้ายคลึงกันนี้อีกมากใน  ประวัติศาสตร์โลก  ฉะนั้น  จึงเป็นการยากมากที่จะควบคุมจิตใจและประสาทสัมผัส  โดยไม่มีคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  หากไม่ใช้จิตใจทำสมาธิอยู่ที่คริชณะเราจะไม่  สามารถหยุดกิจกรรมทางวัตถุได้  ชรี  ยามุนาชารยะ  นักบุญและสาวกผู้ยิ่งใหญ่ได้ให้  ตัวอย่างเชิงปฏิบัติดังนี้

ยัด-อวะดิ มะมะ เชทะฮ คริชณะ-พะดาระวินเด
นะวะ-นะวะ-ระสะ-ดฺามะนิ อุดยะทัม รันทุม อาสีท
ทัด-อวะดิ บะทะ นารี-สังกะเม สมารยะมาเน
บฺะวะทิ มุคฺะ-วิคาระฮ สุชทํุ นิชทีวะนัม ชะ

“ตั้งแต่นำจิตใจมาปฏิบัติรับใช้พระบาทรูปดอกบัวขององค์ชรีคริชณะอาตมาได้รับ  ความสุขในอารมณ์ทิพย์ที่สดใหม่อยู่เสมอ  เมื่อใดที่เริ่มคิดถึงเรื่องเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง  อาตมาจะเมินหน้าหนีทันที  และถ่มน้ำลายให้กับความคิดเช่นนี้”

คริชณะจิตสำนึกมีความสวยงามแบบทิพย์จนทำให้ความสุขทางวัตถุหมด  รสชาติไปโดยปริยาย  เหมือนกับคนที่หิวโหยเมื่อได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทาง  อาหารในปริมาณที่เพียงพอจะรู้สึกพึงพอใจ  มะฮาราจะ  อัมบะรีชะ  ทรงได้รับชัยชนะ  จากโยคีผู้ยิ่งใหญ่  ดุรวาสา  มุนิ  เพียงเพราะว่าจิตใจของพระองค์ทรงปฏิบัติอยู่ใน  คริชณะจิตสำนึก  (สะ  ไว  มะนะฮ  คริชณะ-พะดาระวินดะโยร  วะชามสิ  ไวคุณธฺะ-  กุณานุวารณะเน)

โศลก 61 (2.61)

ทานิ สารวาณิ สัมยัมยะ
ยุคทะ อาสีทะ มัท-พะระฮ

วะเช ฮิ ยัสเยนดริยาณิ
ทัสยะ พระกยา พระทิชทิฺทา

ทานิ  -  ประสาทสัมผัสเหล่านี้, สารวาณิ  -  ทั้งหมด, สัมยัมยะ  -  อยู่ภายใต้การควบคุม, ยุค- ทะฮ  -  ใช้, อาสีทะ  -  ควรสถิต, มัท  -  พะระฮ  -  ในความสัมพันธ์กับข้า(คริชณะ), วะเช  -  ในการ ปรามอย่างสมบูรณ์, ฮิ  -  แน่นอน, ยัสยะ  -  ผู้ซึ่ง, อินดริยาณิ  -  ประสาทสัมผัส, ทัสยะ  -  ของ เขา, พระกยา  -  จิตสำนึก, พระทิชทิฺทา  -  ตั้งมั่น

คำแปล

บุคคลผู้สามารถปรามประสาทสัมผัสของตนเอง  รักษาให้อยู่ภายใต้การควบคุม  ได้อย่างสมบูรณ์  และตั้งมั่นจิตสำนึกอยู่ที่ข้า  ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีปัญญามั่นคง

คำอธิบาย

แนวคิดสูงสุดแห่งความสมบูรณ์ของโยคะ  คือคริชณะจิตสำนึกซึ่งได้อธิบาย  ไว้อย่างชัดเจนในโศลกนี้  นอกจากเราจะมีคริชณะจิตสำนึกแล้ว  เป็นไปไม่ได้เลยที่  จะควบคุมประสาทสัมผัสไว้ได้  ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า  ดุรวาสา  มุนิ  ผู้ยิ่งใหญ่  มีเรื่อง  บาดหมางกับ  มะฮาราจะ  อัมบะรีชะ,  ดุรวาสา  มุนิ  เกิดโมโหโดยที่ควรหลีกเลียงได้  เพราะทะนงตนจึงไม่สามารถควบคุมประสาทสัมผัสของตนเองได้  อีกด้านหนึ่งกษัตริย์  แม้จะไม่ใช่โยคีหรือเป็นผู้มีฤทธิ์เช่น  มุนิ  แต่ทรงเป็นสาวกขององค์ภควาน  ทรงอดทน  และนิ่งเฉยต่อความไม่ยุติธรรมของ  มุนิ  จนได้รับชัยชนะ  เป็นเพราะกษัตริย์ทรงสามารถ  ควบคุมประสาทสัมผัสของพระองค์ไว้ได้  ได้กล่าวถึงคุณสมบัติที่ดีใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (9.4.18-20)  ดังต่อไปนี้

สะ ไว มะนะฮ คริชณะ-พะดาระวินดะโยร
วะชามสิ ไวคุณธฺะ-กุณานุวารณะเน

คะโร ฮะเรร มันดิระ-มารจะนาดิชุ
ชรุทิม ชะคาราชยุทะ-สัท-คะโทฺดะเย
มุคุนดะ-ลิงกาละยะ-ดารชะเน ดริโช
ทัด-บฺริทยะ-กาทระ-สพารเช ´นกะ-สังกะมัม

กฺราณัม ชะ ทัท-พาดะ-สะโรจะ-โสระเบฺ
ชรีมัท-ทุลัสยา ระสะนาม ทัด-อารพิเท
พาโด ฮะเรฮ คเชทระ-พะดานุสารพะเน
ชิโร ฮริชีเคชะ-พะดาบิฺวันดะเน

คามัม ชะ ดาสเย นะ ทุ คามะ-คามยะยา
ยะโทฺททะมะ-ชโลคะ-จะนาชระยา ระทิฮ

“กษัตริย์  อัมบะรีชะ  ทรงตั้งมั่นจิตใจของพระองค์อยู่ที่พระบาทรูปดอกบัวขององค์ชรี  คริชณะ  ทรงใช้พระราชดำรัสอธิบายถึงอาณาจักรขององค์ภควาน  ทรงใช้พระหัตถ์  ทำความสะอาดวัดขององค์ภควาน  ใช้พระกรรณสดับฟังลีลาขององค์ภควาน  ใช้  พระเนตรดูรูปลักษณ์ขององค์ภควาน  ใช้พระวรกายสัมผัสร่างของสาวก  ใช้พระนาสิกดม  กลิ่นดอกไม้ที่ถวายให้พระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควาน  ใช้พระชิวหาลิ้มรสใบ  ทุละสี  ที่ถวายให้องค์ภควาน  ใช้พระบาทเดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีวัดขององค์ภควาน  อยู่  ใช้พระเศียรถวายความเคารพแด่องค์ภควาน  และทรงใช้พระราชประสงค์เพื่อให้พระ  ราชประสงค์ขององค์ภควานสมปรารถนา  ฯลฯ  คุณสมบัติทั้งหมดนี้ทรงทำให้กษัตริย์  อัมบะรีชะ  เหมาะสมที่จะเป็นสาวก  มัท-พะระ  ขององค์ภควาน”

คำว่า  มัท-พะระ  มีความสำคัญมาก  ณ  ที่นี้  เราจะมาเป็น  มัท-พะระ  ได้  อย่างไรได้อธิบายไว้ในชีวิตของ  มะฮาราจะ  อัมบะรีชะ,  ชรีละ  บะละเดวะ  วิทยาบํูชะณะ  นักวิชาการและอาชรยะผู้ยิ่งใหญ่ในสายของ  มัท-พะระ  กล่าวว่า  มัด-บัคธิ-พระบฺา  เวนะ  สารเวนดริยะ-วิจะยะ-พูรวิคา  สวาทมะ-ดริชทิฮ  สุละเบฺทิ  บฺาวะฮ  “ประสาท  สัมผัสสามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ด้วยพลังแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  คริชณะเท่านั้น”  บางครั้งได้ให้ไฟไว้เป็นตัวอย่างเช่นกันว่า  “เสมือนดั่งเปลวไฟเผาไหม้  ทุกสิ่งทุกอย่างภายในห้อง  พระวิชณุผู้ทรงสถิตในหัวใจของโยคี  ทรงเผาผลาญทุกสิ่งทุก  อย่างที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งหมด”  โยกะ-สูทระ  ได้อธิบายการทำสมาธิที่พระวิชณุเช่นกันว่ามิใช่  เป็นการทำสมาธิอยู่กับสิ่งที่ว่างเปล่า  ผู้ที่สมมุติว่าเป็นโยคีทำสมาธิอยู่กับบางสิ่งที่ไม่ใช่  พระวิชณุจะเสียเวลาของตนไปโดยเปล่าประโยชน์ในการค้นหาสิ่งที่เป็นภาพหลอน  เรา  ต้องมี  คริชณะจิตสำนึกด้วยการอุทิศตนให้แด่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  นี่คือจุดมุ่ง  หมายของโยคะที่แท้จริง

โศลก 62 (2.62)

ดฺยายะโท วิชะยาน พุมสะฮ
สังกัส เทชูพะจายะเท

สังกาท สันจายะเท คามะฮ
คามาท โครโดฺ ‘บิฺจายะเท

ดฺยายะทะฮ  -  ขณะที่จิตจดจ่อ, วิชะยาน  -  อายตนะภายนอก, พุมสะฮ  -  ของบุคคล, สังกะฮ -ความยึดติด, เทชุ  -  ในอายตนะภายนอก, อุพะจายะเท  -  พัฒนา, สังกาท  -  จากการยึดติด, สันจายะเท  -  พัฒนา, คามะฮ  -  ความต้องการ, คามาท  -  จากความต้องการ, โครดฺะฮ  -  ความโกรธ, อบิจายะเท  -  ปรากฏออกมา

คำแปล

ขณะที่จิตจดจ่ออยู่ในรูป  รส  กลิ่น  เสียง  และสัมผัส  ผู้นั้นจะเกิดความยึดติดต่อสิ่ง  เหล่านี้  จากการยึดติดราคะเริ่มก่อตัว  และจากราคะความโกรธก็ตามมา

คำอธิบาย

ผู้ที่ไม่มีคริชณะจิตสำนึกจะต้องตกอยู่ภายใต้ความต้องการทางวัตถุ  ขณะที่จิต  จดจ่ออยู่ที่รูป  รส  กลิ่น  เสียง  และสัมผัส  ประสาทสัมผัสจำเป็นต้องปฏิบัติงาน  ถ้าหากว่า  ประสาทสัมผัสมิได้ปฏิบัติงานรับใช้องค์ภควานด้วยความรักทิพย์  ประสาทสัมผัสจะ  แสวงหางานรับใช้ลัทธิวัตถุนิยมอย่างแน่นอน  ในโลกวัตถุทุก  ๆ  คนรวมทั้งพระศิวะและ  พระพรหม  โดยไม่ต้องกล่าวถึงเทวดาองค์อื่น  ๆ  บนสวรรค์  ทุก  ๆ  ชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพล  ของรูป  รส  กลิ่น  เสียง  และสัมผัส  มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะออกจากปัญหาทางโลกวัตถุ  นี้คือการมาปฏิบัติคริชณะจิตสำนึก  พระศิวะทรงเข้าฌานอย่างลึกซึ้งแต่เมื่อพระนาง  พารวะทีมายั่วยวนพระองค์เพื่อความสุขทางประสาทสัมผัส  พระศิวะทรงคล้อยตาม  ผลก็คือคารทิเคยะได้กำเนิดออกมา  เมื่อ  ฮะริดาสะ  ทฺาคุระ  สาวกหนุ่มขององค์ภควาน  ถูกยั่วยวนในลักษณะเดียวกันโดยอวตารของ  มายา-เทวี  แต่ฮะริดาสะสามารถผ่าน  การทดสอบไปได้อย่างง่ายดาย  เพราะว่าท่านได้อุทิศตนเสียสละแด่องค์ชรีคริชณะด้วย  ความบริสุทธิ์ใจ  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกของ  ชรี  ยามุนาชารยะ  สาวกขององค์ภควานผู้  มีความจริงใจสามารถหลีกเลี่ยงความสุขทางประสาทสัมผัสทั้งหมดได้  เนื่องจากได้รับ  รสความสุขทิพย์ที่สูงกว่าในความสัมพันธิ์กับองค์ภควาน  นี่คือเคล็ดลับแห่งความสำเร็จ  ฉะนั้น  ผู้ที่ไม่อยู่ในคริชณะจิตสำนึกไม่ว่าจะมีพลังอำนาจมากมายเพียงใดในการควบคุม  ประสาทสัมผัสด้วยการเก็บกดอย่างผิดธรรมชาติ  ในที่สุดจะต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน  เพราะแม้แต่เสี้ยวแห่งความคิดเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัส  จะทำให้เขาหวั่นไหวไป  กับการสนองความต้องการนั้น

โศลก 63 (2.63)

โครดฺาด บฺะวะทิ สัมโมฮะฮ
สัมโมฮาท สมริทิ-วิบฺระมะฮ

สมริทิ-บฺรัมชาด บุดดฺิ-นาโช
บุดดิฺ-นาชาท พระณัชยะทิ

โครดฺาท  -  จากความโกรธ, บฺะวะทิ  -  เกิดขึ้น, สัมโมฮะฮ  -  ความหลงที่สมบูรณ์, สัมโมฮาท  -  จากความหลง, สมริทิ  -  ของความจำ, วิบฺระมะฮ  -  ความสับสน, สมริทิ-บฺรัมชาท  -  หลัง จากความจำสับสน, บุดดิฺ-นาชะฮ  -  สูญเสียปัญญา, บุดดิฺ-นาชาท  -  และจากการสูญเสีย ปัญญา, พระณัชยะทิ  -  เขาตกต่ำลง

คำแปล

จากความโกรธความหลงงมงายเกิดขึ้น  จากความหลงงมงายทำให้ความจำ  เกิดสับสน  เมื่อความจำสับสนปัญญาก็สูญเสียไป  และเมื่อปัญญาได้สูญเสียไป  แล้วเขาจะตกต่ำลงมาในสระวัตถุอีกครั้งหนึ่ง

คำอธิบาย

ชรีละ  รูพะ  โกสวามี  ให้คำแนะนำเราดังนี้

พราพันชิคะทะยา บุดดฺยา
ฮะริ-สัมบันดิฺ-วัสทุนะฮ

มุมุคชุบิฺฮ พาริทยาโก
ไวรากยัม พัฺลกุ คัทฺยะเท

(Bhakti-rasāmṛta-sindhu 1.2.258)

ด้วยการพัฒนาคริชณะจิตสำนึกเราทราบว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามาถนำมาใช้สอยเพื่อ  ประโยชน์ในการรับใช้องค์ภควานได้  ผู้ที่ไม่มีความรู้ในคริชณะจิตสำนึกพยายามหลีก  เลี่ยงสิ่งของวัตถุอย่างผิดธรรมชาติ  ผลก็คือแม้จะต้องการเสรีภาพจากพันธนาการทาง  วัตถุเพียงใด  ก็จะไม่สามารถบรรลุถึงระดับความสมบูรณ์แห่งการเสียสละ  สิ่งที่เรียก  ว่าการเสียสละของพวกเขาเรียกว่า  พัลกุ  หรือสำคัญน้อย  อีกด้านหนึ่ง  บุคคลใน  คริชณะจิตสำนึกทราบว่าควรใช้ทุกสิ่งทุกอย่างในการรับใช้องค์ภควานได้อย่างไร  ฉะนั้น  ท่านไม่มาเป็นผู้พ่ายแพ้แก่จิตสำนึกทางวัตถุ  ดังตัวอย่างของผู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์และ  เข้าใจว่าองค์ภควานหรือสัจธรรมทรงไม่มีรูปลักษณ์จึงไม่สามารถรับประทานอาหารได้  ขณะที่ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์พยายามหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดี  ๆ  สาวกทราบ  ว่าองค์ชรีคริชณะทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญสูงสุด  พระองค์ทรงเสวยทุกสิ่งทุก  อย่างที่เราถวายให้พระองค์ด้วยการอุทิศตนเสียสละ  ฉะนั้น  หลังจากการถวายเครื่อง  เสวยอันประณีตแด่องค์ภควานแล้ว  สาวกจะรับประทานส่วนที่เหลือซึ่งเรียกว่า  พระ-  สาดัม  ดังนั้น  ทุกสิ่งทุกอย่างจึงกลายมาเป็นทิพย์  และไม่มีอันตรายที่จะทำให้ตกลงต่ำ  สาวกรับประทาน  พระสาดัม  ในคริชณะจิตสำนึก  ขณะที่ผู้ไม่ใช่สาวกปฏิเสธว่าเป็นวัตถุ  ฉะนั้น  ผู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ไม่สามารถมีความสุขในชีวิตอันเนื่องมาจากการเสียสละที่  ผิดธรรมชาติ  และด้วยเหตุนี้ความหวั่นไหวทางจิตใจเพียงเล็กน้อยจะดึงเขาให้ตกต่ำลง  มาในสระแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุอีกครั้ง  ได้กล่าวไว้ว่า  จิตวิญญาณนี้ถึงแม้จะเจริญ  ขึ้นมาถึงจุดแห่งความหลุดพ้น  แต่จะสามารถตกลงต่ำได้อีกครั้งหนึ่ง  เนื่องจากไม่มีการ  อุทิศตนเสียสละรับใช้มาสนับสนุน

โศลก 64 (2.64)

รากะ-ดเวชะ-วิมุคไทส ทุ
วิชะยาน อินดริไยช ชะรัน

อาทมะ-วัชไยร วิเดฺยาทมา
พระสาดัม อดิกัชชะทิ

รากะ  -  ความยึดติด, ดเวชะ  -  และความรังเกียจ, วิมุคไทฮ  -  โดยผู้มีอิสระจาก, ทุ  -  แต่, วิชะยาน  -  อายตนะภายนอก, อินดริไยฮ  -  ด้วยประสาทสัมผัส, ชะรัน  -  กระทำอยู่, อาทมะ  -  วัชไยฮ  -  ภายใต้การควบคุมของตน, วิเดฺยะ-อาทมา  -  ผู้ปฏิบัติตามกฎแห่ง อิสรภาพ, พระสาดัม  -  พระเมตตาธิคุณขององค์ภควาน, อดิกัชชฺะทิ  -  ได้รับ

คำแปล

แต่ผู้ที่มีอิสรภาพจากการยึดติดและความรังเกียจจะสามารถควบคุมประสาท  สัมผัสของตนเองได้  และด้วยการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งอิสรภาพ  สามารถ  ได้รับพระเมตตาโดยสมบูรณ์จากองค์ภควาน

คำอธิบาย

ได้อธิบายแล้วว่าภายนอกเราอาจควบคุมประสาทสัมผัสด้วยวิธีที่ฝืนธรรมชาติ  นอกจากประสาทสัมผัสจะได้มาปฏิบัติการรับใช้ทิพย์ต่อองค์ภควาน  มิฉะนั้นแล้ว  จะมี  โอกาสตกต่ำลงได้ทุกเมื่อ  อาจดูเหมือนว่าผู้มีคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์อยู่ในระดับ  ประสาทสัมผัส  แต่เนื่องจากมีคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์จึงไม่ยึดติดกับกิจกรรม  ทางประสาทสัมผัส  ผู้มีคริชณะจิตสำนึกคำนึงเพียงแต่ให้คริชณะทรงพอพระทัยเท่านั้น  ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้  ฉะนั้น  ท่านจึงอยู่เหนือความยึดติดและความรังเกียจทั้งปวง  หาก  คริชณะทรงปรารถนาสาวกสามารถทำอะไรก็ได้  ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ชอบทำ  และถ้าหาก  คริชณะไม่ทรงปรารถนาท่านจะไม่ทำ  แม้โดยปกติธรรมดาชอบทำเพื่อความพึงพอใจ  ของตนเอง  ดังนั้น  การทำหรือไม่ทำจะอยู่ภายใต้การควบคุมของท่าน  แต่จะปฏิบัติภาย  ใต้การแนะนำของคริชณะเท่านั้น  จิตสำนึกเช่นนี้คือพระเมตตาธิคุณอันหาที่สุดมิได้จาก  องค์ภควาน  ซึ่งสาวกสามารถบรรลุได้แม้จะมีความยึดติดอยู่ในระดับประสาทสัมผัส

โศลก 65 (2.65)

พระสาเด สารวะ-ดุฮคฺานาม
ฮานิร อัสโยพะจายะเท

พระสันนะ-เชทะโส ฮิ อาชุ
บุดดิฺฮ พารยะวะทิชทฺะเท

พระสาเด  -  จากการได้รับพระเมตตาธิคุณอันล้นพ้นขององค์ภควาน, สารวะ  -  ทั้งหมด, ดุฮคฺานาม  -  ความทุกข์ทางวัตถุ, ฮานิฮ  -  การทำลาย, อัสยะ  -  ของเขา, อุพะจายะเท  -  เกิด ขึ้น, พระสันนะ  -  เชทสะฮ  -  ของจิตใจที่มีความสุข, ฮิ  -  แน่นอน, อาชุ  -  เร็ว ๆ นี้, บุดดิฺฮ  -  ปัญญา, พะริ  -  เพียงพอ, อวะทิชทฺะเท  -  มั่นคง

คำแปล

สำหรับผู้ที่มีความพึงพอใจ  (ในคริชณะจิตสำนึก)  ความทุกข์สามคำรบแห่งความ  เป็นอยู่ทางวัตถุจะไม่มีอีกต่อไป  ในจิตสำนึกที่มีความพึงพอใจเช่นนี้  ในไม่ช้า  ปัญญาของเขาจะแน่วแน่มั่นคง

โศลก 66 (2.66)

นาสทิ บุดดิฺร อยุคทัสยะ
นะ ชายุคทัสยะ บฺาวะนา

นะ ชาบฺาวะยะทะฮ ชานทิร
อชานทัสยะ คุทะฮ สุคัฺม

นะ อัสทิ  -  ไม่สามารถมี, บุดดิฺฮ  -  ปัญญาทิพย์, อยุคทัสยะ  -  ของผู้ที่ไม่สัมพันธ์ (กับคริชณะ จิตสำนึก), นะ  -  ไม่, ชะ  -  และ, อยุคทัสยะ  -  ของผู้ไม่มีคริชณะจิตสำนึก, บฺาวะนา  -  จิตตั้ง มั่น (ในความสุข), นะ  -  ไม่, ชะ  -  และ, อบฺาวะยะทะฮ  -  ของผู้ที่ไม่ตั้งมั่น, ชานทิฮ  -  ความ สงบ, อชานทัสยะ  -  ของความไม่สงบ, คุทะฮ  -  ที่ไหน, สุคัม  -  ความสุข

คำแปล

ผู้ที่ไม่เชื่อมสัมพันธ์กับองค์ภควาน  (ในคริชณะจิตสำนึก)  ไม่มีทั้งปัญญาทิพย์หรือ  จิตใจที่มั่นคง  ขาดสองสิ่งนี้แล้วจะหาความสงบไม่ได้  แล้วจะมีความสุขได้อย่างไร  โดยปราศจากความสงบ?

คำอธิบาย

หากเราไม่อยู่ในคริชณะจิตสำนึกจะไม่มีความสงบ  บทที่ห้า  (5.29)  ได้ยืนยัน  ว่าเมื่อเราเข้าใจว่าคริชณะทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญเพียงพระองค์เดียวจากผล  ดีแห่งพิธีบูชาและการบำเพ็ญเพียรทั้งหมด  พระองค์ทรงเป็นเจ้าของสิ่งที่ปรากฏอยู่ใน  จักรวาลทั้งหมด  และพระองค์ทรงเป็นมิตรแท้ของมวลชีวิต  ด้วยความเข้าใจเช่นนี้เท่านั้น  เราจึงสามารถมีความสงบที่แท้จริงได้  ดังนั้น  หากไม่อยู่ในคริชณะจิตสำนึกเราจะไม่มี  จุดมุ่งหมายสูงสุดภายในจิตใจ  ความวุ่นวายใจเกิดจากความต้องการจุดมุ่งหมายสูงสุด  และเมื่อมั่นใจว่าคริชณะทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญ  ทรงเป็นเจ้าของและทรงเป็น  เพื่อนของทุกชีวิตและทุกสิ่ง  ด้วยจิตใจอันแน่วแน่มั่นคงเช่นนี้จะนำมาซึ่งความสงบ  ดัง  นั้น  ผู้ที่ปฏิบัติตนโดยไม่มีความสัมพันธ์กับคริชณะแน่นอนว่าจะต้องมีความทุกข์  ไร้ความ  สงบ  ไม่ว่าเขาจะพยายามแสดงออกมาว่าชีวิตมีความสงบและมีความเจริญในวิถีทิพย์  มากเพียงใด  คริชณะจิตสำนึกเป็นสภาวะแห่งความสงบร่มเย็นที่ปรากฏอยู่ในตัวเอง  ซึ่ง  สามารถบรรลุได้ด้วยการมาเชื่อมสัมพันธ์กับคริชณะเท่านั้น

โศลก 67 (2.67)

อินดริยาณาม ฮิ ชะระทาม
ยัน มะโน ´นุวิดีฺยะเท

ทัด อัสยะ ฮะระทิ พระกยาม
วายุร นาวัม อิวามบฺะสิ

อินดริยาณาม  -  ของประสาทสัมผัส, ฮิ  -  แน่นอน, ชะระทาม  -  ขณะที่ท่องไป, ยัท  -  กับสิ่งที่, มะนะฮ  -  จิตใจ, อนุวิดียะเท  -  ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ, ทัท  -  นั้น, อัสยะ  -  ของเขา, ฮะระทิ  -  นำ ไป, พระกยาม  -  ปัญญา, วายุฮ  -  ลม, นาวัม  -  เรือ, อิวะ  -  เหมือน, อัมบฺะสิ  -  บนน้ำ

คำแปล

เสมือนดั่งเรือในกระแสน้ำที่ถูกลมพายุพัดพาไป  แม้ประสาทสัมผัสเพียงส่วน  เดียวที่เตลิดเปิดเปิงไปตามกระแสแห่งจิตใจ  สามารถนำพาปัญญาของผู้นั้นให้  ล่องลอยไปได้

คำอธิบาย

หากประสาทสัมผัสทั้งหมดมิได้ปฏิบัติรับใช้องค์ภควาน  แม้ประสาทสัมผัส  เพียงส่วนเดียวที่ปฏิบัติเพื่อสนองประสาทสัมผัสก็สามารถหันเหสาวกจากวิถีทางเพื่อ  ความเจริญในวิถีทิพย์ได้  ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในชีวิตของ  มะฮาราจะ  อัมบะรีชะ  ประสาท  สัมผัสทั้งหมดจะต้องใช้ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกเท่านั้น  เพราะนี่คือเทคนิคที่ถูกต้องใน  การควบคุมจิตใจ

โศลก 68 (2.68)

ทัสมาด ยัสยะ มะฮา-บาโฮ
นิกริฮีทานิ สารวะชะฮ

อินดริยาณีนดริยารเทฺบฺยัส
ทัสยะ พระกยา พระทิชทิทา

ทัสมาท  -  ดังนั้น, ยัสยะ  -  ผู้ซึ่ง, มะฮา-บาโฮ  -  โอ้ นักรบผู้ยอดเยี่ยม, นิกริฮีทานิ  -  เหนี่ยวรั้ง ลงมา, สารวะชะ  -  รอบ ๆ ทั้งหมด, อินดริยาณิ  -  ประสาทสัมผัส, อินดริยะ-อารเทฺบยะฮ  -  จากอายตนะภายนอก, ทัสยะ  -  ของเขา, พระกยา  -  ปัญญา, พระทิชทิทา  -  ตั้งมั่น

คำแปล

ฉะนั้น  โอ้ขุนศึกผู้ยอดเยี่ยม  ผู้ที่สามารถปรามประสาทสัมผัสจากอายตนะ  ภายนอกได้  จึงเป็นผู้มีปัญญาที่มั่นคงอย่างแน่นอน

คำอธิบาย

เราสามารถปรามพลังแห่งความต้องการสนองประสาทสัมผัสด้วยวิธีการใน  คริชณะจิตสำนึก  หรือการใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดเพื่อรับใช้องค์ภควานด้วยความ  รักเท่านั้น  เปรียบเสมือนศัตรูถูกกักบริเวณไว้ด้วยอำนาจที่สูงกว่า  ประสาทสัมผัส  สามารถถูกปรามไว้ได้เช่นเดียวกัน  ไม่ใช่จากความพยายามใด  ๆ  ของมนุษย์  แต่จาก  การให้ประสาทสัมผัสทั้งหมดปฏิบัติรับใช้องค์ภควานเท่านั้น  ผู้ที่เข้าใจว่าจากการ  ปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกเพียงอย่างเดียว  ปัญญาจึงจะมีความมั่นคงอย่างแท้จริง  และเรา  สมควรฝึกฝนศิลปะนี้ภายใต้การแนะนำของพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  จึงจะได้ชื่อว่า  สาดฺะคะ  หรือผู้ที่เหมาะสมเพื่อความหลุดพ้น

โศลก 69 (2.69)

ยา นิชา สารวะ-บํูทานาม
ทัสยาม จาการทิ สัมยะมี

ยัสยาม จากระทิ บํูทานิ
สา นิชา พัชยะโท มุเนฮ

ยา  -  อะไร, นิชา  -  เป็นเวลากลางคืน, สารวะ  -  ทั้งหมด, บํูทานาม  -  ของสิ่งมีชีวิต, ทัสยาม  -  ในนั้น, จาการทิ  -  จะตื่น, สัมยะมี  -  การควบคุมตนเอง, ยัสยาม  -  ในที่ซึ่ง, จากระทิ  -  ตื่นอยู่, บํูทานิ  -  สิ่งมีชีวิตทั้งหมด, สา  -  นั้นเป็น, นิชา  -  กลางคืน, พัสยะทะฮ  -  สำหรับผู้ใคร่ครวญ, มุเนฮ -นักปราชญ์

คำแปล

เวลากลางคืนของมวลชีวิตเป็นเวลาตื่นของผู้ควบคุมตนเองได้  และเวลาตื่นของ  มวลชีวิตจะเป็นเวลากลางคืนของนักปราชญ์ผู้พิจารณาใคร่ครวญตนเอง

คำอธิบาย

มีผู้มีปัญญาอยู่สองประเภท  ประเภทที่หนึ่งมีปัญญาในกิจกรรมทางวัตถุเพื่อ  สนองประสาทสัมผัส  และอีกประเภทหนึ่งเป็นผู้พิจารณาใคร่ครวญตนเองและเป็นผู้  ตื่นในการฝึกฝนเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  เวลาปฏิบัติธรรมของนักปราชญ์ผู้พิจารณา  ใคร่ครวญตนเองหรือผู้มีความสุขุมรอบคอบ  จะเป็นเวลากลางคืนของผู้ที่ซึมซาบอยู่ใน  วัตถุ  นักวัตถุนิยมจะคงนอนในเวลากลางคืนเช่นนี้เนื่องมาจากอวิชชาในความรู้แจ้งแห่ง  ตน  นักปราชญ์ผู้พิจารณาใคร่ครวญตนเองจะตื่น  “ในเวลากลางคืน”  ของนักวัตถุนิยม  นักปราชญ์มีความรู้สึกปลื้มปีติสุขทิพย์ในการพัฒนาวัฒนธรรมแห่งดวงวิญญาณทีละ  น้อย  ขณะที่นักวัตถุนิยมนอนหลับต่อความรู้แจ้งแห่งตน  ฝันถึงความสุขทางประสาท  สัมผัสต่าง  ๆ  นานา  มีความรู้สึกสุขบ้างและทุกข์บ้างในขณะที่หลับอยู่  ผู้ที่พิจารณา  ใคร่ครวญตนเองจะไม่ใยดีกับความสุขหรือความทุกข์ทางวัตถุ  ท่านมุ่งหน้าต่อไปกับ  กิจกรรมเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนโดยไม่หวั่นไหวต่อผลกรรมทางวัตถุ

โศลก 70 (2.70)

อาพูรยะมาณัม อชะละ-พระทิชทัฺม
สะมุดรัม อาพะฮ พระวิชันทิ ยัดวัท

ทัดวัท คามา ยัม พระวิชันทิ สารเว
สะ ชานทิม อาพโนทิ นะ คามะ-คามี

อาพูรยะมาณัม  -  เต็มเปี่ยมอยู่เสมอ, อชะละ-พริทิชทัม  -  สถิตอย่างมั่นคง, สะมุดรัม  -  มหาสมุทร, อาพะฮ  -  น้ำ, พระวิชันทิ  -  เข้า, ยัดวัท  -  ดังเช่น, ทัดวัท  -  ดังนั้น, คามาฮ  -  ความ ต้องการ, ยัม  -  แด่ผู้ซึ่ง, พระวิชันทิ  -  เข้า, สารเว  -  ทั้งหมด, สะฮ  -  ผู้นั้น, ชานทิม  -  ความ สงบ, อาพโนทิ  -  บรรลุ, นะ  -  ไม่, คามะ-คามี  -  ผู้ปรารถนาสนองความต้องการ

คำแปล

ผู้ที่ไม่หวั่นไหวต่อความต้องการที่ไหลเชี่ยวอย่างไม่หยุดยั้ง  เสมือนดังน้ำในแม่น้ำ  ที่ไหลลงสู่มหาสมุทร  ซึ่งเต็มเปี่ยมแต่นิ่งสงบอยู่เสมอ  จะเป็นผู้เดียวที่สามารถได้  รับความสงบ  มิใช่บุคคลผู้พยายามสนองความต้องการเหล่านี้

คำอธิบาย

แม้มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลจะเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำอยู่เสมอ  โดยเฉพาะ  ในฤดูฝนที่มีน้ำไหลเข้ามาอย่างมากมาย  แต่มหาสมุทรก็ยังคงเหมือนเดิม  มีความมั่นคง  ไม่หวั่นไหว  และน้ำไม่เคยข้ามพ้นขอบเขตของมหาสมุทร  นี่คือความจริงเช่นเดียวกันกับ  ผู้ที่มีความมั่นคงในคริชณะจิตสำนึก  ตราบใดที่เรายังมีร่างวัตถุอยู่  ความต้องการทาง  ร่างกายเพื่อสนองประสาทสัมผัสจะดำเนินต่อไป  อย่างไรก็ดี  สาวกไม่หวั่นไหวไปกับ  ความต้องการเหล่านี้  เนื่องจากความเต็มเปี่ยมในตนเอง  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกไม่  ต้องการสิ่งใด  เพราะว่าองค์ภควานทรงประทานสิ่งจำเป็นทางวัตถุทั้งหมดให้อยู่แล้ว  ดังนั้น  ตัวเขาเปรียบเสมือนกับมหาสมุทรที่มีความเต็มเปี่ยมอยู่ในตัวเองเสมอ  ความ  ต้องการอาจไหลเข้ามาเสมือนดังน้ำในแม่น้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทร  แต่เขายังมั่นคงใน  กิจกรรมของตนเองเสมอ  ไม่เคยหวั่นไหวแม้แต่เพียงนิดเดียวจากความต้องการเพื่อ  สนองประสาทสัมผัส  นี่คือข้อพิสูจน์ของบุคคลในคริชณะจิตสำนึก  ผู้ที่สูญเสียความ  ต้องการทั้งหมดเพื่อสนองประสาทสัมผัสวัตถุ  ถึงแม้ความต้องการจะยังปรากฏอยู่  เพราะว่าเขายังคงรักษาความพึงพอใจในการรับใช้องค์ภควานด้วยความรักทิพย์  ยังคง  สามารถรักษาความมั่นคงเหมือนดั่งมหาสมุทร  ดังนั้น  จึงได้รับความสุขจากความสงบ  อย่างสมบูรณ์  อย่างไรก็ดี  ผู้อื่นที่ต้องการสนองความต้องการของตน  แม้มาถึงจุดแห่ง  ความหลุดพ้นก็จะไม่ได้รับความสงบ  จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงความสำเร็จทางวัตถุ  ผู้  ทำงานเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  ผู้ต้องการความหลุดพ้น  รวมทั้งโยคีที่ต้องการอิทธิ  ฤทธิ์ปาฏิหารย์  ทั้งหมดไม่ได้รับความสุขเพราะความต้องการจะไม่ได้รับการสนองตอบ  แต่บุคคลในคริชณะจิตสำนึกมีความสุขในการรับใช้องค์ภควาน  และไม่มีความต้องการ  ใด  ๆ  ที่จะต้องตอบสนอง  อันที่จริง  เขาไม่ต้องการแม้กระทั่งความหลุดพ้นจากสิ่งที่เรียก  ว่าพันธนาการทางวัตถุ  สาวกของชรีคริชณะไม่มีความต้องการทางวัตถุ  ดังนั้น  จึงเป็นผู้  ที่มีความสงบอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์

โศลก 71 (2.71)

วิฮายะ คามาน ยะฮ สารวาน
พุมามช ชะระทิ นิฮสพริฮะฮ

นิรมะโม นิระฮังคาระฮ
สะ ชานทิม อดิกัชชฺะทิ

วิฮายะ  -  ยกเลิก, คามาน  -  ความต้องการทางวัตถุเพื่อสนองประสาทสัมผัส, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, สารวาน  -  ทั้งหมด, พุมาน  -  บุคคล, ชะระทิ  -  มีชีวิต, นิฮสพริฮะฮ  -  ไม่มีความต้องการ, นิรมะมะฮ  -  ไม่มีความคิดว่าเป็นเจ้าของ, นิระฮังคาระฮ  -  ไม่มีอหังการ, สะฮ  -  เขา, ชานทิม  -  ความสงบที่สมบูรณ์, อดิกัชชฺะทิ  -  ได้รับ

คำแปล

บุคคลผู้สลัดความต้องการทั้งหมดในการสนองประสาทสัมผัส  มีชีวิตอยู่โดย  ปราศจากความต้องการ  สลัดความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ  ปราศจากอหังการ  จะ  เป็นผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถได้รับความสงบอย่างแท้จริง

คำอธิบาย

ไม่มีความต้องการหมายความว่าไม่ต้องการสิ่งใดเพื่อสนองประสาทสัมผัส  อีกนัยหนึ่งคือการมีคริชณะจิตสำนึกคือการไม่มีความต้องการอย่างแท้จริง  การเข้าใจ  สถานภาพอันแท้จริงของเราว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรของคริชณะโดยไม่อ้างอย่างผิด  ๆ  ว่า  ร่างกายวัตถุนี้เป็นตนเอง  และไม่อ้างอย่างผิด  ๆ  ว่าตนเป็นเจ้าของสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลก  นี่คือระดับสมบูรณ์ของคริชณะจิตสำนึกผู้ที่สถิตในระดับอันสมบูรณ์นี้ทราบว่าคริชณะ  ทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง  ดังนั้น  ทุกสิ่งทุกอย่างจึงต้องนำมาใช้เพื่อให้คริชณะทรง  พอพระทัย  อารจุนะไม่ต้องการต่อสู้  เช่นนี้  เป็นการกระทำเพื่อสนองประสาทสัมผัส  ของตนเอง  แต่เมื่อมีคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์อารจุนะจะต่อสู้เพราะคริชณะทรง  ปราถนาให้สู้  เพื่อสนองความต้องการของตนเองอารจุนะไม่ต้องการสู้  แต่เพื่อคริชณะ  อารจุนะองค์เดียวกันนี้จะต่อสู้อย่างสุดความสามารถ  การไม่มีความต้องการที่แท้จริง  คือต้องการเพียงให้คริชณะทรงพึงพอพระทัย  มิใช่พยายามละทิ้งความต้องการแบบผิด  ธรรมชาติ  เป็นไปไม่ได้ที่สิ่งมีชีวิตจะไม่มีความต้องการหรือไม่มีความรู้สึก  แต่เราต้อง  เปลี่ยนคุณภาพของความต้องการ  บุคคลผู้ไม่มีความต้องการทางวัตถุ  ทราบดีว่าทุก  สิ่งทุกอย่างเป็นของคริชณะ  (อีชาวาสยัม  อิดัม  สารวัม)  ดังนั้น  จึงไม่อ้างอย่างผิด  ๆ  ว่า  เป็นเจ้าของสิ่งใด  ความรู้ทิพย์นี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความรู้แจ้งตนเอง  เช่น  รู้ดีว่าใน  บุคลิกภาพทิพย์ทุก  ๆ  ชีวิตเป็นละอองอณูนิรันดรของคริชณะ  ฉะนั้น  สถานภาพนิรันดร  ของสิ่งมีชีวิตจะไม่มีวันอยู่ในระดับเดียวกันกับคริชณะ  หรือจะยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์  ความเข้าใจคริชณะจิตสำนึกเช่นนี้เป็นหลักพื้นฐานแห่งความสงบอย่างแท้จริง

โศลก 72 (2.72)

เอชา บราฮมี สทิทิฮ พารทฺะ
ไนนาม พราพยะ วิมุฮยะทิ

สทิทวาสยาม อันทะ-คาเล ´พิ
บระฮมะ-นิรวาณัม ริชชฺะทิ

เอชา  -  นี้, บราฮมี  -  ทิพย์, สทิทิฮ  -  สถานการณ์, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, นะ  -  ไม่ เคย, เอนาม  -  นี้, พราพยะ  -  บรรลุถึง, วิมุฮยะทิ  -  ผู้ที่สับสน, สทิทวา  -  สถิต, อัสยาม  -  ในนี้, อันทะ-คาเล  -  ในบั้นปลายของชีวิต, อพิ  -  เช่นกัน, บระฮมะ-นิรวาณัม  -  อาณาจักรทิพย์ ขององค์ภควาน, ริชชฺะทิ  -  ผู้ได้รับ

คำแปล

นี่คือวิถีแห่งชีวิตทิพย์ที่มีศีลธรรม  หลังจากบรรลุแล้วผู้นั้นจะไม่สับสน  หากเรา  สถิตเช่นนี้แม้ในชั่วโมงแห่งความตาย  เราสามารถบรรลุถึงอาณาจักรแห่งองค์  ภควาน

คำอธิบาย

เราสามารถบรรลุถึงคริชณะจิตสำนึกหรือชีวิตทิพย์นี้ได้ในทันทีภายในหนึ่ง  วินาที  หรือเราอาจไม่บรรลุถึงระดับชีวิตเช่นนี้ได้เลยแม้เป็นเวลาล้าน  ๆ  ชาติ  มันเป็น  เรื่องของความเข้าใจและยอมรับความจริงเท่านั้น  คัทวางกะ  มะฮาราจะ  ทรงบรรลุ  ถึงระดับชีวิตเช่นนี้เพียงไม่กี่นาทีก่อนจะสวรรคตด้วยการศิโรราบต่อคริชณะ  นิรวาณะ  หมายถึงสิ้นสุดการดำเนินชีวิตทางวัตถุ  ตามปรัชญา  สูนยะวาดิ  จะมีแต่ความว่างเปล่า  หลังจากเสร็จสิ้นชีวิตวัตถุนี้  แต่  ภควัต-คีตา  สอนแตกต่างออกไป  ชีวิตจริงเริ่มต้นหลัง  จากชีวิตวัตถุนี้สิ้นสุดลง  สำหรับนักวัตถุนิยมหยาบ  ๆ  เป็นการเพียงพอแล้วที่ได้รู้ว่าเรา  ต้องจบสิ้นวิถีชีวิตทางวัตถุนี้  แต่สำหรับบุคคลผู้เจริญทางจิตวิญญาณจะมีอีกชีวิตหนึ่ง  หลังจากชีวิตวัตถุนี้  ก่อนจบสิ้นชีวิตนี้หากเราโชคดีพอที่จะพัฒนาคริชณะจิตสำนึก  เรา  จะบรรลุถึงระดับ  บระฮมะ-นิรวาณะ  ทันที  ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างอาณาจักรแห่งองค์  ภควานและการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควาน  เพราะทั้งสองสิ่งอยู่ในระดับที่สมบูรณ์  บริบูรณ์  การอุทิศตนรับใช้องค์ภควานด้วยความรักทิพย์คือการบรรลุถึงอาณาจักรทิพย์  ในโลกวัตถุมีกิจกรรมเพื่อสนองประสาทสัมผัส  ขณะที่ในโลกทิพย์มีกิจกรรมคริชณะ  จิตสำนึก  การบรรลุถึงคริชณะจิตสำนึกแม้ในชีวิตนี้ก็เป็นการบรรลุถึง  บระฮมัน  ทันที  และผู้ที่สถิตในคริชณะจิตสำนึกได้เข้าไปสู่อาณาจักรแห่งองค์ภควานเรียบร้อยแล้ว  อย่างแน่นอน

บระฮมัน  เป็นสิ่งตรงข้ามกับวัตถุ  ดังนั้น  บราฮมี  สทิฺทิ  หมายถึง  “ไม่อยู่ในระดับ  กิจกรรมทางวัตถุ”  การอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควานได้รับการยอมรับในภควัต-  คีตา  ว่าเป็นระดับหลุดพ้น  (สะ  กุณาน  สะมะทีท  ไยทาน  บระฮมะ-บํูยายะ  คัลพะเท)  ดัง  นั้น  บราฮมี  สทิฺทิ  คือความหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุ

ชรีละ  บัคธิวิโนดะ  ทฺาคุระ  สรุปบทที่สองของ  ภควัต-คีตา  ว่าเป็นบทสรุป  ทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้  ใน  ภควัต-คีตา  เป็นเรื่องของ  คารมะ-โยกะ,  กยานะ-โยกะ.  และ  บัคธิ-โยกะ  ในบทที่สองได้อธิบาย  คารมะ-โยกะ  และ  กยานะ-โยกะ  อย่างชัดเจน  และกล่าวถึง  บัคธิ-โยกะ  เพียงเล็กน้อย  ดังนั้น  จึงเป็นบทสรุปของหนังสือเล่มนี้

ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดยบัฺคธิเวดันธะ บทที่สองของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทา ในหัวข้อเรื่องบทสรุป ภควัต-คีตา

บทที่ สาม

คารมะ-โยกะ

โศลก 1 (3.1)

อารจุนะ อุวาชะ
จยายะสี เชท คารมะณัส เท
มะทา บุดดฺิร จะนารดะนะ

ทัท คิม คารมะณิ โกฺเร มาม
นิโยจะยะสิ เคชะวะ

อารจุนะฮ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, จยายะสี  -  ดีกว่า, เชท  -  ถ้าหาก, คารมะณะฮ  -  กว่า กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, เท  -  โดยพระองค์, มะทา  -  พิจารณาว่า, บุดดฺิฮ  -  ปัญญา, จะ- นารดะนะ  -  โอ้ คริชณะ, ทัท  -  ดังนั้น, คิม  -  ทำไม, คารมะณิ  -  ในการกระทำ, โกฺเร  -  น่าสะ พรึงกลัว, มาม  -  ข้าพเจ้า, นิโยจะยะสิ-พระองค์ทรงปฎิบัติอยู่, เคชะวะ  -  โอ้ คริชณะ

คำแปล

อารจุนะตรัสว่า  โอ้  จะนารดะนะ  โอ้  เคชะวะ  ทำไมพระองค์ทรงปรารถนา  ให้ข้าพเจ้าต่อสู้ในสงครามอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้  หากทรงคิดว่าปัญญานั้นดีกว่า  การทำงานเพื่อผลทางวัตถุ?

คำอธิบาย

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าชรีคริชณะทรงอธิบายถึงสถานภาพพื้นฐานของ  ดวงวิญญาณอย่างละเอียดในบทที่ผ่านมา  ด้วยพระประสงค์ที่จะส่งอารจุนะสหายสนิท  ของพระองค์ให้ออกจากมหาสมุทรแห่งความทุกข์ทางวัตถุ  และทรงแนะนำวิถีแห่งการ  รู้แจ้งตนเองคือ  บุดดฺิ-โยกะ  หรือคริชณะจิตสำนึก  บางครั้งมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าคริชณะ  จิตสำนึกหมายถึงความเฉื่อยชา  เกียจคร้าน  ผู้ที่เข้าใจผิดเช่นนี้จะปลีกตัวไปอยู่ตาม  ลำพังสวดมนต์ภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ชรีคริชณะเพื่อให้มีคริชณะจิตสำนึก  โดยสมบูรณ์  หากว่าไม่ได้รับการฝึกฝนในปรัชญาแห่งคริชณะจิตสำนึกแล้ว  ไม่แนะนำ  ให้ไปสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควานโดยลำพัง  ซึ่งอาจได้รับการ  สรรเสริญเยินยอจากประชาชนผู้พาซื่อ  อารจุนะทรงคิดเช่นเดียวกันว่าคริชณะจิตสำนึก  หรือ  บุดดฺิ-โยกะ  หรือการใช้สติปัญญาในความเจริญก้าวหน้าแห่งความรู้ทิพย์เป็น  เสมือนเกษียณจากชีวิตการทำงาน  ไปบำเพ็ญเพียรและสมถะอย่างเคร่งครัดในที่โดด  เดี่ยว  อีกนัยหนึ่ง  อารจุนะทรงปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงการต่อสู้  และใช้ความชำนาญอ้าง  เอาคริชณะจิตสำนึกมาเป็นข้อแก้ตัว  แต่ในฐานะที่เป็นศิษย์ผู้มีความจริงใจ  อารจุนะได้  วางปัญหาลงต่อหน้าพระอาจารย์  และถามคริชณะว่าควรปฎิบัติอย่างไรจึงจะดีที่สุด  ใน  การตอบคำถามนี้  องค์ชรีคริชณะทรงอธิบาย  คารมะ-โยกะ  หรือการทำงานในคริชณะ  จิตสำนึกอย่างละเอียดในบทที่สามนี้

โศลก 2 (3.2)

วิยามิชเรเณวะ วาคเยนะ
บุดดฺิม โมฮะยะสีวะ เม

ทัด เอคัม วะดะ นิชชิทยะ
เยนะ ชเรโย ‘ฮัม อาพนุยาม

วิยามิชเรนะ  -  ด้วยความไม่แน่นอน, อิวะ  -  แน่นอน, วาคเยนะ  -  คำพูด, บุดดฺิม  -  ปัญญา, โมฮะยะสิ  -  พระองค์ทรงสับสน, อิวะ  -  แน่นอน, เม  -  ของข้าพเจ้า, ทัด  -  ดังนั้น, เอคัม  -  ผู้ เดียวเท่านั้น, วะดะ  -  กรุณาตรัส, นิชชิทยะ  -  อย่างชัดเจน, เยนะ  -  ที่ซึ่ง, ชเรยะฮ  -  ประโยชน์ อันแท้จริง, อะฮัม  -  ข้าพเจ้า, อาพนุยาม  -  อาจได้รับ

คำแปล

ปัญญาของข้าพเจ้ารู้สึกสับสนจากคำสั่งสอนที่ไม่แน่นอนของพระองค์  ฉะนั้น  ทรง  โปรดตรัสอย่างชัดเจนว่า  อะไรคือสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับข้าพเจ้า

คำอธิบาย

บทที่ผ่านมาเป็นการเริ่มดำเนินเรื่องของ  ภควัต-คีตา  ได้อธิบายถึงวิธีต่างๆ  เช่น  สางคฺยะ-โยกะ,  บุดดฺิ-โยกะ  หรือการควบคุมประสาทสัมผัสด้วยปัญญา  การ  ทำงานโดยไม่ปรารถนาผลทางวัตถุ  และสถานภาพของผู้เริ่มฝึกปฎิบัติ  ทั้งหมดนี้ได้เสนอ  ไว้อย่างไม่เป็นระบบ  วิธีจัดการให้เป็นระเบียบเรียบร้อยกว่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้  เข้าใจและนำไปปฎิบัติได้  ดังนั้น  อารจุนะทรงปรารถนาจะขจัดสิ่งที่ดูเหมือนว่ายังสับสน  อยู่  และเพื่อบุคคลธรรมดาสามัญทั่วไปจะได้รับไปปฎิบัติได้อย่างถูกต้อง  โดยไม่ตีความ  หมายอย่างผิด  ๆ  ถึงแม้ว่าคริชณะทรงไม่ตั้งใจที่จะทำให้อารจุนะรู้สึกสับสนด้วยสำนวน  โวหาร  อารจุนะทรงไม่สามารถเข้าใจในวิธีการของคริชณะจิตสำนึก  ไม่รู้ว่าจะให้อยู่  นิ่งเฉยหรือให้ปฎิบัติตนรับใช้  อีกนัยหนึ่งคือคำถามของอารจุนะจะทำให้วิธีการปฎิบัติ  คริชณะจิตสำนึกชัดเจนขึ้น  เพื่อให้นักศึกษาทั้งหลายผู้ที่มีความจริงจังจะได้เข้าใจความ  เร้นลับของ  ภควัต-คีตา

โศลก 3 (3.3)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
โลเค ‘สมิน ดวิ-วิดฺา นิชทฺา
พุรา โพรคทา มะยานะกฺะ

กยานะ-โยเกนะ สางคฺยานาม
คารมะ-โยเกนะ โยกินาม

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, โลเค  -  ในโลก, อัสมิน  -  นี้, ดวิ- วิดฺา  -  สองประเภท, นิชทฺา  -  ความศรัทธา, พุรา  -  อดีต, โพรคทา  -  ได้กล่าวไว้, มะยา  -  โดย ข้า, อนะกะ  -  โอ้ ผู้ไร้บาป, กยานะ-โยเกนะ  -  โดยวิธีการเชื่อมด้วยความรู้, สางคฺยา- นาม  -  ของปราชญ์ผู้สังเกตุ, คารมะ-โยเกนะ  -  โดยวิธีการเชื่อมด้วยการอุทิศตนเสียสละ, โยกิ นาม  -  ของสาวก

คำแปล

องค์ภควานตรัสว่า  โอ้  อารจุนะผู้ไร้บาป  ข้าได้อธิบายเรียบร้อยแล้วว่ามีคนอยู่  สองประเภทที่พยายามรู้แจ้งตนเอง  บางคนมีแนวโน้มที่จะเข้าใจด้วยการสังเกต  และคาดคะเนทางปรัชญา  และบางคนเข้าใจด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้

คำอธิบาย

ในบทที่สอง  โศลก  39  องค์ภควานทรงอธิบายไปแล้วสองวิธีคือ  สางคฺยะ-  โยกะ  และ  คารมะ-โยกะ  หรือ  บุดดฺิ-โยกะ  ในโศลกนี้องค์ภควานทรงอธิบายเรื่องเดียวกัน  แต่ว่าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น  สางคฺยะ-โยกะ  หรือการศึกษาด้วยการวิเคราะห์ธรรมชาติของดวง  วิญญาณและวัตถุ  เป็นเรื่องของผู้ที่มีแนวโน้มในทางคาดคะเนและเข้าใจสิ่งต่าง  ๆ  ด้วย  ความรู้จากการทดลองและปรัชญา  บุคคลอีกประเภทหนึ่งทำงานในคริชณะจิตสำนึก  ดังที่ได้อธิบายไว้ในโศลก  61  ของบทที่สอง  องค์ภควานทรงอธิบายในโศลก  39  เช่นกัน  ว่า  ด้วยการทำงานตามหลักของ  บุดดฺิ-โยกะ  หรือคริชณะจิตสำนึก  เราสามารถหลุด  พ้นจากพันธนาการแห่งกรรมได้  ยิ่งไปกว่านั้นจะไม่มีข้อบกพร่องในวิธีการ  หลักเดียวกัน  นี้ได้อธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในโศลก  61  ว่า  บุดดฺิ-โยกะ  คือทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับองค์  ภควาน  (หรือขึ้นอยู่กับคริชณะโดยตรง)  ด้วยวิธีนี้ประสาทสัมผัสทั้งหมดสามารถถูก  ควบคุมได้อย่างง่ายดาย  ฉะนั้น  โยกะ  ทั้งสองต่างต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเหมือน  เช่นศาสนาและปรัชญา  ศาสนาที่ไร้ปรัชญาคือความอ่อนไหวทางอารมณ์หรือบางครั้งก็  บ้าคลั่ง  และปรัชญาที่ไร้ศาสนาคือการคาดคะเนทางจิตใจ  จุดมุ่งหายสูงสุดคือคริชณะ  เพราะนักปราชญ์ผู้ค้นหาสัจธรรมด้วยความจริงใจจะมาจบลงที่คริชณะจิตสำนึก  ได้  กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  เช่นกันว่า  วิธีการทั้งหมดนี้เพื่อให้เข้าใจถึงสถานภาพอันแท้จริง  ของตัวเราในความสัมพันธ์กับองค์ภควาน  วิธีทางอ้อมคือการคาดคะเนทางปรัชญาซึ่ง  อาจจะค่อย  ๆ  นำเรามาถึงจุดแห่งคริชณะจิตสำนึก  อีกวิธีหนึ่งคือการเชื่อมสัมพันธ์ทุก  สิ่งทุกอย่างกับคริชณะในคริชณะจิตสำนึกโดยตรง  ทั้งสองวิธีนี้วิธีคริชณะจิตสำนึกจะดี  กว่า  เพราะว่าไม่ขึ้นอยู่กับการทำให้ประสาทสัมผัสบริสุทธิ์ด้วยวิธีทางปรัชญา  คริชณะ  จิตสำนึกเป็นวิธีการที่มีความบริสุทธิ์อยู่ในตัว  ปฎิบัติโดยตรงด้วยการอุทิศตนเสียสละ  รับใช้จึงเป็นวิธีที่ทั้งง่ายและประเสริฐพร้อม  ๆ  กัน

โศลก 4 (3.4)

นะ คารมะณาม อนารัมบฺาน
ไนชคารมยัม พุรุโช 'ชนุเท

นะ ชะ สันนยะสะนาด เอวะ
สิดดฺิม สะมะดฺิกัชชะที

นะ  -  ไม่, คารมะณาม  -  แห่งหน้าที่ที่กำหนดไว้, อนารัมบฺาท  -  ด้วยการไม่ปฎิบัติ, ไนชคาร- มยัม  -  มีอิสระจากผลกรรม, พุรุชะฮ  -  บุคคล, อัชนุเท  -  บรรลุ, นะ  -  ไม่, ชะ  -  เช่นกัน, สันน ยะสะนาท  -  ด้วยการเสียสละ, เอวะ  -  เพียงแต่, สิดดฺิม  -  ประสบผลสำเร็จ, สะมะดฺิกัชชะ ที  -  บรรลุ

คำแปล

มิใช่เพียงแต่หยุดทำงานที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากผลกรรม  หรือด้วยการเสียสละ  เพียงอย่างเดียวที่สามารถทำให้เราบรรลุความสมบูรณ์

คำอธิบาย

ชีวิตระดับสละโลกรับนำมาปฎิบัติหลังจากจิตใจได้รับความบริสุทธิ์  จากการ  ปฎิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้  หน้าที่นี้วางไว้เพื่อทำให้จิตใจของนักวัตถุนิยมบริสุทธิ์  ขึ้น  หากไร้ซึ่งความบริสุทธิ์การรับเอาชีวิตระดับที่สี่หรือ  สันนยาสะ  มาปฎิบัติอย่างเร่ง  ด่วนนั้นไม่สามารถทำให้เราประสบผลสำเร็จได้  ตามที่นักปราชญ์ชอบทดลองกล่าวว่า  เพียงแต่รับเอาชีวิต  สันนยาสะ  หรือเกษียณจากกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุแล้วเราจะดี  เทียบเท่ากับพระนารายณ์ทันที  หลักการนี้องค์ชรีคริชณะทรงไม่ยอมรับ  หากจิตใจยัง  ไม่บริสุทธิ์การอุปสมบทในระดับ  สันนยาสะ  เพียงแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้สังคม  เท่านั้น  อีกด้านหนึ่ง  หากบางคนมีความยินดีปฎิบัติรับใช้ทิพย์ต่อองค์ภควาน  ถึงแม้ว่า  จะไม่ปฎิบัติตามหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้  ไม่ว่าอะไรที่เขาสามารถทำให้เจริญขึ้นในวิถีทาง  นี้  องค์ภควานจะทรงรับไว้  (บุดดฺิ-โยกะ)  สว-อัลพัม  อพิ  อัสยะ  ดฺารมัสยะ  ทรายะเท  มะฮะโท  บฺะยาท  แม้แต่การปฎิบัติตนเพียงนิดเดียวในหลักธรรมนี้จะสามารถนำเราให้  ข้ามพ้นความยากลำบากอันใหญ่หลวงได้

โศลก 5 (3.5)

นะ ฮิ คัชชิท คชะณัม อพิ
จาทุ ทิชทฺะทิ อคารมะ-คริท

คารยะเท ฮิ อวะชะฮ คารมะ
สารวะฮ พระคริทิ-ไจร กุไณฮ

นะ  -  ไม่, ฮิ  -  แน่นอน, คัชชิท  -  ทุกคน, คชะณัม  -  ชั่วครู่, อพิ  -  เช่นกัน, จาทุ  -  ไม่ว่าในเวลา ใด, ทิชทฺะทิ  -  คงอยู่, อคารมะ-คริท  -  ไม่ทำอะไร, คารยะเท  -  ถูกบังคับให้ทำ, ฮิ  -  แน่นอน, อวะชะฮ  -  อย่างช่วยไม่ได้, คารมะ  -  งาน, สารวะฮ  -  ทั้งหมด, พระคริทิ-ไจฮ  -  เกิดขึ้นจาก ระดับของธรรมชาติวัตถุ, กุไณฮ  -  โดยคุณสมบัติ

คำแปล

ทุกคนถูกบังคับให้ทำงานตามคุณสมบัติที่ตนได้รับมา  จากระดับต่าง  ๆ  ของ  ธรรมชาติวัตถุอย่างช่วยไม่ได้  ดังนั้น  จึงไม่มีใครสามารถหยุดการกระทำสิ่ง  หนึ่งสิ่งใดได้แม้แต่เพียงชั่วครู่

คำอธิบาย

ไม่ใช่ร่างกายแต่เป็นธรรมชาติของดวงวิญญาณที่มีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ  หากดวงวิญญาณไม่อยู่ภายในร่างกาย  ร่างกายก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้  ร่างกายเป็นเพียงพาหนะที่ไร้ชีวิตจำต้องให้ดวงวิญญาณเป็นผู้สั่งงาน  ดวงวิญญาณเป็น  ผู้ที่มีความตื่นตัวอยู่เสมอไม่สามารถหยุดนิ่งได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว  เมื่อเป็นเช่นนี้ดวง  วิญญาณควรปฎิบัติงานที่ดีในคริชณะจิตสำนึก  มิฉะนั้นดวงวิญญาณจะไปปฎิบัติใน  อาชีพการงานที่พลังงานแห่งความหลงเป็นผู้บงการ  การไปสัมผัสกับพลังงานวัตถุ  ดวง  วิญญาณจะได้รับระดับแห่งวัตถุเข้ามา  และการจะทำให้ดวงวิญญาณบริสุทธิ์ขึ้นจาก  ความผูกพันเช่นนี้  มีความจำเป็นที่จะต้องปฎิบัติหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ใน  ชาสทระ  หาก  ดวงวิญญาณปฎิบัติหน้าที่ตามธรรมชาติของตนในคริชณะจิตสำนึก  อะไรก็แล้วแต่ที่  สามารถทำได้จะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตนเอง  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (1.5.17)  ยืนยันไว้ดังนี้

ทยัคทวา สวะ-ดฺารมัม ชะระณามบุจัม ฮะเรร
บฺะจันน อพัคโว ‘ทฺะ พะเทท ทะโท ยะดิ

ยะทระ ควะ วาบฺะดรัม อบูด อมุชยะ คิม
โค วารทฺะ อาพโท ‘บฺจะทาม สวะ-ดฺารมะทะฮ

“หากผู้ใดเริ่มรับเอาคริชณะจิตสำนึกมาปฎิบัติ  ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ปฎิบัติตามหน้าที่ที่  กำหนดไว้ในชาสทระ  หรือไม่ปฎิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างถูกต้อง  และแม้ว่า  เขาอาจจะตกลงต่ำกว่ามาตรฐาน  เช่นนี้จะไม่สูญเสียและไม่มีความชั่วร้ายสำหรับเขา  แต่ถ้าหากว่าเขาปฎิบัติตามคำสั่งสอนของ  ชาสทระ  ทั้งหมดเพื่อความบริสุทธิ์  แล้วไม่มี  คริชณะจิตสำนึก  ตัวเขาจะได้รับประโยชน์อันใด”  ดังนั้น  วิธีการที่ทำให้บริสุทธิ์จึงมีความ  จำเป็นเพื่อที่จะมาถึงจุดแห่งคริชณะจิตสำนึกนี้  ฉะนั้น  สันนยาสะ  หรือวิธีการที่ทำให้  บริสุทธิ์อื่นใด  ก็เพื่อที่จะช่วยให้เรามาถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดคือมีคริชณะจิตสำนึก  ถ้า  หากว่ามาไม่ถึงจุดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างถือว่าล้มเหลว

โศลก 6 (3.6)

คารเมนดริยาณิ สัมยัมยะ
ยะ อาสเท มะนะสา สมะรัน

อินดริยารทฺาน วิมูดฺาทมา
มิทฺยาชาระฮ สะ อุชยะเท

คารมะ  -  อินดริยาณิ  -  อวัยวะประสาทสัมผัสสำหรับทำงานทั้งห้า, สัมยัมยะ  -  ควบคุม, ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, อาสเท  -  ยังคง, มะนะสา  -  โดยจิตใจ, สมะรัน  -  คิดถึง, อินดริยะ-อารทฺาน  -  รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส, วิมูดฺะ  -  ความโง่, อาทมา  -  ดวงวิญญาณ, มิทฺยา-อาชาระฮ  -  ผู้ เสแสร้ง, สะฮ  -  เขา, อุชยะเท  -  เรียกว่า

คำแปล

ผู้ที่เหนี่ยวรั้งการทำงานของประสาทสัมผัส  แต่ว่าจิตใจยังจดจ่ออยู่ที่  รูป  รส  กลิ่น  เสียง  และ  สัมผัส  แน่นอนว่าเขาเป็นผู้หลอกตัวเอง  และได้ชื่อว่าเป็นผู้เสแสร้ง

คำอธิบาย

มีผู้เสแสร้งมากมายที่ปฎิเสธการทำงานในคริชะจิตสำนึกแต่จะแสดงท่าว่า  เป็นนักปฎิบัติสมาธิ  ในขณะที่ความเป็นจริงภายในจิตใจของเขาจดจ่ออยู่ที่ความสุขทาง  ประสาทสัมผัส  บางครั้งผู้เสแสร้งเช่นนี้อาจคุยปรัชญาอย่างลม  ๆ  แล้ง  ๆ  เพื่อชักชวน  ศิษย์ผู้สับสนไปในทางที่ผิด  ตามโศลกนี้  บุคคลเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้ฉ้อโกงอย่างมหันต์  สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัส  หากว่าเขาปฏิบัติ  ตามกฎเกณฑ์ในระดับสังคมที่ตนเองอยู่ก็จะสามารถค่อย  ๆ  ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่  บริสุทธิ์ขึ้น  แต่ถ้าเขาอวดตนว่าเป็นโยคีในขณะที่ความเป็นจริงแล้วเขากำลังแสวงหา  อายตนะภายนอกเพื่อสนองประสาทสัมผัส  จะต้องถูกเรียกว่าเป็นผู้ฉ้อโกงอย่างมหันต์  แม้บางครั้งเขาอาจพูดคุยเกี่ยวกับปรัชญา  แต่วิชาความรู้ของเขานั้นไร้คุณค่าเพราะว่า  ผลแห่งวิชาความรู้ของคนบาปเช่นนี้ได้ถูกพลังงานแห่งความหลงขององค์ภควานยึด  เอาไปเสียแล้ว  จิตใจของผู้เสแสร้งเช่นนี้จะไม่มีความบริสุทธิ์  ดังนั้น  การแสดงออกว่า  ตนเองเป็นโยคีนักทำสมาธิจะไม่มีคุณค่าอันใดเลย

โศลก 7 (3.7)

ยัส ทุ อินดริยาณิ มะนะสา
นิยัมยาระบฺะเท 'รจุนะ

คารเมนดริไยฮ คารมะ-โยกัม
อสัคทะฮ สะ วิชิชยะเท

ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, ทุ  -  แต่, อินดริยาณิ  -  ประสาทสัมผัส, มะนะสา  -  ด้วยจิตใจ, นิยัมยะ  -  ประมาณ, อาระบฺะเท  -  เริ่มต้น, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ, คารมะ-อินดริไยฮ  -  ด้วยอวัยวะประสาท สัมผัสที่ทำงาน, คารมะ-โยกัม  -  อุทิศตนเสียสละ, อสัคทะฮ  -  ไม่ยึดติด, สะฮ  -  เขา, วิชิชยะ เท  -  ดีกว่าเป็นไหน ๆ

คำแปล

อีกด้านหนึ่ง  ถ้าหากผู้มีความจริงใจพยายามใช้จิตใจควบคุมประสาทสัมผัสที่ตื่น  ตัว  และเริ่มปฎิบัติ  คารมะ-โยกะ  (ในคริชณะจิตสำนึก)  โดยไม่ยึดติด  บุคคลเช่น  นี้สูงส่งกว่าเป็นไหน  ๆ

คำอธิบาย

แทนที่จะมาเป็นนักทิพย์นิยมจอมปลอมเพื่อมีชีวิตอยู่อย่างสำมะเลเทเมาและ  แสวงหาความสุขทางประสาทสัมผัส  สู้อยู่ในธุรกิจของตนเองและปฎิบัติตามจุดมุ่ง  หมายของชีวิตเพื่อให้ได้รับอิสรภาพจากพันธนาการทางวัตถุ  และบรรลุถึงอาณาจักร  แห่งองค์ภควานจะดีกว่าเป็นไหน  ๆ  สวารทฺะ-กะทิ  หรือจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์แห่ง  ตน  คือบรรลุถึงพระวิชณุ  การวางรูปแบบสถาบัน  วารณะ  และ  อาชระมะ  ทั้งหมดเพื่อ  ช่วยให้เราบรรลุถึงจุดมุ่งหมายแห่งชีวิตนี้  คฤหัสถ์ก็สามารถบรรลุถึงจุดหมายปลายทาง  นี้ได้เช่นเดียวกัน  ด้วยการประมาณการปฎิบัติรับใช้ในคริชณะจิตสำนึกเพื่อความรู้แจ้ง  แห่งตน  เราสามารถใช้ชีวิตอยู่แบบควบคุมได้ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  ชาสทระ  ดำเนินธุรกิจ  ของตนต่อไปโดยไม่ยึดติด  และเจริญก้าวหน้าด้วยวิธีนี้  ผู้ที่มีความจริงใจปฎิบัติตามวิธีนี้  สถิตในสถานภาพที่ดีกว่าผู้เสแสร้งจอมปลอมที่อวดอ้างตนเองว่าเป็นนักทิพย์นิยมเพื่อ  หลอกลวงประชาชนผู้พาซื่อโดยทั่วไปเป็นไหน  ๆ  คนกวาดถนนผู้มีความจริงใจยังดีกว่า  นักปฎิบัติธรรมจอมปลอมที่ทำสมาธิเพียงเพื่อหาเลี้ยงชีพเท่านั้น

โศลก 8 (3.8)

นิยะทัม คุรุ คารมะ ทวัม
คารมะ จยาโย ฮิ อคารมะณะฮ

ชะรีระ-ยาทราพิ ชะ เท
นะ พระสิดดฺเยด อคารมะณะฮ

นิยะทัม  -  กำหนด, คุรุ  -  ทำ, คารมะ  -  หน้าที่, ทวัม  -  ท่าน, คารมะ  -  งาน, จยายะฮ  -  ดีกว่า, ฮิ  -  แนน่นอน, อคารมะณะฮ  -  ดีกว่าไม่ทำงาน, ชะรีระ  -  ร่างกาย, ยาทรา  -  รักษา, อพิ  -  แม้, ชะ  -  เช่นกัน, เท  -  ของท่าน, นะ  -  ไม่เคย, พระสิดดฺเยท  -  มีผล, อคารมะณะฮ  -  ไม่ทำงาน

คำแปล

จงปฎิบัติหน้าที่ของเธอที่ได้กำหนดไว้  การกระทำเช่นนี้ดีกว่าไม่ทำงาน  เราไม่  สามารถแม้แต่จะดำรงรักษาร่างกายนี้ไว้ได้โดยไม่ทำงาน

คำอธิบาย

มีนักปฎิบัติสมาธิจอมปลอมมากมายที่อวดอ้างตนอย่างผิด  ๆ  ว่าตนเองอยู่ใน  ตระกูลสูง  และมีบุคคลผู้มีอาชีพสูงอวดอ้างอย่างผิด  ๆ  ว่าตนเองได้เสียสละทุกสิ่งทุก  อย่างเพื่อเห็นแก่ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  องค์ชรีคริชณะทรงไม่ปรารถนาให้  อารจุนะมาเป็นผู้เสแสร้ง  แต่พระองค์ทรงปรารถนาให้มาปฏิบัติหน้าที่ที่กำหนดไว้  สำหรับกษัตริย์  อารจุนะทรงเป็นคฤหัสถ์และเป็นขุนพล  ดังนั้น  จึงเป็นการดีที่จะดำรง  รักษาตำแหน่งนี้ไว้  และปฎิบัติหน้าที่ทางศาสนาที่กำหนดไว้สำหรับกษัตริย์ในฐานะ  คฤหัสถ์กิจกรรมเช่นนี้จะชะล้างจิตใจของบุคคลทางโลกให้ค่อย  ๆ  สะอาดขึ้น  และมี  อิสระจากมลทินทางวัตถุ  สิ่งที่อ้างว่าเป็นการเสียสละที่ทำไปเพื่อหาเลี้ยงชีพ  องค์ภควาน  หรือแม้แต่พระคัมภีร์ของศาสนาใด  ๆ  ก็ไม่เห็นด้วย  แต่ว่าเราจะต้องทำงานบางอย่างเพื่อ  ดำรงรักษาร่างกายและดวงวิญญาณนี้ให้อยู่ด้วยกัน  จึงไม่ควรยกเลิกงานตามอำเภอใจ  โดยไม่มีการชะล้างนิสัยทางวัตถุให้บริสุทธิ์ขึ้น  ไม่ว่าใครที่อยู่ในโลกวัตถุจะต้องมีนิสัยที่  ไม่บริสุทธิ์  อยากเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุหรืออยากสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  อย่างแน่นอน  นิสัยที่ไม่ดีเช่นนี้ต้องทำให้บริสุทธิ์ขึ้นด้วยการปฎิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้  หากไม่ทำเช่นนี้เราไม่ควรพยายามอวดอ้างว่าเป็นนักทิพย์นิยมที่ยกเลิกกิจการงานและ  ยังชีพอยู่ด้วยค่าใช้จ่ายของคนอื่น

โศลก 9 (3.9)

ยะกยารทฺาท คารมะโณ ‘นยะทระ
โลโค ‘ยัม คารมะ-บันดฺะนะฮ

ทัด-อารทฺัม คารมะ คะอุนเทยะ
มุคทะ-สังกะฮ สะมาชะระ

ยะกยะ-อารทฺาท  -  ทำไปเพื่อยะกยะ หรือพระวิชณุ, คารมะณะฮ  -  ดีกว่างาน, อันยะทระ  -  มิฉะนั้น, โลคะฮ  -  โลก, อยัม  -  นี้, คารมะ-บันดฺะนะฮ  -  พันธนาการด้วยงาน, ทัท  -  ของ พระองค์, อารทฺัม  -  เพื่อประโยชน์, คารมะ  -  งาน, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, มุคทะ-สังกะฮ  -  มีอิสระจากการคบหาสมาคม, สะมาชะระ  -  ทำอย่างสมบูรณ์

คำแปล

งานทำไปเพื่อเป็นการบูชาพระวิชณุจะต้องปฎิบัติ  มิฉะนั้น  งานจะเป็นต้นเหตุ  แห่งพันธนาการในโลกวัตถุนี้  ดังนั้น  โอ้  โอรสพระนางคุนที  จงปฏิบัติหน้าที่ของ  เธอที่กำหนดไว้เพื่อให้องค์ภควานทรงพอพระทัย  ด้วยการกระทำเช่นนี้เธอจะมี  อิสรภาพจากพันธนาการทางวัตถุอยู่ตลอดเวลา

คำอธิบาย

เนื่องจากเราจะต้องทำงานแม้เพื่อการดำรงชีวิตอยู่อย่างง่าย  ๆ  หน้าที่และ  คุณสมบัติที่กำหนดไว้สำหรับสถานภาพโดยเฉพาะในสังคมที่ได้จัดไว้เพื่อให้บรรลุจุดมุ่ง  หมายนี้  ยะกยะ  หมายถึงพระวิชณุหรือการปฎิบัติบูชา  การปฎิบัติบูชาทั้งหมดก็เพื่อให้  พระวิชณุทรงพอพระทัย  คัมภีร์พระเวทกล่าวไว้ว่า  ยะกโย  ไว  วิชณุฮ  หมายความว่า  เรา  สามารถบรรลุจุดมุ่งหมายเดียวกันไม่ว่าเราจะปฏิบัติ  ยะกยะ  ที่กำหนดไว้หรือรับใช้พระ  วิชณุโดยตรง  ดังนั้น  คริชณะจิตสำนึกจึงเป็นการปฎิบัติ  ยะกยะ  ดังที่อธิบายไว้ในโศลก  นี้  สถาบัน  วารณาชระมะ  ก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้พระวิชณุทรงพอพระทัยเช่นเดียวกัน  วารณาชระมาชาระวะทา  พุรุเชณะ  พะระฮ  พุมาน/  วิชณุร  อาราดฺยะเท  (วิชณุ  พุราณะ  3.8.8)

ดังนั้น  เราต้องทำงานเพื่อให้พระวิชณุทรงพอพระทัย  งานใด  ๆ  ก็ตามที่ทำใน  โลกวัตถุนี้จะเป็นต้นเหตุแห่งพันธนาการ  ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วจะต้องมีผลกรรม  ไม่ว่า  ผลกรรมใดก็ตามมันจะพันธนาการผู้กระทำ  ฉะนั้น  เราต้องทำงานในคริชณะจิตสำนึก  เพื่อให้คริชณะ  (หรือวิชณุ)  ทรงพอพระทัย  และในขณะที่ปฎิบัติกิจกรรมเช่นนี้  เราจะอยู่  ในระดับหลุดพ้น  นี่คือศิลปะอันยิ่งใหญ่ในการทำงาน  ในขั้นต้นวิธีการนี้จำเป็นต้องมีผู้  แนะนำที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ  ฉะนั้น  เราต้องปฎิบัติด้วยความอดทน  ขยันหมั่นเพียร  มากภายใต้การแนะนำที่เชี่ยวชาญของสาวกขององค์ชรีคริชณะ  หรือภายใต้คำสั่งสอน  โดยตรงของคริชณะ  (ซึ่งอารจุนะทรงได้รับโอกาสปฎิบัติงานเช่นนี้)  เราไม่ควรทำงานใดๆ  เพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  แต่ทุกสิ่งทุกอย่างควรทำไปเพื่อให้คริชณะทรงพอ  พระทัย  การปฎิบัติเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะปกป้องเราจากผลกรรม  หากแต่ยังจะค่อย  ๆ  ยก  ระดับตัวเราไปสู่การรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อพระองค์  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะส่งเสริมเรา  ให้ขึ้นไปถึงอาณาจักรแห่งองค์ภควานได้

โศลก 10 (3.10)

สะฮะ-ยะกยาฮ พระจาฮ สริชทวา
พุโรวาชะ พระจาพะทิฮ

อเนนะ พระสะวิชยัดฺวัม
เอชะ โว 'สทุ อิชทะ-คามะ-ดํุค

สะฮะ  -  พร้อมกับ, ยะกยาฮ  -  การบูชา, พระจาฮ  -  ชั่วอายุคน, สริชทวา  -  การสร้าง, พุรา  -  โบราณกาล, อุวาชะ  -  กล่าว, พระจา-พะทิฮ  -  พระผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสัตว์, อเนนะ  -  ด้วย วิธีนี้, พระสะวิชยัดฺวัม  -  จงเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น, เอชะฮ  -  นี้, วะฮ  -  ของท่าน, อัสทุ  -  อนุญาตให้เป็น, อิชทะ  -  ของสิ่งที่ปรารถนาทั้งหมด, คามะ-ดํุค  -  ผู้ให้

คำแปล

ในตอนเริ่มต้นของการสร้าง  พระผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสัตว์ทรงส่งประชากรมนุษย์  และเทวดา  พร้อมทั้งพิธีการบูชาพระวิชณุ  และทรงให้พรด้วยการตรัสว่า  “พวก  เธอจงมีความสุขด้วย  ยะกยะ  (การบูชา)  นี้  เพราะการปฎิบัติเช่นนี้จะส่งผลทุก  สิ่งที่เธอปรารถนา  เพื่อให้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและได้รับอิสรภาพหลุดพ้น”

คำอธิบาย

พระผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย  (พระวิชณุ)  ทรงสร้างโลกวัตถุ  เพื่อ  เสนอให้พันธวิญญาณได้มีโอกาสกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์ภควาน  สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  ภายในการสร้างโลกวัตถุอยู่ภายใต้สภาวะของธรรมชาติวัตถุ  เพราะลืมความสัมพันธ์  กับพระวิชณุหรือคริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  หลักการพระเวทมีไว้เพื่อช่วยเรา  ให้เข้าใจความสัมพันธ์นิรันดรนี้  ดังที่กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา:  เวไดช  ชะ  สารไวร  อฮัม  เอวะ  เวดยะฮ  องค์ภควานตรัสว่าจุดมุ่งหมายของพระเวทคือเพื่อให้เข้าใจพระองค์  บทสวดมนต์พระเวทได้กล่าวว่า  พะทิม  วิชวัสยาทเมชวะรัม  ดังนั้น  พระผู้เป็นเจ้าของ  มวลชีวิตคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  พระวิชณุ  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (2.4.20)  ชรีละ  ชุคะเดวะ  โกสวามี  อธิบายถึงองค์ภควานว่าเป็น  พะทิ  ในหลายรูปแบบ

ชรียะฮ พะทิร ยะกยะ-พะทิฮ พระจา-พระทิร
ดฺิยาม พะทิร โลคะ-พะทิร ดฺะรา-พะทิฮ

พะทิร กะทิช ชานดฺะคะ-วริชณิ-สาทวะทาม
พระสีดะทาม เม บฺะกะวาน สะทาม พะทิฮ

พระจา-พะทิ  คือพระวิชณุ  พระองค์ทรงเป็นองค์ภควานของมวลชีวิต  เป็น  เจ้าแห่งโลกทั้งหมด  เป็นเจ้าแห่งความสง่างามทั้งหมด  และเป็นผู้ปกป้องทุก  ๆ  คน  พระองค์ทรงสร้างโลกวัตถุนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ดวงวิญญาณที่อยู่ในสภาวะ  ได้เรียน  รู้การปฎิบัติ  ยะกยะ  (การบูชา)  เพื่อให้พระวิชณุทรงพอพระทัย  เพื่อให้เราขณะที่อยู่  ในโลกวัตถุนี้ได้สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายโดยไม่มีความวิตกกังวล  และ  หลังจากร่างกายวัตถุปัจจุบันนี้เสร็จสิ้นลงเราจะสามารถบรรลุถึงอาณาจักรแห่งองค์  ภควานได้  นี่คือโครงการทั้งหมดสำหรับพันธวิญญาณ  ด้วยการปฎิบัติ  ยะกยะ  พันธ  วิญญาณจะค่อย  ๆ  มีคริชณะจิตสำนึกและมีคุณธรรมในทุกแง่ทุกมุม  ใน  คะลิ  ยุคนี้คัมภีร์  พระเวทแนะนำ  สังคีรทะนะ-ยะกยะ  (การร้องเพลงภาวนาพระนามขององค์ภควาน)  ระบบ  ทิพย์นี้องค์เชธันญะทรงแนะนำไว้เพื่อการขนส่งมวลมนุษย์ในยุคนี้  สังคีรทะนะ-ยะกยะ  และ  คริชณะจิตสำนึกไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (11.5.32)  ได้กล่าวถึง  องค์ชรีคริชณะในรูปของผู้ปฎิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  (องค์เชธันญะ)  สัมพันธ์กับ  สังคีรทะนะ-ยะกยะ  เป็นพิเศษไว้ดังนี้

คริชณะ-วารณัม ทวิชาคริชณัม
สางโกพางกาสทระ-พารชะดัม

ยะกไยฮ สังคีรทะนะ-พราไยร
ยะจันทิ ฮิ สุ-เมดฺะสะฮ

“ใน  คะลิ  ยุคนี้  บุคคลผู้มีสติปัญญาเพียงพอจะบูชาองค์ภควาน  ผู้ทรงมีพระสหายร่วม  ปฏิบัติ  สังคีรทะนะ-ยะกยะ”  ยะกยะ  อื่น  ๆ  ที่ได้อธิบายไว้ในวรรณกรรมพระเวทปฎิบัติ  ได้ยากลำบากมากใน  คะลิ  ยุคนี้  แต่  สังคีรทะนะ-ยะกยะ  นี้  ทั้งง่ายและประเสริฐด้วย  ประการทั้งปวง  ดังที่ได้แนะนำไว้เช่นเดียวกันใน  ภควัต-คีตา  (9.14)

โศลก 11 (3.11)

เดวาน บฺาวะยะทาเนนะ
เท เดวา บฺาวะยันทุ วะฮ

พะรัสพะรัม บฺาวะยันทะฮ
ชเรยะฮ พะรัม อวาพสยะทฺะ

เดวาน  -  เทวดา, บฺาวะยะทา  -  มีความพึงพอใจ, อเนนะ  -  ด้วยการบูชานี้, เท  -  ท่านเหล่า นั้น, เดวาฮ  -  เทวดา. บฺาวะยันทุ  -  จะมีความพอใจ, วะฮ  -  ท่าน, พะรัสพะรัม  -  ทั้งสองฝ่าย, บฺาวะยันทะฮ  -  ต่างทำให้พึงพอใจซึ่งกันและกัน. ชเรยะฮ  -  พร, พะรัม  -  สูงสุด, อวาพ สยะทฺะ  -  ท่านจะได้รับ

คำแปล

เหล่าเทวดาทรงพอพระทัยจากการปฎิบัติบูชาจะทำให้พวกเธอได้รับความพึง  พอใจด้วยเช่นเดียวกัน  จากการร่วมมือกันระหว่างมนุษย์และเทวดาความเจริญ  รุ่งเรืองจะครอบคลุมไปทั่วสำหรับทุก  ๆ  ชีวิต

คำอธิบาย

เทวดาได้รับพลังอำนาจให้เป็นผู้บริหารภารกิจทางวัตถุ  ทรงเป็นผู้จัดส่ง  ลม  แสง  น้ำ  และพรอื่น  ๆ  ทั้งหมดเพื่อดำรงรักษาร่างกายและดวงวิญญาณของมวลชีวิต  ภาระหน้าที่นี้องค์ภควานทรงมอบให้มวลเทวดาจำนวนมหาศาลทรงเป็นผู้ช่วย  ตามส่วน  ต่าง  ๆ  ของพระวรกายของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ความพึงพอพระทัยและไม่พึง  พอพระทัยของมวลเทวดาขึ้นอยู่กับการปฎิบัติ  ยะกยะ  ของมนุษย์  ยะกยะ  บางประเภท  ปฎิบัติเพื่อให้เทวดาเฉพาะองค์ได้รับความพอพระทัย  ถึงกระนั้นพระวิชณุทรงเป็นผู้ได้  รับการบูชาใน  ยะกยะ  ทั้งหมด  เพราะพระวิชณุทรงเป็นผู้นำในการได้รับประโยชน์ทั้งหมด  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  ว่าคริชณะทรงเป็นผู้ได้รับประโยชน์จาก  ยะกยะ  ทั้งหมด  โบฺคทารัม  ยะกยะ-ทะพะสาม  ดังนั้น  ความพึงพอพระทัยครั้งสุดท้ายของ  ยะกยะ-พะทิ  คือจุดมุ่งหมายที่สำคัญของ  ยะกยะ  ทั้งหมด  เมื่อ  ยะกยะ  เหล่านี้ได้ปฎิบัติอย่างสมบูรณ์  โดยธรรมชาติเทวดาผู้ควบคุมหน่วยที่แจกจ่ายสิ่งต่าง  ๆ  ก็ทรงพอพระทัยและจะไม่มีการ  ขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ

การปฎิบัติ  ยะกยะ  มีผลดีตามมามากมายและในที่สุดจะนำเราให้หลุดพ้นมี  อิสรภาพจากพันธนาการทางวัตถุ  ด้วยการปฎิบัติ  ยะกยะ  จะทำให้กิจกรรมทั้งหมด  บริสุทธิ์ดังที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์พระเวทว่า  อาฮาระ-ชุดโดฺ  สัททวะ-ชุดดฺิฮ  สัททวะ-  ชุดโดฺ  ดฺรุวา  สมริทฺิ  สมริทิ-ลัมเบฺ  สารวะ-กรันทฺีนาม  วิพระโมคชะฮ  จากการปฎิบัติ  ยะกยะ  ทำให้อาหารบริสุทธิ์และถูกต้อง  จากการรับประทานอาหารที่บริสุทธิ์ถูกต้อง  ชีวิตความเป็นอยู่จะบริสุทธิ์ถูกต้อง  และจากการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่บริสุทธิ์ถูกต้อง  เนื้อเยื่ออันละเอียดอ่อนที่ช่วยในความจำจะมีความบริสุทธิ์ถูกต้อง  เมื่อความจำบริสุทธิ์  ถูกต้อง  เราจึงสามารถคิดถึงวิถีแห่งความหลุดพ้นเพื่ออิสรภาพ  และทั้งหมดนี้เมื่อรวม  กันเข้าจะนำเราไปสู่คริชณะจิตสำนึกซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน

โศลก 12 (3.12)

อิชทาน โบฺกาน ฮิ โว เดวา
ดาสยันเท ยะกยะ-บฺาวิทาฮ

ไทร ดัททาน อพระดาไยบฺโย
โย บุงคเท สเทนะ เอวะ สะฮ

อิชทาน  -  ปรารถนา, โบฺกาน  -  ความจำเป็นของชีวิต, ฮิ  -  แน่นอน, วะฮ  -  แด่ท่าน, เดวาฮ  -  เทวดา, ดาสยันเท  -  จะให้รางวัล, ยะกยะ-บฺาวิทาฮ  -  ได้รับความพึงพอใจจากการปฎิบัติ บูชา, ไทฮ  -  โดยพวกเขา, ดัททาน  -  สิ่งที่ให้, อพระดายะ  -  ไม่มีการถวาย, เอบฺยะฮ  -  แด่ เหล่าเทวดา, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, บุงคเท  -  มีความสุข, สเทนะฮ  -  ขโมย, เอวะ  -  แน่นอน, สะฮ  -  เขา

คำแปล

เหล่าเทวดาผู้ควบคุมสิ่งจำเป็นต่าง  ๆ  สำหรับชีวิต  ได้รับความพึงพอพระทัยจาก  การปฏิบัติ  ยะกยะ  (การบูชา)  จะจัดส่งสิ่งของจำเป็นทั้งหมดให้แด่พวกเธอ  แต่ผู้  ที่ได้รับความสุขจากของขวัญเหล่านี้โดยมิได้นำมาถวายคืนให้เทวดา  เป็นขโมย  อย่างแน่นอน

คำอธิบาย

มวลเทวดาเป็นผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  องค์วิชณุในการจัดส่ง  ฉะนั้น  เหล่าเทวดาต้องได้รับความพึงพอพระทัยจากการปฎิบัติ  ยะกยะ  ที่ได้กำหนดไว้  ในคัมภีร์พระเวทมี  ยะกยะ  ต่าง  ๆ  ที่ได้กำหนดไว้สำหรับมวล  เทวดา  แต่ว่าในที่สุดการบูชาทั้งหมดจะถวายให้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  สำหรับ  ผู้ที่ไม่เข้าใจว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าคือใครจึงได้แนะนำการบูชาเทวดา  คัมภีร์  พระเวทได้แนะนำ  ยะกยะ  ต่าง  ๆ  ตามลักษณะทางวัตถุของแต่ละบุคคล  การบูชาเทวดา  ก็มีหลักพื้นฐานเหมือนกัน  คือตามคุณลักษณะที่แตกต่างกันไป  ตัวอย่างเช่น  ผู้ที่รับ  ประทานเนื้อสัตว์จะได้รับคำแนะนำให้บูชาสัตว์ต่อหน้าเจ้าแม่  คาลี  รูปลักษณ์อันน่า  สะพรึงกลัวของธรรมชาติวัตถุ  สำหรับผู้ที่อยู่ในระดับความดีได้แนะนำให้ปฎิบัติทิพย์  บูชาแด่พระวิชณุ  แต่ในที่สุดผลของ  ยะกยะ  ทั้งหมดจะค่อย  ๆ  ส่งเสริมเราให้มาอยู่ใน  สถานภาพทิพย์  สำหรับบุคคลทั่วไปอย่างน้อยที่สุด  ยะกยะ  ห้าอย่าง  มีชื่อว่า  พันชะ-  มะฮา-ยะกยะ  เป็นสิ่งจำเป็น

อย่างไรก็ตามเราควรทราบว่าสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตทั้งหมดที่สังคมมนุษย์  ต้องการ  เทวดาผู้เป็นตัวแทนขององค์ภควานทรงเป็นผู้จัดส่ง  ไม่มีผู้ใดสามารถผลิตอะไร  ขึ้นมาได้  ตัวอย่างเช่น  อาหารทั้งหมดในสังคมมนุษย์ที่อยู่ในระดับความดีซึ่งรวมทั้งเมล็ด  ข้าว  ผลไม้  ผัก  นม  น้ำตาล  ฯลฯ  และอาหารสำหรับนักมังสะบริโภคด้วย  เช่น  เนื้อสัตว์  มนุษย์ไม่สามารถผลิตอะไรได้เลย  มีตัวอย่างอีกเช่น  ความร้อน  แสง  น้ำ  ลม  ฯลฯ  ซึ่งเป็น  สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตเช่นกัน  สังคมมนุษย์ก็ไม่สามารถผลิตได้  ถ้าไม่มีองค์ภควานจะไม่มี  แสงอาทิตย์  แสงจันทร์  ฝน  และลม  ฯลฯ  หากขาดสิ่งเหล่านี้จะไม่มีใครสามารถมีชีวิตอยู่  ได้  ดังนั้น  ชีวิตเราจึงขึ้นอยู่กับการจัดส่งสิ่งต่าง  ๆ  จากองค์ภควาน  แม้แต่โรงงานผู้ผลิต  ซึ่งต้องการวัตถุดิบมากมาย  เช่น  โลหะ  กำมะถัน  เมอร์คิวรี่  แมงกานีส  และ  สิ่งจำเป็น  อื่น  ๆ  อีกมาก  ทั้งหมดนี้ผู้แทนขององค์ภควานทรงเป็นผู้จัดส่งให้ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อให้  เราได้ใช้สิ่งต่าง  ๆ  อย่างเหมาะสมในการที่จะรักษาสุขภาพพลามัยให้ดีเพื่อความรู้แจ้ง  แห่งตน  และนำเราไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต  นั่นคือเสรีภาพจากการดิ้นรนทางวัตถุ  เพื่อความอยู่รอด  จุดมุ่งหมายของชีวิตนี้สามารถบรรลุได้ด้วยการปฎิบัติ  ยะกยะ  หาก  เราลืมจุดมุ่งหมายของชีวิตมนุษย์  ได้แต่รับเอาสิ่งของต่าง  ๆ  จากผู้แทนขององค์ภควาน  เพื่อสนองประสาทสัมผัสตนเองก็จะถูกพันธนาการมากยิ่งขึ้นในความเป็นอยู่ทางวัตถุซึ่ง  ไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการสร้าง  เราจึงเป็นขโมยอย่างแน่นอน  ดังนั้น  เราต้องถูกลงโทษ  ตามกฎแห่งธรรมชาติวัตถุ  ในสังคมโจรจะไม่มีวันมีความสุขเพราะว่าพวกโจรไม่มีจุดมุ่ง  หมายในชีวิต  โจรหยาบหรือนักวัตถุนิยมไม่มีจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตพวกโจรมุ่งแต่  จะสนองประสาทสัมผัส  และไม่มีความรู้ว่าจะปฎิบัติ  ยะกยะ  อย่างไร  อย่างไรก็ดีองค์  เชธันญะได้ทรงสถาปนาการปฎิบัติ  ยะกยะ  ที่ง่ายที่สุดเรียกว่า  สังคีรทะนะ-ยะกยะ  ซึ่ง  ไม่ว่าใครในโลกก็สามารถปฎิบัติได้หากยอมรับในหลักการของคริชณะจิตสำนึก

โศลก 13 (3.13)

ยะกยะ-ชิชทาชินะฮ สันโท
มุชยันเท สารวะ-คิลบิไชฮ

บุนจะเท เท ทุ อกฺัม พาพา
เย พะชันทิ อาทมะ-คาระณาท

ยะกยะ-ชิชทะ  -  อาหารที่รับประทานหลังจากการปฎิบัติ ยะกยะ, อชินะฮ  -  ผู้รับประทาน, สันทะฮ  -  สาวก, มุชยันเท  -  ได้รับการปลดเปลื้อง, สารวะ  -  ทุกชนิด, คิลบิไชฮ  -  จากความ บาป, บุนจะเท  -  ความสุข, เท  -  พวกเขา, ทุ  -  แต่, อกฺัม -บาปที่เศร้าโศก, พาพาฮ  -  ผู้ ทำบาป, เย  -  ผู้ซึ่ง, พะชันทิ  -  ปรุงอาหาร, อาทมะ-คาระณาท  -  เพื่อความสุขทางประสาท สัมผัส

คำแปล

สาวกขององค์ภควานได้รับการปลดเปลื้องจากบาปทั้งปวงเพราะว่ารับประทาน  อาหารที่ถวายเพื่อเป็นการบูชาก่อน  บุคคลอื่นที่ปรุงอาหารเพื่อความสุขทาง  ประสาทสัมผัสของตนเอง  แน่นอนว่ารับประทานแต่ความบาปเท่านั้น

คำอธิบาย

สาวกขององค์ภควานหรือบุคคลที่อยู่ในคริชณะจิตสำนึกเรียกว่า  สันทะ  พวก  ท่านอยู่ในความรักกับองค์ภควานเสมอ  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.38):  เพรมานจะนะ-ชชุริทะ-บฺัคธิ-วิโลชะเนนะ  สันทะฮ  สะไดวะ  ฮริดะเยชุ  วิโลคะยันทิ,  สันทะ  อยู่ในความรักอย่างแน่นแฟ้นกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์โกวินดะ  (ผู้  ให้ความสุขทั้งปวง)  หรือองค์มุคุนดะ  (ผู้ให้อิสรภาพ)  หรือองค์คริชณะ  (ผู้มีเสน่ห์สูงสุด)  อยู่เสมอ  ไม่สามารถรับเอาสิ่งใดที่ไม่ได้ถวายให้องค์ภควานก่อน  ฉะนั้น  สาวกเหล่านี้  ปฎิบัติ  ยะกยะ  ในระดับต่าง  ๆ  แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้อยู่เสมอ  เช่น  ชระวะณัม,  คีรทะนัม,  สมะระณัม,  อารชะณัม  ฯลฯ  และการปฎิบัติ  ยะกยะ  เหล่านี้จะคุ้มครองท่าน  ให้อยู่ห่างจากมลทินแห่งการคบหาสมาคมที่เป็นบาปในโลกวัตถุทุกชนิด  ผู้ที่ปรุงอาหาร  เพื่อตนเองหรือเพื่อสนองประสาทสัมผัสแห่งตนไม่เพียงแต่เป็นขโมยเท่านั้น  หากแต่ยัง  เป็นผู้ที่รับประทานเอาความบาปทุกชนิดเข้าไปด้วย  เป็นทั้งขโมยและคนบาปจะมีความ  สุขได้อย่างไรมันเป็นไปไม่ได้  ฉะนั้น  เพื่อให้ประชากรมีความสุขในทุก  ๆ  ด้านจึงต้องได้  รับการสอนให้ปฎิบัติวิธีการง่าย  ๆ  คือ  สังคีรทะนะ-ยะกยะ  ในคริชณะจิตสำนึกอย่าง  สมบูรณ์  มิฉะนั้น  จะไม่มีความสงบหรือความสุขในโลกนี้

โศลก 14 (3.14)

อันนาด บฺะวันทิ บำูทานิ
พารจันยาด อันนะ-สัมบฺะวะฮ

ยะกยาด บฺะวะทิ พารจันโย
ยะกยะฮ คารมะ-สะมุดบฺะวะฮ

อันนาท  -  จากธัญพืช, บฺะวันทิ  -  เจริญเติบโต, บูำทานิ  -  ร่างวัตถุ, พารจันยาท  -  จากฝน, อันนะ  -  ของธัญญาหาร, สัมบฺะวะฮ  -  การผลิต, ยะกยาท  -  จากการปฎิบัติบูชา, บฺะวะทิ  -  ทำให้เป็นไปได้, พารจันยะฮ  -  ฝน, ยะกยะฮ  -  การปฎิบัติ ยะกยะ, คารมะ  -  หน้าที่ที่กำหนด ไว้, สะมุดบฺะวะฮ  -  เกิดจาก

คำแปล

ร่างที่มีชีวิตทั้งหมด  มีชีวิตอยู่ได้ด้วยธัญญาหารซึ่งผลิตมาจากฝน  ฝนเป็นผลผลิต  จากการปฎิบัติ  ยะกยะ  (การบูชา)  และ  ยะกยะ  เกิดจากหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้

คำอธิบาย

ชรีละ  บะละเดวะ  วิดยาบูชะณะ  นักเขียนและนักบรรยาย  ภควัต-คีตา  ผู้ยิ่ง  ใหญ่ได้เขียนดังต่อไปนี้:  เย  อินดราดิ-อังกะทะยาวัสทฺิทัม  ยะกยัม  สารเวชวะรัม  วิชณุม  อับฺฮยารชยะ  ทัช-เชฺชัม  อัชนันทิ  เทนะ  ทัด  เดฮะ-ยาทราม  สัมพาดะยันทิ,  เท  สันทะฮ  สารเวชวะรัสยะ  ยะกยะ-พุรุชัสยะ  บัคธาฮ  สารวะ-คิลบิไชร  อนาดิ-คาละ-วิวริดไดฺร  อาทมานุบฺะวะ-พระทิบันดฺะไคร  นิคฺิไลฮ  พาไพร  วิมุชยันเท  องค์ภควานทรงมีพระนามว่า  ยะกยะ-พุรุชะ  หรือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการบูชาทั้งหมด  ทรงเป็นเจ้านายของปวง  เทวดาผู้ทรงรับใช้พระองค์เสมือนส่วนต่าง  ๆ  ของพระวรกายที่รับใช้ทั่วทั้งพระวรกาย  เทวดาเช่น  พระอินทร์  (อินดระ)  พระจันทร์  (ชันดระ)  และพระวะรุณะ  ทรงเป็นเจ้าหน้าที่  ที่ได้รับการแต่งตั้งให้บริหารภารกิจในโลกวัตถุ  คัมภีร์พระเวทแนะนำการบูชาเทวดา  เพื่อให้เทพเหล่านี้ทรงได้รับความพึงพอพระทัยและยินดีจัดส่ง  ลม  แสง  และน้ำให้เพียง  พอในการผลิตธัญญาหาร  เมื่อองค์ชรีคริชณะได้รับการบูชามวลเทวดาที่เปรียบเสมือน  ส่วนต่าง  ๆ  ของพระวรกายขององค์ภควานก็ทรงได้รับการบูชาโดยปริยายเช่นเดียวกัน  ดังนั้น  จึงไม่มีความจำเป็นต้องบูชาเหล่าเทวดาอีกต่างหาก  ด้วยเหตุนี้สาวกผู้อยู่ใน  คริชณะจิตสำนึกจึงถวายเครื่องเสวยแด่คริชณะก่อนแล้วตนเองจึงค่อยรับประทานซึ่ง  เป็นวิธีการบำรุงรักษาร่างทิพย์  การปฎิบัติเช่นนี้ไม่เพียงแต่ผลบาปของร่างกายในอดีต  ถูกชะล้างไป  แต่ร่างกายยังได้รับเชื้อวัคซีนป้องกันมลพิษทั้งมวลจากธรรมชาติวัตถุ  เมื่อมีเชื้อโรคระบาด  วัคซีนป้องกันโรคจะป้องกันเราจากการบุกรุกของโรคระบาดนั้นๆ  เครื่องเสวยที่ถวายให้พระวิชณุและเรานำมารับประทานก็เช่นเดียวกัน  จะทำให้เรามีภูมิ  ต้านทานเชื้อโรคทางวัตถุอย่างเพียงพอ  ผู้เคยชินต่อการปฎิบัติเช่นนี้เรียกว่าสาวกของ  องค์ภควาน  ดังนั้น  บุคคลที่อยู่ในคริชณะจิตสำนึกจึงรับประทานแต่อาหารที่ถวายแด่  คริชณะแล้ว  สิ่งนี้สามารถต่อต้านผลกรรมทั้งมวลจากเชื้อโรคทางวัตถุในอดีตซึ่งเป็น  อุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าในการรู้แจ้งตนเอง  ขณะเดียวกันบุคคลที่ไม่ทำเช่นนี้  จะเพิ่มพูนการกระทำบาปให้มากยิ่ง  ๆ  ขึ้นไป  และจะเตรียมร่างต่อไปที่เหมือนกับสุกร  และสุนัขเพื่อรับกรรมจากผลบาปทั้งหมด  โลกวัตถุเต็มไปด้วยมลพิษและผู้ที่ได้ฉีดวัคซีน  ป้องกันด้วยการรับประทานพระสาดัมขององค์ภควาน  (เครื่องเสวยที่ถวายให้พระวิชณุ  แล้ว)  จะได้รับความปลอดภัยจากการบุกรุก  ผู้ไม่ทำเช่นนี้ต้องได้รับมลพิษอย่างแน่นอน

ธัญพืชหรือผักเป็นอาหารที่ควรรับประทาน  มนุษย์รับประทานข้าว  ผัก  และผล  ไม้ต่าง  ๆ  ฯลฯ  สัตว์กินกากอาหารจากข้าวและผัก  กินหญ้า  กินพืช  ฯลฯ  มนุษย์ผู้เคยชิน  กับการรับประทานเนื้อสัตว์ต้องขึ้นอยู่กับผลผลิตของพืชพันธุ์ธัญญาหารเช่นกันถึงจะ  กินสัตว์ได้  ดังนั้น  ในที่สุดเราจะต้องขึ้นอยู่กับผลผลิตของไร่นาไม่ใช่ผลผลิตจากโรงงาน  อุตสาหกรรมใหญ่โต  ผลผลิตจากไร่นามาจากฝนที่ตกลงมาจากฟากฟ้าอย่างเพียงพอ  และฝนนี้เหล่าเทวดาเช่น  พระอินทร์  พระอาทิตย์  พระจันทร์  ฯลฯ  ทรงเป็นผู้ควบคุม  และ  เทวดาทั้งหมดนี้ทรงเป็นผู้รับใช้ขององค์ภควาน  พระองค์ทรงได้รับความพึงพอพระทัย  จากการบูชา  ดังนั้น  ผู้ที่ไม่สามารถปฎิบัติการบูชาจะพบว่าตนเองอยู่ในสภาวะขาดแคลน  นี่คือกฎแห่งธรรมชาติ  ยะกยะ  โดยเฉพาะ  สังคีรทะนะ-ยะกยะ  ได้กำหนดไว้สำหรับยุค  นี้จะต้องปฎิบัติเพื่อคุ้มครองเราอย่างน้อยที่สุดก็จากการขาดแคลนอาหาร

โศลก 15 (3.15)

คารมะ บระฮโมดบฺะวัม วิดดฺิ
บระฮมาคชะระ-สะมุดบฺะวัม

ทัสมาท สารวะ-กะทัม บระฮมะ
นิทยัม ยะกเย พระทิชทฺิทัม

คารมะ  -  งาน, บระฮมะ  -  จากคัมภีร์พระเวท, อุดบฺะวัม  -  ผลิต, วิดดฺิ -เธอควรรู้, บระฮมะ  -  คัมภีร์พระเวท, อัคชะระ  -  จาก บระฮมัน สูงสุด (บุคลิกภาพแห่งพระเจ้า), สะมุดบฺะวัม  -  ปรากฎออกมาโดยตรง, ทัสมาท  -  ดังนั้น, สารวะ-กะทัม  -  แผ่พระจายไปทั่ว, บระฮมะ  -  เหนือโลก, นิทยัม  -  อมตะ, ยะกยะ  -  ในการบูชา, พระทิชทฺิทัม  -  สถิต

คำแปล

ระเบียบกิจกรรมได้กำหนดไว้ในคัมภีร์พระเวท  และคัมภีร์พระเวทปรากฎออกมา  โดยตรงจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ดังนั้น  องค์ภควานผู้ทรงแผ่กระจายไป  ทั่วทรงสถิตในการปฎิบัติบูชานิรันดร

คำอธิบาย

ยะกยารทฺะ-คารมะ  หรือความจำเป็นของงานเพื่อให้คริชณะทรงพอพระทัย  เพียงอย่างเดียวได้เน้นมากขึ้นในโศลกนี้  หากเราต้องทำงานเพื่อให้  ยะกยะ-พุรุชะ  หรือ  พระวิชณุทรงพอพระทัย  เราต้องค้นหาวิธีการทำงานใน  บระฮมัน  หรือคัมภีร์ทิพย์  พระเวท  ดังนั้น  คัมภีร์พระเวทจึงเป็นกฎระเบียบแนะนำวิธีการทำงาน  การทำอะไรที่  คัมภีร์พระเวทไม่ได้แนะนำไว้เรียกว่า  วิคารมะ  งานที่ไม่ได้รับอนุญาตหรืองานที่เป็น  บาป  ดังนั้น  เราจึงควรรับคำแนะนำจากคัมภีร์พระเวทเสมอเพื่อความปลอดภัยจาก  ผลกรรม  เฉกเช่นเราต้องทำงานในชีวิตประจำวันทั่วไปตามคำแนะนำของรัฐ  ในทำนอง  เดียวกัน  เราต้องทำงานภายใต้คำแนะนำของรัฐสูงสุดแห่งองค์ภควาน  คำแนะนำเช่นนี้  อยู่ในคัมภีร์พระเวทซึ่งออกมาโดยตรงจากการหายใจของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ได้กล่าวไว้ว่า  อัสยะ  มะฮะโท  บูำ-ทัสยะ  นิชวะสิทัม  เอทัด  ยัด  ริก-เวโด  ยะจุร-เวดะฮ  สามะ-เวโด  ‘ทฺารวางกิระสะฮ  “คัมภีร์พระเวททั้งสี่เล่ม  ริก  เวดะ.  ยะจุร  เวดะ.  สามะ  เวดะ.  และ  อทฺารวะ  เวดะ  ทั้งหมดออกมาจากการหายใจของบุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่”  (บริฮัด-อารังยะคะ  อุพะนิชัด  4.5.11)  องค์ภควานในฐานะที่ทรงมี  พระเดชทั้งปวง  ทรงสามารถตรัสด้วยลมหายใจดังที่ได้ยืนยันไว้ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  ว่าพระองค์ทรงพระเดชทั้งปวง  ประสาทสัมผัสแต่ละส่วนของพระองค์ทรงสามารถทำ  หน้าที่ของประสาทสัมผัสอื่น  ๆ  ได้  หรืออีกนัยหนึ่งองค์ภควานทรงสามารถตรัสด้วยการ  หายใจ  และทรงสามารถทำให้มีครรภ์ได้ด้วยพระเนตรของพระองค์  อันที่จริงได้กล่าว  ไว้ว่าพระองค์ทรงชำเลืองไปที่ธรรมชาติวัตถุและทรงเป็นพระบิดาของมวลชีวิต  หลัง  จากการสร้างหรือการให้พันธวิญญาณไปอยู่ในครรภ์ของธรรมชาติวัตถุ  พระองค์ทรง  ให้คำแนะนำสั่งสอนในปรัชญาพระเวทว่าพันธวิญญาณเหล่านี้จะกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่  องค์ภควานได้อย่างไร  เราควรระลึกเสมอว่าพันธวิญญาณในโลกวัตถุทั้งหมดมีความ  กระตือรือร้นที่จะแสวงหาความสุขทางวัตถุ  แต่คำแนะนำของคัมภีร์พระเวททำให้เรา  สามารถทำให้ความต้องการนอกลู่นอกทางของเราสมปรารถนาและกลับคืนสู่พระองค์  จบสิ้นกับสิ่งที่สมมุติว่าเป็นความสุข  เป็นโอกาสของพันธวิญญาณที่จะได้รับอิสรภาพ  ดังนั้น  พันธวิญญาณต้องพยายามปฏิบัติตามวิธีการ  ยะกยะ  ด้วยการมีคริชณะจิตสำนึก  แม้พวกที่ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของคัมภีร์พระเวทอาจรับเอาหลักการของคริชณะ  จิตสำนึกไปปฏิบัติแทนการปฏิบัติ  ยะกยะ  หรือ  คารมะ  ตามคัมภีร์พระเวทได้

โศลก 16 (3.16)

เอวัม พระวารทิทัม ชัครัม
นานุวารทะยะทีฮะ ยะฮ

อักฮายุร อินดริยาราโม
โมกฺัม พารทฺะ สะ จีวะทิ

เอวัม  -  ดังนั้น, พระวารทิทัม  -  สถาปนาโดยคัมภีร์พระเวท, ชัครัม  -  วัฎจักร, นะ  -  ไม่, อนุวารทะยะทิ  -  รับเอา, อิฮะ  -  ในชีวิตนี้, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, อกฺะ-อายุฮ  -  ผู้ที่ชีวิตเต็มไปด้วย ความบาป, อินดริยะ-อารามะฮ  -  พึงพอใจในการสนองประสาทสัมผัส, โมกฺัม  -  อย่างไร้ ประโยชน์, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทา (อารจุนะ), สะฮ  -  เขา, จีวะทิ  -  มีชีวิตอยู่

คำแปล

อารจุนะที่รัก  ผู้ที่ไม่ปฏิบัติบูชาอย่างครบวงจรตามที่คัมภัร์พระเวทได้สถาปนาไว้  แน่นอนว่าชีวิตในร่างมนุษย์นี้เต็มไปด้วยความบาป  มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อความพึง  พอใจของประสาทสัมผัสเท่านั้น  บุคคลเช่นนี้มีชีวิตอยู่อย่างไร้สาระประโยชน์

คำอธิบาย

ปรัชญาละโมบที่ว่า  “จงทำงานให้หนักและหาความสุขด้วยการสนองประสาท  สัมผัส”  องค์ภควานทรงตำหนิไว้  ณ  ที่นี้  ดังนั้น  สำหรับพวกที่ต้องการหาความสุขใน  โลกวัตถุนี้  วงจรแห่งการปฎิบัติ  ยะกยะ  ที่กล่าวไว้ข้างต้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง  ผู้ที่  ไม่ปฎิบัติตามกฎเกณฑ์นี้มีชีวิตอยู่ด้วยความเสี่ยงสูง  และจะถูกลงโทษมากยิ่งขึ้นตาม  กฎแห่งธรรมชาติ  ชีวิตมนุษย์มีไว้เพื่อความรู้แจ้งแห่งตนโดยเฉพาะจากหนึ่งในสามวิธี  คือ  คารมะ-โยกะ,  กยานะ-โยกะ.  หรือ  บฺัคธิ-โยกะ  ไม่จำเป็นสำหรับนักทิพย์นิยมผู้อยู่  เหนือความดีและความชั่วต้องปฎิบัติตาม  ยะกยะ  ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด  แต่สำหรับ  พวกที่ทำไปเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเองจำเป็นต้องปฎิบัติ  ยะกยะ  ตามวงจรที่  กล่าวไว้เพื่อความบริสุทธิ์ซึ่งมีกิจกรรมต่าง  ๆ  นานา  ผู้ที่ไม่มีคริชณะจิตสำนึกแน่นอน  ว่าปฎิบัติตนอยู่ในประสาทสัมผัสจิตสำนึก  ฉะนั้น  จึงมีความจำเป็นต้องทำงานที่เป็น  กุศล  ระบบ  ยะกยะ  ได้วางแผนไว้เพื่อให้บุคคลผู้มีประสาทสัมผัสจิตสำนึกอาจสามารถ  ทำให้ประสาทสัมผัสของตนพึงพอใจได้โดยไม่ต้องถูกพันธนาการอยู่ในผลกรรมจากการ  สนองประสาทสัมผัส  ความเจริญรุ่งเรืองของโลกมิได้ขึ้นอยู่ที่ความพยายามของเรา  แต่  ขึ้นอยู่กับการบริหารขององค์ภควานที่ทรงอยู่เบื้องหลังซึ่งมอบหมายให้มวลเทวดาเป็น  ผู้ปฏิบัติโดยตรง  ดังนั้น  ยะกยะ  จึงมีเป้าหมายไปที่เทวดาโดยเฉพาะดังที่ได้กล่าวไว้ใน  คัมภีร์พระเวทซึ่งเป็นทางอ้อมในการปฎิบัติคริชณะจิตสำนึก  เพราะว่าเมื่อเราประสบผล  สำเร็จในการปฎิบัติ  ยะกยะ  แล้ว  เราต้องมาเป็นผู้มีคริชณะจิตสำนึกอย่างแน่นอน  หาก  หลังจากปฎิบัติ  ยะกยะ  แล้วเราไม่มีคริชณะจิตสำนึก  ถือว่าหลักธรรมนี้เป็นเพียงแค่หลัก  ศีลธรรมเท่านั้น  ดังนั้น  เราไม่ควรจำกัดความเจริญก้าวหน้าให้มาถึงแค่ระดับศีลธรรม  เท่านั้น  แต่ควรข้ามพ้นไปให้บรรลุถึงคริชณะจิตสำนึก

โศลก 17 (3.17)

ยัส ทุ อาทมะ-ระทิร เอวะ สยาด
อาทมะ-ทริพทัช ชะ มานะวะฮ

อาทมะนิ เอวะ ชะ สันทุชทัส
ทัสยะ คารยัม นะ วิดยะเท

ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, ทุ  -  แต่, อาทมะ-ระทิฮ  -  มีความสุขอยู่ในตัว, เอวะ  -  แน่นอน, สยาท  -  ยังคง, อาทมะ-ทริพทะฮ  -  ส่องแสงในตัว, ชะ  -  และ, มานะวะฮ  -  มนุษย์, อาทมะนิ  -  ในตัวเขา, เอวะ  -  เท่านั้น, ชะ  -  และ, สันทุชทะฮ  -  เพียงพออย่างบริบูรณ์, ทัสยะ  -  เขา, คารยัม  -  หน้าที่, นะ  -  ไม่, วิดยะเท  -  เป็นอยู่

คำแปล

สำหรับผู้ที่มีความสุขอยู่ในตัวเอง  ผู้ซึ่งชีวิตมนุษย์ของเขาเป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง  แห่งตน  เป็นผู้ที่มีความพึงพอใจในตนเองเท่านั้น  มีความพอเพียงอย่างบริบูรณ์  สำหรับบุคคลเช่นนี้ไม่มีหน้าที่การงานใด  ๆ

คำอธิบาย

ผู้ที่มีคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์และมีความพึงพอใจอย่างบริบูรณ์ในการ  ปฎิบัติคริชณะจิตสำนึกจะไม่มีหน้าที่การงานอื่นใดที่ต้องทำ  เพราะว่าอยู่ในคริชณะ  จิตสำนึก  ความไม่บริสุทธิ์ทั้งหมดภายในตัวเขาได้ถูกชะล้างให้สะอาดโดยฉับพลัน  เทียบ  เท่ากับผลของการปฎิบัติ  ยะกยะ  หลาย  ๆ  พันครั้ง  จากการทำให้จิตสำนึกบริสุทธิ์  เช่นนี้จะมีความมั่นใจอย่างแน่วแน่เกี่ยวกับสถานภาพนิรันดรในความสัมพันธ์กับองค์  ภควาน  หน้าที่ของเขาจึงมีความสว่างไสวในตัวเองอันเนื่องมาจากพระกรุณาธิคุณของ  องค์ภควาน  ดังนั้น  เขาจะไม่มีพันธกรณีใดๆ  เกี่ยวกับคำสั่งสอนในคัมภีร์พระเวท  บุคคล  ผู้มีคริชณะจิตสำนึกเช่นนี้จะไม่สนใจกิจกรรมทางวัตถุและจะไม่ใฝ่หาความสุขทางวัตถุ  เช่น  สุรา  นารี  และสิ่งที่ทำให้ลุ่มหลงในลักษณะเดียวกันนี้

โศลก 18 (3.18)

ไนวะ ทัสยะ คริเทนารโทฺ
นาคริเทเนฮะ คัชชะนะ
นะ ชัสยะ สารวะ-บูำเทชุ
คัชชิด อารทฺะ-วิยะพาชระยะฮ

นะ  -  ไม่เคย, เอวะ  -  แน่นอน, ทัสยะ  -  ของเขา, คริเทนะ  -  ด้วยการปฏิบัติหน้าที่, อารทฺะฮ  -  จุดมุ่งหมาย, นะ  -  ไม่, อคริเทนะ  -  โดยไม่ปฎิบัติหน้าที่, อิฮะ  -  ในโลกนี้, คัชชะนะ  -  อะไร ก็แล้วแต่, นะ  -  ไม่เคย, ชะ  -  และ, อัสยะ  -  ของเขา, สารวะ-บูเทชุ  -  ระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้ง หลาย, คัชชิท  -  ใด ๆ, อารทฺะ  -  จุดมุ่งหมาย, วิยะพาชระยะฮ  -  เป็นที่พึ่ง

คำแปล

บุคคลผู้รู้แจ้งตนเองไม่มีจุดมุ่งหมายอื่นใดที่จะต้องบรรลุในการปฎิบัติหน้าที่ของ  ตนที่กำหนดไว้  เขาไม่มีเหตุผลอันใดที่จะไม่ปฎิบัติงานนี้  และก็ไม่มีความจำเป็น  ที่จะต้องขึ้นอยู่กับสิ่งมีชีวิตใด  ๆ

คำอธิบาย

บุคคลผู้รู้แจ้งแห่งตนจะไม่มีพันธกรณีใด  ๆ  ในการปฎิบัติหน้าที่ที่ได้กำหนด  ไว้  นอกจากกิจกรรมในคริชณะจิตสำนึก  คริชณะจิตสำนึกมิใช่ว่าไม่มีกิจกรรม  ดังจะ  อธิบายในโศลกต่อ  ๆ  ไป  บุคคลที่มีคริชณะจิตสำนึกไม่จำเป็นต้องไปพึ่งผู้ใดไม่ว่าจะเป็น  มนุษย์หรือเทวดา  สิ่งใดที่สามารถทำได้ในคริชณะจิตสำนึกถือว่าเพียงพอในการปฏิบัติ  ภาระกิจหน้าที่ของเขา

โศลก 19 (3.19)

ทาสมาด อสัคทะฮ สะทะทัม
คารยัม คารมะ สะมาชะระ

อสัคโท ฮิ อาชะรัน คารมะ
พะรัม อาพโนทิ พูรุชะฮ

ทัสมาท  -  ดังนั้น, อสัคทะฮ  -  ไม่ยึดติด, สะทะทัม  -  สม่ำเสมอ, คารยัม  -  เป็นหน้าที่, คารมะ  -  งาน, สะมาชะระ  -  ปฏิบัติ, อสัคทะฮ  -  ไม่ยึดติด, ฮิ  -  แน่นอน, อาชะรัน  -  ปฏิบัติ, คารมะ  -  งาน, พะรัม  -  สูงสุด, อาพโนทิ  -  ได้รับ, พูรุชะฮ  -  มนุษย์

คำแปล

ฉะนั้น  โดยปราศจากการยึดติดกับผลของงาน  เราควรปฎิบัติตนตามหน้าที่  เพราะจากการทำงานโดยไม่ยึดติด  เราจะบรรลุถึงองค์ภควาน

คำอธิบาย

องค์ภควานคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าสำหรับสาวก  คือความหลุด  พ้นสำหรับผู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์  ดังนั้น  บุคคลผู้ปฎิบัติตนเพื่อคริชณะหรืออยู่ใน  คริชณะจิตสำนึก  ภายใต้การแนะนำที่ถูกต้องโดยไม่ยึดติดต่อผลของงาน  แน่นอนว่าต้อง  เจริญก้าวหน้าไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งชีวิต  อารจุนะได้รับคำแนะนำว่าควรต่อสู้ใน  สนามรบคุรุคเชทระเพื่อประโยชน์ของคริชณะเพราะว่าคริชณะทรงปรารถนาให้อารจุนะ  สู้  การเป็นคนดีหรือเป็นคนที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่นเป็นการยึดติดส่วนตัว  แต่การปฎิบัติตน  เพื่อองค์ภควานเป็นการปฎิบัติโดยไม่ยึดติดต่อผลงาน  นี่คือการปฎิบัติที่สมบูรณ์สูงสุดที่  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  องค์ชรีคริชณะทรงแนะนำ

พิธีกรรมในคัมภีร์พระเวทเป็นพิธีการบวงสรวงบูชา  กำหนดให้ปฎิบัติเพื่อ  ชะล้างความไม่บริสุทธิ์อันเนื่องมาจากกิจกรรมที่ไม่เป็นมงคลในการสนองประสาท  สัมผัส  แต่การปฎิบัติในคริชณะจิตสำนึกอยู่เหนือผลกรรมทั้งดีและชั่ว  บุคคลผู้มีคริชณะ  จิตสำนึกจะไม่ยึดติดกับผลของงาน  แต่ปฎิบัติไปเพื่อคริชณะเท่านั้น  เขาสามารถทำ  กิจกรรมทุกชนิดแต่ว่าไม่มีความยึดติดใด  ๆ  เลย

โศลก 20 (3.20)

คารมะไณวะ ฮิ สัมสิดดฺิม
อาสทฺิทา จะนะคาดะยะฮ

โลคะ-สังกระฮัม เอวาพิ
สัมพัชยัน คารทุม อารฮะสิ

คารมะณา  -  ด้วยงาน, เอวะ  -  แม้แต่, ฮิ  -  แน่นอน, สัมสิดดฺิม  -  ในความสมบูรณ์, อาสทฺิทาฮ  -  สถิต, จะนะคะ-อาดะยะฮ  -  จะนะคะและกษัตริย์อื่น ๆ, โลคะ-สังกระฮัม  -  ผู้คนโดย ทั่วไป, เอวะ อพิ  -  เช่นกัน, สัมพัชยัน  -  พิจารณา, คารทุม  -  ปฎิบัติ, อารฮะสิ  -  เธอควรได้รับ

คำแปล

กษัตริย์  เช่น  พระเจ้าจะนะคะทรงบรรลุถึงความสมบูรณ์ด้วยเพียงแต่ทรงปฏิบัติ  ตามหน้าที่ที่กำหนดไว้เท่านั้น  ดังนั้น  เพื่อเป็นการส่งเสริมการศึกษาแก่ประชาชน  โดยทั่วไป  เธอควรจะปฎิบัติงานของเธอ

คำอธิบาย

เหล่ากษัตริย์ดังเช่นพระเจ้าจะนะคะทรงเป็นดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งแห่งตน  ดัง  นั้น  กษัตริย์เหล่านี้ทรงไม่มีข้อผูกพันในการที่จะต้องฎิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในคัมภีร์  พระเวท  แต่ถึงกระนั้นกษัตริย์เหล่านี้ก็ยังทรงปฎิบัติตามหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ทั้งหมด  เพื่อทำตนเป็นตัวอย่างสำหรับประชาชนโดยทั่วไป  พระเจ้าจะนะคะเป็นพระราชบิดา  ของพระนางสีดา  ทรงเป็นพระสัสสุระของพระราม  เนื่องจากเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่ของ  องค์ภควานพระองค์ทรงสถิตเหนือโลกวัตถุ  แต่เนื่องจากทรงเป็นกษัตริย์แห่งนครมิทฺิลา  (เมืองหนึ่งของจังหวัดบิฮารในประเทศอินเดีย)  จึงจำเป็นต้องสอนประชาชนของพระองค์  ว่าควรปฎิบัติหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างไร  อารจุนะผู้เป็นสหายนิรันดรของคริชณะ  ไม่มีความจำเป็นต้องต่อสู้ในสนามรบคุรุคเชทระ  แต่ทั้งสองพระองค์ทรงต่อสู้เพื่อสอน  ประชาชนโดยทั่วไปว่า  ความรุนแรงบางครั้งมีความจำเป็นในสถานการณ์ที่ความถูกต้อง  ยุติธรรมพ่ายแพ้  ก่อนจะเกิดสงครามที่คุรุคเชทระได้มีความพยายามทุกวิถีทางที่จะหลีก  เลี่ยงสงคราม  แม้แต่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเองก็ทรงพยายาม  แต่ฝ่ายตรงข้ามยืน  กรานว่าจะต้องรบ  ดังนั้น  เพื่อความถูกต้องยุติธรรมสงครามจึงเป็นสิ่งจำเป็น  ถึงแม้ว่า  ผู้ที่สถิตในคริชณะจิตสำนึกอาจจะไม่มีความสนใจต่อสิ่งใดในโลก  แต่ยังต้องทำงาน  เพื่อสอนประชาชนทั่วไปว่าควรจะมีชีวิตอยู่อย่างไรและควรจะทำงานอย่างไร  บุคคล  ผู้มีประสบการณ์ในคริชณะจิตสำนึกสามารถปฎิบัติตนให้ผู้อื่นปฎิบัติตามได้  ดังจะได้  อธิบายในโศลกต่อไป

โศลก 21 (3.21)

ยัด ยัด อาชะระทิ ชเรชทฺัส
ทัด ทัด เอเวทะโร จะนะฮ

สะ ยัท พระมาณัม คุรุเท
โลคัส ทัด อนุวารทะเท

ยัท ยัท  -  อะไรก็แล้วแต่, อาชะระทิ  -  เขากระทำ, ชเรชทฺะฮ  -  ผู้นำที่ควรเคารพ, ทัท  -  นั้น, ทัท  -  และสิ่งนั้นสิ่งเดียว, เอวะ  -  แน่นอน, อิทะระฮ  -  ทั่วไป, จะนะฮ  -  บุคคล, สะฮ  -  เขา, ยัท  -  อะไรก็แล้วแต่, พระมาณัม  -  ตัวอย่าง, คุรุเท  -  ปฎิบัติ, โลคะฮ  -  โลกทั้งหมด, ทัท  -  นั้น, อนุวารทะเท  -  ปฎิบัติตามรอยพระบาท

คำแปล

มหาบุรุษปฎิบัติอย่างไรบุคคลธรรมดาทั่วไปจะปฎิบัติตาม  และมาตรฐานใดที่ท่าน  วางไว้ด้วยการปฎิบัติตนเป็นตัวอย่าง  ทั่วโลกจะเจริญรอยตาม

คำอธิบาย

ประชาชนทั่วไปจำเป็นต้องมีผู้นำที่สามารถสอนด้วยการปฎิบัติให้ดูเป็น  ตัวอย่าง  ผู้นำไม่สามารถสอนให้ประชาชนงดสูบบุหรี่หากตนเองยังสูบบุหรี่อยู่  องค์  เชธันญะตรัสว่า  ครูควรจะปฎิบัติตนให้เหมาะสมถูกต้องก่อนที่จะเริ่มทำการสอนผู้  อื่น  ผู้ที่สอนแบบนี้เรียกว่า  อาชารยะ  หรือครูที่ดีเลิศ  ฉะนั้น  ครูต้องปฎิบัติตามหลักของ  ชาสทระ  (พระคัมภีร์)  ในการสอนบุคคลทั่วไปครูไม่ควรออกกฎเกณฑ์ที่ขัดกับหลักธรรม  ในพระคัมภีร์ที่เปิดเผย  พระคัมภีร์ที่เปิดเผยเช่น  มะนุ-สัมฮิทา  และเล่มอื่น  ๆ  ในลักษณะ  เดียวกันนี้ถือว่าเป็นหนังสือมาตรฐานที่สังคมมนุษย์ควรปฎิบัติตาม  ฉะนั้น  คำสอนของ  ผู้นำควรจะมีพื้นฐานมาจากหลักธรรมของชาสทระ  ที่ได้มาตรฐานเหล่านี้  ผู้ปรารถนา  จะพัฒนาตนเองต้องปฎิบัติตามหลักมาตรฐานดังที่พระอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ปฎิบัติ  ชรีมัด-  บฺากะวะธัม  ได้ยืนยันเช่นเดียวกันว่าเราควรเจริญรอยตามพระบาทของสาวกผู้ยิ่งใหญ่  นี่คือวิธีแห่งความเจริญก้าวหน้าบนหนทางแห่งความรู้แจ้งทิพย์  กษัตริย์หรือผู้บริหารรัฐ  บิดา  และครูอาจารย์  ถือว่าเป็นผู้นำโดยธรรมชาติของประชาชนผู้พาซื่อโดยทั่วไป  ผู้นำ  โดยธรรมชาติทั้งหมดนี้มีความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงต่อผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ  ตน  ฉะนั้น  ผู้นำเหล่านี้จะต้องรอบรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ศีลธรรมและศาสนาของหนังสือ  มาตรฐานเหล่านี้

โศลก 22 (3.22)

นะ เม พารทฺาสทิ คารทัพยัม
ทริชุ โลเคชุ คินชะนะ

นานะวาพทัม อวาพทัพยัม
วารทะ เอวะ ชะ คารมะณิ

นะ  -  ไม่, เม  -  ของข้า, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, อัสทิ  -  มี, คารทัพยัม  -  หน้าที่ ที่กำหนดไว้, ทริชุ  -  ในทั้งสาม, โลเคชุ  -  ระบบดาวเคราะห์, คินชะนะ  -  ใด, นะ  -  ไม่มี, อนะวาพทัม  -  ต้องการ, อวาพทัพยัม  -  ได้กำไร, วารเท  -  ข้าปฎิบัติอยู่, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  เช่นกัน, คารมะณิ  -  ในหน้าที่ที่กำหนดไว้

คำแปล

โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  ไม่มีงานใดที่กำหนดไว้สำหรับข้าภายในระบบดาวเคราะห์  ทั้งสาม  ข้าไม่ต้องการสิ่งใด  และข้าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบรรลุถึงอะไร  ถึง  กระนั้นข้ายังต้องฎิบัติหน้าที่ตามที่ได้กำหนดไว้

คำอธิบาย

วรรณกรรมพระเวทได้อธิบายถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าดังต่อไปนี้

ทัม อีชวะราณาม พะระมัม มะเฮชวะรัม
ทัม เดวะทานาม พะระมัม ชะ ไดวะทัม

พะทิม พะทีนาม พะระมัม พะรัสทาด
วิดามะ เดวัม บูำ-วะเนชัม อีดยัม
นะ ทัสยะ คารยัม คะระณัม ชะ วิดยะเท
นะ ทัท-สะมัช ชาบฺยะดฺิคัช ชะ ดริชยะเท

พะราสยะ ชัคทิร วิวิไดฺวะ ชรูยะเท
สวาบฺาวิคี กยานะ-บะละ-คริยา ชะ

“องค์ภควานทรงเป็นผู้ควบคุมผู้ควบคุมทั้งหลาย  พระองค์ทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดใน  บรรดาผู้นำของดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  ทั้งหมด  ทุก  ๆ  ชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์  สิ่งมีชีวิตทั้งมวลมิใช่ผู้สูงสุด  หากแต่ได้รับพลังอำนาจเฉพาะจากองค์ภควาน  มวลเทวดา  บูชาพระองค์  องค์ภควานทรงเป็นผู้บัญชาการสูงสุดในหมู่ผู้บัญชาการทั้งหลาย  ฉะนั้น  ทรงเป็นทิพย์อยู่เหนือผู้นำและผู้ควบคุมทางวัตถุทั้งมวล  ทุก  ๆ  ชีวิตบูชาพระองค์  ไม่มีผู้  ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์  และพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง

“องค์ภควานทรงมิได้มีพระวรกายเหมือนกับสิ่งมีชีวิตสามัญทั่วไป  ไม่มีข้อแตก  ต่างระหว่างพระวรกายและดวงวิญญาณของพระองค์  พระองค์ทรงสมบูรณ์บริบูรณ์  ทุกประการ  ประสาทสัมผัสทั้งหมดของพระองค์เป็นทิพย์  แต่ละประสาทสัมผัสสามารถ  ทำหน้าที่ของประสาทสัมผัสอื่น  ๆ  ได้ทั้งหมด  ดังนั้น  จึงไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าหรือ  เสมอเหมือนพระองค์  พระเดชของพระองค์มีหลากหลายมากมาย  ฉะนั้น  กิจกรรมของ  พระองค์เป็นไปตามลำดับตามธรรมชาติ”  (ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  6.7-8)

เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างมีความมั่งคั่งสมบูรณ์อยู่ในองค์ภควานและปรากฎอยู่  เป็นสัจธรรมที่สมบูรณ์  ไม่มีหน้าที่อันใดสำหรับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงต้อง  ปฎิบัติ  ผู้ที่ต้องรับผลของงานจะต้องมีหน้าที่ที่กำหนดไว้บางประการ  แต่ผู้ที่ไม่มีจุดมุ่ง  หมายใด  ๆ  จะต้องบรรลุภายในระบบดาวเคราะห์ทั้งสามย่อมไม่มีหน้าที่อย่างแน่นอน  ถึงกระนั้น  องค์ชรีคริชณะยังทรงรับพระภารกิจในสมรภูมิคุรุคเชทระในฐานะเป็นผู้นำ  กษัตริย์  เพราะเป็นหน้าที่ของกษัตริย์ที่ต้องปกป้องคุ้มครองประชาชนผู้ได้รับความทุกข์  แม้ว่าองค์ภควานทรงอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งหลายที่ปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์  แต่พระองค์  ทรงมิได้กระทำสิ่งที่ละเมิดพระคัมภีร์ที่เปิดเผยไว้

โศลก 23 (3.23)

ยะดิ ฮิ อฮัม นะ วารเทยัม
จาทุ คารมะณิ อทันดริทะฮ

มะมะ วารทมานุวารทันเท
มะนุชยาฮ พารทฺะ สารวะชะฮ

ยะดิ  -  ถ้าหาก, ฮิ  -  แน่นอน, อฮัม  -  ข้า, นะ  -  ไม่, วารเทยัม  -  ปฎิบัติ, จาทุ  -  เคย, คารมะณิ  -  ในการปฎิบัติหน้าที่ที่กำหนดไว้, อทันดริทะฮ  -  ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง, มะมะ  -  ของข้า, วารทมะ  -  วิถีทาง, อนุวารทันเท  -  จะปฎิบัติตาม, มะนุชยาฮ  -  มนุษย์ทั้งหลาย, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, สารวะชะฮ  -  ในทั้งหมด

คำแปล

ถ้าหากข้าไม่ปฎิบัติหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างระมัดระวังแล้วไซร้  โอ้  พารทฺะ  ทุกคน  จะปฎิบัติตามแนวทางของข้าอย่างแน่นอน

คำอธิบาย

เพื่อรักษาสมดุลแห่งความสงบของสังคมให้เจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์จึงมี  ขนบธรรมเนียมประเพณีของครอบครัวที่มีอารยธรรม  แม้ว่ากฎเกณฑ์เหล่านี้มีไว้สำหรับ  พันธวิญญาณไม่ใช่สำหรับองค์ชรีคริชณะ  แต่เนื่องจากเสด็จลงมาเพื่อสถาปนาหลัก  ศาสนา  พระองค์จึงทรงปฎิบัติหน้าที่ตามกฎเกณฑ์ต่าง  ๆ  ที่กำหนดไว้ให้เป็นแบบอย่าง  เพื่อคนธรรมดาสามัญทั่วไปจะได้เจริญรอยตามพระบาทของพระองค์  เนื่องจากทรง  เป็นผู้ที่เชื่อถือได้มากที่สุด  จาก  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  เราเข้าใจว่าองค์คริชณะทรงปฎิบัติ  หน้าที่ทางศาสนาทั้งหมดทั้งในบ้านและนอกบ้านตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับชีวิตคฤหัสถ์

โศลก 24 (3.24)

อุทสีเดยุร อิเม โลคา
นะ คุรยาม คารมะ เชต อฮัม

สังคะรัสยะ ชะ คารทา สยาม
อุพะฮันยาม อิมาฮ พระจาฮ

อุทสีเดยุฮ  -  จะตกอยู่ในความหายนะ, อิเม  -  ทั้งหมดนี้, โลคาฮ  -  โลกต่าง ๆ, นะ  -  ไม่, คุรยาม  -  ข้าปฎิบัติ, คารมะ  -  หน้าที่ที่ได้กำหนดไว้, เชท  -  หาก, อฮัม  -  ข้า, สังคะรัสยะ  -  ของประชากรที่ไม่ต้องการ, ชะ  -  และ, คารทา  -  ผู้สร้าง, สยาม  -  จะเป็น, อุพะฮันยาม  -  จะทำลาย, อิมาฮ  -  ทั้งหมดนี้, พระจาฮ  -  สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ

คำแปล

หากข้าไม่ปฎิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้  โลกทั้งหลายจะตกอยู่ในความหายนะ  ข้า  จะเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดประชากรที่ไม่พึงปรารถนา  และจะเป็นผู้ทำลายความ  สงบของมวลชีวิต

คำอธิบาย

วารณะ-สังคะระ  คือประชากรที่ไม่พึงปรารถนา  ผู้ชอบก่อความไม่สงบให้เกิด  ขึ้นในสังคมโดยทั่วไป  เพื่อเป็นการถ่วงดุลความไม่สงบในสังคม  จึงมีกฎเกณฑ์กำหนดไว้  ให้ประชาชนสามารถได้รับความสงบและรวมพลังเพื่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  เมื่อองค์ชรีคริชณะเสด็จลงมา  โดยธรรมชาติพระองค์ทรงปฎิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่า  นี้  เพื่อรักษาชื่อเสียงและทำให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฎิบัติสิ่งสำคัญเหล่านี้  องค์  ภควานทรงเป็นพระบิดาของมวลชีวิต  หากสิ่งมีชีวิตถูกนำพาไปในทางที่ผิด  โดยทาง  อ้อมพระองค์ทรงรับผิดชอบ  ดังนั้น  เมื่อใดที่มีการละเลยหลักธรรมโดยทั่วไปพระองค์  จะเสด็จลงมาเพื่อแก้ปัญหาสังคม  อย่างไรก็ดีเราควรจะระมัดระวังไว้  ถึงแม้ว่าเราต้อง  ปฎิบัติตามรอยพระบาทขององค์ภควาน  ต้องจดจำไว้เสมอว่าเราไม่สามารถเลียนแบบ  พระองค์  การปฎิบัติตามและการเลียนแบบไม่เหมือนกัน  เราไม่สามารถเลียนแบบองค์  ภควานด้วยการยกภูเขาโกวารดฺะนะ  ดังที่ทรงกระทำในขณะที่ยังทรงพระเยาว์ซึ่งเป็นสิ่ง  ที่เป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์  เราต้องปฎิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์  แต่ไม่ควรเลียน  แบบพระองค์  ไม่ว่าในขณะใด  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (10.33.30-31)  ยืนยันไว้ดังนี้

ไนทัท สะมาชะเรจ จาทุ
มะนะสาพิ ฮิ อนีชวะระฮ

วินัชยะทิ อาชะรัน โมดฺยาด
ยะทฺารุโดร 'บดฺิ-จัม วิชัม
อีชวะราณาม วะชะฮ สัทยัม
ทะไทฺวาชะริทัม ควะชิท

เทชาม ยัท สวะ-วะโช-ยุคทัม
บุดดฺิมามส ทัท สะมาชะเรท

“เราควรปฎิบัติตามคำสั่งสอนขององค์ภควานและผู้รับใช้ของพระองค์ที่ได้รับมอบ  อำนาจมา  คำสั่งสอนของท่านเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเรา  ผู้มีสติปัญญาจะ  ปฎิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้  อย่างไรก็ดี  เราควรระวังว่าจะไม่พยายามเลียนแบบการ  กระทำของพวกท่าน  เฉกเช่นเราไม่ควรดื่มมหาสมุทรยาพิษเพื่อเลียนแบบพระศิวะ”

เราควรพิจารณาตำแหน่งของ  อีชวะระ  หรือผู้ที่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหว  ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ว่าทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่อยู่เสมอ  หากเราไม่มีพลังอำนาจเช่น  นี้เราไม่สามารถเลียนแบบอีชวะระผู้ทรงพลังที่สูงกว่า  พระศิวะทรงดื่มยาพิษถึงขนาด  กลืนมหาสมุทรได้  แต่หากว่าคนธรรมดาสามัญทั่วไปพยายามดื่มยาพิษนี้แม้เพียงนิด  เดียวจะตายทันที  มีสาวกจอมปลอมมากมายของพระศิวะผู้ต้องการสูบกัญชาและยา  เสพติดในลักษณะเดียวกันนี้  โดยลืมไปว่าการเลียนแบบการกระทำของพระศิวะเช่นนี้  เทียบเท่ากับเรียกหาความตายเข้ามาใกล้ตัว  ในทำนองเดียวกันมีสาวกจอมปลอมของ  คริชณะที่ชอบเลียนแบบองค์ภควานใน  ระสะ-ลีลา  หรือลีลาศแห่งความรัก  โดยลืมไป  ว่าตนเองไม่มีความสามารถที่จะยกภูเขาโกวารดฺะนะได้  ฉะนั้น  เป็นการดีที่สุดที่เราจะ  ไม่พยายามเลียนแบบพระองค์ผู้ทรงเดช  เพียงแค่ปฎิบัติตามคำสั่งสอนก็พอแล้ว  เรา  ไม่ควรพยายามไปยึดตำแหน่งของพระองค์โดยที่เราไม่มีคุณสมบัติ  มี“อวตาร”ขององค์  ภควานอยู่เกลื่อนกลาดที่ปราศจากพระเดชแห่งองค์ภควาน

โศลก 25 (3.25)

สัคทาฮ คารมะณิ อวิดวามโส
ยะทฺา คุรวันทิ บฺาระทะ

คุรยาด วิดวามส ทะทฺาสัคทัช
ชิคีรชุร โลคะ-สังกระฮัม

สัคทาฮ-มีความยึดติด, คารมะณิ  -  ในหน้าที่ที่กำหนดไว้, อวิดวามสะฮ  -  อวิชชา, ยะทฺา - มากเท่ากับ, คุรวันทิ  -  พวกเขาทำ, บฺาระทะ  -  โอ้ ผู้สืบราชวงศ์บฺะระทะ, คุรยาท  -  จะต้อง ทำ, วิดวาน  -  ผู้รู้, ทะทฺา  -  ดังนั้น, อสัคทะฮ  -  ไม่มีความยึดติด, ชิคีรชุฮ  -  ต้องการนำ, โลคะ  -  สังกระฮัม  -  ผู้คนโดยทั่วไป

คำแปล

เฉกเช่นผู้อยู่ในอวิชชา  ปฎิบัติหน้าที่ของตนด้วยความยึดติดในผลของงาน  ผู้รู้  อาจปฎิบัติหน้าที่เช่นเดียวกัน  แต่ไม่ยึดติด  ทำไปเพียงเพื่อที่จะนำผู้คนให้มาสู่วิถี  ทางที่ถูกต้องเท่านั้น

คำอธิบาย

บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกและบุคคลผู้ไม่มีคริชณะจิตสำนึกต่างกันที่ความ  ปรารถนาไม่เหมือนกัน  บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกจะไม่ทำอะไรที่ไม่เอื้ออำนวยให้  พัฒนาคริชณะจิตสำนึก  เขาอาจปฎิบัติตนเหมือนกับบุคคลผู้อยู่ในอวิชชาที่ยึดติดใน  กิจกรรมทางวัตถุทุกประการ  แต่คนหนึ่งปฎิบัติในกิจกรรมเหล่านี้เพื่อสนองประสาท  สัมผัสของตน  ในขณะที่อีกคนหนึ่งปฎิบัติตนเพื่อให้คริชณะทรงพอพระทัย  ดังนั้น  บุคคล  ผู้มีคริชณะจิตสำนึกจำเป็นต้องแสดงให้ผู้คนเห็นว่าควรปฎิบัติตนอย่างไร  และควรนำ  ผลของการปฎิบัติมาใช้เพื่อจุดมุ่งหมายในคริชณะจิตสำนึกได้อย่างไร

โศลก 26 (3.26)

นะ บุดดฺิ-เบฺดัม จะนะเยด
อกยานาม คารมะ-สังกินาม

โจชะเยท สารวะ-คารมาณิ
วิดวาน ยุคทะฮ สะมาชะรัน

นะ  -  ไม่, บุดดฺิ  -  เบฺดัม  -  ความยุ่งของปัญญา, จะนะเยท  -  เขาอาจเป็นต้นเหตุ, อะกยานาม  -  ของคนโง่, คารมะ-สังกินาม  -  ผู้ที่ยึดติดในผลของงาน, โจชะเยท  -  เขาควรจะประสาน, สารวะ  -  ทั้งหมด, คารมาณิ  -  งาน, วิดวาน  -  ผู้รู้, ยุคทะฮ  -  ปฎิบัติ, สะมาชะรัน  -  ฝึกฝน

คำแปล

เพื่อไม่เป็นการรบกวนจิตใจของผู้อยู่ในอวิชชาที่ยึดติดต่อผลของงานในหน้าที่ที่  กำหนดไว้  ผู้รู้ไม่ควรแนะนำให้พวกเขาหยุดทำงาน  แต่ให้ทำงานในสปิริตแห่งการ  เสียสละ  ควรแนะนำให้พวกเขาปฎิบัติกิจกรรมต่าง  ๆ  (เพื่อค่อย  ๆ  พัฒนามาสู่  คริชณะจิตสำนึก)

คำอธิบาย

เวไดช  ชะ  สารไวร  อฮัม  เอวะ  เวดยะฮ  นี่คือจุดหมายปลายทางของพิธีกรรม  ทั้งหลายในคัมภีร์พระเวท  พิธีกรรมทั้งหมด  การปฎิบัติบูชาทั้งหมด  และทุกสิ่งทุกอย่าง  ที่อยู่ในคัมภีร์พระเวทรวมทั้งคำแนะนำทั้งหมดเพื่อกิจกรรมทางวัตถุ  ทั้งหมดนี้เพื่อให้  เข้าใจคริชณะผู้ทรงเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต  แต่เนื่องจากพันธวิญญาณไม่รู้อะไร  มากไปกว่าการสนองประสาทสัมผัส  จึงศึกษาคัมภีร์พระเวทด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อสนอง  ประสาทสัมผัส  จากการปฎิบัติกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์และสนองประสาทสัมผัสที่  ประมาณไว้โดยพิธีกรรมทางพระเวท  เราจะค่อย  ๆ  พัฒนามาสู่คริชณะจิตสำนึก  ดังนั้น  ดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งในคริชณะจิตสำนึกไม่ควรรบกวนผู้อื่นในกิจกรรมหรือความเข้าใจ  ของพวกเขา  แต่ควรปฎิบัติด้วยการแสดงให้เห็นว่าผลของงานทั้งหมดสามารถอุทิศเพื่อ  รับใช้คริชณะได้อย่างไร  บุคคลผู้รู้ในคริชณะจิตสำนึกอาจปฎิบัติในวิธีที่จะทำให้บุคคล  ผู้อยู่ในอวิชชาซึ่งทำงานเพื่อสนองประสาทสัมผัสได้เรียนรู้ว่าควรทำงานและปฎิบัติตน  อย่างไร  ถึงแม้ว่าผู้ที่อยู่ในอวิชชาไม่ควรถูกรบกวนในกิจกรรมของเขา  แต่บุคคลผู้พัฒนา  คริชณะจิตสำนึกแม้เพียงเล็กน้อยอาจปฎิบัติตนรับใช้องค์ภควานโดยตรงได้  โดยไม่ต้อง  รอสูตรต่าง  ๆ  จากคัมภีร์พระเวท  สำหรับผู้โชคดีเช่นนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปฎิบัติ  ตามพิธีกรรมทางพระเวท  เพราะจากการปฎิบัติคริชณะจิตสำนึกโดยตรง  เราสามารถ  ได้รับผลพวงทั้งหมดที่อาจจะได้รับจากการปฎิบัติตามหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้

โศลก 27 (3.27)

พระคริเทฮ คริยะมาณานิ
กุไณฮ คารมาณิ สารวะชะฮ

อฮังคาระ-วิมูดฺาทมา
คารทาฮัม อิทิ มันยะเท

พระคริเทฮ  -  ของธรรมชาติวัตถุ, คริยะมาณานิ  -  กระทำอยู่, กุไณฮ  -  โดยระดับต่าง ๆ, คารมาณิ  -  กิจกรรม, สารวะชะฮ  -  ทุกชนิด, อฮังคาระ-วิมูดฺะ  -  สับสนด้วยอหังการ, อาทมา  -  ดวงวิญญาณ, คารทา  -  ผู้กระทำ, อฮัม  -  ข้า, อิทิ  -  ดังนั้น, มันยะเท  -  เขาคิด

คำแปล

จิตวิญญาณเกิดสับสนอันเนื่องมาจากอิทธิพลของอหังการ  ที่คิดว่าตนเองเป็นผู้  กระทำกิจกรรมทั้งหลาย  แท้ที่จริงสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุเป็นผู้นำพาไป

คำอธิบาย

บุคคลสองคน  คนหนึ่งมีคริชณะจิตสำนึกและอีกคนหนึ่งมีวัตถุจิตสำนึก  ทำงาน  ในระดับเดียวกันอาจดูเหมือนว่าทำงานอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน  แต่มีข้อแตกต่างอย่าง  มหาศาลในสถาภาพของบุคคลทั้งสอง  บุคคลในวัตถุจิตสำนึกมีความมั่นใจด้วยอหังการ  ว่าตนเองเป็นผู้กระทำทุกสิ่งทุกอย่าง  โดยไม่รู้ว่ากลไกแห่งร่างกายนี้ธรรมชาติวัตถุซึ่ง  ทำงานภายใต้การควบคุมขององค์ภควานเป็นผู้ผลิต  นักวัตถุนิยมไม่รู้ว่าในที่สุดตัวเขา  เองก็อยู่ภายใต้การควบคุมของคริชณะ  บุคคลผู้อยู่ภายใต้อหังการจะรับเอาเกียรติยศ  ชื่อเสียงทั้งหมดในการทำทุกสิ่งโดยเอกเทศ  และนี่คือลักษณะอาการแห่งอวิชชา  โดยไม่รู้  ว่าร่างกายทั้งหยาบและละเอียดของเขานี้ธรรมชาติวัตถุเป็นผู้สร้างภายใต้คำสั่งขององค์  ภควาน  เมื่อเป็นเช่นนี้กิจกรรมของร่างกายและจิตใจของเขาควรทำไปเพื่อรับใช้คริชณะ  ในคริชณะจิตสำนึก  ผู้อยู่ในอวิชชาลืมไปว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงพระนามว่า  ฮริชิเคชะ  หรือเจ้านายของประสาทสัมผัสแห่งร่างวัตถุ  เนื่องจากการใช้ประสาทสัมผัส  ไปในทางที่ผิดเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเองเป็นเวลายาวนาน  เขาจึงเกิดสับสน  อย่างจริงจังจากอหังการซึ่งทำให้ลืมความสัมพันธ์นิรันดรกับคริชณะ

โศลก 28 (3.28)

ทัททวะ-วิท ทุ มะฮา-บาโฮ
กุณะ-คารมะ-วิบฺากะโยฮ

ณา กุเณชุ วารทันทะ
อิทิ มัทวา นะ สัจจะเท

ทัททวะ-วิท  -  ผู้รู้สัจธรรมอันสมบูรณ์, ทุ  -  แต่, มะฮา-บาโฮ  -  โอ้ นักรบผู้ยิ่งใหญ่, กุณะ- คารมะ  -  งานภายใต้อิทธิพลของวัตถุ, วิบฺากะโยฮ  -  แตกต่างกัน, กุณาฮ  -  ประสาทสัมผัส, กุเณชุ  -  ในการสนองประสาทสัมผัส, วารทันเท  -  กำลังปฎิบัติ, อิทิ  -  ดังนั้น, มัทวา  -  ความ คิด, นะ  -  ไม่เคย, สัจจะเท  -  ยึดติด

คำแปล

โอ้  นักรบผู้ยอดเยี่ยม  ผู้รู้สัจธรรมอันสมบูรณ์จะไม่ปฎิบัติตนอยู่ในระดับประสาท  สัมผัส  และจะไม่สนองประสาทสัมผัส  เขารู้ดีถึงข้อแตกต่างระหว่างงานเพื่อการ  อุทิศตนเสียสละ  และงานเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ

คำอธิบาย

ผู้รู้สัจธรรมอันสมบูรณ์มีความมั่นใจในสถานภาพอันเคอะเขินของตนในการ  ที่มาคลุกคลีกับวัตถุ  รู้ดีว่าตนเองเป็นละอองอณูของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  คริชณะ  และสถานภาพของตนไม่ควรอยู่ภายในการสร้างทางวัตถุ  รู้ตัวจริงของตนเอง  ว่าเป็นละอองอณูขององค์ภควานผู้ทรงมีความสุขเกษมสำราญนิรันดรและทรงเป็น  สัพพัญญู  อย่างไรก็ดี  ยังรู้แจ้งอีกด้วยว่าตนเองมาติดกับดักในชีวิตที่มีแนวคิดทางวัตถุ  ในสภาวะความเป็นอยู่ที่บริสุทธิ์เขาควรประสานกิจกรรมต่าง  ๆ  ของตนเพื่อการอุทิศเสีย  สละรับใช้องค์ภควานคริชณะ  ดังนั้นจะปฎิบัติตนในกิจกรรมของคริชณะจิตสำนึก  และ  โดยธรรมชาติจะไม่ยึดติดกับกิจกรรมทางประสาทสัมผัสวัตถุซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงสภาวะ  ชั่วคราวไม่ถาวร  โดยรู้ดีว่าสภาวะวัตถุของชีวิตตนอยู่ภายใต้การควบคุมสูงสุดขององค์  ภควาน  ฉะนั้น  จึงไม่ถูกรบกวนจากผลกรรมนานัปการทางวัตถุซึ่งพิจารณาว่าเป็นพระ  เมตตาธิคุณของพระองค์  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  กล่าวว่าผู้ที่รู้สัจธรรมอันสมบูรณ์ทั้งสาม  ลักษณะ  คือ  บระฮมัน.  พะระมาทมา.  และ  องค์ภควาน  เรียกว่า  ทัททวะ-วิท  เพราะว่า  เขารู้ถึงตำแหน่งอันแท้จริงของตนเองในความสัมพันธ์กับองค์ภควาน

โศลก 29 (3.29)

พระคริเทร กุณะ-สัมมูดฺาฮ
สัจจันเท กุณะ-คารมะสุ

ทาน อคริทสนะ-วิโด มันดาน
คริทสนะ-วิน นะ วิชาละเยท

พระคริเทฮ  -  ของธรรมชาติวัตถุ, กุณะ  -  โดยสามระดับ, สัมมูดฺาฮ  -  โง่เพราะสำนึกตนกับ วัตถุ, สัจจันเท  -  พวกเขามาปฎิบัติ, กุณะ-คารมะสุ  -  ในกิจกรรมทางวัตถุ, ทาน  -  ของพวก เขา, อคริทสนะ-วิดะฮ  -  บุคคลผู้ด้อยความรู้, มันดาน  -  เกียจคร้านที่จะเข้าใจการรู้แจ้ง แห่งตน, คริทสนะ-วิท  -  ผู้มีความรู้ที่ถูกต้อง, นะ  -  ไม่, วิชาละเยท  -  ควรพยายามรบกวน

คำแปล

เนื่องด้วยสับสนจากระดับของธรรมชาติวัตถุ  ผู้อยู่ในอวิชชาปฎิบัติตนอย่างเต็ม  ที่ในกิจกรรมทางวัตถุและเกิดการยึดติด  แต่ผู้ฉลาดไม่ควรกังวลกับสิ่งเหล่านี้  แม้ว่าหน้าที่เหล่านี้จะต่ำกว่าอันเนื่องมาจากผู้ปฎิบัติขาดความรู้

คำอธิบาย

ผู้ไม่มีความรู้สำนึกตนเองอย่างผิด  ๆ  กับจิตสำนึกวัตถุหยาบ  ๆ  และเต็มไป  ด้วยชื่อระบุทางวัตถุต่าง  ๆ  ร่างกายนี้เป็นของขวัญจากธรรมชาติวัตถุ  ผู้ที่ยึดติดมากกับ  จิตสำนึกทางร่างกายเรียกว่า  มันดะ  หรือผู้เกียจคร้านที่ไม่เข้าใจดวงวิญญาณ  ผู้ที่อยู่  ภายใต้อวิชชาคิดว่าตนเองคือร่างกาย  ยอมรับความสัมพันธ์ทางร่างกายกับผู้อื่นว่าเป็น  วงศาคณาญาติ  แผ่นดินที่ร่างกายนี้ได้รับมาเป็นสถานที่สักการะบูชา  และพิจารณาว่า  ระเบียบการของพิธีกรรมทางศาสนาคือจุดมุ่งหมายสูงสุดในตัวมันเอง  งานสังคม  ลัทธิ  ความรักชาติ  และลัทธิการเห็นประโยชน์ผู้อื่น  เหล่านี้คือกิจกรรมบางประการของบุคคล  ผู้อยู่ภายใต้ชื่อระบุทางวัตถุ  ภายใต้มนต์สะกดแห่งชื่อระบุนี้ทำให้พวกเขามีภารกิจยุ่ง  ยากอยู่ในสนามวัตถุเสมอ  สำหรับบุคคลเหล่านี้  ความรู้แจ้งดวงวิญญาณเป็นสิ่งเร้นลับ  ดังนั้น  พวกเขาจะไม่สนใจ  อย่างไรก็ดี  ผู้ที่ได้รับแสงสว่างในชีวิตทิพย์ไม่ควรพยายาม  รบกวนบุคคลผู้หมกมุ่นอยู่ในวัตถุเช่นนี้  ทางที่ดีเราควรปฎิบัติกิจกรรมทิพย์ของเรา  อย่างเงียบสงบ  ผู้สับสนเช่นนี้อาจปฎิบัติตนตามหลักศีลธรรมพื้นฐานของชีวิต  เช่นไม่  เบียดเบียนกันและร่วมงานการกุศลทางวัตถุ

ผู้อยู่ในอวิชชาไม่สามารถรู้ถึงคุณค่าแห่งกิจกรรมในคริชณะจิตสำนึก  ฉะนั้น  องค์ชรีคริชณะทรงแนะนำไม่ให้ไปรบกวนพวกเขาและเสียเวลาอันมีค่าไปโดยเปล่า  ประโยชน์  แต่สาวกขององค์ภควานมีความเมตตามากกว่าพระองค์  เพราะเข้าใจจุดมุ่ง  หมายขององค์ภควาน  ดังนั้น  ท่านจึงยอมเสี่ยงอันตรายนานัปการ  แม้กระทั่งต้องเข้า  พบผู้อยู่ภายใต้อวิชชาเพื่อแนะนำให้ปฎิบัติคริชณะจิตสำนึก  ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง  สำหรับชีวิตมนุษย์

โศลก 30 (3.30)

มะยิ สารวาณิ คารมาณิ
สันนยัสยาดฺยาทมะ-เชทะสา

นิราชีร นิรมะโม บูำทวา
ยุดฺยัสวะ วิกะทะ-จวะระฮ

มะยิ  -  แต่ข้า, สารวาณิ  -  ทุกชนิด, คารมาณิ  -  กิจกรรม, สันนยัสยะ  -  ยกเลิกทั้งหมด, อัดฺยาทมะ  -  ด้วยความรู้อันสมบูรณ์เกี่ยวกับตนเอง, เชทะสา  -  ด้วยจิตสำนึก, นิราชีฮ  -  ไม่มีความปรารถนาเพื่อผลกำไร, นิรมะมะฮ  -  ไม่เป็นเจ้าของ, บูทวา  -  เป็นดังนี้, ยุดฺยัสวะ -ต่อสู้, วิกะทะ-จวะระฮ  -  ไม่เฉื่อยชา

คำแปล

ฉะนั้น  โอ้  อารจุนะ  จงศิโรราบงานของเธอทั้งหมดแด่ข้า  เปี่ยมไปด้วยความรู้แห่ง  ข้า  ไม่ปรารถนาผลกำไร  ไม่อ้างความเป็นเจ้าของ  และปราศจากความเฉื่อยชา  เธอจงสู้

คำอธิบาย

โศลกนี้แสดงถึงจุดมุ่งหมายของ  ภควัต-คีตา  อย่างชัดเจน  องค์ภควาน  ทรง  สอนว่าเราต้องมีคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ในการปฎิบัติหน้าที่เฉกเช่นการมีวินัย  ในกองทัพ  คำสั่งสอนเช่นนี้อาจทำได้ยากแต่ถึงอย่างไรหน้าที่จะต้องดำเนินต่อไปโดย  ขึ้นอยู่กับคริชณะเพราะว่านั่นคือสถานภาพพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต  สิ่งมีชีวิตไม่สามารถมี  ความสุขโดยปราศจากการร่วมมือกับองค์ภควาน  เพราะว่าสถานภาพพื้นฐานนิรันดร  ของสิ่งมีชีวิตคือมาเป็นผู้ร่วมงานกับความปรารถนาขององค์ภควาน  ฉะนั้นองค์ชรี  คริชณะทรงรับสั่งให้อารจุนะต่อสู้เสมือนดั่งคริชณะทรงเป็นผู้บังคับบัญชาทหาร  เราต้อง  เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความปรารถนาดีขององค์ภควาน  และในขณะเดียวกันปฎิบัติ  หน้าที่ที่กำหนดไว้โดยไม่อ้างความเป็นเจ้าของ  อารจุนะทรงไม่ต้องพิจารณาคำสั่งของ  พระองค์เพียงแต่ทรงต้องปฎิบัติตามคำสั่งเท่านั้น  องค์ภควานทรงเป็นดวงวิญญาณของ  มวลวิญญาณ  ฉะนั้น  ผู้ที่ขึ้นอยู่กับองค์อภิวิญญาณสูงสุดร้อยเปอร์เซ็นต์โดยปราศจาก  การพิจารณาส่วนตัว  หรืออีกนัยหนึ่งผู้ที่มีคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  เรียกว่า  อัดฺยาทมะ-เชทัส  คำว่า  นิราชีฮ  หมายความว่าเราต้องปฎิบัติตามคำสั่งของเจ้านาย  แต่ไม่ควรคาดหวังผลประโยชน์  แคชเชียร์อาจนับเงินเป็นจำนวนล้าน  ๆ  บาทให้นายจ้าง  แต่จะไม่อ้างแม้แต่สตางค์แดงเดียวสำหรับตนเอง  ในลักษณะเดียวกันแเราต้องรู้แจ้งว่า  ไม่มีอะไรในโลกนี้เป็นของผู้หนึ่งผู้ใด  แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นขององค์ภควาน  นั่นคือความ  หมายอันแท้จริงของคำว่า  มะยิ  หรือ“แด่ข้า”  และเมื่อเราปฎิบัติตนในคริชณะจิตสำนึก  เช่นนี้  แน่นอนว่าเราจะไม่อ้างความเป็นเจ้าของในสิ่งใด  ๆ  จิตสำนึกเช่นนี้เรียกว่า  นิรมะมะ  หรือ  “ไม่มีอะไรเป็นของข้า”  หากเกิดมีความไม่เต็มใจในการปฎิบัติตามคำ  สั่งอันเข้มงวดเช่นนี้  โดยปราศจากการพิจารณาถึงสิ่งที่สมมุติว่าเป็นวงศาคณาญาติ  ในความสัมพันธ์ทางร่างกาย  ความไม่เต็มใจเช่นนี้ควรสลัดทิ้งไป  ดังนี้เราอาจมาเป็น  วิกะทะ-จวะระ  หรือปราศจากอารมณ์เร่าร้อนหรืออารมณ์เฉื่อยชา  ทุก  ๆ  คนตาม  คุณสมบัติและสถานภาพของตนมีงานโดยเฉพาะให้ปฎิบัติ  และงานทั้งหมดนี้อาจปฎิบัติ  ในคริชณะจิตสำนึก  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นซึ่งจะนำเราไปสู่หนทางแห่งอิสรภาพ

โศลก 31 (3.31)

เย เม มะทัม อิดัม นิทยัม
อนุทิชทฺันทิ มานะวาฮ

ชรัดดฺาวันโท 'นะสูยันโท
มุชยันเท เท 'พิ คารมะบฺิฮ

เย  -  ผู้ซึ่ง, เม  -  ของข้า, มะทัม  -  คำสั่งสอน, อิดัม  -  เหล่านั้น, นิทยัม  -  เสมือนดังหน้าที่ นิรันดร, อนุทิชทฺันทิ  -  ปฎิบัติสม่ำเสมอ, มานะวาฮ  -  มนุษย์, ชรัดดฺา-วันทะฮ  -  ด้วยความ ศรัทธาและอุทิศตนเสียสละ, อนะสูยันทะฮ  -  ไม่มีความอิจฉาริษยา, มุชยันเท  -  เป็นอิสระ, เท  -  ทั้งหมด, อพิ  -  แม้แต่, คารมะบฺิฮ  -  จากพันธนาการแห่งกฎของการปฎิบัติเพื่อหวังผล

คำแปล

ผู้ปฎิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของข้า  และปฎิบัติตามคำสั่งสอนนี้ด้วยความศรัทธา  ปราศจากความอิจฉาริษยา  จะได้รับอิสรภาพจากพันธนาการแห่งการกระทำ  เพื่อผลทางวัตถุ

คำอธิบาย

คาสั่งของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  คริชณะ  เป็นแก่นสารสาระสำคัญ  ที่สุดของปรัชญาพระเวททั้งหมด  ฉะนั้น  จึงเป็นสัจธรรมอมตะโดยไม่มีข้อแม้  เฉกเช่น  คัมภีร์พระเวทเป็นอมตะ  สัจธรรมแห่งคริชณะจิตสำนึกนี้ก็เป็นอมตะเช่นเดียวกัน  เรา  ควรมีความศรัทธาอย่างแน่วแน่ในคำสั่งนี้โดยไม่อิจฉาริษยาองค์ภควาน  มีนักปราชญ์  มากมายเขียนคำอธิบวยเกี่ยวกับ  ภควัต-คีตา  หากแต่ไม่มีความศรัทธาในคริชณะ  นัก  ปราชญ์เหล่านี้จะไม่มีวันได้รับอิสรภาพจากพันธนาการแห่งการกระทำเพื่อผลทงวัตถุ  หากสามัญชนทั่วไปมีความศรัทธาอย่างมั่นคงในคำสั่งอมตะขององค์ภควาน  แม้จะไม่  สามารถปฎิบัติตามคำสั่งเหล่านี้ก็สามารถได้รับอิสรภาพจากพันธนาการของกฎแห่ง  กรรม  (คารมะ)  ได้  ในเบื้องต้นของคริชณะจิตสำนึกเราอาจจะไม่สามารถปฎิบัติตามคำ  สั่งของพระองค์ได้อย่างสมบูรณ์  แต่เนื่องจากการที่เราไม่ขัดข้องใจต่อหลักธรรมนี้และ  ทำงานด้วยความจริงใจโดยไม่พิจารณาถึงเรื่องพ่ายแพ้และสิ้นหวัง  แน่นอนว่าเราจะได้  รับการส่งเสริมไปจนถึงระดับที่บริสุทธิ์แห่งคริชณะจิตสำนึก

โศลก 32 (3.32)

เย ทุ เอทัด อับฺยะสูยันโท
นานุทิชทฺันทิ เม มะทัม

สารวะ-กยานะ-วิมูดฺามส ทาน
วิดดฺิ นัชทาน อเชทะสะฮ

เย  -  เขาเหล่านั้น, ทุ  -  อย่างไรก็ดี, เอทัท  -  นี้, อับฺยะสูยันทะฮ  -  ด้วยความอิจฉาริษยา, นะ  -  ไม่, อนุทิชทฺันทิ  -  ปฎิบัติอย่างสม่ำเสมอ, เม  -  ของข้า, มะทัม  -  คำสั่ง, สารวะ-กยานะ  -  ใน ความรู้ทั้งหมด, วิมูดฺาน  -  โง่อย่างสมบูรณ์, ทาน  -  เขาเหล่านั้น, วิดดฺิ  -  รู้ดีว่า, นัชทาน  -  ถูก ทำลายทั้งหมด, อเชทะสะฮ  -  ไม่มีคริชณะจิตสำนึก

คำแปล

แต่ผู้ที่มีความอิจฉาริษยา  ละเลยคำสั่งสอนเหล่านี้และไม่ปฏิบัติตามอย่าง  สม่ำเสมอ  พิจารณาว่าความรู้ทั้งหมดได้สูญเสียไป  เป็นคนโง่  และได้ทำลาย  ความพยายามเพื่อความสมบูรณ์

คำอธิบาย

ข้อผิดพลาดในการที่ไม่มีคริชณะจิตสำนึกได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้  เหมือนกับมีการลงโทษผู้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บริหารสูงสุดของรัฐ  แน่นอนว่าจะมีการ  ลงโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งขององค์ภควาน  ผู้ไม่ปฏิบัติตามไม่ว่ายิ่งใหญ่แค่ไหนจะมี  อวิชชาเกี่ยวกับตนเอง  เกี่ยวกับ  บระฮมัน  สูงสุด  เกี่ยวกับ  พะระมาทมา  และเกี่ยวกับ  องค์  ภควาน  อันเนื่องมาจากหัวใจที่ว่างเปล่า  ดังนั้น  จึงไม่มีความหวังแห่งความสมบูรณ์ใน  ชีวิตสำหรับบุคคลผู้นี้

โศลก 33 (3.33)

สะดริชัม เชชทะเท สวัสยาฮ
พระคริเทร กยานะวาน อพิ

พระคริทิม ยานทิ บํูทานิ
นิกระฮะฮ คิม คาริชยะทิ

สะดริชัม  -  ตามนั้น, เชชทะเท  -  พยายาม, สวัสยาฮ  -  ด้วยตัวเขาเอง, พระคริเทฮ  -  ระดับ ของธรรมชาติ, กยานะวาน  -  มีความรู้, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, พระคริทิม  -  ธรรมชาติ, ยานทิ  -  ได้ รับ,บํูทานิ  -  มวลสิ่งมีชีวิต, นิกระฮะฮ  -  ความอดกลั้น, คิม  -  อะไร, คาริชยะทิ  -  สามารถทำ

คำแปล

แม้ผู้รู้ยังต้องปฏิบัติตามธรรมชาติของตนเอง  เพราะทุกคนปฏิบัติตามธรรมชาติ  ที่ตนได้รับมาจากสามระดับ  การเก็บกดเอาไว้จะได้รับผลสำเร็จอันใด?

คำอธิบาย

นอกเสียจากว่าเราจะสถิตในระดับทิพย์แห่งคริชณะจิตสำนึก  มิฉะนั้น  เราจะ  ไม่สามารถมีอิสรภาพจากอิทธิพลของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  ดังที่  องค์ภควานได้ทรง  ยืนยันไว้ในบทที่เจ็ด  (7.14)  ฉะนั้น  แม้ผู้มีการศึกษาสูงสุดทางโลกก็ยังหลุดพ้นจากบ่วง  ของมายาไม่ได้  ด้วยความรู้ทางทฤษฎีหรือด้วยการแยกดวงวิญญาณออกจากร่างกาย  มีผู้ที่สมมุติว่าเป็นนักทิพย์นิยมมากมาย  ภายนอกวางตัวว่ามีความเจริญในศาสตร์นี้แต่  ภายในหรือส่วนตัวยังอยู่ภายใต้ระดับใดระดับหนึ่งของธรรมชาติวัตถุอย่างราบคาบ  ซึ่ง  ตนเองไม่สามารถข้ามพ้นไปได้  ในเชิงวิชาการเขาอาจจะเป็นผู้มีการศึกษาสูงมาก  แต่  เนื่องจากมาคลุกคลีอยู่กับธรรมชาติวัตถุอันแสนจะยาวนานจึงถูกพันธนาการ  คริชณะ  จิตสำนึกสามารถช่วยให้เราออกจากพันธนาการทางวัตถุได้  ถึงแม้ว่าเราจะปฏิบัติตาม  หน้าที่ที่กำหนดไว้ตามความเป็นอยู่ทางวัตถุ  ฉะนั้น  หากไม่มีคริชณะจิตสำนึกอย่าง  สมบูรณ์  เราไม่ควรยกเลิกอาชีพการงาน  ไม่มีผู้ใดควรยกเลิกหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้โดย  ฉับพลัน  และมาสมมุติตนเองว่าเป็นโยคีหรือนักทิพย์นิยมแบบผิดธรรมชาติ  สถิตใน  สถานภาพของตนเองและพยายามบรรลุถึงคริชณะจิตสำนึกภายใต้การฝึกฝนที่สูงยัง  จะดีกว่า  เช่นนี้  เราอาจได้รับอิสรภาพจากเงื้อมมือพระนาง  มายา  ซึ่งก็เป็นผู้รับใช้ของ  คริชณะเช่นกัน

โศลก 34 (3.34)

อินดริยัสเยนดริยัสยารเทฺ
รากะ-ดเวโช วิยะวัสทฺิโท

ทะโยร นะ วะชัม อากัชเชท
โท ฮิ อัสยะ พะริพันทฺิโน

อินดริยัสยะ  -  ของประสาทสัมผัส, อินดริยัสยะ อารเทฺ  -  ในอายตนะภายนอก, รากะ  -  การ ยึดติด, ดเวโช  -  การไม่ยึดติดก็เช่นกัน, วิยะวัสทฺิโท  -  ไว้ภายใต้กฎเกณฑ์, ทะโยฮ  -  ของเขา เหล่านั้น, นะ  -  ไม่เคย, วะชัม  -  ควบคุม, อากัชเชฺท  -  เราควรจจะมา, โท  -  ของเขาเหล่านั้น, ฮิ  -  แน่นอน, อัสยะ  -  ของเขา, พะริพันทฺิโน  -  อุปสรรค

คำแปล

มีหลักการประมาณความยึดติดและความเกลียดชังที่เกี่ยวกับอายตนะภายใน  และอายตนะภายนอก  เราไม่ควรมาอยู่ภายใต้การควบคุมของความยึดติดและ  ความเกลียดชังเช่นนี้  เพราะมันเป็นอุปสรรคในความรู้แจ้งแห่งตน

คำอธิบาย

ผู้อยู่ในคริชณะจิตสำนึกโดยธรรมชาติจะไม่เต็มใจปฏิบัติตนเพื่อสนองประสาท  สัมผัสวัตถุ  แต่ผู้ที่ไม่อยู่ในจิตสำนึกเช่นนี้ควรปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ปรากฏอยู่ในพระ  คัมภีร์  ความสุขทางประสาทสัมผัสที่ไม่มีขอบเขตเป็นเหตุให้ถูกกักขังทางวัตถุ  แต่ผู้  ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดังที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์จะไม่ถูกพันธนาการโดยอายตนะ  ภายนอก  ตัวอย่างเช่น  ความสุขทางเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพันธวิญญาณ  และ  ความสุขทางเพศสัมพันธ์อนุโลมให้ภายใต้ใบอนุญาตสมรส  คำสั่งสอนของพระคัมภีร์  ห้ามไม่ให้เรามีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นนอกจากภรรยาของตนเอง  สตรีอื่นทั้งหมดถือว่า  เป็นมารดา  แม้มีคำสั่งเช่นนี้  ผู้ชายยังมีแนวโน้มที่จะมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่น  นิสัยเช่น  นี้ต้องปรับปรุง  มิฉะนั้น  จะเป็นสิ่งกีดขวางทางในความรู้แจ้งแห่งตน  ตราบเท่าที่เรายังมี  ร่างวัตถุอยู่ความจำเป็นต่าง  ๆ  ของร่างกายอนุญาตให้ได้แต่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์  และไม่  ควรขึ้นอยู่กับการควบคุมกับสิ่งที่ได้รับอนุญาตเช่นนี้  เราต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่า  นี้โดยไม่ยึดติดกับมัน  เพราะการฝึกฝนเพื่อสนองประสาทสัมผัสภายใต้กฎเกณฑ์อาจนำ  เราให้หลงทางได้เหมือนกัน  มากเท่า  ๆ  กับที่มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุเสมอแม้บนทางหลวง  ที่มีการดูแลรักษาเป็นอย่างดี  ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่มีอันตรายเกิดขึ้นแม้บนถนน  ที่ปลอดภัยที่สุด  แนวโน้มในความสุขทางประสาทสัมผัสโดยประมาณก็มีโอกาสมากที่  จะทำให้เราตกต่ำลงได้  ดังนั้น  การยึดติดใด  ๆ  แม้กับความสุขทางประสาทสัมผัสโดย  ประมาณจะต้องหลีกเลี่ยงทุกวิถีทางเช่นเดียวกัน  แต่ควรยึดมั่นกับคริชณะจิตสำนึกหรือ  ปฏิบัติรับใช้คริชณะด้วยความรักอยู่เสมอ  และไม่ยึดติดกับกิจกรรมทางประสาทสัมผัส  ทุกชนิด  ฉะนั้น  ไม่มีใครควรปลีกตัวออกห่างจากคริชณะจิตสำนึกไม่ว่าในช่วงไหนของ  ชีวิต  จุดมุ่งหมายในการเป็นอิสระจากการยึดติดอยู่กับประสาทสัมผัสทั้งหมด  ก็เพื่อใน  ที่สุดให้เรามาสถิตในระดับคริชณะจิตสำนึก

โศลก 35 (3.35)

ชเรยาน สวะ-ดฺารโม วิกุณะฮ
พะระ-ดฺารมาท สว-อนุชทฺิทาท

สวะ-ดฺารเม นิดฺะนัม ชเรยะฮ
พะระ-ดฺารโม บฺะยาวะฮะฮ

ชเรยาน  -  ดีกว่าเป็นไหน ๆ, สวะ-ดฺารมะฮ  -  หน้าที่ของตนที่ได้กำหนดไว้, วิกุณะฮ  -  แม้ว่า จะผิดพลาด, พะระ-ดฺารมาท  -  มากกว่าหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้สำหรับผู้อื่น, สุ-อนุช ทฺิทาท  -  กระทำอย่างสมบูรณ์, สวะ-ดฺารเม  -  ในหน้าที่ของตนที่กำหนดไว้, นิดฺะนัม  -  การ ทำลาย, ชเรยะฮ  -  ดีกว่า, พะระ-ดฺารมะฮ  -  หน้าที่ที่ได้กำหนดไว้สำหรับผู้อื่น, บฺะยะ- อาวะฮะฮ  -  อันตราย

คำแปล

การปฏิบัติหน้าที่ของตนที่ได้กำหนดไว้ถึงแม้ว่าจะมีข้อบกพร่อง  ยังดีกว่าไปทำ  หน้าที่ของผู้อื่นอย่างสมบูรณ์เป็นไหน  ๆ  การถูกทำลายขณะปฏิบัติหน้าที่ของ  ตนเองยังดีกว่าไปปฏิบัติหน้าที่ของผู้อื่น  เพราะการปฏิบัติตามวิถีทางของผู้อื่น  เป็นอันตราย

คำอธิบาย

เราควรปฏิบัติหน้าที่ของเราที่ได้กำหนดไว้ด้วยคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  ดีกว่าไปทำงานที่กำหนดไว้สำหรับผู้อื่น  ในวิถีวัตถุหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้เป็นหน้าที่ที่ถูก  บัญชาตามสภาวะทางจิตวิทยาของแต่ละคนภายใต้มนต์สะกดของระดับแห่งธรรมชาติ  วัตถุ  ในวิถีทิพย์หน้าที่คือคำสั่งจากพระอาจารย์ทิพย์เพื่อให้เรารับใช้ทิพย์แด่คริชณะ  ไม่  ว่าจะเป็นวิถีวัตถุหรือวิถีทิพย์เราควรจะยึดอยู่กับหน้าที่ของเราตามที่ได้กำหนดไว้จนวัน  ตาย  ดีกว่าไปเลียนแบบหน้าที่ที่กำหนดไว้สำหรับผู้อื่น  หน้าที่ในระดับทิพย์และหน้าที่ใน  ระดับวัตถุอาจแตกต่างกัน  แต่หลักการปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งดี  สำหรับผู้ปฏิบัติเสมอ  เมื่ออยู่ภายใต้มนต์สะกดของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  ควรปฏิบัติ  ตามกฎที่ได้กำหนดไว้สำหรับสภาวะโดยเฉพาะของเรา  ไม่ควรเลียนแบบผู้อื่น  ตัวอย่าง  เช่น  พราหมณ์อยู่ในระดับความดีไม่เบียดเบียนผู้อื่น  ในขณะที่กษัตริย์อยู่ในระดับตัณหา  อนุญาตให้เบียดเบียนได้  เมื่อเป็นเช่นนี้กษัตริย์จึงปฏิบัติตามกฎที่เบียดเบียนได้และ  กำราบศัตรู  ดีกว่าที่จะมาเลียนแบบพราหมณ์ผู้ยึดหลักอหิงสา  ทุกคนต้องชะล้างจิตใจ  ของตนเองทีละน้อย  ไม่ใช่โดยฉับพลัน  อย่างไรก็ดีเมื่อเราข้ามพ้นระดับต่าง  ๆ  ของ  ธรรมชาติวัตถุ  และสถิตในคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  เราจะปฏิบัติอย่างไรก็ได้  ภายใต้คำแนะนำของพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  ในระดับสมบูรณ์ของคริชณะ  จิตสำนึกนี้  กษัตริย์อาจปฏิบัติตนเป็นพราหมณ์หรือว่าพราหมณ์อาจจะปฏิบัติตนเป็น  กษัตริย์  ในระดับทิพย์แล้วข้อแตกต่างทางโลกวัตถุนำมาใช้ไม่ได้  ตัวอย่างเช่น  วิชวามิ-  ทระ  เดิมทีทรงเป็นกษัตริย์แต่ต่อมาปฏิบัติตนเป็นพราหมณ์  ในขณะที่  พะระชุรามะ  เดิม  เป็นพราหมณ์แต่ต่อมาปฏิบัติตนเป็นกษัตริย์  เมื่อสถิตในระดับทิพย์  ทั้งสองท่านสามารถ  ทำเช่นนี้ได้  แต่ตราบใดที่เรายังอยู่ในระดับวัตถุ  ต้องปฏิบัติหน้าที่ของเราตามระดับของ  ธรรมชาติวัตถุ  ในขณะเดียวกันเราจะต้องมีสติอย่างสมบูรณ์ในคริชณะจิตสำนึก

โศลก 36 (3.36)

อารจุนะ อุวาชะ
อทฺะ เคนะ พระยุคโท ยัม
พาพัมชะระทิ พูรุชะฮ

อนิชชฺันน อพิ วารชเณยะ
บะลาด อิวะ นิโยจิทะฮ

อารจุนะ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, อทฺะ  -  จากนั้น, เคนะ  -  ด้วยอะไร, พระยุคทะฮ  -  กระตุ้น, อยัม  -  บุคคล, พาพัม  -  ความบาป, ชะระทิ  -  ทำ, พูรุชะฮ  -  มนุษย์, อนิชชฺัน  -  ไม่มีความ ปรารถนา, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, วารชเณยะ  -  โอ้ ผู้สืบราชวงศ์วริชณิ, บะลาท  -  ด้วยกำลัง, อิวะ  -  ประหนึ่งว่า, นิโยจิทะฮ  -  ปฏิบัติ

คำแปล

อารจุนะตรัสว่า  โอ้  ผู้สืบราชวงศ์วริชณิ  อะไรคือสิ่งกระตุ้นให้คนทำบาปแม้จะ  ไม่เต็มใจ  ประหนึ่งทำไปเพราะถูกบังคับ?

คำอธิบาย

สิ่งมีชีวิตซึ่งเป็นละอองอณูขององค์ภควานเดิมทีเป็ทิพย์  บริสุทธิ์  และปราศจาก  มลทินทางวัตถุทั้งปวง  ฉะนั้น  โดยธรรมชาติจะไม่อยู่ภายใต้อำนาจแห่งความบาปใน  โลกวัตถุ  แต่เมื่อมาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุเราทำบาปนานัปการโดยไม่ลังเลใจ  แม้บาง  ครั้งตนเองไม่ปรารถนา  ดังนั้น  อารจุนะทรงถามคริชณะเช่นนี้จึงให้ความหวังมากเกี่ยว  กับธรรมชาติอันวิปริตของสิ่งมีชีวิต  แม้สิ่งมีชีวิตบางครั้งไม่ต้องการทำบาปแต่ถูกบังคับ  ให้ทำ  อย่างไรก็ดีอภิวิญญาณผู้ประทับอยู่ภายในหัวใจของเราทรงมิได้เป็นผู้กระตุ้นให้  ทำบาปแต่เนื่องมาจากสาเหตุอื่น  ดังที่องค์ภควานจะทรงอธิบายในโศลกต่อไป

โศลก 37 (3.37)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
คามะ เอชะ โครดฺะ เอชะ
ระโจ-กุณะ-สะมุดบฺะวะฮ

มะฮาชะโน มะฮา-พาพมา
วิดดฺิ เอนัม อิฮะ ไวริณัม

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพแห่งพระเจ้าตรัส, คามะฮ  -  ราคะ, เอชะฮ  -  นี้, โครดฺะฮ  -  ความโกรธ, เอชะฮ  -  นี้, ระจะฮ-กุณะ  -  ระดับของตัณหา, สะมุด บฺะวะฮ  -  เกิดจาก, มะฮา- อชะนะฮ  -  เผาผลาญทั้งหมด, มะฮา-พาพมา  -  ความบาปอันยิ่งใหญ่, วิดดฺิ  -  รู้, เอนัม  -  นี้, อิฮะ  -  ในโลกวัตถุ, ไวริณัม  -  ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  โอ้  อารจุนะ  ราคะเท่านั้นที่เกิดจากการมา  สัมผัสกับระดับตัณหาทางวัตถุ  และต่อมากลายเป็นความโกรธ  ซึ่งเป็นศัตรูบาป  ที่จะเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้

คำอธิบาย

เมื่อสิ่งมีชีวิตมาสัมผัสกับการสร้างทางวัตถุ  ความรักนิรันดรที่มีต่อคริชณะ  กลายมาเป็นราคะอันเนื่องมาจากการที่มาคบหาสมาคมกับระดับของตัณหา  หรืออีก  นัยหนึ่ง  ความรู้สึกรักองค์ภควานได้เปลี่ยนแปลงกลายมาเป็นราคะ  เฉกเช่นนมเมื่อมา  สัมผัสกับมะขามเปรี้ยวจะกลายมาเป็นนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต  หลังจากราคะไม่สมดังใจ  ปราถนาจะกลายมาเป็นความโกรธ  จากนั้นความโกรธจะเปลี่ยนมาเป็นความหลง  และ  ความหลงทำให้การเป็นอยู่ทางวัตถุดำเนินต่อไป  ฉะนั้น  ราคะจึงเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  ของสิ่งมีชีวิต  ราคะเท่านั้นที่ล่อใจให้สิ่งมีชีวิตผู้บริสุทธิ์ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกวัตถุ  ความ  โกรธคือปรากฏการณ์ของระดับอวิชชา  ระดับเหล่านี้ปรากฏตัวเองออกมาในรูปของ  ความโกรธและอาการอื่น  ๆ  ในลักษณะเดียวกันนี้  ฉะนั้น  หากว่าระดับตัณหาแทนที่จะ  ตกต่ำไปอยู่ในระดับอวิชชา  แต่ควรจะพัฒนาให้สูงขึ้นมาสู่ระดับความดี  ด้วยการใช้ชีวิต  และปฏิบัติตนตามวิถีทิพย์ที่กำหนดไว้  เราจะสามารถอยู่รอดปลอดภัยจากการตกลงต่ำ  อันเนื่องมาจากความโกรธ

องค์ภควานทรงแบ่งภาคมากมายเพื่อความสุขเกษมสำราญทิพย์อันหาที่สุด  มิได้ของพระองค์  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูของความสุขเกษมสำราญทิพย์นี้  มีส่วนของ  เสรีภาพเช่นกัน  แต่เมื่อเสรีภาพถูกใช้ไปในทางที่ผิด  เมื่อนิสัยชอบรับใช้กลายมาเป็นนิสัย  ชอบหาความสุขทางประสาทสัมผัสเราจึงมาอยู่ภายใต้อำนาจของราคะ  การสร้างวัตถุ  นี้องค์ภควานทรงเป็นผู้สร้างเพื่อเปิดโอกาสให้พันธวิญญาณสนองนิสัยแห่งราคะนี้  และ  เมื่อกิจกรรมแห่งราคะอันแสนจะยาวนานนี้ทำให้จนปัญญาโดยสิ้นเชิงแล้ว  สิ่งมีชีวิตจึง  เริ่มถามถึงสถานภาพอันแท้จริงของตนเอง

คำถามเช่นนี้คือจุดเริ่มต้นของ  เวดานธะ-สูทระ  ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า  อทฺาโท  บระฮมะ  จิกยาสา  เราควรถามถึงองค์ภควาน  และคำว่าองค์ภควานได้ให้คำนิยามไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ว่า  จันมาดิ  อัสยะ  ยะโท  นวะยาด  อิทะระทัช  ชะ  หรือ  “แหล่งกำเนิด  ของทุกสิ่งทุกอย่างคือ  บระฮมัน  สูงสุด”  ฉะนั้น  จุดเริ่มต้นของราคะก็อยู่ในองค์ภควาน  เช่นเดียวกัน  หากราคะเปลี่ยนมาเป็นความรักต่อองค์ภควาน  หรือเปลี่ยนมาเป็นคริชณะ  จิตสำนึก  อีกนัยหนึ่งคือปรารถนาทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคริชณะ  ตรงนี้ทั้งราคะและความ  โกรธสามารถเปลี่ยนมาเป็นทิพย์ได้  หนุมานผู้รับใช้ที่ยิ่งใหญ่ของพระรามแสดงความ  โกรธด้วยการเผาเมืองทองของราวะณะ  (ทศกัณฑ์)  การกระทำเช่นนี้ทำให้หนุมานกลาย  มาเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระราม  ใน  ภควัต-คีตา  ก็เช่นเดียวกันองค์ภควานทรง  แนะนำให้อารจุนะใช้ความโกรธกับศัตรูเพื่อให้พระองค์ทรงพอพระทัย  ฉะนั้น  ทั้งราคะ  และความโกรธเมื่อนำมาใช้ในคริชณะจิตสำนึกจะกลายมาเป็นเพื่อนแทนที่จะเป็นศัตรู

โศลก 38 (3.38)

ดํูเมนาพริยะเท วะฮนิร
ยะทฺาดารโช มะเลนะ ชะ

ยะโทฺลเบนาวริโท การบฺัส
ทะทฺา เทเนดัม อาพริทัม

ดํูเมนะ  -  ด้วยควัน, อาพริยะเท  -  ถูกปกคลุม, วะฮนิฮ  -  ไฟ, ยะทฺา  -  ดังเช่น, อาดารชะฮ -กระจก, มะเลนะ  -  ด้วยฝุ่น, ชะ  -  เช่นกัน, ยะทฺา  -  ดังเช่น, อุลเบนะ  -  ด้วยครรภ์, อาพริทะฮ  -  ถูกปกคลุม, การบฺะฮ  -  ตัวอ่อนในครรภ์, ทะทฺา  -  ดังนั้น, เทนะ  -  ด้วยราคะ, อิดัม  -  นี้, อาพริทัม  -  ถูกปกคลุม

คำแปล

เสมือนดังควันที่ปกคลุมไฟ  ฝุ่นที่ปกคลุมกระจกเงา  หรือครรภ์ที่ปกคลุมทารก  สิ่งมีชีวิตก็ถูกปกคลุมไปด้วยระดับต่าง  ๆ  ของราคะนี้เช่นเดียวกัน

คำอธิบาย

มีสิ่งปกคลุมสิ่งมีชีวิตอยู่สามระดับที่ทำให้จิตสำนึกอันบริสุทธิ์ของเขามืดมน  สิ่งปกคลุมนี้คือราคะภายใต้ปรากฏการณ์ที่แตกต่างกัน  ดังเช่น  ควันที่อยู่ในไฟ  ฝุ่นที่  อยู่บนกระจก  และครรภ์ที่ปกคลุมทารก  เมื่อราคะเปรียบเทียบกับควัน  เข้าใจได้ว่า  ประกายไฟของสิ่งมีชีวิตสามารถสำเหนียกได้เล็กน้อย  หรือว่าขณะที่สิ่งมีชีวิตแสดง  คริชณะจิตสำนึกออกมาเล็กน้อย  อาจเปรียบได้กับไฟที่ถูกปกคลุมด้วยควัน  แม้ว่าที่ใด  มีควันที่นั่นต้องมีไฟ  แต่ไฟมิได้ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในระยะเริ่มต้น  ระยะนี้คล้าย  กับระยะเริ่มแรกของคริชณะจิตสำนึก  ฝุ่นบนกระจกเปรียบเทียบกับวิธีการทำความ  สะอาดกระจกแห่งจิตใจ  ด้วยวิธีการปฏิบัติธรรมต่าง  ๆ  นานา  วิธีที่ดีที่สุดคือการสวด  มนต์ภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควาน  ครรภ์ที่ปกคลุมทารกอุปมาให้เห็นถึง  สภาวะที่ช่วยไม่ได้  เด็กในครรภ์ช่วยตัวเองไม่ได้เพราะว่ายังไม่สามารถเคลื่อนไหวตัวเอง  ได้  ระดับของสภาวะชีวิตเช่นนี้เปรียบเทียบได้กับต้นไม้  ต้นไม้ก็เป็นสิ่งมีชีวิตแต่ถูกจับ  ให้มาอยู่ในสภาวะชีวิตที่แสดงให้เห็นว่ามีราคะมากเสียจนเกือบจะไม่มีจิตสำนึกเหลือ  อยู่เลย  ฝุ่นที่ปกคลุมกระจกเปรียบเทียบได้กับนกและสัตว์ต่าง  ๆ  และควันที่ปกคลุมไฟ  เปรียบเทียบได้กับมนุษย์  ในร่างมนุษย์สิ่งมีชีวิตอาจฟื้นฟูคริชณะจิตสำนึกได้เล็กน้อย  และหากว่าพัฒนาต่อไปไฟแห่งชีวิตทิพย์อาจสามารถจุดให้เป็นประกายขึ้นมาในร่างชีวิต  มนุษย์ได้  ด้วยการดูแลควันไฟอย่างระมัดระวัง  ไฟอาจจะลุกโชติช่วงขึ้นมาได้  ฉะนั้น  ชีวิต  ในร่างมนุษย์จึงเป็นโอกาสสำหรับสิ่งมีชีวิตที่จะหลบหนีจากพันธนาการแห่งความเป็น  อยู่ทางวัตถุ  ในร่างชีวิตมนุษย์เราสามารถกำราบศัตรูหรือราคะนี้ได้ด้วยการพัฒนา  คริชณะจิตสำนึกภายใต้คำชี้แนะของผู้นำที่มีความสามารถ

โศลก 39 (3.39)

อาพริทัม กยานัม เอเทนะ
กยานิโน นิทยะ-ไวริณา

คามะ-รูเพณะ คะอุนเทยะ
ดุชพูเรณานะเลนะ ชะ

อาพริทัม  -  ปกคลุม, กยานัม  -  จิตสำนึกที่บริสุทธิ์, เอเทนะ  -  ด้วยสิ่งนี้, กยานินะฮ  -  ของผู้รู้, นิทยะ-ไวริณา  -  โดยศัตรูนิรันดร, คามะ-รูเพณะ  -  ในรูปของราคะ, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรส พระนางคุนที, ดุชพูเรณะ  -  จะไม่มีวันพึงพอใจ, อนะเลนะ  -  ด้วยไฟ, ชะ  -  เช่นกัน

คำแปล

ดังนั้น  จิตสำนึกอันบริสุทธิ์ของสิ่งมีชีวิต  ผู้มีปัญญาถูกปกคลุมไปด้วยศัตรู  นิรันดรในรูปของราคะ  ซึ่งไม่รู้จักพอเพียงและเผาผลาญเหมือนเปลวเพลิง

คำอธิบาย

ได้กล่าวไว้ใน  มะนุ-สมริทิ  ว่าราคะไม่รู้จักพอเพียงไม่ว่าจะป้อนด้วยความสุข  ทางประสาทสัมผัสในปริมาณมากเพียงใด  เหมือนกับไฟที่ไม่มีวันดับลงได้ตราบใดที่ยังมี  เชื้อเพลิงอยู่  ในโลกวัตถุจุดศูนย์กลางของกิจกรรมทั้งหมดคือเพศสัมพันธ์  ดังนั้น  โลก  วัตถุนี้จึงได้ชื่อว่า  ไมถํุนยะ-อาการะ  หรือโซ่ตรวนแห่งชีวิตเพศสัมพันธ์  โดยทั่วไปใน  ตะรางนักโทษจะถูกกักขังให้อยู่ภายในกรงขัง  ทำนองเดียวกัน  นักโทษผู้ไม่เชื่อฟังกฎแห่ง  องค์ภควานจะถูกล่ามโซ่ด้วยชีวิตเพศสัมพันธ์  ความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุบนฐานแห่ง  การตอบสนองประสาทสัมผัสหมายถึงการเพิ่มระยะเวลาแห่งการเป็นอยู่ทางวัตถุของ  สิ่งมีชีวิต  ฉะนั้น  ราคะคือเครื่องหมายแห่งอวิชชาที่กักขังสิ่งมีชีวิตให้อยู่ในโลกวัตถุ  ขณะ  ที่เราเพลิดเพลินกับการสนองประสาทสัมผัส  อาจรู้สึกว่ามีความสุขอยู่บ้าง  แต่แท้ที่จริง  ความรู้สึกกับความสุขที่สมมุติขึ้นมานี้  ในที่สุดมันคือศัตรูของผู้แสวงหาความสุขทาง  ประสาทสัมผัสนั่นเอง

โศลก 40 (3.40)

อินดริยาณิ มะโน บุดดฺิร
อัสยาดฺิชทฺานัม อุชยะเท

เอไทร วิโมฮะยะทิ เอชะ
กยานัม อาพริทยะ เดฮินัม

อินดริยาณิ  -  ประสาทสัมผัส, มะนะฮ  -  จิตใจ, บุดดฺิฮ  -  ปัญญา, อัสยะ  -  ของราคะนี้, อดฺิชทฺานัม  -  ที่พำนัก, อุชยะเท  -  เรียกว่า, เอไทฮ  -  ด้วยทั้งหมดนี้, วิโมฮะยะทิ  -  สับสน, เอชะฮ  -  ราคะนี้, กยานัม  -  ความรู้, อาพริทยะ  -  ปกคลุม, เดฮินัม  -  ของร่างกาย

คำแปล

ประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  รวมทั้งจิตใจและปัญญาเป็นสถานที่พำนักพักพิงของตัว  ราคะนี้  ราคะปิดบังความรู้อันแท้จริงของสิ่งมีชีวิตผ่านตามจุดต่าง  ๆ  เหล่านี้  และทำให้เขาสับสนงุนงง

คำอธิบาย

ศัตรู  (ราคะ)  ได้ยึดจุดยุทธศาสตร์ต่าง  ๆ  ภายในร่างกายของพันธวิญญาณ  ดัง  นั้น  องค์ชรีคริชณะทรงแนะนำสถานที่เหล่านี้  เพื่อผู้ที่ต้องการกำราบศัตรูจะได้รู้ว่าศัตรู  อยู่ที่ไหน  จิตใจเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของประสาทสัมผัสทั้งหมด  ดังนั้น  เมื่อเราได้ยิน  เกี่ยวกับรูป  รส  กลิ่น  เสียง  และสัมผัส  โดยทั่วไปจิตใจจะเป็นที่รวมความคิดเพื่อสนอง  ประสาทสัมผัสทั้งหมด  ผลคือจิตใจและประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  กลายมาเป็นศูนย์รวมของ  ราคะ  จากนั้นปัญญาก็กลายมาเป็นเมืองหลวงของนิสัยชอบราคะนี้  ปัญญาเป็นเพื่อน  บ้านที่อยู่ใกล้ชิดติดกับดวงวิญญาณ  ปัญญาที่ชอบราคะจะมีอิทธิพลต่อดวงวิญญาณ  ทำให้เกิดอหังการ  และเชื่อมสัมพันธ์ตนเองกับวัตถุ  คือสัมพันธ์กับจิตใจและประสาท  สัมผัส  ดวงวิญญาณมาหลงติดกับความสุขทางประสาทสัมผัสวัตถุ  และเข้าใจผิดคิดว่า  นี่คือความสุขที่แท้จริง  การแสดงตัวผิดของดวงวิญญาณนี้ได้อธิบายไว้อย่างงดงามใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (10.84.13)  ดังนี้

ยัสยาทมะ-บุดดฺิฮ คุณะเพ ทริ-ดฺาทุเค
สวะ-ดฺีฮ คะละทราดิชุ โบฺมะ อิจยะ-ดฺีฮ

ยัท-ทีรทฺะ-บุดดฺิฮ สะลิเล นะ คารฮิชิจ
จะเนชว อบฺิกเยชุ สะ เอวะ โก-คฺะระฮ

“มนุษย์ผู้แสดงตนว่าร่างกายที่ทำมาจากธาตุสามประการนี้คือตัวตนจริง  พิจารณาว่า  ผลผลิตของร่างกายเป็นสังคญาติของตน  พิจารณาว่าแผ่นดินที่เกิดเป็นสถานที่สักการะ  บูชา  และไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้แสวงบุญเพียงเพื่อไปอาบน้ำ  แทนที่จะไปพบผู้มี  ความรู้ทิพย์  พิจารณาได้ว่าบุคคลเช่นนี้เปรียบเสมือนกับลาหรือโค”

โศลก 41 (3.41)

ทัสมาท ทวัม อินดริยาณิ อาโด
นิยัมยะ บฺะระทารชะบฺะ

พาพมานัม พระจะฮิ ฮิ เอนัม
กยานะ-วิกยานะ-นาชะนัม

ทัสมาท  -  ดังนั้น, ทวัม  -  เธอ, อินดริยาณิ  -  ประสาทสัมผัส, อาโด  -  ในตอนต้น, นิยัมยะ  -  ด้วยการประมาณ, บฺะระทะ-ริชะบฺะ  -  โอ้ ผู้นำในหมู่ผู้สืบราชวงศ์บฺะระทะ, พาพมานัม  -  เครื่องหมายบาปอันยิ่งใหญ่, พระจะฮิ  -  ดัด, ฮิ  -  แน่นอน, เอนัม  -  นี้, กยานะ  -  ของความรู้, วิกยานะ  -  และศาสตร์แห่งความรู้ดวงวิญญาณบริสุทธิ์, นาชะนัม  -  ผู้ทำลาย

คำแปล

ฉะนั้น  โอ้  อารจุนะ  ผู้ดีเลิศแห่งบฺะระทะ  ในตอนแรกจงกั้นขอบเครื่องหมาย  แห่งบาปอันยิ่งใหญ่นี้  (ราคะ)  ด้วยการประมาณประสาทสัมผัส  และจงสังหารผู้  ทำลายวิชาความรู้และความรู้แจ้งแห่งตนนี้เสีย

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงแนะนำอารจุนะให้ทรงประมาณประสาทสัมผัสตั้งแต่ตอนแรก  เพื่อให้สามารถกั้นขอบเขตของศัตรูบาปที่ร้ายกาจที่สุดคือตัวราคะ  ซึ่งเป็นตัวทำลาย  พลังเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนและวิชาความรู้แห่งตนโดยเฉพาะ  กยานะ  หมายถึงวิชา  ความรู้แห่งตน  ซึ่งแตกต่างจากความรู้ที่ไม่ใช่ตน  อีกนัยหนึ่ง  คือความรู้ที่ว่าดวงวิญญาณ  ไม่ใช่ร่างกาย  วิกยานะ  หมายถึงความรู้โดยเฉพาะ  คือรู้ถึงสถานภาพพื้นฐานของดวง  วิญญาณและความสัมพันธ์ที่ตนเองมีต่อดวงอภิวิญญาณสูงสุด  ได้อธิบายไว้ใน  ชรีมัด-  บฺากะวะธัม  (2.9.31)  ดังนี้

กยานัม พะระมะ-กุฮยัม เม
ยัด วิกยานะ-สะมันวิทัม
สะ-ระฮัสยัม ทัด-อังกัม ชะ
กริฮาณะ กะดิทัม มะยา

“ความรู้แห่งตนเองและความรู้แห่งองค์ภควานเป็นความรู้ที่ลับเฉพาะ  และลึกซึ้งมาก  ความรู้เช่นนี้และความรู้แจ้งโดยเฉพาะนี้สามารถเข้าใจได้  หากองค์ภควานทรงอธิบาย  ทุกแง่ทุกมุมด้วยพระองค์เอง”  ภควัต-คีตา  ได้ให้ความรู้ทั่วไปและความรู้โดยเฉพาะ  ของตัวเรา  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูขององค์ภควาน  ฉะนั้น  ชีวิตเรามีไว้เพียงเพื่อรับใช้  พระองค์เท่านั้น  จิตสำนึกเช่นนี้เรียกว่าคริชณะจิตสำนึก  จากตอนเริ่มต้นของชีวิตต้อง  เรียนรู้คริชณะจิตสำนึกนี้  หลังจากนั้นเราอาจมีคริชณะจิตสำนึกโดยสมบูรณ์และปฏิบัติ  ตนตามนั้น

ราคะเป็นความวิปริตที่สะท้อนมาจากความรักแห่งองค์ภควานอันเป็น  ธรรมชาติของทุก  ๆ  ชีวิต  หากเราได้รับการศึกษาในคริชณะจิตสำนึกตั้งแต่แรกเริ่ม  ความ  รักองค์ภควานโดยธรรมชาติไม่สามารถเสื่อมทรามมาเป็นราคะได้  เมื่อความรักแห่งองค์  ภควานเสื่อมทรามมาเป็นราคะ  ยากมากที่จะให้กลับคืนมาสู่สภาวะปรกติดังเดิม  แต่  คริชณะจิตสำนึกมีพลังมากแม้แต่ผู้เริ่มต้นช้าก็ยังสามารถกลายมาเป็นผู้รักองค์ภควาน  ได้  ด้วยการปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ฉะนั้น  ไม่ว่าจะอยู่ในช่วง  ไหนของชีวิต  หรือเริ่มจากจุดที่เข้าใจความฉุกเฉินนี้  เราสามารถเริ่มประมาณประสาท  สัมผัสในคริชณะจิตสำนึกด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควาน  และเปลี่ยนจาก  ราคะมาเป็นความรักพระองค์  ซึ่งเป็นระดับที่สมบูรณ์สูงสุดของชีวิตมนุษย์

โศลก 42 (3.42)

อินดริยาณิ พะราณิ อาฮุร
อินดริเยบฺยะฮ พะรัม มะนะฮ

มะนะสัส ทุ พะรา บุดดฺิร
โย บุดเดฺฮ พะระทัส ทุ สะฮ

อินดริยาณิ  -  ประสาทสัมผัส, พะราณิ  -  สูงกว่า, อาฮุฮ  -  ได้กล่าวไว้, อินดริเยบฺยะฮ  -  มากกว่าประสาทสัมผัส, พะรัม  -  เหนือกว่า, มะนะฮ  -  จิตใจ, มะนะสะฮ  -  มากกว่าจิตใจ, ทุ  -  เช่นเดียวกัน, พะรา  -  เหนือกว่า, บุดดฺิฮ  -  ปัญญา, ยะฮ  -  ใคร, บุดเดฺฮ  -  มากกว่าปัญญา, พะระทะฮ  -  เหนือกว่า, ทุ  -  แต่, สะฮ  -  เขา

คำแปล

ประสาทสัมผัสที่ทำงาน  สูงกว่าวัตถุที่ไม่มีชีวิต  จิตใจสูงกว่าประสาทสัมผัส  ปัญญา  สูงไปกว่าจิตใจ  และเขา  (ดวงวิญญาณ)  ยิ่งสูงขึ้นไปกว่าปัญญา

คำอธิบาย

ประสาทสัมผัสเป็นทางออกให้กิจกรรมของราคะ  ราคะสงบนิ่งอยู่ภายใน  ร่างกายแต่ได้รับการระบายออกผ่านทางประสาทสัมผัส  ดังนั้น  ประสาทสัมผัสจึง  เหนือกว่าร่างกายทั้งร่าง  ทางออกเหล่านี้ไม่ได้ใช้เมื่อมีจิตสำนึกที่สูงกว่าหรือมีคริชณะ  จิตสำนึก  ในคริชณะจิตสำนึกดวงวิญญาณจะเชื่อมสัมพันธ์โดยตรงกับบุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้า  ดังนั้น  ลำดับชั้นตามหน้าที่ของร่างกายจะมาจบลงที่องค์อภิวิญญาณ  กิจกรรมของร่างกายหมายถึงหน้าที่ของประสาทสัมผัส  และการหยุดประสาทสัมผัส  หมายถึงการหยุดทำงานของร่างกายทั้งหมด  แต่เนื่องจากจิตใจไม่เคยหยุดนิ่ง  ถึง  แม้ว่าร่างกายอาจจะนิ่งสงบและพักผ่อนแต่จิตใจยังคงทำงานต่อไป  ดังเช่นขณะที่เรา  ฝัน  แต่เหนือไปกว่าจิตใจคือการตัดสินใจของปัญญา  และเหนือไปกว่าปัญญาคือดวง  วิญญาณ  ฉะนั้น  ถ้าหากดวงวิญญาณปฏิบัติงานกับองค์ภควานโดยตรง  ตามธรรมชาติ  ส่วนที่รองลงมาทั้งหมด  เช่น  ปัญญา  จิตใจ  และประสาทสัมผัสก็จะร่วมปฏิบัติงานโดย  ปริยาย  ใน  คะทะ-อุพะนิชัด  มีข้อความคล้าย  ๆ  กันซึ่งกล่าวไว้ว่า  อายตนะภายนอก  เพื่อสนองประสาทสัมผัสเหนือกว่าประสาทสัมผัส  และจิตใจเหนือกว่าอายตนะภายนอก  ฉะนั้น  หากจิตใจปฏิบัติงานโดยตรงในการรับใช้องค์ภควานอยู่เสมอจะไม่เปิดโอกาสให้  ประสาทสัมผัสถูกใช้ไปในทางอื่น  ท่าทีของจิตใจเช่นนี้ได้อธิบายไว้แล้ว  พะรัม  ดริชทวา  นิวารทะเท  หากจิตใจถูกใช้ไปในการรับใช้ทิพย์แด่องค์ภควาน  จะไม่เปิดโอกาสให้มันไป  รับใช้นิสัยที่ต่ำกว่า  ใน  คะทะ-อุพะนิชัด  ได้อธิบายดวงวิญญาณว่า  มะฮาน  หรือยิ่งใหญ่  ดังนั้นดวงวิญญาณอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด  เช่น  อายตนะภายนอก  อายตนะภายในหรือ  ประสาทสัมผัส  จิตใจ  และปัญญา  ดังนั้น  การเข้าใจสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงโดยตรง  ของดวงวิญญาณคือคำตอบของปัญหาทั้งปวง

ด้วยสติปัญญาเราจะต้องค้นหาสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของดวงวิญญาณ  และให้จิตใจทำงานในคริชณะจิตสำนึกอยู่เสมอซึ่งจะแก้ไขปัญหาทั้งหมด  ผู้ปฏิบัติเริ่ม  แรกจะได้รับคำแนะนำให้อยู่ห่างจากอายตนะภายนอก  นอกจากนี้ยังต้องฝึกจิตใจให้  เข้มแข็งด้วยการใช้สติปัญญา  และด้วยสติปัญญาเราใช้จิตใจของเราปฏิบัติในคริชณะ  จิตสำนึก  จากการศิโรราบอย่างสมบูรณ์แด่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  จิตใจจะเข้ม  แข็งขึ้นโดยปริยาย  ถึงแม้ว่าประสาทสัมผัสจะร้ายกาจมากเหมือนกับงูพิษ  แต่จะกลาย  มาเป็นงูพิษที่ปราศจากเขี้ยว  แม้ว่าดวงวิญญาณเป็นนายของปัญญา  จิตใจ  รวมทั้ง  ประสาทสัมผัส  ถึงกระนั้นดวงวิญญาณจะยังต้องได้รับการฝึกฝนให้เข้มแข็งด้วยการมา  คบหาสมาคมกับคริชณะในคริชณะจิตสำนึก  มิฉะนั้น  จะมีโอกาสตกต่ำลงอันเนื่องมา  จากจิตใจที่หวั่นไหว

โศลก 43 (3.43)

เอวัม บุดเดฺฮ พะรัม บุดดฺวา
สัมสทับฺยาทมานัม อาทมะนา

จะฮิ ชัทรุม มะฮา-บาโฮ
คามะ-รูพัม ดุราสะดัม

เอวัม  -  ดังนั้น, บุดเดฺฮ  -  แด่ปัญญา, พะรัม  -  เหนือกว่า, บุดดฺวา  -  รู้, สัมสทับฺยะ  -  ด้วยความ มั่นคง, อาทมานัม  -  จิตใจ, อาทมะนา  -  ด้วยปัญญาที่สุขุม, จะฮิ  -  ได้ชัยชนะ, ชัทรุม  -  ศัตรู, มะฮา-บาโฮ  -  โอ้ นักรบผู้เก่งกล้า, คามะ-รูพัม  -  ในรูปของราคะ, ดุราสะดัม  -  น่าสะพรึง กลัว

คำแปล

ดังนั้น  เมื่อรู้ว่าตนเองเป็นทิพย์อยู่เหนือประสาทสัมผัสวัตถุ  จิตใจ  และปัญญา  โอ้  อารจุนะ  นักรบผู้เก่งกล้า  เธอควรทำจิตใจให้แน่วแน่มั่นคงด้วยปัญญาทิพย์ที่สุขุม  (คริชณะจิตสำนึก)  และด้วยพลังทิพย์จงกำราบเจ้าตัวราคะ  ศัตรูผู้ไม่รู้จักพอ

คำอธิบาย

บทที่สามของ  ภควัต-คีตา  นี้  ได้นำเรามาถึงจุดสรุปของคริชณะจิตสำนึกด้วย  การรู้จักตนเองว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  โดยไม่พิจารณา  ว่าในที่สุดคือความว่างเปล่าไร้บุคลิกภาพ  ในชีวิตความเป็นอยู่ทางวัตถุ  แน่นอนว่าเรา  จะต้องได้รับอิทธิพลที่มีนิสัยชอบราคะ  และต้องการมีอำนาจเหนือทรัพยากรธรรมชาติ  วัตถุ  ความต้องการเป็นเจ้าเหนือหัวและต้องการสนองประสาทสัมผัสเป็นศัตรูที่ร้ายกาจ  ที่สุดของพันธวิญญาณ  แต่ด้วยพลังอำนาจแห่งคริชณะจิตสำนึก  เราสามารถควบคุม  ประสาทสัมผัสทางวัตถุ  จิตใจ  และปัญญาได้  เราอาจจะไม่ต้องยกเลิกการงานและ  หน้าที่ที่กำหนดไว้ทั้งหมดโดยฉับพลัน  แต่ด้วยการพัฒนาคริชณะจิตสำนึกทีละน้อย  เราสามารถสถิตในสถานภาพทิพย์โดยไม่ถูกอิทธิพลของประสาทสัมผัสวัตถุและจิตใจ  ครอบงำ  ด้วยปัญญาอันแน่วแน่มั่นคงจะนำเราไปสู่ตัวของเราเองที่บริสุทธิ์  นี่คือข้อสรุป  ของบทนี้  ในระดับความเป็นอยู่ทางวัตถุที่ยังไม่พัฒนา  การคาดคะเนทางปรัชญาและ  ความพยายามที่ฝืนธรรมชาติในการที่จะควบคุมประสาทสัมผัสด้วยการฝึกปฏิบัติสิ่ง  ที่เรียกว่าท่าโยคะต่าง  ๆ  จะไม่มีวันช่วยให้มาสู่ชีวิตทิพย์  เราจะต้องได้รับการฝึกฝนใน  คริชณะจิตสำนึกด้วยสติปัญญาที่สูงกว่า

ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดยบฺัคธิเวดันธะ บทที่สามของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทา ในหัวข้อเรื่อง คารมะ-โยกะ หรือการปฏิบัติหน้าที่ของตนที่กำหนดไว้ในคริชณะจิตสำนึก

บทที่ สี่

ความรู้ทิพย์

โศลก 1 (4.1)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
อิมัม วิวัสวะเท โยกัม
โพรคทะวาน อฮัม อัพยะยัม

วิวัสวาน มะนะเว พราฮะ
มะนุร อิคชวาคะเว บฺระวีท

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, อิมัม  -  นี้, วิวัสวะเท  -  แด่สุริย เทพ, โยกัม  -  ศาสตร์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างเรากับองค์ภควาน, โพรคทะวาน  -  สอน, อฮัม  -  ข้า, อัพยะยัม  -  อมตะ, วิวัสวาน  -  วิวัสวาน (พระนามของสุริยเทพ), มะนะเว  -  แด่ พระบิดาของมนุษยชาติ (มีพระนามว่า ไววัสวะทา), พราฮะ  -  บอก, มะนุฮ  -  พระบิดาแห่ง มนุษยชาติ, อิคชวาคะเว  -  แด่กษัตริย์อิคชวาคุ, อับฺราวีท  -  ตรัส

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์ชรีคริชณะตรัสว่า  ข้าได้สอนศาสตร์อมตะ  แห่งโยคะนี้แด่พระอาทิตย์  วิวัสวาน  และวิวัสวานได้สอนแด่มะนุ  พระบิดาแห่ง  มนุษยชาติ  และมะนุได้สอนให้แด่อิคชวาคุ

คำอธิบาย

ณ  ที่นี้เราพบประวัติศาสตร์แห่ง  ภควัต-คีตา  ย้อนอดีตถึงกาลเวลาที่ได้  ถ่ายทอดผ่านราชวงศ์กษัตริย์ของดาวเคราะห์ทั้งหลายเริ่มต้นจากดวงอาทิตย์  เจตนา  โดยเฉพาะของกษัตริย์แห่งดาวเคราะห์ทั้งหลายก็เพื่อปกป้องคุ้มครองผู้อยู่อาศัย  ฉะนั้น  ราชวงศ์กษัตริย์ควรเข้าใจศาสตร์แห่ง  ภควัต-คีตา  เพื่อสามารถปกครองและคุ้มครอง  ป้องกันประชากรจากราคะซึ่งเป็นพันธนาการทางวัตถุ  จุดมุ่งหมายของชีวิตมนุษย์  เพื่อพัฒนาความรู้ทิพย์ในความสัมพันธ์นิรันดรกับองค์ภควาน  และมวลผู้นำรัฐแห่ง  ดาวเคราะห์ทั้งหลายมีพันธกรณีในการถ่ายทอดบทเรียนนี้แด่ประชากรด้วยการศึกษา  วัฒนธรรม  และการอุทิศตนเสียสละ  อีกนัยหนึ่ง  เจตนาของมวลผู้นำรัฐคือเผยแพร่  ศาสตร์แห่งคริชณะจิตสำนึกเพื่อประชากรอาจได้รับประโยชน์จากศาสตร์อันยิ่งใหญ่นี้  และมุ่งหน้าอยู่บนหนทางแห่งความสำเร็จ  ใช้ประโยชน์ที่ได้มีโอกาสมาอยู่ในร่างมนุษย์

ในกัปนี้  เจ้าแห่งดวงอาทิตย์ทรงมีพระนามว่าวิวัสวาน  ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของ  มวลดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ  ได้กล่าวไว้ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.52)  ว่า

ยัช-ชัคชุร เอชะ สะวิทา สะคะละ-กระฮาณาม
ราจา สะมัสทะ-สุระ-มูรทิร อะเชชะ-เทจาฮ
ยัสยากยะยา บฺระมะทิ สัมบฺริทะ-คาละ-ชัคโคร
โกวินดัม อาดิ-พุรุชัม ทัม อะฮัม บฺะจามิ

พระพรหมตรัสว่า  “ข้าพเจ้าขอบูชาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  โกวินดะ  (คริชณะ)  ผู้ทรงเป็นบุคคลแรก  จากคำสั่งของพระองค์  พระอาทิตย์ผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งมวลดาว  เคราะห์ได้รับพลังและความร้อนอย่างมหาศาล  ดวงอาทิตย์เสมือนดุจดังพระเนตรของ  องค์ภควานและโคจรไปโดยรอบด้วยความเคารพในพระราชดำริของพระองค์”

พระอาทิตย์ทรงเป็นเจ้าแห่งมวลดาวเคราะห์  สุริยเทพ  (องค์ปัจจุบันทรงพระ  นามว่าวิวัสวาน)  ทรงเป็นผู้ปกครองดวงอาทิตย์  และควบคุมมวลดาวเคราะห์โดยการ  แจกจ่ายความร้อนและแสง  พระองค์ทรงโคจรไปรอบ  ๆ  ภายใต้คำสั่งของคริชณะ  เดิมที  องค์ชรีคริชณะทรงให้วิวัสวานเป็นสาวกองค์แรกที่เข้าใจศาสตร์แห่ง  ภควัต-คีตา  ดังนั้น  คีตา  จึงไม่ใช่ตำราคาดคะเนสำหรับนักวิชาการทางวัตถุผู้ไม่มีความสำคัญอันใด  แต่เป็น  หนังสือมาตรฐานที่ถ่ายทอดลงมาจากโบราณกาล

ในมหาภารตะ  (ชานทิ-พารวะ  348.51-52)  เราสามารถย้อนรอยประวัติศาสตร์  ของ  คีตา  ได้ดังนี้

เทรทา-ยุกาโด ชะ ทะโท
วิวัสวาน มะนะเว ดะโด

มะนุช ชะ โลคะ-บฺริทิ-อารทฺัม
สุทาเยคชวาคะเว ดะโด

อิชวาคุณา ชะ คะทฺิโท
วิยาพยะ โลคาน อวัสทฺิทะฮ

“ในตอนต้นของกัปที่มีชื่อว่า  เทรทา-ยุกะ  ศาสตร์แห่งความสัมพันธ์กับองค์ภควานนี้ได้  ถ่ายทอดจากองค์วิวัสวานแด่มะนุ  มะนุผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งมนุษยชาติทรงประทาน  ศาสตร์นี้แด่โอรสมีนามว่า  มะฮาราจะ  อิคชวาคุ  ผู้ทรงเป็นกษัตริย์แห่งโลกนี้  และทรงเป็น  บรรพบุรุษแห่งราชวงศ์ระกํุ  ซึ่งพระรามชันดระทรงปรากฏพระวรกาย”  ฉะนั้น  ภควัต-  คีตา  มีอยู่ในสังคมมนุษย์ตั้งแต่สมัย  มะฮาราจะ  อิคชวาคุ

ปัจจุบันเพิ่งผ่าน  คะลิ-ยุกะ  มาห้าพันปี  คะลิ-ยุกะ  นี้จะมีเวลายาวนาน  ถึง  432,000  ปี  ก่อนหน้านี้เป็น  ดวาพะระ-ยุกะ  (800,000  ปี)  และก่อนหน้านั้นเป็น  เทรทา-ยุกะ  (1,200,000  ปี)  ดังนั้น  ประมาณ  2,005,000  ปีก่อนหน้านี้  มะนุตรัส  ภควัต-  คีตา  แด่สาวกและโอรสทรงพระนามว่า  มะฮาราจะ  อิคชวาคุ  ผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งโลกนี้  อายุขัยของมะนุองค์ปัจจุบันคำนวณได้ประมาณ  305,300,000  ปี  ปัจจุบันได้ผ่านไปแล้ว  120,400,000  ปี  เรายอมรับว่าก่อนมะนุประสูติ  องค์ภควานได้ตรัส  คีตา  แด่สาวกสุริย  เทพวิวัสวาน  เราคำนวณอย่างคร่าว  ๆ  ได้ว่า  คีตา  ได้ถูกตรัสขึ้นอย่างน้อย  120,400,000  ปีก่อนและได้มีอยู่ในสังคมมนุษย์เป็นเวลาสองล้านปี  ภควัต-คีตา  ได้ถูกตรัสขึ้นอีกครั้ง  แด่อารจุนะประมาณห้าพันปีก่อน  ทั้งหมดนี้คือการประมาณประวัติของ  คีตาอย่างคร่าว  ๆ  ตามที่  คีตา  กล่าวและตามคำบอกเล่าของผู้ตรัสคือองค์ชรีคริชณะ  คีตา  ได้ถูกตรัสแด่  สุริยเทพวิวัสวาน  เนื่องจากทรงเป็นกษัตริย์และทรงเป็นพระบิดาของกษัตริย์ทั้งหลาย  ที่สืบราชวงศ์มาจากพระอาทิตย์หรือ  สูรยะ-วัมชะ  คชัทริยะ  เพราะว่า  ภควัต-คีตา  ดี  เท่ากับพระเวทเนื่องจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นผู้ตรัส  ความรู้นี้เป็นความ  รู้เหนือมนุษย์  อโพรุเชยะ  และเนื่องจากคำสอนพระเวทเป็นที่ยอมรับตามที่ปรากฏโดย  ไม่มีการตีความตามโลกียวัตร  นักถกเถียงทางโลกอาจคาดคะเน  คีตา  ตามแนวความคิด  ของตน  แต่นั่นมิใช่  ภควัต-คีตา  ฉบับเดิม  ฉะนั้น  ภควัต-คีตา  จะต้องยอมรับไว้ให้เหมือน  ต้นฉบับเดิมจากสาย  พะรัมพะรา  และได้อธิบาย  ณ  ที่นี้ว่าองค์ภควาน  ตรัสแด่สุริยเทพ  และสุริยเทพตรัสแด่พระโอรสของพระองค์ทรงพระนามว่ามะนุ  และมะนุตรัสแด่พระ  โอรสของพระองค์  ทรงพระนามว่าอิคชวาคุ

โศลก 2 (4.2)

เอวัม พะรัมพะรา-พราพทัม
อิมัม ราจารชะโย วิดุฮ

สะ คาเลเนฮะ มะฮะทา
โยโก นัชทะฮ พะรันทะพะ

เอวัม  -  ดังนั้น, พะรัมพะรา  -  โดยพะระมพะรา, พราพทัม  -  ได้รับ, อิมัม  -  ศาสตร์นี้, ราจะ  -  ริชะยะฮ  -  กษัตริย์ผู้ทรงธรรม, วิดุฮ  -  เข้าใจ, สะฮ  -  ความรู้นั้น, คาเลนะ  -  กาลเวลาผ่านไป, อิฮะ  -  ในโลกนี้, มะฮะทา  -  ยิ่งใหญ่, โยกะฮ  -  ศาสตร์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างเรากับองค์ ภควาน, นัชทะฮ  -  กระจัดกระจาย, พะรันทะพะ  -  โอ้ อารจุนะผู้กำราบศัตรู

คำแปล

ฉะนั้น  ศาสตร์สูงสุดนี้ได้รับสืบทอดผ่านทางสาย  พะรัมพะรา  และกษัตริย์ผู้ทรง  ธรรมทรงเข้าใจตามสายนี้  แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปสาย  พะรัมพะรา  ได้ขาดตอน  ลง  จึงดูเหมือนว่าศาสตร์นี้สูญหายไป

คำอธิบาย

ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  คีตา  มีไว้เฉพาะสำหรับกษัตริย์ผู้ทรงธรรม  เพราะ  ว่ากษัตริย์ผู้ทรงธรรมเหล่านี้จะนำเจตนารมณ์ของ  คีตา  ไปบริหารปกครองประชากร  แน่นอนว่าภควัต-คีตา  มิได้มีไว้สำหรับหมู่มารผู้ตัดทอนคุณค่าของ  คีตา  เพื่อไม่ให้ผู้ใด  ได้รับประโยชน์  และจะออกอุบายต่างๆ  นานาเพื่อตีความหมายตามอำเภอใจของตนเอง  ทันทีที่จุดมุ่งหมายเดิมเลือนหายไปอันเนื่องมาจากเจตนาของนักวิจารณ์ผู้ไร้คุณธรรม  จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสถาปนาสาย  พะรัมพะรา  ขึ้นมาใหม่  โดยองค์ภควานทรง  ตรวจพบเมื่อห้าพันปีก่อนนี้ว่าสาย  พะรัมพะรา  ได้ขาดตอนลง  ฉะนั้น  พระองค์ทรง  ประกาศว่าจุดมุ่งหมายของ  คีตา  ดูเหมือนจะสูญหายไป  ในทำนองเดียวกัน  ปัจจุบัน  มีหนังสือ  คีตา  หลายเล่ม  (โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ)  แต่เกือบทั้งหมดไม่ใช่ตามสาย  พะรัมพะรา  ที่เชื่อถือได้  มีการแปลอย่างมากมายโดยนักวิชาการทางโลก  แต่เกือบ  ทั้งหมดบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าคริชณะทรงไม่ยอมรับ  ถึงแม้ว่าพวกนักวิชาการ  ทางโลกจะทำธุรกิจได้ดีจากคำดำรัสขององค์ชรีคริชณะ  จิตวิญญาณเช่นนี้เป็น  มาร  เพราะมารไม่เชื่อในองค์ภควานแต่ชอบหาความสุขกับทรัพย์สมบัติของพระองค์  เนื่องจากมีความต้องการหนังสือ  คีตา  ที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นอย่างมากในระบบพะรัม-  พะรา  จึงได้เกิดมีความพยายาม  ณ  ที่นี้เพื่อสนองความต้องการอันใหญ่หลวงนี้  ภควัต-  คีตา  ที่ได้รับการยอมรับเหมือนต้นฉบับเดิมเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์อย่างมหาศาลต่อ  มนุษยชาติ  แต่ถ้าหากว่าเรายอมรับ  คีตา  ว่าเป็นเพียงหนังสือตำราแห่งการคาดคะเน  ทางปรัชญา  จะทำให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

โศลก 3 (4.3)

สะ เอวายัม มะยา เท ดยะ
โยกะฮ โพรคทะฮ พุราทะนะฮ

บฺัคโท สิ เม สัคฮา เชทิ
ระฮัสยัม ฮิ เอทัด อุททะมัม

สะฮ  -  เหมือนกัน, เอวะ  -  แน่นอน, อะยัม  -  นี้, มะยา  -  โดยข้า, เท  -  แก่เธอ, อัดยะ  -  วันนี้, โยกะฮ  -  ศาสตร์แห่งโยคะ, โพรคทะฮ  -  ตรัส, พุราทะนะฮ  -  โบราณมาก, บฺัคธะฮ  -  สาวก, อะสิ  -  เธอเป็น, เม  -  ของข้า, สัคฮา  -  สหาย, ชะ  -  เช่นกัน, อิทิ  -  ฉะนั้น, ระฮัสยัม  -  ลึกลับ, ฮิ  -  แน่นอน, เอทัท  -  นี้, อุททะมัม  -  ทิพย์

คำแปล

ศาสตร์แห่งความสัมพันธ์กับองค์ภควานที่โบราณมากนั้น  บัดนี้  ข้าตรัสแก่เธอ  เพราะว่าเธอเป็นทั้งสาวกและสหายของข้า  ฉะนั้น  เธอจึงสามารถเข้าใจความเร้น  ลับแห่งศาสตร์ทิพย์นี้

คำอธิบาย

มีบุคคลอยู่สองประเภทคือสาวกและมาร  องค์ภควานทรงเลือกอารจุนะให้เป็น  ผู้รับศาสตร์อันยิ่งใหญ่นี้เนื่องจากอารจุนะทรงเป็นสาวกของพระองค์  แต่สำหรับมาร  เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจศาสตร์อันเร้นลับที่ยิ่งใหญ่นี้  มีหนังสือแห่งความรู้ยิ่งใหญ่นี้หลาย  เล่ม  บางเล่มเป็นคำอธิบายของสาวกและบางเล่มเป็นคำอธิบายของมาร  คำวิจารณ์ของ  สาวกเป็นความจริง  ขณะที่คำวิจารณ์ของมารไร้ประโยชน์  อารจุนะทรงยอมรับองค์  ชรีคริชณะว่าทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และคำอธิบายใดๆ  เกี่ยวกับ  คีตา  ตามรอยพระบาทของอารจุนะเป็นการรับใช้อุทิศตนเสียสละต่อแหล่งกำเนิดของศาสตร์  อันยิ่งใหญ่นี้  อย่างไรก็ดี  มารไม่ยอมรับองค์ชรีคริชณะตามความเป็นจริง  และกุเรื่อง  บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับคริชณะอันจะนำพาผู้อ่านโดยทั่วไปให้ห่างจากวิถีทางที่คริชณะ  ทรงสั่งสอน  ณ  ที่นี้ได้เตือนเกี่ยวกับวิถีทางที่ผิดเช่นนี้  เราควรพยายามปฏิบัติตามสาย  พะรัมพะรา  จากอารจุนะ  และได้รับประโยชน์จากศาสตร์อันยิ่งใหญ่แห่ง  ชรีมัด  ภควัต-  คีตา  นี้

โศลก 4 (4.4)

อารจุนะ อุวาชะ
อะพะรัม บฺะวะโท จันมะ
พะรัม จันมะ วิวัสวะทะฮ

คะทฺัม เอทัด วิจานียาม
ทวัม อาโด โพรคทะวาน อิทิ

อารจุนะฮ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, อพะรัม  -  อ่อนวัยกว่า, บฺะวะทะฮ  -  ของท่าน, จันมะ  -  เกิด, พะรัม  -  อาวุโสกว่า, จันมะ  -  เกิด, วิวัสวะทะฮ  -  แห่งองค์สุริยเทพ, คะทฺัม  -  อย่างไร, เอทัท  -  นี้, วิจานียาม  -  ข้าพเจ้าจะเข้าใจ, ทวัม  -  ท่าน, อาโด  -  ในตอนต้น, โพรคทะวาน  -  สอน, อิทิ  -  ดังนั้น

คำแปล

อารจุนะตรัสว่า  สุริยเทพวิวัสวานทรงเป็นผู้อาวุโสกว่าและประสูติก่อนพระองค์  ข้าพเจ้าจะทราบได้อย่างไรว่าในตอนแรกพระองค์ทรงสอนศาสตร์นี้แก่สุริยเทพ

คำอธิบาย

อารจุนะทรงได้รับการยอมรับว่าเป็นสาวกขององค์ภควาน  ฉะนั้น  จะทรงไม่เชื่อ  ในคำดำรัสของคริชณะได้อย่างไร?  อันที่จริงอารจุนะทรงมิได้ถามคำถามนี้เพื่อพระองค์  เอง  แต่ทรงถามเพื่อผู้ที่ไม่เชื่อในบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าหรือเพื่อหมู่มารผู้ไม่ชอบ  ความคิดที่ว่าคริชณะควรได้รับการยอมรับว่าทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  อารจุนะทรงถามคำถามนี้เพื่อพวกมารเท่านั้น  ประหนึ่งว่าไม่ทราบเกี่ยวกับบุคลิกภาพ  แห่งพระเจ้าหรือคริชณะ  ดังจะมีหลักฐานในบทที่สิบ  อารจุนะทรงทราบเป็นอย่างดีว่า  คริชณะทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง  และทรงเป็นคำสุดท้ายในความเป็นทิพย์  แน่นอนว่าคริชณะทรงปรากฏพระวรกายเป็น  โอรสของพระนางเดวะคีบนโลกนี้  แล้วคริชณะจะทรงรักษาความเป็นบุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้า  บุคคลแรกผู้ทรงความเป็นอมตะได้อย่างไร  เป็นสิ่งที่สามัญชนทั่วไปเข้าใจ  ได้ยากมาก  ดังนั้น  เพื่อทำให้จุดนี้กระจ่างขึ้น  อารจุนะทรงตั้งคำถามต่อหน้าพระพักตร์  ของคริชณะ  เพื่อให้พระองค์ตรัสเยี่ยงผู้ที่เชื่อถือได้และเป็นที่ยอมรับกันทั่วสากลโลกว่า  คริชณะทรงเป็นผู้มีอำนาจเชื่อถือได้สูงสุด  ไม่เพียงแต่ปัจจุบันนี้เท่านั้น  แต่เป็นที่ยอมรับ  มาตั้งแต่โบราณกาล  มีแต่พวกมารเท่านั้นที่ปฏิเสธพระองค์  อย่างไรก็ดีเนื่องจากคริชณะ  ทรงเป็นผู้มีอำนาจเชื่อถือได้ที่ยอมรับกันโดยทั่วไป  อารจุนะทรงตั้งคำถามนี้ต่อหน้า  พระองค์เพื่อให้คริชณะทรงอธิบายถึงตัวพระองค์เองโดยไม่ต้องให้พวกมารมาพรรณนา  แล้วพยายามบิดเบือนคริชณะไปในทางที่พวกมารและสาวกของตนต้องการเข้าใจ  มี  ความจำเป็นที่ทุกคนควรทราบศาสตร์แห่งคริชณะเพื่อประโยชน์แห่งตน  ดังนั้น  เมื่อ  คริชณะตรัสเกี่ยวกับตัวพระองค์เองจึงเป็นสิริมงคลแด่โลกทั้งหลายสำหรับพวกมารคำ  อธิบายของคริชณะเช่นนี้อาจดูแปลก  เพราะว่ามารชอบศึกษาเกี่ยวกับคริชณะจากมุม  มองของตนเอง  แต่สาวกยินดีต้อนรับพระดำรัสของคริชณะด้วยหัวใจ  เมื่อคริชณะทรง  เป็นผู้ตรัสเอง  สาวกจะเคารพบูชาพระดำรัสที่เชื่อถือได้ของพระองค์เสมอ  เพราะสาวก  มีความกระตือรือร้นที่จะทราบเกี่ยวกับคริชณะให้มากยิ่งขึ้น  ผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานคิด  ว่าคริชณะทรงเป็นมนุษย์ธรรมดา  ด้วยวิธีนี้อาจรู้ว่าพระองค์ทรงเหนือมนุษย์เป็น  สัช-  ชิด-อานันดะ-วิกระฮะ  รูปลักษณ์อมตะแห่งความสุขเกษมสำราญและความรู้  ทรงเป็น  ทิพย์อยู่เหนือการครอบงำของสามลักษณะแห่งธรรมชาติวัตถุ  และทรงอยู่เหนืออิทธิพล  ของเวลาและอวกาศ  สาวกของคริชณะเช่นอารจุนะทรงอยู่เหนือความเข้าใจผิดทั้งปวง  อย่างไร้ข้อกังขาเกี่ยวกับสภาวะความเป็นทิพย์ของคริชณะ  อารจุนะทรงตั้งคำถามนี้ต่อ  หน้าพระพักตร์ขององค์ภควาน  เป็นเพียงความพยายามของสาวกเพื่อท้าทายท่าทีของผู้  ไม่เชื่อในองค์ภควาน  ที่คิดว่าคริชณะทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาผู้อยู่ภายใต้อำนาจของสาม  ระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ

โศลก 5 (4.5)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
บะฮูนิ เม วิยะทีทานิ
จันมานิ ทะวะ ชารจุนะ

ทานิ อะฮัม เวดะ สารวาณิ
นะ ทวัม เวททฺะ พะรันทะพะ

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพแห่งพระเจ้าตรัส, บะฮูนิ  -  หลาย, เม  -  ของข้า, วิยะที ทานิ-ได้ผ่านมา, จันมานิ  -  เกิด, ทะวะ  -  ของเธอ, ชะ  -  และเช่นกัน, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ, ทานิ-เหล่านั้น, อะฮัม  -  ข้า, เวดะ  -  ทราบ, สารวาณิ  -  ทั้งหมด, นะ  -  ไม่, ทวัม -เธอ, เวททฺะ  -  ทราบ, พะรันทะพะ  -  โอ้ ผู้กำราบศัตรู

คำแปล

บุคลิกภาพแห่งพระเจ้าตรัสว่า  หลายต่อหลายชาติทั้งเธอและข้าได้ผ่านมา  ข้า  สามารถระลึกได้ทุก  ๆ  ชาติ  แต่เธอจำไม่ได้  โอ้  ผู้กำราบศัตรู

คำอธิบาย

ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.33)  เรามีข้อมูลเกี่ยวกับอวตารต่าง  ๆ  ขององค์  ภควานมากมาย  ได้กล่าวไว้ดังนี้

อดไวทัม อัชยุทัม อนาดิม อนันทะ-รูพัม
อาดยัม พุราณะ-พุรุชัม นะวะ-โยวะนัม ชะ

เวเดชุ ดุรลาบฺัม อดุรละบฺัม อาทมะ-บฺัคโท
โกวินดัม อาดิ-พุรุชัม ทัม อฮัม บฺะจามิ

“ข้าขอบูชาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  โกวินดะ  (คริชณะ)  ผู้ทรงเป็นบุคคลแรกที่มี  ความสมบูรณ์บริบูรณ์  ไม่มีข้อผิดพลาด  ไม่มีจุดเริ่มต้น  แม้ว่าทรงอวตารมาในรูปลักษณ์  ไม่มีที่สิ้นสุด  พระองค์ยังทรงเป็นภควานองค์แรกเหมือนเดิม  อาวุโสที่สุด  และทรง  ปรากฏอยู่ในรูปของชายหนุ่มผู้สดใสอยู่เสมอ  รูปลักษณ์ที่เป็นอมตะ  เปี่ยมไปด้วยความ  สุขเกษมสำราญ  และสัพพัญญูของพระองค์นี้  โดยทั่วไปแม้นักวิชาการพระเวทที่ดีที่สุด  ยังไม่เข้าใจ  แต่รูปลักษณ์เหล่านี้จะปรากฏอยู่เสมอกับสาวกบริสุทธิ์ผู้ไร้มลทินเจือปน”

ได้กล่าวไว้ใน  บระฮมะ-สะมฮิทา  (5.39)  อีกเช่นกันว่า

รามาดิ-มูรทิชุ คะลา-นิยะเมนะ ทิชทฺัน
นานาวะทารัม อคะโรด บํุวะเนชู คินทุ

คริชณะฮ สวะยัม สะมะบฺะวัท พะระมะฮ พุมาน โย
โกวินดัม อาดิ-พุรุชัม ทัม อฮัม บฺะจะม

“ข้าขอบูชาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  โกวินดะ  (คริชณะ)  ผู้สถิตในอวตารต่าง  ๆ  เสมอ  เช่น  รามะ  นริสิมฮะ  และในอนุอวตารอีกมากมายเช่นกัน  แต่ทรงเป็นภควานองค์  เดิมผู้ทรงพระนามว่าคริชณะ  และทรงอวตารด้วยพระองค์เองเช่นกัน”

ในคัมภีร์พระเวทได้กล่าวไว้เช่นกันว่า  องค์ภควานแม้ทรงเป็นหนึ่งไม่มีสอง  ยัง  ทรงปรากฏพระวรกายในรูปลักษณ์ต่าง  ๆ  มากมาย  เหมือนกับมณี  ไวดุรยะ  ซึ่งเปลี่ยน  สีแต่ยังคงเป็นหนึ่ง  รูปลักษณ์อันหลากหลายทั้งหมดขององค์ภควาน  สาวกบริสุทธิ์  ผู้ไร้มลทินจึงจะเข้าใจ  มิใช่เพียงแต่ศึกษาคัมภีร์พระเวท  (เวเดชุ  ดุรละบฺัม  อดุรละบัม  อาทมะ-บฺัคโท)  สาวกเช่นอารจุนะทรงเป็นสหายสนิทขององค์ภควานเสมอ  เมื่อใดที่  องค์ภควานทรงอวตารเหล่าสาวกจะอวตารมาร่วมด้วยเช่นเดียวกันเพื่อรับใช้พระองค์  ในขีดความสามารถของตนที่แตกต่างกันไป  อารจุนะทรงเป็นหนึ่งในจำนวนสาวกเหล่า  นี้  ในโศลกนี้เราเข้าใจได้ว่าหลายล้านปีมาแล้วเมื่อองค์ชรีคริชณะตรัส  ภควัต-คีตา  แก่  สุริยเทพวิวัสวาน  อารจุนะในขีดความสามารถที่แตกต่างกันก็ทรงปรากฏเช่นเดียวกัน  ข้อแตกต่างระหว่างองค์ภควานและอารจุนะคือ  องค์ภควานทรงจำเหตุการณ์ได้ใน  ขณะที่อารจุนะทรงจำไม่ได้  นี่คือข้อแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตผู้เป็นละอองอณูและ  องค์ภควาน  แม้อารจุนะจะทรงได้รับการยกย่อง  ณ  ที่นี้ว่าเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่สามารถ  กำราบศัตรู  แต่ไม่สามารถเรียกความจำกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชาติก่อนให้กลับคืนมาได้  ฉะนั้น  สิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหนในการประเมินค่าทางวัตถุจะไม่มีวันเทียบเท่า  องค์ภควานได้  ผู้ใดเป็นสหายสนิทขององค์ภควานแน่นอนว่าเป็นบุคคลผู้หลุดพ้นแล้ว  แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถเทียบเท่ากับองค์ภควานได้  บระฮมะ-สัมฮิทา  ได้อธิบาย  ถึงองค์ภควานว่าทรงเป็นผู้ที่ไม่มีความผิดพลาด  (อัชยุทะ)  หมายความว่าทรงไม่เคยลืม  พระองค์เองแม้จะมาสัมผัสกับวัตถุ  ดังนั้น  องค์ภควานและสิ่งมีชีวิตจะไม่มีวันเทียบเท่า  กันได้ไม่ว่าในกรณีใด  แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตที่หลุดพ้นแล้วเหมือนกับอารจุนะ  แม้อารจุนะ  ทรงเป็นสาวกขององค์ภควาน  บางครั้งทรงลืมธรรมชาติขององค์ภควาน  แต่ด้วยพระ  กรุณาธิคุณของพระองค์  สาวกสามารถเข้าใจสภาวะที่ไม่มีข้อผิดพลาดขององค์  ภควานได้ทันที  ในขณะที่ผู้ไม่ใช่สาวกหรือมารไม่สามารถเข้าใจธรรมชาติทิพย์นี้  ฉะนั้น  คำอธิบายใน  คีตา  เหล่านี้สมองมารไม่สามารถเข้าใจได้  องค์ชรีคริชณะทรงจำสิ่งที่  กระทำเมื่อล้าน  ๆ  ปีก่อนหน้านี้  แต่อารจุนะทรงไม่สามารถจำได้  ถึงแม้ว่าทั้งคริชณะและ  อารจุนะทรงเป็นอมตะโดยธรรมชาติ  เราอาจพิจารณา  ณ  ที่นี้ว่า  สิ่งมีชีวิตลืมทุกสิ่งทุก  อย่างเนื่องมาจากการเปลี่ยนร่างกาย  แต่องค์ภควานทรงจำได้เพราะทรงมิได้เปลี่ยนร่าง  สัช-ชิด-อานันดะ  ของพระองค์  ทรงเป็น  อดไวทะ  หมายความว่าไม่มีข้อแตกต่างระหว่าง  พระวรกายและวิญญาณของพระองค์  ทุกสิ่งทุกอย่างที่สัมพันธ์กับพระองค์เป็นทิพย์  ใน  ขณะที่พันธวิญญาณแตกต่างจากร่างวัตถุของตน  และเนื่องจากร่างขององค์ภควานและ  ดวงวิญญาณเหมือนกัน  สภาวะขององค์ภควานจึงทรงแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตโดยทั่วไป  เสมอ  แม้ในขณะที่พระองค์เสด็จมาในระดับวัตถุ  พวกมารไม่สามารถปรับตนเองให้เข้า  กับธรรมชาติทิพย์ขององค์ภควานได้  ซึ่งพระองค์จะทรงอธิบายในโศลกต่อไป

โศลก 6 (4.6)

อโจ 'พิ สันน อัพยะยาทมา
บํูทานาม อีชวะโร 'พิ สัน

พระคริทิม สวาม อดฺิชทฺายะ
สัมบฺะวามิ อาทมะ-มายะยา

อจะฮ  -  ไม่มีการเกิด, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, สัน  -  เป็นเช่นนั้น, อัพยะยะ  -  ไม่มีการเสื่อมสลาย, อาทมา  -  ร่างกาย, บํูทานาม  -  ของผู้ที่เกิดทั้งหมด, อีชวะระฮ  -  องค์ภควาน, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, สัน  -  เป็นเช่นนั้น, พระคริทิม  -  ในรูปทิพย์, สวาม  -  ของตัวข้า, อดฺิชทฺายะ  -  สถิตเช่นนั้น, สัมบฺะวามิ  -  ข้าอวตาร, อาทมะมายะยา  -  ด้วยพลังเบื้องสูงของข้า

คำแปล

แม้ไม่มีการเกิด  ร่างทิพย์ของข้าไม่เคยเสื่อมสลาย  และแม้เป็นเจ้าแห่งมวลชีวิต  ข้าก็ยังปรากฏในร่างทิพย์เดิมของข้าทุก  ๆ  กัป

คำอธิบาย

องค์ภควานตรัสเกี่ยวกับลักษณะพิเศษแห่งการเกิดของพระองค์  แม้ทรงอาจ  ปรากฏพระวรกายคล้ายบุคคลธรรมดา  แต่ทรงจำทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับ  “การเสด็จ  มา”  หลายต่อหลายชาติของพระองค์ในอดีตได้  ขณะที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถจำได้  ว่าได้ทำอะไรไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้  หากมีใครมาถามว่าท่านได้ทำอะไรเมื่อวาน  นี้ในเวลาเดียวกัน  สำหรับคนทั่วไปจะให้ตอบโดยทันทีได้ยากมาก  แน่นอนว่าต้องเค้น  ความจำว่าเมื่อวานนี้และเวลาเดียวกันนี้ได้ทำอะไรอยู่  ถึงกระนั้น  ยังมีบ่อยครั้งที่มนุษย์  กล้าอ้างว่าตนเป็นองค์ภควานหรือคริชณะ  เราไม่ควรหลงผิดกับคำกล่าวอ้างที่ไร้สาระ  เช่นนี้  จากนั้นองค์ภควานทรงอธิบายถึง  พระคริทิ  หรือพระวรกายของพระองค์  คำว่า  พระคริทิ  มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า  สวะรูพะ  “ธรรมชาติ”  หรือ  “รูปลักษณ์ของ  ตนเอง”  องค์ภควานตรัสว่าพระองค์ทรงปรากฏมาในพระวรกายของพระองค์เอง  ทรง  มิได้เปลี่ยนพระวรกายของพระองค์เยี่ยงสิ่งมีชีวิตทั่วไปที่เปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่าง  หนึ่ง  พันธวิญญาณอาจมีร่างหนึ่งในชาตินี้แต่จะมีร่างอื่นในชาติหน้า  ในโลกวัตถุสิ่งมีชีวิต  ไม่มีร่างกายที่ถาวร  แต่จะเปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง  อย่างไรก็ดี  องค์  ภควานทรงมิได้เป็นเช่นนั้น  เมื่อใดที่ทรงปรากฏ  จะทรงปรากฏในร่างเดิมด้วยพลังเบื้อง  สูงของพระองค์  อีกนัยหนึ่ง  คริชณะทรงปรากฏพระวรกายในโลกวัตถุนี้ในร่างอมตะเดิม  แท้ของพระองค์ที่มีสองกร  ทรงขลุ่ย  ทรงปรากฏมาในร่างอมตะของพระองค์เหมือนเดิม  โดยปราศจากมลทินของโลกวัตถุนี้  แม้ทรงปรากฏในร่างทิพย์เดิมและทรงเป็นพระผู้เป็น  เจ้าแห่งจักรวาล  แต่ยังปรากฏว่าทรงประสูติเหมือนกับสิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไป  และแม้ว่า  พระวรกายของพระองค์ทรงไม่เสื่อมสลายเหมือนร่างวัตถุ  ยังปรากฏว่าองค์ชรีคริชณะ  ทรงเจริญเติบโตจากวัยทารกมาเป็นวัยเด็ก  และจากวัยเด็กมาเป็นวัยหนุ่ม  แต่เป็นที่น่า  อัศจรรย์ว่าพระองค์ทรงไม่แก่ไปกว่าวัยหนุ่ม  ขณะที่อยู่ในสมรภูมิคุรุคเชทระ  ทรงมีพระ  ราชนัดดาหลายองค์อยู่ที่พระราชวัง  อีกนัยหนึ่ง  พระองค์ทรงมีพระชนมายุค่อนข้าง  มากจากการคำนวณทางวัตถุ  แต่ทรงดูเหมือนเด็กหนุ่มที่มีอายุประมาณยี่สิบถึงยี่สิบ  ห้าพรรษา  เราไม่เคยเห็นภาพของคริชณะในร่างของผู้สูงอายุ  เพราะพระองค์ทรงไม่ชรา  เหมือนพวกเราถึงแม้ทรงเป็นบุคคลผู้อาวุโสที่สุดในขบวนการสร้างทั้งหมด  ไม่ว่าในอดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต  ทั้งพระวรกายและสติปัญญาของพระองค์ทรงไม่เคยเสื่อมสลาย  หรือเปลี่ยนแปลง  ฉะนั้น  จึงปรากฏชัดเจนว่าถึงแม้จะทรงประทับอยู่ในโลกวัตถุ  แต่  ทรงอยู่ในร่างอมตะที่ไม่มีการเกิด  เปี่ยมไปด้วยความสุขเกษมสำราญและความรู้  พระ  วรกายทิพย์และสติปัญญาของพระองค์ทรงไม่มีการเปลี่ยนแปลง  อันที่จริงการปรากฏ  และไม่ปรากฏของพระองค์ทรงเปรียบเสมือนกับดวงอาทิตย์ขึ้น  ที่ค่อย  ๆ  เคลื่อนผ่าน  หน้าเราและหายลับจากสายตาของเราไป  เมื่อดวงอาทิตย์ลับตาเราคิดว่าดวงอาทิตย์ตก  และเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ในสายตาของเรา  เราคิดว่าดวงอาทิตย์อยู่บนขอบฟ้า  อันที่จริง  ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งถาวรเสมอ  แต่เนื่องมาจากข้อบกพร่องของเราเอง  ประสาท  สัมผัสที่สมบูรณ์ไม่เพียงพอของเราคำนวณการปรากฏและไม่ปรากฏของดวงอาทิตย์  ในท้องฟ้า  และเพราะว่าการปรากฏและไม่ปรากฏของคริชณะทรงแตกต่างจากสิ่งมี  ชีวิตสามัญธรรมดาทั่วไปโดยสิ้นเชิง  จึงเป็นหลักฐานว่าพระองค์ทรงเป็นอมตะ  เปี่ยมไป  ด้วยความสุขเกษมสำราญและความรู้  อันเนื่องมาจากพลังอำนาจเบื้องสูงของพระองค์  และปราศจากมลทินจากธรรมชาติวัตถุ  คัมภีร์พระเวทได้ยืนยันไว้เช่นกันว่า  บุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้าทรงไม่มีการเกิด  แต่ยังปรากฏว่าพระองค์ทรงเกิดมาในอวตารหลาก  หลายมากมาย  ภาคผนวกของวรรณกรรมพระเวทยืนยันไว้เช่นกันว่า  แม้ดูเหมือนว่าจะ  มีการเกิด  แต่พระองค์ทรงไม่มีการเปลี่ยนแปลงพระวรกาย  ใน  บฺากะวะธัม  พระองค์  ทรงปรากฏต่อหน้าพระพักตร์ของพระมารดาในรูปของพระนารายะณะสี่กร  พร้อมทั้ง  เครื่องประดับหกชนิดด้วยความมั่งคั่งสมบูรณ์  การปรากฏมาในพระวรกายอมตะเดิม  แท้ของพระองค์ทรงเป็นพระเมตตาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงประทานแก่สิ่งมีชีวิต  เพื่อ  ให้พวกเราสามารถทำสมาธิอยู่ที่องค์ภควานได้ตามความเป็นจริง  มิใช่เป็นการกุขึ้นหรือ  เป็นจินตนาการจากจิตใจของเรา  ดังเช่นพวกมายาวาดีคิดผิด  ๆ  ว่าพระวรกายขององค์  ภควานทรงควรเป็นเช่นนั้นหรือเช่นนี้  คำว่า  มายา  หรือ  อาทมะ-มายา  หมายถึงพระ  เมตตาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ขององค์ภควาน  ตามพจนานุกรม  วิชวะ-โคชะ  องค์ภควาน  ทรงมีจิตสำนึกถึงการปรากฏและไม่ปรากฏของพระองค์ในอดีต  แต่สิ่งมีชีวิตจะลืมทุก  สิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับอดีตชาติทันทีที่ได้รับร่างใหม่  พระองค์ทรงเป็นองค์ภควานของมวล  ชีวิต  เพราะทรงปฏิบัติกิจกรรมอันมหัศจรรย์เหนือมนุษย์ขณะที่ทรงประทับอยู่บนโลก  นี้  ดังนั้น  องค์ภควานทรงเป็นสัจธรรมเหมือนเดิมอยู่เสมอ  และทรงเป็นสัจธรรมที่ไม่มี  ข้อแตกต่างระหว่างพระวรกายและดวงวิญญาณของพระองค์  หรือระหว่างคุณสมบัติ  และพระวรกายของพระองค์  อาจมีคำถามว่าแล้วทำไมองค์ภควานจึงทรงปรากฏและไม่  ปรากฏบนโลกนี้  คำถามนี้จะอธิบายในโศลกต่อไป

โศลก 7 (4.7)

ยะดา ยะดา ฮิ ดฺารมัสยะ
กลานิร บฺะวะทิ บฺาระทะ

อับฺยุททฺานัม อดฺารมัสยะ
ทะดาทมานัม สริจามิ อฮัม

ยะดา ยะดา  -  เมื่อใดและที่ไหน, ฮิ  -  แน่นอน, ดฺารมัสยะ  -  ของศาสนา, กลานิฮ  -  ขัดแย้ง, บฺะ วะทิ  -  ปรากฏออกมา, บฺาระทะ  -  โอ้ ผู้สืบราชวงศ์บฺาระทะ, อับฺยุททฺานัม  -  มีอำนาจเหนือ, อดฺารมัสยะ  -  ไร้ศาสนา, ทะดา  -  เวลานั้น, อาทมานัม  -  ตัวข้า. สริจามิ  -  ปรากฏ, อฮัม  -  ข้า

คำแปล

เมื่อใดและที่ไหนที่การปฏิบัติตามหลักศาสนา  (ธรรมะ)  เสื่อมลง  โอ้  ผู้สืบ  ราชวงศ์บฺะระทะ  และการปฏิบัติที่ผิดหลักศาสนา  (อธรรม)  มีอำนาจเหนือ  ในขณะนั้นตัวข้าจะเสด็จลงมา

คำอธิบาย

คำว่า  สริจามิ  มีความสำคัญ  ณ  ที่นี้  สริจามิ  มิใช่แปลว่าการสร้าง  เพราะว่าโศลก  ก่อนหน้านี้ได้กล่าวไว้ว่า  ไม่มีการสร้างรูปร่างหรือพระวรกายขององค์ภควาน  เนื่องจาก  รูปลักษณ์ของพระองค์นั้นทรงมีอยู่ชั่วกัลปวสาน  ฉะนั้นคำว่า  สริจามิ  หมายความว่า  องค์ภควานทรงปรากฏมาตามความเป็นจริง  แม้จะทรงปรากฏตามกำหนดเวลา  เช่น  ใน  ปลาย  ดวาพะระ-ยุกะ  ของกัปที่ยี่สิบแปดแห่ง  มะนุ  องค์ที่เจ็ดในหนึ่งวันของพระพรหม  พระองค์ทรงไม่มีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้  เพราะทรงมีอิสระเสรี  อย่างสมบูรณ์ในการปฏิบัตอย่างไรก็ได้ตามพระราชอัธยาศัย  ฉะนั้น  ทรงปรากฏด้วย  ความปรารถนาของพระองค์เอง  เมื่ออธรรมเฟื่องฟูมีอำนาจเหนือ  และศาสนาที่แท้จริง  สูญหายไป  หลักธรรมแห่งศาสนานี้ได้วางไว้ในคัมภีร์พระเวท  การปฏิบัติใด  ๆ  ที่ขัดแย้ง  ต่อกฎเกณฑ์อันถูกต้องของคัมภีร์พระเวทจะทำให้เราเป็นผู้ไร้คุณธรรม  ใน  บฺากะวะธัม  ได้กล่าวไว้ว่าหลักธรรมนี้คือกฎขององค์ภควาน  พระองค์เท่านั้นที่ทรงสามารถสร้าง  ระบบศาสนา  เป็นที่ยอมรับกันว่าองค์ภควานทรงเป็นผู้ตรัสคัมภีร์พระเวทเข้าสู่หัวใจของ  พระพรหม  ฉะนั้น  หลัก  ดฺารมะ  หรือหลักศาสนาคือคำสั่งโดยตรงของบุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้า  (ดฺารมัม  ทุ  สาคชาด  บฺะกะวัท-พระณีทัม)  หลักธรรมต่าง  ๆ  ได้กล่าวไว้อย่าง  ชัดเจนตลอดทั้งเล่มใน  ภควัต-คีตา  จุดมุ่งหมายของคัมภีรพระเวทคือสถาปนาหลัก  ธรรมเช่นนี้ภายใต้คำสั่งขององค์ภควาน  และพระองค์ทรงสั่งโดยตรงในตอนท้ายของ  คีตา  ว่าหลักธรรมสูงสุดของศาสนาคือศิโรราบต่อองค์ภควานเท่านั้น  ไม่มีอะไรมากไป  กว่านี้  หลักธรรมของพระเวทจะส่งเสริมเราไปสู่การศิโรราบอย่างสมบูรณ์ต่อพระองค์  และเมื่อใดที่มีมารมารังควานหลักธรรมนี้  องค์ภควานจะทรงปรากฏ  จาก  บฺากะวะธัม  เราเข้าใจว่าคริชณะทรงอวตารลงมาเป็นองค์บุดดฺะขณะที่ลัทธิวัตถุนิยมแพร่หลาย  และ  นักวัตถุนิยมได้ใช้ข้ออ้างจากอำนาจแห่งคัมภีร์พระเวท  ถึงแม้ว่าจะมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับ  เกี่ยวกับการบูชายัญสัตว์เพื่อจุดมุ่งหมายบางประการในคัมภีร์พระเวท  แต่บุคคลผู้มีแนว  โน้มไปในทางมารก็ยังทำการบูชายัญสัตว์โดยไม่มีการอ้างอิงถึงหลักธรรมของพระเวท  องค์บุดดฺะทรงปรากฏเพื่อหยุดความเหลวไหลเช่นนี้  และทรงสถาปนาหลักอหิงสาแห่ง  พระเวท  ดังนั้นทุก  ๆ  อวะทาระ  หรืออวตารขององค์ภควานจะทรงมีพระภารกิจโดย  เฉพาะ  และทั้งหมดได้อธิบายไว้ในพระคัมภีร์อย่างเปิดเผย  เราไม่ควรยอมรับผู้ใดว่าเป็น  อวตารนอกจากพระคัมภีร์ได้อ้างอิงไว้  ไม่เป็นความจริงที่ว่าองค์ภควานทรงปรากฏบน  แผ่นดินของประเทศอินเดียเท่านั้น  พระองค์ทรงสามารถปรากฏพระวรกายได้ทุกหน  ทุกแห่งตามที่ทรงปรารถนา  องค์ภควานในรูปของอวตารทุกพระองค์จะตรัสเกี่ยวกับ  ศาสนามากเท่าที่ประชาชนในยุคและสถานการณ์นั้น  ๆ  จะเข้าใจได้  แต่พระภารกิจของ  ทุกพระองค์ทรงเหมือนกัน  คือทรงนำประชาชนมาสู่ภควานจิตสำนึก  และเชื่อฟังปฏิบัติ  ตามหลักธรรมแห่งศาสนา  บางครั้งพระองค์เสด็จลงมาเอง  บางครั้งทรงส่งผู้แทนที่เชื่อ  ถือได้มาในรูปของสาวกหรือผู้รับใช้  หรือทรงแปลงพระวรกายมา

หลักธรรมแห่ง  ภควัต-คีตา  ได้ตรัสแก่อารจุนะ  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการตรัสแก่  บุคคลอื่น  ๆ  ผู้ที่เจริญแล้ว  เนื่องจากอารจุนะทรงมีความเจริญก้าวหน้ามากเมื่อเปรียบ  เทียบกับคนธรรมดาทั่วไป  ในส่วนอื่น  ๆ  ของโลก  สองบวกสองเป็นสี่คือหลักคณิตศาสตร์  ที่เป็นความจริงไม่ว่าในชั้นคณิตศาสตร์เบื้องต้นหรือชั้นสูง  ถึงกระนั้นก็ยังมีการคำนวณ  ที่สูงกว่าและต่ำกว่า  ดังนั้น  อวตารทั้งหมดขององค์ภควานจะสอนหลักธรรมเดียวกัน  แต่  จะปรากฏว่าสูงกว่าหรือต่ำกว่าขึ้นอยู่กับแต่ละสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป  หลักศาสนา  ที่สูงกว่าเริ่มจากการยอมรับสี่ระดับและสี่อาชีพแห่งชีวิตสังคม  ดังจะอธิบายต่อไป  จุด  มุ่งหมายทั้งหมดแห่งพระภารกิจขององค์อวตารคือการรณรงค์คริชณะจิตสำนึกทั่ว  ทุกหนทุกแห่ง  จิตสำนึกเช่นนี้ปรากฏหรือไม่ปรากฏจะอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน  เท่านั้น

โศลก 8 (4.8)

พะริทราณายะ สาดํูนาม
วินาชายะ ชะ ดุชคริทาม

ดฺารมะ-สัมสทฺาพะนารทฺายะ
สัมบฺะวามิ ยุเก ยุเก

พะรีทราณายะ  -  เพื่อการจัดส่ง, สาดํูนาม  -  สาวก, วินาชายะ  -  เพื่อการทำลาย, ชะ  -  และ, ดุชคริทาม  -  คนสารเลว, ดฺารมะ  -  หลักธรรมของศาสนา, สัมสทฺาพะนะ-อาทฺายะ  -  สถาปนา ขึ้นใหม่, สัมบฺะวามิ  -  ข้าปรากฏตัว, ยุเก  -  กัปแล้ว, ยุเก  -  กัปเล่า

คำแปล

เพื่อจัดส่งคนดีมีธรรมะและทำลายคนชั่ว  พร้อมกับสถาปนาหลักธรรมแห่ง  ศาสนาขึ้นมาใหม่  ตัวข้าจึงปรากฏกัปแล้วกัปเล่า

คำอธิบาย

ตาม  ภควัต-คีตา  คำว่า  สาดํุ  (ผู้บริสุทธิ์)  คือบุคคลในคริชณะจิตสำนึก  บุคคลที่  ดูเหมือนว่าทำผิดหลักศาสนาแต่หากว่ามีคุณสมบัติของคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  บริบูรณ์  ผู้นี้คือสาดํุ  และ  ดุชคริทาม  คือพวกที่ไม่สนใจใยดีกับคริชณะจิตสำนึก  ดุชคริทาม  หรือคนเลวเหล่านี้อธิบายไว้ว่าเป็นผู้ที่โง่เขลาเบาปัญญา  ต่ำสุดในหมู่  มนุษย์  ถึงแม้จะประดับไปด้วยการศึกษาทางโลกที่สูงส่ง  แต่บุคคลผู้ปฏิบัติตนใน  คริชณะจิตสำนึกร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นที่ยอมรับกันว่าคือ  สาดํุ  แม้ว่าบุคคลนี้อาจไม่ได้รับ  การศึกษาหรือมีวัฒนธรรมสูง  สำหรับพวกที่ไม่เชื่อในองค์ภควาน  ไม่จำเป็นที่พระองค์  ทรงต้องปรากฏพระวรกายมาทำลายพวกเขาดังที่ทรงปรากฏมาเพื่อทำลายมารเช่น  ราวะณะ  (ทศกัณฑ์)  และคัมสะ  องค์ภควานทรงมีผู้แทนมากมายที่มีขีดความสามารถ  เพียงพอในการทำลายมาร  แต่ทรงเสด็จลงมาโดยเฉพาะเพื่อปลอบใจสาวกผู้ไร้มลทินที่  ถูกมารข่มเหงอยู่เสมอ  มารชอบข่มเหงสาวกแม้เป็นญาติเกี่ยวดองกัน  แม้  พระฮลาดะ  มะฮาราจะ  ทรงเป็นโอรสของ  หิรัณยะคะชิพุ  ก็ยังถูกพระบิดาสั่งประหาร  และแม้ว่าพระ  นางเดวะคี  พระมารดาของคริชณะ  ทรงเป็นพระขนิษฐภคินีของคัมสะ  พระนางและพระ  สวามีวะสุเดวะยังถูกตามประหารเนื่องจากคริชณะจะทรงมาประสูติ  ฉะนั้น  คริชณะทรง  ปรากฏเพื่อจัดส่งพระนางเดวะคีมากกว่าที่จะมาสังหารคัมสะ  แต่ทั้งสองสิ่งทรงกระทำ  ควบคู่กันไป  ดังนั้น  จึงได้กล่าว  ณ  ที่นี้ว่าเพื่อจัดส่งสาวกและทำลายมารชั่ว  องค์ภควาน  จึงทรงปรากฏในอวตารต่าง  ๆ

ใน  เชธันญะ-ชะริทามริทะ  ของ  คริชณะดาสะ  ดาวิราจะ  โศลกต่อไปนี้  (มัดฺยะ  20.263-264)  จะสรุปหลักธรรมขององค์อวตาร

สริชทิ-เฮทุ เย มูรทิ พระพันเช อวะทะเร
เส อีชวะระ-มูรทิ อวะทาระ  นามะ ดฺะเร
มายาทีทะ พะรัพโยเม สะบาระ อวัสทฺานะ
วิชเว อวะทะริ  ดฺะเร อวะทาระ  นามะ

อวะทาระ  หรืออวตารขององค์ภควานเสด็จลงมาจากอาณาจักรของพระองค์เพื่อมา  ปรากฏที่โลกวัตถุ  และรูปลักษณ์โดยเฉพาะของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้เสด็จลง  มา  เรียกว่าอวตารหรือ  อวะทาระ  อวตารเหล่านี้ทรงสถิตอยู่ในโลกทิพย์  อาณาจักรแห่ง  องค์ภควาน  เมื่อเสด็จลงมาในจักรวาลวัตถุทรงพระนามว่า  อวะทาระ

มีอวตารหลายรูปแบบ  เช่น  พุรุชาวะทาระ,  กุณาวะทาระ,  ลีลาวะทาระ,  ชัคที-อาเวชะ  อวะทาระ,  มันวันทะระ-อวะทาระ  และ  ยุกาวะทาระ  ทั้งหมดทรงปรากฏ  ตามตารางเวลาในจักรวาลทั้งหลาย  แต่องค์ชรีคริชณะทรงเป็นภควานองค์แรก  ทรง  เป็นแหล่งกำเนิดของ  อวะทาระ  ทั้งมวล  องค์ชรีคริชณะเสด็จลงมาเพื่อจุดประสงค์โดย  เฉพาะ  คือทรงขจัดความวิตกกังวลของสาวกผู้บริสุทธิ์ที่มีความกระตือรือร้นอยาก  พบพระองค์ในลีลาเดิมแห่งวรินดาวะนะ  ดังนั้น  จุดมุ่งหมายแรกของคริชณะอวตารคือ  ทรงตอบสนองความปราถนาของสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์

องค์ภควานตรัสว่า  พระองค์ทรงอวตารลงมาในทุก  ๆ  กัป  เช่นนี้แสดงให้เห็นว่า  ทรงอวตารลงมาใน  คะลิ  ยุคเช่นกัน  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ว่าอวตารใน  คะลิ  ยุคคือ  องค์เชธันญะ  มะฮาพระบํุ  ผู้ทรงเผยแพร่การบูชาคริชณะด้วยขบวนการ  สังคีร-  ทะนะ  (การชุมนุมร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควาน)  และ  เผยแพร่คริชณะจิตสำนึกไปทั่วประเทศอินเดีย  องค์เชธันญะทรงทำนายไว้ว่าวัฒนธรรม  แห่ง  สังคีรทะนะ  จะขจรขจายไปทั่วโลก  จากเมืองสู่เมือง  และจากหมู่บ้านสู่หมู่บ้าน  องค์  เชธันญะทรงเป็นอวตารของคริชณะ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ได้อธิบายไว้ในส่วน  ลับเฉพาะของพระคัมภีร์ที่เปิดเผย  เช่น  อุปนิษัท,  มหาภารตะ.  และ  บฺากะวะธัม  ว่า  สาวก  ของคริชณะรักขบวนการ  สังคีรทะนะ  ขององค์เชธันญะมาก  อวตารของภควานองค์นี้ไม่  สังหารคนเลว  แต่จะจัดส่งพวกคนเลวให้หลุดพ้น  ด้วยพระเมตตาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

โศลก 9 (4.9)

จันมะ คารมะ ชะ เม ดิพยัม
เอวัม โย เวททิ ทัททวะทะฮ

ทยัคทวา เดฮัม พุนาร จันมะ
ไนทิ มาม เอทิ โส รจุนะ

จันมะ  -  เกิด, คารมะ  -  งาน, ชะ  -  เช่นกัน, เม  -  ของข้า, ดิพยัม  -  ทิพย์, เอวัม  -  เหมือนนี้, ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, เวททิ  -  ทราบ, ทัททวะทะฮ  -  ในความเป็นจริง, ทยัคควา  -  ปล่อยวาง, เดฮัม  -  ร่าง นี้, พุนะฮ  -  อีกครั้ง, จันมะ  -  เกิด, นะ  -  ไม่เคย, เอทิ  -  บรรลุ, มาม  -  แด่ข้า, เอทิ  -  บรรลุ, สะฮ  -  เขา, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ

คำแปล

ผู้ที่รู้ธรรมชาติทิพย์แห่งการปรากฏและกิจกรรมของข้า  เมื่อออกจากร่างไปแล้ว  จะไม่กลับมาเกิดในโลกวัตถุนี้อีก  แต่บรรลุถึงอาณาจักรอมตะของข้า  โอ้อารจุนะ

คำอธิบาย

การเสด็จลงมาขององค์ภควานจากอาณาจักรทิพย์ได้อธิบายไว้แล้วใน  โศลกที่หก  ผู้ที่สามารถเข้าใจสัจธรรมแห่งการปรากฏของพระองค์เป็นผู้หลุดพ้นจาก  พันธนาการทางวัตถุ  ฉะนั้น  เขาจะกลับคืนสู่อาณาจักรแห่งองค์ภควานทันทีหลังจาก  ออกจากร่างวัตถุปัจจุบันนี้ไป  การหลุดพ้นของสิ่งมีชีวิตจากพันธนาการทางวัตถุเช่นนี้  มิใช่ของง่าย  มายาวดี  และ  โยคี  ได้รับความหลุดพ้นหลังจากความยากลำบากมากมาย  หลายต่อหลายชาติ  ถึงกระนั้น  ความหลุดพ้นที่พวกเขาได้รับคือ  การกลืนเข้าไปใน  บระฮมะจโยทิ  อันไร้รูปลักษณ์ขององค์ภควานซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระองค์เท่านั้น  และยังเสี่ยงที่จะต้องกลับมาในโลกวัตถุนี้อีก  แต่สาวกเพียงแต่เข้าใจธรรมชาติทิพย์  แห่งพระวรกายและกิจกรรมของพระองค์ก็จะบรรลุถึงอาณาจักรแห่งองค์ภควานหลัง  จากจบสิ้นร่างกายนี้  และไม่ต้องเสี่ยงในการกลับมาโลกวัตถุนี้อีก  ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.33)  ได้กล่าวไว้ว่า  องค์ภควานทรงมีรูปลักษณ์และอวตารมากมาย  อดไวทัม  อัชยุทัม  อนาดิม  อนันทะ-รูพัม  แม้ทรงมีรูปลักษณ์ทิพย์มากมายทั้งหมดยังทรงเป็นหนึ่ง  เดียวกันคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เราต้องเข้าใจความจริงอันนี้ด้วยความมั่นใจ  แม้ว่าอาจจะเข้าใจยากสำหรับนักวิชาการและนักปราชญ์ช่างสังเกตทางโลก  ดังที่ได้  กล่าวไว้ในคัมภีร์พระเวท  (พุรุชะ-โบดฺินี  อุพะนิชัด)  ว่า

เอโค เดโว นิทยะ-ลีลานุรัคโท
บฺัคธะ-วิยาพี ฮริดิ อันทาร-อาทมา

“บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์เดียวกันนี้ทรงมีกิจกรรมในรูปลักษณ์ทิพย์มากมาย  ในความสัมพันธ์กับสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์”  คำแปลของคัมภีร์พระเวทได้ยืนยันใน  โศลกนี้ของ  คีตา  โดยองค์ภควานเอง  ผู้ที่ยอมรับสัจธรรมนี้ภายใต้อำนาจที่เชื่อถือได้  ของคัมภีร์พระเวทและบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และไม่เสียเวลาไปในการคาดคะเน  ทางปรัชญา  จะบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดแห่งอิสรภาพ  เพียงแต่ยอมรับสัจธรรมนี้  ด้วยความศรัทธา  เราสามารถบรรลุถึงความหลุดพ้นได้โดยไม่ต้องสงสัย  คำแปลของ  พระเวท  ทัท  ทวัม  อสิ  อันที่จริงใช้ในกรณีนี้ได้  ผู้ใดเข้าใจองค์ชรีคริชณะว่าสูงสุดหรือ  กล่าวต่อพระองค์ว่า  “พระองค์ทรงเป็นองค์เดียวกับ  บระฮมัน  สูงสุด  บุคลิกภาพแห่ง  พระเจ้า”  เป็นผู้หลุดพ้นโดยทันทีอย่างแน่นอน  จากนั้น  การเข้าสู่การคบหาสมาคมทิพย์  กับพระองค์เป็นที่รับประกันหรืออีกนัยหนึ่ง  สาวกขององค์ภควานผู้มีความศรัทธาเช่นนี้  จะบรรลุความสมบูรณ์  ได้รับการยืนยันโดยคำอ้างอิงของพระเวทดังต่อไปนี้

ทัม เอวะ วิดิทวาทิ มริทยุม เอทิ
นานยะฮ พันทฺา วิดยะเท ‘ยะนายะ

“เราสามารถบรรลุถึงระดับสมบูรณ์แห่งอิสรภาพจากการเกิดและการตาย  เพียงแต่  รู้ถึงองค์ภควาน  บุคลิกภาพสูงสุดแห้งพระเจ้า  และไม่มีทางอื่นในการบรรลุถึงความ  สมบูรณ์นี้”  (ชเวทาชะวะทะระ  อุพะนิชัด  3.8)  ไม่มีทางเลือกอื่นหมายความว่าผู้ใดไม่  เข้าใจองค์ชรีคริชณะว่าทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  แน่นอนว่าเขาอยู่ในรระดับ  แห่งอวิชชาและจะไม่บรรลุถึงความหลุดพ้น  จากการพยายามที่จะลิ้มรสภายนอกของ  ขวดน้ำผึ้งหรือจากการตีความ  ภควัต-คีตา  ตามหลักวิชาการทางโลก  นักปราชญ์ผู้คาด  คะเนเช่นนี้อาจเล่นบทที่มีความสำคัญมากในโลกวัตถุ  แต่ไม่มีสิทธิ์เพื่อความหลุดพ้น  นักวิชาการทางโลกผู้ผยองเช่นนี้จะต้องรอพระเมตตาจากสาวกขององค์ภควาน  ฉะนั้น  เราควรปลูกฝังคริชณะจิตสำนึกด้วยความศรัทธาและความรู้  เช่นนี้จะทำให้เราบรรลุถึง  ความสมบูรณ์

โศลก 10 (4.10)

วีทะ-รากะ-บฺะยะ-โครดฺา
มัน-มะยา มาม อุพาชริทาฮ

บะฮะโว กยานะ-ทะพะสา
พูทา มัด-บฺาวัม อากะทาฮ

วีทะ  -  อิสระจาก, รากะ  -  การยึดติด, บฺะยะ  -  ความกลัว, โครดฺาฮ  -  และความโกรธ, มัท  -  มะยา  -  ในข้าอย่างสมูรณ์, มาม  -  ในข้า, อุพาชริทาฮ  -  สถิตอย่างสมบูรณ์, บะฮะวะฮ  -  มากมาย, กยานะ  -  แห่งความรู้, ทะพะสา  -  ด้วยการบำเพ็ญเพียร, พูทาฮ  -  บริสุทธิ์, มัด-บฺาวัม  -  ความรักทิพย์ต่อข้า, อากะทาฮ  -  บรรลุถึง

คำแปล

มีอิสรเสรีจากการยึดติด  ความกลัว  และความโกรธ  ซึมซาบอย่างเต็มเปี่ยมใน  ข้า  และยึดข้าเป็นที่พึ่ง  บุคคลมากมายในอดีตได้รับความบริสุทธิ์ด้วยความรู้แห่ง  ข้า  และบรรลุถึงความรักทิพย์ต่อข้า

คำอธิบาย

ดังที่ได้อธิบายก่อนหน้านี้ว่าเป็นการยากมากสำหรับผู้มีความเสน่หามาก  ทางวัตถุที่จะเข้าใจธรรมชาติของบุคลิกภาพแห่งสัจธรรมสูงสุด  โดยทั่วไปผู้ยึดติดกับ  แนวคิดชีวิตทางร่างกายจะซึมซาบอยู่ในลัทธิวัตถุนิยม  เกือบเป็นไปไม่ได้สำหรับคน  พวกนี้ที่จะเข้าใจว่าองค์ภควานทรงเป็นบุคคลได้อย่างไร  นักวัตถุนิยมเช่นนี้ไม่สามารถ  แม้แต่จะจินตนาการว่ามีร่างทิพย์ที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย  เต็มไปด้วยความรู้  และมีความ  ปลื้มปิติสุขชั่วกัลปวสาน  ในแนวคิดทางวัตถุ  ร่างกายเสื่อมสลาย  เต็มไปด้วยอวิชชา  และความทุกข์  ฉะนั้น  ผู้คนโดยทั่วไปจะรักษาแนวคิดเช่นเดียวกับร่างกายนี้อยู่ภายในใจ  เมื่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ส่วนพระองค์ขององค์ภควาน  สำหรับนักวัตถุนิยม  ประเภทนี้  ปรากฏการณ์ทางวัตถุที่ยิ่งใหญ่มโหฬารคือสิ่งสูงสุด  ดังนั้น  จึงพิจารณาว่า  องค์ภควานไร้รูปลักษณ์  และเนื่องจากซึมซาบอยู่ในวัตถุมาก  แนวคิดว่าจะมีบุคลิกภาพ  หลังหลุดพ้นจากโลกวัตถุแล้วทำให้เกิดความกลัว  เมื่อได้รับข้อมูลว่าชีวิตทิพย์ยังเป็น  ปัจเจกบุคคลและมีบุคลิกภาพเช่นเดียวกัน  รู้สึกกลัวที่จะมาเป็นบุคคลอีกครั้งหนึ่ง  ดัง  นั้นโดยธรรมชาติพวกเขาชอบกลืนหายเข้าไปในความว่างเปล่าที่ไร้รูปลักษณ์มากกว่า  โดยเปรียบเทียบสิ่งมีชีวิตเหมือนกับฟองน้ำในมหาสมุทรที่กลืนหายเข้าไปในมหาสมุทร  นี่คือความสมบูรณ์สูงสุดแห่งชีวิตทิพย์ที่บรรลุโดยไร้ปัจเจกบุคลิกภาพ  เช่นนี้  เป็นระดับ  ชีวิตที่น่ากลัวแบบหนึ่ง  ซึ่งขาดความรู้อย่างสมบูรณ์แห่งชีวิตทิพย์  นอกจากนั้นยังมี  หลายคนที่ไม่สามารถเข้าใจชีวิตทิพย์ได้เลย  พวกนี้รู้สึกอึดอัดจากหลายทฤษฎีและข้อ  ขัดแย้งต่าง  ๆ  นานาในการคาดคะเนทางปรัชญา  ในที่สุดก็รู้สึกเบื่อหน่าย  โมโห  และ  สรุปอย่างโง่  ๆ  ว่าไม่มีแหล่งกำเนิดสูงสุด  ทุกสิ่งทุกอย่างว่างเปล่า  บุคคลเช่นนี้อยู่ใน  สภาวะชีวิตที่ป่วยเป็นโรค  บางคนยึดติดทางวัตถุมาก  ดังนั้น  จึงไม่ได้ให้ความสนใจกับ  ชีวิตทิพย์  บางคนต้องการกลืนหายเข้าไปในแหล่งกำเนิดทิพย์สูงสุด  และบางคนไม่เชื่อ  ในทุกสิ่งทุกอย่าง  ด้วยความหมดหวังจึงโมโหต่อการคาดคะเนในวิถีทิพย์ทั้งหมด  คน  กลุ่มสุดท้ายจะไปพึ่งยาเสพติดบางชนิด  และบางครั้งเกิดภาพหลอนแต่กลับคิดว่าเป็น  จักษุทิพย์  เราต้องขจัดการยึดติดในโลกวัตถุทั้งสามระดับ  คือ  ละเลยต่อชีวิตทิพย์  กลัวต่อปัจเจกบุคลิกภาพทิพย์  และแนวคิดในความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นจากความผิด  หวังในชีวิต  การที่จะได้รับอิสรภาพจากสามระดับของแนวคิดชีวิตทางวัตถุ  เราต้องยึด  องค์ภควานเป็นที่พึ่งโดยสมบูรณ์ด้วยการนำทางของพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  และ  ปฏิบัติตามระเบียบวินัยและหลักธรรมแห่งชีวิตอุทิศตนเสียสละ  ระดับสุดท้ายของชีวิต  อุทิศตนเสียสละเรียกว่า  บฺาวะ  หรือความรักทิพย์ต่อองค์ภควาน

บฺัคธิ-ระสัมริทะ-สินดํุ  (1.4.15-16)  ศาสตร์แห่งกาอุทิศตนเสียสละรับใช้กล่าวว่า

อาโด ชรัดดฺา ทะทะฮ สาดํุ-
สังโก ทฺะ บฺะจะนะ-คริยา

ทะโท นารทฺะ-นิวริททิฮ สยาท
ทะโท นิชทฺา รุชิส ทะทะฮ
อทฺาสัคทิส ทะโท บฺาวัส
ทะทะฮ เพรมาบฺยุดันชะทิ

สาดฺะคานาม อยัม เพรมณะฮ
พราดูรบฺาเว บฺะเวท คระมะฮ

“ในตอนต้นเราต้องมีความปรารถนาพื้นฐานเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนจึงจะนำเรามาถึง  จุดที่จะพยายามคบหาสมาคมกับบุคคลผู้มีความเจริญในวิถีทิพย์  ระดับต่อไปเราจะ  ต้องอุปสมบทโดยพระอาจารย์ทิพย์ผู้เจริญแล้ว  และภายใต้คำสั่งสอนของท่าน  สาวก  นวกะจึงเริ่มปฏิบัติตามขบวนการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ด้วยการปฏิบัติการอุทิศตน  เสียสละรับใช้ภายใต้คำแนะนำของพระอาจารย์ทิพย์  ทำให้เราเป็นอิสระจากการยึดติด  ทางวัตถุทั้งมวล  บรรลุถึงความมั่นคงในการรู้แจ้งแห่งตน  และได้รับรสแห่งการสดับฟัง  เกี่ยวกับองค์ภควานผู้สมบูรณ์ชรีคริชณะ  รสนี้จะนำเราก้าวต่อไปถึงความยึดมั่นใน  คริชณะจิตสำนึก  ซึ่งจะเจริญงอกงามจนถึง  บฺาวะ  หรือระดับพื้นฐานของความรักทิพย์  แห่งองค์ภควาน  ความรักที่แท้จริงต่อองค์ภควานเรียกว่า  เพรมะ  ซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์  สูงสุดแห่งชีวิต”  ในระดับ  เพรมะ  จะมีการปฏิบัติรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อองค์ภควาน  เสมอ  ดังนั้น  ด้วยขบวนการแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไป  ภายใต้  คำแนะนำของพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้  ทำให้เราสามารถบรรลุถึงระดับสูงสุดซึ่งมี  อิสระจากการยึดติดทางวัตถุทั้งปวง  และเสรีภาพจากความกลัวปัจเจกบุคลิกภาพทิพย์  ของตนเอง  รวมทั้งเสรีภาพจากความผิดหวังอันสืบเนื่องมาจากปรัชญาที่สูญเปล่า  ใน  ที่สุดเราจะสามารถบรรลุถึงอาณาจักรแห่งองค์ภควาน

โศลก 11 (4.11)

เย ยะทฺา มาม พระพัดยันเท
ทามส ทะไทวะ บฺะจามิ อฮัม

มะมะ วารทมานุวารทันเท
มะนุชยาฮ พารทฺะ สารวะชะฮ

เย  -  ทั้งหมดผู้ซึ่ง, ยะทฺา  -  ดังที่, มาม  -  แด่ข้า, พระพัดยันเท  -  ศิโรราบ, ทาน  -  พวกเขา, ทะทา  -  ดังนั้น, เอวะ  -  แน่นอน, บฺะจามิ  -  ได้รับรางวัล, อฮัม  -  ข้า, มะมะ  -  ของข้า, วารทมะ  -  หนทาง, อนุวารทันเท  -  ปฏิบัติตาม, มะนุชยาฮ  -  มวลมนุษย์, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนาง พริทฺา, สารวะชะฮ  -  ด้วยประการทั้งปวง

คำแปล

ดังที่ทั้งหมดศิโรราบต่อข้า  ข้าให้รางวัลไปตามระดับแห่งการศิโรราบ  ทุก  ๆ  คน  ปฏิบัติตามวิถีทางของข้าด้วยประการทั้งปวง  โอ้  โอรสพระนางพริทฺา

คำอธิบาย

ทุกคนกำลังเสาะแสวงหาคริชณะในมุมมองต่าง  ๆ  แห่งปรากฏการณ์ของ  พระองค์  คริชณะบุลคิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงรู้แจ้งได้เพียงบางส่วนในรัศมี  บระฮ-  มะจโยทิ  อันไร้รูปลักษณ์ของพระองค์  และทรงเป็นอภิวิญญาณที่แผ่กระจายไปทั่วและ  ทรงประทับอยู่ภายในทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งภายในละอองปรมาณู  แต่สาวกผู้บริสุทธิ์ของ  คริชณะเท่านั้นที่จะรู้แจ้งถึงพระองค์อย่างสมบูรณ์บริบูรณ์  ดังนั้น  คริชณะจึงทรงเป็น  จุดมุ่งหมายสำหรับทุกคนเพื่อความรู้แจ้ง  และทุก  ๆ  คนจะได้รับความพึงพอใจตามที่  ตนปรารถนาในองค์คริชณะ  ในโลกทิพย์ก็เช่นเดียวกัน  คริชณะทรงตอบสนองต่อสาวก  ผู้บริสุทธิ์ของพระองค์ในท่าทีทิพย์ตามที่สาวกปรารถนาพระองค์  สาวกรูปหนึ่งอาจ  ปรารถนาคริชณะมาเป็นพระอาจารย์สูงสุด  สาวกอีกรูปหนึ่งอาจปรารถนาคริชณะมา  เป็นเพื่อนสนิทของตน  สาวกอีกรูปหนึ่งอาจปรารถนาคริชณะมาเป็นบุตร  และสาวกอีก  รูปหนึ่งอาจปรารถนาคริชณะมาเป็นคู่รัก  คริชณะทรงประทานรางวัลแก่สาวกทั้งหลาย  อย่างเสมอภาคตามความแรงกล้าแห่งความรักที่แตกต่างกันของสาวกที่มีต่อพระองค์  ในโลกวัตถุความรู้สึกในการสนองตอบเช่นเดียวกันนี้ก็มีอยู่  และการสนองตอบเช่นนี้  องค์ภควานทรงแลกเปลี่ยนกับผู้บูชาที่แตกต่างกันอย่างเสมอภาค  สาวกผู้บริสุทธิ์ทั้งใน  โลกนี้และในโลกทิพย์คบหาสมาคมกับคริชณะเป็นการส่วนตัว  และสามารถปฏิบัติตน  รับใช้พระองค์เป็นการส่วนตัว  จึงได้รับความปลื้มปีติสุขทิพย์ในการรับใช้ด้วยความรัก  ต่อพระองค์  สำหรับ  มายาวาดี  และผู้ที่ต้องการฆ่าชีวิตทิพย์ของตนเองด้วยการทำลาย  ปัจเจกบุคคลของสิ่งมีชีวิต  คริชณะก็ทรงช่วยเช่นกันด้วยการดูดพวกเขาให้ไปอยู่ในรัศมี  ของพระองค์  พวก  มายาวาดี  ไม่ยอมรับองค์ภควานผู้เป็นอมตะและมีแต่ความสุขเกษม  สำราญ  ดังนั้น  จึงไม่สามารถรับรสแห่งความปลื้มปีติในการรับใช้ทิพย์ต่อพระองค์  เป็นการส่วนตัว  หลังจากที่ได้ดับขันธ์ปัจเจกบุคลิกภาพของตนเองบางคนที่ยังไม่สถิต  ใน  มายาวาดี  อย่างมั่นคง  จะกลับมาในสนามวัตถุนี้ทำกิจกรรมต่าง  ๆ  เพื่อแสดงออก  ถึงความปรารถนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน  พวกนี้ไม่ได้รับการยอมรับให้ไปอยู่ในโลกทิพย์  แต่จะได้รับโอกาสให้มาปฏิบัติอยู่ในโลกวัตถุอีกครั้งหนึ่ง  สำหรับผู้ทำงานเพื่อหวังผล  ทางวัตถุ  องค์ภควานทรงประทานผลที่พวกเขาปรารถนาตามหน้าที่ที่กำหนดไว้  ใน  ฐานะยะกเยชวะระ  และพวกโยคีผู้ปรารถนาอิทธิฤทธิ์องค์ภควานทรงประทานอิทธิฤทธิ์  นั้นให้  อีกนัยหนึ่ง  ความสำเร็จของทุกคนขึ้นอยู่กับพระเมตตาขององค์ภควานเท่านั้น  ขบวนการในวิถีทิพย์ทั้งหมดคือระดับแห่งความสำเร็จที่แตกต่างกันบนเส้นทางเดียวกัน  ดังนั้น  นอกเสียจากว่าเรามาถึงจุดสมบูรณ์สูงสุดแห่งคริชณะจิตสำนึก  ความพยายาม  อื่น  ๆ  ทั้งหมดถือว่าไม่สมบูรณ์  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (2.3.10)  ว่า

อคามะฮ สารวะ-คาโม วา
โมคชะ-คามะ อุดาระ-ดฺีฮ

ทีพเรณะ บฺัคธิ-โยเกนะ
ยะเจทะ พุรุชัม พะรัม

“ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ที่ไม่มีความปรารถนา  (สภาวะของสาวก)  หรือปรารถนาผลทางวัตถุ  ทั้งหมด  หรือปรารถนาความหลุดพ้น  ด้วยความพยายามทั้งปวงเราควรบูชาองค์  ภควาน  เพื่อความบริบูรณ์และมาถึงซึ่งจุดสมบูรณ์สูงสุดที่คริชณะจิตสำนึก”

โศลก 12 (4.12)

คางคชันทะฮ คารมะณาม สิดดฺิม
ยะจันทะ อิฮะ เดวะทาฮ

คชิพรัม ฮิ มานุเช โลเค
สิดดฺิร บฺะวะทิ คารมะ-จา

คางคชันทะฮ  -  ปรารถนา, คารมะณาม  -  กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, สิดดฺิม  -  ความ สมบูรณ์, ยะจันเท  -  พวกเขาบูชาด้วยการเสียสละ, อิฮะ  -  ในโลกวัตถุ, เดวะทา  -  เทวดา, คชิพรัม  -  โดยเร็ว, ฮิ-แน่นอน, มานุเช  -  ในสังคมมนุษย์, โลเค  -  ภายในโลกนี้, สิดดฺิฮ  -  สำเร็จ, บฺะวะทิ  -  มา, คารมะ-จา  -  จากงานเพื่อผลทางวัตถุ

คำแปล

มนุษย์ในโลกนี้ปรารถนาความสำเร็จในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  ดังนั้น  จึงบูชา  เทวดา  แน่นอนว่ามนุษย์จะได้รับผลโดยเร็วจากงานทางวัตถุในโลกนี้

คำอธิบาย

มีความคิดที่ผิดอย่างใหญ่หลวงเกี่ยวกับเหล่าเทวดาของโลกวัตถุนี้  มนุษย์ผู้  ด้อยปัญญาแม้จะได้ชื่อว่าเป็นนักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่  แต่ยังคิดว่าเทวดาเหล่านี้คือภาพ  ลักษณ์ต่าง  ๆ  ขององค์ภควาน  อันที่จริงเทวดามิใช่ภาพลักษณ์ขององค์ภควาน  แต่  เป็นส่วนต่าง  ๆ  ของพระองค์  องค์ภควานทรงเป็นหนึ่งและทรงมีส่วนต่าง  ๆ  มากมาย  คัมภีร์พระเวทกล่าวว่า  นิทโย  นิทยานาม  องค์ภควานทรงเป็นหนึ่ง  อีชวะระฮ  พะระ-  มะฮ  คริชณะฮ  องค์ภควานทรงเป็นหนึ่งคือคริชณะ  และเทวดาทรงเป็นผู้ได้รับพลัง  อำนาจให้ไปบริหารโลกวัตถุนี้  เทวดาเหล่านี้คือสิ่งมีชีวิตทั้งหมด  (นิทยานาม)  พร้อม  ด้วยพลังอำนาจทางวัตถุในระดับต่าง  ๆ  กัน  เทวดาไม่สามารถเทียบเท่ากับองค์ภควาน  พระนารายณ์  พระวิชณุ  หรือคริชณะได้  ผู้ใดที่คิดว่าองค์ภควานและเทวดาอยู่ในระดับ  เดียวกันได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่เชื่อในองค์ภควานหรือ  พาชัณดี  แม้เทวดาผู้ยิ่งใหญ่เช่น  พระ  พรหม  และพระศิวะ  ก็ไม่สามารถเปรียบเทียบกับองค์ภควานได้  อันที่จริงเทวดาเช่น  พระพรหม  และพระศิวะ  จะบูชาองค์ภควาน  (ชิวะ-วิรินชิ-นุทัม)  แต่เป็นเรื่องน่าแปลก  ที่มนุษย์โง่เขาเบาปัญญาไปบูชาผู้นำมนุษย์ด้วยกันหลายคน  ภายใต้ความเข้าใจผิดแห่ง  ลัทธิการเปรียบเทียบรูปร่างลักษณะคนหรือลัทธิการดูรูปพรรณลักษณะของสัตว์  คำ  ว่า  อิฮะ  เดวะทาฮ  หมายความว่ามนุษย์ผู้มีอำนาจมากหรือเทวดาของโลกวัตถุนี้  แต่องค์  นารายะณะ  องค์วิชณุ  หรือองค์คริชณะทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทรงมิใช่  เป็นของโลกวัตถุนี้  พระองค์ทรงอยู่เหนือการสร้างทางวัตถุ  แม้  ชรีพาดะ  ชังคะราชารยะ  ผู้นำของพวก  มายาวาดี  ยังยืนยันว่า  องค์นารายะณะ  หรือองค์คริชณะทรงอยู่เหนือการ  สร้างของโลกวัตถุนี้  อย่างไรก็ดี  คนโง่  (ฮริทะ-กยานะ)  จะบูชาเทวดาเพราะต้องการผล  ตอบแทนในทันที  พวกเขาได้รับผลตอบแทน  แต่ไม่รู้ว่าผลตอบแทนที่ตนเองได้รับนั้นเป็น  สิ่งชั่วคราวและมีไว้สำหรับมนุษย์ผู้ด้อยปัญญา  บุคคลผู้มีปัญญาอยู่ในคริชณะจิตสำนึก  ไม่จำเป็นต้องบูชาเทวดาที่ไม่สำคัญเพื่อผลประโยชน์อันรวดเร็วชั่วคราวบางประการ  เทวดาแห่งโลกวัตถุพร้อมทั้งเหล่าสาวกของตนจะถูกทำลายไปพร้อมกับโลกวัตถุนี้  ผล  ประโยชน์ที่เทวดาให้จะเป็นวัตถุและไม่ถาวร  ทั้งโลกวัตถุและผู้อยู่อาศัยทั้งหมดรวมทั้ง  เทวดาและผู้บูชาเทวดาทั้งหลายเปรียบเสมือนฟองน้ำในมหาสมุทรแห่งจักรวาล  อย่างไร  ก็ดี  ในโลกสังคมมนุษย์คลั่งใคล้ในสิ่งที่ไม่ถาวร  เช่น  ความมั่งคั่งทางวัตถุด้วยการเป็น  เจ้าของที่ดิน  ครอบครัว  และส่วนประกอบต่าง  ๆ  ที่อำนวยความสุข  เพื่อจะได้รับสิ่งของ  ชั่วคราวเหล่านี้  มนุษย์บูชาเทวดาหรือบูชามนุษย์ผู้มีอำนาจในสังคมมนุษย์ด้วยกัน  หาก  ใครได้ตำแหน่งในรัฐบาลด้วยการบูชาผู้นำนักการเมือง  เขาคิดว่าได้รับผลตอบแทนอย่าง  ใหญ่หลวง  ดังนั้น  พวกเขาจึงก้มลงกราบพวกผู้นำเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ชั่วคราว  และ  ได้รับผลประโยชน์เช่นนั้นจริง  ๆ  บุคคลผู้ด้อยปัญญาเช่นนี้ไม่สนใจในคริชณะจิตสำนึก  เพื่อแก้ปัญหาอย่างถาวรกับการที่ต้องลำบากอยู่ในโลกวัตถุ  พวกเขาเสาะแสวงหาความ  สุขทางประสาทสัมผัส  และได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกเพียงเล็กน้อยเพื่อความสุขทาง  ประสาทสัมผัส  จึงหลงใหลไปในการบูชาสิ่งมีชีวิตผู้มีอำนาจหรือเทวดา  โศลกนี้แสดงให้  เห็นว่ามีอยู่น้อยคนนักที่จะสนใจในคริชณะจิตสำนึก  เพระส่วนใหญ่แล้วจะสนใจอยู่กับ  ความสุขทางวัตถุ  ดังนั้น  จึงบูชาสิ่งมีชีวิตผู้มีอำนาจ

โศลก 13 (4.13)

ชาทุร-วารณยัม มะยา สริชทัม
กุณะ-คารมะ-วิบฺากะชะฮ

ทัสยะ ดารทารัม อพิ มาม
วิดดฺิ อคารทารัม อัพยะยัม

ชาทุ  -  วารณยัม  -  การแบ่งสังคมมนุษย์ออกเป็นสี่ส่วน, มะยา  -  โดยข้า, สริชทัม  -  ได้สร้าง, กุณะ  -  คุณสมบัติ, คารมะ  -  และงาน, วิบฺากะชะฮ  -  ในการแบ่งส่วน, ทัสยะ  -  ในนั้น, ดาร- ทารัม  -  พระบิดา, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, มาม  -  ข้า, วิดดฺิ  -  เธออาจทราบ, อคารทารัม  -  มิใช่ผู้ทำ, อัพยะยัม  -  ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

คำแปล

ตามสามระดับของธรรมชาติวัตถุและงานที่สัมพันธ์กับระดับต่าง  ๆ  นั้น  ข้าเป็นผู้  สร้างสี่ส่วนของสังคมมนุษย์  ถึงแม้ว่าข้าเป็นผู้สร้างระบบนี้  เธอควรรู้ว่าข้ามิใช่ผู้  กระทำและข้าไม่เปลี่ยนแปลง

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง  ทุกสิ่งทุกอย่างกำเนิดมาจากพระองค์  พระองค์ทรงค้ำจุนทุกสิ่งทุกอย่าง  และหลังจากการทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างจะพำนัก  อยู่ในพระองค์  ฉะนั้น  องค์ภควานทรงเป็นผู้สร้างสี่ส่วนของสังคมมนุษย์  เริ่มจากระดับ  มนุษย์ผู้มีปัญญาเรียกทางเทคนิคว่าพราหมณ์หรือ  บราฮมะณะ  เนื่องจากสถิตในระดับ  แห่งความดี  ถัดไปเป็นระดับบริหารเรียกทางเทคนิคว่ากษัตริย์หรือ  คชัทริยะ  เนื่องจาก  สถิตในระดับแห่งตัณหา  พ่อค้าวาณิชหรือ  ไวชยะ  สถิตในระดับผสมผสานระหว่าง  ตัณหาและอวิชชา  และ  ชูดระ  หรือระดับใช้แรงงาน  สถิตในระดับอวิชชาของธรรมชาติ  วัตถุ  ถึงแม้ว่าองค์ชรีคริชณะทรงเป็นผู้สร้างสี่ส่วนของสังคมมนุษย์แต่พระองค์ทรงมิได้  อยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่ง  เนื่องจากพระองค์ทรงมิได้เป็นพันธวิญญาณที่อยู่ในส่วนใดส่วน  หนึ่งของสังคมมนุษย์  สังคมมนุษย์นั้นคล้ายกับสังคมสัตว์ทั่วไป  แต่เพื่อยกระดับสภาพ  ความเป็นสัตว์  พระองค์จึงทรงสร้างการแบ่งส่วนเพื่อพัฒนาคริชณะจิตสำนึกอย่างเป็น  ระบบ  นิสัยชอบหรือถนัดในเรื่องการทำงานขึ้นอยู่กับระดับของธรรมชาติวัตถุที่ตนได้รับ  ลักษณะอาการของชีวิตตามระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุจะอธิบายในบทที่สิบแปด  ของหนังสือเล่มนี้  อย่างไรก็ดี  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกอยู่เหนือแม้แต่พราหมณ์  แม้โดย  คุณสมบัติพราหมณ์ควรทราบเกี่ยวกับ  บระฮมัน  หรือสัจธรรมสูงสุด  แต่ส่วนใหญ่พวก  พราหมณ์จะเข้าหา  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์ขององค์คริชณะเท่านั้น  แต่ผู้ที่ข้ามพ้นขีด  จำกัดแห่งความรู้ของพราหมณ์  และบรรลุถึงความรู้แห่งบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  องค์  ชรีคริชณะ  จะมาเป็นบุคคลในคริชณะจิตสำนึกหรือไวชณะวะ  คริชณะจิตสำนึกจะรวม  ถึงความรู้แห่งองค์อวตารทั้งหลายของคริชณะ  เช่น  พระราม  นริสิมฮะ  วะราฮะ  ฯลฯ  ในฐานะที่คริชณะทรงเป็นทิพย์อยู่เหนือระบบสี่ส่วนแห่งสังคมมนุษย์นี้  บุคคลในคริชณะ  จิตสำนึกก็อยู่เหนือการแบ่งส่วนทั้งหลายในสังคมมนุษย์  ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งส่วนใน  ระดับกลุ่มชน  ระดับชาติ  หรือระดับเผ่าพันธุ์

โศลก 14 (4.14)

นะ มาม คารมาณิ ลิมพันทิ
นะ เม คารมะ-พฺะเล สพริฮา
อิทิ มาม โย บฺิจานาทิ
คารมะบฺีร นะ สะ บัดฺยะเท

นะ  -  ไม่เคย, มาม  -  ข้า, คารมาณิ  -  งานทุกชนิด, ลิมพันทิ  -  มีผล, นะ  -  ไม่, เม  -  ของข้า, คารมะ-พฺะเล  -  ในการกระทำเพื่อผลทางวัตถุ, สพริฮา  -  ปรารถนา, อิทิ  -  ดังนั้น, มาม  -  ข้า, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, อบฺิจานาทิ  -  ทราบ, คารมะบฺีฮ  -  ด้วยผลแห่งกรรมนี้, นะ  -  ไม่เคย, สะฮ  -  เขา, บัดฺยะเท  -  ถูกพันธนาการ

คำแปล

ไม่มีงานใดที่มีผลกระทบต่อข้า  หรือว่าข้าปรารถนาผลแห่งการกระทำใด  ๆ  ผู้ที่  เข้าใจสัจธรรมเกี่ยวกับตัวข้าเช่นนี้  จะไม่ถูกพันธนาการอยู่ในผลกรรมทางวัตถุ

คำอธิบาย

ดังเช่นมีกฎหมายธรรมนูญในโลกวัตถุกล่าวว่ากษัตริย์ทรงไม่ทำผิด  หรือว่า  กษัตริย์ทรงอยู่เหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญ  ในลักษณะเดียวกัน  ถึงแม้ว่าองค์  ภควานทรงเป็นผู้สร้างโลกวัตถุนี้  แต่พระองค์ทรงไม่ได้รับผลกระทบใด  ๆ  จากกิจกรรม  ในโลกวัตถุนี้เลย  พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างและทรงอยู่นอกเหนือจากการสร้าง  ในขณะที่  สิ่งมีชีวิตถูกพันธนาการอยู่กับผลตอบแทนของกิจกรรมทางวัตถุเพราะมีนิสัยชอบเป็น  เจ้าครองทรัพยากรวัตถุ  เปรียบเทียบได้กับเจ้าของกิจการที่ไม่รับผิดชอบต่อกิจกรรม  ของคนงานไม่ว่าจะถูกหรือผิด  แต่ตัวคนงานเองเป็นผู้รับผิดชอบ  สิ่งมีชีวิตปฏิบัติใน  แต่ละกิจกรรมเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตน  กิจกรรมเหล่านี้องค์ภควานทรงมิได้เป็น  ผู้บัญญัติ  เพื่อความเจริญก้าวหน้าในการสนองประสาทสัมผัสสิ่งมีชีวิตจึงปฏิบัติงาน  ในโลกนี้  และใฝ่ฝันที่จะได้รับความสุขบนสวรรค์หลังจากตายไป  องค์ภควานทรงเป็นผู้  มีความเต็มเปี่ยมอยู่ในพระองค์เอง  ไม่ทรงหลงใหลอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าความสุขบนสวรรค์  เทวดาบนสรวงสวรรค์ทรงเป็นเพียงผู้ปฏิบัติรับใช้ของพระองค์  เจ้าของกิจการไม่เคย  ปรารถนาความสุขชั้นต่ำเหมือนเช่นพวกคนงานปรารถนา  พระองค์ทรงปลีกตัวให้ห่าง  จากกิจกรรมและผลกรรมทางวัตถุ  ตัวอย่างเช่น  ฝนไม่ต้องรับผิดชอบต่อพืชพันธุ์ต่าง  ๆ  ที่ปรากฏบนโลก  ถึงแม้ว่าหากไม่มีฝนพืชพันธุ์ต่าง  ๆ  ก็ไม่สามารถเจริญเติบโตขึ้นมาได้  พระเวท  สมริทิ  ได้ยืนยันความจริงนี้  ดังต่อไปนี้

นิมิททะ-มาทรัม เอวาโส
สริจยานาม สารกะ-คารมะณิ

พระดฺานะ-คาระณี-บํูทา
ยะโท ไว สริจยะ-ชัคทะยะฮ

“ในการสร้างวัตถุ  องค์ภควานทรงเป็นเพียงแหล่งกำเนิดสูงสุด  แหล่งกำเนิดโดยตรงคือ  ธรรมชาติวัตถุซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์แห่งจักรวาล”  สิ่งมีชีวิตที่สร้างขึ้นมามีมากมาย  เช่น  เทวดา  มนุษย์  และสัตว์ที่ต่ำกว่า  ทั้งหมดขึ้นอยู่กับผลกรรมในอดีตไม่ว่าดีหรือชั่ว  องค์ภควานทรงเพียงแต่ให้สิ่งอำนวยความสะดวกอันเหมาะสมสำหรับกิจกรรมเหล่า  นี้  และทรงให้กฎข้อบังคับตามระดับของธรรมชาติ  แต่พระองค์ทรงไม่รับผิดชอบต่อ  กิจกรรมทั้งในอดีตและปัจจุบันของพวกเขา  ใน  เวดานธะ-สูทระ  (2.1.34)  ได้ยืนยันไว้ว่า  ไวชัมยะ-ไนรกฺริณเย  นะ  สาเพคชัทวาท  องค์ภควานทรงไม่เคยลำเอียงต่อสิ่งมีชีวิตใด  ๆ  สิ่งมีชีวิตรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง  พระองค์ทรงเพียงแต่ให้สิ่งอำนวยความ  สะดวกโดยผ่านผู้แทนทางธรรมชาติวัตถุหรือพลังงานเบื้องต่ำ  ผู้ใดที่รอบรู้ความละเอียด  อ่อนทั้งหลายของกฎแห่งกรรม  หรือกิจกรรมเพื่อหวังผลนี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากผล  กรรม  หรืออีกนัยหนึ่ง  บุคคลผู้เข้าใจธรรมชาติทิพย์ขององค์ภควานเป็นผู้มีความชำนาญ  ในคริชณะจิตสำนึก  ดังนั้น  เขาไม่อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม  ผู้ที่ไม่ทราบธรรมชาติทิพย์  ของพระองค์  และคิดว่ากิจกรรมขององค์ภควานทรงมุ่งไปที่ผลทางวัตถุเหมือนดังเช่น  กิจกรรมของสิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไป  แน่นอนว่าเขาจะถูกพันธนาการอยู่ในผลกรรมทาง  วัตถุ  แต่ผู้ที่รู้สัจธรรมสูงสุดเป็นดวงวิญญาณที่หลุดพ้นและมั่นคงอยู่ในคริชณะจิตสำนึก

โศลก 15 (4.15)

เอวัม กยาทวา คริทัม คารมะ
พูรไวร อพิ มุมุคชุบฺิฮ

คุรุ คารไมวะ ทัสมาท ทวัม
พูรไวฮ พูรวะทะรัม คริทัม

เอวัม  -  ดังนั้น, กยาทวา  -  ทราบดี, คริทัม  -  ปฏิบัติ, คารมะ  -  งาน, พูรไวฮ  -  โดยผู้ที่เชื่อถือได้ ในอดีต, อพิ  -  ที่จริง, มุมุคชุบฺิฮ  -  ผู้บรรลุความหลุดพ้น, คุรุ  -  เพียงปฏิบัติ, คารมะ  -  งานที่ กำหนดไว้, เอวะ  -  แน่นอน, ทัสมาท  -  ดังนั้น, ทวัม  -  เธอ, พูรไวฮ  -  โดยบรรพบุรุษ, พูรวะ- ทะรัม  -  ในโบราณกาล, คริทัม  -  ได้ปฎิบัติ

คำแปล

ดวงวิญญาณผู้หลุดพ้นทั้งหลายในอดีตกาลปฏิบัติด้วยความเข้าใจในธรรมชาติ  ทิพย์ของข้า  ดังนั้น  เธอควรปฏิบัติหน้าที่ของเธอ  เจริญตามรอยพระบาท  บรรพบุรุษ

คำอธิบาย

มีมนุษย์อยู่สองประเภท  บางคนเต็มไปด้วยมลพิษทางวัตถุปกคลุมอยู่ในหัวใจ  และบางคนมีเสรีทางวัตถุ  คริชณะจิตสำนึกจะมีคุณประโยชน์เท่ากันต่อบุคคลทั้งสอง  ประเภทนี้  ผู้ที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกสามารถเข้ามาในสายของคริชณะจิตสำนึกเพื่อเข้า  ขบวนการชะล้างทีละน้อย  โดยการปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับ  ใช้  ผู้ที่มีความสะอาดจากมลทินต่าง  ๆ  แล้วอาจปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันใน  คริชณะจิตสำนึก  เพื่อผู้อื่นอาจปฏิบัติกิจกรรมตามเป็นตัวอย่างและได้รับประโยชน์  คน  โง่หรือนวกะในคริชณะจิตสำนึกชอบเกษียณตัวเองจากกิจกรรมต่าง  ๆ  โดยยังไม่มีความ  รู้ในคริชณะจิตสำนึก  อารจุนะทรงปรารถนาที่จะเกษียณจากกิจกรรมในสมรภูมิ  แต่องค์  ภควานทรงไม่อนุมัติ  เราควรรู้ว่าควรจะปฏิบัติตนอย่างไร  สำหรับการเกษียณจากกิจ  กรรมในคริชณะจิตสำนึก  และไปนั่งอยู่ห่าง  ๆ  แสดงท่าว่าตนเองมีคริชณะจิตสำนึก  เช่น  นี้ไม่สำคัญเท่ากับการปฏิบัติจริงในสนามกิจกรรมเพื่อคริชณะ  ณ  ที่นี้อารจุนะทรงได้รับ  การแนะนำให้ปฏิบัติตนในคริชณะจิตสำนึกตามรอยพระบาทสาวกของคริชณะ  ใน  อดีต  เช่น  สุริยเทพองค์วิวัสวาน  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า  องค์ภควานทรงทราบกิจกรรม  ทั้งหลายในอดีตของพระองค์  รวมทั้งบุคคลต่าง  ๆ  ผู้ปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกในอดีต  ดัง  นั้น  พระองค์ทรงแนะนำการปฏิบัติของสุริยเทพผู้ทรงเรียนศิลปะนี้จากพระองค์เมื่อ  หลายล้านปีก่อน  นักศึกษาเช่นนี้ของคริชณะได้ถูกกล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  ทรงเป็นผู้หลุดพ้น  และปฏิบัติตนตามหน้าที่ที่คริชณะทรงกำหนดให้

โศลก 16 (4.16)

คิม คารมะ คิม อคารเมทิ
คะวะโย พิ อัทระ โมฮิทาฮ

ทัท เท คารมะ พระวัคชยามิ
ยัจ กยาทวา โมคชยะเส ชุบฺาท

คิม  -  คืออะไร, คารมะ  -  การกระทำ, คิม  -  คืออะไร, อคารมะ  -  การไม่ทำอะไร, อิทิ  -  ดังนั้น, คะวะยะฮ  -  ผู้มีปัญญา, อพิ  -  เช่นกัน, อัทระ  -  ในเรื่องนี้, โมฮิทาฮ  -  สับสน, ทัท  -  นั้น, เท  -  แก่ เธอ, คารมะ  -  งาน, พระวัคชยามิ  -  ข้าจะอธิบาย, ยัท  -  ซึ่ง, กยาทวา  -  รู้, โมคชยะเส  -  เธอจะ หลุดพ้น, อชุบฺาท  -  จากโชคร้าย

คำแปล

แม้แต่ผู้มีปัญญายังสับสนในการพิจารณาว่า  อะไรคือการกระทำ  และอะไรคือ  การไม่กระทำ  บัดนี้  ข้าจะอธิบายแก่เธอว่ากรรมหรือการกระทำคืออะไร  เมื่อ  รู้แล้วเธอจะหลุดพ้นจากโชคร้ายทั้งปวง

คำอธิบาย

งานในคริชณะจิตสำนึกต้องปฏิบัติตามตัวอย่างจากสาวกที่แท้จริงในอดีต  ซึ่ง  ได้แนะนำไว้แล้วในโศลกที่สิบห้า  เหตุใดงานนี้ไม่ควรปล่อยให้เป็นอิสระเสรีจะได้อธิบาย  ในโศลกต่อไป

การปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก  เราต้องปฏิบัติตามการนำทางของบุคคลผู้เชื่อ  ถือได้ที่อยู่ในสาย  พะรัมพะรา  ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วในตอนต้นของบทนี้  ระบบคริชณะ  จิตสำนึกครั้งแรกได้บรรยายให้สุริยเทพ  และสุริยเทพทรงอธิบายให้พระโอรสมะนุ  มะนุทรงอธิบายให้พระโอรสอิคชวาคุ  และจากโบราณกาลระบบนี้ได้อยู่บนโลกมาจนถึง  ปัจจุบันนี้  ฉะนั้น  เราต้องปฏิบัติตามรอยพระบาทของบุคคลผู้เชื่อถือได้ในสาย  พะรัม-  พะรา  มิฉะนั้น  แม้แต่บุคคลผู้มีสติปัญญาสูงสุดจะสับสนเกี่ยวกับมาตรฐานการปฏิบัติ  ใน  คริชณะจิตสำนึก  ด้วยเหตุนี้องค์ภควานทรงตัดสินพระทัยสอนคริชณะจิตสำนึกแก่  อารจุนะโดยตรง  จากการตรัสสอนแก่อารจุนะโดยตรงเช่นนี้  หากผู้ใดปฏิบัติตามรอย  พระบาทของอารจุนะแน่นอนว่าจะไม่สับสน

ได้กล่าวไว้ว่า  เพียงความรู้จากการทดลองที่ไม่สมบูรณ์เราไม่สามารถค้นคว้า  หาวิธีทางศาสนาได้  อันที่จริง  องค์ภควานเท่านั้นที่ทรงสามารถวางหลักแห่งศาสนาได้  ดฺารมัม  ทุ  สาคชาด  บฺะกะวัท-พระณีทัม  (บฺากะวะธัม  6.3.19)  ไม่มีผู้ใดสามารถสร้าง  หลักศาสนาจากการคาดคะเนที่ไม่สมบูรณ์ได้  เราต้องปฏิบัติตามรอยพระบาทของ  บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่เชื่อถือได้  เช่น  พระพรหม,  พระศิวะ,  นาระดะ,  มะนุ,  สี่กุมาร,  คะ-  พิละ,  พระฮลาดะ,  บฺีชมะ,  ชุคะเดวะ  โกสวามี,  ยมราช,  จะนะคะ,  และบะลิ  มะฮาราจะ  จากการคาดคะเนทางจิตเราไม่สามารถค้นคว้าว่าศาสนาหรือการรู้แจ้งแห่งตนนั้นคือ  อะไร  ดังนั้น  ด้วยพระเมตตาแก่สาวก  องค์ภควานทรงอธิบายโดยตรงแก่อารจุนะว่า  อะไรคือการปฏิบัติ  และอะไรคือการไม่ปฏิบัติ  การปฏิบัติตนในคริชณะจิตสำนึกเท่านั้น  ที่สามารถนำพาเราให้ออกจากพันธนาการแห่งชีวิตทางวัตถุ

โศลก 17 (4.17)

คารมะโณ ฮิ อพิ โบดดฺัพยัม
โบดดฺัพยัม ชะ วิคารมะณะฮ

อคารมะนัช ชะ โบดดฺัพยัม
กะฮะนา คารมะโน กะทิฮ

คารมะณะฮ  -  ของงาน, ฮิ  -  แน่นอน, อพิ  -  เช่นกัน, โบดดฺัพยัม  -  ควรเข้าใจ, โบดดฺัพยัม  -  ควร เข้าใจ, ชะ  -  เช่นกัน, วิคารมะณะฮ  -  ของงานต้องห้าม, อคารมะณะฮ  -  ของการไม่ทำ, ชะ  -  เช่นกัน, โบดดฺัพยัม  -  ควรเข้าใจ, กะฮะนา  -  ยากมาก, คารมะณะฮ  -  ของงาน, กะทิฮ  -  เข้า

คำแปล

ความละเอียดอ่อนของการปฏิบัติเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยากมาก  ดังนั้น  เราควรรู้  อย่างถูกต้องว่ากรรมคืออะไร  วิกรรมคืออะไร  และอกรรมคืออะไร

คำอธิบาย

หากเรามีความจริงจังเกี่ยวกับความหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุ  เรา  ต้องเข้าใจข้อแตกต่างระหว่าง  การกระทำ  การไม่กระทำ  และสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตให้  กระทำ  เราต้องใช้สติปัญญาของเราเองในการวิเคราะห์เรื่อง  กรรม  ผลแห่งกรรม  และ  กรรมที่ต้องห้าม  เพราะว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจยากมาก  ในการเข้าใจคริชณะจิตสำนึกและ  การปฏิบัติตามระดับของตัวเอง  เราต้องเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับองค์ภควาน  ตัวอย่างเช่นผู้ที่ได้ฝึกฝนเล่าเรียนจนรอบรู้  ทราบดีว่าทุก  ๆ  ชีวิตคือผู้รับใช้นิรันดรของ  พระองค์  และผลที่ตามมาคือเราต้องปฏิบัติตนในคริชณะจิตสำนึก  ตลอดเล่ม  ภควัต-  คีตา  จะนำเรามาถึงจุดสรุปนี้  จุดสรุปใด  ๆ  ที่ขัดต่อจิตสำนึกนี้และมีการปฏิบัติที่ตามมา  เรียกว่า  วิคารมะ  หรือการปฏิบัติที่ต้องห้าม  เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอย่างถ่องแท้  เราต้องคบหาสมาคมกับบุคคลผู้เชื่อถือได้ในคริชณะจิตสำนึก  และศึกษาความลับจาก  ท่านเหล่านี้  การกระทำเช่นนี้  ดีเท่า  ๆ  กับการเรียนจากองค์ภควานโดยตรง  มิฉะนั้น  แม้บุคคลผู้มีปัญญาสูงสุดก็จะยังสับสน

โศลก 18 (4.18)

คารมะณิ อคารมะ ยะฮ พัชเยด
อคารมะณิ ชะ คารมะ ยะฮ

สะ บุดดฺิมาน มะนุชเยชุ
สะ ยุคทะฮ คริทสนะ-คารมะ-คริท

คารมะณิ  -  ในกรรม, อคารมะ-อกรรม, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, พัชเยท  -  สังเกต, อคารมะณิ  -  ใน อกรรม, ชะ  -  เช่นกัน, คารมะ  -  การกระทำเพื่อหวังผลทางวัตถุ, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, สะฮ  -  เขา, บุดดฺิ-มาน  -  มีปัญญา, มะนุชเยชุ  -  ในสังคมมนุษย์, สะฮ  -  เขา, ยุคทะฮ  -  อยู่ในสถานภาพ ทิพย์, คริทสนะ  -  คารมะ-คริท  -  แม้ปฏิบัติอยู่ในกิจกรรมทั้งหลาย

คำแปล

ผู้ที่เห็นอกรรมในกรรม  และกรรมในอกรรม  เป็นผู้มีปัญญาในหมู่มนุษย์  และอยู่  ในสถานภาพทิพย์แม้จะปฏิบัติอยู่ในกิจกรรมทั้งหลาย

คำอธิบาย

บุคคลผู้ปฏิบัติอยู่ในคริชณะจิตสำนึก  โดยธรรมชาติจะหลุดพ้นจาก  พันธนาการแห่งกรรม  กิจกรรมของเขาทั้งหมดปฏิบัติไปเพื่อคริชณะ  ดังนั้น  จะไม่ได้รับ  ความสุขหรือความทุกข์จากผลของงาน  จึงเป็นผู้มีปัญญาในสังคมมนุษย์แม้ขณะปฏิบัติ  กิจกรรมอยู่มากมายเพื่อคริชณะ  อกรรมหมายถึงไม่มีผลกรรมจากการทำงาน  มายา  วาดี  หยุดกิจกรรมเพื่อหวังผลทางวัตถุ  อันเนื่องมาจากความกลัวและเพื่อผลกรรมจะ  ไม่มากีดขวางทางเพื่อความรู้แจ้งตนเอง  แต่  บฺัคธะ  จะทราบดีถึงสถานภาพของตนเอง  ว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ฉะนั้น  จึงปฏิบัติอยู่ในกิจกรรม  ของคริชณะจิตสำนึก  เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างกระทำไปเพื่อคริชณะเขาจึงได้รับรสแห่ง  ความสุขทิพย์อยู่กับการปฏิบัติรับใช้เช่นนี้เท่านั้น  ผู้ที่ปฏิบัติอยู่ในขบวนการนี้ได้ชื่อว่าเป็น  ผู้ไม่มีความปรารถนาเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  ความรู้สึกที่ว่าตนเองเป็น  ผู้รับใช้นิรันดรของคริชณะทำให้เขาปลอดภัยจากผลกรรมทั้งปวง

โศลก 19 (4.19)

ยัสยะ สารเว สะมารัมบฺาฮ
คามะ-สังคัลพะ-วารจิทาฮ

กยานากนิ-ดักดฺะ-คารมาณัม
ทัม อาฮุฮ พัณดิทัม บุดฺาฮ

ยัสยะ-ผู้ซึ่ง, สารเว-ทั้งหมด, สะมารัมบฺาฮ  -  พยายาม, คามะ  -  บนฐานแห่งความ ปรารถนาเพื่อสนองประสาทสัมผัส, สังคัลพะ  -  ตั้งใจแน่วแน่, วารจิทาฮ  -  ปราศจาก, กยานะ  -  ความรู้อันสมบูรณ์, อักนิ  -  โดยไฟ, ดักดฺะ  -  เผาไหม้, คารมาณัม  -  งานของเขา, ทัม  -  เขา, อาฮุฮ  -  ประกาศ, พัณดิทัม  -  บัณฑิต, บุดฺาฮ  -  หมู่ผู้รู้

คำแปล

ผู้ที่มีความรู้ถ่องแท้  ผู้ที่ความพยายามทั้งหมดปราศจากความปรารถนาเพื่อ  สนองประสาทสัมผัสของตนเอง  เหล่านักปราชญ์กล่าวไว้ว่าเป็นผู้ทำงานที่ผล  กรรมได้ถูกเผาไหม้ไปจนหมดด้วยไฟแห่งความรู้อันสมบูรณ์

คำอธิบาย

บุคคลผู้มีความรู้ถ่องแท้เท่านั้นที่สามารถเข้าใจกิจกรรมของบุคคลในคริชณะ  จิตสำนึก  เพราะว่าบุคคลในคริชณะจิตสำนึกปราศจากนิสัยที่ชอบสนองประสาทสัมผัส  ของตนเองทุกชนิด  เป็นที่เข้าใจว่าเขาได้เผาไหม้ผลกรรมจากการทำงานด้วยความรู้อัน  สมบูรณ์และรู้ซึ้งถึงสถานภาพพื้นฐานของตนว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรของบุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้า  ผู้ที่มีความรู้อย่างถ่องแท้จึงจะสามารถบรรลุถึงความรู้อันสมบูรณ์เช่นนี้  การพัฒนาความรู้แห่งการเป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์ภควานเปรียบเสมือนไฟ  และไฟนี้  เมื่อถูกจุดขึ้นมาแล้วจะสามารถเผาผลาญผลกรรมทั้งปวงได้

โศลก 20 (4.20)

ทยัคทวา คารมะ-พฺะลาสังกัม
นิทยะ-ทริพโท นิราชระยะฮ

คารมะณิ อบฺิพระวริทโท พิ
ไนวะ คินชิท คะโรทิ สะฮ

ทยัคทวา  -  ได้ยกเลิก, คารมะ-พฺะละ-อสังกัม  -  การยึดติดต่อผลทางวัตถุ, นิทยะ  -  เสมอ, ทริพทะฮ  -  มีความพึงพอใจ, นิราชระยะฮ  -  ไม่มีที่พึ่ง, คารมะณิ  -  ในกิจกรรม, อบฺิพระ- วริททะฮ  -  ปฏิบัติอย่างเต็มที่, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, นะ  -  ไม่, เอวะ  -  แน่นอน, คินชิท  -  ทุกสิ่ง, คะโรทิ  -  ทำ, สะฮ  -  เขา

คำแปล

ปล่อยวางการยึดติดต่อผลของกิจกรรมทั้งปวง  มีความพึงพอใจและมีอิสระเสรี  อยู่เสมอ  เขาไม่กระทำสิ่งใด  ๆ  เพื่อผลทางวัตถุ  ถึงแม้จะปฏิบัติงานนานัปการ

คำอธิบาย

ความหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งกรรมเป็นไปได้ในคริชณะจิตสำนึกเท่านั้น  เมื่อเราทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคริชณะ  บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกจะปฏิบัติตนด้วยความ  รักอันบริสุทธิ์ที่มีต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ดังนั้น  เขาไม่มีความเสน่หาต่อผล  ของการกระทำ  และไม่ยึดติดแม้แต่การดำรงชีวิตส่วนตัวของเขาเอง  เนื่องจากทุกสิ่ง  ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับคริชณะเสมอ  เขาจึงไม่กระตือรือร้นที่จะสะสมสิ่งของหรือปกป้อง  สิ่งที่มีอยู่  แต่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดตามความสามารถของตนเอง  นอกจากนั้นจะ  ปล่อยให้ขึ้นอยู่กับคริชณะ  ผู้ที่ไม่ยึดติดเช่นนี้มีความหลุดพ้นจากผลกรรมไม่ว่าดีหรือ  ชั่ว  ประหนึ่งว่าตัวเขามิได้ทำอะไรเลย  นี่คือเครื่องหมายของอกรรม  หรือการกระทำ  ที่ปราศจากผลกรรมทางวัตถุ  ดังนั้น  การกระทำใด  ๆ  ที่ปราศจากคริชณะจิตสำนึกจะ  พันธนาการผู้กระทำ  และนี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า  วิคารมะ  หรือวิกรรม  ดัง  ที่ได้อธิบายไปแล้ว

โศลก 21 (4.21)

นิราชีร ยะทะ-ชิททาทมา
ทยัคทะ-สารวะ-พะริกระฮะฮ

ชารีรัม เควะลัม คารมะ
คุรวัน นาพโนทิ คิลบิชัม

นิราชีฮ  -  ไม่ปรารถนาผล, ยะทะ  -  ควบคุม, ชิททะ-อาทมา  -  จิตใจและปัญญา, ทยัคทะ  -  ยกเลิก, สารวะ  -  ทั้งหมด, พะริกระฮะฮ  -  ความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของสิ่งต่าง ๆ, ชารีรัม  -  ใน การรักษาร่างกายและวิญญาณให้อยู่ด้วยกัน, เควะลัม  -  เท่านั้น, คารมะ  -  งาน, คุรวัน  -  ทำ, นะ  -  ไม่เคย, อาพโนทิ  -  ได้รับ, คิลบิชัม  -  ผลบาป

คำแปล

ผู้ที่มีความเข้าใจเช่นนี้  จะทำงานด้วยจิตใจและปัญญาที่ควบคุมได้อย่างสมบูรณ์  ยกเลิกความรู้สึกที่ว่าเป็นเจ้าของสิ่งต่าง  ๆ  ทั้งมวล  และทำงานเท่าที่จำเป็นจริง  ๆ  เพื่อดำรงชีวิตเท่านั้น  ด้วยการทำงานเช่นนี้เขาจะไม่ได้รับผลบาป

คำอธิบาย

บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกไม่คาดหวังผลดีหรือผลชั่วในกิจกรรมของตนเอง  จิตใจและปัญญาอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์  ตระหนักดีว่าส่วนที่เขากระทำ  เป็นเพียงเศษย่อย  ๆ  ของส่วนทั้งหมด  เนื่องจากเป็นละอองอณูขององค์ภควาน  มันจึง  ไม่ใช่กิจกรรมของเขาเองแต่ถูกกระทำผ่านตัวเขาโดยพระองค์  เมื่อมือเคลื่อนไหวมันไม่  ได้เคลื่อนด้วยตัวมันเอง  แต่ด้วยความพยายามของทั่วทั้งเรือนร่าง  ผู้มีคริชณะจิตสำนึก  จะประสานตนเองกับความปรารถนาของพระองค์เสมอ  เพราะไม่มีความปรารถนาเพื่อ  สนองประสาทสัมผัสของตนเอง  เขาเคลื่อนไหวไปเหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องยนต์  เฉกเช่นส่วนของเครื่องยนต์จำเป็นต้องมีการหล่อลื่นและทำความสะอาดเพื่อให้ดำรงอยู่  ได้  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกก็เช่นเดียวกัน  จะดำรงรักษาตนเองไว้ด้วยการทำงานเพื่อ  ให้มีสุขภาพที่ดีไว้คอยทำงานรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อพระองค์  ฉะนั้น  จึงปลอดภัย  จากผลกรรมทั้งมวลในความพยายามของตน  เช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ  แม้แต่ร่างกายของตัวมันเอง  เจ้าของสัตว์ผู้โหดร้ายบางครั้งฆ่าสัตว์เลี้ยงของตนเอง  ถึง  กระนั้น  มันก็ไม่เคยต่อต้านหรือว่ามีเสรีภาพอย่างแท้จริง  บุคคลในคริชณะจิตสำนึก  ปฏิบัติตนอย่างสมบูรณ์เพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  จึงมีเวลาน้อยมากที่จะมาคิดอย่างผิด  ๆ  ว่าตนเองเป็นเจ้าของวัตถุใด  ๆ  ในการดำรงรักษาให้ร่างกายและดวงวิญญาณให้อยู่ด้วย  กัน  เขาไม่จำเป็นต้องใช้วิธีที่ไม่เป็นธรรมเพื่อสะสมเงินทอง  ดังนั้น  จึงไม่มีมลทินอัน  เนื่องมาจากความบาปทางวัตถุนี้  เขาเป็นอิสระจากผลกรรมทั้งปวงอันเนื่องมาจากการ  ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก

โศลก 22 (4.22)

ยัดริชชฺา-ลาบฺะ-สันทุชโท
ดวันดวาทีโท วิมาทสะระฮ

สะมะฮ สิดดฺาพ อสิดโดฺ ชะ
คริทวาพิ นะ นิบัดฺยะเท

ยะดริชชฺา  -  จากครรลองของตัวมันเอง, ลาบฺะ  -  กับผลกำไร, สันทุชทะฮ  -  พึงพอใจ, ดวัน ดวะ  -  สิ่งคู่, อทีทะฮ  -  ข้ามพ้น, วิมัทสะระฮ  -  ปราศจากความอิจฉาริษยา, สะมะฮ  -  มั่นคง, สิดโดฺ  -  ในความสำเร็จ, อสิดโดฺ  -  ความล้มเหลว, ชะ  -  เช่นกัน. คริทวา  -  ทำ, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, นะ  -  ไม่เคย, นิบัดฺยะเท  -  มีผลกระทบ

คำแปล

ผู้มีความพึงพอใจกับผลกำไรที่ได้มาตามครรลองของตัวมันเอง  ผู้เป็นอิสระจาก  สิ่งคู่และไม่อิจฉาริษยา  ผู้มีความมั่นคงทั้งในความสำเร็จและล้มเหลว  ถึงแม้  ปฏิบัติงานแต่จะไม่มีวันถูกพันธนาการ

คำอธิบาย

บุคคลในคริชณะจิตสำนึกจะไม่พยายามมากแม้ในการดำรงรักษาร่างกาย  พึงพอใจกับผลกำไรที่ได้รับตามครรลองของตัวมันเอง  เขาไม่ขอหรือว่าขอยืม  แต่จะ  ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตามกำลังความสามารถของตน  และมีความพึงพอใจ  กับสิ่งที่ตนได้รับจากการทำงานด้วยความซื่อสัตย์  ฉะนั้น  จึงเป็นอิสระในการหาเลี้ยง  ชีพ  เขาไม่ปล่อยให้สิ่งใดมากีดขวางการรับใช้ในคริชณะจิตสำนึก  อย่างไรก็ดี  สำหรับ  การรับใช้องค์ภควานเขาสามารถร่วมขบวนด้วยไม่ว่างานใด  ๆ  โดยไม่ให้สิ่งคู่ในโลกวัตถุ  มารบกวน  สิ่งคู่ในโลกวัตถุรู้สึกได้เช่น  ความร้อนและความเย็น  ความทุกข์และความ  สุข  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกอยู่เหนือสิ่งคู่  เพราะไม่เคยลังเลที่จะปฏิบัติสิ่งใดก็ได้เพื่อ  ความพึงพอพระทัยขององค์ชรีคริชณะ  ฉะนั้น  เขาจึงมีความมั่นคงทั้งในความสำเร็จ  และล้มเหลว  ลักษณะเหล่านี้ปรากฏให้เห็นเมื่อเรามีความรู้ทิพย์อย่างถ่องแท้

โศลก 23 (4.23)

กะทะ-สังกัสยะ มุคทัสยะ
กยานาวัสทฺิทะ-เชทะสะฮ

ยะกยายาชะระทะฮ คารมะ
สะมะกรัม พระวิลียะเท

กะทะ-สังกัสยะ  -  ของผู้ที่ไม่ยึดติดกับสามระดับของธรรมชาติวัตถุ, มุคทัสยะ  -  ของผู้หลุด พ้น, กยานะ-อวัสทฺิทะ  -  สถิตในความเป็นทิพย์, เชทะสะฮ  -  ปัญญาของเขา, ยะกยายะ  -  เพื่อ ยะกยะ (คริชณะ), อาชะระทะฮ  -  กระทำ, คารมะ  -  งาน, สะมะกรัม  -  รวมทั้งหมด, พระวิลียะเท  -  กลืนไปทั้งหมด

คำแปล

งานของผู้ที่ไม่ยึดติดอยู่กับสามระดับของธรรมชาติวัตถุ  และเป็นผู้สถิตในความรู้  ทิพย์อย่างสมบูรณ์  ทั้งหมดจะรวมเข้าไปในความเป็นทิพย์

คำอธิบาย

การอยู่ในคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ทำให้เป็นอิสระจากสิ่งคู่ทั้งมวล  ดัง  นั้น  จึงเป็อิสระจากมลทินของระดับต่าง  ๆ  ทางวัตถุและสามารถหลุดพ้นได้  เพราะว่าเขา  ทราบถึงสถานภาพพื้นฐานของตนในความสัมพันธ์กับคริชณะ  ดังนั้น  จิตใจของเขาจึง  ไม่หันเหไปจากคริชณะจิตสำนึก  หลังจากนั้นไม่ว่าสิ่งใดที่ทำเขาจะทำเพื่อคริชณะผู้ทรง  เป็นพระวิชณองค์แรก  ฉะนั้น  งานทั้งหมดโดยเทคนิคแล้วจะเป็นการบูชา  เพราะว่าการ  บูชามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้องค์ภควาน  วิชณุ  หรือ  คริชณะทรงพอพระทัย  ผลกรรม  ทั้งหมดจากการทำงานเช่นนี้แน่นอนว่าจะรวมเข้าไปในความเป็นทิพย์  และเขาไม่ต้อง  รับทุกข์จากผลกระทบทางวัตถุ

โศลก 24 (4.24)

บระฮมารพะณัม บระฮมะ ฮะวิร
บระฮมากโน บระฮมะณา ฮุทัม

บระฮไมวะ เทนะ กันทัพยัม
บระฮมะ-คารมะ-สะมาดฺินา

บระฮมะ  -  เป็นทิพย์โดยธรรมชาติ, อารพะณัม  -  ช่วยเหลือสนับสนุน, บระฮมะ  -  องค์ ภควาน, ฮะวิฮ  -  เนย, บระฮมะ  -  ทิพย์, อักโน  -  ในไฟแห่งจุดมุ่งหมายที่บริบูรณ์, บระฮมะณา  -  โดยดวงวิญญาณ, ฮุทัม  -  ถวาย, บระฮมะ  -  อาณาจักรทิพย์, เอวะ  -  แน่นอน, เทนะ  -  โดยเขา, กันทัพยัม  -  บรรลุถึง, บระฮมะ  -  ทิพย์, คารมะ  -  ในกิจกรรม, สะมาดฺินา  -  ในสมาธิที่สมบูรณ์

คำแปล

บุคคลผู้ซึมซาบอยู่ในคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์แน่นอนว่าจะบรรลุ  ถึงอาณาจักรทิพย์  เพราะการช่วยเหลือสนับสนุนในกิจกรรมทิพย์อย่างสมบูรณ์  ซึ่งจุดมุ่งหมายคือสัจธรรม  และสิ่งที่ถวายก็เป็นธรรมชาติทิพย์เช่นเดียวกัน

คำอธิบาย

กิจกรรมในคริชณะจิตสำนึก  ในที่สุดสามารถนำพาเราไปสู่จุดหมายปลาย  ทางทิพย์ได้อย่างไรนั้น  ได้อธิบายไว้  ณ  ที่นี้  มีกิจกรรมมากมายในคริชณะจิตสำนึก  ซึ่งทั้งหมดจะอธิบายในโศลกต่อ  ๆ  ไป  แต่ในปัจจุบันจะอธิบายเพียงหลักของคริชณะ  จิตสำนึก  พันธวิญญาณถูกพันธนาการอยู่ในมลทินทางวัตถุ  แน่นอนว่าพวกเขาจะต้อง  ปฏิบัติกิจกรรมต่าง  ๆ  อยู่ในบรรยากาศวัตถุ  ถึงกระนั้น  ก็ยังต้องการอิสรภาพ  จากสิ่งแวดล้อมนี้  วิธีการที่พันธวิญญาณสามารถออกจากบรรยากาศวัตถุได้คือ  คริชณะจิตสำนึก  ตัวอย่างเช่น  คนไข้ได้รับความทุกข์จากโรคท้องเดินอันเนื่องมาจาก  ดื่มผลิตภัณฑ์นมมากเกินไป  วิธีรักษาคือต้องใช้ผลิตภัณฑ์นมอีกชนิดหนึ่งคือนมที่ข้น  แข็ง  (CURDS)  พันธวิญญาณผู้ซึมซาบอยู่ในวัตถุสามารถรักษาได้ด้วยคริชณะจิตสำนึก  ดังที่ได้วางหลักการไว้ในหนังสือ  ภควัต-คีตา  เล่มนี้  วิธีการนี้โดยทั่วไปเรียกว่า  ยะกยะ  หรือกิจกรรม  (การบูชา)  เพียงเพื่อให้วิชณุหรือคริชณะทรงพอพระทัยเท่านั้น  กิจกรรม  ในโลกวัตถุที่ทำถวายให้พระวิชณุ  หรือในคริชณะจิตสำนึกด้วยการซึมซาบมากเพียง  ใดก็จะเปลี่ยนบรรยากาศให้กลายมาเป็นทิพย์มากเพียงนั้น  คำว่า  บระฮมะ  มีความ  หมายว่า  “ทิพย์”  องค์ภควาน  ทรงเป็นทิพย์และรัศมีจากพระวรกายทิพย์ของพระองค์  เรียกว่า  บระฮมะจโยทิ  รัศมีทิพย์ของพระองค์  ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่สถิตใน  บระฮมะ-  จโยทินั้น  แต่เมื่อ  จโยทิ  นั้น  ถูกปกคลุมไปด้วยความหลงแห่ง  มายา  หรือการสนอง  ประสาทสัมผัสจึงเรียกว่าวัตถุ  ม่านแห่งวัตถุนี้สามารถถูกรูดออกไปได้ทันทีด้วยคริชณะ  จิตสำนึก  ฉะนั้น  การถวายเพื่อคริชณะจิตสำนึก  กรรมวิธีในการถวาย  ผู้ถวาย  และผล  ทั้งหมดเมื่อรวมกันคือ  บระฮมัน  หรือสัจธรรมที่สมบูรณ์  สัจธรรมที่สมบูรณ์ถูกปกคลุม  ด้วย  มายา  เรียกว่าวัตถุ  เมื่อวัตถุมาประสานกับสัจธรรมที่สมบูรณ์จะได้รับคุณสมบัติ  ทิพย์ของตนเองกลับคืนมา  คริชณะจิตสำนึกจึงเป็นวิธีเปลี่ยนสภาพจิตสำนึกที่หลง  ผิดมาเป็น  บระฮมัน  หรือองค์ภควาน  เมื่อจิตใจซึมซาบอยู่ในคริชณะจิตสำนึกอย่าง  สมบูรณ์บริบูรณ์เรียกว่าอยู่ในสมาธิหรือ  สะมาดฺิ  ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปด้วยจิตสำนึก  ทิพย์เช่นนี้เรียกว่า  ยะกยะ  หรือการบูชาเพื่อสัจธรรมที่สมบูรณ์  ในสภาวะจิตสำนึกทิพย์  นี้  ผู้ช่วยเหลือสนับสนุน  การช่วยเหลือสนับสนุน  การบริโภค  ผู้ปฏิบัติ  หรือผู้นำการ  ปฏิบัติ  และผล  หรือผลที่ได้รับสูงสุดคือ-ทุกสิ่งทุกอย่าง-กลายมาเป็นหนึ่งในสัจธรรมที่  สมบูรณ์  บระฮมัน  สูงสุด  นั่นคือวิธีการของคริชณะจิตสำนึก

โศลก 25 (4.25)

ไดวัม เอวาทพะเร ยะกยัม
โยกินะฮ พารยุพาสะเท

บระฮมากนาพ อพะเร ยะกยัม
ยะกเยไนโวพะจุฮวะทิ

ไดวัม  -  ในการบูชาเทวดา, เอวะ  -  เช่นนี้, อพะเร  -  บุคคลอื่นๆ, ยะกยัม  -  การบูชา, โยกินะฮ -โยคี, พารยุพาสะเท  -  บูชาอย่างสมบูรณ์, บระฮมะ  -  ของสัจธรรมสูงสุด, อักโน  -  ในไฟ, อพะเร  -  ผู้อื่น, ยะกยัม  -  บูชา, ยะกเยนะ  -  ด้วยการบูชา เอวะ  -  ดังนั้น, อุพะจุฮวะทิ  -  ถวาย

คำแปล

โยคีบางท่านบูชาเทวดาอย่างสมบูรณ์ด้วยการถวายเครื่องบูชาต่าง  ๆ  ให้เทวดา  และโยคีบางท่านถวายการบูชาในไฟแห่ง  บระฮมัน  สูงสุด

คำอธิบาย

ดังที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น  บุคคลผู้ปฏิบัติหน้าที่ในคริชณะจิตสำนึกเรียกว่าโยคีผู้  สมบูรณ์หรือนักทิพย์นิยมชั้นหนึ่ง  มีผู้อื่นที่ปฏิบัติการบูชาคล้ายคลึงกันนี้แต่บูชาเทวดา  และยังมีผู้อื่นอีกที่บูชา  บระฮมัน  สูงสุดหรือลักษณะที่ไร้รูปลักษณ์ขององค์ภควาน  ดังนั้น  จึงมีการบูชาประเภทต่าง  ๆ  กัน  ประเภทของการบูชาที่ต่างกันโดยผู้ปฏิบัติที่  ต่างกันแสดงให้เห็นว่าการบูชาที่หลากหลาย  แตกต่างกันโดยผิวเผินเท่านั้น  อันที่จริง  การบูชาหมายถึงการทำให้องค์ภควาน  พระวิชณุผู้ทรงมีอีกพระนามหนึ่งว่า  ยะกยะ  ทรงพอพระทัย  การบูชาที่หลากหลายทั้งหมดนี้จัดเข้าอยู่ในสองประเภทหลักคือ  การ  บูชาด้วยสิ่งของวัตถุทางโลก  และการบูชาเพื่อผลแห่งความรู้ทิพย์  ผู้ที่อยู่ในคริชณะ  จิตสำนึกสละความเป็นเจ้าของวัตถุทั้งหลาย  เป็นการบูชาเพื่อให้องค์ภควานทรงพอ  พระทัย  ในขณะที่ผู้อื่นต้องการความสุขชั่วคราวทางวัตถุ  บูชาสิ่งของวัตถุเพื่อให้เทวดา  เช่นพระอินทร์  พระอาทิตย์  ฯลฯ  ทรงพอพระทัย  และยังมี  มายาวาดี  บูชารูปลักษณ์ของ  ตนเองให้กลืนเข้าไปในความเป็นอยู่แห่ง  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  เทวดาคือสิ่งมีชีวิต  ผู้มีพลังอำนาจที่องค์ภควานทรงแต่งตั้งให้ดำรงรักษาและบริหารหน้าที่ทั้งหลายในโลก  วัตถุ  เช่น  ความร้อน  น้ำ  และแสงของจักรวาล  ผู้ที่สนใจในผลประโยชน์ทางวัตถุ  จะบูชาเทวดาด้วยพิธีบูชาต่าง  ๆ  ตามพิธีกรรมพระเวท  พวกนี้เรียกว่า  บะฮุ-อีชวะระ-  วาดี  หรือผู้เชื่อในเทวดาหลายองค์  แต่พวกที่บูชาสัจธรรมสูงสุดที่ไร้รูปลักษณ์  และคิด  ว่ารูปลักษณ์ของเทวดาไม่ถาวรจะบูชาปัจเจกชีวิตของตนเองไปในไฟสูงสุด  ดังนั้น  จึง  จบปัจเจกชีวิตของตนด้วยการกลืนหายเข้าไปในความเป็นอยู่ขององค์ภควาน  มายาวา  ดีพวกนี้บูชาเวลาของพวกตนไปกับการคาดคะเนทางปรัชญาเพื่อที่จะเข้าใจธรรมชาติ  ทิพย์ของพระองค์  หรืออีกนัยหนึ่ง  ผู้ทำงานเพื่อหวังผลบูชาวัตถุสิ่งของของตนเพื่อ  ความสุขทางวัตถุ  ขณะที่  มายาวาดี  ถวายบูชาชื่อระบุต่าง  ๆ  ทางวัตถุด้วยแนวคิดที่  จะกลืนเข้าไปในความเป็นอยู่ขององค์ภควาน  สำหรับ  มายาวาดี  แท่นบูชาแห่งการบูชา  ไฟคือ  บระฮมัน  สูงสุด  และสิ่งของบูชาคือชีวิตของตนเองที่ถูกเผาผลาญไปในไฟแห่ง  บระฮมัน  อย่างไรก็ดี  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกเช่นอารจุนะทรงบูชาทุกสิ่งทุกอย่าง  เพื่อให้คริชณะทรงพอพระทัย  ดังนั้น  ความเป็นเจ้าของวัตถุทั้งหลายรวมทั้งชีวิตของ  ตนเอง  ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเครื่องบูชาสำหรับคริชณะ  ดังนั้น  จึงเป็นโยคีชั้นหนึ่ง  แต่  ท่านมิได้สูญเสียความเป็นปัจเจกบุคคล

โศลก 26 (4.26)

ชโรทราดีนีนดริยาณิ อันเย
สัมยะมากนิชุ จุฮวะทิ

ชับดาดีน วิชะยาน อันยะ
อินดริยากนิชุ จุฮวะทิ

ชโรทระ-อาดีนิ  -  เช่นวิธีการฟัง,อินดริยาณิ  -  ประสาทสัมผัส, อันเย  -  ผู้อื่น, สัมยะมะ  -  หน่วงเหนี่ยว, อักนิชุ  -  ในไฟ, จุฮวะทิ  -  ถวาย, ชับดะ  -  อาดีน  -  คลื่นเสียง ฯลฯ, วิชะยาน  -  อายตนะภายนอกเพื่อสนองประสาทสัมผัส, อันเย  -  ผู้อื่น, อินดริยะ  -  ประสาทสัมผัส, อักนิชุ -ในไฟ, จุฮวะทิ  -  พวกเขาบูชา

คำแปล

บางคน  (บระฮมะชารี  ผู้บริสุทธิ์)  บูชาวิธีการสดับฟังและประสาทสัมผัสไปในเพลิง  แห่งการควบคุมจิตใจ  และบางคน  (คฤหัสถ์ผู้มีวินัย)  ถวายอายตนะภายนอกไป  ในเพลิงแห่งประสาทสัมผัส

คำอธิบาย

สมาชิกของสี่ระดับแห่งชีวิตมนุษย์  เช่น  บระฮมะชารี,  กริฮัสทฺะ.  วานะพรัสทฺะ  และ  สันนยาสี  ทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายเพื่อมาเป็นโยคีหรือนักทิพย์นิยมที่สมบูรณ์  เพราะ  ว่าชีวิตมนุษย์มิได้มีไว้เพื่อหาความสุขด้วยการสนองประสาทสัมผัสเหมือนพวกสัตว์  ชีวิต  มนุษย์จึงถูกจัดแบ่งไว้สี่ระดับ  เพื่อเราอาจบรรลุถึงความสมบูรณ์ในชีวิตทิพย์  บระฮ-  มะชารี  หรือนักศึกษาภายใต้การดูแลของพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  ควบคุมจิตใจ  ของตนเองด้วยการละเว้นการสนองประสาทสัมผัส  บระฮมะชารี  สดับฟังเฉพาะคำพูด  ที่เกี่ยวกับคริชณะจิตสำนึก  การสดับฟังคือหลักปฏิบัติพื้นฐานเพื่อความเข้าใจ  ดังนั้น  บระฮมะชารี  ผู้บริสุทธิ์จะต้องปฏิบัติตนอย่างเต็มที่ใน  ฮะเรร  นามานุคีรทะนัม  หรือ  การสวดมนต์ภาวนาและการสดับฟังคำสรรเสริญพระบารมีขององค์ภควาน  โดยจะ  หลีกเลี่ยงคลื่นเสียงวัตถุ  และสดับฟังเฉพาะคลื่นเสียงทิพย์ของ  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  ในลักษณะเดียวกันคฤหัสถ์ผู้ได้รับอนุญาตในการสนองประสาทสัมผัสปฏิบัติ  ตนด้วยความอดกลั้นเป็นอย่างมาก  โดยทั่วไปสังคมมนุษย์มีนิสัยชอบชีวิตเพศสัมพันธ์  ยาเสพติด  และรับประทานเนื้อสัตว์แต่คฤหัสถ์ผู้มีวินัยจะไม่ปล่อยตัวตามใจไปกับชีวิต  เพศสัมพันธ์  และการสนองประสาทสัมผัสที่ไร้วินัย  ฉะนั้น  การสมรสตามหลักของชีวิต  ทางศาสนาจึงปฏิบัติกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ในสังคมที่มีอารยธรรม  เพราะว่านั่นคือชีวิต  เพศสัมพันธ์ที่มีระเบียบวินัย  ชีวิตเพศสัมพันธ์ที่มีวินัยและไม่ยึดติดเช่นนี้ก็เป็น  ยะกยะ  ชนิดหนึ่ง  เพราะว่าคฤหัสถ์ผู้มีระเบียบวินัยจะถวายนิสัยชอบสนองประสาทสัมผัสของ  ตนเองโดยทั่วไป  เพื่อชีวิตทิพย์ที่สูงกว่า

โศลก 27 (4.27)

สารวาณินดริยะ-คารมาณิ
พราณะ-คารมาณิ ชาพะเร

อาทมะ-สัมยะมะ-โยกากโน
จุฮวะทิ กยานะ-ดีพิเท

สารวาณิ  -  ของทั้งหมด, อินดริยะ  -  ประสาทสัมผัส, คารมาณิ  -  หน้าที่, พราณะ- คารมาณิ  -  หน้าที่ของลมหายใจแห่งชีวิต, ชะ  -  เช่นกัน, อพะเร  -  คนอื่นๆ, อาทมะ-สัม ยะมะ  -  ของการควบคุมจิตใจ, โยกะ  -  วิธีการเชื่อม, อักโน  -  ในไฟแห่ง, จุฮวะทิ  -  ถวาย, กยานะ-ดีพิเท  -  เพราะแรงกระตุ้นเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน

คำแปล

คนอื่นผู้สนใจการบรรลุความรู้แจ้งแห่งตนด้วยการควบคุมจิตใจและประสาท  สัมผัส  ถวายหน้าที่ของประสาทสัมผัสทั้งหมดและลมปราณแห่งชีวิต  เพื่อ  เป็นการบวงสรวงไปในไฟแห่งการควบคุมจิตใจ

คำอธิบาย

ระบบโยคะที่เริ่มโดย  พะทันจะลิ  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้  ใน  โยกะ-สูทระ  ของ  พะทันจะลิ  เรียกดวงวิญญาณว่า  พรัทยัก-อาทมา  และ  พะราก-อาทมา  ตราบใดที่  ดวงวิญญาณยึดติดอยู่กับความสุขทางประสาทสัมผัส  เรียกว่า  พะราก-อาทมา  แต่  ในทันทีที่วิญญาณดวงเดียวกันนี้ไม่ยึดติดกับความสุขทางประสาทสัมผัสเรียกว่า  พรัทยัก-อาทมา  ดวงวิญญาณอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของลมสิบชนิดที่ทำงานอยู่ภายใน  ร่างกาย  สำเหนียกได้โดยผ่านทางระบบการหายใจ  ระบบโยคะ  พะทันจะลิสอนเราให้  ควบคุมหน้าที่ของลมภายในร่างกาย  แบบใช้เทคนิคเพื่อในที่สุดหน้าที่ทั้งหมดของลม  ภายในจะเอื้ออำนวยให้ดวงวิญญาณบริสุทธิ์ขึ้นจากการยึดติดกับวัตถุ  ตามระบบโยคะนี้  พรัทยัก-อาทมา  คือจุดมุ่งหมายสูงสุด  พรัทยัก-อาทมา  นี้ถอนตัวจากกิจกรรมทาง  วัตถุ  การกระทบกันระหว่างอายตนะภายในและอายตนะภายนอกเช่น  หูกับการฟัง  จมูกกับกลิ่น  ลิ้นกับรส  มือกับสัมผัส  ทั้งหมดเป็นการปฏิบัติกิจกรรมนอกตัวเรา  เรียก  ว่าหน้าที่ของ  พราณะ-วายุ  ลม  อพานะ-วายุ  ลงข้างล่าง  วยานะ-วายุ  หดตัวและขยาย  ตัว  สะมานะ-วายุ  ปรับสมดุล  อุดานะ-วายุ  ขึ้นข้างบน  และเมื่อได้รับแสงสว่างเราจะ  ทำทั้งหมดนี้เพื่อค้นหาความรู้แจ้งแห่งตน

โศลก 28 (4.28)

ดรัพยะ-ยะกยาส ทะโพ-ยะกยา
โยกะ-ยะกยาส ทะทฺาพะเร

สวาดฮยายะ-กยานะ-ยะกยาช ชะ
ยะทะยะฮ สัมชิทะ-วระทาฮ

ดรัพยะ-ยะกยาฮ  -  บูชาสิ่งของของตน, ทะพะฮ-ยะกยาฮ  -  บูชาในความสมถะ, โยกะ- ยะกยาฮ  -  บูชาในระบบเข้าฌานทั้งแปด, ทะทฺา  -  ดังนั้น, อพะเร  -  ผู้อื่น, สวาดฺยายะ  -  บูชา ในการศึกษาคัมภีร์พระเวท, กยานะ-ยะกยาชฮ  -  ถวายในการพัฒนาความรู้ทิพย์, ชะ  -  เช่นกัน, ยะทะยะฮ  -  ผู้ได้รับแสงสว่าง, สัมชิทะ-วระทาฮ  -  ปฏิญาณตนโดยเคร่งครัด

คำแปล

จากการถือคำปฏิญาณโดยเคร่งครัด  บางคนรู้แจ้งด้วยการบูชาสิ่งของของตน  และบางคนปฏิบัติสมถะความเพียรอย่างเคร่งครัด  ด้วยการฝึกโยคะอิทธิฤทธิ์  แปดวิธี  หรือด้วยการศึกษาคัมภีรพระเวทเพื่อพัฒนาความรู้ทิพย์

คำอธิบาย

การบูชาทั้งหมดนี้อาจจัดอยู่ในประเภทต่าง  ๆ  กัน  มีบุคคลผู้บูชาสิ่งของของตน  ในรูปของการบริจาคทานต่าง  ๆ  ในประเทศอินเดีย  กลุ่มนักธุรกิจคนรวยหรือกลุ่มผู้มี  ยศเป็นเจ้าจะเปิดสถาบันการกุศลต่าง  ๆ  เช่น  ดฺารมะ-ชาลา,  อันนะ-คเชทระ,  อทิทฺิ-  ชาลา,  อนา  ทฺาละยะ  และ  วิดยา-พีทฺะ  ในประเทศต่าง  ๆ  ก็เช่นเดียวกันมีโรงพยาบาล  บ้านผู้สูงอายุ  และมูลนิธิการกุศลในทำนองนี้มากมายที่แจกจ่ายอาหาร  การศึกษา  และรักษาโรคฟรีสำหรับคนจน  กิจกรรมการกุศลทั้งหมดนี้เรียกว่า  ดรัพยยะมะยะ-  ยะกยะ  มีบางคน  เพื่อความเจริญสูงขึ้นในชีวิต  หรือเพื่อส่งเสริมให้ไปสู่โลกที่สูงกว่า  ภายในจักรวาล  อาสาปฏิบัติสมถะมากมาย  เช่น  ชันดรายะณะ  และ  ชาทุรมาสยะ  วิธี  การเหล่านี้มีเงื่อนไขคำอธิฐานที่เคร่งครัดในการใช้ชีวิตภายใต้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวด  กวดขัน  ตัวอย่างเช่น  ภายใต้คำปฏิญาณ  ชาทุรมาสยะ  ผู้อาสาจะไม่โกนหนวดเป็นเวลา  สี่เดือนในหนึ่งปี  (กรกฎาคม  ถึง  ตุลาคม)  ไม่รับประทานอาหารบางชนิด  ไม่รับประทาน  วันละสองมื้อ  และไม่ออกไปจากบ้าน  การถวายบูชาความสะดวกสบายของชีวิตเช่น  นี้เรียกว่า  ทะโพมะยะ-ยะกยะ  ยังมีบางคนปฏิบัติโยคะการเข้าฌานต่าง  ๆ  เช่น  ระบบ  พะทันจะลิ  (เพื่อกลืนเข้าไปในความเป็นอยู่แห่งสัจธรรม)  หรือ  ฮะทฺะ-โยกะ  หรือ  อัชทังกะ-โยกะ  (เพื่อความสมบูรณ์บางอย่างโดยเฉพาะ)  และบางคนเดินทางไปตาม  สถานที่ทางศักดิ์สิทธิ์ต่าง  ๆ  ของนักบุญ  การปฏิบัติทั้งหมดนี้เรียกว่า  โยกะ-ยะกยะ  ถวายการบูชาเพื่อความสมบูรณ์บางประการในโลกวัตถุ  มีบางคนศึกษาวรรณกรรม  พระเวทต่าง  ๆ  โดยเฉพาะ  เช่น  อุพะนิชัด  และ  เวดานธะ-สูทระ  หรือปรัชญา  สางคยฺะ  ทั้งหมดนี้เรียกว่า  สวาดฺยายะ-ยะกยะ  หรือปฏิบัติตนถวายบูชาด้วยการศึกษา  โยคี  ทั้งหมดนี้ปฏิบัติด้วยความศรัทธาในการถวายการบูชาต่างๆ  นานา  และค้นหาสภาวะ  ชีวิตที่สูงกว่า  อย่างไรก็ดี  คริชณะจิตสำนึกแตกต่างจากสิ่งเหล่านี้  เพราะว่าเป็นการรับ  ใช้องค์ภควานโดยตรงเราไม่สามารถบรรลุถึงคริชณะจิตสำนึกได้ด้วยการถวายบูชาวิธี  หนึ่งวิธีใดดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้  แต่เราสามารถบรรลุได้โดยพระเมตตาธิคุณขององค์  ภควานและสาวกผู้เชื่อถือได้ของพระองค์เท่านั้น  ดังนั้น  คริชณะจิตสำนึกจึงเป็นทิพย์

โศลก 29 (4.29)

อพาเน จุฮวะทิ พราณัม
พราเณ พานัม ทะทฺาพะเร

พราณาพานะ-กะที รุดดฺวา
พราณายามะ-พะรายะณาฮ

อพะเร นิยะทาฮาราฮ
พราณาน พราเณชุ จุฮวะทิ

อพาเน  -  ในลมซึ่งเดินลงข้างล่าง, จุฮวะทิ  -  ถวาย, พราณัม  -  ลมเดินออกข้างนอก, พราเณ  -  ในลมที่เดินออก, อพานัม  -  ลมเดินลงข้างล่าง, ทะทฺา  -  เป็นเช่นเดียวกัน, อพะเร  -  คนอื่น, พราณะ  -  ของลมเดินออก, อพานะ  -  และลมเดินลงข้างล่าง, กะที  -  การ เคลื่อนไหว, รุดดฺวา  -  ตรวจสอบ, พราณะ-อายามะ  -  ฌานอันเกิดจากการกลั้นลมหายใจ ทั้งหมด, พะรายะณาฮ  -  เอนเอียง, อพะเร  -  คนอื่น, นิยะทะ  -  ควบคุม, อาฮาราฮ  -  การรับ ประทาน, พราณาน  -  ลมที่เดินออก, พราเณชุ -ในลมที่เดินออก, จุฮวะทิ  -  บูชา

คำแปล

ยังมีผู้อื่นที่ชอบวิธีการกลั้นลมหายใจให้อยู่ในฌาน  ปฏิบัติด้วยการถวายการ  เคลื่อนไหวของลมหายใจออกไปในลมหายใจเข้า  และถวายลมหายใจเข้าไปในลม  หายใจออก  เช่นนี้ในที่สุดจะอยู่ในฌาน  หยุดการหายใจทั้งหมด  และยังมีผู้อื่นตัด  ทอนวิธีการรับประทานอาหาร  ถวายลมหายใจออกไปในตัวมันเองเป็นการบูชา

คำอธิบาย

ระบบโยคะแห่งการควบคุมขบวนการหายใจนี้เรียกว่า  พราณายามะ  ในตอน  ต้นฝึกปฏิบัติในระบบ  ฮะทฺะ-โยกะ  ด้วยท่านั่งต่าง  ๆ  วิธีการทั้งหมดนี้แนะนำเพื่อให้  ควบคุมประสาทสัมผัสและพัฒนาในความรู้แจ้งทิพย์  การปฏิบัติเช่นนี้เกี่ยวกับการ  ควบคุมลมต่าง  ๆ  ภายในร่างกายเพื่อให้มันเดินไปในทางตรงกันข้าม  ลม  อพานะ  เดิน  ลงข้างล่าง  และลม  พราณะ  เดินขึ้นข้างบน  พราณายามะ-โยกี  ฝึกปฏิบัติการหายใจ  ไปในทางตรงกันข้ามจนกว่ากระแสลมจะเป็นกลางอยู่ใน  พูระคะ  หรือดุลยภาพสงบ  นิ่ง  การถวายลมหายใจออกไปในลมหายใจเข้าเรียกว่า  เรชะคะ  เมื่อลมทั้งสองกระแส  หยุดแน่นิ่งกล่าวได้ว่าผู้นั้นอยู่ใน  คุมบฺะคะ-โยกะ  ด้วยการฝึกปฏิบัติ  คุมบฺะคะ-โยกะ  เราสามารถเพิ่มเวลาให้แก่ชีวิตเพื่อความสมบูรณ์แห่งความรู้แจ้งทิพย์  โยคีผู้มีปัญญา  สนใจในการบรรลุความสมบูรณ์ในชาติเดียวโดยไม่ต้องรอชาติหน้า  ด้วยการฝึกปฏิบัติ  คุมบฺะคะ-โยกะ  พวกโยคีสามารถเพิ่มเวลาให้แก่ชีวิตได้หลายต่อหลายปี  อย่างไรก็ดี  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกสถิตในการปฏิบัติรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อองค์ภควาน  และ  เป็นผู้ควบคุมประสาทสัมผัสได้โดยปริยาย  ประสาทสัมผัสของท่านปฏิบัติรับใช้คริชณะ  เสมอ  โดยไม่เปิดโอกาสให้ไปทำอย่างอื่น  ดังนั้น  ในบั้นปลายของชีวิตจะถูกย้ายไปสู่  ระดับทิพย์แห่งองค์คริชณะโดยธรรมชาติ  ด้วยเหตุนี้จึงไม่พยายามต่ออายุ  ท่านได้ยก  ระดับมาถึงจุดหลุดพ้นทันที  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  (14.26  )

มาม ชะ โย วยะบฺิชาเรณะ
บฺัคธิ-โยเกนะ เสวะเท

สะ กุณาน สะมะทีทไยทาน
บระฮมะ-บํูยายะ คัลพะเท

“ผู้ที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควานด้วยความบริสุทธิ์ใจได้ข้ามพ้นระดับ  ต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุ  และพัฒนามาสู่ระดับทิพย์โดยทันที”  บุคคลในคริชณะ  จิตสำนึกเริ่มต้นจากระดับทิพย์  และจะอยู่ในจิตสำนึกเช่นนี้เสมอ  ดังนั้นจึงไม่มีการ  ตกต่ำลง  และในที่สุดจะบรรลุถึงอาณาจักรขององค์ภควานโดยไม่ล่าช้า  การฝึกปฏิบัติ  ตัดทอนการรับประทานอาหารทำไปโดยปริยายเมื่อเรารับประทาน  คริชณะ-พระสาดัม  หรืออาหารที่ถวายให้องค์ภควานก่อนเท่านั้น  วิธีการลดอาหารช่วยได้มากในเรื่องของ  การควบคุมประสาทสัมผัส  ปราศจากการควบคุมประสาทสัมผัสเป็นไปไม่ได้ที่จะหลุด  ออกจากพันธนาการทางวัตถุ

โศลก 30 (4.30)

สารเว พิ เอเท ยะกยะ-วิโด
ยะกยะ-คชะพิทะ-คัลมะชาฮ

ยะกยะ-ชิชทามริทะ-บํุโจ
ยานทิ บระฮมะ สะนาทะนัม

สารเว  -  ทั้งหมด, อพิ  -  แม้ว่าดูเหมือนแตกต่างกัน, เอเท  -  เหล่านี้, ยะกยะ-วิดะฮ  -  รอบรู้ กับจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติพิธีบวงสรวง, ยะกยะ-คชะพิทะ  -  บริสุทธิ์ขึ้นจากผลของ การปฏิบัติเช่นนี้, คัลมะชาฮ  -  ของผลบาป, ยะกยะ-ชิชทะ  -  ของผลแห่งการปฏิบัติ ยะกยะ เช่นนี้, อมริทะ-บํุจะฮ  -  ผู้ที่ได้รับรสน้ำทิพย์นี้, ยานทิ  -  เข้าพบ, บระฮมะ  -  สูงสุด, สะนา- ทะนัม  -  บรรยากาศนิรันดร

คำแปล

ผู้ปฏิบัติทั้งหลายที่ทราบความหมายของการถวายบูชาทำให้บริสุทธิ์จากผลบาป  และได้รับรสน้ำทิพย์จากผลแห่งการถวายบูชา  พวกเขาพัฒนาไปสู่บรรยากาศ  สูงสุดนิรันดร

คำอธิบาย

การอธิบายวิธีการถวายบูชาต่าง  ๆ  ข้างบนนี้  (เช่น  การถวายบูชาสิ่งของของ  ตน  การศึกษาคัมภีร์พระเวทหรือคำสอนปรัชญา  และการปฏิบัติตามระบบโยคะ)  เรา  ได้พบว่าจุดมุ่งหมายทั้งหมดนี้เพื่อควบคุมประสาทสัมผัส  การสนองประสาทสัมผัส  คือสาเหตุแห่งการเป็นอยู่ทางวัตถุ  ฉะนั้น  นอกจากเราจะสถิตในระดับที่ปลีกตัวออก  ห่างจากการสนองประสาทสัมผัส  มิฉะนั้น  จะไม่มีโอกาสพัฒนามาถึงระดับอมตะแห่ง  ความรู้อันสมบูรณ์  เต็มไปด้วยความปลื้มปีติสุข  และเต็มไปด้วยชีวิตทิพย์  ระดับนี้อยู่  ในบรรยากาศนิรันดร  หรือบรรยากาศแห่ง  บระฮมัน  การถวายบูชาที่กล่าวมาทั้งหมด  ช่วยให้เราบริสุทธิ์จากผลบาปแห่งการเป็นอยู่ทางวัตถุ  ด้วยการพัฒนาชีวิตเช่นนี้  ไม่  เพียงแต่จะทำให้เรามีความสุขและมั่งคั่งในชีวิตนี้  แต่ในที่สุดเราจะบรรลุถึงอาณาจักร  นิรันดรแห่งองค์ภควานด้วย  ไม่ว่าจะกลืนเข้าไปใน  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์หรือไป  คบหาสมาคมกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  องค์ชรีคริชณะ

โศลก 31 (4.31)

นายัม โลโค สทิ อยะกยัสยะ
อุโท นยะฮ คุรุ-สัททะมะ

นะ  -  ไม่เคย, อยัม  -  นี้, โลคะฮ  -  โลก, อัสทิ  -  มี, อยะกยัสยะ  -  สำหรับผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติการ ถวายบูชา, คุทะฮ  -  มีที่ไหน, อันยะฮ  -  ผู้อื่น, คุรุ-สัท-ทะมะ  -  โอ้ ผู้ยอดเยี่ยมในหมู่คุรุ

คำแปล

โอ้  ผู้ยอดเยี่ยมแห่งราชวงศ์คุรุ  ปราศจากการถวายบูชาเราจะไม่มีความสุขอยู่  บนโลกนี้หรือในชีวิตนี้  แล้วอะไรจะเกิดขึ้นในชาติหน้า?

คำอธิบาย

ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่ทางวัตถุในรูปใด  แน่นอนว่าเราจะอยู่ในอวิชชาเกี่ยวกับ  สถานการณ์อันแท้จริงของเรา  หรืออีกนัยหนึ่ง  การมีชีวิตอยู่ในโลกวัตถุเนื่องมาจากผล  กรรมมากมายจากความบาปหลาย  ๆ  ชาติของเรา  อวิชชาคือต้นเหตุของชีวิตบาปและ  ชีวิตบาปคือต้นเหตุที่ฉุดให้เราอยู่ต่อไปในชีวิตทางวัตถุ  ชีวิตในร่างมนุษย์เป็นหนทาง  เดียวที่อาจจะออกไปจากพันธนาการเช่นนี้ได้  ฉะนั้น  คัมภีร์พระเวทเปิดโอกาสให้เรา  หลบหนีโดยการชี้วิถีทางแห่งศาสนา  ความสะดวกทางเศรษฐกิจ  การประมาณการ  สนองประสาทสัมผัส  และในที่สุด  วิถีทางที่จะออกจากสภาวะแห่งความทุกข์ทั้งหมด  วิถีทางแห่งศาสนาหรือการถวายบูชาต่าง  ๆ  ที่ได้แนะนำมาแล้วข้างต้นจะแก้ปัญหาทาง  เศรษฐกิจได้โดยปริยาย  ด้วยการปฏิบัติ  ยะกยะ  เราจะมีอาหาร  นม  ฯลฯ  เพียงพอแม้  จะมีสิ่งที่เรียกว่าประชากรเพิ่มมากขึ้น  เมื่อร่างกายได้รับอาหารเพียงพอโดยธรรมชาติ  ขั้นต่อไปจะสนองประสาทสัมผัส  ดังนั้น  คัมภีร์พระเวทจึงแนะนำพิธีสมรสอันศักดิ์สิทธิ์  เพื่อประมาณการสนองประสาทสัมผัส  จากนั้นเราจะค่อย  ๆ  พัฒนามาถึงระดับที่ปล่อย  วางจากพันธนาการทางวัตถุ  และความสมบูรณ์สูงสุดแห่งชีวิตอิสรเสรี  คือการมาคบหา  สมาคมกับองค์ภควาน  ความสมบูรณ์บรรลุได้ด้วยการปฏิบัติ  ยะกยะ  (การถวายบูชา)  ดังที่ได้อธิบายมาข้างต้น  หากเรายังไม่ชอบการปฏิบัติ  ยะกยะ  ตามคัมภีร์พระเวท  เรา  คาดหวังชีวิตที่มีความสุขแม้ในร่างนี้ยังไม่ได้  แล้วจะพูดถึงร่างหน้าในโลกหน้าได้อย่างไร  มีระดับแห่งความสะดวกสบายทางวัตถุที่แตกต่างกันในโลกสวรรค์  และทั้งหมดมีความ  สุขอย่างมหาศาลสำหรับผู้ปฏิบัติ  ยะกยะ  ต่าง  ๆ  แต่ความสุขสูงสุดที่มนุษย์สามารถ  บรรลุได้คือได้รับการส่งเสริมให้ไปถึงโลกทิพย์ด้วยการปฏิบัติคริชณะจิตสำนึก  ดังนั้น  ชีวิตของคริชณะจิตสำนึกคือผลสรุปในการแก้ปัญหาชีวิตทางวัตถุทั้งปวง

โศลก 32 (4.32)

เอวัม บะฮุ-วิดฺา ยะกยะ
วิทะทา บระฮมะโณ มุคเฮ

คารมะ-จาน วิดดฺิ ทาน สารวาน
เอวัม กยาทวา วิโมคชยะเส

เอวัม  -  ดังนั้น, บะฮุ-วิดฺาฮ  -  ชนิดต่าง ๆ ของ, ยะกยาฮ  -  การบูชา, วิทะทาฮ  -  เผยแพร่, บระฮมะณะฮ  -  ของคัมภีร์พระเวท, มุคเฮ  -  ผ่านทางพระโอษฐ์, คารมะ-จาน  -  เกิดจาก งาน, วิดดฺิ  -  เธอควรรู้, ทาน  -  พวกเขา, สารวาน  -  ทั้งหมด, เอวัม  -  ดังนั้น, กยาทวา  -  รู้, วิมุคชยะเส  -  เธอจะเป็นอิสระเสรี

คำแปล

การบูชาต่าง  ๆ  ทั้งหมดนี้คัมภีร์พระเวทรับรอง  และทั้งหมดเกิดขึ้นจากงานที่  แตกต่างกันไป  เมื่อทราบเช่นนี้เธอจะมีอิสรภาพ

คำอธิบาย

การถวายเพื่อเป็นการบูชาต่าง  ๆ  ดังที่ได้อธิบายข้างต้น  ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์  พระเวทเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน  เพราะว่ามนุษย์ซึมซาบอย่างลึกซึ้ง  ในแนวคิดทางร่างกาย  การถวายบูชาเหล่านี้จัดไว้เพื่อให้เราสามารถปฏิบัติได้ไม่ว่าใน  ทางร่างกาย  ทางจิตใจ  หรือทางปัญญา  แต่ทั้งหมดแนะนำให้เราได้รับอิสรเสรีภาพ  จากร่างกายในที่สุด  ณ  ที่นี้  องค์ภควานทรงยืนยันด้วยพระโอษฐ์ของพระองค์เอง

โศลก 33 (4.33)

ชเรยาน ดรัพยะ-มะยาด ยะกยาจ
กยานะ-ยะกยะฮ พะรันทะพะ

สารวัม คารมาคฺิลัม พารทฺะ
กยาเน พะริสะมาพยะเท

ชเรยาน  -  ยิ่งใหญ่กว่า, ดรัพยะ-มะยาท  -  ของความเป็นเจ้าของวัตถุ, ยะกยาท  -  กว่า การถวายการบูชา, กยานะ-ยะกยะฮ  -  ถวายในความรู้, พะรันทะพะ  -  โอ้ ผู้กำราบศัตรู, สารวัม  -  ทั้งหมด, คารมะ  -  กิจกรรม, อคฺิลัม  -  ในทั้งหมด, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสของพระนาง พริทฺา, กยาเน  -  ในความรู้, พะริสะมาพยะเท  -  สุดท้าย

คำแปล

โอ้  ผู้กำราบศัตรู  การบูชาปฏิบัติไปด้วยความรู้ดีกว่าถวายการบูชาด้วยเพียง  สิ่งของวัตถุเท่านั้น  โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  ในที่สุดการถวายการบูชาของงาน  ทั้งหมดจะมาจบลงที่ความรู้ทิพย์

คำอธิบาย

จุดมุ่งหมายของการถวายบูชาทั้งหมดเพื่อให้มาถึงระดับแห่งความรู้อัน  สมบูรณ์  หลุดพ้นจากความทุกข์ทางวัตถุ  และในที่สุดจะมาปฏิบัติรับใช้ทิพย์ต่อองค์  ภควาน  (คริชณะจิตสำนึก)  ด้วยความรัก  มีความเร้นลับเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง  ๆ  ใน  การถวายบูชาทั้งหมดนี้  และเราควรทราบความเร้นลับนี้  บางครั้งการถวายบูชามาใน  รูปแบบต่าง  ๆ  กันตามความศรัธทาโดยเฉพาะของผู้ปฏิบัติ  เมื่อความศรัทธาของเรามา  ถึงระดับแห่งความรู้ทิพย์  ผู้ปฏิบัติการถวายบูชาควรพิจารณาได้ว่าเป็นผู้ที่เจริญกว่า  พวกที่เพียงแต่ถวายบูชาสิ่งของโดยไม่มีความรู้เช่นนี้  ปราศจากความรู้การถวายบูชา  ยังคงอยู่ในระดับวัตถุ  และไม่ได้รับผลประโยชน์ทิพย์  ความรู้ที่แท้จริงคือการมาถึงจุด  สุดยอดในคริชณะจิตสำนึก  ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของความรู้ทิพย์  ปราศจากการพัฒนา  ความรู้  การถวายบูชาเป็นเพียงกิจกรรมทางวัตถุ  อย่างไรก็ดี  เมื่อพัฒนามาถึงระดับ  ความรู้ทิพย์  กิจกรรมทั้งหมดขึ้นไปสู่ระดับทิพย์  มันขึ้นอยู่กับจิตสำนึกที่แตกต่างกัน  กิจกรรมถวายการบูชาบางครั้งเรียกว่า  คารมะ-คาณดะ  (กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ)  และบางครั้งเป็น  กยานะ-คาณดะ  (ความรู้เพื่อแสวงหาสัจธรรม)  เมื่อในที่สุดมาจบลง  ที่ความรู้จะดีกว่า

โศลก 34 (4.34)

ทัด วิดดฺิ พระณิพาเทนะ
พะริพรัชเนนะ เสวะยา

อุพะเดคชยันทิ เท กยานัม
กยานินัส ทัททวะ-ดารชินะฮ

ทัท  -  ความรู้แห่งการถวายบูชาต่าง ๆ, วิดดฺิ  -  พยายามเข้าใจ, พระณิพาเทนะ  -  ด้วย การเข้าพบพระอาจารย์ทิพย์. พะริพรัชเนนะ  -  ด้วยคำถามที่อ่อนน้อม, เสวะยา  -  ด้วย การถวายการรับใช้, อุพะเดคชยันทิ  -  ท่านจะเริ่มสอน, เท  -  เธอ, กยานัม  -  ในความรู้, กยานินะฮ  -  ผู้รู้แจ้งแห่งตน, ทัททวะ  -  ของสัจธรรม, ดารชินะฮ  -  ผู้เห็น

คำแปล

เพียงแต่พยายามเรียนรู้สัจธรรมด้วยการเข้าพบพระอาจารย์ทิพย์  ถามท่านด้วย  ความอ่อนน้อมยอมจำนน  และถวายการรับใช้แด่ท่าน  ดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งแห่ง  ตนสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แด่เธอ  เพราะท่านได้พบเห็นสัจธรรมแล้ว

คำอธิบาย

หนทางแห่งความรู้แจ้งทิพย์เป็นสิ่งที่ยากโดยไม่ต้องสงสัย  ฉะนั้น  ทรงแนะนำ  เราให้เข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้ที่อยู่ในสาย  พะรัมพะรา  เริ่มต้นจากองค์  ภควานเอง  ไม่มีใครสามารถเป็นพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้โดยปราศจากการปฏิบัติ  ตามหลักธรรมแห่ง  พะรัมพะรา  นี้  องค์ภควานทรงเป็นพระอาจารย์ทิพย์องค์แรก  และ  บุคคลในสายพะรัมพะราสามารถถ่ายทอดสาสน์แห่งองค์ภควานที่เหมือนเดิมให้แก่  สาวก  ไม่มีผู้ใดสามารถรู้แจ้งทิพย์ได้ด้วยการผลิตวิธีการของตนเอง  เหมือนดังที่เป็น  แฟชั่นของพวกจอมปลอมผู้ด้อยปัญญา  บฺากะวะธัม  (6.3.19)  กล่าวว่า  ดฺารมัม  ทุสาด  ชาด  บฺะกะวัท-พระณีทัม  องค์ภควานทรงเป็นผู้กำหนดวิถีทางแห่งศาสนาโดยตรง  ดัง  นั้น  การคาดคะเนทางจิตใจหรือการถกเถียงอย่างลม  ๆ  แล้ง  ๆ  ไม่สามารถช่วยนำเราไป  สู่หนทางที่ถูกต้องได้  หรือด้วยการศึกษาหนังสือแห่งความรู้โดยเสรีก็ไม่สามารถทำให้  เจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์ได้  เราต้องเข้าพบพระอาจารย์ผู้เชื่อถือได้และรับความรู้จาก  ท่าน  พระอาจารย์ทิพย์เช่นนี้ควรได้รับการยอมรับด้วยการศิโรราบอย่างราบคาบ  และ  เราควรรับใช้พระอาจารย์ทิพย์เหมือนกับคนรับใช้โดยปราศจากการถือศักดิ์ศรีที่ผิด  ๆ  การทำให้พระอาจารย์ทิพย์ผู้รู้แจ้งแห่งตนพึงพอใจคือเคล็ดลับแห่งความเจริญก้าวหน้า  ในชีวิตทิพย์  คำถามและความอ่อนน้อมยอมจำนนเป็นปัจจัยอย่างดีที่รวมกันเพื่อให้เรา  เข้าใจวิถีทิพย์  นอกจากมีการยอมจำนนและการรับใช้  เฉพาะคำถามอย่างเดียวจากพระ  อาจารย์ทิพย์ผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ได้รับผล  เราจะต้องผ่านการทดสอบของพระอาจารย์  ทิพย์  และเมื่อเห็นความปรารถนาอันบริสุทธิ์ใจของสาวก  ท่านจะประทานพรแก่สาวก  ให้เข้าใจวิถีทิพย์อย่างถ่องแท้โดยปริยาย  โศลกนี้  การปฏิบัติตามเยี่ยงคนตาบอด  และ  คำถามที่เหลวไหลไร้สาระไม่เป็นที่ยอมรับ  ไม่เพียงแต่เราสดับฟังด้วยการยอมจำนนต่อ  พระอาจารย์ทิพย์เท่านั้น  แต่เรายังต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้จากท่านอีกด้วย  จาก  การยอมจำนน  การรับใช้  และคำถาม  โดยธรรมชาติ  พระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้จะมี  ความเมตตากรุณามากต่อสาวก  ฉะนั้น  เมื่อนักศึกษายอมจำนน  และพร้อมที่จะถวาย  การรับใช้อยู่เสมอ  การตอบสนองความรู้และคำถามก็จะสมบูรณ์

โศลก 35 (4.35)

ยัจ กยาทวา นะ พุนาร โมฮัม
เอวัม ยาสยะสิ พาณดะวะ

เยนะ บํูทานิ อเชชาณิ
ดรัคชยะสิ อาทมะนิ อโทฺ มะยิ

ยัท  -  ซึ่ง, กยาทวา  -  รู้, นะ  -  ไม่เคย, พุนะฮ  -  อีกครั้ง, โมฮัม  -  ความหลง, เอวัม  -  เหมือนนี้, ยาสยะสิ  -  เธอจะไป, พาณดะวะ  -  โอ้ โอรสของพาณดุ, เยนะ  -  โดยซึ่ง, บํูทานิ  -  สิ่งมีชีวิต, อเชชาณิ  -  ทั้งหมด, ดรัคชยะสิ  -  เธอจะเห็น, อาทมะนิ -ในดวงวิญญาณสูงสุด, อโทฺ  -  หรือ อีกนัยหนึ่ง, มะยิ  -  ในข้า

คำแปล

เมื่อได้รับความรู้ที่แท้จริงจากดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งตนเอง  เธอจะไม่ตกลงไปใน  ความหลงนี้อีก  ด้วยความรู้นี้  เธอจะเห็นว่ามวลชีวิตเป็นส่วนขององค์ภควาน  หรืออีกนัยหนึ่ง  พวกเขาเป็นของข้า

คำอธิบาย

ผลของการได้รับความรู้จากดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งแห่งตน  หรือจากผู้รู้สิ่งต่าง  ๆ  ตามความเป็นจริง  คือการเรียนรู้ว่าสิ่งมีชีวิตทั้งมวลเป็นละอองอณูของบุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้าองค์ชรีคริชณะ  ความรู้สึกที่ว่ามีชีวิตอยู่แยกจากคริชณะเรียกว่า  มายา  (มา-ไม่,  ยา-นี้)  บางคนคิดว่าตัวเราไม่มีอะไรสัมพันธ์กับคริชณะ  คริชณะทรง  เป็นเพียงบุคลิกภาพในประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งเท่านั้น  และสัจธรรมคือ  บระฮมัน  ที่ไร้รูปลักษณ์  อันที่จริง  ได้กล่าวไว้แล้วใน  ภควัต-คีตา  ว่า  บระฮมัน  ที่ไร้รูปลักษณ์นี้  เป็นรัศมีส่วนพระองค์ของคริชณะ  องค์ภควาน  คริชณะทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่ง  ทุกอย่าง  ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  คริชณะทรงเป็นบุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้า  แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  แม้อวตารเป็นล้าน  ๆ  องค์ทรง  เป็นเพียงภาคที่แบ่งแยกออกมาจากคริชณะเท่านั้น  ในทำนองเดียวกัน  สิ่งมีชีวิตก็เป็น  ส่วนที่แยกออกมาจากคริชณะเช่นเดียวกัน  นักปราชญ์  มายาวาดี  คิดผิด  ๆ  ว่าคริชณะ  ทรงสูญเสียความเป็นตัวของพระองค์เองไปในอวตารต่าง  ๆ  มากมาย  ความคิดเช่นนี้  โดยธรรมชาติเป็นแนวคิดทางวัตถุ  เรามีประสบการณ์ในโลกวัตถุว่าสิ่งของสิ่งหนึ่งเมื่อ  ถูกแบ่งแยกแจกจ่ายออกไป  จะสูญเสียบุคลิกภาพเดิมของตัวเองแต่นักปราชญ์  มายา  วาดี  ไม่เข้าใจว่าความสมบูรณ์หมายความว่าหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับหนึ่ง  และหนึ่งลบหนึ่ง  ก็เท่ากับหนึ่ง  นี่คือกรณีในโลกแห่งความสมบูรณ์

เนื่องจากมีความต้องการความรู้ให้เพียงพอในศาสตร์แห่งความสมบูรณ์  แต่  บัดนี้เราถูกครอบคลุมไปด้วยความหลง  ดังนี้  จึงทำให้เราคิดว่าตัวเราไม่เกี่ยวข้องกับ  คริชณะถึงแม้ว่าเราจะเป็นส่วนที่แยกมาจากคริชณะ  แต่เรามิได้แตกต่างไปจากพระองค์  ความแตกต่างทางร่างกายของสิ่งมีชีวิตคือ  มายา  หรือไม่ใช่ความจริง  เราทั้งหมดมี  ชีวิตอยู่เพื่อทำให้คริชณะทรงพอพระทัย  มายา  เท่านั้นที่ทำให้อารจุนะทรงคิดว่าความ  สัมพันธ์ทางร่างกายชั่วคราวกับวงศาคณาญาติของพระองค์มีความสำคัญมากกว่า  ความสัมพันธ์ทิพย์นิรันดรกับคริชณะ  คำสอนทั้งหมดของ  คีตา  ตั้งเป้าอยู่ที่จุดหมายนี้  ว่า  สิ่งมีชีวิตเป็นผู้รับใช้นิรันดรของคริชณะ  ไม่สามารถแยกไปจากคริชณะได้  และความ  รู้สึกที่ว่าตัวเขาไม่เกี่ยวข้องกับคริชณะเรียกว่า  มายา  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูขององค์  ภควาน  มีจุดมุ่งหมายที่ต้องทำให้สำเร็จ  จากการลืมจุดมุ่งหมายเดิมตั้งแต่สมัยดึกคำ  บรรพ์  ทำให้สถิตในร่างต่าง  ๆ  เช่น  ร่างมนุษย์  ร่างสัตว์  ร่างเทวดา  ฯลฯ  ร่างกายที่  แตกต่างกันเช่นนี้เกิดขึ้นจากการลืมการรับใช้ทิพย์ต่อพระองค์  แต่เมื่อปฏิบัติรับใช้ทิพย์  ผ่านทางคริชณะจิตสำนึก  ทันใดนั้นจะเป็นอิสระเสรีจากความหลง  เขาสามารถได้รับ  ความรู้อันบริสุทธิ์นี้จากพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้เท่านั้น  จากนั้นก็หลีกเลี่ยงความ  หลงที่ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นเทียบเท่ากับคริชณะ  ความรู้อันสมบูรณ์คือดวงวิญญาณสูงสุด  องค์ชรีคริชณะทรงเป็นที่พึ่งสูงสุดของมวลชีวิต  และการยกเลิกที่พึ่งนี้เนื่องจากสิ่งมี  ชีวิตถูกพลังงานวัตถุทำให้หลงผิดคิดว่าตนเองมีบุคลิกภาพที่แยกออกไป  ดังนั้น  ภาย  ใต้มาตรฐานต่าง  ๆ  ของบุคลิกภาพทางวัตถุพวกเขาจึงลืมคริชณะ  อย่างไรก็ดี  เมื่อสิ่ง  มีชีวิตผู้อยู่ในความหลงนี้สถิตในคริชณะจิตสำนึก  เข้าใจได้ว่าพวกเขาอยู่บนหนทาง  เพื่อความหลุดพ้น  ดังที่ได้ยืนยันไว้ใน  บฺากะวะธัม  (2.10.6)  มุคทิร  ฮิทวานยะทฺา-รูพัม  สวารูเพณะ  วิยะวัสทฺิทิฮ  ความหลุดพ้นหมายถึงสถิตในสถานภาพพื้นฐานเดิมของ  ตนเองว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรของคริชณะ  (คริชณะจิตสำนึก)

โศลก 36 (4.36)

อพิ เชด อสิ พาเพบฺยะฮ
สารเวบฺยะฮ พาพะ-คริท-ทะมะฮ

สารวัม กยานะ-พลาเวไนวะ
วริจินัม สันทะริชยะสิ

อพิ  -  ถึงแม้, เชด  -  ถ้า, อสิ  -  เธอเป็น, พาเพบฺยะฮ  -  ของคนบาป, สารเวบฺยะฮ  -  ทั้งหมด, พาพะ-คริท-ทะมะฮ  -  คนบาปที่สุด, สารวัม  -  ผลบาปทั้งหมดนี้, กยานะ-พละเวนะ  -  ด้วย นาวาแห่งความรู้ทิพย์, เอวะ  -  แน่นอน. วริจินัม  -  มหาสมุทรแห่งความทุกข์, สันทะริชยะ- สิ  -  เธอจะข้ามได้อย่างสมบูรณ์

คำแปล

ถึงแม้ว่าจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นคนบาปที่สุดในหมู่คนบาปทั้งหลาย  แต่เมื่อ  สถิตในนาวาแห่งความรู้ทิพย์  เธอจะสามารถข้ามพ้นมหาสมุทรแห่งความทุกข์ได้

คำอธิบาย

การเข้าใจสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของตนเองอย่างถูกต้องในความ  สัมพันธ์กับคริชณะเป็นสิ่งที่ดีมาก  เพราะความเข้าใจเช่นนี้สามารถนำเราให้ออกจาก  การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดที่กำลังดำเนินอยู่ในมหาสมุทรแห่งอวิชชาได้โดยทันที  โลก  วัตถุนี้บางครั้งถือว่าเป็นมหาสมุทรแห่งอวิชชา  บางครั้งถือว่าเป็นป่าที่กำลังถูกไฟเผา  ไหม้  เราอาจเป็นนักว่ายน้ำที่เก่งมาก  แต่ในมหาสมุทรการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดเป็นสิ่ง  ที่ยากลำบากมาก  ถ้าหากว่ามีใครคนหนึ่งยื่นมือเข้ามาอุ้มนักว่ายน้ำที่กำลังดิ้นรนต่อสู้  อยู่ให้ออกจากมหาสมุทร  ท่านผู้นี้เป็นผู้ช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  ความรู้อันสมบูรณ์ที่  ได้รับจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าคือวิถีทางแห่งความหลุดพ้น  นาวาแห่งคริชณะ  จิตสำนึกนั้นเรียบง่ายมาก  แต่ในขณะเดียวกันก็ประเสริฐที่สุด

โศลก 37 (4.37)

ยะไทฺดฺามสิ สะมิดโดฺ กนิร
บฺัสมะ-สาท คุรุเท รจุนะ

กยานากนิฮ สารวะ-คารมาณิ
บฺัสมะ-สาท คุรุเท ทะทฺา

ยะทฺา  -  ดังเช่น, เอดฺามสิ  -  ไม้ฟืน, สะมิดดฺะฮ  -  เผาไหม้, อักนิฮ  -  ไฟ, บฺัสมะ-สาท  -  เถ้า ถ่าน, คุรุเท  -  เปลี่ยน, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ, กยานะ-อักนิฮ  -  ไฟแห่งความรู้, สารวะ- คารมาณิ  -  ผลกรรมจากกิจกรรมทางวัตถุทั้งหมด, บฺัสมะ-สาท  -  เป็นเถ้าถ่าน, คุรุเท  -  มัน กลับกลาย, ทะทฺา  -  ในทำนองเดียวกัน

คำแปล

ดังเช่นเปลวไฟเปลี่ยนสภาพไม้ฟืนให้เป็นเถ้าถ่านได้ฉันใด  โอ้  อารจุนะ  ไฟแห่ง  ความรู้ก็สามารถเผาผลาญผลกรรมทั้งมวลจากกิจกรรมทางวัตถุได้ฉันนั้น

คำอธิบาย

ความรู้อันสมบูรณ์แห่งตัวเราพร้อมทั้งองค์ภควาน  และความสัมพันธ์ของทั้ง  สองเปรียบเทียบได้กับไฟ  ณ  ที่นี้  ไฟไม่เพียงเผาผลาญผลกรรมจากกิจกรรมบาปทั้ง  มวล  แต่ยังเผาผลาญผลกรรมจากกิจกรรมบุญทั้งมวลด้วย  เผาผลาญทั้งหมดให้เป็น  เถ้าถ่าน  มีผลกรรมอยู่หลายลักษณะ  เช่น  ผลกรรมที่กำลังก่ออยู่  ผลกรรมที่กำลัง  บังเกิดผล  ผลกรรมที่ได้รับเรียบร้อยแล้ว  และผลกรรมก่อนหน้านี้  แต่ความรู้สถานภาพ  พื้นฐานอันแท้จริงของสิ่งมีชีวิตเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นจุณ  เมื่อเรามีความรู้อัน  สมบูรณ์  ผลกรรมทั้งหมดทั้งตั้งแต่ก่อนหน้านี้และหลังจากนี้  จะถูกเผาผลาญจนหมด  สิ้น  ในคัมภีร์พระเวท  (บริฮัด-อารัณยะคะ  อุพะนิชัด  4.4.22)  กล่าวไว้ว่า  อุเบฺ  อุไฮไวชะ  เอเท  ทะระทิ  อัมริทะฮ  สาดํุ-อสาดํูนี  “เราได้รับชัยชนะจากผลกรรมทั้งสอง  คือจาก  ผลบุญและผลบาป“

โศลก 38 (4.38)

นะ ฮิ กยาเนนะ สะดริชัม
พะวิทรัม อิฮะ วิดยะเท

ทัท สวะยัม โยกะ-สัมสิดดฺะฮ
คาเลนาทมะนิ วินดะทิ

นะ  -  ไม่มีสิ่งใด, ฮิ  -  แน่นอน, กยาเนนะ  -  ด้วยความรู้, สะดริชัม  -  ในการเปรียบเทียบ, พะวิทรัม  -  ทำให้ถูกต้อง, อิฮะ  -  ในโลกนี้, วิดยะเท  -  มีอยู่, ทัท  -  นั้น, สวะยัม  -  ตัวเขา, โยกะ  -  ในการอุทิศตนเสียสละ, สัมสิดดฺะฮ  -  ผู้ที่มีวุฒิภาวะ, คาเลนะ  -  ตามกาลเวลา, อาทมะนิ  -  ในตัวเขา, วินดะทิ  -  ได้รับความสุข

คำแปล

ในโลกนี้ไม่มีอะไรประเสริฐและบริสุทธิ์เท่ากับความรู้ทิพย์  ความรู้เช่นนี้คือผลอัน  สมบูรณ์จากการเข้าฌานทั้งหลาย  และผู้ที่ได้รับผลสำเร็จในการปฏิบัติการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้  จะได้รับความสุขกับความรู้นี้ภายในตัวเขาเองตามกาลเวลา

คำอธิบาย

เมื่อพูดถึงความรู้ทิพย์  เราพูดถึงความเข้าใจทางจิตวิญญาณ  ฉะนั้น  จึงไม่มี  สิ่งใดประเสริฐและบริสุทธิ์ไปกว่าความรู้ทิพย์  อวิชชาคือต้นเหตุแห่งการพันธนาการ  และความรู้คือต้นเหตุแห่งความหลุดพ้น  ความรู้นี้คือผลอันสมบูรณ์แห่งการอุทิศตน  เสียสละรับใช้  และเมื่อเราสถิตในความรู้ทิพย์  เราไม่จำเป็นต้องแสวงหาความสงบ  ที่ไหนอีก  เพราะเราได้รับความสุขจากความสงบภายในตัวเรา  หรืออีกนัยหนึ่ง  ความรู้  และความสงบนี้เกิดขึ้นในคริชณะจิตสำนึก  และนี่คือคำสุดท้ายใน  ภควัต-คีตา

โศลก 39 (4.39)

ชรัดดฺาวาล ลาบฺะเท กยานัม
ทัท-พะระฮ สัมยะเทนดริยะฮ

กยานัม ลับดฺวา พะราม ชานทิม
อชิเรณาดฺิกัชชฺะทิ

ชรัดดฺา-วาน  -  ผู้ที่มีความศรัทธา, ลาบฺะเท  -  ได้รับ, กยานัม  -  ความรู้, ทัท-พะระฮ  -  ยึดติด มากกับมัน, สัมยะทะ  -  ควบคุม, อินดริยะฮ  -  ประสาทสัมผัส, กยานัม  -  ความรู้, ลับดฺวา  -  ได้รับแล้ว, พะราม  -  ทิพย์, ชานทิม  -  ความสงบ, อชิเรณะ  -  เร็ว ๆ นี้, อดฺิกัชชฺะทิ  -  ได้รับ

คำแปล

ผู้มีความศรัทธาที่อุทิศตนให้กับความรู้ทิพย์  และเป็นผู้ปรามประสาทสัมผัสของ  ตนเองได้  มีสิทธิ์ที่จะได้รับความรู้เช่นนี้  และเมื่อได้รับความรู้นี้แล้วเขาจะบรรลุ  ถึงความสงบสูงสุดทางจิตวิญญาณโดยเร็ว

คำอธิบาย

ผู้มีความศรัทธาอย่างแน่วแน่ในคริชณะสามารถได้รับความรู้นี้ในคริชณะ  จิตสำนึก  บุคคลที่ได้ชื่อว่ามีความศรัทธาคือผู้ที่คิดว่าความเชื่อว่าเพียงแต่ปฏิบัติใน  คริชณะจิตสำนึก  เขาจะบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุด  ความศรัทธานี้บรรลุได้ด้วยการ  ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  และด้วยการสวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  ซึ่ง  ทำให้หัวใจเขาบริสุทธิ์จากความสกปรกทางวัตถุทั้งมวล  นอกเหนือไปจากนี้เขาควร  ควบคุมประสาทสัมผัส  บุคคลผู้มีความศรัทธาต่อคริชณะและควบคุมประสาทสัมผัส  ได้  สามารถบรรลุถึงความสมบูรณ์อย่างง่ายดายในความรู้แห่งคริชณะจิตสำนึกโดยไม่  ล่าช้า

โศลก 40 (4.40)

อกยัช ชาชรัดดะดฺานัช ชะ
สัมชะยาทมา วินัชยะทิ

นายัม โลโค สทิ นะ พะโร
นะ สุคฺัม สัมชะยาทมะนะฮ

อกยะฮ  -  ผู้อยู่ในอวิชชาไม่มีความรู้ในพระคัมภีร์มาตรฐาน, ชะ  -  และ, อัชรัดดะดฺานะฮ  -  ไม่มีความศรัทธาในพระคัมภีร์ที่เปิดเผย, ชะ  -  เช่นกัน, สัมชะยะ  -  แห่งความสงสัย, อาท- มา  -  บุคคล, วินัชยะทิ  -  ตกต่ำ, นะ  -  ไม่เคย, อยัม  -  ในนี้, โลคะฮ  -  โลก, อัสทิ  -  มี, นะ  -  ไม่, พะระฮ  -  ในชาติหน้า, นะ  -  ไม่, สุคฺัม -ความสุข, สัมชะยะ  -  สงสัย, อาทมะนะฮ  -  ของบุคคล

คำแปล

แต่บุคคลผู้อยู่ในอวิชชา  ไม่มีความศรัทธา  และสงสัยในพระคัมภีร์ที่เปิดเผย  จะ  ไม่บรรลุถึงจิตสำนึกแห่งองค์ภควาน  พวกเขาตกต่ำลง  สำหรับดวงวิญญาณผู้มี  ความสงสัยจะไม่มีความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า

คำอธิบาย

จากพระคัมภีร์มาตรฐานและเชื่อถือได้ที่เปิดเผยมากมาย  ภควัต-คีตา  ดีที่สุด  บุคคลผู้ด้อยปัญญาที่เกือบเหมือนสัตว์ไม่มีทั้งความศรัทธาและความรู้ในพระคัมภีร์  มาตรฐานที่เปิดเผยเหล่านี้  บางคนถึงแม้มีความรู้หรือสามารถท่องบทมนต์ต่าง  ๆ  จาก  พระคัมภีร์ที่เปิดเผยได้  แต่อันที่จริงไม่มีความศรัทธาในคำพูดเหล่านี้  และถึงแม้ว่าบาง  คนมีความศรัทธาในพระคัมภีร์เช่น  ภควัต-คีตา  แต่ไม่เชื่อหรือไม่บูชาบุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้า  ชรีคริชณะ  บุคคลเช่นนี้ไม่มีจุดยืนในคริชณะจิตสำนึก  พวกเขาตกต่ำ  ลง  จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้  พวกที่ไม่มีความศรัทธาและมีความสงสัยอยู่เสมอจะไม่  พัฒนาเลย  มนุษย์ผู้ไม่มีความศรัทธาในองค์ภควานและพระราชดำรัสที่เปิดเผยของ  พระองค์จะไม่มีอะไรดีในโลกนี้หรือโลกหน้าและจะไม่มีความสุขอันใดเลย  ฉะนั้น  เรา  ควรปฏิบัติตามหลักธรรมของพระคัมภีร์ที่เปิดเผยด้วยความศรัทธา  จากนั้นยกระดับขึ้น  ไปสู่ระดับแห่งความรู้  ความรู้นี้เท่านั้นจะช่วยส่งเสริมเราไปสู่ระดับทิพย์แห่งความเข้าใจ  จิตวิญญาณ  อีกนัยหนึ่ง  บุคคลผู้มีความสงสัยจะไม่มีจุดยืนในความหลุดพ้นของดวง  วิญญาณ  ดังนั้น  เราควรปฏิบัติตามรอยพระบาทของ  อาชาระยะ  ผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่ในสาย  พะรัมพะรา  และบรรลุถึงความสำเร็จ

โศลก 41 (4.41)

โยกะ-สันนยัสทะ-คารมาณัม
กยานะ-สันชฺินนะ-สัมชะยัม

อาทมะวันทัม นะ คารมาณิ
นิบัดฺนันทิ ดฺะนันจะยะ

โยกะ  -  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้ในคารมะ-โยกะ, สันนยัสทะ  -  ผู้ที่สละทางโลก, คารมาณัม  -  ผลของการกระทำ, กยานะ  -  ด้วยความรู้, สันชฺินนะ  -  ตัด, สัมชะยัม  -  สงสัย, อาทมะ-วันทัม  -  สถิตในตนเอง, นะ  -  ไม่เคย, คารมาณิ  -  ทำงาน, นิบัดฺนันทิ  -  พันธนาการ, ดฺะนันจะยะ  -  โอ้ ผู้ชนะความร่ำรวย

คำแปล

ผู้ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  สละผลการกระทำของตนเอง  และความ  สงสัยของเขาได้ถูกทำลายไปด้วยความรู้ทิพย์  สถิตอย่างแท้จริงในตัวเอง  ฉะนั้น  เขาไม่ถูกพันธนาการด้วยผลกรรมจากงาน  โอ้  ผู้ชนะความร่ำรวย

คำอธิบาย

ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของ  ภควัต-คีตา  ตามที่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทรงเป็นผู้ถ่ายทอดด้วยพระองค์เอง  จะได้รับอิสรภาพจากความสงสัยทั้งปวงด้วยพระ  กรุณาธิคุณแห่งความรู้ทิพย์  ในฐานะที่เป็นละอองอณูขององค์ภควานตัวเขาจะอยู่ใน  คริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  สถิตในความรู้แห่งตนเรียบร้อยแล้ว  เมื่อเป็นเช่นนี้เขา  จึงอยู่เหนือพันธนาการแห่งกรรมโดยไม่ต้องสงสัย

โศลก 42 (4.42)

ทัสมาด อกยานะ-สัมบํูทัม
ฮริท-สทฺัม กยานาสินาทมะนะฮ

ชฺิทไวนัม สัมชะยัม โยกัม
อาทิชโทฺททิชทฺะ บฺาระทะ

ทัสมาท  -  ดังนั้น, อกยานะ-สัมบํูทัม  -  เกิดจากอวิชชา, ฮริท-สทฺัม  -  สถิตในหัวใจ, กยา นะ  -  แห่งความรู้, อสินา  -  ด้วยอาวุธ, อาทมะนะฮ  -  ของชีวิต, ชฺิทวา  -  ตัดออก, เอนัม  -  นี้, สัมชะยัม  -  สงสัย, โยกัม  -  ในโยคะ, อาทิชทฺะ  -  สถิต, อุททิชทฺะ  -  ลุกขึ้นมาสู้, บฺาระทะ  -  โอ้ ผู้ สืบราชวงศ์บฺาระทะ

คำแปล

ฉะนั้น  ความสงสัยที่เกิดขึ้นในหัวใจของเธออันเนื่องมาจากอวิชชาควรถูกตัดออก  ด้วยอาวุธแห่งความรู้  เตรียมพร้อมด้วยโยคะ  จงลุกขึ้นมาและสู้  โอ้  บฺาระทะ

คำอธิบาย

ระบบโยคะที่สอนในบทนี้เรียกว่า  สะนาทะนะ-โยกะ  หรือกิจกรรมอมตะที่  สิ่งมีชีวิตปฏิบัติ  โยคะนี้แบ่งเป็นการปฏิบัติบูชาได้สองส่วน  ส่วนหนึ่งเรียกว่าการถวาย  บูชาสิ่งของวัตถุของตน  และอีกส่วนหนึ่งเรียกว่าความรู้แห่งชีวิต  ซึ่งเป็นกิจกรรมทิพย์ที่  บริสุทธิ์  หากถวายบูชาสิ่งของวัตถุของตนโดยไม่ประสานกับความรู้แจ้งทิพย์การถวาย  เช่นนี้เป็นวัตถุ  แต่ผู้ที่ปฏิบัติการถวายบูชาเช่นนี้ด้วยจุดมุ่งหมายทิพย์หรือในการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้  ทำให้การถวายบูชาสมบูรณ์  เมื่อเรามาถึงกิจกรรมทิพย์จะพบว่า  แบ่งเป็นสองส่วนอีกเช่นกัน  คือ  การเข้าใจตัวเราเอง  (หรือเข้าใจสถานภาพพื้นฐานอัน  แท้จริงของเรา)  และเข้าใจสัจธรรมเกี่ยวกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้ปฏิบัติตาม  วิธีของ  ภควัต-คีตา  ฉบับเดิม  สามารถเข้าใจสองส่วนสำคัญแห่งความรู้ทิพย์นี้  สำหรับ  บุคคลนี้ไม่เป็นการยากที่จะบรรลุถึงความรู้ที่สมบูรณ์แห่งตนว่าเป็นละอองอณูขององค์  ภควาน  ดังนั้น  การเข้าใจเช่นนี้จึงเป็นประโยชน์  เพราะบุคคลนี้สามารถเข้าใจกิจกรรม  ทิพย์ของพระองค์ได้อย่างง่ายดาย  ในตอนต้นของบทนี้องค์ภควานทรงกล่าวถึงกิจกรรม  ทิพย์ของพระองค์ด้วยตัวพระองค์เอง  ผู้ที่ไม่เข้าใจคำสั่งสอนของ  คีตา  คือผู้ไม่มีความ  ศรัทธา  และถือว่าได้ใช้เสรีภาพส่วนน้อยนิดที่พระองค์ทรงประทานให้ไปในทางที่ผิด  แม้มีคำสอนเหล่านี้เราก็ยังไม่เข้าใจธรรมชาติอันแท้จริงขององค์ภควานว่าทรงเป็น  บุคลิกภาพที่มีความเป็นอมตะเต็มไปด้วยความสุขเกษมสำราญและความรู้  ผู้ไม่รู้เช่นนี้  แน่นอนว่าเป็นคนโง่อันดับหนึ่ง  อวิชชาสามารถลบออกได้ด้วยการค่อย  ๆ  ยอมรับหลัก  ธรรมของคริชณะจิตสำนึก  คริชณะจิตสำนึกฟื้นฟูขึ้นมาได้ด้วยวิธีการถวายบูชาต่าง  ๆ  แด่เทวดา  ถวายบูชาแด่  บระฮมัน  ถวายบูชาในการถือเพศพรหมจรรย์  ถวายบูชาใน  ชีวิตคฤหัสถ์  ถวายบูชาในการควบคุมประสาทสัมผัส  ถวายบูชาในการฝึกปฏิบัติโยคะ  เข้าฌานสมาธิ  ถวายบูชาด้วยการบำเพ็ญเพียร  ถวายบูชาด้วยการยอมสละสิ่งของวัตถุ  ถวายบูชาด้วยการศึกษาคัมภีร์พระเวท  และถวายบูชาด้วยการมีส่วนร่วมในสถาบัน  สังคมที่เรียกว่า  วารณาชระมะ-ดฺารมะ  ทั้งหมดนี้เรียกว่าการถวายบูชา  และทั้งหมด  มีพื้นฐานอยู่ที่การประมาณการปฏิบัติ  แต่ภายในกิจกรรมทั้งหลายเหล่านี้  ปัจจัย  สำคัญคือการรู้แจ้งแห่งตน  ผู้แสวงหาจุดมุ่งหมายนี้คือนักศึกษาที่แท้จริงของ  ภควัต-  คีตา  แต่ผู้ที่สงสัยความน่าเชื่อถือได้ของคริชณะจะถอยหลัง  ฉะนั้น  จึงแนะนำให้เรา  ศึกษา  ภควัต-คีตา  หรือพระคัมภีร์เล่มใดก็ได้  ภายใต้การแนะนำของพระอาจารย์ทิพย์  ผู้เชื่อถือได้ด้วยการรับใช้และศิโรราบ  พระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้อยู่ในสาย  พะรัม-  พะรา  ตั้งแต่โบราณกาล  ท่านจะไม่บิดเบือนจากคำสั่งสอนขององค์ภควานเลยแม้แต่  น้อย  ดังที่ได้ถูกถ่ายทอดมาเป็นเวลาหลาย  ๆ  ล้านปีมาแล้วแด่สุริยเทพ  จากสุริยเทพ  คำสั่งสอนของ  ภควัต-คีตา  ได้ถูกส่งลงมายังอาณาจักรโลก  ดังนั้น  เราควรปฏิบัติตาม  วิธีของ  ภควัต-คีตา  ให้เหมือนเดิมดังที่ได้กล่าวไว้ใน  คีตา  เอง  และโปรดจงระวังคนเห็น  แก่ตัวที่พยายามคุยโวหาเสียงให้แก่ตนเอง  และหันเหผู้อื่นไปจากวิถีทางที่แท้จริง  องค์  ภควานทรงเป็นบุคลิกภาพที่สูงสุดอย่างแน่นอน  และกิจกรรมของพระองค์ทรงเป็นทิพย์  ผู้ใดที่เข้าใจเช่นนี้เป็นผู้ที่หลุดพ้นแล้วตั้งแต่เริ่มศึกษา  ภควัต-คีตา

ฉะนั้น ได้จบคำอธิบายโดย บฺัคธิเวดันธะ บทที่สี่ของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทาในหัวข้อเรื่องความรู้ทิพย์

บทที่ ห้า

คารมะ-โยกะ
การปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก

โศลก 1 (5.1)

อารจุนะ อุวาชะ
สันนยาสัม คารมะณาม คริชณะ
พุนาร โยกัม ชะ ชัมสะสิ

ยัช ชฺเรยะ เอทะโย เอคัม
ทัน เม บรูฮิ สุ-นิชชิทัม

อารจุนะ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, สันนยาสัม  -  สละ, คารมะณาม  -  ของกิจกรรมทั้งหลาย, คริชณะ  -  โอ้ คริชณะ, พุนะฮ  -  อีกครั้ง, โยกัม  -  การอุทิศตนเสียสละรับใช้, ชะ  -  เช่นกัน, ชัมสะสิ  -  ท่านสรรเสริญ, ยัท  -  ซึ่ง, ชฺเรยะฮ  -  มีประโยชน์มากกว่า, เอทะโยฮ  -  ทั้งสองสิ่ง นี้, เอคัม  -  หนึ่ง, ทัท  -  นั้น, เม  -  แก่ข้าพเจ้า, บรูฮิ  -  กรุณาบอก, สุ-นิชชิทัม  -  อย่างชัดเจน

คำแปล

อารจุนะตรัสว่า  โอ้  คริชณะ  เริ่มแรกพระองค์ทรงบอกให้ข้าพเจ้าสละงาน  และ  แล้วทรงแนะนำให้ทำงานด้วยการอุทิศตนเสียสละ  ขอให้พระองค์ทรงโปรด  กรุณาตรัสอย่างชัดเจนว่า  ทั้งสองสิ่งนี้สิ่งไหนจะมีประโยชน์มากกว่ากัน

คำอธิบาย

ในบทที่ห้าของ  ภควัต-คีตา  นี้  องค์ภควานตรัสว่างานในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ดี  กว่าการคาดคะเนทางจิตใจอย่างลม  ๆ  แล้ง  ๆ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้นั้นง่ายกว่า  เพราะว่าเป็นทิพย์โดยธรรมชาติ  และทำให้เราเป็นอิสระจากวิบากกรรม  ในบทที่สอง  ได้อธิบายถึงความรู้พื้นฐานของดวงวิญญาณและการที่ดวงวิญญาณถูกพันธนาการใน  ร่างวัตถุ  พร้อมทั้งอธิบายถึงความหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุนี้ด้วย  บุดดิฺ-โยกะ  หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ในบทที่สาม  ได้อธิบายถึงบุคคลผู้สถิตในระดับแห่งความ  รู้  จะไม่มีหน้าที่ใด  ๆ  ต้องปฏิบัติอีกต่อไป  ในบทที่สี่  พระองค์ตรัสแก่อารจุนะว่างานบูชา  ทั้งหมดมาจบลงที่ความรู้  อย่างไรก็ดี  ในตอนท้ายของบทที่สี่  องค์ภควานทรงแนะนำให้  อารจุนะตื่นขึ้น  ต่อสู้  และสถิตในความรู้อันสมบูรณ์  ดังนั้น  จากการเน้นถึงความสำคัญ  พร้อม  ๆ  กันทั้งงานแห่งการอุทิศตนเสียสละและการวางเฉยอยู่ในความรู้  ได้สร้างความ  งุนงงและสับสนให้แก่อารจุนะในการตัดสินใจ  อารจุนะทรงเข้าใจว่าการเสียสละในความ  รู้คือหยุดการงานทั้งหมดที่เป็นกิจกรรมทางประสาทสัมผัส  แต่ถ้าหากว่าเราปฏิบัติงาน  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  แล้วงานจะหยุดลงได้อย่างไร  หรืออีกนัยหนึ่ง  อารจุนะ  ทรงคิดว่า  สันนยาสะ  หรือการสละในความรู้  ควรเป็นอิสระจากกิจกรรมทั้งมวล  เพราะ  ว่าการทำงานและการเสียสละไปด้วยกันไม่ได้  ปรากฏว่าอารจุนะทรงไม่เข้าใจว่าการ  ทำงานที่เปี่ยมไปด้วยความรู้นั้นจะไม่มีวิบากกรรมจึงดูเหมือนว่าไม่ได้ทำอะไรเลย  ดังนั้น  จึงทรงถามว่าควรจะหยุดทำงานทั้งหมดหรือควรทำงานในแบบที่เปี่ยมไปด้วยความรู้

โศลก 2 (5.2)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
สันนยาสะฮ คารมะ-โยกัช ชะ
นิฮชเรยะสะ-คะราพ อุโบฺ

ทะโยส ทุ คารมะ-สันนยาสาท
คารมะ-โยโก วิชิชยะเท

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  องค์ภควานตรัส, สันนยาสะฮ  -  การสละงาน, คารมะ-โยกะฮ  -  งานในการอุทิศตนเสียสละ, ชะ  -  เช่นกัน, นิฮชเรยะสะ-คะโร  -  นำไปสู่วิถีทางแห่งความ หลุดพ้น, อุโบฺ  -  ทั้งสอง, ทะโยฮ  -  ของทั้งสอง, ทุ  -  แต่, คารมะ-สันนยาสาท  -  เมื่อเปรียบ เทียบกับการสละงานเพื่อผลทางวัตถุ, คารมะ-โยกะฮ  -  งานในการอุทิศตนเสียสละ, วิชิชยะเท  -  ดีกว่า

คำแปล

องค์ภควานตรัสตอบว่า  การสละงานและการทำงานด้วยการอุทิศตนเสียสละทั้ง  คู่ดีเพื่อความหลุดพ้น  แต่เมื่อเปรียบเทียบสองสิ่งนี้  การทำงานอุทิศตนเสียสละ  รับใช้ดีกว่าการสละงาน

คำอธิบาย

กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  (แสวงหาการสนองประสาทสัมผัส)  เป็นต้นเหตุ  แห่งพันธนาการทางวัตถุ  ตราบที่เรายังปฏิบัติกิจกรรมเพื่อมุ่งพัฒนามาตรฐานความ  สะดวกของร่างกาย  แน่นอนว่าเราต้องเคลื่อนย้ายเข้าไปสู่ร่างต่าง  ๆ  กัน  และสืบสานการ  พันธนาการทางวัตถุชั่วกัลปวสาน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (5.5.4-6)  ได้ยืนยันไว้ดังต่อไปนี้

นูนัม พระมัททะฮ คุรุเท วิคารมะ
ยัด อินดริยะ-พรีทะยะ อาพริโนทิ

นะ สะดํุ มันเย ยะทะ อาทมะโน ยัม
อสันน อพิ คเลชะ-ดะ อาสะ เดฮะฮ
พะราบฺะวัส ทาวัด อโบดฺะ-จาโท
ยาวัน นะ จิกยาสะทะ อาทมะ-ทัททวัม

ยาวัท คริยาส ทาวัด อิดัม มะโน ไว
คารมาทมะคัม เยนะ ชะรีระ-บันดฺะฮ
เอวัม มะนะฮ คารมะ-วะชัม พระยุงคเท
อวิดยะยาทมะนิ อุพะดฺียะมาเน

พรีทิร นะ ยาวัน มะยิ วาสุเดเว
นะ มุชยะเท เดฮะ-โยเกนะ ทาวัท

“บุคคลผู้บ้าคลั่งในการสนองประสาทสัมผัส  โดยไม่รู้ว่าร่างกายวัตถุที่เต็มไปด้วยความ  ทุกข์นี้  เป็นผลพวงมาจากกิจกรรมเพื่อหวังผลทางวัตถุในอดีตของตนเอง  ถึงแม้ว่า  ร่างกายนี้ไม่ถาวร  แต่มันก็สร้างความเดือดร้อนให้เราอยู่เสมอในหลาย  ๆ  ด้าน  ฉะนั้น  การกระทำเพื่อสนองประสาทสัมผัสมิใช่สิ่งที่ดี  ตราบเท่าที่เรายังไม่ตั้งคำถามเกี่ยวกับ  บุคลิกภาพอันแท้จริงของตัวเราเอง  ถือว่าชีวิตเราล้มเหลวเพราะตราบใดที่เรายังไม่รู้ถึง  บุคลิกภาพอันแท้จริงของตัวเรา  เราจะทำงานเพื่อผลทางวัตถุเพื่อสนองประสาทสัมผัส  และตราบใดที่เรายังหมกมุ่นอยู่ในจิตสำนึกแห่งการสนองประสาทสัมผัส  เราจะต้อง  เคลื่อนย้ายออกจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง  ถึงแม้ว่าจิตใจอาจหมกมุ่นอยู่ในกิจกรรม  เพื่อผลทางวัตถุและถูกครอบงำโดยอวิชชา  แต่ถ้าเราพัฒนาความรักเพื่อการอุทิศตน  เสียสละรับใช้ต่อองค์วาสุเดวะ  จากจุดนี้เท่านั้นที่เราสามารถได้รับโอกาสหลุดพ้นจาก  พันธนาการในความเป็นอยู่ทางวัตถุ”

ฉะนั้น  กยานะ  (หรือความรู้ที่ว่าตัวเราไม่ใช่ร่างวัตถุนี้แต่เป็นดวงวิญญาณ)  ไม่  เพียงพอสำหรับความหลุดพ้น  เราจะต้องปฏิบัติตนในสถานภาพของดวงวิญญาณ  มิ  ฉะนั้น  จะไม่มีหนทางหลบหนีออกไปจากพันธนาการทางวัตถุ  อย่างไรก็ดี  การปฏิบัติใน  คริชณะจิตสำนึกมิใช่การปฏิบัติในระดับเพื่อผลทางวัตถุ  แต่เป็นกิจกรรมที่ปฏิบัติด้วย  ความรู้อันสมบูรณ์จะช่วยให้เราเจริญขึ้นในความรู้ที่แท้จริง  การสละผลของงานอย่าง  เดียวโดยปราศจากคริชณะจิตสำนึกมิได้ทำให้หัวใจของพันธวิญญาณบริสุทธิ์ขึ้นอย่าง  แท้จริง  ตราบใดที่หัวใจยังไม่บริสุทธิ์เราต้องทำงานในระดับที่หวังผล  แต่การปฏิบัติใน  คริชณะจิตสำนึกจะช่วยเราให้หลบหนีจากผลของการปฏิบัติเพื่อผลทางวัตถุโดยปริยาย  เพื่อเราจะได้ไม่ตกลงมาสู่ระดับวัตถุ  ฉะนั้น  การปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกจึงสูงกว่าการ  สละหรือการปล่อยวางอย่างแน่นอน  การสละหรือการปล่อยวางยังมีความเสี่ยงในการ  ตกลงต่ำอยู่เสมอ  การสละโดยปราศจากคริชณะจิตสำนึกนั้นไม่สมบูรณ์  ดังที่  ชรีละรูพะ  โกสวามี  ได้ยืนยันไว้ใน  บัฺคธิ-ระสามริทะ-สินดํุ  (1.2.258)  ว่า

พราพันชิคะทะยา บุดดฺยา
ฮะริ-สัมบันดิฺ-วัสทุนะฮ

มุมุคชุบิฺฮ พะริทยาโก
ไวรากยัม พัฺลกุ คัทฺยะเท

“เมื่อบุคคลผู้มีความกระตือรือร้นที่จะบรรลุความหลุดพ้น  สละสิ่งต่าง  ๆ  ที่สัมพันธ์  กับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  โดยคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นวัตถุ  การสละเช่นนี้ถือว่าไม่  สมบูรณ์”  การเสียสละหรือการปล่อยวางที่สมบูรณ์จะเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในความรู้ที่ว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เป็นขององค์ภควาน  เมื่อเป็นเช่นนี้  จึงไม่ควรมีผู้ใดอ้างความเป็น  เจ้าของในสิ่งใด  ๆ  เราควรเข้าใจว่าอันที่จริงไม่มีอะไรเป็นของใคร  ดังนั้น  จึงไม่มีผู้ใดจะ  ต้องไปเสียสละอะไร  ผู้ที่ทราบว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสมบัติของคริชณะจะสถิตในความ  ปล่อยวางหรือเสียสละอยู่เสมอ  เนื่องจากทุกสิ่งอย่างป็นของคริชณะจึงควรถูกนำมาใช้  เพื่อเป็นการรับใช้คริชณะ  การปฏิบัติที่สมบูรณ์แบบในคริชณะจิตสำนึกเช่นนี้ดีกว่าการ  เสียสละหรือการปล่อยวางที่ฝืนธรรมชาติโดย  สันนยาสี  แห่งสถาบัน  มายาวาดี

โศลก 3 (5.3)

กเยยะฮ สะ นิทยะ-สันนยาสี
โย นะ ดเวชทิ นะ คางคชะทิ

นิรดวันดโว ฮิ มะฮา-บาโฮ
สุคฺัม บันดฺาท พระมุชยะเท

กเยยะฮ  -  ควรรู้, สะฮ  -  เขา, นิทยะ  -  เสมอ, สันนยาสี  -  ผู้สละทางโลก, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, นะ  -  ไม่ เคย, ดเวชทิ  -  เกลียดชัง, นะ  -  หรือไม่, คางคชะทิ  -  ปรารถนา, นิรดวันดวะฮ  -  เป็นอิสระ จากมวลสิ่งคู่, ฮิ  -  แน่นอน, มะฮา-บาโฮ  -  โอ้ ยอดนักรบ, สุคัฺม  -  มีความสุข, บันดฺาท  -  จาก พันธนาการ, พระมุชยะเท  -  หลุดพ้นอย่างสมบูรณ์

คำแปล

ผู้ที่ไม่รังเกียจกิจกรรมและไม่ปรารถนาผลตอบแทนจากกิจกรรมของตนเอง  ได้  ชื่อว่าเป็นผู้เสียสละอยู่เสมอ  บุคคลเช่นนี้เป็นอิสระจากมวลสิ่งคู่  ข้ามพ้นจาก  พันธนาการทางวัตถุได้โดยง่ายดาย  และได้รับความหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์  โอ้  อารจุนะ  ยอดนักรบ

คำอธิบาย

บุคคลที่อยู่ในคริชณะจิตสำนึกเป็นผู้เสียสละอยู่เสมอ  เพราะไม่รู้สึกรังเกียจ  หรือต้องการผลตอบแทนจากการกระทำของตนเอง  ผู้เสียสละเช่นนี้อุทิศตนรับใช้  ด้วยความรักทิพย์ต่อองค์ภควาน  มีวุฒิภาวะที่สมบูรณ์เพราะทราบดีถึงสถานภาพพื้น  ฐานของตนเองในความสัมพันธ์กับคริชณะ  ทราบเป็นอย่างดีว่าคริชณะทรงเป็นส่วนที่  สมบูรณ์  และตนเองเป็นเพียงละอองอณูของพระองค์  ความรู้เช่นนี้สมบูรณ์เพราะว่า  ถูกต้องทั้งคุณภาพและปริมาณ  ทัศนคติที่มาเป็นหนึ่งเดียวกับคริชณะไม่ถูกต้อง  เพราะ  ว่าละอองอณูจะมาเทียบเท่ากับส่วนที่สมบูรณ์บริบูรณ์สูงสุดไม่ได้  ความรู้ที่ว่าเป็นหนึ่ง  เดียวกันในคุณภาพแต่แตกต่างกันในปริมาณเป็นความรู้ทิพย์ที่ถูกต้อง  ซึ่งจะนำเราไปสู่  ความสมบูรณ์ในตนเองโดยปราศจากสิ่งที่ปรารถนาหรือสิ่งที่ต้องเศร้าโศก  ภายในจิตใจ  ปราศจากสิ่งคู่เพราะว่าอะไรก็แล้วแต่ที่ทำจะทำไปเพื่อคริชณะ  เนื่องจากเป็นอิสระจาก  ระดับของสิ่งคู่ท่านจึงหลุดพ้นอยู่เสมอถึงแม้ว่าจะอยู่ในโลกวัตถุนี้

โศลก 4 (5.4)

สางคฺยะ-โยโก พริทฺัก บาลาฮ
พระวะดันทิ นะ พัณดิทาฮ

เอคัม อพิ อาสทิฺทะฮ สัมยัก
อุบฺะโยร วินดะเท พฺะลัม

สางคฺยะ  -  การศึกษาวิเคราะห์โลกวัตถุ, โยโก  -  ทำงานด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้, พริทฺัค  -  แตกต่าง, บาลาฮ  -  ผู้ด้อยปัญญา, พระวะดันทิ  -  พูด, นะ  -  ไม่เคย, พัณดิทาฮ  -  บัณฑิต, เอคัม  -  ในหนึ่ง, อพิ  -  ถึงแม้, อาสทิฺทะฮ  -  สถิต, สัมยัค  -  สมบูรณ์, อุบฺะโยฮ  -  ของ ทั้งสอง, วินดะเท  -  ได้รับความสุข, พฺะลัม  -  ผล

คำแปล

คนโง่เท่านั้นที่พูดว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้  (คารมะ-โยกะ)  แตกต่างจากการ  ศึกษาวิเคราะห์โลกวัตถุ  (สางคฺยะ)  พวกบัณฑิตที่แท้จริงกล่าวว่าผู้ใดปฏิบัติตนดี  หนึ่งในสองวิถีทางนี้จะบรรลุผลทั้งสอง

คำอธิบาย

จุดมุ่งหมายของการศึกษาวิเคราะห์โลกวัตถุก็เพื่อที่จะค้นหาว่ามีดวงวิญญาณ  ดวงวิญญาณของโลกวัตถุคือพระวิชณุหรือองค์อภิวิญญาณ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้  องค์ภควานนำมาซึ่งการรับใช้อภิวิญญาณ  วิธีหนึ่งเป็นการค้นหารากของต้นไม้และอีก  วิธีหนึ่งเป็นการรดน้ำที่รากของต้นไม้  นักศึกษาที่แท้จริงของปรัชญา  สางคฺยะ  ค้นพบ  รากของโลกวัตถุคือพระวิชณุ  และด้วยความรู้ที่สมบูรณ์เขาจะปฏิบัติรับใช้องค์ภควาน  ดังนั้น  ในจุดสำคัญไม่มีข้อแตกต่างกันทั้งสองวิธี  เพราะว่าจุดมุ่งหมายของทั้งสองเหมือน  กันคือพระวิชณุ  ผู้ที่ไม่รู้เป้าหมายสูงสุดกล่าวว่าจุดประสงค์ของ  สางคฺยะ  และ  คารมะ-  โยกะ  ไม่เหมือนกัน  แต่ผู้ที่เป็นบัณฑิตทราบว่าทั้งสองวิธีที่แตกต่างกันนี้มีจุดมุ่งหมาย  เหมือนกัน

โศลก 5 (5.5)

ยัท สางคฺไยฮ พราพยะเท สทฺานัม
ทัด โยไกร อพิ กัมยะเท

เอคัม สางคฺยัม ชะ โยกัม ชะ
ยะฮ พัชยะทิ สะ พัชยะทิ

ยัท  -  อะไร, สางคฺไยฮ  -  ด้วยวิธีของปรัชญาสางคฺยะ, พราพยะเท  -  บรรลุ, สทฺานัม  -  สถาน ที่, ทัท  -  นั้น, โยไกฮ  -  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้, อพิ  -  เช่นกัน, กัมยะเท  -  เราสามารถ ได้รับ, เอคัม  -  หนึ่ง, สางคฺยัม  -  การศึกษาวิเคราห์, ชะ  -  และ, โยกัม -ปฏิบัติในการอุทิศตน เสียสละ, ชะ  -  และ, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, พัชยะทิ  -  เห็น, สะฮ-เขา, พัชยะทิ  -  เห็นโดยแท้จริง

คำแปล

ผู้ที่รู้ว่าสภาวะที่ไปถึงด้วยวิธีการศึกษาวิเคราะห์สามารถบรรลุถึงได้ด้วยการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้เช่นเดียวกัน  ดังนั้น  จึงเห็นว่าการศึกษาวิเคราะห์และการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้อยู่ในระดับเดียวกัน  ผู้นี้เห็นสิ่งต่าง  ๆ  ตามความเป็นจริง

คำอธิบาย

จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการค้นคว้าทางปรัชญาคือการค้นหาเป้าหมายสูงสุด  ของชีวิต  เนื่องจากเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือการรู้แจ้งตนเอง  จึงไม่มีข้อแตกต่าง  ระหว่างผลสรุปที่บรรลุได้ด้วยทั้งสองวิธี  ด้วยการค้นคว้าทางปรัชญา  สางคฺยะ  เราสรุป  ได้ว่าสิ่งมีชีวิตไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของโลกวัตถุแต่เป็นส่วนของดวงวิญญาณที่สมบูรณ์  สูงสุด  ดังนั้น  ดวงวิญญาณของเราจึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับโลกวัตถุ  การปฏิบัติของ  เราจึงต้องมีความสัมพันธ์กับองค์ภควาน  เมื่อปฏิบัติตนในคริชณะจิตสำนึกเราอยู่ใน  สถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของเรา  ในวิธีแรกหรือ  สางคฺยะ  คือเราต้องไม่ยึดติดกับวัตถุ  และในวิธีโยคะแห่งการอุทิศตนเสียสละเราต้องยึดมั่นอยู่กับงานในคริชณะจิตสำนึก  อัน  ที่จริงทั้งสองวิธีนี้เหมือนกัน  แม้ว่าโดยผิวเผินวิธีหนึ่งจะเกี่ยวกับการไม่ยึดติด  และอีกวิธี  หนึ่งเกี่ยวกับการยึดมั่น  การไม่ยึดติดกับวัตถุและการยึดมั่นกับคริชณะเป็นหนึ่งเดียวกัน  ผู้ที่เห็นเช่นนี้เห็นสิ่งต่าง  ๆ  ตามความเป็นจริง

โศลก 6 (5.6)

สันนยาสัส ทุ มะฮา-บาโฮ
ดุฮคฺัม อาพทุม อโยกะทะฮ

โยกะ-ยุคโท มุนิร บระฮมะ
นะ ชิเรณาดิฺกัชชฺะทิ

สันนยาสะฮ -ชีวิตสละโลกวัตถุ, ทุ  -  แต่, มะฮา-บาโฮ  -  โอ้ ยอดนักรบ, คุฮคัฺม  -  ความ ทุกข์, อาพทุม  -  ซึ่งทำให้ตนลำบาก, อโยกะทะฮ  -  ปราศจากการอุทิศตนเสียสละรับใช้, โยกะ-ยุคทะฮ  -  ผู้ปฏิบัติตนในการอุทิศตนเสียสละรับใช้, มุนิฮ  -  นักคิด, บระฮมะ  -  สูงสุด, นะชิเรณะ  -  โดยไม่รอช้า, อดิฺกัชชฺะทิ  -  ได้รับ

คำแปล

หากเพียงแต่สละกิจกรรมทั้งหมดโดยไม่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์  ภควาน  ไม่สามารถทำให้เรามีความสุข  แต่ผู้ที่ใคร่ครวญรอบคอบปฏิบัติในการ  อุทิศตนเสียสละรับใช้สามารถบรรลุถึงองค์ภควานโดยไม่ล่าช้า

คำอธิบาย

มีสันนยาสี  หรือผู้ปฏิบัติตนสละโลกวัตถุอยู่สองประเภทมายาวาดี  สันนยาสี  ปฏิบัติในการศึกษาปรัชญา  สางคฺยะ  ขณะที่  ไวชณะวะ  สันนยาสี  ปฏิบัติในการศึกษา  ปรัชญา  บฺากะวะธัม  ซึ่งให้คำอธิบาย  เวดานธะ-สูทระ  อย่างถูกต้อง  มายาวาดี  สันนยาสี  ศึกษาเวดานธะ-สูทระ  เหมือนกัน  แต่ใช้คำอธิบายของพวกตนเรียกว่า  ชารีระคะ-บฺาชยะ  เขียนโดยชังคะราชารยะ  นักศึกษาของสถาบัน  บฺากะวะธะ  ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละ  รับใช้องค์ภควานตามกฎเกณฑ์ของ  พานชะราทริคี  ดังนั้น  ไวชณะวะ  สันนยาสี  จึงมีการ  ปฏิบัติรับใช้ทิพย์อย่างมากมายแด่องค์ภควาน  ไวชณะวะ  สันนยาสี  ไม่มีอะไรที่จะต้อง  ทำเกี่ยวกับกิจกรรมทางวัตถุ  แต่ยังปฏิบัติกิจกรรมมากมายในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  องค์ภควาน  แต่  มายาวาดี  สันนยาสี  ปฏิบัติในการศึกษา  สางคฺยะ  และ  เวดานธะ  และได้  แต่คาดคะเน  ไม่สามารถได้รับรสแห่งการรับใช้ทิพย์แด่องค์ภควาน  เพราะว่าการศึกษา  เช่นนี้น่าเบื่อมาก  บางครั้งจะเบื่อหน่ายต่อการคาดคะเน  บระฮมัน  แล้วจึงมาพึ่ง  บฺากะ-  วะธัม  โดยปราศจากความเข้าใจที่ถูกต้อง  ดังนั้น  การศึกษา  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ของ  พวกนี้จึงมีปัญหา  การคาดคะเนอย่างลม  ๆ  แล้ง  ๆ  และการตีความที่ไร้รูปลักษณ์ด้วย  วิธีที่ผิดธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงสำหรับมายาวาดี  สันนยาสี  ในขณะที่  ไวชณะวะ  สันนยาสี  ผู้ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ได้รับความสุขอยู่ตลอดเวลาใน  การปฏิบัติหน้าที่ทิพย์  และรับประกันได้ว่าในที่สุดจะบรรลุถึงอาณาจักรแห่งองค์ภควาน  มายาวาดี  สันนยาสี  บางครั้งตกต่่ำลงจากวิถีแห่งความรู้แจ้งแห่งตน  และเข้าไปร่วมกับ  กิจกรรมทางวัตถุ  เช่น  การทำทานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสละความเห็นแก่ตัว  ซึ่งเป็น  กิจกรรมทางวัตถุ  ดังนั้น  ผลสรุปคือผู้ที่ปฏิบัติในกิจกรรมของคริชณะจิตสำนึกสถิตใน  ตำแหน่งที่ดีกว่าพวก  สันนยาสี  ที่ปฏิบัติเพียงแค่คาดคะเนว่าอะไรคือ  บระฮมัน  และอะไร  ไม่ใช่  บระฮมัน  ถึงแม้ว่าหลังจากหลายต่อหลายชาติพวกนี้ก็จะกลายมาเป็น  คริชณะ  จิตสำนึก

โศลก 7 (5.7)

โยกะ-ยุคโท วิชุดดฺาทมา
วิจิทาทมา จิเทนดริยะฮ

สารวะ-บํูทาทมะ-บํูทาทมา
คุรวันน อพิ นะ ลิพยะเท

โยกะ-ยุคทะฮ  -  ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้, วิชุดดะ-อาทมา  -  วิญญาณผู้บริสุทธิ์, วิจิทะ-อาทมา  -  ควบคุมตนเองได้, จิทะ-อินดริยะฮ  -  ได้ปรามประสาทสัมผัส, สารวะ- บํูทะ  -  แด่มวลชีวิต, อาทมะ-บํูทะ-อาทมา  -  เมตตากรุณา, คุรวัน อพิ  -  แม้ปฏิบัติงาน, นะ  -  ไม่เคย, ลิพยะเท  -  ถูกพันธนาการ

คำแปล

ผู้ที่ทำงานด้วยการอุทิศตนเสียสละ  มีดวงวิญญาณบริสุทธิ์  สามารถควบคุม  จิตใจและประสาทสัมผัสของตนเองได้  จะเป็นที่รักของทุกคน  และทุกคนก็เป็น  ที่รักของเขา  แม้ทำงานอยู่ตลอดเวลา  แต่บุคคลเช่นนี้จะไม่มีวันถูกพันธนาการ

คำอธิบาย

ผู้ที่อยู่บนหนทางแห่งความหลุดพ้นในคริชณะจิตสำนึกเป็นที่รักยิ่งของทุก  ๆ  ชีวิตและทุกชีวิตก็เป็นที่รักของท่าน  ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เนื่องมาจากมีคริชณะจิตสำนึก  บุคคลนี้ไม่สามารถคิดว่าสิ่งมีชีวิตใด  ๆ  สามารถแยกออกจากคริชณะได้  ดังเช่นใบไม้และ  กิ่งไม้ที่ไม่สามารถแยกออกจากต้นไม้ได้ฉันใด  ท่านทราบดีว่าจากการรดน้ำที่รากของ  ต้นไม้  น้ำจะถูกแจกจ่ายไปที่ใบและกิ่งก้านทั้งหมด  หรือจากการส่งอาหารไปที่กระเพาะ  อาหารพลังงานจะถูกส่งไปทั่วร่างกายโดยปริยาย  เพราะผู้ที่ทำงานในคริชณะจิตสำนึก  เป็นผู้รับใช้ของมวลชีวิต  จึงเป็นที่รักยิ่งของทุก  ๆ  คน  และเนื่องจากทุกคนได้รับความ  พึงพอใจจากงานของท่าน  จึงทำให้มีจิตสำนึกที่บริสุทธิ์  เนื่องจากมีจิตสำนึกที่บริสุทธิ์  จิตใจจึงอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์  และเนื่องจากจิตใจอยู่ภายใต้การควบคุม  ประสาทสัมผัสก็อยู่ภายใต้การควบคุมเช่นเดียวกัน  เนื่องจากจิตใจตั้งมั่นอยู่ที่  คริชณะ  เสมอท่านจึงไม่มีโอกาสเบี่ยงเบนไปจากคริชณะ  หรือเปิดโอกาสให้ประสาทสัมผัสของ  ท่านปฏิบัติในสิ่งที่มิใช่เป็นการรับใช้องค์ภควาน  ท่านจะไม่ชอบฟังอะไรนอกจากเรื่อง  ราวที่เกี่ยวกับคริชณะ  จะไม่ชอบรับประทานอะไรที่ไม่ได้ถวายให้คริชณะ  และจะไม่  ปรารถนาจะไปไหนหากคริชณะทรงไม่มีส่วนร่วม  ดังนั้น  ประสาทสัมผัสของท่านอยู่  ภายใต้การควบคุม  บุคคลที่ประสาทสัมผัสอยู่ภายใต้การควบคุมไม่สามารถก้าวร้าวผู้  ใด  อาจมีคนถามว่า  “แล้วทำไมอารจุนะจึงทรงก้าวร้าวผู้อื่นในสนามรบ?  ท่านมีคริชณะ  จิตสำนึกอยู่ใช่หรือไม่?”  อารจุนะทรงก้าวร้าวโดยผิวเผินเท่านั้น  (ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วใน  บทที่สอง)  เพราะว่าผู้ที่มารวมกันอยู่ในสนามรบจะยังคงมีปัจเจกชีวิตอยู่ต่อไปเนื่องจาก  ดวงวิญญาณไม่สามารถถูกฆ่าได้  ฉะนั้น  ในวิถีทิพย์ไม่มีผู้ใดถูกฆ่าในสนามรบ  คุรุคเช  ทระ  เพียงแต่เสื้อผ้าของพวกเขาเท่านั้นที่ได้ถูกเปลี่ยนไปโดยคำสั่งของคริชณะผู้ทรง  ปรากฏพระวรกายด้วยพระองค์เอง  ดังนั้น  ในขณะที่อารจุนะทรงต่อสู้อยู่ที่สนามรบ  คุรุคเชทระ  อารจุนะทรงมิได้ต่อสู้จริง  ๆ  ท่านเพียงแต่ปฏิบัติตามคำสั่งของคริชณะ  ด้วย  คริชณะจิตสำนึกที่สมบูรณ์  บุคคลเช่นนี้จะไม่มีวันถูกพันธนาการอยู่ในวิบากกรรม

โศลก 8-9 (5.8-9)

ไนวะ คินชิท คะโรมีทิ
ยุคโท มันเยทะ ทัททวะ-วิท

พัชยัน ชริณวัน สพริชัน จิกฺรันน
อัชนัน กัชชฺัน สวะพัน ชวะสัน
พระละพัน วิสริจัน กรฺิณันน
อุนมิชัน นิมิชันน อพิ

อินดริยาณีนดริยารเทฺชุ
วารทันทะ อิทิ ดฺาระยัน

นะ  -  ไม่, เอวะ  -  แน่นอน, คินชิท  -  สิ่งใด ๆ, คะโรมิ  -  ข้าพเจ้าทำ, อิทิ  -  ดังนั้น, ยุคทะฮ  -  ปฏิบัติ อยู่ในจิตสำนึกทิพย์, มันเยทะ  -  คิด, ทัททวะ-วิท  -  ผู้ที่ทราบความจริง, พัชยัน -เห็น, ชริณ- วัน  -  ได้ยิน, สพริชัน  -  สัมผัส, จิกฺรัน  -  กลิ่น, อัชนัน  -  รับประทาน, กัชชัฺน  -  ไป, สวะพัน  -  ฝัน, ชวะสัน  -  หายใจ, พระละพัน  -  พูด, วิสริจัน  -  ยกเลิก, กริฮณัน  -  ยอมรับ, อุนมิชัน  -  เปิด, นิมิชัน  -  ปิด, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, อินดริยาณิ  -  ประสาทสัมผัส, อินดริยะ-อารเทฺชุ  -  ในการสนอง ประสาทสัมผัส, วารทันเท  -  ปล่อยให้พวกเขาปฏิบัติ, อิทิ  -  ดังนั้น, ดฺาระยัน  -  พิจารณา

คำแปล

บุคคลผู้อยู่ในจิตสำนึกทิพย์  แม้ปฏิบัติอยู่ในการเห็น  ได้ยิน  สัมผัส  ดมกลิ่น  รับ  ประทาน  เคลื่อนไหวไปมา  นอน  และหายใจ  ทราบดีอยู่ภายในตัวเสมอว่า  อันที่  จริงตนเองไม่ได้ทำอะไรเลย  เพราะว่าขณะที่กำลังพูด  ถ่าย  รับ  หรือเปิดปิดตา  เขาทราบเสมอว่าประสาทสัมผัสวัตถุเท่านั้นที่ปฏิบัติอยู่กับรูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  และตัวเขาเองอยู่ห่างจากสิ่งเหล่านี้

คำอธิบาย

บุคคลในคริชณะจิตสำนึกมีความเป็นอยู่ที่บริสุทธิ์  ฉะนั้น  ท่านไม่มีอะไร  เกี่ยวข้องกับงานใด  ๆ  ที่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยทั้งใกล้และไกลห้าประการคือ  ผู้กระทำ  งาน  สถานการณ์  ความพยายาม  และโชคลาภ  เป็นเช่นนี้เพราะว่าท่านปฏิบัติในการรับใช้ทิพย์  ด้วยความรักต่อคริชณะ  ถึงแม้ดูเหมือนว่าปฏิบัติด้วยร่างกายและประสาทสัมผัส  ท่าน  รู้สำนึกอยู่เสมอถึงสถานภาพอันแท้จริงในการปฏิบัติทิพย์  ในวัตถุจิตสำนึก  ประสาท  สัมผัสปฏิบัติเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  แต่ในคริชณะจิตสำนึกประสาทสัมผัส  ปฏิบัติเพื่อสนองประสาทสัมผัสของคริชณะให้ทรงพอพระทัย  ดังนั้น  บุคคลผู้มีคริชณะ  จิตสำนึกจะเป็นอิสระอยู่เสมอถึงแม้จะดูเหมือนว่าตัวท่านปฏิบัติอยู่ในภารกิจของ  ประสาทสัมผัส  กิจกรรมต่าง  ๆ  เช่น  การเห็นและได้ยินเป็นการปฏิบัติของประสาทสัมผัส  เพื่อให้ได้ความรู้  ขณะที่การเคลื่อนไหว  การพูด  การขับถ่าย  ฯลฯ  เป็นการปฏิบัติของ  ประสาทสัมผัสเพื่อทำงาน  บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกไม่มีวันได้รับผลกระทบจากการ  ปฏิบัติของประสาทสัมผัส  ท่านไม่สามารถปฏิบัติสิ่งใดนอกจากการรับใช้องค์ภควาน  เพราะทราบดีว่า  ตัวท่านเป็นผู้รับใช้นิรันดรของคริชณะ

โศลก 10 (5.10)

บระฮมะณิ อาดฺายะ คารมาณิ
สังกัม ทยัคทวา คะโรทิ ยะฮ

ลิพยะเท นะ สะ พาเพนะ
พัดมะ-พัทรัม อิวามบฺะสา

บระฮมะณิ  -  แด่องค์ภควาน, อาดฺายะ  -  สละ, คารมาณิ  -  งานทั้งหมด, สังกัม  -  การยึดติด, ทยัคทวา  -  ยกเลิก, คะโรทิ  -  ปฏิบัติ, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, ลิพยะเท  -  มีผลกระทบ, นะ  -  ไม่, สะฮ  -  เขา, พาเพนะ  -  ด้วยความบาป, พัดมะ-พัทรัม  -  ใบบัว, อิวะ  -  เหมือน, อัมบฺะสา  -  ด้วยน้ำ

คำแปล

ผู้ปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยปราศจากการยึดติด  ศิโรราบผลของงานแด่องค์  ภควาน  จะไม่ได้รับผลกระทบจากการทำบาป  เสมือนดั่งเช่นใบบัวที่น้ำไม่  สามารถซึมเข้าไปได้ฉันใด

คำอธิบาย

ณ  ที่นี้คำว่า  บระฮมะณิ  หมายถึงในคริชณะจิตสำนึก  โลกวัตถุคือปรากฏการณ์  มวลรวมของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  เรียกทางเทคนิคว่าพระดฺานะ  บทมนต์  พระเวท  สารวัม  ฮิ  เอทัด  บระฮมะ  (มาณดุคยะ  อุพะนิชัด  2),  ทัสมาด  เอทัด  บระฮ-  มะ  นามะ-รูพัม  อันนัม  ชะ  จายะเท  (มุณดะคะ  อุพะนิชัด  1.2.10),  และใน  ภควัต-  คีตา  (14.3),  มะมะ  โยนิร  มะฮัด  บระฮมะ  แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกวัตถุคือ  ปรากฏการณ์ของ  บระฮมัน  แม้ว่าผลจะปรากฎออกมาแตกต่างกัน  แต่มันไม่แตกต่าง  จากแหล่งกำเนิด  ใน  อีโชพะนิชัด  ได้กล่าวไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างสัมพันธ์กับ  บระฮมัน  สูง  สุดหรือคริชณะ  ฉะนั้น  ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเป็นของพระองค์เท่านั้น  ผู้ที่ทราบดีว่าทุกสิ่งทุก  อย่างเป็นของคริชณะ  และพระองค์ทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง  ดังนั้น  ทุกสิ่งทุกอย่าง  จึงควรนำมารับใช้องค์ภควาน  โดยธรรมชาติตัวท่านไม่เกี่ยวข้องกับผลของกิจกรรมไม่  ว่าจะเป็นผลบุญหรือบาป  ร่างวัตถุของทุก  ๆ  คนเป็นของขวัญจากองค์ภควานเพื่อปฏิบัติ  งานบางอย่างโดยเฉพาะ  เราสามารถนำมาใช้ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกได้  เมื่อเป็นเช่นนี้  จึงอยู่เหนือมลทินจากผลแห่งบาป  เช่นเดียวกับใบบัวถึงแม้จะอยู่ในน้ำแต่ไม่เปียก  องค์  ภควานตรัสไว้ใน  คีตา  (3.30.)  เช่นกันว่า  มะยิ  สารวาณิ  คารมาณิ  สันนยัสยะ  “จงสละ  งานทั้งหมดแด่ข้า  (คริชณะ)”  ข้อสรุปคือบุคคลผู้ปราศจากคริชณะจิตสำนึกปฏิบัติตาม  ทัศนคติของร่างกายและประสาทสัมผัสวัตถุ  แต่บุคคลในคริชณะจิตสำนึกปฏิบัติตาม  ความรู้ที่ว่าร่างกายเป็นสมบัติของคริชณะ  ดังนั้น  จึงควรใช้ไปในการรับใช้คริชณะ

โศลก 11 (5.11)

คาเยนะ มะนะสา บุดดฺยา
เควะไลร อิรดริไยร อพิ

โยกินะฮ คารมะ คุรวันทิ
สังกัม ทยัคทวาทมะ-ชุดดฺะเย

คาเยนะ  -  ด้วยร่างกาย, มะนะสา  -  ด้วยจิตใจ, บุดดฺยา  -  ด้วยปัญญา, เควะไลฮ  -  บริสุทธิ์, อินดริไยฮ  -  ด้วยประสาทสัมผัส, อพิ  -  แม้แต่, โยกินะฮ  -  บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึก, คารมะ  -  การกระทำ, คุรวันทิ  -  พวกเขาปฏิบัติ, สังกัม  -  การยึดติด, ทยัคทวา  -  สละ, อาทมะ  -  ของตนเอง, ชุดดฺะเย  -  เพื่อจุดมุ่งหมายแห่งความบริสุทธิ์

คำแปล

โยคีผู้สละความยึดติด  ปฏิบัติด้วยร่างกาย  จิตใจ  ปัญญา  และแม้แต่ด้วย  ประสาทสัมผัส  เพียงเพื่อจุดมุ่งหมายแห่งความบริสุทธิ์เท่านั้น

คำอธิบาย

เมื่อเราปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกโดยสนองประสาทสัมผัสของคริชณะเพื่อให้  พระองค์ทรงพอพระทัย  การปฏิบัติไม่ว่าด้วยส่วนไหน  เช่น  ร่างกาย  จิตใจ  ปัญญา  หรือ  แม้แต่ประสาทสัมผัสจะทำให้บริสุทธิ์จากมลทินทางวัตถุ  และจะไม่มีวิบากกรรมทาง  วัตถุใด  ๆ  ที่เป็นผลมาจากกิจกรรมของผู้มีคริชณะจิตสำนึก  ฉะนั้น  กิจกรรมบริสุทธิ์  โดยทั่วไปเรียกว่า  สัด-อาชาระ  สามารถปฏิบัติได้โดยง่ายด้วยการปฏิบัติในคริชณะ  จิตสำนึก  ชรี  รูพะ  โกสวามี  ใน  บฺัคธิ-ระสามริทะ-สินดํุ  (1.2.187)  ได้อธิบายไว้ดังนี้

อีฮา ยัสยะ ฮะเรร ดาสเย
คารมะณา มะนะสา กิรา

นิคิฺลาสุ อพิ อวัสทฺาสุ
จีวัน-มุคทะฮ สะ อุชยะเท

“บุคคลผู้ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก  (หรืออีกนัยหนึ่งรับใช้คริชณะ)  ด้วยร่างกาย  จิตใจ  ปัญญา  และคำพูดเป็นผู้หลุดพ้นแม้อยู่ในโลกวัตถุ  ถึงแม้ท่านอาจปฏิบัติสิ่งที่เรียกว่า  กิจกรรมทางวัตถุมากมาย”  แต่ไม่มีอหังการเพราะท่านไม่เชื่อว่าตัวท่านคือร่างวัตถุนี้  หรือว่าตัวท่านเป็นเจ้าของร่างวัตถุ  รู้ดีว่าตัวท่านไม่ใช่ร่างกายนี้และร่างกายนี้ไม่ใช่เป็น  ของท่าน  ตัวท่านเองเป็นของคริชณะ  และร่างกายก็เช่นกันเป็นของคริชณะ  เมื่อนำทุกสิ่ง  ทุกอย่างที่ผลิตโดย  ร่างกาย  จิตใจ  ปัญญา  คำพูด  ชีวิต  ทรัพย์สมบัติ  ฯลฯ  และอะไรก็  แล้วแต่ที่ท่านอาจเป็นเจ้าของ  นำมารับใช้คริชณะ  เช่นนี้  ท่านจะประสานกับคริชณะทันที  โดยเป็นหนึ่งเดียวกับคริชณะ  และปราศจากอหังการที่จะนำท่านให้เชื่อว่าตัวท่านคือ  ร่างกาย  ฯลฯ  นี่คือระดับสมบูรณ์แห่งคริชณะจิตสำนึก

โศลก 12 (5.12)

ยุคทะฮ คารมะ-พฺะลัม ทยัคทวา
ชานทิม อาพโนทิ ไนชทฺิคีม

อยุคทะฮ คามะ-คาเรณะ
พฺะเล สัคโท นิบัดฮยะเท

ยุคทะฮ  -  ผู้ปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้, คารมะ-พฺะลัม  -  ผลของกิจกรรมทั้งหมด, ทยัคทวา  -  สละ, ชานทิม  -  ความสงบอันสมบูรณ์, อาพโนทิ  -  ได้รับ, ไนชทิฺคีม  -  แน่วแน่, อยุคทะฮ  -  ผู้ที่ไม่อยู่ในคริชณะจิตสำนึก, คามะ-คาเรณะ  -  เพื่อความสุขกับผลของงาน, พฺะเล  -  ในผล, สัคทะฮ  -  ยึดติด, นิบัดฮยะเท  -  ถูกพันธนาการ

คำแปล

ดวงวิญญาณผู้อุทิศตนเสียสละอยู่เสมอได้รับความสงบที่บริสุทธิ์  เพราะถวายผล  ของกิจกรรมทั้งหมดแด่ข้า  ขณะที่ผู้ไม่ร่วมกับองค์ภควาน  โลภในผลแห่งแรงงาน  ของตน  จะถูกพันธนาการ

คำอธิบาย

ข้อแตกต่างระหว่างบุคคลในคริชณะจิตสำนึกและบุคคลในร่างกายจิตสำนึก  คือ  คนหนึ่งยึดมั่นกับคริชณะและอีกคนหนึ่งยึดติดกับผลของกิจกรรมของตนเอง  บุคคล  ผู้ยึดมั่นต่อคริชณะและทำงานเพื่อพระองค์เท่านั้น  แน่นอนว่าเป็นผู้หลุดพ้นและจะไม่มี  ความวิตกกังวลกับผลงานของตนเอง  ใน  บฺากะวะธัม  อธิบายว่าสาเหตุแห่งความวิตก  กังวลกับผลของกิจกรรมเกิดจาการทำหน้าที่ในทัศนคติของสิ่งคู่  โดยไม่มีความรู้แห่ง  สัจธรรมที่สมบูรณ์  คริชณะทรงเป็นสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดองค์ภควาน  ในคริชณะ  จิตสำนึกไม่มีสิ่งคู่  ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เป็นผลผลิตจากพลังงานของคริชณะ  และ  คริชณะทรงดีไปหมด  ฉะนั้น  กิจกรรมในคริชณะจิตสำนึกจึงอยู่ในระดับที่สมบูรณ์  เป็น  ทิพย์  และไม่มีผลทางวัตถุ  ผู้ปฏิบัติจึงเปี่ยมไปด้วยความสงบในคริชณะจิตสำนึก  แต่  ผู้ที่ถูกพันธนาการอยู่ในการคำนวณผลกำไรเพื่อสนองประสาทสัมผัสไม่สามารถได้รับ  ความสงบเช่นนี้  นี่คือความลับของคริชณะจิตสำนึก  ความรู้แจ้งที่ว่าไม่มีสิ่งอื่นใดมีอยู่  นอกจากคริชณะคือฐานแห่งความสงบและความไม่กลัว

โศลก 13 (5.13)

สารวะ-คารมาณิ มะนะสา
สันนยัสยาสเท สุคฺัม วะชี

นะวะ-ดวาเร พุเร เดฮี
ไนวะ คุรวัน นะ คาระยัน

สารวะ  -  ทั้งหมด, คารมาณิ  -  กิจกรรม, มะนะสา  -  ด้วยจิตใจ, สันนยัสยะ  -  สละ, อาสเท  -  คงอยู่, สุคัฺม  -  ในความสุข, วะชี  -  ผู้ควบคุม, นะวะ-ดวาเร  -  ในสถานที่ที่มีเก้าประตู, พุเร  -  ในเมือง, เดฮี  -  วิญญาณในร่าง, นะ  -  ไม่, เอวะ  -  แน่นอน, คุรวัน  -  ทำอะไร, นะ  -  ไม่, คาระ ยัน  -  เป็นต้นเหตุให้ทำ

คำแปล

เมื่อดวงชีวิตในร่างควบคุมธรรมชาติของตนเองได้  และด้วยจิตใจที่สละการกระ  ทำทั้งหมด  เขาเป็นผู้พำนักอยู่ในเมืองที่มีเก้าประตู  (ร่างวัตถุ)  อย่างมีความสุข  ไม่ได้ทำงานหรือเป็นต้นเหตุให้งานสำเร็จ

คำอธิบาย

วิญญาณในร่างอาศัยอยู่ในเมืองที่มีเก้าประตู  กิจกรรมของร่างกายหรือเมือง  อุปมาแห่งร่างกาย  ธรรมชาติวัตถุเฉพาะระดับเป็นผู้ควบคุมโดยปริยาย  ดวงวิญญาณ  ถึงแม้ว่าจะทำตัวเองให้ขึ้นอยู่กับสภาวะของร่างกาย  สามารถอยู่เหนือสภาวะเหล่านี้ได้  หากตัวเขาต้องการ  ที่เป็นเช่นนี้เพราะลืมธรรมชาติที่สูงกว่าของตนและไปสำคัญตัวเอง  กับร่างวัตถุจึงต้องรับทุกข์  คริชณะจิตสำนึกจะสามารถฟื้นฟูสถานภาพอันแท้จริงและ  ออกมาจากร่างกายนี้  เมื่อยอมรับคริชณะจิตสำนึกเราจะออกห่างจากกิจกรรมทาง  ร่างกายอย่างสมบูรณ์ทันที  ในชีวิตที่ควบคุมได้เช่นนี้  ซึ่งเจตนารมณ์ได้เปลี่ยนไป  เราจะ  มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในเมืองเก้าประตู  ได้กล่าวถึงประตูทั้งเก้าไว้ดังนี้

นะวะ-ดวาเร พุเร เดฮี
ฮัมโส เลลายะเท บะฮิฮ

วะชี สารวัสยะ โลคัสยะ
สทฺาวะรัสยะ ชะรัสยะ ชะ

“บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงประทับอยู่ภายในร่างของสิ่งมีชีวิต  และทรงเป็นผู้  ควบคุมมวลชีวิตในมวลจักรวาล  ร่างกายประกอบด้วยเก้าประตู  (สองตา  สองโพรงจมูก  สองหู  หนึ่งปาก  หนึ่งทวาร  และอวัยวะสืบพันธุ์)  สิ่งมีชีวิตในระดับวัตถุสำคัญตนเองกับ  ร่างกาย  แต่เมื่อสำคัญตนเองกับองค์ภควานภายในร่าง  เขาจะมีอิสรภาพเท่า  ๆ  กับองค์  ภควานแม้ขณะอยู่ในร่างกายนี้”  (ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  3.18)

ฉะนั้น  บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกจึงเป็นอิสระจากกิจกรรมทั้งภายนอกและ  ภายในร่างวัตถุ

โศลก 14 (5.14)

นะ คารทริทวัม นะ คารมาณิ
โลคัสยะ สริจะทิ พระบํุฮ

นะ คารมะ-พฺะละ-สัมโยกัม
สวะบฺาวัส ทุ พระวารทะเท

นะ  -  ไม่, คารทริทวัม  -  ความเป็นเจ้าของ, นะ  -  ไม่, คารมาณิ  -  กิจกรรม, โลคัสยะ  -  ของ ประชาชน, สริจะทิ -สร้าง, พระบํุฮ  -  เจ้านายของนครแห่งร่างกาย, นะ  -  ไม่, คารมะ- พฺะละ  -  ด้วยผลของกิจกรรม, สัมโยกัม  -  เชื่อม, สวะบฺาวะฮ  -  ระดับของธรรมชาติวัตถุ, ทุ  -  แต่, พระวารทะเท  -  ปฏิบัติ

คำแปล

วิญญาณในร่างเป็นเจ้าเมืองแห่งร่างกายของเขา  มิได้เป็นผู้สร้างกิจกรรม  หรือ  ว่าชักนำให้ผู้คนกระทำ  หรือว่าตัวเขาเป็นผู้สร้างผลของการกระทำ  ทั้งหมดนี้  บัญญัติโดยระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ

คำอธิบาย

สิ่งมีชีวิตซึ่งจะอธิบายในบทที่เจ็ด  เป็นหนึ่งในพลังงานหรือธรรมชาติขององค์  ภควาน  แต่แตกต่างจากวัตถุซึ่งเป็นอีกธรรมชาติหนึ่งที่ต่ำกว่าขององค์ภควาน  อย่างไร  ก็ดี  สิ่งมีชีวิตหรือธรรมชาติที่สูงกว่าได้มาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุตั้งแต่โบราณกาล  ร่างกายอันไม่ถาวรหรือสถานที่พำนักวัตถุที่เขาได้รับเป็นต้นเหตุของกิจกรรมและวิบาก  กรรมต่าง  ๆ  นานา  มีชีวิตอยู่ในบรรยากาศวัตถุเช่นนี้เขาได้รับความทุกข์จากผลกรรม  ของร่างกายเนื่องจากสำคัญตัวเองกับร่างกาย  (ในอวิชชา)  อวิชชาเป็นต้นเหตุแห่งความ  ทุกข์และความเศร้าโศกทางร่างกายที่รับเอามาตั้งแต่โบราณกาล  ทันทีที่สิ่งมีชีวิตตีตัว  ออกห่างจากกิจกรรมทางร่างกาย  ก็จะมีอิสรเสรีจากวิบากกรรมด้วย  ตราบใดที่ยังอยู่  ในนครแห่งร่างกายอาจดูเหมือนว่าเป็นเจ้านาย  แต่แท้ที่จริงไม่ได้เป็นทั้งเจ้าของหรือผู้  ควบคุมการกระทำและผลกรรมของร่างกาย  เขาเพียงแต่อยู่ในใจกลางมหาสมุทรวัตถุ  ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด  คลื่นแห่งมหาสมุทรกำลังซัดพาไป  และตัวเขาควบคุมมันไม่ได้  ผลสรุปที่ดีที่สุดของเขาคือออกจากมหาสมุทรนี้ด้วยคริชณะจิตสำนึกทิพย์  ซึ่งเป็นสิ่ง  เดียวเท่านั้นที่จะช่วยเขาให้พ้นจากความยุ่งยากทั้งปวง

โศลก 15 (5.15)

นาดัทเท คัสยะชิท พาพัม
นะ ไชวะ สุคริทัม วิบํุฮ

อกยาเนนาวริทัม กยานัม
เทนะ มุฮยันทิ จันทะวะฮ

นะ  -  ไม่, อาดัทเท  -  รับ, คัสยะชิท  -  ของผู้ใด. พาพัม  -  บาป, นะ  -  ไม่, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, สุ-คริทัม  -  กิจกรรมบุญ, วิบํุฮ  -  องค์ภควาน, อกยาเนนะ  -  ด้วยอวิชชา, อาว- ริทัม  -  ปกคลุม, กยานัม  -  ความรู้, เทนะ  -  ด้วยสิ่งนั้น, มุฮยันทิ  -  สับสน, จันทะวะฮ  -  สิ่งมี ชีวิต

คำแปล

องค์ภควานทรงมิได้ถืออภิสิทธิ์เอากิจกรรมบาปหรือบุญของผู้ใด  อย่างไรก็ดี  ดวง  วิญญาณในร่างสับสนเนื่องมาจากอวิชชาที่ปกคลุมความรู้อันแท้จริงของพวกเขา

คำอธิบาย

คำสันสกฤษ  วิบํุ  หมายความถึงองค์ภควานผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยความรู้  ความ  ร่ำรวย  พลังอำนาจ  ชื่อเสียง  ความสง่างาม  และความเสียสละ  พระองค์ทรงพึงพอ  พระทัยในพระองค์เองอยู่เสมอ  ไม่ทรงถูกรบกวนด้วยการทำบาปหรือทำบุญ  พระองค์  ทรงมิได้สร้างสถานการณ์เฉพาะสำหรับสิ่งมีชีวิตใด  ๆ  แต่สิ่งมีชีวิตสับสนด้วยอวิชชา  และต้องการให้ตนเองถูกส่งมาอยู่ในสภาวะชีวิตวัตถุบางแห่ง  ดังนั้น  โซ่ตรวนแห่ง  กรรมและวิบากกรรมจึงเริ่มขึ้น  สิ่งมีชีวิตเป็นธรรมชาติที่สูงกว่าซึ่งเปี่ยมไปด้วยความ  รู้  อย่างไรก็ดี  เขามีแนวโน้มที่จะถูกอวิชชาครอบงำอันเนื่องมาจากพลังอำนาจที่จำกัด  ในตนเอง  องค์ภควานทรงมีพระเดชทั้งปวงแต่สิ่งมีชีวิตไม่มี  พระองค์ทรงเป็น  วิบํุ  หรือ  สัพพัญญู  แต่สิ่งมีชีวิตเป็น  อณุ  หรือละอองเล็ก  ๆ  เนื่องจากเป็นวิญญาณที่มีชีวิตจึงมี  ความสามารถที่จะต้องการตามสิทธิของตน  ความต้องการเช่นนี้องค์ภควานผู้ทรงมีพระ  เดชทั้งปวงเท่านั้นที่จะตอบสนองให้ได้  ฉะนั้น  เมื่อสิ่งมีชีวิตสับสนอยู่ในความต้องการ  ของตนเอง  พระองค์ทรงอนุญาตให้เขาตอบสนองความต้องการเหล่านั้น  แต่ทรงมิได้รับ  ผิดชอบต่อกรรมหรือผลกรรมของแต่ละสถานการณ์ที่แต่ละชีวิตอาจปรารถนา  ดังนั้น  ขณะที่อยู่ในสภาวะสับสน  ชีวิตในร่างสำคัญตนเองกับสถานการณ์ร่างกายวัตถุและถูก  จำกัดอยู่ในความทุกข์และความสุขอันไม่ถาวรของชีวิต  องค์ภควานทรงเป็นสหายของสิ่ง  มีชีวิตอยู่เสมอในฐานะ  พะระมาทมา  หรืออภิวิญญาณ  ฉะนั้น  พระองค์ทรงเข้าใจความ  ต้องการของปัจเจกวิญญาณ  เสมือนเช่นเราสามารถได้กลิ่นของดอกไม้เมื่อเข้าไปใกล้  ความต้องการเป็นรูปแบบที่ละเอียดอ่อนของสิ่งมีชีวิตในสภาวะวัตถุ  พระองค์ทรงสนอง  ตอบความต้องการตามที่เขาควรได้รับ  มนุษย์เสนอและภควานสนอง  ดังนั้น  ปัจเจก  ชีวิตมิได้มีอำนาจทั้งหมดในการสนองตอบความต้องการของตนเอง  อย่างไรก็ดี  ภควาน  ทรงสามารถสนองตอบความต้องการทั้งหมด  และทรงไม่มีอคติต่อผู้ใด  พระองค์จึงทรง  ไม่รบกวนกับความต้องการของสิ่งมีชีวิตผู้มีเสรีภาพเพียงน้อยนิด  เมื่อเขาปรารถนา  คริชณะจะทรงดูแลเป็นพิเศษและสนับสนุนเขาให้ปรารถนาในหนทางที่สามารถบรรลุ  ถึงพระองค์และมีความสุขนิรันดร  ฉะนั้น  บทมนต์พระเวทกล่าวว่า  เอชะ  อุ  ฮิ  เอวะ  สาดํุ  คารมะ  คาระยะทิ  ทัม  ยัม  เอบฺโย  โลเคบฺยะ  อุนนินีชะเท.  เอชะ  อุ  เอวาสาดํุ  คารมะ  คาระ  ยะทิ  ยัม  อโดฺ  นินีชะเท  “องค์ภควานทรงให้สิ่งมีชีวิตทำบุญเพื่ออาจเจริญขึ้น  ทรงให้สิ่ง  มีชีวิตทำบาปเพื่ออาจไปลงนรก”  (โคชีทะคี  อุพะนิชัด  3.8)

อกโย จันทุร อนีโช ยัม
อาทมะนะฮ สุคฺะ-ดุฮคฺะโยฮ

อีชวะระ-พเรริโท กัชเชฺท
สวารกัม วาชุ อบฺรัม เอวะ ชะ

“สิ่งมีชีวิตมีเสรีภาพโดยสมบูรณ์ต่อความทุกข์หรือความสุขของตนเอง  ด้วยความ  ปรารถนาขององค์ภควานทำให้เขาสามารถไปสวรรค์หรือลงนรก  เสมือนดั่งเมฆที่ลอย  ไปตามลม”

ฉะนั้น  วิญญาณในร่างพร้อมทั้งความต้องการตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ปรารถนา  จะหลีกเลี่ยงคริชณะจิตสำนึกจึงเป็นสาเหตุแห่งความสับสนของตนเอง  ดังนั้น  ถึงแม้ว่า  โดยพื้นฐานตัวเขาจะเป็นอมตะ  มีความปลื้มปีติสุข  และรอบรู้  แต่ด้วยความเป็นละออง  อณูเล็ก  ๆ  จึงถูกอวิชชาครอบงำจนลืมสถานภาพพื้นฐานว่าเป็นผู้รับใช้ขององค์ภควาน  สิ่งมีชีวิตอ้างว่าพระองค์ทรงเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ทางสภาวะวัตถุของเขา  เวดานธะ-สูทระ  (2.1.34)  ได้ยืนยันเช่นกันว่า  ไวชัมยะ-ไนรกฺริณเย  นะ  สาเพคชัทวาท  ทะทฺา  ฮิ  ดารชะยะทิ  “องค์ภควานทรงไม่เกลียดและไม่ชอบผู้ใด  แม้ว่าพระองค์ทรงดู  เหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น”

โศลก 16 (5.16)

กยาเนนะ ทุ ทัค อกยานัม
เยชาม นาชิทัม อาทมะนะฮ

เทชาม อาดิทยะ-วัจ กยานัม
พระคาชะยะทิ ทัท พะรัม

กยาเนนะ  -  ด้วยความรู้, ทุ  -  แต่, ทัท  -  นั้น, อกยานัม  -  อวิชชา, เยชาม  -  ของเขา, นาชิทัม  -  ถูกทำลาย, อาทมะนะฮ  -  ของสิ่งมีชีวิต, เทชาม  -  ของพวกเขา, อาดิทยะ-วัท  -  เหมือนกับ ดวงอาทิตย์ขึ้น, กยานัม  -  ความรู้, พระคาชะยะทิ  -  เปิดเผย, ทัท พะรัม  -  คริชณะจิตสำนึก

คำแปล

อย่างไรก็ดี  เมื่อเขาได้รับแสงสว่างจากความรู้ซึ่งอวิชชาถูกทำลายลง  ความรู้จะ  เปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่าง  เสมือนดังดวงอาทิตย์ที่บันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างสว่างไสว  ขึ้นในเวลากลางวัน

คำอธิบาย

บุคคลที่ลืมคริชณะต้องสับสนอย่างแน่นอน  แต่บุคคลที่อยู่ในคริชณะจิตสำนึก  จะไม่สับสนเลย  ได้กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  ว่า  สารวัม  กยานะ-พละเวนะ,  กยานากนิฮ  สารวะ-คารมาณิ  และ  นะ  ฮิ  กยาเนนะ  สะดริชัม  ความรู้เป็นที่น่าสรรเสริญอย่างยิ่ง  เสมอ  และความรู้นั้นคืออะไร?  ความรู้ที่สมบูรณ์ได้รับเมื่อเขาศิโรราบต่อ  คริชณะ  ดังที่  ได้กล่าวไว้ในบทที่เจ็ด  โศลก  19  ว่า  บะฮูนาม  จันมะนาม  อันเท  กยานะวาน  มาม  พระ  พัดยะเท  หลังจากที่ได้ผ่านมาหลายต่อหลายชาติ  เมื่อความรู้สมบูรณ์  เขาจะศิโรราบต่อ  คริชณะ  หรือเมื่อมาถึงคริชณะจิตสำนึกทุกสิ่งทุกอย่างจะเปิดเผยแก่เขา  เสมือนทุก  สิ่งทุกอย่างเปิดเผยโดยพระอาทิตย์ในเวลากลางวัน  สิ่งมีชีวิตสับสนในหลาย  ๆ  ด้าน  ตัวอย่างเช่นเมื่อคิดอย่างไม่มีพิธีรีตรองว่าตัวเขาเป็นภควาน  เขาได้ตกลงสู่หลุมพราง  สุดท้ายแห่งอวิชชา  โดยแท้จริง  หากสิ่งมีชีวิตเป็นภควานแล้วจะสับสนด้วยอวิชชาได้  อย่างไร?  องค์ภควาน  ทรงสับสนด้วยอวิชชาได้เช่นนั้นหรือ?  หากเป็นเช่นนั้นอวิชชา  หรือซาตานก็ยิ่งใหญ่ไปกว่าภควาน  ความรู้ที่แท้จริงรับได้จากบุคคลผู้อยู่ในคริชณะ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  ฉะนั้น  เราต้องค้นหาพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้นี้  และภาย  ใต้การแนะนำของท่านเราเรียนรู้ว่าคริชณะจิตสำนึกคืออะไร  เพราะคริชณะจิตสำนึก  จะผลักดันอวิชชาทั้งหมดให้ออกไปอย่างแน่นอน  เหมือนกับดวงอาทิตย์ที่ผลักดันความ  มืดได้ฉันใด  แม้ว่าบุคคลอาจมีความรู้อย่างสมบูรณ์ว่าตัวเขาไม่ใช่ร่างกาย  แต่เป็นทิพย์  เหนือร่างกายนี้  เขาอาจจะไม่สามารถแยกแยะระหว่างอนุวิญญาณและอภิวิญญาณ  ได้  อย่างไรก็ดี  เขาสามารถรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้เป็นอย่างดีหากยินดีมาพึ่งพระอาจารย์  ทิพย์ผู้เชื่อถือได้ที่มีคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  เขาสามารถรู้ถึงองค์ภควานและ  ความสัมพันธ์ของเขากับพระองค์ได้เมื่อมาพบผู้แทนของพระองค์จริง  ๆ  ผู้แทนขององค์  ภควาน  จะไม่อ้างตนเองว่าเป็นภควานแม้ว่าผู้คนจะให้ความเคารพบูชาท่านทุกอย่าง  เสมือนดังภควาน  เพราะว่าท่านมีความรู้แห่งองค์ภควาน  เราต้องเรียนรู้ถึงข้อแตกต่างระ  หว่างองค์ภค  วานและสิ่งมีชีวิต  ดังนั้น  องค์ชรีคริชณะตรัสไว้ในบทที่สอง  (2.12)  ว่า  สิ่ง  มีชีวิตทั้งหมดเป็นปัจเจกบุคคลและองค์ภควานก็ทรงเป็นปัจเจกบุคคลเช่นเดียวกัน  พวก  เขาเป็นปัจเจกบุคคลในอดีต  เป็นปัจเจกบุคคลในปัจจุบัน  และจะยังคงเป็นปัจเจกบุคคล  ต่อไปในอนาคตแม้หลังจากหลุดพ้นแล้ว  ในเวลากลางคืนเราเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นหนึ่ง  เดียวกันอยู่ในความมืด  แต่ในเวลากลางวันเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นเราจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง  ตามรูปพรรณอันแท้จริงของทุกสิ่งทุกอย่าง  รูปพรรณและความเป็นปัจเจกบุคคลใน  ชีวิตทิพย์คือความรู้ที่แท้จริง

โศลก 17 (5.17)

ทัด-บุดดฺะยัส ทัด-อาทมานัส
ทัน-นิชทฺาส ทัท-พะรายะณาฮ

กัชชฺันทิ อพุนาร-อาวริททิม
กยานะ-นิรดํูทะ-คัลมะชาฮ

ทัท-บุดดฺะยะฮ  -  ผู้ที่ปัญญาอยู่ในองค์ภควานเสมอ, ทัท-อาทมานะฮ  -  ผู้ที่จิตใจอยู่ใน องค์ภควานเสมอ, ทัท-นิชทฺาฮ  -  ผู้ที่มีความศรัทธาอยู่ในองค์ภควานเท่านั้น, ทัท-พะรา ยะณาฮ  -  ผู้ที่รับเอาองค์ภควานเป็นที่พึ่งโดยสมบูรณ์, กัชชฺันทิ  -  ไป, อพุนาฮ-อาวริทิม  -  สู่ ความหลุดพ้น, กยานะ  -  ด้วยความรู้, นิรดํูทะ  -  ทำให้บริสุทธิ์, คัลมะชาฮ  -  ความแคลงใจ

คำแปล

เมื่อปัญญา  จิตใจ  ศรัทธา  และที่พึ่งของเขาทั้งหมดตั้งมั่นอยู่ในองค์ภควาน  จาก  นั้นความสงสัยได้ถูกชะล้างไปจนหมดสิ้นด้วยความรู้ที่สมบูรณ์  เขาก็จะมุ่งหน้า  ไปสู่หนทางแห่งความหลุดพ้น

คำอธิบาย

สัจธรรมทิพย์สูงสุดคือองค์ชรีคริชณะ  ภควัต-คีตา  ทั้งเล่มมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่การ  ประกาศว่าคริชณะคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  นั่นคือวิสัยทัศน์ของวรรณกรรม  พระเวททั้งหมด  พะระ-ทัททวะ  หมายถึงความจริงแท้ที่สูงสุด  ที่ผู้ทราบว่าองค์ภควาน  ทรงเป็น  บระฮมัน.  พะระมาทมา.  และ  บฺะกะวาน  เข้าใจ  บฺะกะวาน  หรือบุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้าคือคำสุดท้ายแห่งความสมบูรณ์ที่แท้จริง  ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้  พระองค์  ตรัสว่า  มัททะฮ  พะระทะรัม  นานยัท  คินชิด  อัสทิ  ดฺะนัน  จะยะ  คริชณะทรงเป็นผู้ค้ำจุน  บระฮมัน  ที่ไร้รูปลักษณ์ไว้เช่นเดียวกัน  บระฮมะโน  ฮิ  พระทิชทฺาฮัม  ฉะนั้น  ในทุก  ๆ  ทาง  คริชณะทรงเป็นความจริงแท้ที่สูงสุด  ผู้ที่จิตใจ  ปัญญา  ความศรัทธา  และที่พึ่งอยู่  ใน  คริชณะเสมอ  หรืออีกนัยหนึ่ง  คือผู้ที่มีคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  ความเคลือบ  แคลงทั้งหมดได้ถูกชะล้างให้สะอาดอย่างไม่ต้องสงสัย  และสถิตในความรู้อันสมบูรณ์ใน  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับความเป็นทิพย์  บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกสามารถเข้าใจโดย  ตลอดว่ามีสิ่งคู่  (มีรูปพรรณและความเป็นปัจเจกบุคคลในขณะเดียวกัน)  ในคริชณะ  และเพียบพร้อมไปด้วยความรู้ทิพย์เช่นนี้  เขาสามารถเจริญก้าวหน้าด้วยความมั่นคงบน  หนทางแห่งความหลุดพ้น

โศลก 18 (5.18)

วิดยา-วินะยะ-สัมพันเน
บราฮมะเน กะวิ ฮัสทินิ

ชุนิ ไชวะ ชวะ-พาเค ชะ
พันดิทาฮ สะมะ-ดารชินะฮ

วิดยา  -  ด้วยการศึกษา, วินะยะ  -  และความอ่อนโยน, สัมพันเน  -  เพียบพร้อมด้วย, บราฮ- มะเน  -  ในพราหมณ์, กะวิ  -  ในวัว, ฮัสทินิ -ในช้าง, ชุนิ -ในสุนัข, ชะ  -  และ, เอวะ  -  แน่นอน, ชวะ-พาเค  -  ในผู้กินเนื้อสุนัข (คนชั้นต่ำ), ชะ  -  โดยลำดับ, พัณดิทาฮ  -  พวกที่มีสติปัญญา, สะมะ-ดารชินะฮ  -  ผู้เห็นด้วยสายตาที่เสมอภาค

คำแปล

ด้วยผลจากความรู้ที่แท้จริง  นักปราชญ์ผู้ถ่อมตนมองเห็นพราหมณ์สุภาพผู้คง  แก่เรียน  วัว  ช้าง  สุนัข  หรือคนกินสุนัข  (คนชั้นต่ำ)  ด้วยสายตาที่เสมอภาค

คำอธิบาย

บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกไม่แบ่งแยกระหว่างเผ่าพันธุ์หรือชั้นวรรณะ  พราหมณ์และคนชั้นต่ำอาจแตกต่างกันในมุมมองของสังคม  หรือสุนัข  วัว  และช้างอาจ  แตกต่างกันจากมุมมองของเผ่าพันธุ์  แต่ข้อแตกต่างของร่างกายเหล่านี้ไม่มีความหมาย  สำหรับมุมมองของนักปราชญ์ทิพย์  เป็นเช่นนี้ได้เนื่องจากความสัมพันธ์ที่มีต่อองค์  ภควาน  เพราะว่าภาคอวตารอภิวิญญาณขององค์ภควานทรงประทับอยู่ภายในหัวใจ  ของทุก  ๆ  ชีวิต  ความเข้าใจถึงองค์ภควานเช่นนี้คือสัจธรรม  เกี่ยวกับร่างกายในชั้น  วรรณะหรือเผ่าพันธุ์ของชีวิตที่แตกต่างกัน  องค์ภควานทรงมีพระเมตตาเสมอภาคต่อ  ทุก  ๆ  ชีวิต  เพราะว่าพระองค์ทรงปฏิบัติต่อทุกชีวิตเสมือนดังสหายของพระองค์  และ  ยังทรงดำรงพระองค์เองเป็น  พะระมาทมา  ไม่ว่าสถานภาพของสิ่งมีชีวิตจะเป็นเช่น  ไร  องค์ภควานในรูปของ  พะระมาทมา  ทรงประทับอยู่ทั้งในคนชั้นต่ำและในพราหมณ์  แม้ว่าร่างของพราหมณ์และร่างของคนชั้นต่ำจะไม่เหมือนกัน  ร่างกายเป็นผลผลิตทาง  วัตถุในระดับของธรรมชาติวัตถุที่แตกต่างกัน  แต่ดวงวิญญาณและอภิวิญญาณภายใน  ร่างกายมีคุณสมบัติทิพย์เท่าเทียมกัน  คุณสมบัติของปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณ  คล้ายคลึงกัน  อย่างไรก็ดี  คงมิได้ทำให้ปริมาณของทั้งสองเท่าเทียมกัน  เพราะว่าปัจเจก  วิญญาณอาศัยอยู่ในเฉพาะร่างร่างหนึ่งเท่านั้น  ในขณะที่อภิวิญญาณทรงประทับอยู่ใน  ทุก  ๆ  ร่าง  บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกมีความรู้อย่างสมบูรณ์ในข้อนี้  ฉะนั้น  จึงเป็นนัก  ปราชญ์ที่แท้จริงและมีวิศัยทัศน์ที่เสมอภาค  ลักษณะที่คล้ายคลึงกันของอนุวิญญาณ  และอภิวิญญาณคือทั้งคู่มีจิตสำนึกเป็นอมตะ  และมีความปลื้มปีติสุข  แต่ข้อแตกต่างคือ  ปัจเจกวิญญาณมีจิตสำนึกภายในอาณาเขตของร่างกายที่จำกัด  ในขณะที่อภิวิญญาณ  ทรงมีจิตสำนึกของร่างกายทั้งหมด  องค์อภิวิญญาณทรงประทับอยู่ในทุก  ๆ  ร่างกาย  โดยไม่มีการแบ่งแยก

โศลก 19 (5.19)

อิไฮวะ ไทร จิทะฮ สารโก
เยชาม สามเย สทิฺทัม มะนะฮ

นิรโดชัม ฮิ สะมัม บระฮมะ
ทัสมาด บระฮมะณิ เท สทิฺทาฮ

อิฮะ  -  ในชีวิตนี้, เอวะ  -  แน่นอน, ไทฮ  -  โดยพวกเขา, จิทะฮ  -  ชัยชนะ, สารกะฮ  -  การเกิดและ ตาย, เยชาม  -  ผู้ซึ่ง, สามเย  -  ในความสงบใจ, สทิฺทัม  -  สถิต, มะนะฮ  -  จิตใจ, นิรโดชัม  -  ไม่มีมลทิน, ฮิ  -  แน่นอน, สะมัม  -  ในความสงบใจ, บระฮมะ  -  เหมือนองค์ภควาน, ทัสมาท  -  ดังนั้น, บระฮมะณิ  -  ในองค์ภควาน, เท  -  พวกเขา, สทิฺทาฮ  -  สถิต

คำแปล

พวกที่จิตใจสถิตในความมั่นคงและสงบ  เป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะจากสภาวะแห่งการ  เกิดและการตายแล้ว  พวกนี้ไม่มีมลทินเหมือน  บระฮมัน  ฉะนั้น  เท่ากับสถิตใน  บระฮมัน  เรียบร้อยแล้ว

คำอธิบาย

ความสงบของจิตใจที่ได้กล่าวข้างต้นนี้เป็นเครื่องหมายของความรู้แจ้งแห่ง  ตน  บุคคลที่บรรลุถึงระดับนี้อย่างแท้จริงควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะ  สภาวะทางวัตถุแล้ว  โดยเฉพาะการเกิดและการตาย  ตราบใดที่แสดงตัวกับร่างกายนี้  พิจารณาได้ว่าเขาคือพันธวิญญาณ  แต่ในทันทีที่พัฒนามาถึงระดับแห่งความสงบด้วย  การรู้แจ้งตนเอง  เขาเป็นอิสระจากพันธชีวิต  หรืออีกนัยหนึ่งเขาไม่ต้องเกิดในโลกวัตถุ  นี้อีกต่อไป  แต่สามารถบรรลุถึงอาณาจักรทิพย์หลังจากตายไป  องค์ภควานทรงไม่มี  มลทินเพราะทรงปราศจากความยึดติดหรือความเกลียดชัง  ในทำนองเดียวกัน  เมื่อสิ่ง  มีชีวิตปราศจากความยึดติดหรือความเกลียดชัง  ตัวเขาก็ไร้มลทินได้เช่นเดียวกัน  และมี  สิทธิ์บรรลุถึงอาณาจักรทิพย์  บุคคลเช่นนี้พิจารณาได้ว่าเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว  และลักษณะ  อาการเป็นเช่นไรจะได้อธิบายต่อไป

โศลก 20 (5.20)

นะ พระฮริชเยท พริยัม พราพยะ
โนดวิเจท พราพยะ ชาพริยัม

สทิฺระ-บุดดิฺร อสัมมูโดฺ
บระฮมะ-วิด บระฮมะณิ สทิฺทะฮ

นะ  -  ไม่เคย, พระฮริชเยท  -  รื่นเริง, พริยัม  -  พอใจ, พราพยะ  -  ได้รับ, นะ  -  ไม่เคย, อุดวิเจท  -  หงุดหงิด, พราพยะ  -  ได้รับ, ชะ  -  เช่นกัน, อพริยัม  -  ไม่พอใจ, สทิฺระ-บุดดิฺฮ  -  ปัญญาในตัว, อสัมมูดฺะฮ  -  ไม่สับสน, บระฮมะ-วิท  -  ผู้รู้องค์ภควานโดยสมบูรณ์, บระฮมะณิ  -  ในความ เป็นทิพย์, สทิฺทะฮ  -  สถิต

คำแปล

บุคคลผู้ไม่ร่าเริงเมื่อได้รับสิ่งที่พึงพอใจ  ไม่เสียใจเมื่อได้รับสิ่งที่ไม่พึงพอใจ  เป็น  ผู้มีปัญญาอยู่ในตัว  ไม่สับสน  และรู้ศาสตร์แห่งองค์ภควาน  ถือว่าเป็นผู้สถิตใน  ความเป็นทิพย์เรียบร้อยแล้ว

คำอธิบาย

ลักษณะอาการของผู้รู้แจ้งตนเองได้ให้ไว้  ณ  ที่นี้  ลักษณะอาการแรกคือเขาไม่  อยู่ในความหลงผิดคิดว่าร่างกายนี้คือตัวจริงของเขา  รู้ดีว่าตัวเขาไม่ใช่ร่างกายนี้แต่เป็น  ละอองอณูของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ฉะนั้น  จึงไม่รื่นเริงเมื่อได้รับบางสิ่งบาง  อย่าง  หรือไม่เสียใจเมื่อสูญเสียบางสิ่งบางอย่างที่สัมพันธ์กับร่างกาย  จิตใจที่มั่นคง  เช่นนี้เรียกว่า  สทฺิระ-บุดดิฺ  หรือผู้มีปัญญาในตัว  ฉะนั้น  เขาจึงไม่สับสนด้วยความเข้าใจ  ผิดว่าร่างกายอันหยาบนี้เป็นดวงวิญญาณของเขา  และเขาไม่ยอมรับว่าร่างกายนี้ถาวร  จนปฏิเสธความมีอยู่ของดวงวิญญาณ  ความรู้นี้พัฒนาตัวเขามาถึงจุดที่รู้ศาสตร์แห่ง  สัจธรรมที่สมบูรณ์  เช่น  บระฮมัน.  พะระมาทมา.  และ  บฺะกะวาน  เขาจึงรู้สถานภาพพื้น  ฐานของตัวเองเป็นอย่างดี  โดยปราศจากความพยายามผิด  ๆ  ที่จะมาเป็นหนึ่งเดียวกับ  องค์ภควานในทุก  ๆ  ด้าน  เช่นนี้เรียกว่าความรู้แจ้ง  บระฮมัน  หรือความรู้แจ้งแห่งตน  จิตสำนึกที่มั่นคงเช่นนี้เรียกว่าคริชณะจิตสำนึก

โศลก 21 (5.21)

บาฮยะ-สพารเชชุ อสัคทาทมา
วินดะทิ อาทมะนิ ยัท สุคัฺม

สะ บระฮมะ-โยกะ-ยุคทาทมา
สุคัฺม อัคชะยัม อัชนุเท

บาฮยะ-สพารเชชุ  -  ในความสุขของประสาทสัมผัสภายนอก, อสัคทะ-อาทมา  -  ผู้ที่ไม่ยึด ติด, วินดะทิ  -  เพลิดเพลิน, อาทมานิ  -  ในตัวเขา, ยัท  -  ที่ซึ่ง, สุคัฺม  -  ความสุข, สะฮ  -  เขา, บระฮมะ-โยกะ  -  ด้วยการตั้งสมาธิใน บระฮมัน, ยุคทะ-อาทมา  -  เชื่อมตนเองกับ, สุคัฺม  -  ความสุข, อัคชะยัม  -  ไร้ขอบเขต, อัชนุเท  -  เพลิดเพลิน

คำแปล

ผู้ที่หลุดพ้นเช่นนี้ไม่หลงใหลอยู่กับความสุขทางประสาทสัมผัสวัตถุ  แต่จะอยู่ใน  สมาธิเสมอ  เพลิดเพลินกับความสุขภายใน  ด้วยเหตุนี้บุคคลผู้รู้แจ้งแห่งตนจะ  เพลิดเพลินอยู่กับความสุขอันหาที่สุดมิได้  เพราะเขาทำสมาธิอยู่ที่องค์ภควาน

คำอธิบาย

ชรี  ยามุนาชารยะ  สาวกผู้ยิ่งใหญ่ในคริชณะจิตสำนึกกล่าวว่า

ยัด-อวะดิฺ มะมะ เชทะฮ คริชณะ-พะดรวินเด
นะวะ-นะวะ-ระสะ-ดฺมะนิ อุดยะทัม รันทุม อสีท

ทัด-อวะดิฺ บะทะ นรี-สังกะเม สมรยะมเน
บฺะวะทิ มุคฺะ-วิคระฮ สุชทํุ นิชทีฺวะนัม ชะ

“ตั้งแต่อาตมาปฏิบัติตนรับใช้ทิพย์แด่คริชณะ  ได้รู้แจ้งถึงความปลื้มปีติสุขใหม่  ๆ  ใน  พระองค์เสมอ  เมื่อใดที่อาตมาคิดถึงความสุขทางเพศสัมพันธ์  จะถ่มน้ำลายให้กับความ  คิดเช่นนั้น  และริมฝีปากจะเม้มแบบไม่ชอบ”  บุคคลใน  บระฮมะ-โยกะ  หรือคริชณะ  จิตสำนึกซึมซาบมากในการรับใช้ด้วยความรักต่อองค์ภควานจนตัวเองสูญเสียรสชาติ  แห่งความสุขทางประสาทสัมผัสวัตถุทั้งหมด  ความสุขสูงสุดทางวัตถุคือเพศสัมพันธ์  โลกทั้งโลกเคลื่อนไหวไปภายใต้มนต์สะกดนี้  นักวัตถุนิยมไม่สามารถทำงานได้เลยหาก  ขาดซึ่งแรงกระตุ้นจากเพศสัมพันธ์นี้  แต่บุคคลผู้ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกสามารถ  ทำงานด้วยความกระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้นโดยปราศจากความสุขทางเพศสัมพันธ์  ซึ่งเขา  พยายามหลีกเลี่ยง  นั่นคือรสชาติในความรู้แจ้งทิพย์  ความรู้แจ้งทิพย์และความสุข  ทางเพศสัมพันธ์ไปด้วยกันไม่ได้  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกไม่หลงใหลต่อความสุขทาง  ประสาทสัมผัสใด  ๆ  ทั้งสิ้น  เนื่องจากตัวเขาเป็นดวงวิญญาณผู้หลุดพ้นแล้ว

โศลก 22 (5.22)

เย ฮิ สัมสพรชะ-จ โบฺก
ดุฮคฺะ-โยนะยะ เอวะ เท
อดิ-อันทะวันทะฮ คะอุนเทยะ
นะ เทชุ ระมะเท บุดฺะฮ

เย  -  พวกเขา, ฮิ  -  แน่นอน, สัมสพรชะ-จฮ  -  ด้วยการมาสัมผัสกับประสาทสัมผัสวัตถุ, โบฺกฮ  -  ความเพลิดเพลิน, ดุฮคฺะ  -  ความทุกข์, โยนะยะฮ  -  แหล่งกำเนิดของ, เอวะ  -  แน่นอน, เท  -  พวกเขาเป็น, อดิ  -  เริ่มต้น, อันทะ  -  จบ, วันทะฮ  -  อยู่ในอำนาจ, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, นะ  -  ไม่เคย, เทชุ  -  ในสิ่งเหล่านั้น, ระมะเท  -  ชื่นชมยินดี, บุดฺะฮ  -  บุคคลผู้มีปัญญา

คำแปล

บุคคลผู้มีปัญญาจะไม่ไปมีส่วนร่วมกับต้นเหตุแห่งความทุกข์  อันเนื่องมาจาก  การไปสัมผัสกับประสาทสัมผัสวัตถุ  โอ้  โอรสพระนางคุนที  ความสุขเช่นนี้มี  จุดเริ่มต้นและมีจุดจบ  ฉะนั้น  คนฉลาดจะไม่ชื่นชมยินดีกับมัน

คำอธิบาย

ความสุขทางประสาทสัมผัสวัตถุอันเนื่องจากการมาสัมผัสกับวัตถุซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่ง  ชั่วคราว  เพราะร่างกายเองก็เป็นสิ่งชั่วคราว  ดวงวิญญาณผู้หลุดพ้นไม่สนใจสิ่งใด  ๆ  ที่  ไม่ถาวร  รู้ดีถึงความปลื้มปีติแห่งความสุขทิพย์  แล้วดวงวิญญาณผู้หลุดพ้นจะยอมรับ  เอาความสุขจอมปลอมได้อย่างไร?  ใน  พัดมะ  พุรณะ  กล่าวว่า

ระมันเท โยกิโน ่นันเท
สัทยนันเด ชิด-อทมนิ

อิทิ รมะ-พะเดนโส
พะรัม บระฮมบิฺดีฺยะเท

“พวกโยคีได้รับความสุขทิพย์อย่างหาที่สุดมิได้จากสัจธรรมที่สมบูรณ์  ฉะนั้น  สัจธรรม  ที่สมบูรณ์สูงสุดองค์ภควานจึงทรงมีอีกพระนามหนึ่งว่า  รามะ  “

ใน  ชรีมัด-บฺกะวะธัม  (5.5.1)  กล่าวไว้เช่นกันว่า

นยัม เดโฮ เดฮะ-บฺจม นริ-โลเค
คัชทน คมน อรฮะเท วิด-บํุจม เย

ทะโพ ดิพยัม พุทระค เยนะ สัททวัม
ชุดดฺเยด ยัสมด บระฮมะ-โสคฺยัม ทุ อนันทัม

“โอ้  ลูกรัก  ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องไปทำงานหนักเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัส  ขณะที่มีชีวิตอยู่ในร่างมนุษย์นี้  ความสุขเช่นนี้พวกกินอุจจาระ  (สุกร)  ก็ยังหาได้โดย  ง่ายดาย  ฉะนั้น  เธอควรบำเพ็ญเพียรในชีวิตนี้ซึ่งจะทำให้ความเป็นอยู่ของเธอบริสุทธิ์  ขึ้น  และจากผลแห่งการกระทำเช่นนี้  เธอจะสามารถเพลิดเพลินกับความปลื้มปีติสุข  ทิพย์อย่างหาที่สุดไม่ได้”

ฉะนั้น  พวกที่เป็นโยคีหรือนักทิพย์นิยมผู้มีปัญญาโดยแท้จริง  จะไม่หลงใหลอยู่  กับความสุขทางประสาทสัมผัสอันเป็นต้นเหตุแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุ  ผู้ที่เสพติดกับ  ความสุขทางวัตถุมากเพียงใด  เขาก็จะติดกับดักมากยิ่งขึ้นในความทุกข์ทางวัตถุ

โศลก 23 (5.23)

ชัดโนทีไฮวะ ยะฮ โสดํุม
พรค ชะรีระ-วิโมคชะณท

คมะ-โครโดฺดบฺะวัม เวกัม
สะ ยุคทะฮ สะ สุคีฺ นะระฮ

ชัคโนทิ  -  สามารถ, อิฮะ-เอวะ  -  ในร่างปัจจุบัน, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, โสดํุม  -  อดทน, พรค  -  ก่อน, ชะรีระ  -  ร่างกาย, วิโมคชะณท  -  ยกเลิก, คมะ  -  ความต้องการ, โดรดฺะ  -  และความโกรธ, อุดบฺะวัม  -  เกิดขึ้นจาก, เวกัม  -  แรงกระตุ้น, สะฮ  -  เขา, ยุคทะฮ  -  ในสมาธิ, สะฮ  -  เขา, สุคีฺ  -  ความสุข, นะระฮ  -  มนุษย์

คำแปล

ก่อนออกจากร่างปัจจุบันนี้  หากผู้ใดสามารถอดทนต่อแรงกระตุ้นของประสาท  สัมผัสวัตถุ  พร้อมทั้งตรวจสอบอำนาจแห่งความต้องการและความโกรธได้  ผู้  นั้นสถิตอย่างดีและมีความสุขอยู่ในโลกนี้

คำอธิบาย

หากผู้ใดต้องการพัฒนาบนหนทางแห่งความรู้แจ้งแห่งตนอย่างสม่ำเสมอ  ต้อง  พยายามควบคุมอำนาจของประสาทสัมผัสวัตถุ  ซึ่งมีอำนาจของการพูด  อำนาจของ  ความโกรธ  อำนาจของจิตใจ  อำนาจของท้อง  อำนาจของอัณฑะ  และอำนาจของลิ้น  ผู้  ที่สามารถควบคุมอำนาจของประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  เหล่านี้ได้ทั้งหมดรวมทั้งจิตใจ  เรียก  ว่า  โกสวมี  หรือ  สวมี,  โกสวมี  เช่นนี้ใช้ชีวิตอยู่แบบควบคุมได้อย่างดี  และสลัดทิ้ง  ซึ่งอำนาจของประสาทสัมผัสทั้งหมด  ความต้องการทางวัตถุเมื่อไม่สมประสงค์จะทำให้  เกิดความโกรธ  เช่นนี้  จิตใจ  ดวงตา  และหน้าอกจะเกิดอาการเร่าร้อน  ฉะนั้น  เราต้อง  ฝึกควบคุมประสาทสัมผัสก่อนที่จะออกจากร่างวัตถุนี้  ผู้ที่สามารถทำได้เช่นนี้เข้าใจได้  ว่าเป็นผู้รู้แจ้งแห่งตน  และมีความสุขอยู่ในระดับแห่งความรู้แจ้งแห่งตน  เป็นหน้าที่ของ  นักทิพย์นิยมที่ต้องพยายามอย่างแข็งขันในการควบคุมความต้องการและความโกรธ

โศลก 24 (5.24)

โย ่นทะฮ-สุโคฺ ่นทร-อรมัส
ทะทฺนทร-จโยทิร เอวะ ยะฮ
สะ โยกี บระฮมะ-นิรวณัม
บระฮมะ-บํูโท ่ดิฺกัชชฺะทิ

ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, อันทะฮ-สุคฺะฮ  -  ความสุขจากภายใน, อันทะฮ-อรมะฮ  -  มีความตื่นตัว เพลิดเพลินภายใน, ทะทฺ  -  พร้อมกับ, อันทะฮ-จโยทิฮ  -  มีเป้าหมายภายใน, เอวะ  -  แน่นอน, ยะฮ  -  ผู้ใด, สะฮ  -  เขา, โยกี  -  โยคี, บระฮมะ-นิรวณัม  -  เสรีภาพในองค์ภควาน, บระฮมะ-บํูทะฮ  -  เป็นผู้รู้แจ้งแห่งตน, อดิฺกัชชฺะทิ  -  ได้รับ

คำแปล

พวกที่มีความสุขอยู่ภายใน  มีความตื่นตัวและร่าเริงอยู่ภายใน  และเป็นผู้ที่มีเป้า  หมายอยู่ภายใน  เป็นโยคีที่สมบูรณ์โดยแท้จริง  เขาหลุดพ้นอยู่ในองค์ภควาน  และในที่สุดจะบรรลุถึงพระองค์

คำอธิบาย

นอกเสียจากว่าได้รับรสแห่งความสุขภายใน  มิฉะนั้น  จะยกเลิกกิจกรรม  ภายนอกเพื่อความสุขเพียงผิวเผินได้อย่างไร?  บุคคลผู้หลุดพ้นรื่นเริงอยู่กับความสุข  ด้วยประสบการณ์จริง  ดังนั้น  สามารถนั่งอย่างสงบเงียบได้ไม่ว่าในสถานที่ใดและ  ร่าเริงกับกิจกรรมแห่งชีวิต  ในบุคคลผู้มีอิสระเสรีเช่นนี้จะไม่ต้องการความสุขทางวัตถุ  ภายนอกใด  ๆ  ทั้งสิ้น  ระดับนี้เรียกว่า  บระฮมะ-บํูทะ  ซึ่งเมื่อบรรลุแล้วจะต้องกลับคืนสู่  เหย้ากลับคืนสู่องค์ภควานอย่างแน่นอน

โศลก 25 (5.25)

ละบัฺนเท บระฮมะ-นิรวณัม
ริชะยะฮ คชีณะ-คัลมะชฮ

ชิฺนนะ-ดไวดฺ ยะททมนะฮ
สรวะ-บํูทะ-ฮิเท ระทฮ

ละบัฺนเท  -  บรรลุ, บระฮมะ-นิรวณัม  -  เสรีภาพในองค์ภควาน, ริชะยะฮ  -  พวกที่ตื่นตัว ภายใน, คชีณะ-คัลมะชฮ  -  ผู้ที่ปราศจากบาปทั้งมวล, ชิฺนนะ  -  ตัดขาด, ดไวดฺฮ  -  สิ่งคู่, ยะทะอทมนะฮ  -  ปฏิบัติในความรู้แจ้งแห่งตน, สรวะ-บํูทะ  -  เพื่อมวลชีวิต, ฮิเท  -  ใน งานเพื่อบำรุงสุข, ระทฮ  -  ปฏิบัติ

คำแปล

บุคคลผู้ที่อยู่เหนือสิ่งคู่ซึ่งเกิดจากความสงสัย  จิตใจปฏิบัติอยู่ภายใน  มีภารกิจ  มากเสมอเพื่อบำรุงสุขต่อมวลชีวิต  และเป็นอิสระจากความบาปทั้งปวง  จะเป็นผู้  บรรลุถึงความหลุดพ้นอยู่ในองค์ภควาน

คำอธิบาย

บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์เท่านั้นจึงจะพูดได้ว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติ  งานเพื่อบำรุงสุขต่อมวลชีวิต  เมื่อมีความรู้อย่างแท้จริงว่าคริชณะทรงเป็นแหล่งกำเนิด  ของสรรพสิ่ง  เขาจะปฏิบัติในสปิริตเช่นนี้เพื่อทุก  ๆ  คน  ความทุกข์ของมนุษยชาติ  เนื่องจากลืมว่าคริชณะทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญสูงสุด  ทรงเป็นเจ้าของสูงสุด  และทรงเป็นพระสหายสูงสุด  ฉะนั้น  การปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูจิตสำนึกเช่นนี้ภายในมวล  สังคมมนุษย์จึงเป็นงานเพื่อบำรุงสุขที่สูงสุด  เราไม่สามารถปฏิบัติงานบำรุงสุขชั้นหนึ่ง  เช่นนี้ได้โดยปราศจากความหลุดพ้นอยู่ในองค์ภควาน  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกไม่มี  ความสงสัยเกี่ยวกับความสูงสุดของคริชณะ  ที่ไม่สงสัยเพราะเขาปราศจากความบาป  ทั้งปวงโดยสมบูรณ์  นี่คือระดับแห่งความรักทิพย์

บุคคลผู้ปฏิบัติเพียงเพื่อจัดการบำรุงสุขทางร่างกายของสังคมมนุษย์ไม่  สามารถช่วยผู้ใดได้อย่างแท้จริง  การบรรเทาทุกข์ชั่วคราวต่อร่างกายภายนอกรวมทั้ง  จิตใจจะไม่ทำให้เกิดความพึงพอใจ  สาเหตุที่แท้จริงของความยากลำบากในการดิ้นรน  ต่อสู้เพื่อชีวิตอาจพบได้  จากการที่เขาลืมความสัมพันธ์ที่มีต่อองค์ภควาน  เมื่อมนุษย์มี  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ในความสัมพันธ์กับคริชณะ  ผู้นี้คือดวงวิญญาณที่หลุดพ้นอย่าง  แท้จริงแม้อาจจะอยู่ในร่างวัตถุ

โศลก 26 (5.26)

คมะ-โครดฺะ-วิมุคทนม
ยะทีนม ยะทะ-เชทะสม

ดบิฺโท บระฮมะ-นิรวณัม
วรทะเท วิดิททมะนม

คมะ  -  จากความต้องการ, โครดฺะ  -  และความโกรธ, วิมุคทนม  -  ของพวกที่หลุดพ้น, ยะทีนม  -  ของนักบุญ, ยะทะ-เชทะสม  -  ผู้ควบคุมจิตใจได้เป็นอย่างดี, อบิฺทะฮ  -  ใน อนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน, บระฮมะ-นิรวณัม  -  หลุดพ้นอยู่ในองค์ภควาน, วรทะ- เท  -  มี, วิดิทะ-อทมะนม  -  ของบุคคลผู้ที่รู้แจ้งแห่งตน

คำแปล

ผู้ที่ปราศจากความโกรธและความต้องการทางวัตถุทั้งหมด  เป็นผู้รู้แจ้งแห่งตน  มีวินัยในตนเอง  และพยายามเพื่อความสมบูรณ์อยู่เสมอ  จะหลุดพ้นสู่องค์ภควาน  ภายในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน

คำอธิบาย

ระหว่างนักบุญทั้งหลายผู้ปฏิบัติเพื่อพยายามบรรลุถึงความหลุดพ้นอยู่เสมอ  ผู้อยู่ใน  คริชณะจิตสำนึกดีที่สุด  บฺกะวะธัม  (4.22.39)  ยืนยันความจริงนี้  ดังต่อไปนี้

ยัท-พดะ-พังคะจะ-พะลชะ-วิลสะ-บัฺคทย
ครมชะยัม กระทิฺทัม อุดกระทฺะยันทิ สันทะฮ

ทัดวัน นะ ริคทะ-มะทะโย ยะทะโย ่พิ รุดดฺะ-
สโรโท-กะณส ทัม อระณัม บฺะจะ วสุเดวัม

“เพียงแต่พยายามบูชา  วสุเดวะ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าด้วยการอุทิศตนเสีย  สละรับใช้  แม้แต่นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ยังไม่สามารถควบคุมพลังอำนาจของประสาท  สัมผัสได้ผลดีเท่ากับบุคคลที่ปฏิบัติตนด้วยความปลื้มปีติสุขทิพย์ในการรับใช้พระบาท  รูปดอกบัวขององค์ภควาน  และถอนความต้องการที่ฝังรากลึกในกิจกรรมเพื่อผลทาง  วัตถุ”

ความต้องการเพื่อหาความสุขจากงานเพื่อผลทางวัตถุได้ฝังรากลึกมากอยู่ใน  พันธวิญญาณ  ยังเป็นสิ่งที่ยากยิ่งสำหรับนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่พยายามเป็นอย่างมาก  ในการควบคุมความต้องการเหล่านี้  สาวกขององค์ภควานปฏิบัติตนรับใช้ด้วยการอุทิศ  ตนเสียสละอยู่เสมอในคริชณะจิตสำนึก  สมบูรณ์ในการรู้แจ้งตนเองและได้รับความหลุด  พ้นอย่างรวดเร็วอยู่ในพระองค์  เนื่องมาจากความรู้ที่สมบูรณ์ในการรู้แจ้งแห่งตน  ท่าน  จะอยู่ในสมาธิเสมอ  ดังจะกล่าวตัวอย่างเปรียบเทียบดังนี้

ดรชะนะ-ดฺยนะ-สัมสพรไชร
มัทสยะ-คูรมะ-วิฮังกะมฮ

สวนิ อพัทยนิ พุชณันทิ
ทะทฺฮัม อพิ พัดมะ-จะ

“ด้วยการมอง  การทำสมาธิ  และการสัมผัส  ที่ปลา  เต่า  และนก  ดูแลลูก  ๆ  ของพวก  มัน  ในลักษณะเดียวกัน  ข้าพเจ้าก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน  โอ้  พัดมะจะ  !”

ปลาเลี้ยงลูกด้วยเพียงแต่มองไปที่ลูกของมันเท่านั้น  เต่าเลี้ยงลูกด้วยเพียง  แต่ทำสมาธิ  เต่าวางไข่บนดินและตัวมันลงไปอยู่ในน้ำทำสมาธิที่ไข่  ลักษณะเดียวกัน  สาวกในคริชณะจิตสำนึกถึงแม้อยู่ห่างไกลจากพระตำหนักขององค์ภควานแต่สามารถ  พัฒนาตนเองให้ไปถึงพระตำหนักนั้นได้  ด้วยเพียงแต่ระลึกถึงพระองค์อยู่ตลอดเวลา  ด้วยการปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกตัวท่านจะไม่รู้สึกเจ็บปวดในความทุกข์ทางวัตถุ  ใน  ระดับชีวิตเช่นนี้เรียกว่า  บระฮมะ-นิรวณะ  หรือปราศจากความทุกข์ทางวัตถุ  เนื่อง  จากซึบซาบอยู่ในองค์ภควานเสมอ

โศลก 27-28 (5.27-28)

สพรชน คริทว บะฮิร บฮยมช
ชัคชุช ไชวนทะเร บฺรุโวฮ

พรณพโน สะโม คริทว
นสบฺยันทะระ-ชริโน
ยะเทนดริยะ-มะโน-บุดดิฺร
มุนิร โมคชะ-พะรยะณะฮ

วิกะเทชชฺ-บฺะยะ-โครโดฺ
ยะฮ สะด มุคทะ เอวะ สะฮ

สพรชน  -  อายตนะภายนอก เช่นเสียง, คริทว  -  รักษา, บะฮิฮ  -  ภายนอก, บฮยน  -  โดยไม่จำเป็น, ชัคชุฮ  -  ตา, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, อันทะเร  -  ระหว่าง, บฺรุโวฮ  -  คิ้ว, พรณะ-อพโน  -  ลมที่เดินขึ้นและเดินลง, สะโม  -  หยุดพัก, คริทว  -  รักษา, นสะ-อับฮ- ยันทะระ  -  ภายในจมูก, ชริโณ  -  เป่า, ยะทะ  -  ควบคุม, อินดริยะ  -  ประสาทสัมผัส, มะนะฮ  -  จิตใจ, บุดดิฺฮ  -  ปัญญา, มุนิฮ  -  นักทิพย์นิยม, โมคชะ  -  เพื่อความหลุดพ้น, พะรยะณะฮ  -  กำหนดไว้เช่นนั้น, วิกะทะ  -  ละทิ้ง, อิชชฺ  -  ปรารถนา, บฺะยะ  -  ความกลัว, โครดฺะฮ  -  ความ โกรธ, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, สะด  -  เสมอ, มุคทะฮ  -  หลุดพ้น, เอวะ  -  แน่นอน, สะฮ  -  เขาเป็น

คำแปล

ปิดกั้นอายตนะภายนอกทั้งหมด  กำหนดดวงตาและสายตาทำสมาธิระหว่างคิ้ว  ทั้งสองข้าง  หยุดลมหายใจเข้าออกภายในจมูก  และควบคุมจิตใจ  ประสาทสัมผัส  และปัญญา  นักทิพย์นิยมตั้งเป้าหมายอยู่ที่ความหลุดพ้น  เป็นอิสระจากความ  ต้องการ  ความกลัวและความโกรธ  ผู้ที่อยู่ในระดับนี้เสมอ  หลุดพ้นแน่นอน

คำอธิบาย

ผู้ปฏิบัติตนในคริชณะจิตสำนึกสามารถเข้าใจบุคลิกลักษณะทิพย์ของตนเอง  ได้ในทันที  จากนั้นก็จะสามารถเข้าใจองค์ภควานด้วยวิธีการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เมื่อ  สถิตอย่างดีในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ท่านได้มาถึงสถานภาพทิพย์  และมีคุณวุฒิ  พอที่จะรู้สึกว่าองค์ภควานทรงปรากฏอยู่ในโลกแห่งกิจกรรมของตัวท่าน  สภาวะโดย  เฉพาะเช่นนี้เรียกว่าความหลุดพ้นอยู่ในองค์ภควาน

หลังจากได้อธิบายหลักข้างต้นเกี่ยวกับการหลุดพ้นอยู่ในองค์ภควาน  พระองค์  ทรงให้คำสั่งสอนแด่อารจุนะว่า  เราจะสามารถมาถึงสถานภาพนี้ด้วยการปฏิบัติการ  เข้าฌานหรือ  โยกะ  ที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า  อัชทงกะ-โยกะ  ซึ่งแยกออกไปเป็น  แปดวิธีเรียกว่า  ยะมะ,  นิยะมะ,  อสะนะ,  พรณยมะ,  พรัทยฮระ,  ดฺระณ,  ดฺยนะ  และ  สะมดิฺฺ  ในบทที่หกจะอธิบายเรื่อง  โยกะ  อย่างละเอียด  และในท้ายบทที่ห้า  จะอธิบายเฉพาะพื้นฐานเท่านั้น  เราต้องนำพาตัวเองให้ออกจากอายตนะภายนอก  เช่น  เสียง  สัมผัส  รูป  รส  และกลิ่น  ด้วยวิธีโยคะของ  พรัทยฮระ  จากนั้นกำหนดสายตาและ  ดวงตาระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง  และตั้งสมาธิอยู่ที่ปลายจมูก  พร้อมทั้งปิดเปลือกตามา  ครึ่งหนึ่ง  ไม่มีประโยชน์ในการปิดตาทั้งหมด  เพราะมีโอกาสที่จะหลับได้มาก  และไม่มี  ประโยชน์อันใดในการเปิดตาทั้งหมด  เพราะเสี่ยงที่จะไปหลงใหลกับอายตนะภายนอก  การเคลื่อนไหวของลมหายใจควบคุมให้อยู่ภายในโพรงจมูกด้วยการปรับลมเดินขึ้น  และลมเดินลงให้เข้ากันอยู่ภายในร่างกาย  ด้วยการฝึกโยคะเช่นนี้จะสามารถควบคุม  ประสาทสัมผัส  หลีกเลี่ยงจากอายตนะภายนอก  และเตรียมตัวเองเพื่อความหลุดพ้นใน  องค์ภควาน

วิธีการโยคะนี้ช่วยให้เป็นอิสระจากความกลัวและความโกรธทุกชนิด  จากนั้น  จะรู้สึกว่าอภิวิญญาณทรงปรากฏอยู่ในสภาวะทิพย์  อีกนัยหนึ่ง  คริชณะจิตสำนึกเป็นวิธี  ง่ายที่สุดในการปฏิบัติตามหลักธรรมโยคะ  จะอธิบายโดยละเอียดในบทต่อไป  อย่างไร  ก็ดี  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกปฏิบัติด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้อยู่เสมอ  จึงไม่  ต้องเสี่ยงในการสูญเสียประสาทสัมผัสของตนไปในการปฏิบัติอย่างอื่น  ซึ่งเป็นวิธีการ  ควบคุมประสาทสัมผัสที่ดีกว่า  อัชทงกะ-โยกะ

โศลก 29 (5.29)

โบฺคทรัม ยะกยะ-ทะพะสม
สรวะ-โลคะ-มะเฮชวะรัม

สุฮริดัม สรวะ-บํูทนม
กยทว มม ชนทิม ริชชฺะทิ

โบฺคทรัม  -  ผู้ได้รับผลประโยชน์, ยะกยะ  -  ของการบูชา, ทะพะสม  -  บำเพ็ญเพียรและ สมถะ, สรวะ-โลคะ  -  โลกทั้งหมดและเหล่าเทวดา, มะฮะ-อีชวะรัม  -  องค์ภควาน, สุ- ฮริดัม  -  ผู้อุปการะ, สรวะ  -  ของทั้งหมด, บํูทนม  -  สิ่งมีชีวิต, กยทว  -  ทราบ, มม  -  ข้า (คริชณะ), ชนทิม  -  บรรเทาจากความเจ็บปวดทางวัตถุ, ริชชฺะทิ  -  เขาบรรลุ

คำแปล

ผู้ที่มีจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ในข้า  รู้ว่าในที่สุดข้าคือผู้ได้รับประโยชน์แห่งการบูชา  และความสมถะทั้งหมด  ข้าคือองค์ภควานสูงสุดของโลกและเทวดาทั้งปวง  ข้า  คือผู้อุปการะและผู้ปรารถนาดีของมวลชีวิต  เขาผู้นี้จะได้รับความสงบจากความ  เจ็บปวดแห่งความทุกข์ทางวัตถุ

คำอธิบาย

พันธวิญญาณภายใต้เงื้อมมือของพลังงานแห่งความหลงมีความกระตือรือร้น  ที่จะได้รับความสงบในโลกวัตถุ  แต่ไม่รู้สูตรแห่งความสงบซึ่งจะอธิบายในส่วนนี้ของ  ภควัต-คีต  สูตรแห่งความสงบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมีง่าย  ๆ  ดังนี้คือ  องค์ชรีคริชณะทรงเป็น  ผู้ได้รับผลประโยชน์แห่งกิจกรรมของมวลมนุษย์  มนุษย์ควรถวายทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อ  รับใช้ทิพย์แด่พระองค์  เพราะว่าคริชณะทรงเป็นเจ้าของโลกทั้งหมดและเทวดาทั้งปวง  ไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์  คริชณะทรงยิ่งใหญ่กว่าเทวดาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  เช่นพระ  ศิวะ  และพระพรหม  ในคัมภีร์พระเวท  (ชเวทชวะทระ  อุพะนิชัด  6.7)  ได้อธิบายถึงองค์  ภควาน  ว่า  ทัม  อีชวะรณม  พะระมัม  มะเฮชวะรัม  ภายใต้มนต์สะกดแห่งความหลง  สิ่งมีชีวิตพยายามเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองสำรวจพบ  แต่แท้ที่จริงพวกเขาถูก  ครอบงำโดยพลังงานวัตถุขององค์ภควาน  พระองค์ทรงเป็นเจ้านายของธรรมชาติวัตถุ  และพันธวิญญาณอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์อันเข้มงวดของธรรมชาติวัตถุ  นอกเสียจากว่าจะ  เข้าใจความจริงง่าย  ๆ  นี้  มิฉะนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับความสงบในโลกไม่ว่าโดยส่วน  ตัวหรือส่วนรวม  นี่คือเหตุผลของคริชณะจิตสำนึก  องค์ชรีคริชณะทรงเป็นผู้มีอำนาจ  สูงสุด  และมวลชีวิตรวมทั้งเทวดาผู้ยิ่งใหญ่เป็นรองจากพระองค์  เราสามารถได้รับ  ความสงบอย่างสมบูรณ์ในคริชณะจิตสำนึกที่บริบูรณ์เท่านั้น

ในบทที่ห้านี้เป็นการอธิบายภาคปฏิบัติของคริชณะจิตสำนึก  โดยทั่วไปทราบ  กันว่าเป็น  ครมะ-โยกะ  คำถามจากการคาดคะเนทางจิตที่ว่า  ครมะ-โยกะ  สามารถ  ให้ความหลุดพ้นได้อย่างไรนั้น  ได้ให้คำตอบไว้  ณ  ที่นี้  การทำงานในคริชณะจิตสำนึก  เป็นการทำงานด้วยความรู้ที่สมบูรณ์ว่าองค์ภควานทรงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด  งาน  เช่นนี้ไม่แตกต่างไปจากความรู้ทิพย์  คริชณะจิตสำนึกโดยตรงคือ  ภักดี-โยคะ  และ  กยนะ-โยกะ  เป็นวิถีทางที่จะนำเราไปสู่  ภักดี-โยคะ  คริชณะจิตสำนึกหมายถึงการ  ทำงานด้วยความรู้อันสมบูรณ์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสัจธรรมสูงสุด  และ  ความสมบูรณ์ของจิตสำนึกนี้คือความรู้อันสมบูรณ์แห่งองค์คริชณะหรือบุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้า  ดวงวิญญาณผู้บริสุทธิ์เป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์ภควาน  เหมือนกัน  กับเศษละอองอณูของพระองค์  ที่มาสัมผัสกับ  มย  (ความหลง)  เพราะต้องการเป็นเจ้า  เหนือ  มย  นี่คือต้นเหตุแห่งความทุกข์มากมาย  ตราบใดที่ยังสัมผัสอยู่กับวัตถุ  เขา  จะต้องปฏิบัติงานเนื่องจากความจำเป็นทางวัตถุ  อย่างไรก็ดี  คริชณะจิตสำนึกนำเขามา  สู่ชีวิตทิพย์แม้ในขณะที่อยู่ในอาณาเขตของวัตถุ  เป็นการปลุกความเป็นอยู่ในวิถีทิพย์  ด้วยการปฏิบัติอยู่ในโลกวัตถุ  เมื่อเจริญมากขึ้นก็จะมีอิสระมากขึ้นจากเงื้อมมือของวัตถุ  องค์ภควานทรงไม่ลำเอียงกับผู้ใด  ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง  ในคริชณะจิตสำนึกซึ่งช่วยให้เขาควบคุมประสาทสัมผัสได้ในทุก  ๆ  ด้านและได้รับชัยชนะ  จากอิทธิพลแห่งความต้องการและความโกรธ  ผู้ที่ยืนอยู่อย่างมั่นคงในคริชณะจิตสำนึก  สามารถควบคุมตัณหาดังที่กล่าวมาแล้ว  ดำรงอยู่อย่างแท้จริงในระดับทิพย์หรือ  บระฮมะ-นิรวณะ  เรื่องการเข้าฌานแปดวิธีของโยคะก็ปฏิบัติอยู่ในคริชณะจิตสำนึก  โดยปริยาย  เพราะจุดมุ่งหมายสูงสุดได้รับการดูแล  มีวิธีการค่อย  ๆ  พัฒนาในการฝึก  ปฏิบัติ  ยะมะ,  นิยะมะ,  อสะนะ,  พรณยมะ,  พรัทยฮระ,  ดฺระณ,  ดฺยนะ  และ  สะมดิฺ  แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความสมบูรณ์เบื้องต้นของการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ซึ่ง  เป็นสิ่งเดียวที่สามารถให้รางวัลความสงบแก่มนุษย์ได้อันเป็นความสมบูรณ์สูงสุดของ  ชีวิต

ฉะนั้น ได้จบคำอธิบยโดย บัฺคธิเวดันธะ บทที่ห้ของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทา ในหัวข้อเรื่อง ครมะ-โยกะ หรือ กรปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก

บทที่ หก

ดฺยานะ-โยกะ

โศลก 1 (6.1)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
อนาชริทะฮ คารมะ-พระลัม
คารยัม คารมะ คะโรทิ ยะฮ

สะ สันนยาสี ชะ โยกี ชะ
นะ นิรักนิร นะ ชาคริยะฮ

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  องค์ภควานตรัส, อนาชริทะฮ  -  ปราศจากที่พึ่ง, คารมะ-พฺะลัม  -  ของผลแห่งงาน, คารยัม  -  หน้าที่, คารมะ  -  งาน, คะโรทิ  -  ปฏิบัติ, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, สะฮ  -  เขา, สันนยาสี  -  ในระดับสละโลก, ชะ  -  เช่นกัน, โยกี  -  โยคี, ชะ  -  เช่นกัน, นะ  -  ไม่, นิฮ  -  ปราศจาก, อักนิร  -  ไฟ, นะ  -  ไม่, ชะ  -  เช่นกัน, อคริยะฮ  -  ปราศจากหน้าที่

คำแปล

องค์ภควานตรัสว่า  ผู้ที่ไม่ยึดติดต่อผลงานของตนและทำงานไปตามหน้าที่  เป็น  ผู้ที่อยู่ในระดับชีวิตสละโลกและเป็นโยคีที่แท้จริง  มิใช่ผู้ที่ไม่ก่อไฟและไม่ปฏิบัติ  หน้าที่

คำอธิบาย

ในบทนี้องค์ภควานทรงอธิบายว่า  วิธีของระบบโยคะแปดระดับเป็นวิถีทางเพื่อ  ควบคุมจิตใจและประสาทสัมผัส  อย่างไรก็ดี  มันเป็นสิ่งยากมากสำหรับคนทั่วไปที่จะ  ปฏิบัติได้โดยเฉพาะใน  คะลิ  ยุค  ถึงแม้ระบบโยคะแปดระดับได้แนะนำไว้ในบทนี้  พระองค์  ทรงเน้นว่าวิธีของ  คารมะ-โยกะ  หรือการปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกดีกว่า  ทุกคนปฏิบัติ  ตนในโลกนี้เพื่อค้ำจุนครอบครัวและทรัพย์สมบัติของตน  ไม่มีผู้ใดทำงานโดยปราศจาก  ความเห็นแก่ตัวหรือเพื่อสนองตอบส่วนตัวบางประการ  ไม่ว่าในวงแคบหรือวงกว้าง  บรรทัดฐานแห่งความสมบูรณ์คือการปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก  ไม่ใช่ด้วยแนวคิดที่จะ  หาความสุขกับผลของงาน  การปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกเป็นหน้าที่ของทุกชีวิต  เพราะ  ว่าทุกชีวิตโดยพื้นฐานเป็นละอองอณูขององค์ภควาน  ส่วนต่าง  ๆ  ของร่างกายปฏิบัติ  งานเพื่อให้ทั่วทั้งเรือนร่างพึงพอใจ  แขนและขามิได้ปฏิบัติเพื่อให้ส่วนของตนเองพึงพอใจ  แต่เพื่อความพึงพอใจของทั่วทั้งเรือนร่าง  ในทำนองเดียวกัน  สิ่งมีชีวิตผู้ปฏิบัติเพื่อความ  พึงพอใจของส่วนรวมสูงสุด  และไม่ใช่เพื่อความพึงพอใจของตนเองจึงเป็น  สันนยาสี  หรือโยคีที่สมบูรณ์

พวก  สันนยาสี  บางครั้งคิดอย่างผิดธรรมชาติว่าตนเองได้หลุดพ้นแล้วจาก  หน้าที่ทางวัตถุทั้งมวล  ฉะนั้น  จึงหยุดการปฏิบัติ  อักนิโฮทระ  ยะกยะ  (บูชาไฟ  )  แต่อัน  ที่จริงพวกนี้เห็นแก่ตัวเพราะจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการมาเป็นหนึ่งเดียวกับ  บระฮมัน  อัน  ไร้รูปลักษณ์  ความต้องการเช่นนี้ยิ่งใหญ่กว่าความต้องการใด  ๆ  ทางวัตถุ  แต่มิใช่ว่า  ปราศจากความเห็นแก่ตัว  เช่นเดียวกัน  โยคีผู้มีฤทธิ์ฝึกปฏิบัติตามระบบโยคะด้วยการ  ลืมตาครึ่งหนึ่ง  หยุดกิจกรรมทางวัตถุทั้งหมด  ปรารถนาความพึงพอใจบางประการ  สำหรับตนเอง  แต่บุคคลผู้ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกทำงานเพื่อความพึงพอใจของส่วน  รวมที่สมบูรณ์โดยไม่เห็นแก่ตัว  บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกไม่มีความปรารถนาเพื่อ  ความพึงพอใจของตนเอง  บรรทัดฐานแห่งความสำเร็จของท่านอยู่ที่ความพึงพอใจ  ของคริชณะ  ดังนั้น  ท่านจึงเป็น  สันนยาสี  หรือโยคีที่สมบูรณ์  องค์เชธันญะผู้ทรงเป็น  เครื่องหมายของความสมบูรณ์สูงสุดแห่งความเสียสละ  ทรงภาวนาดังนี้

นะ ดฺะนัม นะ จะนัม นะ สุนดะรีม
คะวิทาม วา จะกัด-อีชะ คามะเย

มะมะ จันมะนิ จันมะนีชวะเร
บฺะวะทาด บัฺคธิร อไฮทุคี ทวะยิ

“โอ้  องค์ภควานผู้ทรงเดช  ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาสะสมทรัพย์  ไม่ปรารถนาหาความสุข  กับหญิงงาม  และไม่ปรารถนาสานุศิษย์มากมาย  สิ่งเดียวที่ปรารถนาคือพระเมตตาอัน  หาที่สุดมิได้ที่ให้ข้าพเจ้าได้อุทิศตนเสียสละรับใช้พระองค์ตลอดทุก  ๆ  ชาติไป”

โศลก 2 (6.2)

ยัม สันนยาสัม อิทิ พราฮุร
โยกัม ทัม วิดดิฺ พาณดะวะ

นะ ฮิ อสันนยัสทะ-สังคัลโพ
โยกี บฺะวะทิ คัชชะนะ

ยัม  -  อะไร, สันนยาสัม  -  การเสียสละ, อิทิ  -  ดังนั้น, พราฮุฮ  -  พวกเขากล่าว, โยกัม  -  เชื่อม กับองค์ภควาน, ทัม  -  นั้น, วิดดิฺ  -  เธอต้องรู้, พาณดะวะ  -  โอ้ โอรสของพาณดุ, นะ  -  ไม่เคย, ฮิ  -  แน่นอน, อสันนยัสทะ  -  ปราศจากการยกเลิก, สังคัลพะฮ  -  ปรารถนาเพื่อความพึง พอใจแห่งตน, โยกี  -  นักทิพย์นิยมผู้มีฤทธิ์, บฺะวะทิ  -  มาเป็น, คัชชะนะ  -  ผู้ใด

คำแปล

เธอควรรู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าการเสียสละเป็นสิ่งเดียวกับโยคะ  หรือการเชื่อมสัมพันธ์  ตนเองกับองค์ภควาน  โอ้  โอรสแห่งพาณดุ  ไม่มีผู้ใดสามารถเป็นโยคีได้นอกจาก  เขาผู้นั้นสละความต้องการเพื่อสนองประสาทสัมผัส

คำอธิบาย

สันนยาสะ-โยกะ  หรือ  บัฺคธิ  ที่แท้จริงหมายความว่าเขาควรรู้สถานภาพพื้นฐาน  ของตนในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตและควรปฏิบัติตามนั้น  สิ่งมีชีวิตไม่มีบุคลิกอิสระที่แยก  ออกไป  แต่เป็นพลังงานพรมแดนขององค์ภควาน  เมื่อถูกกักขังโดยพลังงานวัตถุเขาจึง  อยู่ในสภาวะวัตถุ  และเมื่อมีคริชณะจิตสำนึกหรือตระหนักถึงพลังงานทิพย์ตอนนั้นเขา  อยู่ในระดับธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิต  ฉะนั้น  เมื่อมีความรู้ที่สมบูรณ์  เขาจะหยุดสนอง  ประสาทสัมผัสวัตถุทั้งหมดหรือสละกิจกรรมเพื่อสนองประสาทสัมผัสทั้งปวง  เช่นนี้  โยคี  ผู้ควบคุมประสาทสัมผัสจากการยึดติดทางวัตถุปฏิบัติกัน  แต่บุคคลในคริชณะ  จิตสำนึกไม่มีโอกาสที่จะใช้ประสาทสัมผัสของตนไปในสิ่งอื่นใดที่ไม่ใช่จุดมุ่งหมายของ  คริชณะ  ดังนั้น  บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกเป็นทั้ง  สันนยาสี  และโยคีในเวลาเดียวกัน  จุด  มุ่งหมายของความรู้และการควบคุมประสาทสัมผัสดังที่ได้อธิบายในวิธีการ  กยานะ  และ  โยคะก็บรรลุถึงได้โดยปริยายในคริชณะจิตสำนึก  หากผู้ใดไม่สามารถยกเลิกกิจกรรม  แห่งธรรมชาติความเห็นแก่ตัวของตนเอง  กยานะ  และ  โยคะ  ก็ไม่มีประโยชน์อันใด  จุด  มุ่งหมายที่แท้จริงคือเพื่อให้สิ่งมีชีวิตยกเลิกความพึงพอใจที่เห็นแก่ตัวทั้งหมดและเตรียม  ตัวเพื่อให้องค์ภควานทรงพอพระทัย  บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกไม่มีความปรารถนาเพื่อ  ความสุขส่วนตัวใด  ๆ  ทั้งสิ้น  เขาปฏิบัติตนเพื่อความสุขขององค์ภควานอยู่เสมอ  ฉะนั้น  ผู้ที่ไม่มีข้อมูลขององค์ภควานจำต้องปฏิบัติเพื่อความพึงพอใจของตนเองเพราะว่าไม่มีผู้  ใดสามารถยืนหยัดอยู่ในระดับที่ไร้กิจกรรมได้  จุดมุ่งหมายทั้งหมดบรรลุได้โดยสมบูรณ์  ด้วยการปฏิบัติคริชณะจิตสำนึก

โศลก 3 (6.3)

อารุรุคโชร มุเนร โยกัม
คารมะ คาระณัม อุชยะเท

โยการูดัฺสยะ ทัสไยวะ
ชะมะฮ คาระณัม อุชยะเท

อารุรุคโชฮ  -  ผู้ที่เพิ่งเริ่มโยคะ, มุเนฮ  -  ของนักปราชญ์, โยกัม  -  ระบบโยคะแปดระดับ, คารมะ  -  งาน, คาระณัม  -  วิถีทาง, อุชยะเท  -  กล่าวว่า, โยกะ  -  โยคะแปดระดับ, อารูดัฺสยะ  -  ของผู้ได้รับแล้ว, ทัสยะ  -  ของเขา, เอวะ  -  แน่นอน, ชะมะฮ  -  หยุดกิจกรรมทางวัตถุทั้งหมด, คาระณัม  -  วิถีทาง, อุชยะเท  -  กล่าวว่า

คำแปล

สำหรับผู้เริ่มต้นในระบบโยคะแปดระดับ  กล่าวไว้ว่าการทำงานคือวิถีทาง  และ  สำหรับผู้ที่พัฒนาในโยคะแล้ว  กล่าวไว้ว่าการหยุดกิจกรรมทางวัตถุทั้งหมดคือ  วิถีทาง

คำอธิบาย

วิธีการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับองค์ภควานเรียกว่าโยคะ  อาจเปรียบ  เทียบได้กับขั้นบันไดเพื่อบรรลุถึงความรู้แจ้งทิพย์สูงสุด  ขั้นบันไดนี้เริ่มต้นจากสภาวะ  วัตถุต่ำสุดของสิ่งมีชีวิต  และสูงขึ้นไปจนถึงความรู้แจ้งแห่งตนอย่างสมบูรณ์ในชีวิตทิพย์  ที่บริสุทธิ์  ตามระดับแห่งความเจริญก้าวหน้า  ส่วนต่าง  ๆ  ของขั้นบันไดมีชื่อเรียกต่าง  กัน  แต่รวมกันทั้งหมดเป็นขั้นบันไดที่สมบูรณ์เรียกว่าโยคะ  และอาจแบ่งออกเป็นสาม  ส่วนคือ  กยานะ-โยกะ,  ดฺยานะ-โยกะ.  และ  ภักดี-โยคะ  ขั้นแรกของบันไดเรียกว่าระดับ  โยการุรุคชุ  และขั้นสูงสุดเรียกว่า  โยการูดฺะ

เกี่ยวกับระบบโยคะแปดระดับ  เป็นการพยายามขั้นต้นเพื่อเข้าไปสู่สมาธิด้วย  หลักธรรมแห่งชีวิตและฝึกปฏิบัติท่านั่งต่าง  ๆ  (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการบริหารร่างกาย)  ถือว่าเป็นกิจกรรมทางวัตถุเพื่อหวังผล  กิจกรรมเช่นนี้ทั้งหมดจะนำให้บรรลุความสมดุล  ทางจิตใจอย่างสมบูรณ์เพื่อควบคุมประสาทสัมผัส  เมื่อประสบความสำเร็จในการฝึก  สมาธิ  เขาจะหยุดกิจกรรมทั้งหมดที่รบกวนจิตใจ

อย่างไรก็ดี  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกสถิตในระดับสมาธิตั้งแต่ตอนเริ่มต้น  เนื่องจากเขาระลึกถึงคริชณะเสมอ  และปฏิบัติรับใช้คริชณะอยู่ตลอดเวลาซึ่งพิจารณา  ว่าหยุดกิจกรรมทางวัตถุทั้งหมดโดยปริยาย

โศลก 4 (6.4)

ยะดา ฮิ เนนดริยารเทฺชุ
นะ คารมะสุ อนุชัจจะเท

สารวะ-สังคัลพะ-สันนยาสี
โยการูดัฺส ทะโดชยะเท

ยะดา  -  เมื่อ, ฮิ  -  แน่นอน, นะ  -  ไม่, อินดริยะ-อารเทฺชุ  -  ในการสนองประสาทสัมผัส, นะ  -  ไม่เคย, คารมะสุ  -  ในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, อนุชัจจะเท  -  ผู้จำเป็นปฏิบัติ, สารวะ-สัง คัลพะ  -  ของความต้องการทางวัตถุทั้งปวง, สันนยาสี  -  ผู้สละทางโลก, โยกะ-อารูดฺะฮ  -  เจริญในโยคะ, ทะดา  -  ในเวลานั้น, อุชยะเท  -  กล่าวว่า

คำแปล

กล่าวได้ว่าบุคคลผู้นี้เจริญในโยคะแล้ว  เมื่อเขาสละความต้องการทางวัตถุทั้งปวง  และไม่ปฏิบัติตนเพื่อสนองประสาทสัมผัส  หรือปฏิบัติในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ

คำอธิบาย

เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างเต็มที่ในการรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อองค์ภควาน  เขา  มีความสุขอยู่ในตัว  ดังนั้น  จึงไม่ปฏิบัติเพื่อสนองประสาทสัมผัส  หรือปฏิบัติในกิจกรรม  เพื่อผลทางวัตถุอีกต่อไป  มิฉะนั้น  ต้องปฏิบัติเพื่อสนองประสาทสัมผัสเพราะว่าไม่มีผู้  ใดสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีกิจกรรม  ปราศจากคริชณะจิตสำนึกเราต้องแสวงหา  กิจกรรมที่มีตนเองเป็นศูนย์กลาง  หรือกิจกรรมที่เห็นแก่ตัวในวงกว้าง  แต่บุคคลใน  คริชณะจิตสำนึกสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความพึงพอพระทัยของคริชณะ  ดัง  นั้น  จึงไม่ยึดติดกับการสนองประสาทสัมผัสโดยสมบูรณ์  ผู้ไม่มีความรู้แจ้งเช่นนี้จะต้อง  พยายามหลบหนีความต้องการทางวัตถุอย่างผิดธรรมชาติ  ก่อนที่จะพัฒนาไปถึงขั้น  บันไดสูงสุดแห่งโยคะ

โศลก 5 (6.5)

อุดดฺะเรด อาทมะนาทมานัม
นาทมานัม อวะสาดะเยท

อาทไมวะ ฮิ อาทมะโน บันดํุร
อาทไมวะ ริพุร อาทมะนะฮ

อุดดฺะเรท  -  เราต้องส่ง, อาทมะนา  -  ด้วยจิตใจ, อาทมานัม  -  พันธวิญญาณ, นะ  -  ไม่ เคย, อาทมานัม  -  พันธวิญญาณ, อวะสาดะเยท  -  ทำให้ตกต่ำลง, อาทมา  -  จิตใจ, เอวะ  -  แน่นอน, ฮิ  -  อันที่จริง, อาทมะนะฮ  -  ของพันธวิญญาณ, บันดํุฮ  -  เพื่อน, อาทมา  -  จิตใจ, เอวะ  -  แน่นอน, ริพุฮ  -  ศัตรู, อาทมะนะฮ  -  ของพันธวิญญาณ

คำแปล

เขาต้องจัดส่งตนเองด้วยการช่วยเหลือจากจิตใจของตน  มิใช่ทำตัวให้ตกต่ำลง  จิตใจเป็นทั้งเพื่อนและศัตรูของพันธวิญญาณ

คำอธิบาย

คำว่า  อาทมา  หมายถึง  ร่างกาย  จิตใจ  และวิญญาณ  ขึ้นอยู่กับสถานการณ์  ที่แตกต่างกัน  ในระบบโยคะ  จิตใจของพันธวิญญาณสำคัญมาก  เพราะว่าจิตใจเป็น  ศูนย์กลางของการฝึกปฏิบัติโยคะ  ณ  ที่นี้  อาทมา  หมายถึงจิตใจ  จุดมุ่งหมายของระบบ  โยคะ  เพื่อควบคุมจิตใจและดึงให้จิตใจออกห่างจากการยึดติดกับอายตนะภายนอก  ได้เน้นไว้  ณ  ที่นี้ว่าจิตใจจะต้องได้รับการฝึกฝนเพื่อจัดส่งพันธวิญญาณจากหล่มแห่ง  อวิชชา  ในความเป็นอยู่ทางวัตถุ  เขาอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของจิตใจและประสาท  สัมผัส  อันที่จริงดวงวิญญาณบริสุทธิ์ถูกพันธนาการอยู่ในโลกวัตถุเพราะว่าจิตใจถูก  อหังการพัวพัน  ซึ่งทำให้ต้องการเป็นเจ้าครอบครองธรรมชาติวัตถุ  ฉะนั้น  จิตใจควรได้  รับการฝึกฝนเพื่อไม่ให้ไปหลงใหลกับแสงสีของธรรมชาติวัตถุ  ด้วยวิธีนี้พันธวิญญาณ  อาจได้รับความปลอดภัย  เราไม่ควรทำตัวเองให้ตกต่ำลงด้วยการไปหลงใหลกับ  อายตนะภายนอก  หากไปหลงใหลกับอายตนะภายนอกมากเท่าไร  เราจะถูกพันธนาการ  ในความเป็นอยู่ทางวัตถุมากเท่านั้น  วิธีที่ดีที่สุดที่จะไม่ให้ตนเองถูกพันธนาการคือ  ให้  จิตใจปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกอยู่เสมอ  คำว่า  ฮิ  ใช้เพื่อเน้นจุดนี้  ตัวอย่างเช่น  เรา  ต้อง  ทำเช่นนี้  ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า

มะนะ เอวะ มะนุชยาณาม
คาระณัม บันดฺะ-โมคชะโยฮ

บันดฺายะ วิชะยาสังโก
มุคทไย นิรวิชะยัม มะนะฮ

“สำหรับมนุษย์  จิตใจเป็นต้นเหตุแห่งพันธนาการ  และจิตใจก็เป็นต้นเหตุแห่งความหลุด  พ้น  จิตใจที่ซึมซาบอยู่กับอายตนะภายนอกเป็นต้นเหตุแห่งพันธนาการ  และจิตใจที่ไม่  ยึดติดกับอายตนะภายนอกเป็นต้นเหตุแห่งความหลุดพ้น”  (อมริทะ-บินดุ  อุพะนิชัด  2  )  ฉะนั้น  จิตใจที่ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกอยู่เสมอเป็นต้นเหตุแห่งความหลุดพ้นสูงสุด

โศลก 6 (6.6)

บันดํุร อาทมาทมะนัส ทัสยะ
เยนาทไมวาทมะนา จิทะฮ

อนาทมะนัส ทุ ชัทรุทเว
วารเททาทไมวะ ชัทรุ-วัท

บันดํุฮ  -  เพื่อน, อาทมา  -  จิตใจ, อาทมะนะฮ  -  ของสิ่งมีชีวิต, ทัสยะ  -  ของเขา, เยนะ  -  ผู้ซึ่ง, อาทมา  -  จิตใจ, เอวะ  -  แน่นอน, อาทมะนา  -  โดยสิ่งมีชีวิต, จิทะฮ  -  ได้รับชัยชนะ, อนาทมะ นะฮ  -  ของผู้ที่ไม่สามารถควบคุมจิตใจได้, ทุ  -  แต่, ชัทรุทเว  -  เพราะศัตรู, วารเททะ  -  ยังคง, อาทมา เอวะ  -  จิตใจนั้น, ชัทรุ-วัท  -  ในฐานะศัตรู

คำแปล

สำหรับผู้ที่เอาชนะจิตใจตนเองได้จิตใจเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด  แต่สำหรับผู้ที่ไม่  สามารถเอาชนะจิตใจของตนเองได้  จิตใจของเขายังคงเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด

คำอธิบาย

จุดมุ่งหมายของการฝึกปฏิบัติโยคะแปดระดับก็เพื่อควบคุมจิตใจในการปฏิบัติ  ภารกิจของมนุษย์  นอกจากว่าจิตใจจะอยู่ภายใต้การควบคุม  มิฉะนั้น  การฝึกปฏิบัติ  โยคะ  (เพื่ออวด)  เป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์  ผู้ที่ไม่สามารถควบคุมจิตใจของ  ตนเองได้มีชีวิตอยู่กับศัตรูที่ร้ายกาจเสมอ  ดังนั้น  ทั้งชีวิตและจุดมุ่งหมายของชีวิตของเขา  จะถูกทำลายลง  สถานภาพพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตคือการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ที่สูงกว่า  ตราบใดที่จิตใจยังคงเป็นศัตรูที่เอาชนะไม่ได้  เขาจะต้องรับใช้ตามคำสั่งของราคะ  ความ  โกรธ  ความโลภ  ความหลง  ฯลฯ  แต่เมื่อเอาชนะจิตใจได้แล้ว  เขาอาสาตกลงปลงใจ  ปฏิบัติตามคำสั่งของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้ทรงสถิตในหัวใจของทุก  ๆ  คนในรูป  ของ  พะระมาทมา  การปฏิบัติโยคะที่แท้จริงจะนำเรามาพบ  พะระมาทมา  ภายในหัวใจ  จากนั้นก็ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์  สำหรับผู้ที่รับเอาคริชณะจิตสำนึกมาปฏิบัติ  โดยตรง  การศิโรราบอย่างสมบูรณ์ต่อคำสั่งขององค์ภควานจะตามมาโดยปริยาย

โศลก 7 (6.7)

จิทาทมะนะฮ พระชานทัสยะ
พะระมาทมา สะมาฮิทะฮ

ชีโทชณะ-สุคฺะ-ดุฮเคชุ
ทะทฺา มานาพะมานะโยฮ

จิทะ-อาทมะนะฮ  -  ของผู้ที่เอาชนะจิตใจตนเองได้แล้ว, พระชานทัสยะ  -  ผู้ได้รับความ สงบด้วยการควบคุมจิตใจ, พะระมะ-อาทมา  -  อภิวิญญาณ, สะมาฮิทะฮ  -  เข้าพบอย่าง สมบูรณ์, ชีทะ  -  ในความเย็น, อุชณะ  -  ความร้อน, สุคฺะ  -  ความสุข, ดุฮเคฺชุ  -  และความ ทุกข์, ทะทฺา  -  เช่นกัน, มานะ  -  ในเกียรติยศ, อพะมานะโยฮ  -  และไร้เกียรติยศ

คำแปล

สำหรับผู้ที่เอาชนะจิตใจตนเองได้  บรรลุถึงองค์อภิวิญญาณเรียบร้อยแล้ว  และ  ได้รับความสงบ  บุคคลเช่นนี้ความสุขและความทุกข์  ความร้อนและความเย็น  การได้เกียรติและการเสียเกียรติ  ทั้งหมดมีค่าเท่ากัน

คำอธิบาย

อันที่จริงทุกชีวิตมีจุดมุ่งหมายเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของบุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้า  ผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกคนในรูป  พะระมาทมา  เมื่อจิตใจได้ถูก  พลังงานแห่งความหลงภายนอกนำไปในทางที่ผิด  เขาจะถูกพันธนาการอยู่ในกิจกรรม  ทางวัตถุ  ฉะนั้น  ทันทีที่ควบคุมจิตใจได้ด้วยหนึ่งในวิธีของระบบโยคะ  พิจารณาได้ว่าเขา  บรรลุถึงจุดหมายปลายทางแล้ว  เขาต้องปฏิบัติตามคำสั่งจากผู้ที่สูงกว่า  เมื่อจิตใจตั้งมั่น  อยู่ที่ธรรมชาติที่สูงกว่า  จะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปฏิบัติตามคำสั่งขององค์ภควาน  จิตใจต้องยอมรับคำสั่งที่สูงกว่าและปฏิบัติตามนั้น  ผลแห่งการควบคุมจิตใจได้คือปฏิบัติ  ตามคำสั่งของ  พะระมาทมา  หรือองค์อภิวิญญาณโดยปริยาย  เพราะว่าผู้ที่อยู่ในคริชณะ  จิตสำนึกบรรลุถึงสถานภาพทิพย์นี้ได้โดยทันที  สาวกขององค์ภควานไม่ได้รับผลกระ  ทบจากสิ่งคู่ที่มีอยู่ทางวัตถุ  เช่น  ความทุกข์และความสุข  ความเย็นและความร้อน  ฯลฯ  ระดับนี้คือการปฏิบัติ  สะมาดิฺ  หรือซึมซาบอยู่ในองค์ภควาน

โศลก 8 (6.8)

กยานะ-วิกยานะ-ทริพทาทมา
คูทะ-สโทฺ วิจิเทนดริยะฮ

ยุคทะ อิทิ อุชยะเท โยกี
สะมะ-โลชทราชมะ-คานชะนะฮ

กยานะ  -  ด้วยความรู้ที่เรียนมา, วิกยานะ  -  และความรู้แจ้งจากการปฏิบัติ, ทริพทะ  -  พึง พอใจ, อาทมา  -  สิ่งมีชีวิต, คูทะ-สทฺะฮ  -  สถิตในระดับทิพย์, วิจิทะ-อินดริยะฮ  -  ควบคุม ประสาทสัมผัส, ยุคทะฮ  -  สามารถรู้แจ้งตนเอง, อิทิ  -  ดังนั้น, อุชยะเท  -  กล่าวว่า, โยกี  -  โยคี, สะมะ  -  เที่ยงตรง, โลชทระ  -  กรวด, อัชมะ  -  หิน, คานชะนะฮ  -  ทอง

คำแปล

ผู้ที่สถิตในความรู้แจ้งแห่งตนเรียกว่าโยคี  (หรือผู้มีฤทธิ์  )  เมื่อเขามีความพึงพอใจ  อย่างเต็มเปี่ยมในบุญบารมีแห่งความรู้และความรู้แจ้งที่ได้รับ  บุคคลเช่นนี้สถิต  ในระดับทิพย์เป็นผู้ควบคุมตนเองได้  เขาเห็นทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นก้อน  กรวด  ก้อนหิน  หรือทองคำ  ว่ามีค่าเท่ากัน

คำอธิบาย

ความรู้จากหนังสือโดยปราศจากความรู้แจ้งแห่งสัจธรรมสูงสุดนั้นไร้ประโยชน์  ได้กล่าวไว้ดังต่อไปนี้

อทะฮ ชรี-คริชณะ-นามาดิ
นะ บฺะเวด กราฮยัม อินดริไยฮ

เสโวนมุเคฮ ฮิ จิฮวาโดฺ
สวะยัม เอวะ สพํุระทิ อดะฮ

“ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจธรรมชาติทิพย์แห่งพระนาม  พระวรกาย  คุณสมบัติ  และลีลา  ขององค์  ชรีคริชณะด้วยประสาทสัมผัสวัตถุของตนที่มีมลทินได้  เมื่อเขามีความอิ่มเอิบ  ทิพย์ด้วยการรับใช้ทิพย์แด่องค์ภควานเท่านั้น  พระนามทิพย์  พระวรกายทิพย์  คุณสมบัติ  ทิพย์และลีลาทิพย์ของพระองค์จะทรงปรากฏแก่เขา”  (บัฺคธิ-ระสามริทะ-สินดํุ  1.2.234)

หนังสือ  ภควัต-คีตา  นี้  เป็นศาสตร์แห่งคริชณะจิตสำนึก  ไม่มีผู้ใดสามารถมา  เป็นคริชณะจิตสำนึกได้ด้วยการศึกษาทางโลก  เขาต้องโชคดีพอที่ได้มาคบหาสมาคม  กับบุคคลผู้อยู่ในจิตสำนึกที่บริสุทธิ์  บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกมีความรู้แจ้งด้วยพระ  กรุณาธิคุณของคริชณะ  เพราะเขาพึงพอใจต่อการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์  ด้วย  ความรู้แจ้งทำให้เขาสมบูรณ์ด้วยความรู้ทิพย์ทำให้เขาสามารถดำรงอยู่อย่างมั่นคงใน  ความมุ่งมั่น  หากเพียงแต่เป็นความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียวอาจทำให้หลงผิด  ได้โดยง่ายดาย  และเกิดสับสนจากการปรากฏที่ขัดกัน  ดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งสามารถ  ควบคุมตนเองได้อย่างแท้จริง  เพราะเขาศิโรราบต่อคริชณะผู้ทรงอยู่ในระดับทิพย์  และ  เขาไม่มีอะไรไปเกี่ยวข้องกับการศึกษาทางโลก  การศึกษาทางโลกและการคาดคะเนทาง  จิตอาจดีเท่ากับทองคำสำหรับผู้อื่น  แต่ไม่มีคุณค่ามากไปกว่าก้อนกรวดหรือก้อนหิน  สำหรับบุคคลผู้นี้

โศลก 9 (6.9)

สุฮริน-มิทราริ อุดาสีนะ-
มัดฮยัสทฺะ-ดเวชยะ-บันดํุชุ

สาดํุชุ อพิ ชะ พาเพชุ
สะมะ-บุดดิฺร วิชิชยะเท

สุ-ฮริท  -  แด่ผู้ปรารถนาดีโดยธรรมชาติ, มิทระ  -  ผู้มีบุญคุณด้วยความรัก, อริ  -  ศัตรู, อุดา สีนะ  -  เป็นกลางระหว่างคู่ปรปักษ์, มัดฮยัสทฺะ  -  ผู้ปรองดองระหว่างคู่ปรปักษ์, ดเวชยะ  -  ผู้อิจฉา, บันดํุชุ  -  และญาติหรือผู้ปรารถนาดี, สาดํุชุ  -  แด่นักบุญ, อพิ  -  รวมทั้ง, ชะ  -  และ, พาเพชุ  -  แด่คนบาป, สะมะ  -  บุดดิฺฮ  -  มีปัญญาเสมอภาค, วิชิชยะเท  -  สูงขึ้นไปอีก

คำแปล

พิจารณาว่าบุคคลเจริญสูงขึ้นไปอีก  เมื่อเขาเห็นผู้ปรารถนาดีที่ซื่อสัตย์  ผู้มีบุญ  คุณด้วยความรัก  ผู้เป็นกลาง  ผู้ปรองดอง  ผู้อิจฉา  มิตรและศัตรู  นักบุญและคน  บาป  ทั้งหมดนี้เขาเห็นด้วยจิตใจที่เสมอภาค

โศลก 10 (6.10)

โยกี ยุนจีทะ สะทะทัม
อาทมานัม ระฮะสิ สทิฺทะฮ
เอคาคี ยะทะ-ชิททาทมา
นิราชีร อพะริกระฮะฮ

โยกี  -  นักทิพย์นิยม, ยุนจีทะ  -  ต้องทำสมาธิในคริชณะจิตสำนึก, สะทะทัม  -  ตลอดเวลา, อาทมานัม  -  ตัวเขา (ด้วยร่างกาย จิตใจ และชีวิต ), ระฮะสิ  -  ในที่สันโดษ, สทิฺทะฮ  -  สถิต, เอคาคี  -  คนเดียว, ยะทะ-ชิททะ-อาทมา  -  ระวังอยู่ในจิตใจเสมอ, นิราชีฮ  -  ไม่ถูกสิ่งใด ยั่วยวน, อพะริกระฮะฮ  -  ปราศจากความรู้สึกเป็นเจ้าของ

คำแปล

นักทิพย์นิยมควรปฏิบัติด้วยร่างกาย  จิตใจ  และชีวิตในความสัมพันธ์กับองค์  ภควานเสมอ  เขาควรอยู่คนเดียวในที่สันโดษ  ควรควบคุมจิตใจของตนเองด้วย  ความระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา  และควรเป็นอิสระจากความต้องการและความ  รู้สึกเป็นเจ้าของ

คำอธิบาย

ชรีคริชณะทรงรู้แจ้งได้ในระดับต่าง  ๆ  กันเช่น  บระฮมัน.  พะระมาทมา.  และ  ภควาน  คริชณะจิตสำนึกหมายความอย่างตรงประเด็นว่า  ปฏิบัติตนในการรับใช้ทิพย์  ด้วยความรักแด่องค์ภควานอยู่เสมอ  แต่พวกที่ยึดติดกับ  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  หรือ  องค์อภิวิญญาณผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจก็เป็นส่วนหนึ่งของคริชณะจิตสำนึกเช่น  กัน  เพราะ  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์เป็นรัศมีทิพย์ของคริชณะ  และอภิวิญญาณทรงเป็น  ส่วนที่แยกออกมาจากคริชณะซึ่งแผ่กระจายไปทั่ว  ดังนั้น  ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์และนัก  ปฏิบัติสมาธิก็มีคริชณะจิตสำนึกทางอ้อมเช่นกัน  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกโดยตรงเป็น  นักทิพย์นิยมสูงสุด  เพราะสาวกเช่นนี้ทราบว่า  บระฮมัน  และ  พะระมาทมา  หมายความ  ว่าอย่างไร  ความรู้แห่งสัจธรรมของเขานั้นสมบูรณ์  ในขณะที่ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์และ  โยคีผู้ทำสมาธิมีคริชณะจิตสำนึกที่ไม่สมบูรณ์

อย่างไรก็ดี  ทั้งหมดนี้ได้แนะนำไว้  ณ  ที่นี้ให้ปฏิบัติในสายงานอาชีพของตนเอง  อยู่เสมอ  เพื่ออาจมาถึงจุดสมบูรณ์สูงสุดได้ในไม่ช้าก็เร็ว  ภารกิจข้อแรกของนักทิพย์นิยม  คือตั้งจิตอยู่ที่คริชณะเสมอ  เขาควรระลึกถึงคริชณะอยู่เสมอและไม่ลืมพระองค์แม้แต่  เสี้ยววินาทีเดียว  การตั้งจิตอยู่ที่องค์ภควานเรียกว่า  สมาดิฺ  หรือสมาธิ  เพื่อให้จิตตั้งมั่น  เขาควรดำรงอยู่อย่างสันโดษเสมอ  และหลีกเลี่ยงการรบกวนจากอายตนะภายนอก  ควรระมัดระวังอย่างยิ่งในการรับเอาสภาวะที่เอื้อประโยชน์  และปฏิเสธสภาวะที่ไม่เอื้อ  ประโยชน์ที่จะมีผลกระทบต่อความรู้แจ้งแห่งตน  และด้วยความมั่นใจอย่างสมบูรณ์  เขา  ไม่ควรทะเยอทะยานกับสิ่งของวัตถุที่ไม่จำเป็นซึ่งจะพันธนาการตนเองด้วยความรู้สึก  เป็นเจ้าของ

ความสมบูรณ์และข้อควรระวังทั้งหมดนี้ปฏิบัติได้อย่างสมบูรณ์เมื่ออยู่ใน  คริชณะจิตสำนึกโดยตรง  เพราะว่าคริชณะจิตสำนึกโดยตรงหมายถึงการสละทิ้งตนเอง  เช่นนี้  จึงเปิดโอกาสน้อยมากที่จะเป็นเจ้าของวัตถุ  ชรีละ  รูพะ  โกสวามี  แสดงลักษณะ  ของคริชณะจิตสำนึกไว้ดังนี้

อนาสัคทัสยะ วิชะยาน
ยะทฺารฮัม อุพะยุนจะทะฮ

นิรบันดฺะฮ คริชณะ-สัมบันเดฺ
ยุคทัม ไวรากยัม อุชยะเท
พราพันชิคะทะยา บุดดฺยา
ฮะริ-สัมบันดิฺ-วัสทุนะฮ

มุมุคชุบิฺฮ พะริทยาโก
ไวรากยัม พัฺลกุ คัทฮยะเท

“เมื่อเขาไม่ยึดติดกับสิ่งใด  แต่ในขณะเดียวกันยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างในความสัมพันธ์กับ  คริชณะ  เขาสถิตอย่างถูกต้องเหนือความเป็นเจ้าของ  อีกด้านหนึ่ง  ผู้ที่ปฏิเสธทุกสิ่งทุก  อย่างโดยไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างทุกสิ่งทุกอย่างกับคริชณะ  การเสียสละของบุคคล  นี้ไม่สมบูรณ์”  (บัฺคธิ-ระสามริทะ-สินดํุ  1.2.255-256  )

บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกทราบดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของคริชณะ  ดังนั้น  เขา  จึงเป็นอิสระจากความรู้สึกเป็นเจ้าของส่วนตัวอยู่เสมอ  เขาไม่มีความทะเยอทะยานไม่  ว่าสิ่งใด  ๆ  สำหรับส่วนตัวทราบว่าควรรับเอาสิ่งต่าง  ๆ  มาส่งเสริมในคริชณะจิตสำนึก  ได้อย่างไร  และทราบว่าควรปฏิเสธกับสิ่งที่ไม่ส่งเสริมในคริชณะจิตสำนึกได้อย่างไร  เขาปลีกตัวออกห่างจากสิ่งของวัตถุเสมอเพราะอยู่ในระดับทิพย์  จะอยู่อย่างสันโดษ  เสมอ  โดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ไม่มีคริชณะจิตสำนึก  ฉะนั้น  บุคคลในคริชณะ  จิตสำนึกจึงเป็นโยคีที่สมบูรณ์

โศลก 11-12 (6.11-12)

ชุโช เดเช พระทิชทฺาพยะ
สทิฺรัม อาสะนัม อาทมะนะฮ

นาทิ-อุชชฺริทัม นาทิ-นีชัม
ไชลาจินะ-คุโชททะรัม
ทะไทรคากรัม มะนะฮ คริทวา
ยะทะ-ชิทเทนดริยะ-คริยะฮ

อุพะวิชยาสะเน ยุนจยาด
โยกัม อาทมะ-วิชุดดฺะเย

ชุโช  -  ในความถูกต้อง, เดเช  -  แผ่นดิน, พระทิชทฺาพยะ  -  วาง, สทิฺรัม  -  มั่นคง, อาสะนัม  -  ที่นั่ง, อาทมะนะฮ  -  ตัวเขา, นะ  -  ไม่, อทิ  -  เกินไป, อุชชฺริทัม  -  สูง, นะ  -  ไม่, อทิ  -  เกินไป, นีชัม  -  ต่ำ, ไชละ-อจินะ  -  ผ้านุ่มและหนังกวาง, คุชะ  -  และหญ้าคุชะ, อุททะรัม  -  คลุม, ทะทระ  -  ข้างบน, เอคะ-อกรัม  -  ตั้งใจเป็นหนึ่ง, มะนะฮ  -  จิตใจ, คริทวา  -  ทำ, ยะทะ-ชิท ทะ  -  ควบคุมจิตใจ, อินดริยะ  -  ประสาทสัมผัส, คริยะฮ  -  และกิจกรรม, อุพะวิชยะ  -  นั่ง, อาสะเน  -  บนที่นั่ง, ยุนจยาท  -  ควรปฏิบัติ, โยกัม  -  ฝึกปฏิบัติโยคะ, อาทมะ  -  หัวใจ, วิชุด- ดฺะเย  -  เพื่อให้บริสุทธิ์

คำแปล

ในการฝึกปฏิบัติโยคะ  เขาควรไปสถานที่สันโดษและควรวางหญ้า  คุชะ  บนพื้น  จากนั้นคลุมด้วยหนังกวางและผ้านุ่ม  ที่นั่งไม่ควรสูงหรือต่ำเกินไป  และควร  สถิตในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  จากนั้นโยคีควรนั่งบนที่นั่งนี้ด้วยความแน่วแน่มั่นคง  ฝึกปฏิบัติโยคะเพื่อให้หัวใจสะอาดบริสุทธิ์ด้วยการควบคุมจิตใจ  ประสาทสัมผัส  และกิจกรรมของตนเอง  ตั้งมั่นจิตอยู่ที่จุดเดียว

คำอธิบาย

“สถานที่ศักดิ์สิทธิ์”หมายถึงสถานที่ที่ควรเคารพสักการะ  ในประเทศอินเดีย  โยคี  นัก  ทิพย์นิยม  หรือสาวก  ทั้งหมดจะออกจากบ้านและไปพำนักอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  เช่น  พระยากะ  มะทํุรา  วรินดาวะนะ  ฮริชีเคชะ  และ  ฮารดวอร์  ในความสันโดษจะฝึกปฏิบัติ  โยคะ  ณ  สถานที่ที่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์  เช่น  ยะมุนาและคงคาไหลผ่าน  แต่ส่วนใหญ่จะเป็นไป  ไม่ได้โดยเฉพาะชาวตะวันตก  สิ่งที่เรียกว่าสมาคมโยคะในเมืองใหญ่  ๆ  อาจประสบความ  สำเร็จในผลกำไรทางวัตถุ  แต่ว่าไม่เหมาะสมเลยในการฝึกปฏิบัติโยคะอย่างแท้จริง  ผู้ที่  ควบคุมตนเองไม่ได้  และผู้ที่จิตใจไม่สงบไม่สามารถฝึกปฏิบัติสมาธิได้  ฉะนั้น  ใน  บริฮัน-  นาระดียะ  พุราณะ  ได้กล่าวไว้ว่าใน  คะลิ-ยุกะ  (ยุคปัจจุบัน  )  เมื่อคนทั่วไปมีอายุสั้น  เฉื่อย  ชาในความรู้ทิพย์  และถูกรบกวนจากความวิตกกังวลต่าง  ๆ  นานาอยู่เสมอ  วิธีที่ดีที่สุด  ในการรู้แจ้งทิพย์คือการสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควาน

ฮะเรร นามะ ฮะเรร นามะ
ฮะเรร นาไมวะ เควะลัม

คะโล นาสทิ เอวะ นาสทิ เอวะ
นาสทิ เอวะ กะทิร อันยะทฺา

“ในยุคแห่งการทะเลาะวิวาทและมือถือสากปากถือศีลนี้  วิธีแห่งความหลุดพ้นคือการ  ร้องเพลงสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควาน  ไม่มีหนทางอื่นใด  ไม่มี  หนทางอื่นใด  และไม่มีหนทางอื่นใด”

โศลก 13-14 (6.13-14)

สะมัม คายะ-ชิโร-กรีวัม
ดฺาระยันน อชะลัม ชทิฺระฮ

สัมเพรคชยะ นาสิคากรัม สวัม
ดิชัช ชานะวะโลคะยัน
พระชานทาทมา วิกะทะ-บีฺร
บระฮมะชาริ-วระเท สทิฺทะฮ

มะนะฮ สัมยัมยะ มัช-ชิทโท
ยุคทะ อาสีทะ มัท-พะระฮ

สะมัม  -  ตรง, คายะ  -  ร่างกาย, ชิระฮ  -  ศีรษะ, กรีวัม  -  และคอ, ดฺาระยัน  -  รักษา, อชะลัม  -  ไม่เคลื่อน, สทิฺระฮ  -  นิ่ง, สัมเพรคชยะ  -  มอง, นาสิคา  -  ของจมูก, อกรัม  -  ที่ปลาย, สวัม  -  ตน, ดิชะฮ  -  รอบด้าน, ชะ-เช่นกัน, อนะวะโลคะยัน  -  ไม่มอง, พระชานทะ  -  ไม่เร่าร้อน, อาทมา  -  จิตใจ, วิกะทะ  -  บีฺฮ  -  ปราศจากความกลัว, บระฮมะชาริ-วระเท  -  ในการปฏิญาณ พรหมจรรย์, สทิฺทะฮ  -  สถิต, มะนะฮ  -  จิตใจ, สัมยัมยะ  -  กำราบอย่างสมบูรณ์, มัท  -  แด่ ข้า (คริชณะ), ชิททะฮ  -  ตั้งสมาธิจิต, ยุคทะฮ  -  โยคีที่แท้จริง, อาสีทะ  -  ควรนั่ง, มัท  -  ข้า, พะระฮ  -  เป้าหมายสูงสุด

คำแปล

เขาควรตั้งร่างกาย  คอ  และศีรษะให้เป็นเส้นตรง  จ้องไปที่ปลายจมูกอย่างแน่วแน่  และด้วยจิตใจที่สงบนิ่งไม่หวั่นไหว  ปราศจากความกลัว  เป็นอิสระจากชีวิตเพศ  สัมพันธ์โดยสมบูรณ์  ภายในหัวใจเขาควรทำสมาธิอยู่ที่ข้า  และให้ข้าเป็นจุดมุ่ง  หมายสูงสุดแห่งชีวิต

คำอธิบาย

จุดมุ่งหมายแห่งชีวิตคือรู้จักคริชณะผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกๆ  ชีวิต  ในรูปของ  พะระมาทมา  หรือพระวิชณุสี่กร  วิธีปฏิบัติโยคะก็เพื่อค้นหาและพบเห็นพระ  วิชณุภายในตัวเรานี้  มิใช่เพื่อจุดมุ่งหมายอย่างอื่น  วิชณุ-มูรทิ  ภายในร่างกายทรง  เป็นผู้แทนที่แยกมาจากคริชณะและทรงประทับอยู่ในหัวใจของทุกคน  ผู้ที่ไม่มีแผนเพื่อรู้  แจ้ง  วิชณุ-มูรทิ  นี้  ฝึกปฏิบัติโยคะแบบหลอก  ๆ  ไร้ประโยชน์  และสูญเสียเวลาไปโดย  เปล่าประโยชน์อย่างแน่นอน  คริชณะทรงเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต  และ  วิชณุ-  มูรทิ  ทรงสถิตภายในหัวใจของทุกคน  ทรงเป็นเป้าหมายแห่งการฝึกปฏิบัติโยคะ  การรู้  แจ้ง  วิชณุ-มูรทิ  ภายในหัวใจนี้ต้องถือเพศพรหมจรรย์อย่างสมบูรณ์  ดังนั้น  เขาต้องออก  จากบ้านไปอยู่คนเดียวในสถานที่สันโดษและนั่งเหมือนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  เป็นไปไม่  ได้ที่มาหาความสุขประจำวันกับเพศสัมพันธ์ที่บ้านหรือที่ใด  เสร็จแล้วไปห้องเรียนที่เรียก  ว่าโยคะ  แล้วจะกลายมาเป็นโยคี  เขาต้องฝึกปฏิบัติควบคุมจิตใจและหลีกเลี่ยงการสนอง  ประสาทสัมผัสทั้งหมดซึ่งมีเพศสัมพันธ์เป็นตัวนำ  ในกฎแห่งพรหมจรรย์  นักปราชญ์ผู้  ยิ่งใหญ่  ยากยะวัลคยะ  ได้เขียนไว้ดังนี้

คารมะณา มะนะสา วาชา
สารวาวัสทฺาสุ สารวะดา

สารวะทระ ไมทํุนะ-ทยาโก
บระฮมะชารยัม พระชัคชะเท

”คาปฏิญาณของ  บระฮมะชารยะ  เพื่อช่วยให้หลีกเลี่ยงการปล่อยตัวทางเพศ  ในการ  ทำงาน  ในคำพูด  และในจิตใจ  อย่างสมบูรณ์ตลอดเวลา  ภายใต้ทุกสถานการณ์และ  ทุกสถานที่”  ไม่มีใครสามารถฝึกปฏิบัติโยคะได้อย่างถูกต้องด้วยการปล่อยตัวทางเพศ  ดังนั้น  บระฮมะชารยะ  ได้ถูกสั่งสอนตั้งแต่เด็กเมื่อเขายังไม่มีความรู้เกี่ยวกับชีวิตเพศ  สัมพันธ์  เด็ก  ๆ  อายุห้าขวบจะถูกส่งไปที่  กุรุ-คุละ  หรือสถานที่ของพระอาจารย์ทิพย์  และพระอาจารย์จะฝึกฝนเด็กน้อยเหล่านี้ให้มีระเบียบวินัยเคร่งครัดมาเป็น  บระฮมะชารี  ปราศจากการฝึกปฏิบัติเช่นนี้  ไม่มีผู้ใดสามารถทำความเจริญก้าวหน้าไม่ว่าในโยคะ  ประเภทใด  ดฺยานะ.  กยานะ.  หรือ  บัฺคธิ  อย่างไรก็ดี  ผู้ที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ชีวิตสมรส  มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของตนเองเท่านั้น  (และอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เช่นเดียวกัน)  เรียก  ว่า  บระฮมะชารี  เหมือนกัน  คฤหัสถ์บระฮมะชารี  ที่ควบคุมได้เช่นนี้สถาบัน  บัฺคธิ  ยอมรับ  แต่สถาบัน  กยานะ.  และ  ดฺยานะ  ไม่ยอมรับแม้แต่คฤหัสถ์  บระฮมะชารี  พวกเขาต้องการ  พรหมจรรย์อย่างสมบูรณ์โดยไม่มีการประนีประนอม  ในสถาบัน  บัฺคธิ  อนุญาตคฤหัสถ์  บระฮมะชารี  ที่ควบคุมชีวิตเพศสัมพันธ์ได้  เพราะวัฒนาธรรม  ภักดี-โยคะ  มีพลังอำนาจ  มากซึ่งจะทำให้สูญเสียความหลงใหลทางเพศสัมพันธ์ไปโดยปริยาย  ด้วยการปฏิบัติรับ  ใช้ต่อองค์ภควานที่สูงกว่า  ได้กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  (2.59  )  ว่า

วิชะยา วินิวารทันเท
นิราฮารัสยะ เดฮินะฮ

ระสะ-วารจัม ระโส ่พิ อัสยะ
พะรัม ดริชทวา นิวารทะเท

ขณะที่ผู้อื่นถูกบังคับให้ควบคุมตนเองจากการสนองประสาทสัมผัส  สาวกขององค์  ภควานละเว้นได้โดยปริยายเพราะได้รับรสที่สูงกว่า  นอกจากสาวกแล้วไม่มีผู้ใดมีข้อมูล  เกี่ยวกับรสที่สูงกว่านี้

วิกะทะ-บีฺฮ  บุคคลจะปราศจากความกลัวไม่ได้  นอกจากจะมีคริชณะ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  พันธวิญญาณมีความกลัวเนื่องมาจากความจำที่กลับตาลปัตร  หรือลืมความสัมพันธ์นิรันดรของตนกับคริชณะ  บฺากะวะธัม  (11.2.37  )  กล่าวว่า  บฺะยัม  ดวิทียาบิฺนิเวชะทะฮ  สยาด  อีชาด  อเพทัสยะ  วิพารยะโย  ่สมริทิฮ  คริชณะจิตสำนึกเป็น  พื้นฐานเดียวที่ไร้ความกลัว  ฉะนั้น  การปฏิบัติที่สมบูรณ์จึงเป็นไปได้สำหรับบุคคลใน  คริชณะจิตสำนึกเพราะว่าจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติโยคะเพื่อเห็นองค์ภควานอยู่ภายใน  บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกจึงเป็นโยคีที่ดีที่สุดในบรรดาโยคีทั้งหลาย  หลักธรรมของ  ระบบโยคะที่กล่าว  ณ  ที่นี้แตกต่างจากสิ่งที่เรียกว่าสมาคมโยคะที่ได้รับความนิยมกันอยู่

โศลก 15 (6.15)

ยุนจันน เอวัม สะดาทมานัม
โยกี นิยะทะ-มานะสะฮ

ชานทิม นิรวารณะ-พะระมาม
มัท-สัมสทฺาม อดิฺกัชชฺะทิ

ยุนจัน  -  ปฏิบัติ, เอวัม  -  ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว, สะดา  -  อยู่เสมอ, อาทมานัม  -  ร่างกายจิตใจ และวิญญาณ, โยกี  -  นักทิพย์นิยมผู้มีฤทธิ์, นิยะทะ-มานะสะฮ  -  ด้วยจิตใจที่ประมาณได้, ชานทิม  -  ความสงบ, นิวาณะ-พะระมาม  -  หยุดความเป็นอยู่ทางวัตถุ, มัท-สัมสทฺาม  -  ท้องฟ้าทิพย์ (อาณาจักรแห่งองค์ภควาน ), อดิฺกัชชฺะทิ  -  บรรลุ

คำแปล

จากการฝึกปฏิบัติการควบคุมร่างกาย  จิตใจ  และกิจกรรมอยู่เสมอ  นักทิพย์  นิยมผู้มีฤทธิ์สามารถประมาณจิตใจของตนเองได้  และบรรลุถึงอาณาจักรแห่ง  องค์ภควาน  (หรือพระตำหนักของคริชณะ  )  ด้วยการยุติความเป็นอยู่ทางวัตถุ

คำอธิบาย

จุดมุ่งหมายสูงสุดในการฝึกปฏิบัติโยคะได้อธิบายอย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้  การ  ฝึกปฏิบัติโยคะมิใช่เพื่อบรรลุผลประโยชน์ทางวัตถุใด  ๆ  แต่เพื่อให้สามารถหยุดความ  เป็นอยู่ทางวัตถุทั้งปวง  ผู้ที่แสวงหาการพัฒนาสุขภาพหรือมุ่งหวังความสมบูรณ์ทาง  วัตถุไม่ใช่โยคี  ตาม  ภควัต-คีตา  การหยุดความเป็นอยู่ทางวัตถุก็มิใช่การนำให้เข้าไปสู่  “ความว่างเปล่า”  ซึ่งเป็นเพียงความเร้นลับเท่านั้น  ไม่มีความว่างเปล่า  ณ  ที่ใด  ภายใน  การสร้างขององค์ภควาน  แต่การหยุดความเป็นอยู่ทางวัตถุจะนำให้เข้าไปสู่ท้องฟ้า  ทิพย์พระตำหนักขององค์ภควาน  พระตำหนักขององค์ภควานได้อธิบายไว้อย่างชัดเจน  ใน  ภควัต-คีตา  เช่นกันว่าเป็นสถานที่ที่ไม่จำเป็นต้องมีดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  หรือไฟฟ้า  ดาวเคราะห์ทั้งหลายในอาณาจักรทิพย์มีรัศมีในตัวเอง  เหมือนดวงอาทิตย์ในท้องฟ้า  วัตถุ  อาณาจักรขององค์ภควานจะอยู่ทุกหนทุกแห่ง  แต่ท้องฟ้าทิพย์และดาวเคราะห์ที่  นั่นเรียกว่า  พะรัม  ดฺามะ  หรือที่พำนักพักพิงที่สูงกว่า

โยคีผู้สำเร็จเข้าใจองค์ชรีคริชณะอย่างสมบูรณ์ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่  นี้โดยองค์ภควานเองว่า  (มัท-ชิททะฮ,  มัท-พะระฮ,  มัท-สทฺานัม  )  เขาสามารถได้รับ  ความสงบอย่างแท้จริงและในที่สุดสามารถบรรลุถึงพระตำหนักสูงสุดขององค์ภควาน  คริชณะโลคะ  มีนามว่า  โกโลคะ  วรินดาวะนะ  ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.37  )ได้กล่าวไว้  อย่างชัดเจนว่า  โกโลคะ  เอวะ  นิวะสะทิ  อคิฺลาทมะ-บํูทะฮ  ถึงแม้ว่าองค์ภควานทรง  ประทับอยู่ที่พระตำหนัก  โกโลคะ  ของพระองค์อยู่เสมอ  แต่พระองค์ทรงเป็น  บระฮมัน  ที่แผ่กระจายไปทั่ว  และทรงเป็น  พะระมาทมา  ผู้ทรงประทับอยู่ในทุกร่างเช่นกันด้วย  พลังงานทิพย์ที่สูงกว่าของพระองค์  ไม่มีใครสามารถบรรลุถึงท้องฟ้าทิพย์  (ไวคุณธฺะ)  หรือเข้าไปในพระตำหนักอมตะของพระองค์  (โกโลคะ  วรินดาวะนะ)  ได้  โดยปราศจาก  ความเข้าใจคริชณะและอวตารในรูปวิชณุของพระองค์อย่างถูกต้อง  ฉะนั้น  บุคคลผู้ทำ  งานในคริชณะจิตสำนึกจึงเป็นโยคีที่สมบูรณ์  เพราะว่าจิตใจของเขาซึบซาบอยู่ในกิจ  กรรมของคริชณะเสมอ  (สะ  ไว  มะนะฮ  คริชณะ-พะดาระวินดะโยฮ  )  ในคัมภีร์พระเวท  (ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  3.8  )  เราได้เรียนรู้เช่นกันว่า  ทัม  เอวะ  วิดิทวาทิ  มริทยุม  เอทิ  “เขาสามารถข้ามพ้นวิถีแห่งการเกิดและการตายด้วยการเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้า  คริชณะ  เท่านั้น”  หรืออีกนัยหนึ่ง  ความสมบูรณ์ของระบบโยคะคือบรรลุถึง  เสรีภาพจากความเป็นอยู่ทางวัตถุ  ไม่ใช่มายากล  หรือการแสดงท่ากายกรรมเพื่อหลอก  ลวงประชาชนผู้พาซื่อ

โศลก 16 (6.16)

นาทิ-อัชนะทัส ทุ โยโก ่สทิ
นะ ไชคานทัม อนัชนะทะฮ

นะ ชาทิ-สวัพนะ-ชีลัสยะ
จากระโท ไนวะ ชารจุนะ

นะ  -  ไม่เคย, อทิ  -  มากไป, อัชนะทะฮ  -  ของผู้รับประทาน, ทุ  -  แต่, โยกะฮ  -  เชื่อมสัมพันธ์กับ องค์ภควาน, อัสทิ  -  มี, นะ  -  ไม่, ชะ  -  เช่นกัน, เอคานทัม  -  มากไป, อนัชนะทะฮ  -  ไม่ฟุ่มเฟือย ในการกิน, นะ  -  ไม่, ชะ  -  เช่นกัน, อทิ  -  มากไป, สวัพนะ-ชีลัสยะ  -  ของผู้นอน, จากระทะฮ  -  หรือผู้ที่ตื่นตอนกลางคืนมากเกินไป, นะ  -  ไม่, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  และ, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ

คำแปล

โอ้  อารจุนะ  เป็นไปไม่ได้ที่บุคคลจะมาเป็นโยคี  หากเขากินมากเกินไปหรือกิน  น้อยเกินไป  นอนมากเกินไปหรือนอนไม่พอ

คำอธิบาย

การประมาณการกินและการนอนได้แนะนำไว้  ณ  ที่นี้สำหรับโยคี  กินมากเกิน  ไปหมายถึงกินเกินความจำเป็นที่จะดำรงรักษาร่างกายและวิญญาณไว้ด้วยกัน  ไม่มี  ความจำเป็นที่มนุษย์ต้องกินสัตว์เพราะมีอาหารมากมายเช่น  เมล็ดข้าวต่าง  ๆ  ผัก  ผลไม้  และนม  อาหารง่าย  ๆ  เหล่านี้จัดอยู่ในระดับแห่งความดีตาม  ภควัต-คีตา  ผลิตภัณฑ์จาก  สัตว์จัดอยู่ในระดับอวิชชา  ฉะนั้น  พวกที่ชอบกินเนื้อสัตว์  ชอบดื่มสุรา  ชอบเสพสิ่งเสพติด  และกินอาหารที่ไม่ถวายให้คริชณะก่อน  จะได้รับความทุกข์จากวิบากกรรมเพราะกินแต่  ของที่เป็นพิษทั้งนั้น  บํุนจะเท  เท  ทุ  อกัฺม  พาพา  เย  พะชันทิ  อาทมะ-คาระณาท  ผู้ใดที่  กินเพื่อความสุขของประสาทสัมผัส  หรือปรุงอาหารสำหรับตนเองไม่ถวายอาหารให้  คริชณะ  จะกินแต่ความบาปเท่านั้น  ผู้ที่กินความบาปและกินเกินกว่าที่กำหนดไว้สำหรับ  ตนไม่สามารถปฏิบัติโยคะได้อย่างสมบูรณ์  วิธีที่ดีที่สุดคือกินเฉพาะพระสาดัม  อาหารที่  เหลือหลังจากการถวายให้คริชณะแล้ว  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกไม่กินอะไรที่ไม่ถวาย  ให้คริชณะก่อน  ฉะนั้น  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกจึงสามารถบรรลุถึงความสมบูรณ์  ในการปฏิบัติโยคะ  ผู้ที่อดอาหารแบบฝืนธรรมชาติ  คิดค้นวิธีการอดอาหารขึ้นมาเอง  ไม่สามารถฝึกปฏิบัติโยคะได้  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกอดอาหารตามที่พระคัมภีร์ได้  แนะนำไว้  และไม่อดอาหารหรือกินมากเกินความจำเป็น  ดังนั้น  เขาจึงสามารถฝึกปฏิบัติ  โยคะได้  ผู้ที่กินมากเกินความจำเป็นจะฝันมากในขณะหลับ  ดังนั้น  จึงต้องนอนมากเกิน  ความจำเป็น  เราไม่ควรนอนมากกว่าหกชั่วโมงต่อวัน  ผู้ที่นอนมากกว่าหกชั่วโมงในยี่สิบ  สี่ชั่วโมงแน่นอนว่าถูกอิทธิพลของระดับอวิชชาครอบงำ  บุคคลผู้อยู่ในระดับอวิชชาจะมี  ความเกียจคร้านและชอบนอนมาก  บุคคลเช่นนี้ไม่สามารถปฏิบัติโยคะได้

โศลก 17 (6.17)

ยุคทาฮาระ-วิฮารัสยะ
ยุคทะ-เชชทัสยะ คารมะสุ

ยุคทะ-สวัพนาวะโบดัฺสยะ
โยโก บฺะวะทิ ดุฮคะ-ฮา

ยุคทะ  -  ประมาณ, อาฮาระ  -  การกิน, วิฮารัสยะ  -  การพักผ่อนหย่อนใจ, ยุคทะ  -  ประมาณ, เชชทัสยะ  -  ของผู้ทำงานเพื่อการดำรงชีวิต, คารมะสุ  -  ในการปฏิบัติหน้าที่, ยุคทะ  -  ประมาณ, สวัพนะ  -  อวะโบดัฺสยะ  -  นอนและตื่น, โยกะฮ  -  ฝึกปฏิบัติโยคะ, บฺะวะทิ  -  มา เป็น, ดุฮคฺะ  -  ฮา  -  ความเจ็บปวดหายไป

คำแปล

ผู้ที่ประมาณนิสัยในการกิน  การนอน  การพักผ่อนหย่อนใจ  และการทำงาน  สามารถขจัดความเจ็บปวดทางวัตถุทั้งปวงได้  ด้วยการฝึกปฏิบัติตามระบบโยคะ

คำอธิบาย

ความสุรุ่ยสุร่ายในเรื่องของการกิน  การนอน  การป้องกันตัว  และเพศสัมพันธ์  ซึ่งเป็นอุปสงค์ของร่างกาย  จะขวางกั้นความเจริญก้าวหน้าในการฝึกปฏิบัติโยคะ  เกี่ยว  กับการกิน  สามารถประมาณได้เมื่อเราฝึกยอมรับและกินเฉพาะ  พระสาดัม  อาหาร  ทิพย์เท่านั้น  ตาม  ภควัต-คีตา  (9.26)  คริชณะทรงรับการถวายพวกผัก  แป้ง  ผลไม้  ข้าว  นม  ฯลฯ  เช่นนี้  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกได้รับการฝึกฝนให้ไม่กินอาหารที่ไม่ใช่  เป็นอาหารของมนุษย์  หรืออาหารที่ไม่อยู่ในประเภทแห่งความดีโดยปริยาย  เกี่ยวกับการ  นอนบุคคลในคริชณะจิตสำนึกจะตื่นอยู่เสมอกับการปฏิบัติหน้าที่ในคริชณะจิตสำนึก  ดังนั้น  เวลาที่สูญเสียไปในการนอนโดยไม่จำเป็นถือว่าเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง  อัพยารทฺะ-คาลัทวัม  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกไม่สามารถทนได้ต่อเวลาแม้หนึ่งนาที  ของชีวิตที่ผ่านไปโดยไม่ปฏิบัติตนรับใช้องค์ภควาน  ฉะนั้น  การนอนจึงจำกัดไว้ให้น้อย  ที่สุด  ตัวอย่างที่ดีเลิศในเรื่องนี้ได้แก่  ชรีละ  รูพะ  โกสวามี  ผู้ปฏิบัติตนรับใช้คริชณะอยู่  เสมอ  และไม่สามารถนอนเกินสองชั่วโมงต่อวัน  บางครั้งก็น้อยกว่านี้  ทฺาคุระ  ฮะริ  ดาสะ  ไม่รับประทาน  พระสาดัม  และไม่นอนแม้แต่นาทีเดียวหากไม่เสร็จสิ้นการสวด  มนต์ภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ประจำวันบนประคำสามแสนพระนาม  เกี่ยวกับเรื่อง  งาน  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกไม่ทำอะไรที่ไม่สัมพันธ์กับจุดประสงค์ของคริชณะ  ดัง  นั้น  งานของเขาจึงพอประมาณอยู่เสมอและไร้มลทินจากการสนองประสาทสัมผัส  เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับการสนองประสาทสัมผัสบุคคลในคริชณะจิตสำนึกจึงไม่มีเวลา  ปล่อยสบายทางวัตถุ  เพราะว่าเขาประมาณในการทำงาน  การพูด  การนอน  การตื่น  และกิจกรรมอื่น  ๆ  ของร่างกายทั้งหมด  จึงไม่มีความทุกข์ทางวัตถุสำหรับเขา

โศลก 18 (6.18)

ยะดา วินิยะทัม ชิททัม
อาทมะนิ เอวาวะทิชทฺะเท

นิสพริฮะฮ สารวะ-คาเมบฺโย
ยุคทะ อิทิ อุชยะเท ทะดา

ยะดา  -  เมื่อ, วินิยะทัม  -  มีระเบียบวินัย, ชิททัม  -  จิตใจและกิจกรรมของจิต, อาทมะนิ  -  ในความเป็นทิพย์, เอวะ  -  แน่นอน, อวะทิชทฺะเท  -  สถิต, นิสพริฮะฮ  -  ปราศจากความ ต้องการ, สารวะ  -  สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง, คาเมบฺยะฮ  -  การสนองประสาทสัมผัสวัตถุ, ยุคทะฮ  -  สถิตอย่างดีในโยคะ, อิทิ  -  ดังนั้น, อุชยะเท  -  กล่าวว่า, ทะดา  -  ในขณะนั้น

คำแปล

เมื่อโยคีฝึกปฏิบัติโยคะ  ทำให้กิจกรรมของจิตมีระเบียบวินัย  และสถิตในความ  เป็นทิพย์ปราศจากความต้องการทางวัตถุทั้งปวง  กล่าวว่าเขาสถิตอย่างดีในโยคะ

คำอธิบาย

กิจกรรมของโยคีแตกต่างจากบุคคลธรรมดาทั่วไปด้วยลักษณะที่หยุดจาก  ความต้องการทางวัตถุทั้งปวงซึ่งมีเพศสัมพันธ์เป็นตัวนำ  โยคีผู้สมบูรณ์มีระเบียบวินัย  อย่างดีในกิจกรรมของจิตใจที่ทำให้ตัวเขาไม่ถูกรบกวนจากความต้องการทางวัตถุใด  ๆ  ทั้งสิ้น  ระดับอันสมบูรณ์เช่นนี้บุคคลในคริชณะจิตสำนึกบรรลุได้โดยปริยาย  ดังที่ได้  กล่าวไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (9.4.18-20  )

สะ ไว มะนะฮ คริชณะ-พะดาระวินดะโยร
วะชามสิ ไวคุณธฺะ-กุณานุวารณะเน

คะโร ฮะเรร มันดิระ-มารจะนาดิชุ
ชรุทิม ชะคาราชยุทะ-สัท-คะโทฺดะเย
มุคุนดะ-ลิงกาละยะ-ดารชะเน ดริโช ทัด-บฺริทยะ-กาทระ-สพารเช ่งกะ-สังกะมัม
กฺราณัม ชะ ทัท-พาดะ-สะโรจะ-โสระเบฺ
ชรีมัท-ทุลัสยา ระสะนาม ทัด-อารพิเท
พาโด ฮะเรฮ คเชทระ-พะดานุสารพะเณ
ชิโร ฮริชีเคชะ-พะดาบิฺวันดะเน

คามัม ชะ ดาสเย นะ ทุ คามะ-คามยะยา
ยะโทฺททะมะ-ชโลคะ-จะนาชระยา ระทิฮ

“พระราชา  อัมบะรีชะ  ครั้งแรกทรงใช้พระจิตของพระองค์ตั้งอยู่ที่พระบาทรูปดอกบัว  ขององค์ชรีคริชณะ  จากนั้นทรงใช้พระดำรัสอธิบายคุณสมบัติทิพย์ของคริชณะ  พระหัตถ์ทำความสะอาดวัดของคริชณะ  พระกรรณสดับฟังกิจกรรมของคริชณะ  พระเนตรมองรูปลักษณ์ทิพย์ของคริชณะ  พระวรกายสัมผัสร่างกายของสาวก  ทรงใช้  ประสาทสัมผัสดมกลิ่นหอมจากดอกบัวที่ถวายให้คริชณะ  พระชิวหาลิ้มรสใบทุละสีที่  ถวายแด่พระบาทรูปดอกบัวของคริชณะ  พระบาทเสด็จไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และวัด  ของคริชณะ  พระเศียรถวายความเคารพแด่คริชณะ  และพระราชดำริปฏิบัติพระภาร  กิจของคริชณะ  กิจกรรมทิพย์ทั้งหลายเหล่านี้  เหมาะสมสำหรับสาวกผู้บริสุทธิ์”

ระดับทิพย์นี้ผู้ปฏิบัติตามวิถีทางที่ไร้รูปลักษณ์ไม่สามารถแสดงออกให้เห็นเป็น  รูปธรรมได้  แต่เป็นสิ่งที่ง่ายและปฏิบัติได้สำหรับบุคคลในคริชณะจิตสำนึก  ดังปรากฎ  การณ์ที่กล่าวไว้ข้างต้นที่  มะฮาราจะ  อัมบะรีชะ  ทรงปฏิบัติ  นอกจากจิตจะตั้งมั่นอยู่ที่  พระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควานด้วยการระลึกถึงพระองค์อยู่เสมอ  การปฏิบัติทิพย์  เช่นนี้จะเป็นไปไม่ได้  ฉะนั้น  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควาน  กิจกรรมที่ได้กล่าว  ไว้เหล่านี้เรียกว่า  อารชะนะ  หรือการใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดไปในการรับใช้พระองค์  ประสาทสัมผัสและจิตใจจำเป็นต้องทำงาน  การทำเป็นละเลยไม่สนใจไม่ให้มันทำงาน  เป็นไปไม่ได้  ฉะนั้น  สำหรับประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะบุคคลที่ไม่อยู่ในระดับสละโลกวัตถุ  การใช้ประสาทสัมผัสและจิตใจปฏิบัติรับใช้ทิพย์ดังที่ได้อธิบายแล้วข้างต้นจึงเป็นวิธีที่  สมบูรณ์ในการบรรลุถึงวิถีทิพย์  ซึ่งเรียกว่า  ยุคทะ  ใน  ภควัต-คีตา

โศลก 19 (6.19)

ยะทฺา ดีโพ นิวาทะ-สโทฺ
เนงกะเท โสพะมา สมริทา

โยกิโน ยะทะ-ชิททัสยะ
ยุนจะโท โยกัม อาทมะนะฮ

ยะทฺา  -  ดังเช่น, ดีพะฮ  -  ตะเกียง, นิวาทะ-สทฺะฮ  -  ในสถานที่ไม่มีลม, นะ  -  ไม่, อิงกะเท  -  แกว่งไกว, สา  -  นี้, อุพะมา  -  เปรียบเทียบ, สมริทา  -  พิจารณาว่า, โยกินะฮ  -  ของโยคี, ยะทะ-ชิททัสยะ  -  ผู้ที่จิตใจควบคุมได้, ยุนจะทะฮ  -  ปฏิบัติอยู่เสมอ, โยกัม  -  ในสมาธิ, อาทมะนะฮ  -  ที่องค์ภควาน

คำแปล

ดังเช่นตะเกียงในสถานที่ที่ไม่มีลม  จะไม่หวั่นไหว  นักทิพย์นิยมผู้ควบคุมจิตใจ  ของตนเองได้  จะดำรงรักษาความมั่นคงในการทำสมาธิอยู่ที่รูปลักษณ์ทิพย์เสมอ

คำอธิบาย

บุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึกอย่างแท้จริงจะซึมซาบอยู่ในความเป็นทิพย์  ด้วยการปฏิบัติ  สมาธิอย่างไม่หวั่นไหวอยู่ที่องค์ภควานผู้ทรงเป็นที่เคารพบูชาของเขาอยู่เสมอ  และมี  ความมั่นคงเสมือนดังเช่นตะเกียงที่อยู่ในสถานที่ที่ไม่มีลม

โศลก 20-23 (6.20-23)

ยะโทรพะระมะเท ชิททัม
นิรุดดัฺม โยกะ-เสวะยา

ยะทระ ไชวาทมะนาทมานัม
พัสยันน อาทมะนิ ทุชยะทิ
สุคัฺม อาทยันทิคัม ยัท ทัด
บุดดิฺ-กราฮยัม อทีนดริยัม

เวททิ ยะทระ นะ ไชวายัม
สทิฺทัช ชะละทิ ทัททวะทะฮ
ยัม ลับดฺวา ชาพะรัม ลาบัฺม
มันยะเท นาดิฺคัม ทะทะฮ

ยัสมิน สทิฺโท นะ ดํุเคฺนะ
กุรุณาพิ วิชาลยะเท
ทัม วิดยาด ดํุคฺะ-สัมโยกะ-
วิโยกัม โยกะ-สัมกยิทัม

ยะทระ  -  ธุระในระดับนั้นที่, อุพะระมะเท  -  หยุด (เพราะเขารู้สึกได้รับความสุขทิพย์), ชิททัม  -  กิจกรรมทางจิต, นิรุดดัฺม  -  หักห้ามจากวัตถุ, โยกะ-เสวะยา  -  ด้วยการปฏิบัติ โยคะ, ยะทระ  -  ซึ่ง, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, อาทมะนา  -  ด้วยจิตที่บริสุทธิ์, อาทมานัม  -  ตัว, พัชยัน  -  รู้แจ้งสถาภาพของ, อาทมะนิ  -  ในตัว, ทุชยะทิ  -  เขาพึงพอใจ, สุคัฺม  -  ความสุข, อาทยันทิคัม  -  สูงสุด, ยัท  -  ซึ่ง, ทัท  -  นั้น, บุดดิฺ  -  ด้วยปัญญา, กราฮยัม  -  เข้าถึงได้, อทีนดริยัม  -  ทิพย์, เวททิ  -  เขาทราบ, ยะทระ  -  ในที่, นะ  -  ไม่เคย, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, อยัม  -  เขา, สทิฺทะฮ  -  สถิต, ชะละทิ  -  เคลื่อน, ทัททวะทะฮ  -  จากความจริง, ยัม  -  ที่ซึ่ง, ลับดฺวา  -  ด้วยการบรรลุ, ชะ  -  เช่นกัน, อพะรัม  -  ใด ๆ, ลาบัฺม  -  กำไร, มันยะเท  -  พิจารณา, นะ  -  ไม่เคย, อดิฺคัม  -  มากกว่า, ทะทะฮ  -  กว่านั้น, ยัสมิน  -  ซึ่งใน, สทิฺทะฮ  -  สถิต, นะ  -  ไม่เคย, ดํุเคฺนะ  -  ด้วยความทุกข์, กุรุณา อพิ  -  ถึงแม้ว่ายากมาก, วิชาลยะเท  -  สั่น, ทัม  -  นั้น, วิดยาท  -  เธอต้องรู้, ดํุคะ-สัมโยกะ  -  ของความทุกข์จากการมาสัมผัสกับวัตถุ, วิโยกัม  -  ถอนราก, โยกะ-สัมกยิทัม  -  เรียกว่าสมาธิในโยคะ

คำแปล

ในระดับแห่งความสมบูรณ์เรียกว่าสมาธิหรือ  สะมาดิฺ  จิตของเขาจะถูกควบคุม  อย่างสมบูรณ์ให้ออกจากกิจกรรมตามแนวคิดทางวัตถุด้วยการฝึกปฏิบัติโยคะ  ความสมบูรณ์เช่นนี้มีลักษณะคือ  เขาสามารถเห็นตนเองด้วยจิตที่บริสุทธิ์  และ  มีความร่าเริงยินดีอยู่ในตนเอง  ในระดับแห่งความร่าเริงนั้นเขาสถิตในความสุข  ทิพย์ที่ไร้ขอบเขต  รู้แจ้งผ่านทางประสาทสัมผัสทิพย์  เมื่อสถิตเช่นนี้  จะไม่มี  วันออกห่างจากความจริง  และจากการได้รับสิ่งนี้เขาคิดว่าไม่มีอะไรที่จะยิ่งใหญ่  ไปกว่า  เมื่อสถิตในสถานภาพนี้จะไม่มีวันสั่นคลอน  แม้อยู่ท่ามกลางความยาก  ลำบากอย่างใหญ่หลวง  นี่คือเสรีภาพอันแท้จริงจากความทุกข์ทั้งปวงที่เกิดขึ้น  จากการมาสัมผัสกับวัตถุ

คำอธิบาย

จากการฝึกปฏิบัติโยคะทำให้เริ่มไม่ยึดติดกับความคิดเห็นทางวัตถุทีละน้อย  นี่คือลักษณะพื้นฐานของหลักโยคะ  และหลังจากนี้เขาสถิตในสมาธิหรือ  สมาดิฺ  ซึ่ง  หมายความว่าโยคีรู้แจ้งองค์อภิวิญญาณผ่านทางจิตและปัญญาทิพย์  โดยปราศจาก  ความเข้าใจผิดไปสำคัญตนเองว่าเป็นอภิวิญญาณ  การฝึกปฏิบัติโยคะมีพื้นฐานอยู่  ที่หลักธรรมของระบบพะทันจะลิ  มีผู้อธิบายบางท่านที่เชื่อถือไม่ได้พยายามบอกว่า  ปัจเจกวิญญาณเหมือนกับอภิวิญญาณ  พวกที่ไม่เชื่อในองค์ภควานคิดว่าสิ่งนี้คือความ  หลุดพ้น  แต่ไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของโยคะระบบพะทันจะลิ  มีการยอมรับความ  สุขทิพย์ในระบบพะทันจะลิ  แต่พวกที่เชื่อว่าเป็หนึ่งเดียวกันจะไม่ยอมรับความสุขทิพย์  นี้  เนื่องจากกลัวอันตรายที่จะมีต่อทฤษฏีความเป็นหนึ่งเดียวกัน  ความเป็นสิ่งคู่ระหว่าง  ความรู้และผู้รู้พวกนี้ไม่ยอมรับ  แต่ในโศลกนี้ความสุขทิพย์ซึ่งรู้แจ้งผ่านทางประสาท  สัมผัสทิพย์เป็นที่ยอมรับ  และ  พะทันจะลิ  มุนิ  ผู้อธิบายระบบโยคะที่มีชื่อเสียงได้ยืนยัน  สนับสนุนจุดนี้  ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ได้ประกาศใน  โยกะ-สูทระ  (3.34  )  ของท่านว่า  พุรุชารทฺะ-ชูนยานาม  กุณานาม  พระทิพระสะวะฮ  ไควัลยัม  สวะรูพะ-พระทิชทฺา  วา  ชิทิ-ชัคทิร  อิทิ

ชิทิ-ชัคทิ  หรือกำลังภายในนี้เป็นทิพย์  พุรุชารทฺะ  หมายถึงศาสนาวัตถุ  การ  พัฒนาเศรษฐกิจ  การสนองประสาทสัมผัส  ในที่สุดจะพยายามมาเป็นหนึ่งเดียวกับองค์  ภควาน  “ความเป็นหนึ่งเดียวกับองค์ภควาน”  นี้  เรียกว่า  ไควัลยัม  โดยผู้ที่เชื่อว่าเป็น  หนึ่งเดียวกัน  แต่  พะทันจะลิ  กล่าวว่า  ไควัลยัม  นี้เป็นกำลังภายในหรือพลังทิพย์ซึ่งทำให้  สิ่งมีชีวิตสำเหนียกถึงสถานภาพพื้นฐานของตน  ในคำดำรัสขององค์ชรีเชธันญะ  ระดับ  ของสภาวะนี้เรียกว่า  เชโท-ดารพะณะ-มารจะนัม  หรือการทำความสะอาดกระจกแห่ง  จิตใจที่สกปรก  “ความใสบริสุทธิ์  “  นี้อันที่จริงคือความหลุดพ้น  หรือ  บฺะวะ-มะฮา-  ดาวากนิ-นิรวาพณัม  ทฤษฏี  นิรวาณะ  โดยพื้นฐานมีลักษณะเช่นเดียวกันกับหลักนี้  ใน  บฺากะวะธัม  (2.10.6  )  สิ่งนี้เรียกว่า  สวะรูเพณะ  วิยะวัสทิฺทิฮ  โศลกใน  ภควัต-คีตา  ได้ยืนยันสถานการณ์นี้ไว้เช่นกัน

หลังจาก  นิรวาณะ  หรือการจบสิ้นทางวัตถุ  จะมีปรากฏการณ์แห่งกิจกรรม  ทิพย์หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควานเรียกว่าคริชณะจิตสำนึก  ในคำพูดของ  บฺากะวะธัม,  สวะรูเพณะ  วิยะวัสทิฺทิฮ  นี่คือ  “ชีวิตอันแท้จริงของสิ่งมีชีวิต”  มายา  หรือ  ความหลงคือสภาวะของชีวิตทิพย์ที่มีมลทินจากเชื้อโรคทางวัตถุ  ความหลุดพ้นจากเชื้อ  โรคทางวัตถุนี้มิได้หมายความว่าทำลายสถานภาพพื้นฐานนิรันดรของสิ่งมีชีวิต  พะทัน-  จะลิ  ยอมรับเช่นเดียวกันนี้ด้วยคำพูดของท่านว่า  ไควัลยัม  สวะรูพะ-พระทิชทฺา  วา-ชิทิ-  ชัคทิร  อิทิ,  คำว่า  ชิทิ-ชัคทิ  หรือความสุขทิพย์นี้คือชีวิตที่แท้จริง  ได้ยืนยันไว้ใน  เวดาน  ธะ-สูทระ  (1.1.12  )  ว่า  อนันดะ-มะโย  ่บฺยาสารท  ความสุขทิพย์ตามธรรมชาตินี้คือจุด  มุ่งหมายสูงสุดของโยคะ  และบรรลุได้โดยง่ายดายด้วยการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้  หรือ  ภักดี-โยคะ  จะอธิบาย  ภักดี-โยคะ  อย่างชัดเจนในบทที่เจ็ดของ  ภควัต-คีตา

ระบบโยคะที่อธิบายในบทนี้  มีสะมาดิฺ  อยู่สองประเภทเรียกว่า  สัมพระกยา  ทะ-สะมาดิฺ  และ  อสัมพระกยาทะ-สะมาดิฺ  เมื่อสถิตในตำแหน่งทิพย์ด้วยการศึกษาวิจัย  ทางปรัชญาต่าง  ๆ  นานา  กล่าวไว้ว่าเขาได้บรรลุ  สัมพระกยาทะ-สะมาดิฺ  ใน  อสัมพระ  กยาทะ-สะมาดิฺ  จะไม่มีความสัมพันธ์กับความสุขทางโลกอีกต่อไป  เพราะอยู่เหนือความ  สุขต่าง  ๆ  ที่ได้รับจากประสาทสัมผัส  เมื่อโยคีสถิตในสถานภาพนี้จะไม่มีวันสั่นคลอน  นอกจากโยคีสามารถบรรลุถึงสถานภาพนี้  มิฉะนั้นถือว่าไม่สำเร็จ  การปฏิบัติโยคะที่  เรียกกันในปัจจุบันนี้  ประกอบไปด้วยความสุขทางประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  นานาซึ่งเป็นสิ่ง  ที่ขัดกัน  โยคีที่ปล่อยตัวไปในเพศสัมพันธ์และสิ่งเสพติดเป็นโยคีจอมปลอม  แม้แต่พวก  โยคีที่หลงใหลไปกับสิดดิฺ  (อิทธิฤทธิ์  )  ในระบบโยคะก็มิได้สถิตอย่างสมบูรณ์  หากโยคี  หลงใหลไปกับผลข้างเคียงของโยคะ  จะไม่สามารถบรรลุถึงระดับแห่งความสมบูรณ์ดังที่  ได้กล่าวไว้ในโศลกนี้  ฉะนั้น  บุคคลที่ปล่อยตัวไปในการอวดวิธีปฏิบัติท่ากายกรรมต่าง  ๆ  หรือ  สิดดิฺ  ควรรู้ไว้ว่าจุดมุ่งหมายของโยคะได้สูญหายไปในทางนั้นแล้ว

การฝึกปฏิบัติโยคะที่ดีที่สุดในยุคนี้คือคริชณะจิตสำนึกซึ่งไม่ยุ่งยาก  บุคคลใน  คริชณะจิตสำนึกมีความสุขในอาชีพของตนและไม่ปรารถนาความสุขอื่นใด  มีอุปสรรค  มากมายในการปฏิบัติ  ฮะทฺะ-โยกะ,  ดฺยานะ-โยกะ,  และ  กยานะ-โยกะ  โดยเฉพาะใน  ยุคแห่งความขัดแย้งนี้  แต่จะไม่มีปัญหาในการปฏิบัติ  คารมะ-โยกะ  หรือ  ภักดี-โยคะ

ตราบเท่าที่ยังมีร่างวัตถุอยู่  ต้องสนองตอบอุปสงค์ของร่างกาย  เช่น  การ  กิน  การนอน  การป้องกันตัว  และเพศสัมพันธ์  แต่ผู้ที่อยู่ใน  ภักดี-โยคะ  ที่บริสุทธิ์  หรือ  ในคริชณะจิตสำนึก  ไม่กระตุ้นประสาทสัมผัสขณะที่สนองตอบอุปสงค์ของร่างกาย  แต่ยอมรับสิ่งจำเป็นที่สุดของชีวิต  โดยพยายามใช้สิ่งที่ได้รับมาไม่ดีให้ได้ดีที่สุดและ  เพลิดเพลินกับความสุขทิพย์ในคริชณะจิตสำนึก  จะมีอุเบกขาต่อเหตุการณ์ต่าง  ๆ  ที่เกิด  ขึ้นเช่น  อุบัติเหตุ  โรคภัยไข้เจ็บ  ความขาดแคลน  แม้กระทั่งความตายของญาติสุดที่รัก  แต่จะตื่นตัวอยู่เสมอในการปฏิบัติหน้าที่ของตนในคริชณะจิตสำนึกหรือ  ภักดี-โยคะ  อุบัติเหตุไม่เคยทำให้เขาบ่ายเบี่ยงไปจากหน้าที่  ดังที่กล่าวไว้ในภควัต-คีตา  (2.14)  อากะ  มาพายิโน  ่นิทยาส  ทามส  ทิทิคชัชวะ  บฺาระทะ  เขาอดทนต่อเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิด  ขึ้นเพราะทราบว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วจะดับไป  มันไม่มีผลกระทบต่อหน้าที่ของตน  ด้วยวิธีนี้จะทำให้บรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดในการฝึกปฏิบัติโยคะ

โศลก 24 (6.24)

สะ นิชชะเยนะ โยคทัพโย
โยโก ่นิรวิณณะ-เชทะสา

สังคัลพะ-พระบฺะวาน คามามส
ทยัคทวา สารวาน อเชชะทะฮ
มะนะไสเวนดริยะ-กรามัม
วินิยัมยะ สะมันทะทะฮ

สะฮ  -  นั้น, นิชชะเยนะ  -  ด้วยความมั่นใจอย่างแน่วแน่, โยคทัพยะฮ  -  ต้องฝึกปฏิบัติ, โยกะฮ  -  ระบบโยคะ, อนิรวิณณะ-เชทะสา  -  ปราศจากการเบี่ยงเบน, สังคัลพะ  -  การคาดคะเนทางจิตใจ, พระบฺะวาน  -  เกิดจาก, คามาน  -  ความปรารถนาทางวัตถุ, ทยัคทวา  -  ยกเลิก, สารวาน  -  ทั้งหมด, อเชชะทะฮ  -  อย่างสมบูรณ์, มะนะสา  -  ด้วยจิตใจ, เอวะ  -  แน่นอน, อินดริยะ-กรามัม  -  ประสาทสัมผัสครบชุด, วินิยัมยะ  -  ประมาณ, สัมมัน- ทะทะฮ  -  จากรอบด้าน

คำแปล

เราควรปฏิบัติตนในการฝึกปฏิบัติโยคะด้วยความมั่นใจและศรัทธาโดยไม่เบี่ยง  เบนจากวิถีทาง  เราควรละทิ้งความปรารถนาทางวัตถุทั้งมวลอันเกิดมาจากการ  คาดคะเนทางจิตใจโดยไม่มีข้อยกเว้น  และควบคุมประสาทสัมผัสทั้งหมดจาก  รอบด้านด้วยจิตใจ

คำอธิบาย

ผู้ฝึกปฏิบัติโยคะควรมีความมั่นใจ  ควรฝึกปฏิบัติด้วยความอดทนโดยไม่เบี่ยง  เบน  เขาควรมั่นใจในความสำเร็จในขั้นสุดท้าย  และดำเนินตามหลักการด้วยความ  พากเพียรอย่างมั่นคง  ไม่มีการหมดกำลังใจหากบรรลุความสำเร็จล่าช้า  ความสำเร็จ  นั้นแน่นอนสำหรับผู้ที่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด  รูพะ  โกสวามี  ได้กล่าวเกี่ยวกับ  ภักดี-โยคะ  ไว้ดังนี้

อุทสาฮาน นิชชะยาด ไดฺรยาท
ทัท-ทัท-คารมะ-พระวารทะนาท

สังกะ-ทยากาท สะโท วริทเทฮ
ชัดบิฺร บัฺคธิฮ พระสิดฺยะทิ

“เราสามารถปฏิบัติตามวิธีของ  ภักดี-โยคะ  ให้สำเร็จได้ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความ  กระตือรือร้น  พากเพียร  และมั่นใจ  ด้วยการปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้  คบหาสมาคม  กับสาวก  ด้วยการปฏิบัติกิจกรรมแห่งความดีโดยสมบูรณ์”  (อุพะเดชามริทะ  3  )

สำหรับความมั่นใจ  เราควรปฏิบัติตามตัวอย่างของนกกระจอกผู้สูญเสียไข่  ของตนไปกับคลื่นในมหาสมุทร  นกกระจอกน้อยวางไข่อยู่ที่ชายหาดมหาสมุทร  แต่  มหาสมุทรอันยิ่งใหญ่ได้พัดพาเอาไข่ไปกับคลื่น  นกกระจอกน้อยโมโหมากและขอร้องให้  มหาสมุทรคืนไข่  มหาสมุทรไม่สนใจแม้แต่จะพิจารณาคำร้องของเธอ  ดังนั้น  นกกระจอก  น้อยตัดสินใจที่จะทำให้มหาสมุทรนี้แห้งลง  จึงเริ่มตักน้ำด้วยจงอยปากอันน้อยนิดของ  มัน  ทุก  ๆ  คนหัวเราะเยาะต่อความมุ่งมั่นที่เป็นไปไม่ได้  ข่าวการกระทำของนกกระจอก  น้อยนี้ได้แพร่สะพัดไป  ในที่สุด  กะรุดะ  (พญาครุฑ  )  พญานกที่เป็นพาหนะของพระวิชณุ  ได้ยินเข้า  จึงมีความเมตตาสงสารต่อนกน้อยผู้ซึ่งเปรียบเสมือนน้องสาว  ดังนั้น  พญา  ครุฑจึงมาพบนกกระจอกน้อย  พญาครุฑรู้สึกยินดีมากในความมุ่งมั่นของนกกระจอก  น้อยจึงรับปากว่าจะช่วย  ดังนั้น  พญาครุฑได้ขอร้องให้มหาสมุทรนำไข่ของนกกระจอก  น้อยมาคืนทันที  มิฉะนั้น  ท่านจะจัดการกับงานของนกกระจอกน้อยนี้เอง  มหาสมุทร  รู้สึกตกใจจึงนำไข่ทั้งหมดมาคืน  เช่นนี้ทำให้นกกระจอกน้อยได้รับความสุขด้วยพระ  กรุณาของพญาครุฑ

ในลักษณะเดียวกันการฝึกปฏิบัติโยคะโดยเฉพาะ  ภักดี-โยคะ  ในคริชณะ  จิตสำนึก  อาจดูเหมือนว่าเป็นงานที่ยากมาก  แต่หากผู้ใดปฏิบัติตามหลักธรรมด้วยความ  มุ่งมั่นอย่างแน่วแน่  คริชณะจะทรงช่วยอย่างแน่นอนเพราะว่าพระองค์ทรงช่วยคนที่ช่วย  ตนเอง

โศลก 25 (6.25)

ชะไนฮ ชะไนร อุพะระเมด
บุดดฺยา ดฺริทิ-กริฮีทะยา

อาทมะ-สัมสทัฺม มะนะฮ คริทวา
นะ คินชิด อพิ ชินทะเยท

ชะไนฮ  -  ทีละน้อย, ชะไนฮ  -  ทีละขั้น, อุพะระเมท  -  เขาควรระงับ, บุดดฺยา  -  ด้วยปัญญา, ดฺริทิ-กริฮีทะยา  -  ปฏิบัติด้วยความมั่นใจ, อาทมะ-สัมสทัฺม  -  วางอยู่ในความเป็นทิพย์, มะ นะฮ  -  จิตใจ, คริทวา  -  ทำ, นะ  -  ไม่, คินชิท  -  สิ่งอื่นใด, อพิ  -  แม้, ชินทะเยท  -  ควรคิดถึงมัน

คำแปล

ค่อย  ๆ  ไปทีละขั้น  เขาควรสถิตในสมาธิด้วยวิถีทางแห่งปัญญา  และมีความมั่นใจ  อย่างเต็มเปี่ยมสนับสนุน  ดังนี้  จิตใจควรตั้งมั่นอยู่ที่ตนเองเท่านั้น  โดยไม่ควร  คิดถึงสิ่งอื่นใด

คำอธิบาย

ด้วยความมั่นใจและสติปัญญาที่ถูกต้อง  เราควรค่อย  ๆ  หยุดกิจกรรมทาง  ประสาทสัมผัส  เช่นนี้เรียกว่า  พรัทยาฮาระ  ด้วยความมั่นใจ  สมาธิ  และหยุดกิจกรรม  ทางประสาทสัมผัส  ทำให้ควบคุมจิตใจได้  และควรสถิตในสมาธิหรือ  สะมาดิฺ  ในขณะ  นั้นจะไม่มีอันตรายใด  ๆ  เกี่ยวกับการปฏิบัติตามแนวคิดชีวิตทางวัตถุอีกต่อไป  อีกนัย  หนึ่งคือ  ถึงแม้ว่าจะพัวพันอยู่กับวัตถุตราบที่ยังมีร่างวัตถุอยู่  ก็ไม่ควรคิดถึงการสนอง  ประสาทสัมผัส  เราไม่ควรคิดถึงความสุขอื่นใดนอกจากความสุขแห่งองค์ภควาน  ระดับ  นี้บรรลุได้โดยง่ายดายด้วยการฝึกปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกโดยตรง

โศลก 26 (6.26)

ยะโท ยะโท นิชชะละทิ
มะนัช ชันชะลัม อัสทิฺรัม

ทะทัส ทะโท นิยัมไยทัด
อาทมะนิ เอวะ วะชัม นะเยท

ยะทะฮ ยะทะฮ  -  ที่ใด, นิชชะละทิ  -  ถูกรบกวน, มะนะฮ  -  จิตใจ, ชันชะลัม  -  ไม่นิ่ง, อัสทิฺ รัม  -  ไม่มั่นคง, ทะทะฮ ทะทะฮ  -  จากนั้น, นิยัมยะ  -  ประมาณ, เอทัท  -  นี้, อาทมะนิ  -  ในตัว, เอวะ  -  แน่นอน, วะชัม  -  ควบคุม, นะเยท  -  ต้องนำมาอยู่ภายใต้

คำแปล

จิตใจที่ล่องลอยไปยังแห่งหนใดก็แล้วแต่  อันเนื่องมาจากธรรมชาติที่ไม่หยุดนิ่ง  และไม่มั่นคงของมัน  เราต้องถอยและดึงมันกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของ  ตัวเราให้ได้

คำอธิบาย

ธรรมชาติของจิตใจนั้นไม่หยุดนิ่งและไม่มั่นคง  แต่โยคีผู้รู้แจ้งแห่งตนต้องควบ  คุมจิตใจ  ไม่ควรให้จิตใจมาควบคุมตัวเขา  ผู้ที่ควบคุมจิตใจ  (รวมทั้งประสาทสัมผัส)  ได้  เรียกว่า  โกสวามี  หรือ  สวามี  ผู้ที่ถูกจิตใจควบคุมเรียกว่า  โก-ดาสะ  หรือเป็นทาสของ  ประสาทสัมผัส  โกสวามี  รู้ถึงมาตรฐานของความสุขทางประสาทสัมผัส  ในความสุขทาง  ประสาทสัมผัสทิพย์  ประสาทสัมผัสจะต้องปฏิบัติในการรับใช้องค์  ฮริชีเคชะ  หรือเจ้าของ  สูงสุดแห่งประสาทสัมผัสคือคริชณะ  การรับใช้คริชณะด้วยประสาทสัมผัสที่บริสุทธิ์  เรียกว่าคริชณะจิตสำนึก  นี่คือวิธีที่จะนำประสาทสัมผัสมาอยู่ภายใต้การควบคุม  และ  เป็นความสมบูรณ์สูงสุดแห่งการฝึกปฏิบัติโยคะ  ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

โศลก 27 (6.27)

พระชานทะ-มะนะสัม ฮิ เอนัม
โยกินัม สุคัฺม อุททะมัม

อุไพทิ ชานทะ-ระจะสัม
บระฮมะ-บํูทัม อคัลมะชัม

พระชานทะ  -  สงบ, ตั้งมั่นอยู่ที่พระบาทรูปดอกบัวของคริชณะ, มะนะสัม  -  จิตใจของ เขา, ฮิ  -  แน่นอน, เอนัม  -  นี้, โยกินัม  -  โยคี, สุคัฺม  -  ความสุข, อุททะมัม  -  สูงสุด, อุไพทิ  -  ได้ รับ, ชานทะ-ระจะสัม  -  ตัณหาสงบลง, บระฮมะ-บํูทัม  -  หลุดพ้นด้วยการแสดงตัวกับ สัจธรรม, อคัลมะชัม  -  เป็นอิสระจากวิบากกรรมในอดีตทั้งมวล

คำแปล

โยคีผู้มีจิตใจตั้งมั่นอยู่ที่ข้าบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดแห่งความสุขทิพย์อย่าง  แท้จริง  เขาอยู่เหนือระดับตัณหา  รู้แจ้งคุณสมบัติอันแท้จริงของตนเองกับองค์  ภควาน  ดังนั้น  จึงเป็นอิสระจากผลกรรมในอดีตทั้งปวง

คำอธิบาย

บระฮมะ-บํูทะ  คือระดับที่เป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุและสถิตในการรับใช้  ทิพย์แด่องค์ภควาน  มัด-บัฺคทิม  ละบฺะเท  พะราม  (ภควัต-คีตา  18.54  )  เขาไม่สามารถ  ดำรงรักษาอยู่ในคุณสมบัติของ  บระฮมัน  สัจธรรมที่สมบูรณ์ได้  จนกว่าจิตใจจะตั้งมั่นอยู่  ที่พระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควาน  สะ  ไว  มะนะฮ  คริชณะ-พะดาระวินดะโยฮ  ปฏิบัติ  อยู่ในการรับใช้ด้วยความรักทิพย์แด่องค์ภควาน  หรือการดำรงรักษาอยู่ในคริชณะ  จิตสำนึก  คือการได้รับเสรีภาพความหลุดพ้นจากระดับตัณหาและมลทินทางวัตถุทั้ง  ปวงอย่างแท้จริง

โศลก 28 (6.28)

ยุนจันน เอวัม สะดาทมานัม
โยกี วิกะทะ-คัลมะชะฮ

สุเคฺนะ บระฮมะ-สัมสพารชัม
อัทยันทัม สุคัฺม อัชนุเท

ยุนจัน  -  ปฏิบัติฝึกฝนโยคะ, เอวัม  -  ดังนั้น, สะดา  -  เสมอ, อาทมานัม  -  ตัวเขา, โยกี  -  ผู้ ที่สัมผัสอยู่กับองค์ภควาน, วิกะทะ  -  เป็นอิสระจาก, คัลมะชะฮ  -  มลทินทางวัตถุทั้ง มวล, สุเคฺนะ  -  ในความสุขทิพย์, บระฮมะ-สัมสพารชัม  -  สัมผัสกับองค์ภควานอยู่เสมอ, อัทยันทัม  -  สูงสุด, สุคัฺม  -  ความสุข, อัชนุเท  -  ได้รับ

คำแปล

ดังนั้น  โยคีผู้ควบคุมตนเองได้  ปฏิบัติตนฝึกฝนอยู่ในโยคะเสมอ  เป็นอิสรเสรีจาก  มลทินทางวัตถุทั้งปวง  และบรรลุระดับสูงสุดแห่งความสุขที่สมบูรณ์  ในการรับใช้  องค์ภควานด้วยความรักทิพย์

คำอธิบาย

การรู้แจ้งตนเองหมายถึงรู้สถานภาพพื้นฐานของตนในความสัมพันธ์กับองค์  ภควาน  ปัจเจกวิญญาณเป็นละอองอณูขององค์ภควาน  และสถานภาพของตนคือ  การถวายการรับใช้ทิพย์แด่พระองค์  การเชื่อมสัมพันธ์ทิพย์กับองค์ภควานนี้เรียกว่า  บระฮมะ-สัมสพารชะ

โศลก 29 (6.29)

สารวะ-บํูทะ-สทัฺม อาทมานัม
สารวะ-บํูทานิ ชาทมะนิ

อีคชะเท โยกะ-ยุคทาทมา
สารวะทระ สะมะ-ดารชะนะฮ

สารวะ-บํูทะ-สทัฺม  -  สถิตในมวลชีวิต, อาทมานัม  -  อภิวิญญาณ, สารวะ  -  ทั้งหมด, บํูทา นิ  -  สิ่งมีชีวิต, ชะ  -  เช่นกัน, อาทมะนิ  -  ในตนเอง, อีคชะเท  -  เห็น, โยกะ-ยุคทะ  -  อาทมา  -  ผู้ ที่ประสานในคริชณะจิตสำนึก, สารวะทระ  -  ทุกหนทุกแห่ง, สะมะ-ดารชะนะฮ  -  เห็นด้วย ความเสมอภาค

คำแปล

โยคีที่แท้จริงจะเห็นข้าอยู่ในทุก  ๆ  ชีวิต  และเห็นทุก  ๆ  ชีวิตอยู่ในข้า  อันที่จริง  บุคคลผู้รู้แจ้งแห่งตนเห็นข้าภควานองค์เดียวกันทุกหนทุกแห่ง

คำอธิบาย

โยคีผู้มีคริชณะจิตสำนึกเป็นผู้เห็นที่สมบูรณ์  เพราะเขาเห็นคริชณะองค์ภควาน  ทรงสถิตภายในหัวใจของทุกคนในรูปอภิวิญญาณ  (พะระมาทมา  )  อีชวะระฮ  สารวะ-  บํูทานาม  ฮริด-เดเช  ่รจุนะ  ทิชทฺะทิ  องค์ภควานในรูปของ  พะระมาทมา  ทรงสถิตภายใน  หัวใจของทั้งสุนัขและพราหมณ์  โยคีผู้สมบูรณ์รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นทิพย์อยู่เสมอ  และ  ไม่มีผลกระทบทางวัตถุในการที่ทรงประทับอยู่ทั้งในสุนัขและในพราหมณ์  นี่คือความ  เสมอภาคสูงสุดขององค์ภควาน  ปัจเจกวิญญาณสถิตในหัวใจเฉพาะของตนเองเท่านั้น  มิได้สถิตอยู่ในหัวใจของผู้อื่นทั้งหมด  นี่คือข้อแตกต่างระหว่างปัจเจกวิญญาณและอภิ  วิญญาณ  ผู้ที่มิได้ฝึกปฏิบัติโยคะอย่างแท้จริงจะไม่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน  บุคคล  ในคริชณะจิตสำนึกสามารถเห็นคริชณะทั้งในหัวใจของผู้ที่เชื่อและผู้ที่ไม่เชื่อ  ใน  สมริทิ  ได้ยืนยันไว้ดังต่อไปนี้  อาทะทัทวาช  ชะ  มาทริทวาช  ชะ  อาทมา  ฮิ  พะระโม  ฮะริฮ  องค์  ภควานทรงเป็นแหล่งกำเนิดของมวลชีวิต  ทรงเปรียบเทียบเสมือนกับพระมารดาและผู้  ค้ำจุน  เฉกเช่นมารดาเป็นกลางกับลูก  ๆ  ที่ไม่เหมือนกันทุกคน  บิดาสูงสุด  (หรือมารดา)  ก็เช่นเดียวกัน  ดังนั้น  องค์อภิวิญญาณจึงทรงประทับอยู่ในทุก  ๆ  ชีวิตเสมอ

ดูจากภายนอกทุก  ๆ  ชีวิตสถิตในพลังงานขององค์ภควานเช่นกัน  ดังจะอธิบาย  ในบทที่เจ็ด  พระองค์ทรงมีพลังงานพื้นฐานสองพลังงานคือ  พลังงานทิพย์  (สูงกว่า)  และพลังงานวัตถุ  (ต่ำกว่า)  สิ่งมีชีวิตถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนของพลังงานเบื้องสูง  แต่อยู่  ในสภาวะของพลังงานเบื้องต่ำ  ฉะนั้น  สิ่งมีชีวิตจะอยู่ในพลังงานขององค์ภควานเสมอ  ทุกๆ  ชีวิตสถิตในพระองค์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

โยคีเห็นด้วยความเสมอภาคเพราะเห็นมวลชีวิต  ถึงแม้จะอยู่ในสภาวะที่แตก  ต่างกันตามแต่ผลกรรม  ในทุก  ๆ  สถานการณ์ก็ยังคงเป็นผู้รับใช้ขององค์ภควาน  ขณะ  ที่อยู่ในพลังงานวัตถุสิ่งมีชีวิตรับใช้ประสาทสัมผัสวัตถุ  และขณะที่อยู่ในพลังงานทิพย์เขา  จะรับใช้องค์ภควานโดยตรง  ไม่ว่าในกรณีใดสิ่งมีชีวิตเป็นผู้รับใช้ของพระองค์  วิสัยทัศน์  แห่งความเสมอภาคนี้สมบูรณ์อยู่ในบุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึก

โศลก 30 (6.30)

โย มาม พัชยะทิ สารวะทระ
สารวัม ชะ มะยิ พัชยะทิ
ทัสยาฮัม นะ พระณัชยามิ
สะ ชะ เม นะ พระณัชยะทิ

ยะฮ  -  ผู้ใดที่, มาม  -  ข้า, พัชยะทิ  -  เห็น, สารวะทระ  -  ทุกหนทุกแห่ง, สารวัม  -  ทุกสิ่งทุก อย่าง, ชะ  -  และ, มะยิ  -  ในข้า, พัชยะทิ  -  เห็น, ทัสยะ  -  สำหรับเขา, อฮัม  -  ข้า, นะ  -  ไม่, พระณัชยามิ  -  หาย, สะฮ  -  เขา, ชะ  -  เช่นกัน, เม  -  แด่ข้า, นะ  -  ไม่, พระณัชยะทิ  -  หาย

คำแปล

สำหรับผู้ที่เห็นข้าทุกหนทุกแห่ง  และเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในข้า  ข้าไม่เคยหายไป  จากเขา  และเขาก็ไม่เคยหายไปจากข้า

คำอธิบาย

บุคคลในคริชณะจิตสำนึกเห็นองค์ชรีคริชณะทุกหนทุกแห่งอย่างแน่นอน  และ  เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในคริชณะ  บุคคลเช่นนี้อาจดูเหมือนว่าเห็นปรากฏการณ์ที่แตก  ต่างกันทั้งหมดของธรรมชาติวัตถุ  แต่ในทุก  ๆ  กรณีและแต่ละกรณีเขามีจิตสำนึกของ  คริชณะ  และทราบว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปรากฏการณ์แห่งพลังงานของพระองค์  ไม่มี  อะไรสามารถอยู่ได้โดยปราศจากคริชณะ  และคริชณะทรงเป็นองค์ภควานของทุกสิ่งทุก  อย่าง  นี่คือหลักธรรมพื้นฐานของคริชณะจิตสำนึก  คริชณะจิตสำนึกคือการพัฒนาความ  รักต่อคริชณะ  เป็นสถานภาพที่เหนือกว่าแม้กระทั่งความหลุดพ้นทางวัตถุ  ในระดับของ  คริชณะจิตสำนึกที่เหนือกว่าความรู้แจ้งแห่งตนนี้สาวกกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับคริชณะ  ในความรู้สึกที่ว่าคริชณะทรงกลายมาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับสาวก  และสาวกมี  ความเปี่ยมล้นไปด้วยความรักต่อคริชณะ  ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างองค์  ภควานและสาวกจึงบังเกิดขึ้น  ในระดับนั้น  สิ่งมีชีวิตไม่มีวันถูกทำลาย  และองค์ภควาน  ทรงไม่เคยคลาดไปจากสายตาของสาวก  การกลืนหายเข้าไปในคริชณะเป็นการทำลาย  ดวงวิญญาณ  สาวกจะไม่เสี่ยงเช่นนี้  กล่าวไว้ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.38  )  ว่า

เพรมานจะนะ-ชชํุริทะ-บัฺคธิ-วิโลชะเนนะ
สันทะฮ สะไดวะ ฮริดะเยชุ วิโลคะยันทิ

ยัม ชยามะสุนดะรัม อชินทยะ-กุณะ-สวะรูพัม
โกวินดัม อาดิ-พุรุชัม ทัม อฮัม บฺะจามิ

“ข้าขอบูชาพระผู้เป็นเจ้าองค์แรก  โกวินดะ  ผู้ที่สาวกมองเห็นด้วยดวงตาที่ชโลมไปด้วย  เยื่อใยแห่งความรักตลอดเวลา  สาวกเห็นพระองค์ในรูปอมตะแห่งชยามะสุนดะระ  ผู้ทรง  สถิตภายในหัวใจของสาวก”

ในระดับนี้องค์ชรีคริชณะทรงไม่มีวันคลาดสายตาไปจากสาวก  และสาวกก็จะ  ไม่คลาดสายตาไปจากพระองค์  ในกรณีที่โยคีเห็นองค์ภควานในรูป  พะระมาทมา  ผู้ทรง  ประทับอยู่ภายในหัวใจก็เช่นเดียวกัน  โยคีผู้นี้จะกลายมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์  และทนไม่  ได้ที่จะมีชีวิตอยู่แม้แต่นาทีเดียวโดยไม่เห็นพระองค์ทรงประทับอยู่ภายในตนเอง

โศลก 31 (6.31)

สารวะ-บํํูทะ-สทิฺทัม โย มาม
บฺะจะทิ เอคัทวัม อาสทิฺทะฮ

สารวะทฺา วารทะมาโน ่พิ
สะ โยกี มะยิ วารทะเท

สารวะ-บํูทะ-สทิฺทัม  -  ทรงสถิตในหัวใจของทุกคน, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, มาม  -  ข้า, บฺะจะทิ  -  ปฏิบัติ ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้, เอคัทวัม  -  ในหนึ่งเดียวกัน, อาสทิฺทะฮ  -  สถิต, สารวะทฺา  -  ใน ทุกกรณี, วารทะ-มานะฮ  -  สถิต, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, สะฮ  -  เขา, โยกี  -  นักทิพย์นิยม, มะยิ  -  ใน ข้า, วารทะเท  -  ดำรง

คำแปล

โยคีผู้ปฏิบัติในการรับใช้องค์อภิวิญญาณด้วยความเคารพบูชาเช่นนี้  รู้ว่าข้าและ  อภิวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกัน  จะดำรงอยู่ในข้าเสมอในทุกสถานการณ์

คำอธิบาย

โยคีผู้ฝึกปฏิบัติสมาธิอยู่ที่อภิวิญญาณเห็นภาคแบ่งแยกของคริชณะภายในตัว  เขาในรูปพระวิชณุสี่กร  ทรงหอยสังข์  กงจักร  คทา  และดวกบัว  โยคีควรรู้ว่าพระวิชณุ  ทรงไม่แตกต่างไปจากคริชณะ  คริชณะในรูปของอภิวิญญาณนี้ทรงสถิตในหัวใจของ  ทุก  ๆ  คน  ยิ่งไปกว่านั้น  ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างอภิวิญญาณที่มีจำนวนนับไม่ถ้วนผู้ทรง  ปรากฏอยู่ภายในหัวใจอันนับไม่ถ้วนของสิ่งมีชีวิต  ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างบุคคลใน  คริชณะจิตสำนึกผู้ปฏิบัติรับใช้ด้วยความรักทิพย์แด่คริชณะอยู่เสมอ  และโยคีสมบูรณ์ผู้  ปฏิบัติสมาธิอยู่ที่อภิวิญญาณ  โยคีในคริชณะจิตสำนึกถึงแม้อาจจะปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ  ขณะที่อยู่ในโลกวัตถุ  แต่จะดำรงสถิตในคริชณะเสมอ  ได้ยืนยันไว้ใน  บัฺคธิ-ระสามริทะ  สินดํุ  (1.2.187  )  ของ  ชรีละ  รูพะ  โกสวามี  ว่า  นิคิฺลาสุ  อพิ  อวัสทฺาสุ  จีวัน-มุคทะฮ  สะ  อุชยะเท  สาวกขององค์ภควานผู้ปฏิบัติอยู่ในคริชณะจิตสำนึกเสมอได้รับความหลุด  พ้นโดยปริยาย  ใน  นาระดะ-พันชะราทระ  ได้ยืนยันไว้ดังนี้

ดิค-คาลาดิ-อนะวัชชิฺนเน
คริชเณ เชโท วิดฺายะ ชะ

ทัน-มะโย บฺะวะทิ คชิพรัม
จีโว บระฮมะณิ โยจะเยท

“จากการตั้งสมาธิจิตอยู่ที่พระวรกายทิพย์ของคริชณะผู้ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  ทรงอยู่  เหนือเวลาและอวกาศ  เขาซึมซาบอยู่ในการระลึกถึงคริชณะ  จากนั้นจะบรรลุถึงระดับ  แห่งความสุขในการมาคบหาสมาคมทิพย์กับพระองค์”

คริชณะจิตสำนึกเป็นระดับสูงสุดแห่งสมาธิในการปฏิบัติโยคะ  การเข้าใจอย่าง  แท้จริงว่าคริชณะทรงปรากฏในรูป  พะระมาทมา  อยู่ภายในหัวใจของทุก  ๆ  คนทำให้  โยคีไม่มีความผิดพลาด  คัมภีร์พระเวท  (โกพาละ-ทาพะนี  อุพะนิชัด  1.21)  ได้ยืนยันพลัง  อำนาจขององค์ภควานที่ไม่สามารถมองเห็นได้ไว้ดังนี้  เอโค  ่พิ  สัน  บะฮุดฺา  โย  ่วะบฺาทิ  “ถึงแม้ว่าองค์ภควานทรงเป็นหนึ่ง  แต่พระองค์ทรงปรากฏอยู่ภายในหัวใจจำนวนที่นับ  ไม่ถ้วนอย่างมากมาย”  ในทำนองเดียวกัน  สมริทิ-ชาสทระ  ได้กล่าวไว้ว่า

เอคะ เอวะ พะโร วิชณุฮ
สารวะ-วิยาพี นะ สัมชะยะฮ

ไอชวารยาด รูพัม เอคัม ชะ
สูรยะ-วัท บะฮุเดฺยะเท

“พระวิชณุทรงเป็นหนึ่ง  ถึงกระนั้นพระองค์ยังทรงแผ่กระจายไปทั่วด้วยพลังอำนาจ  ที่มองไม่เห็น  ถึงแม้ว่าทรงมีรูปลักษณ์เดียว  พระองค์ทรงปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง  เสมือนดังดวงอาทิตย์ที่ปรากฏอยู่่หลาย  ๆ  แห่งในขณะเดียวกัน”

โศลก 32 (6.32)

อาทโมพัมเยนะ สารวะทระ
สะมัม พัชยะทิ โย ่รจุนะ

สุคัฺม วา ยะดิ วา ดุฮคัฺม
สะ โยกี พะระโม มะทะฮ

อาทมะ  -  ด้วยตัวเขา, โอพัมเยนะ  -  ด้วยการเปรียบเทียบ, สารวะทระ  -  ทุกหนทุกแห่ง, สะมัม  -  เท่าเทียมกัน, พัชยะทิ  -  เห็น, ยะฮ  -  เขาผู้ซึ่ง, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ, สุคัฺม  -  ความ สุข, วา  -  หรือ, ยะดิ  -  ถ้า, วา  -  หรือ, ดุฮคัฺม  -  ความทุกข์, สะฮ  -  เช่นนี้, โยกี  -  นักทิพย์นิยม, พะระมะฮ  -  สมบูรณ์, มะทะฮ  -  พิจารณา

คำแปล

จากการเปรียบเทียบกับตัวเขาเอง  โยคีผู้สมบูรณ์เห็นสิ่งมีชีวิตทั้งหลายด้วย  ความเสมอภาคอย่างแท้จริง  ทั้งในขณะที่พวกเขามีความสุขและในขณะที่มีความ  ทุกข์  โอ้  อารจุนะ

คำอธิบาย

ผู้มีคริชณะจิตสำนึกเป็นโยคีที่สมบูรณ์  เขารู้ถึงความสุขและความทุกข์ของ  ทุก  ๆ  คนโดยอาศัยประสบการณ์ส่วนตัว  สาเหตุแห่งความทุกข์ของสิ่งมีชีวิตคือการลืม  ความสัมพันธ์ของตนเองกับองค์ภควาน  และสาเหตุแห่งความสุขคือรู้ว่าองค์ชรีคริชณะ  ทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญสูงสุดในกิจกรรมทั้งหลายของมนุษย์  คริชณะทรงเป็น  เจ้าของแผ่นดินและดาวเคราะห์ทั้งหมด  และคริชณะทรงเป็นเพื่อนผู้มีความจริงใจที่สุด  ของมวลชีวิต  โยคีที่สมบูรณ์รู้ว่าสิ่งมีชีวิตผู้อยู่ในสภาวะของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุอยู่  ภายใต้อำนาจของความทุกข์ทางวัตถุสามคำรบ  อันเนื่องมาจากการลืมความสัมพันธ์  ระหว่างตนเองกับคริชณะ  เนื่องจากผู้ที่อยู่ในคริชณะจิตสำนึกมีความสุข  จึงพยายาม  แจกจ่ายความรู้แห่งคริชณะนี้ไปทั่วทุกหนทุกแห่ง  เพราะว่าโยคีที่สมบูรณ์พยายาม  ประกาศความสำคัญในการมาเป็นคริชณะจิตสำนึก  จึงเป็นคนใจบุญที่ดีที่สุดในโลก  และเป็นคนรับใช้ที่น่ารักที่สุดขององค์ภควาน  นะ  ชะ  ทัสมาน  มะนุชเยชุ  คัชชิน  เม  พริยะ-คริททะมะฮ  (ภค.18.69  )  อีกนัยหนึ่ง  สาวกของพระองค์มุ่งบำรุงสุขแด่มวล  ชีวิตอยู่เสมอ  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นมิตรแท้ของทุก  ๆ  คน  เขาเป็นโยคีที่ดีที่สุดเพราะว่าไม่  ปรารถนาความสมบูรณ์ในโยคะเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว  แต่พยายามเพื่อคนอื่นด้วย  เขาไม่อิจฉาเพื่อนสิ่งมีชีวิตด้วยกัน  นี่คือข้อแตกต่างระหว่างสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์  ภควานและโยคีผู้สนใจเพียงแต่ความเจริญก้าวหน้าของตนเองเท่านั้น  โยคีผู้ที่ถอนตัวไป  อยู่อย่างสันโดษเพื่อทำสมาธิโดยสมบูรณ์  อาจไม่สมบูรณ์บริบูรณ์เท่าสาวกผู้พยายาม  อย่างดีที่สุดเพื่อให้ทุก  ๆ  คนมีคริชณะจิตสำนึก

โศลก 33 (6.33)

อารจุนะ อุวาชะ
โย ่ยัม โยกัส ทวะยา โพรคทะฮ
สามเยนะ มะดํุสูดะนะ

เอทัสยาฮัม นะ พัชยามิ
ชันชะลัทวาท สทิฺทิม สทิฺราม

อารจุนะ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, ยะฮ อยัม  -  ระบบนี้, โยกะฮ  -  โยคะ, ทวะยา  -  โดย พระองค์, โพรคทะฮ  -  อธิบาย, สามเยนะ  -  โดยทั่วไป, มะดํุ-สูดะนะ  -  โอ้ ผู้สังหารมารมะดํุ, เอทัสยะ  -  ของสิ่งนี้, อฮัม  -  ข้า, นะ  -  ไม่, พัชยามิ  -  เห็น, ชันชะลัทวาท  -  เนื่องจากไม่สงบนิ่ง, สทิฺทิม  -  สภาวะ, สทิฺราม  -  มั่นคง

คำแปล

อารจุนะตรัสว่า  โอ้  มะดํุสูดะนะ  ระบบโยคะที่พระองค์ทรงสรุปให้นี้  ดูเหมือน  จะปฏิบัติไม่ได้และข้าไม่มีความอดทนพอ  เพราะว่าจิตใจไม่สงบนิ่งและไม่มั่นคง

คำอธิบาย

ระบบโยคะที่องค์ชรีคริชณะทรงอธิบายให้อารจุนะเริ่มด้วยคำ  ชุโช  เดเช  และจบ  ด้วยคำ  โยกี  พะระมะฮ  ได้ถูกอารจุนะทรงปฏิเสธ  ณ  ที่นี้  จากความรู้สึกที่ว่าไม่สามารถ  ปฏิบัติได้  เป็นไปไม่ได้สำหรับคนธรรมดาทั่วไปที่จะจากบ้านไปยังป่าเขาลำเนาไพร  และ  อยู่อย่างสันโดษเพื่อฝึกปฏิบัติโยคะใน  คะลิ  ยุค  ในยุคปัจจุบันนี้มีลักษณะที่ดิ้นรนอย่าง  ขมขื่นเพื่อความอยู่รอดด้วยชีวิตอันสั้น  ผู้คนไม่จริงจังเกี่ยวกับความรู้แจ้งแห่งตน  แม้  จะด้วยวิธีที่ง่ายและปฏิบัติได้  จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงระบบโยคะที่ยากลำบากเช่นนี้  ซึ่ง  ต้องควบคุมชีวิตการเป็นอยู่ในเรื่องของการนั่ง  การเลือกสถานที่  และการทำให้จิตใจ  ไม่ยึดติดกับการปฏิบัติทางวัตถุ  ในฐานะที่เป็นนักปฏิบัติ  อารจุนะทรงคิดว่าเป็นไปไม่  ได้ที่จะปฏิบัติตามระบบโยคะนี้  ถึงแม้ว่าทรงมีคุณสมบัติที่เอื้ออำนวยอยู่หลายประการ  อารจุนะประสูติอยู่ในตระกูลกษัตริย์  ทรงมีความเจริญมากในคุณสมบัติหลาย  ๆ  ด้าน  เช่น  เป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่  มีพระชนมายุยืนยาว  และยิ่งไปกว่าสิ่งอื่นใด  ยังเป็นสหายสนิท  ที่สุดขององค์ภควานชรีคริชณะ  เมื่อห้าพันปีก่อนนี้  อารจุนะทรงมีสิ่งเอื้ออำนวยที่ดีกว่า  พวกเราที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้อย่างมากมาย  ถึงกระนั้นยังปฏิเสธระบบโยคะนี้  อันที่จริง  เราไม่พบบันทึกใด  ๆ  ในประวัติศาสตร์ที่เห็นอารจุนะฝึกปฏิบัติโยคะนี้ไม่ว่าในเวลาใด  ฉะนั้น  ระบบนี้ต้องพิจารณาว่าโดยทั่วไปเป็นไปไม่ได้ใน  คะลิ  ยุคนี้  แน่นอนว่าอาจจะเป็น  ไปได้สำหรับคนบางคนที่หาได้ยากมาก  แต่สำหรับผู้คนโดยทั่วไปเป็นข้อเสนอที่เป็นไป  ไม่ได้  เพราะหากเป็นเช่นนี้เมื่อห้าพันปีก่อน  แล้วปัจจุบันนี้จะเป็นอย่างไร  พวกที่เลียน  แบบระบบโยคะนี้  ซึ่งอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่าสถาบันและสมาคมต่าง  ๆ  ถึงแม้ว่าจะ  ได้รับความอิ่มเอิบใจ  แต่เป็นการสูญเสียเวลาไปอย่างแน่นอน  พวกนี้อยู่ในอวิชชาอย่าง  สมบูรณ์เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายที่ตนปรารถนา

โศลก 34 (6.34)

ชันชะลัม ฮิ มะนะฮ คริชณะ
พระมาทิฺ บะละวัด ดริดัฺม

ทัสยาฮัม นิกระฮัม มันเย
วาโย อิวะ สุ-ดุชคะรัม

ชันชะลัม  -  ไม่สงบนิ่ง, ฮิ  -  แน่นอน, มะนะฮ  -  จิตใจ, คริชณะ  -  โอ้ คริชณะ, พระมาทิฺ  -  ว้าวุ่น, บะละ  -  วัท  -  มีพลังมาก, ดริดัฺม  -  ดื้อรั้น, ทัสยะ  -  ของมัน, อฮัม  -  ข้า, นิกระฮัม  -  ปราบ, มันเย  -  คิด, วาโยฮ  -  ของลม, อิวะ  -  เหมือน, สุ-ดุชคะรัม  -  ยาก

คำแปล

เพราะว่าจิตใจไม่สงบนิ่ง  พล่าน  ดื้อรั้น  และมีพลังมาก  โอ้  คริชณะ  และในการ  ปราบมัน  ข้าพเจ้าคิดว่ายากยิ่งกว่าการควบคุมลม

คำอธิบาย

จิตใจมีพลังมากและดื้อรั้น  บางครั้งก็เอาชนะปัญญา  ถึงแม้ว่าจิตใจควรอยู่  ภายใต้การบังคับบัญชาของปัญญา  สำหรับบุคคลผู้อยู่ในโลกแห่งการปฏิบัติที่ต้องต่อสู้  กับฝ่ายตรงข้ามมากมาย  แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ยากมากในการควบคุมจิตใจ  เขาอาจทำใจ  ให้เป็นกลางอย่างผิดธรรมชาติระหว่างเพื่อนกับศัตรู  แต่ในที่สุดไม่มีผู้ใดในโลกสามารถ  ทำได้  เพราะว่ายากยิ่งกว่าการควบคุมลมพายุที่พัดมาอย่างแรงฉันใด  ในวรรณกรรม  พระเวท  (คะทฺะ  อุพะนิชัด  1.3.3-4  )  กล่าวไว้ว่า

อาทมานัม ระทิฺนัม วิดดิฺ
ชะรีรัม ระทัฺม เอวะ ชะ

บุดดิฺม ทุ สาระทิฺม วิดดิฺ
มะนะฮ พระกระฮัม เอวะ ชะ
อินดริยาณิ ฮะยาน อาฮุร
วิชะยามส เทชุ โก-ชะราน

อาทเมนดริยะ-มะโน-ยุคทัม
โบฺคเททิ อาฮุร มะนีชิณะฮ

“ปัจเจกวิญญาณเป็นผู้โดยสารในพาหนะแห่งร่างวัตถุ  ปัญญาเป็นผู้ขับ  จิตใจเป็นคัน  บังคับ  และประสาทสัมผัสเป็นม้า  ตัวเขาจะได้รับความสุขหรือความทุกข์เกิดจากการ  มาคบหาสมาคมกับจิตใจและประสาทสัมผัส  เช่นนี้  เป็นที่เข้าใจโดยนักคิดผู้ยิ่งใหญ่”  ปัญญาควรเป็นผู้สั่งจิตใจ  แต่จิตใจมีพลังอำนาจมากและดื้อรั้นจนส่วนใหญ่เอาชนะแม้  กระทั่งปัญญาของตนเอง  เหมือนกับโรคปัจจุบันทันด่วนที่ดื้อยา  จิตใจที่มีพลังมากเช่นนี้  ควรถูกควบคุมด้วยการฝึกปฏิบัติโยคะ  แต่การฝึกเช่นนี้ปฏิบัติไม่ได้แม้สำหรับบุคคลทาง  โลกเช่นอารจุนะ  จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงคนในยุคสมัยนี้  อุปมาที่ให้ไว้  ณ  ที่นี้เหมาะสมดี  เราไม่สามารถจับกุมลมที่พัดมาแรงได้ฉันใด  มันยากยิ่งไปกว่าที่จะจับกุมจิตใจที่พล่าน  ได้ฉันนั้น  องค์เชธันญะทรงแนะนำวิธีที่ง่ายที่สุดในการควบคุมจิตใจคือการร้องเพลง  สวดมนต์  ภาวนา  “ฮะเร  คริชณะ”  ซึ่งเป็นบทมนต์อันยิ่งใหญ่เพื่อการจัดส่ง  ด้วยความ  ถ่อมตนอย่างยิ่ง  ได้อธิบายวิธีไว้ดังนี้  สะ  ไว  มะนะฮ  คริชณะ-พะดาระวินดะโยฮ  เราต้อง  ใช้จิตใจอย่างเต็มที่ในคริชณะ  ด้วยวิธีนี้เท่านั้นจึงจะไม่มีกิจกรรมอื่นใดทำให้จิตใจวุ่นวาย

โศลก 35 (6.35)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
อสัมชะยัม มะฮา-บาโฮ
มะโน ดุรนิกระฮัม ชะลัม

อับฺยาเสนะ ทุ คะอุนเทยะ
ไวรากเยณะ ชะ กริฺยะเท

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  องค์ภควานตรัส, อสัมชะยัม  -  อย่างไม่สงสัย, มะฮา-บาโฮ  -  โอ้ ยอดนักรบ, มะนะฮ  -  จิตใจ, ดุรนิกระฮัม  -  ยากที่จะดัด, ชะลัม  -  ว้าวุ่น, อับฺยาเสนะ  -  ด้วย การปฏิบัติ, ทุ  -  แต่, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, ไวรากเยนะ  -  ด้วยการไม่ยึดติด, ชะ  -  เช่นกัน, กริฺยะเท  -  สามารถควบคุมได้

คำแปล

องค์ชรีคริชณะตรัสว่า  โอ้  ยอดนักรบโอรสพระนางคุนที  การดัดจิตใจที่ไม่สงบ  นิ่งเป็นสิ่งที่ยากมากโดยไม่ต้องสงสัย  แต่เป็นไปได้ด้วยการฝึกปฏิบัติอย่างถูก  ต้องเหมาะสม  และด้วยการไม่ยึดติด

คำอธิบาย

ความยากลำบากในการควบคุมจิตใจที่ดื้อรั้นดังที่อารจุนะทรงดำริ  บุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้าทรงยอมรับ  แต่ในขณะเดียวกันพระองค์ทรงแนะนำว่าการฝึกปฏิบัติ  และการไม่ยึดติดเป็นไปได้  การฝึกปฏิบัตินั้นคืออะไร?  ในยุคปัจจุบันไม่มีใครสามารถ  ปฏิบัติตามกฎระเบียบอันเคร่งครัดในการที่จะให้ตนเองไปอยู่ยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และ  ตั้งสมาธิจิตอยู่ที่องค์อภิวิญญาณ  หักห้ามประสาทสัมผัสและจิตใจ  ถือเพศพรหมจรรย์  อยู่อย่างสันโดษ  ฯลฯ  อย่างไรก็ดี  ด้วยการปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกในเก้าวิธีแห่งการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้องค์ภควาน  วิธีแรกและสำคัญมากในการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละคือ  การสดับฟังเกี่ยวกับคริชณะ  ซึ่งเป็นวิถีทิพย์ที่ทรงพลังอำนาจมากในการขจัดข้อสงสัย  ทั้งหลายให้ออกไปจากจิตใจ  ผู้ที่สดับฟังเกี่ยวกับคริชณะได้มากเท่าไร  จะมีความรู้แจ้ง  และไม่ยึดติดกับทุกสิ่งทุกอย่างที่นำพาจิตใจให้ออกห่างจากคริชณะมากเท่านั้น  จาก  การไม่ยึดติดจิตใจอยู่กับกิจกรรมที่ไม่อุทิศตนเสียสละให้พระองค์  เขาสามารถเรียนรู้  ไวรากยะ  ได้อย่างง่ายดาย  ไวรากยะ  หมายถึงการไม่ยึดติดกับวัตถุและให้จิตใจปฏิบัติ  อยู่กับดวงวิญญาณ  การไม่ยึดติดในวิถีทิพย์ของพวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์ยากยิ่งกว่าการ  ยึดมั่นจิตใจอยู่กับกิจกรรมของคริชณะ  เช่นนี้ปฏิบัติได้เพราะจากการสดับฟังเกี่ยวกับ  คริชณะจะทำให้ยึดมั่นกับดวงวิญญาณสูงสุดโดยปริยาย  การยึดมั่นเช่นนี้เรียกว่า  พะเร-  ชานุบฺะวะ  ความพึงพอใจทิพย์  คล้าย  ๆ  กับความรู้สึกพึงพอใจกับอาหารทุกคำที่คน  กำลังหิวได้รับประทาน  ขณะที่กำลังหิวเมื่อได้รับประทานมากเท่าไรก็จะรู้สึกพึงพอใจ  และมีพลังงานเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น  ในทำนองเดียวกัน  จากการปฏิบัติรับใช้ด้วยการอุทิศ  ตนเสียสละ  เขามีความรู้สึกพึงพอใจทิพย์ในขณะที่จิตใจไม่ยึดติดกับจุดมุ่งหมายทาง  วัตถุ  เหมือนกับการรักษาโรคด้วยวิธีที่ชำนาญ  และโภชนาการที่เหมาะสม  ดังนั้น  การ  สดับฟังกิจกรรมทิพย์ขององค์ชรีคริชณะจึงเป็นวิธีรักษาที่มีความชำนาญสำหรับจิตใจ  ที่บ้าคลั่ง  และการรับประทานภัตตาหารที่ถวายให้คริชณะคือโภชนาการที่เหมาะสม  สำหรับคนไข้ที่กำลังมีความทุกข์  การรักษาเช่นนี้คือวิธีของคริชณะจิตสำนึก

โศลก 36 (6.36)

อสัมยะทาทมะนา โยโก
ดุชพราพะ อิทิ เม มะทิฮ

วัชยาทมะนา ทุ ยะทะทา ชัคโย
่วาพทุม อุพายะทะฮ

อสัมยะทะ  -  หักห้ามไม่ไหว, อาทมะนา  -  ด้วยจิตใจ, โยกะฮ  -  การรู้แจ้งแห่งตน, ดุชพรา พะฮ  -  ยากที่จะบรรลุ, อิทิ  -  ดังนั้น, เม  -  ของข้า, มะทิฮ  -  ความเห็น, วัชยะ  -  ควบคุม, อาทมะนา  -  ด้วยจิตใจ, ทุ  -  แต่, ยะทะทา  -  ขณะที่พยายาม, ชัคยะฮ  -  ปฏิบัติได้, อวาพทุม  -  บรรลุ, อุพายะทะฮ  -  ด้วยวิธีที่เหมาะสม

คำแปล

สำหรับผู้ที่หักห้ามจิตใจของตนเองไม่ได้  การรู้แจ้งแห่งตนเป็นงานที่ยาก  แต่ผู้  ที่ควบคุมจิตใจตนเองได้  และพยายามในวิถีทางที่ถูกต้อง  จะประสบผลสำเร็จ  อย่างแน่นอน  นี่คือความเห็นของข้า

คำอธิบาย

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงประกาศว่าผู้ที่ไม่ยอมรับการรักษาที่ถูกต้อง  ที่จะให้จิตใจไม่ยึดติดกับการปฏิบัติทางวัตถุ  จะบรรลุผลสำเร็จในการรู้แจ้งแห่งตนได้  ยากมาก  การพยายามฝึกปฏิบัติโยคะในขณะที่จิตใจใฝ่หาความสุขทางวัตถุ  เปรียบ  เสมือนกับการพยายามจุดไฟในขณะที่ราดน้ำลงไป  ฝึกปฏิบัติโยคะโดยไม่ควบคุมจิตใจ  เป็นการเสียเวลา  การอวดวิธีการปฏิบัติโยคะเช่นนี้อาจได้รับผลกำไรงามทางวัตถุ  แต่  ว่าไร้ประโยชน์ในการรู้แจ้งแห่งดวงวิญญาณ  ฉะนั้น  เขาต้องควบคุมจิตใจโดยให้จิตใจ  ปฏิบัติรับใช้ด้วยความรักทิพย์แด่องค์ภควานอยู่เสมอ  นอกจากจะปฏิบัติในคริชณะ  จิตสำนึก  มิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถควบคุมจิตใจได้อย่างมั่นคง  บุคคลในคริชณะ  จิตสำนึกบรรลุผลแห่งการปฏิบัติโยคะได้อย่างง่ายดาย  โดยไม่ต้องพยายามนอกเหนือไป  จากนี้  แต่ผู้ฝึกปฏิบัติโยคะไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้โดยปราศจากคริชณะจิตสำนึก

โศลก 37 (6.37)

อารจะนะ อุวาชะ
อยะทิฮ ชรัดดฺะโยเพโท
โยกาช ชะลิทะ-มานะสะฮ

อัพราพยะ โยกะ-สัมสิดดิฺม
คาม กะทิม คริชณะ กัชชฺะทิ

อารจุนะฮ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, อยะทิฮ  -  นักทิพย์นิยมผู้ไม่ประสบผลสำเร็จ, ชรัด- ดฺะยา  -  ด้วยความศรัทธา, อุเพทะฮ  -  ปฏิบัติ, โยกาท  -  จากการเชื่อมสัมพันธ์ที่เร้นลับ, ชะลิทะ  -  เบี่ยงเบน, มานะสะฮ  -  ผู้มีจิตใจเช่นนี้, อัพราพยะ  -  ล้มเหลวในการบรรลุ, โยกะ-สัมสิดดิฺม  -  ความสมบูรณ์สูงสุดในโยคะ, คาม  -  ซึ่ง, กะทิม  -  จุดมุ่งหมาย, คริชณะ  -  โอ้ คริชณะ, กัชชฺะทิ  -  บรรลุ

คำแปล

อารจุนะตรัสว่า  โอ้  คริชณะ  นักทิพย์นิยมผู้ไม่ประสบผลสำเร็จ  ซึ่งในตอนแรก  รับเอาวิถีทางเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนมาปฏิบัติด้วยความศรัทธา  แต่ต่อมาได้  ยกเลิกการปฏิบัติอันเนื่องมาจากจิตใจมาฝักใฝ่ทางโลก  ดังนั้น  จึงไม่บรรลุความ  สมบูรณ์ในโยคะ  จุดหมายปลายทางของบุคคลเช่นนี้อยู่ที่ใหน?

คำอธิบาย

วิถีทางเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนหรือระบบโยคะได้อธิบายใน  ภควัต-คีตา  หลัก  ธรรมพื้นฐานเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนคือความรู้ที่ว่าสิ่งมีชีวิตไม่ใช่ร่างกายวัตถุนี้แต่ว่า  แตกต่างไปจากร่างวัตถุ  และความสุขของเขาอยู่ในชีวิตอมตะ  เปี่ยมไปด้วยความปลื้ม  ปีติสุข  และความรู้  สิ่งเหล่านี้เป็นทิพย์อยู่เหนือทั้งร่างกายและจิตใจ  ความรู้แจ้งแห่ง  ตนค้นพบได้ด้วยวิถีแห่งความรู้  ด้วยการฝึกปฏิบัติแปดระบบหรือด้วย  ภักดี-โยคะ  ใน  แต่ละวิธีนี้จะต้องรู้แจ้งสถานภาพพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต  ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับ  องค์ภควาน  กิจกรรมซึ่งทำให้เขาสามารถสถาปนาความสัมพันธ์ที่สูญหายไปให้กลับ  มาอีกครั้ง  และบรรลุถึงระดับสมบูรณ์สูงสุดแห่งคริชณะจิตสำนึก  การปฏิบัติตามทาง  ใดทางหนึ่งในสามวิธีที่กล่าวไว้ข้างต้น  แน่นอนว่าจะต้องบรรลุเป้าหมายสูงสุดในไม่ช้า  ก็เร็ว  องค์ภควานทรงยืนยันไว้เช่นนี้ในบทที่สอง  แม้ความพยายามเพียงเล็กน้อยบนวิถี  ทิพย์จะให้ความหวังอย่างสูงเพื่อการจัดส่ง  จากสามวิธีนี้  วิธีของ  ภักดี-โยคะ  เหมาะสม  โดยเฉพาะสำหรับยุคนี้  เพราะเป็นวิธีตรงที่สุดเพื่อความรู้แจ้งองค์ภควาน  เพื่อให้มั่นใจ  ยิ่งขึ้นไปอีก  อารจุนะทรงถามคริชณะเพื่อให้ทรงยืนยันคำดำรัสที่เคยกล่าวไว้  บุคคลอาจ  ยอมรับวิธีเพื่อความรู้แจ้งอย่างจริงใจ  แต่วิธีแห่งการเพิ่มพูนความรู้  การฝึกปฏิบัติของ  ระบบโยคะแปดระดับโดยทั่วไปเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับยุคนี้  ฉะนั้น  แม้จะพยายามอย่าง  สม่ำเสมอ  แต่อาจประสบความล้มเหลวเนื่องจากเหตุผลมากมาย  ประการแรก  เขาอาจ  ไม่มีความจริงจังเพียงพอในการปฏิบัติตามวิธี  การก้าวเดินไปบนวิถีทิพย์คล้ายกับการ  ประกาศสงครามกับพลังงานแห่งความหลง  ฉะนั้น  เมื่อไรที่บุคคลพยายามที่จะหนีไป  จากเงื้อมมือของพระนางมายา  นางจะพยายามเอาชนะผู้ฝึกปฏิบัติด้วยการหลอกล่อให้  หลงมากมาย  พันธวิญญาณถูกหลอกล่อให้หลงอยู่แล้วด้วยระดับแห่งพลังงานวัตถุ  จึง  เป็นไปได้เสมอที่จะถูกหลอกล่อให้หลงอีกครั้งหนึ่ง  แม้ขณะฝึกปฏิบัติตามระเบียบวินัย  ทิพย์  เช่นนี้เรียกว่า  โยกาช  ชะ  ลิทะ-มานะสะฮ  การเบี่ยงเบนจากวิถีทิพย์  อารจุนะทรง  ตั้งคำถามเพื่อให้ทราบถึงผลแห่งการเบี่ยงเบนจากวิถีเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน

โศลก 38 (6.38)

คัชชิน โนบฺะยะ-วิบฺรัชทัช
ชิฺนนาบฺรัม อิวะ นัชยะทิ

อัพระทิชโทฺ มะฮา-บาโฮ
วิมูโดฺ บระฮมะณะฮ พะทิฺ

คัชชิท  -  ไม่ว่า, นะ  -  ไม่, อุบฺะยะ  -  ทั้งสอง, วิบฺรัชทะฮ  -  เบี่ยงเบนจาก, ชิฺนนะ  -  ขาด, อบฺ- รัม  -  เมฆ, อิวะ  -  เหมือน, นัชยะทิ  -  สูญสิ้น, อพระทิชทฺะฮ  -  ไม่มีตำแหน่ง, มะฮา-บาโฮ  -  โอ้ คริชณะยอดนักรบ, วิมูดฺะฮ  -  สับสน, บระฮมะนะฮ  -  แห่งความเป็นทิพย์, พะทิฺ  -  บนวิถีทาง

คำแปล

โอ้  คริชณะยอดนักรบ  บุคคลผู้สับสนบนวิถีทิพย์  ไม่ประสบผลสำเร็จทั้งใน  วิถีทิพย์และวิถีวัตถุ  จะสูญสิ้นเสมือนดั่งก้อนเมฆที่สูญสลายหายไป  โดยไม่มี  ตำแหน่งที่จะยืนอยู่ไม่ว่าในวงการใดใช่หรือไม่?

คำอธิบาย

มีอยู่สองทางในความเจริญก้าวหน้า  พวกวัตถุนิยมไม่สนใจในวิถีทิพย์  ดังนั้น  จึงสนใจในความก้าวหน้าทางวัตถุด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ  หรือการส่งเสริมให้ไปอยู่บน  ดาวเคราะห์ที่สูงกว่าจากการปฏิบัติที่เหมาะสม  เมื่อบุคคลรับเอาวิถีทิพย์มาปฏิบัติ  ต้อง  หยุดกิจกรรมทางวัตถุทั้งปวงและถวายสิ่งที่เรียกว่าความสุขทางวัตถุทุกรูปแบบ  หากผู้  ปรารถนาวิถีทิพย์ล้มเหลวในเรื่องนี้  ดูเหมือนว่าจะสูญเสียทั้งสองทาง  อีกนัยหนึ่ง  เขาไม่  สามารถได้รับทั้งความสุขทางวัตถุหรือความสำเร็จในวิถีทิพย์  เขาไม่มีตำแหน่ง  เหมือน  กับก้อนเมฆที่สูญสลายหายจากกันไป  ก้อนเมฆในท้องฟ้าบางครั้งแยกออกจากเมฆก้อน  เล็กและไปรวมตัวกับเมฆก้อนใหญ่ได้  แล้วถูกลมพัดพาไปจนไม่เหลือบุคลิกของตนเอง  ในท้องฟ้าอันกว้างใหญ่  บระฮมะณะฮ  พะทิฺ  คือวิถีทิพย์ซึ่งรู้แจ้งผ่านทางความรู้ที่ว่า  ตัว  เขาคือดวงวิญญาณโดยเนื้อแท้  และเป็นละอองอณูขององค์ภควานผู้ทรงปรากฏมาใน  รูปของ  บระฮมัน,  พะระมาทมา.  และ  บฺะกะวาน  องค์ชรีคริชณะทรงเป็นปรากฏการณ์ที่  สมบูรณ์แห่งสัจธรรมอันสมบูรณ์สูงสุด  ดังนั้น  ผู้ที่ศิโรราบแด่องค์ภควานจึงเป็นนักทิพย์  นิยมที่ประสบผลสำเร็จ  การบรรลุถึงเป้าหมายความรู้แจ้งแห่งชีวิตนี้โดยผ่านทาง  บระฮ  มัน  และ  พะระมาทมา  จะใช้เวลาหลายต่อหลายชาติ  (บะฮุนาม  จันมะนาม  อันเท  )  ฉะนั้น  วิถีทางสูงสุดแห่งการรู้แจ้งทิพย์คือ  ภักดี-โยคะ  หรือคริชณะจิตสำนึกซึ่งเป็นวิธีโดยตรง

โศลก 39 (6.39)

เอทัน เม สัมชะยัม คริชณะ
เชฺททุม อารฮะสิ อเชชะทะฮ

ทวัด-อันยะฮ สัมชะยัสยาสยะ
เชฺททา นะ ฮิ อุพะพัดยะเท

เอทัท  -  นี่คือ, เม  -  ของข้า, สัมชะยัม  -  ข้อสงสัย, คริชณะ  -  โอ้ คริชณะ, เชฺททุม  -  ปัดเป่า, อารฮะสิ  -  พระองค์ได้รับการขอร้อง, อเชชะทะฮ  -  อย่างสมบูรณ์, ทวัท  -  กว่าพระองค์, อันยะฮ  -  ผู้อื่น, สัมชะยัสยะ  -  แห่งความสงสัย, อัสยะ  -  นี้, เชฺททา  -  เคลื่อนออก, นะ  -  ไม่ เคย, ฮิ  -  แน่นอน, อุพะพัดยะเท  -  ค้นพบ

คำแปล

โอ้  คริชณะ  นี่คือข้อสงสัย  ข้าพเจ้าขอให้พระองค์ทรงช่วยขจัดข้อสงสัยนี้ไปให้  หมดสิ้น  นอกจากพระองค์แล้วจะไม่มีผู้ใดสามารถขจัดข้อสงสัยนี้ได้

คำอธิบาย

คริชณะทรงเป็นผู้รู้อดีต  ปัจจุบัน  และอนาคตอย่างสมบูรณ์  ในตอนต้นของ  ภควัต-คีตา  องค์ภควานตรัสว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีความเป็นปัจเจกในอดีต  เป็นปัจเจก  ในปัจจุบัน  และจะยังคงมีบุคลิกลักษณะเป็นปัจเจกสืบต่อไปในอนาคต  แม้หลังจาก  ที่หลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุแล้ว  ฉะนั้น  พระองค์ทรงให้ความกระจ่างเกี่ยวกับ  คำถามของปัจเจกชีวิตในอนาคตเรียบร้อยแล้ว  มาบัดนี้  อารจุนะทรงปรารถนาที่จะ  ทราบถึงอนาคตของนักทิพย์นิยมผู้ไม่ประสบความสำเร็จ  ไม่มีผู้ใดเทียบเท่าหรือเหนือ  กว่าคริชณะ  ผู้ที่เรียกว่านักบวชและนักปราชญ์ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่ได้รับพระเมตตาจาก  ธรรมชาติวัตถุไม่สามารถเทียบเท่าองค์ภควานได้  ดังนั้น  คำตัดสินของคริชณะถือว่า  เป็นคำตอบสุดท้ายและสมบูรณ์ต่อข้อสงสัยทั้งมวล  เพราะทรงทราบอดีต  ปัจจุบัน  และอนาคตอย่างสมบูรณ์  แต่ไม่มีผู้ใดทราบถึงพระองค์  คริชณะและสาวกผู้มีคริชณะ  จิตสำนึกเท่านั้นที่ทราบว่าอะไรคืออะไร

โศลก 40 (6.40)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
พารทฺะ ไนเวฮะ นามุทระ
วินาชัส ทัสยะ วิดยะเท

นะ ฮิ คัลยาณะ-คริท คัชชิด
ดุรกะทิม ทาทะ กัชชฺะทิ

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนาง พริทฺา, นะ เอวะ  -  ไม่เคยเป็นเช่นนั้น, อิฮะ  -  ในโลกวัตถุนี้, นะ  -  ไม่เคย, อมุทระ  -  ในชาติ หน้า, วินาชะฮ  -  ทำลาย, ทัสยะ  -  ของเขา, วิดยะเท  -  เป็นอยู่, นะ  -  ไม่เคย, ฮิ  -  แน่นอน, คัลยาณะ-คริท  -  ผู้ปฏิบัติกิจกรรมอันเป็นมงคล, คัชชิท  -  ผู้ใด, ดุรกะทิม  -  ตกต่ำลง, ทาทะ  -  สหายข้า, กัชชฺะทิ  -  ไป

คำแปล

องค์ภควานตรัสว่า  โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  นักทิพย์นิยมผู้ปฏิบัติกิจกรรมอันเป็น  มงคลจะไม่พบกับความหายนะ  ไม่ว่าในโลกนี้หรือในโลกทิพย์  โอ้  สหายข้า  คน  ทำดีจะไม่มีวันถูกความชั่วครอบงำ

คำอธิบาย

ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (1.5.17  )  ชรี  นาระดะ  มุนิ  กล่าวสอน  วิยาสะเดวะ  ดังต่อไปนี้

ทยัคทวา สวะ-ดฺารมัม ชะระณามบุจัม ฮะเรร
บฺะจันน อพัคโว ่ทฺะ พะเทท ทะโท ยะดิ

ยะทระ ควะ วาบฺะดรัม อบํูด อมุชยะ คิม
โค วารทฺะ อาพโท ่บฺะจะทาม สะวะ ดฺารมะทะฮ

“หากผู้ใดยกเลิกความมุ่งหวังทางวัตถุทั้งปวงและรับเอาองค์ภควานเป็นที่พึ่งอย่าง  สมบูรณ์  จะไม่สูญเสียหรือตกต่ำลงไม่ว่าในทางใด  อีกด้านหนึ่ง  ผู้ไม่ใช่สาวกอาจปฏิบัติ  หน้าที่ในสายอาชีพของตนอย่างสมบูรณ์  แต่จะไม่ได้รับประโยชน์อันใดเลย”  สำหรับ  ความมุ่งหวังทางวัตถุมีกิจกรรมมากมายทั้งตามพระคัมภีร์และตามประเพณี  นักทิพย์  นิยมควรยกเลิกกิจกรรมทางวัตถุทั้งมวลเพื่อความเจริญก้าวหน้าแห่งชีวิตทิพย์หรือ  คริชณะจิตสำนึก  เขาอาจเถียงว่าคริชณะจิตสำนึกบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดได้หาก  ปฏิบัติอย่างสมบูรณ์  แต่ถ้าหากว่าไม่บรรลุถึงระดับสมบูรณ์นี้จะสูญเสียทั้งทางวัตถุและ  ทางจิตวิญญาณ  ได้กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ว่าเขาต้องรับทุกข์จากผลกรรมที่ไม่ปฏิบัติ  ตามหน้าที่ที่กำหนดไว้  ฉะนั้น  ผู้ที่ไม่ปฏิบัติกิจกรรมทิพย์อย่างเหมาะสมจะได้รับผล  กรรมเหล่านี้  บฺากะวะธัม  ได้ยืนยันว่า  นักทิพย์นิยมผู้ไม่ประสบผลสำเร็จไม่จำเป็นต้อง  วิตกกังวล  ถึงแม้อาจได้รับผลกรรมที่ปฏิบัติตามหน้าที่อย่างสมบูรณ์ก็ไม่สูญเสียอะไร  เพราะคริชณะจิตสำนึกเป็นสิริมงคลจะไม่มีวันถูกลืม  และผู้ได้ปฏิบัติเช่นนี้จะปฏิบัติต่อ  ไปแม้หากเขาเกิดมาต่ำต้อยในชาติหน้า  อีกด้านหนึ่ง  หากบุคคลปฏิบัติตามหน้าที่ที่  กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด  แต่ไม่มีคริชณะจิตสำนึกจะไม่ได้รับผลอันเป็นมงคล

คำอธิบายเข้าใจได้ดังต่อไปนี้  มนุษยชาติอาจแบ่งออกได้เป็นสองพวก  คือ  พวกมีกฎเกณฑ์และพวกที่ไม่มีกฎเกณฑ์  พวกที่เพียงแต่ปฏิบัติตนเพื่อสนองประสาท  สัมผัสเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานโดยปราศจากความรู้ของชาติหน้า  หรือความหลุดพ้นแห่งดวง  วิญญาณเป็นพวกที่ไม่กฎเกณฑ์  พวกที่ปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งหน้าที่ที่กำหนดไว้ใน  พระคัมภีร์เป็นพวกที่มีกฎเกณฑ์  พวกไม่มีกฎเกณฑ์ทั้งศิวิไลและไม่ศิวิไล  มีการศึกษา  และด้อยการศึกษา  แข็งแรงและอ่อนแอ  ทั้งหมดเต็มไปด้วยนิสัยสัตว์เดรัจฉาน  กิจกรรม  ของพวกนี้ไม่เคยเป็นมงคล  เพราะขณะที่เพลิดเพลินกับนิสัยเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานในการ  กิน  นอน  ป้องกันตัว  และเพศสัมพันธ์  พวกเขาจะยังคงมีความเป็นอยู่ทางวัตถุชั่วกัล  ปวสานซึ่งมีแต่ความทุกข์  อีกด้านหนึ่ง  พวกมีกฎเกณฑ์ตามคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  จะค่อย  ๆ  เจริญขึ้นมาสู่คริชณะจิตสำนึก  ชีวิตจะเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน

พวกที่ปฏิบัติตามวิธีอันเป็นมงคลแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม  คือ  (1)  กลุ่มที่ปฏิบัติ  ตามกฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์และได้รับความสุขจากความมั่งคั่งทางวัตถุ  (2)กลุ่มที่  พยายามค้นหาเสรีภาพสูงสุดจากความเป็นอยู่ทางวัตถุ  และ  (3)  กลุ่มที่เป็นสาวกใน  คริชณะจิตสำนึก  กลุ่มที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์เพื่อความสุขทางวัตถุอาจ  แบ่งต่อไปอีกได้เป็นสองกลุ่มย่อย  คือกลุ่มที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  และกลุ่ม  ที่ไม่ปรารถนาผลทางวัตถุเพื่อสนองประสาทสัมผัส  พวกที่ปรารถนาผลทางวัตถุเพื่อ  สนองประสาทสัมผัสอาจพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นจนกระทั่งไปถึงดาวเคราะห์ที่สูง  กว่า  แต่ถึงกระนั้น  เนื่องจากมิได้เป็นอิสระจากความเป็นอยู่ทางวัตถุเพื่อสนองประสาท  สัมผัส  อาจพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นจนกระทั่งไปถึงดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  ถึงกระนั้น  เนื่องจากมิได้เป็นอิสระจากความเป็นอยู่ทางวัตถุ  จึงไม่ได้ปฏิบัติตามวิถีทางอันเป็น  มงคลอย่างแท้จริง  กิจกรรมอันเป็นมงคลคือกิจกรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นเท่านั้น  กิจกรรมใด  ๆ  ที่ไม่มุ่งไปที่ความรู้แจ้งแห่งตนหรือความหลุดพ้นจากแนวคิดชีวิตทางวัตถุ  ในที่สุดจะไม่เป็นมงคลเลย  กิจกรรมในคริชณะจิตสำนึกเป็นกิจกรรมเดียวที่เป็นมงคล  และผู้ใดอาสายอมรับความไม่สะดวกสบายทางร่างกายทั้งมวลเพื่อความเจริญก้าวหน้า  บนวิถีแห่งคริชณะจิตสำนึกสามารถเรียกได้ว่าเป็นนักทิพย์นิยมที่สมบูรณ์ภายใต้ความ  สมถะอย่างเคร่งครัด  เพราะระบบโยคะแปดระดับจะนำมาสู่ความรู้แจ้งแห่งคริชณะ  จิตสำนึกในที่สุด  การฝึกปฏิบัติเช่นนี้เป็นมงคลเช่นกัน  ผู้ใดที่พยายามอย่างดีที่สุดในเรื่อง  นี้ไม่จำเป็นต้องกลัวตกลงต่ำ

โศลก 41 (6.41)

พราพยะ พุณยะ-คริทาม โลคาน
อุชิทวา ชาชวะทีฮ สะมาฮ

ชุชีนาม ชรีมะทาม เกเฮ
โยกะ-บฺรัชโท ่บิฺจายะเท

พราพยะ  -  หลังจากได้รับ, พุณยะ-คริทาม  -  ของพวกทำบุญ, โลคาน  -  ดาวเคราะห์, อุชิทวา  -  หลังจากอาศัยอยู่, ชาชวะทีฮ  -  หลาย ๆ, สะมาฮ  -  ปี, ชุชีนาม  -  แห่งบุญ, ชรี- มะทาม  -  แห่งความรุ่งเรือง, เกเฮ  -  ในบ้าน, โยกะ-บฺรัชทะฮ  -  ผู้ตกลงจากวิถีความรู้แจ้ง แห่งตน, อบิฺจายะเท  -  เกิด

คำแปล

หลังจากมีความสุขหลาย  ๆ  ปีบนดาวเคราะห์ของสิ่งมีชีวิตผู้มีบุญ  โยคีผู้ไม่ประสบ  ความสำเร็จ  จะเกิดในตระกูลของคนที่มีคุณธรรม  หรือเกิดในตระกูลสูงที่ร่ำรวย

คำอธิบาย

โยคีที่ไม่ประสบผลสำเร็จแบ่งออกเป็นสองพวก  พวกหนึ่งตกลงมาหลังจาก  ความเจริญก้าวหน้าเพียงเล็กน้อย  อีกพวกหนึ่งตกลงมาหลังจากการฝึกปฏิบัติโยคะเป็น  เวลายาวนาน  โยคีที่ตกลงมาหลังจากการฝึกปฏิบัติในระยะเวลาสั้นจะไปยังดาวเคราะห์  ที่สูงกว่าที่อนุญาตให้สิ่งมีชีวิตผู้มีบุญไปอยู่  หลังจากมีชีวิตอันยืนยาวอยู่ที่นั่น  จะถูกส่ง  กลับมายังโลกนี้อีกครั้งหนึ่ง  โดยมาเกิดในตระกูล  บราฮมะณะ  ไวชณะวะ  ผู้มีคุณธรรม  หรือในตระกูลพ่อค้าวานิชที่ร่ำรวย

จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการฝึกปฏิบัติโยคะ  คือ  บรรลุความสมบูรณ์สูงสุด  แห่งคริชณะจิตสำนึก  ดังที่ได้อธิบายไว้ในโศลกสุดท้ายของบทนี้  แต่พวกที่ไม่มีความ  เพียรพยายามมากเช่นนี้และตกลงต่ำเพราะไปลุ่มหลงทางวัตถุ  จะได้รับอนุญาตให้ใช้  ประโยชน์กับนิสัยชอบทางวัตถุอย่างเต็มที่ด้วยพระเมตตาขององค์ภควาน  หลังจากนั้น  ก็จะได้รับโอกาสให้ไปใช้ชีวิตมั่งคั่งในตระกูลที่มีคุณธรรมหรือตระกูลสูง  พวกที่เกิดใน  ตระกูลเช่นนี้อาจฉวยประโยชน์จากสิ่งเอื้ออำนวยต่าง  ๆ  และพยายามพัฒนาตนเองให้มี  คริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์

โศลก 42 (6.42)

อทฺะ วา โยกินาม เอวะ
คุเล บฺะวะทิ ดีฺมะทาม

เอทัด ดิฺ ดุรละบฺะทะรัม
โลเค จันมะ ยัด อีดริชัม

อทฺะ วา  -  หรือ, โยกินาม  -  ของนักทิพย์นิยมผู้มีความรู้, เอวะ  -  แน่นอน, คุเล  -  ในครอบครัว, บฺะวะทิ  -  เกิด, ดีฺ  -  มะทาม  -  ของพวกมีปัญญาสูง, เอทัท  -  นี้, ฮิ  -  แน่นอน, ดุรละบฺะ-ทะรัม  -  หายากมาก, โลเค  -  ในโลกนี้, จันมะ  -  เกิด, ยัท  -  ที่ซึ่ง, อีดริชัม  -  เหมือนเช่นนี้

คำแปล

หรือ  (หากไม่ประสบผลสำเร็จหลังจากฝึกปฏิบัติโยคะมาเป็นเวลานาน)  เขาจะ  เกิดในครอบครัวของนักทิพย์นิยมผู้ที่เปี่ยมไปด้วยปัญญาอย่างแน่นอน  และเป็น  จริงที่การเกิดเช่นนี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากในโลกนี้

คำอธิบาย

การเกิดในตระกูลของโยคีหรือนักทิพย์นิยมผู้ที่เปี่ยมไปด้วยปัญญาได้รับการ  สรรเสริญไว้  ณ  ที่นี้ว่า  เด็กที่เกิดในตระกูลเช่นนี้ได้รับแรงกระตุ้นทางจิตวิญญาณตั้งแต่  แรกเริ่มของชีวิต  โดยเฉพาะในกรณีของตระกูล  อาชารยะ  หรือ  โกสวามี  ตระกูลเช่นนี้  มีความรู้มากและอุทิศตนเสียสละตามประเพณีและการฝึกปฏิบัติ  ดังนั้น  พวกท่านจึง  กลายมาเป็นพระอาจารย์ทิพย์  ในประเทศอินเดีย  มีตระกูล  อาชารยะ  เช่นนี้มากมายแต่  ปัจจุบันเสื่อมทรามลง  อันเนื่องมาจากการศึกษาและการฝึกปฏิบัติไม่เพียงพอ  ด้วยพระ  เมตตาขององค์ภควานจึงยังมีครอบครัวที่อุปถัมภ์นักทิพย์นิยมมาหลายชั่วคน  แน่นอน  ว่าเป็นบุญมหาศาลที่ได้เกิดในตระกูลเช่นนี้  โชคดีที่ทั้งพระอาจารย์ทิพย์ของเรา  โอม  วิชณุพาดะ  ชรี  ชรีมัด  บัฺคธิสิดดฺานธะ  สะรัสวะที  โกสวามี  มะฮาราจะ  และตัวอาตมาเอง  ได้มีโอกาสเกิดในตระกูลเช่นนี้  ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควาน  เราทั้งสองคนได้รับ  การฝึกฝนในการอุทิศตนเสียสละรับใช้พระองค์ตั้งแต่แรกเริ่มของชีวิต  ต่อมาเราได้มา  พบกันตามคำสั่งแห่งระบบทิพย์

โศลก 43 (6.43)

ทะทระ ทัม บุดดิฺ-สัมโยกัม
ละบฺะเท โพรวะ-เดฮิคัม

ยะทะเท ชะ ทะโท บํูยะฮ
สัมสิดโดฺ คุรุ-นันดะนะ

ทะทระ  -  จากนั้น, ทัม  -  นั้น, บุดดิฺ  -  สัมโยกัม  -  ฟื้นฟูจิตสำนึก, ละบฺะเท  -  ได้รับ, โพรวะ-เดฮิ คัม  -  จากร่างก่อน, ยะทะเท  -  เขาพยายาม, ชะ  -  เช่นกัน, ทะทะฮ  -  หลังจากนั้น, บํูยะฮ  -  อีก ครั้ง, สัมสิดโดฺ  -  เพื่อความสมบูรณ์, คุรุ-นันดะนะ  -  โอ้ โอรสแห่งคุรุ

คำแปล

การเกิดเช่นนี้ทำให้ได้ฟื้นฟูจิตสำนึกทิพย์ของเขาจากชาติปางก่อน  และพยายาม  เพื่อความเจริญก้าวหน้าอีกครั้งในการบรรลุถึงความสำเร็จอย่างสมบูรณ์  โอ้  โอรสแห่งคุรุ

คำอธิบาย

กษัตริย์  บฺะระทะ  ทรงประสูติในตระกูลพรามหณ์ที่ดี  เป็นตัวอย่างในการเกิด  ที่ดีเพื่อฟื้นฟูจิตสำนึกทิพย์ในอดีต  พระราชา  บฺะระทะ  ทรงเป็นจักรพรรดิ์แห่งโลก  นับ  ตั้งแต่นั้นมาโลกนี้มีชื่อเรียกในหมู่เทวดาว่า  บฺาระทะ-วารชะ  ในอดีตมีชื่อว่า  อิลาวริทะ-  วารชะ  เมื่อยังทรงพระเยาว์  จักรพรรดิ์ทรงสละราชบัลลังก์เพื่อความสมบูรณ์ในวิถีทิพย์  แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ  ในชาติต่อมาประสูติในตระกูลพราหมณ์ที่ดี  มีพระนามว่า  จะดะ  บฺะระทะ  เนื่องจากทรงอยู่ในที่สันโดษเสมอและไม่พูดกับผู้ใด  ในเวลาต่อมากษัตริย์  ระฮูกะณะ  ทรงพบว่า  จะดะ  บฺะระทะ  เป็นนักทิพย์นิยมผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด  จากชีวิตของ  กษัตริย์  บฺะระทะ  นี้ทำให้เข้าใจได้ว่าความพยายามในวิถีทิพย์  หรือการฝึกปฏิบัติโยคะไม่  เคยสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์  ด้วยพระเมตตาขององค์ภควาน  นักทิพย์นิยมจะได้รับ  โอกาสอีกครั้งเพื่อความสมบูรณ์บริบูรณ์ในคริชณะจิตสำนึก

โศลก 44 (6.44)

พูรวาบฺยาเสนะ เทไนวะ
ฮริยะเท ฮิ อวะโช ่พิ สะฮ

จิกยาสุร อพิ โยกัสยะ
ชับดะ-บระฮมาทิวารทะเท

พุรวะ  -  ในอดีต, อับยาเสนะ  -  ด้วยการฝึกปฏิบัติ, เทนะ  -  เช่นนั้น, เอวะ  -  แน่นอน, ฮริยะ เท  -  รัก, ฮิ  -  แน่นอน, อวะชะฮ  -  โดยปริยาย, อพิ  -  เช่นกัน, สะฮ  -  เขา, จิกยาสุฮ  -  ถาม, อพิ  -  แม้แต่, โยกัสยะ  -  เกี่ยวกับโยคะ, ชับดะ-บระฮมะ  -  หลักพิธีกรรมของพระคัมภีร์, อทิวาร ทะเท  -  อยู่เหนือ

คำแปล

ด้วยบุญบารมีแห่งจิตสำนึกทิพย์จากชาติปางก่อน  จิตใจของเขาจะชื่นชอบหลัก  ธรรมของโยคะโดยปริยาย  ถึงแม้จะไม่แสวงหา  นักทิพย์นิยมที่ชอบถามผู้นี้  จะ  ยืนอยู่เหนือหลักพิธีกรรมของพระคัมภีร์เสมอ

คำอธิบาย

โยคีผู้เจริญแล้วไม่ติดใจอยู่กับพิธีกรรมของพระคัมภีร์  แต่จะชื่นชอบหลักธรรม  ของโยคะโดยปริยาย  ซึ่งสามารถพัฒนาให้มาถึงคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์หรือ  ความสมบูรณ์สูงสุดแห่งโยคะ  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (3.33.7  )  การที่นักทิพย์นิยมผู้  เจริญแล้วไม่สนใจพิธีกรรมทางพระเวท  ได้อธิบายไว้ดังนี้

อโฮ บะทะ ชวะ-พะโช ่โท กะรียาน
ยัจ-จิฮวาเกร วารทะเท นามะ ทุบฺยัม

เทพุส ทะพัส เท จุฮุวุฮ สัสนุร อารยา
บระฮมานูชุร นามะ กริณันทิ เย เท

“โอ้  องค์ภควานที่รัก!  บุคคลผู้สวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์แม้จะเกิด  ในตระกูลคนกินสุนัข  ก็มีความเจริญในชีวิตทิพย์มาก  ผู้สวดภาวนาเช่นนี้ได้ปฏิบัติความ  สมถะและการบูชาทุกชนิดโดยไม่ต้องสงสัย  ได้อาบน้ำในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทุกแห่ง  และ  ได้เสร็จสิ้นการศึกษาพระคัมภีร์ทั้งหมดแล้ว”

องค์ชรีเชธันญะทรงให้ตัวอย่างสาวกที่มีชื่อเสียงเช่นนี้ไว้ด้วยการยอมรับ  ทฺา-  คุระ  ฮาริดาสะ  ว่าเป็นหนึ่งในสาวกที่สำคัญที่สุดของพระองค์  ถึงแม้  ทฺาคุระ  ฮาริดาสะ  ได้เกิดในตระกูลมุสลิม  แต่ได้พัฒนามาจนองค์ชรีเชธันญะทรงให้ฉายาว่า  นามาชารยะ  อันเนื่องมากจาก  ทฺาคุระ  ฮาริดาสะ  รับเอาหลักการสวดภาวนาอย่างเคร่งครัดถึงสาม  แสนพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควานทุกวัน  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  ท่านสวดภาวนา  พระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์อยู่เสมอ  เข้าใจว่าในอดีตชาติท่านต้องผ่านการปฏิบัติ  ตามพิธีกรรมของพระเวททั้งหลาย  ที่เรียกว่า  ชับดะ-บระฮมะ  ดังนั้น  นอกจากมีความ  บริสุทธิ์  มิฉะนั้น  จะไม่สามารถรับหลักธรรมของคริชณะจิตสำนึก  หรือปฏิบัติการสวด  ภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควาน  ฮะเร  คริชณะ  ได้

โศลก 45 (6.45)

พระยัทนาด ยะทะมานัส ทุ
โยกี สัมชุดดฺะ-คิลบิชะฮ

อเนคะ-จันมะ-สัมสิดดัฺส
ทะโท ยาทิ พะราม กะทิม

พระยัทนาท  -  ด้วยการฝึกปฏิบัติอย่างจริงจัง, ยะทะมานะฮ  -  ความพยายาม, ทุ  -  และ, โยกี  -  นักทิพย์นิยมเช่นนี้, สัมชุดดฺะ  -  ชะล้าง, คิลบิชะฮ  -  ความบาปทั้งมวล, อเนคะ  -  หลัง จากหลายต่อหลาย, จันมะ  -  การเกิด, สัมสิดดฺะฮ  -  บรรลุความสมบูรณ์, ทะทะฮ  -  หลัง จากนั้น, ยาทิ  -  ได้รับ, พะราม  -  สูงสุด, กะทิม  -  จุดมุ่งหมาย

คำแปล

และเมื่อโยคีปฏิบัติตนด้วยความพยายามอย่างจริงใจในความเจริญก้าวหน้าขึ้น  ไปอีก  ชะล้างมลทินทั้งหมด  และในที่สุดบรรลุถึงความสมบูรณ์  หลังจากฝึก  ปฏิบัติมาหลายต่อหลายชาติ  เขาจะบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด

คำอธิบาย

บุคคลผู้เกิดในตระกูลสูงและมีคุณธรรม  หรือตระกูลที่ใฝ่ศาสนาโดยเฉพาะรู้สำนึกถึง  สภาวะที่เอื้ออำนวยในการฝึกปฏิบัติโยคะ  ดังนั้น  ด้วยความมั่นใจจึงเริ่มทำงานที่ยังคั่ง  ค้างอยู่  และชะล้างตัวเขาจากมลทินทางวัตถุทั้งมวลให้บริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์  ในที่สุดเมื่อ  เป็นอิสระจากมลทินทั้งมวล  เขาจะบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดหรือคริชณะจิตสำนึก  คริชณะจิตสำนึกเป็นระดับที่สมบูรณ์ในการเป็นอิสระจากมลทินทั้งมวล  ได้ยืนยันไว้ใน  ภควัต-คีตา  (7.28  )

เยชาม ทุ อันทะ-กะทัม พาพัม
จะนานาม พุณยะ-คารมะณาม

เท ดวันดวะ-โมฮะ-นิรมุคทา
บฺะจันเท มาม ดริดฺะ-วระทาฮ

“หลังจากหลายต่อหลายชาติในการสะสมบุญ  เมื่อเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์จากมลทิน  ทั้งปวงจากความหลงกับสิ่งคู่ทั้งหลาย  เขาจะมาปฏิบัติในการรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อ  องค์ภควาน”

โศลก 46 (6.46)

ทะพัสวิบฺโย ่ดิฺโค โยกี
กยานิบฺโย ่พิ มะโท ่ดิฺคะฮ

คารมิบฺยัช ชาดิฺโค โยกี
ทัสมาด โยกี บฺะวารจุนะ

ทะพัสวิบฺยะฮ  -  กว่านักพรต, อดิฺคะฮ  -  ยิ่งใหญกว่า, โยกี  -  โยคี, กยานิบฺยะฮ  -  กว่านัก ปราชญ์, อพิ  -  เช่นกัน, มะทะฮ  -  พิจารณา, อดิฺคะฮ  -  ยิ่งใหญกว่า, คารมิบฺยะฮ  -  กว่าผู้ ทำงานเพื่อผลทางวัตถุ, ชะ  -  เช่นกัน, อดิฺคะฮ  -  ยิ่งใหญ่กว่า, โยกี  -  โยคี, ทัสมาท  -  ดังนั้น, โยกี  -  นักทิพย์นิยม, บฺะวะ  -  จงมาเป็น, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ

คำแปล

โยคียิ่งใหญ่กว่านักพรต  ยิ่งใหญ่กว่านักปราชญ์  และยิ่งใหญ่กว่าผู้ทำงานเพื่อผล  ทางวัตถุ  ฉะนั้น  โอ้  อารจุนะ  ในทุก  ๆ  สถานการณ์  เธอจงเป็นโยคี

คำอธิบาย

เมื่อเราพูดถึงโยคะ  เราหมายถึงการเชื่อมสัมพันธ์จิตสำนึกของเรากับสัจธรรม  ที่สมบูรณ์สูงสุด  วิธีการปฏิบัตินี้  มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามแนวทางของนักปฏิบัติ  เมื่อ  วิธีการเชื่อมสัมพันธ์เน้นที่กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุมีชื่อเรียกว่า  คารมะ-โยกะ  เมื่อเน้น  ที่ปรัชญามีชื่อเรียกว่า  กยานะ-โยกะ  เมื่อเน้นความสัมพันธ์ในการอุทิศตนเสียสละ  ต่อองค์ภควานมีชื่อเรียกว่า  ภักดี-โยคะ,  ภักดี-โยคะ  หรือคริชณะจิตสำนึกเป็นความ  สมบูรณ์สูงสุดแห่งโยคะทั้งหลาย  ดังจะอธิบายในโศลกต่อไป  องค์ภควานทรงยืนยันในที่  นี้ถึงความยิ่งใหญ่แห่งโยคะ  แต่ทรงมิได้กล่าวว่ามีอะไรดีไปกว่า  ภักดี-โยคะ,  ภักดี-โยคะ  เป็นความรู้ทิพย์ที่สมบูรณ์  เช่นนี้  จึงไม่มีอะไรที่เหนือกว่า  ระบบนักพรตโดยปราศจาก  ความรู้แห่งตนไม่สมบูรณ์  ความรู้ทางปรัชญาโดยปราศจากการศิโรราบต่อองค์ภควาน  ก็ไม่สมบูรณ์  และการทำงานเพื่อผลทางวัตถุโดยปราศจากคริชณะจิตสำนึกเป็นการเสีย  เวลา  ฉะนั้น  การปฏิบัติโยคะที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญอย่างสูงสุด  ณ  ที่นี้คือ  ภักดี-  โยคะ  และจะอธิบายให้กระจ่างกว่านี้ในโศลกต่อไป

โศลก 47 (6.47)

โยกินาม อพิ สารเวชาม
มัด-กะเทนานทาร-อาทมะนา

ชรัดดฺาวาน บฺะจะเท โย มาม
สะ เม ยุคทะทะโม มะทะฮ

โยกินาม  -  ของโยคี, อพิ  -  เช่นกัน, สารเวชาม  -  ทุกชนิด, มัท-กะเทนะ  -  มีข้าเป็นสรณะ, ระลึกถึงข้าอยู่เสมอ, อันทะฮ-อาทมะนา  -  ภายในตัวเขา, ชรัดดฺา-วาน  -  เปี่ยมไปด้วย ศรัทธา, บฺะจะเท  -  ปฏิบัติรับใช้ด้วยความรักทิพย์, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, มาม  -  แด่ข้า (องค์ภควาน ), สะฮ  -  เขา, เม  -  โดยข้า, ยุคทะ-ทะมะฮ  -  โยคีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด, มะทะฮ  -  พิจารณาว่า

คำแปล

ในบรรดาโยคีทั้งหลาย  ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความศรัทธา  มีข้าเป็นสรณะอยู่เสมอ  ระลึกถึงข้าอยู่ภายใน  ปฏิบัติรับใช้ข้าด้วยความรักทิพย์  โยคีผู้นี้อยู่ร่วมกับข้าใน  โยคะอย่างใกล้ชิดที่สุด  และเป็นบุคคลสูงสุด  นี่คือความคิดเห็นของข้า

คำอธิบาย

คำว่า  บฺะจะเท  มีความสำคัญ  ณ  ที่นี้  บฺะจะเท  มีรากศัพท์มาจากคำกริยา  บัฺจ  ซึ่งใช้คำนี้เมื่อมีความจำเป็นในการรับใช้  คำว่า  “บูชา”  ไม่สามารถใช้ในความหมาย  เดียวกันกับคำว่า  บัฺจ  ได้  บูชาหมายความถึงการเคารพ  หรือแสดงความนับถือและ  ให้เกียรติต่อผู้ที่ทรงเกียรติ  แต่การรับใช้ด้วยความรักและศรัทธาหมายถึงองค์ภควาน  เท่านั้น  เราอาจหลีกเลี่ยงการบูชาผู้ที่เคารพนับถือหรือเทวดาได้  แล้วจะถูกเรียกว่าเป็น  คนไม่มีมารยาท  แต่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการรับใช้องค์ภควานได้โดยไม่ถูกตำหนิ  อย่างรุนแรง  ทุก  ๆ  ชีวิตเป็นละอองอณูขององค์ภควาน  ดังนั้นทุก  ๆ  ชีวิตมีไว้เพื่อรับใช้  พระองค์ตามสถานภาพพื้นฐานของตนเอง  หากไม่ทำเช่นนี้จะทำให้ตกต่ำลง  บฺากะวะธัม  (11.5.3  )  ได้ยืนยันไว้ดังต่อไปนี้

ยะ เอชาม พุรุชัม สาคชาด
อาทมะ-พระบฺะวัม อีชวะรัม

นะ บฺะจันทิ อวะจานันทิ
สทฺานาด บฺรัชทาฮ พะทันทิ อดฺะฮ

“ผู้ใดที่ไม่ปฏิบัติรับใช้องค์ภควานผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของมวลชีวิต  และละเลยหน้าที่  ของตน  จะตกลงต่ำจากสถานภาพพื้นฐานของตนอย่างแน่นอน”

ในโศลกนี้คำว่า  บฺะจันทิ  ได้นำมาใช้เช่นเดียวกัน  ฉะนั้น  คำว่า  บฺะจันทิ  ใช้ได้  เฉพาะกับองค์ภควานเท่านั้น  ในขณะที่คำว่า  “บูชา”  สามารถใช้ได้กับเทวดาหรือสิ่งมี  ชีวิตธรรมดาทั่วไป  คำว่า  อวะจานันทิ  ที่ใช้ในโศลกของ  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  นี้ก็พบใน  ภควัต-คีตา  เช่นกัน  อวะจานันทิ  มาม  มูดฺาฮ  “  คนโง่และเลวทรามเท่านั้นที่เย้ยหยัน  องค์ภควานชรีคริชณะ”  พวกคนโง่เช่นนี้เขียนคำอธิบาย  ภควัต-คีตา  ด้วยตัวเองโดย  ปราศจากท่าทีแห่งการรับใช้องค์ภควาน  ดังนั้น  พวกนี้ไม่สามารถแยกได้อย่างถูกต้อง  ระหว่างคำว่า  บฺะจันทิ  และคำว่า  “บูชา”

การฝึกปฏิบัติโยคะทั้งหลายมาถึงจุดสุดยอดที่  ภักดี-โยคะ  โยคะรูปแบบอื่น  ทั้งหลายเป็นเพียงวิถีทางเพื่อให้มาถึงจุด  ภักดี  ใน  ภักดี-โยคะ  อันที่จริงโยคะหมาย  ถึงภักดี-โยคะ  โยคะรูปแบบอื่นทั้งหมดเป็นขั้นบันไดเพื่อให้มาถึงจุดหมายปลายทาง  แห่งภักดี-โยคะ  นี้  จากการเริ่มต้นของ  คารมะ-โยกะ  มาจนจบลงที่  ภักดี-โยคะ  เป็น  หนทางอันยาวไกลเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  คารมะ-โยกะ  โดยปราศจากผลทางวัตถุเป็น  จุดเริ่มต้นแห่งวิถีทางนี้  เมื่อ  คารมะ-โยกะ  พัฒนาความรู้  และการเสียสละระดับนี้เรียก  ว่า  กยานะ-โยกะ  เมื่อ  กยานะ-โยกะ  พัฒนาการทำสมาธิที่อภิวิญญาณ  ด้วยวิธีการทาง  สรีระร่างกายต่าง  ๆ  นานา  และตั้งสมาธิจิตอยู่ที่พระองค์เรียกว่า  อัชทางกะ-โยกะ  เมื่อ  ข้ามพ้น  อัชทางกะ-โยกะ  และมาถึงจุดแห่งบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์ชรีคริชณะ  เรียกว่า  ภักดี-โยคะ  ซึ่งเป็นจุดสุดยอด  อันที่จริง  ภักดี-โยคะ  เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด  แต่  เพื่อเป็นการวิเคราะห์  ภักดี-โยคะ  อย่างละเอียดถี่ถ้วนเราต้องเข้าใจโยคะอื่น  ๆ  เหล่านี้  ฉะนั้น  โยคีที่เจริญก้าวหน้าจะอยู่บนวิถีทางแห่งความโชคดีนิรันดรอย่างแท้จริง  ผู้ที่ยึด  ติดอยู่กับจุดหนึ่งจุดใดโดยเฉพาะ  และไม่สร้างความเจริญก้าวหน้าขึ้นไปอีกมีชื่อเรียก  เฉพาะนั้น  ๆ  ว่า  คารมะ-โยกี,  กยานะ-โยกี,  หรือ  ดฺยานะ-โยกี,  ราจะ-โยกี,  ฮะทฺะ-โยกี,  ฯลฯ  หากผู้ใดโชคดีพอที่มาถึงจุดแห่ง  ภักดี-โยคะ  เข้าใจได้ว่าได้ข้ามพ้นโยคะอื่น  ๆ  ทั้ง  หลาย  ดังนั้น  การมีคริชณะจิตสำนึกจึงเป็นระดับสูงสุดแห่งโยคะ  เฉกเช่นเมื่อเราพูดถึง  ฮิมาละยัน  เราหมายถึงเทือกเขาที่สูงที่สุดในโลก  ภูเขาหิมาลัยที่มียอดสูงสุดจึงพิจารณา  ว่าเป็นจุดสุดยอด

ด้วยโชคอันมหาศาลที่เรามาถึงคริชณะจิตสำนึกบนหนทางแห่ง  ภักดี-โยคะ  และสถิตอย่างดีตามคำแนะนำของคัมภีร์พระเวท  โยคีที่ดีเลิศตั้งสมาธิอยู่ที่ีคริชณะผู้ทรง  มีพระนามว่าชยามะสุนดะระ  ผู้ทรงมีสีสันสวยงามดั่งก้อนเมฆ  พระพักตร์คล้ายรูป  ดอกบัว  มีรัศมีเจิดจรัสดั่งดวงอาทิตย์  มีพระอาภรณ์สว่างไสวไปด้วยอัญมณี  และมีพระ  วรกายประดับด้วยมาลัยดอกไม้  รัศมีอันงดงามของพระองค์เจิดจรัสไปทั่วทุกสารทิศ  มีชื่อว่า  บระฮมะจโยทิ  พระองค์ทรงอวตารมาในรูปลักษณ์ต่าง  ๆ  เช่น  พระราม  นริสิมฮะ  วะราฮะ  และคริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  พระองค์เสด็จลงมาเยี่ยงมนุษย์  ทรง  เป็นโอรสของพระนางยะโชดา  และมีพระนามว่าคริชณะ  โกวินดะและวาสุเดวะ  พระองค์  ทรงเป็นโอรส  เป็นพระสวามี  เป็นพระสหายและเป็นพระอาจารย์ที่สมบูรณ์  และพระ  องค์ยังเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งและคุณสมบัติทิพย์ทั้งหลาย  หากผู้ใดรักษาจิตสำนึก  อย่างเต็มเปี่ยมเกี่ยวกับลักษณะเหล่านี้ขององค์ภควาน  จะได้ชื่อว่าเป็นโยคีที่สูงสุด

ระดับแห่งความสมบูรณ์สูงสุดในโยคะนี้สามารถบรรลุได้ด้วย  ภักดี-โยคะ  เท่านั้น  ดังที่ได้ยืนยันไว้ในวรรณกรรมพระเวททั้งหลายว่า

ยัสยะ เดเว พะรา บัฺคทิร
ยะทฺา เดเว ทะทา กุโร

ทัสไยเท คะทิฺทา ฮิ อารทฺาฮ
พระคาชันเท มะฮาทมะนะฮ

“ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ที่มีความศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นทั้งในองค์ภควานและพระ  อาจารย์ทิพย์เท่านั้น  ที่สาระสำคัญทั้งหลายแห่งความรู้พระเวทจะถูกเปิดเผยโดย  ปริยาย”  (ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  6.23  )

บัฺคธิ  อัสยะ  บฺะจะนัม  ทัด  อิฮามุโทรพาดิฺ-ไนราสเยนามุชมิน  มะนะฮ-คัลพะ  นัม,  เอทัด  เอวะ  ไนชคารมยัม  “บัฺคธิ  หมายถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควาน  ซึ่งมีอิสระเสรีจากความปรารถนาเพื่อผลกำไรทางวัตถุ  ไม่ว่าในชาตินี้หรือในชาติหน้า  ปราศจากซึ่งแนวโน้มเช่นนี้  เขาควรให้จิตใจซึมซาบอย่างบริบูรณ์ในองค์ภควาน  นั่นคือ  จุดมุ่งหมายของ  ไนชคารมยะ”  (โกพาละ-ทาพะนี  อุพะนิชัด  1.15  )

เหล่านี้คือวิถีทางบางประการในการปฏิบัติ  บัฺคธิ  หรือคริชณะจิตสำนึกซึ่งเป็น  ระดับสมบูรณ์สูงสุดแห่งระบบโยคะ

ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดยบัฺคธิเวดันธะ บทที่หกของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทา ในหัวข้อเรื่องดฺยานะ-โยกะ

บทที่ เจ็ด

ความรู้แห่งสัจธรรม

โศลก 1 (7.1)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
มะยิ อาสัคทะ -มะนาฮ พารทฺะ
โยกัม ยุนจัน มัด-อาชระยะฮ

อสัมชะยัม สะมะกรัม มาม
ยะทฺา กยาสยะสิ ทัช ชฺริณุ

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ -องค์ภควานตรัส, มะยิ  -  แด่ข้า, อาสัคทะ-มะนาฮ  -  จิตยึดติด, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, โยกัม  -  รู้แจ้งแห่งตน, ยุนจัน  -  ปฏิบัติ, มัท-อาชระยะฮ -ในจิตสำนึก แห่งข้า (คริชณะจิตสำนึก), อสัมชะยัม -ปราศจากความสงสัย, สะมะกรัม -โดยสมบูรณ์, มาม -ข้า, ยะทฺา -อย่างไร, กยาสยะสิ  -  เธอสามารถรู้, ทัท -นั้น, ชริณุ  -  พยายามสดับฟัง

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  บัดนี้เธอจงฟัง  ว่า  ปฏิบัติโยคะด้วยจิตสำนึกที่สมบูรณ์ในข้าและด้วยจิตยึดมั่นต่อข้าอย่างไร  เธอจึง  สามารถรู้ถึงข้าโดยสมบูรณ์  ปราศจากความสงสัย

คำอธิบาย

บทที่เจ็ดของ  ภควัต-คีตา  นี้  อธิบายถึงธรรมชาติของคริชณะจิตสำนึกอย่าง  สมบูรณ์  คริชณะทรงเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งทั้งหมด  อธิบายไว้  ณ  ที่นี้ว่าทรงแสดงถึง  ความมั่งคั่งเหล่านี้ให้เราเห็นได้อย่างไร  และทรงอธิบายถึงคนโชคดีสี่ประเภทที่มายึดมั่น  ต่อพระองค์  พร้อมทั้งคนโชคร้ายสี่ประเภทที่จะไม่ยอมรับคริชณะ

หกบทแรกของภควัต-คีตา  ได้อธิบายว่าสิ่งมีชีวิตเป็นดวงวิญญาณ  ไม่ใช่วัตถุ  และดวงวิญญาณสามารถพัฒนาตนเองให้มาถึงความรู้แจ้งแห่งตนด้วยวิธีโยคะต่าง  ๆ  ในตอนท้ายของบทที่หกได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  การทำสมาธิจิตตั้งมั่นอยู่ที่  คริชณะ  หรือการปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกเป็นโยคะสูงสุด  ด้วยการตั้งสมาธิจิตอยู่ที่  คริชณะ  เราสามารถรู้ถึงสัจธรรมอย่างสมบูรณ์  มิใช่วิธีการรู้แจ้ง  บระฮมะจโยทิ  ที่ไร้  รูปลักษณ์  หรือรู้แจ้ง  พะระมาทมา  ในหัวใจของตนเอง  ซึ่งไม่ใช่ความรู้แห่งสัจธรรม  ที่สมบูรณ์  เพราะเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น  ความรู้ที่สมบูรณ์และเป็นวิทยาศาสตร์คือ  คริชณะ  ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเปิดเผยให้กับบุคคลในคริชณะจิตสำนึก  ในคริชณะจิตสำนึก  ที่สมบูรณ์เรารู้ว่าคริชณะทรงเป็นความรู้สุดยอดอยู่เหนือความสงสัยทั้งปวง  โยคะต่าง  ๆ  เป็นเพียงขั้นบันไดเพื่อก้าวไปสู่วิถีแห่งคริชณะจิตสำนึก  ผู้ปฏิบัติคริชณะจิตสำนึก  โดยตรงจะทราบเกี่ยวกับ  บระฮมะจโยทิ  และ  พะระมาทมา  อย่างสมบูรณ์โดยปริยาย  จากการปฏิบัติโยคะแห่งคริชณะจิตสำนึกทำให้สามารถรู้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยสมบูรณ์  เช่น  สัจธรรมที่สมบูรณ์  สิ่งมีชีวิต  ธรรมชาติวัตถุ  และปรากฎการณ์เหล่านี้  รวมทั้งองค์  ประกอบอื่นๆ

ฉะนั้น  เราควรเริ่มปฏิบัติโยคะดังที่ได้แนะนำไว้ในโศลกสุดท้ายของบทที่หก  การตั้งสมาธิจิตอยู่ที่คริชณะองค์ภควาน  ทำได้โดยปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ใน  เก้ารูปแบบที่กำหนดไว้  ซึ่งมี  ชระวะณัม  เป็นข้อแรกและสำคัญที่สุด  ดังนั้นองค์ภควาน  ตรัสแด่อารจุนะว่า  ทัช  ชฺริณุ  หรือ  “จงสดับฟังจากข้า”  ไม่มีผู้ใดเป็นผู้ที่เชื่อถือได้มากไป  กว่าคริชณะ  ฉะนั้น  การสดับฟังจากพระองค์  จึงเป็นโอกาสดีที่สุดที่จะทำให้เรามีคริชณะ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  ดังนั้น  เราต้องเรียนจากคริชณะโดยตรง  หรือเรียนจากสาวก  ผู้บริสุทธิ์ของคริชณะ  ไม่ใช่เรียนจากคนผยองผู้ไม่ใช่สาวกและลำพองตนอันเนื่องจาก  ความรู้ทางวิชาการ

ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  วิธีการเข้าใจคริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้ทรง  เป็นสัจธรรมที่สมบูรณ์  ได้อธิบายไว้ในบทที่สองของภาคหนึ่งดังต่อไปนี้

ชริณวะทาม สวะ -คะทฺาฮ คริชณะฮ
พุณยะ-ชระวะณะ-คีรทะนะฮ

ฮริดิ อันทะฮ -สโทฺ ฮิ อบฺะดราณิ
วิดํุโนทิ สุฮริท สะทาม
นัชทะ -พราเยชุ อบฺะเดรชุ
นิทยัม บฺากะวะทะ -เสวะยา

บฺะกะวะทิ อุททะมะ-ชโลเค
บัฺคธิร บฺะวะทิ ไนชทิฺคี
ทะดา ระจัส -ทะโม -บฺาวาฮ
คามะ -โลบฺาดะยัช ชะ เย

เชทะ เอไทร อนาวิดดัฺม
สทิฺทัม สัททเว พระสีดะทิ
เอวัม พระสันนะ-มะนะโส
บฺะกะวัด-บัฺคธิ-โยกะทะฮ

บฺะกะวัท-ทัททวะ-วิกยานัม
มุคทะ-สังกัสยะ จายะเท
บิฺดยะเท ฮริดะยะ -กรันทิฺช
ชิฺดยันเท สารวะ -สัมชะยาฮ

คชียันเท ชาสยะ คารมาณิ
ดริชทะ เอวาทมะนีชวะเร

“การสดับฟังเกี่ยวกับคริชณะจากวรรณกรรมพระเวท  หรือสดับฟังจากพระองค์  โดยตรงจาก  ภควัต-คีตา  เป็นกุศลกรรมในตัวเอง  สำหรับผู้ที่สดับฟังเกี่ยวกับคริชณะ  องค์คริชณะผู้ประทับอยู่ในหัวใจของทุกคนจะทรงปฏิบัติเหมือนกับเพื่อนผู้ปรารถนาดี  ที่สุด  และทำให้สาวกผู้ปฏิบัติในการสดับฟังเกี่ยวกับพระองค์เสมอบริสุทธิ์ขึ้น  เช่นนี้  สาวกจะพัฒนาความรู้ทิพย์โดยธรรมชาติซึ่งซ่อนเร้นอยู่ภายในตนเอง  ขณะที่สดับฟัง  เกี่ยวกับคริชณะจาก  บฺากะวะธัม  และจากสาวกมากขึ้น  ทำให้มีความมั่นคงในการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควาน  จากการพัฒนาการอุทิศตนเสียสละรับใช้เขาจะเป็น  อิสระจากระดับตัณหาและอวิชชา  ดังนั้น  ราคะและความโลภทางวัตถุจะเหือดแห้งไป  เมื่อสิ่งไม่บริสุทธิ์เหล่านี้ถูกขจัดออกไป  ผู้สมัครมีความมั่นคงอยู่ในสภาวะแห่งความดี  ที่บริสุทธิ์  เขาจะมีความร่าเริงในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  และเข้าใจศาสตร์แห่งองค์  ภควานอย่างสมบูรณ์  ดังนั้น  ภักดี-โยคะ  จึงตัดปมแห่งความหลงใหลในวัตถุอย่างเหนียว  แน่นและทำให้เขาสามารถมาถึงระดับ  อสัมชะยัม-สะมะกรัม  หรือเข้าใจสัจธรรมที่  สมบูรณ์สูงสุดแห่งองค์ภควาน”  (ช.บ.  1.2.17-21)

ฉะนั้น  ด้วยการสดับฟังจากคริชณะโดยตรงหรือจากสาวกของพระองค์ในคริชณะ  จิตสำนึกเท่านั้น  ที่จะทำให้เราสามารถเข้าใจศาสตร์แห่งคริชณะได้

โศลก 2 (7.2)

กยานัม เท ´ฮัม สะ-วิกยานัม
อิดัม วัคชยามิ อเชชะทะฮ

ยัจ กยาทวา เนฮะ บํูโย ´นยัจ
กยาทัพยัม อวะชิชยะเท

กยานัม  -  ความรู้ที่ปรากฏตามธรรมชาติ, เท  -  แด่ท่าน, อฮัม  -  ข้า, สะ  -  กับ, วิกยานัม  -  ความรู้เหนือธรรมชาติ, อิดัม  -  นี้, วัคชยามิ  -  จะอธิบาย, อเชชะทะฮ  -  อย่างสมบูรณ์, ยัท  -  ซึ่ง, กยาทวา  -  เมื่อรู้, นะ-ไม่, อิฮะ  -  ในโลกนี้, บํูยะฮ  -  กว่านี้, อันยัท  -  มากกว่า, กยาทัพ ยัม  -  ควรรู้, อวะชิชยะเท  -  คงเหลือ

คำแปล

บัดนี้  ข้าจะประกาศความรู้อย่างสมบูรณ์แก่เธอ  ทั้งที่ปรากฏตามธรรมชาติและ  เหนือธรรมชาติ  เมื่อรู้แล้วจะไม่มีสิ่งใดเหลือให้เธอรู้อีกต่อไป

คำอธิบาย

ความรู้อันสมบูรณ์รวมทั้งความรู้ทางโลกที่ปรากฏตามธรรมชาติ  จิตวิญญาณที่อยู่  เบื้องหลัง  และแหล่งกำเนิดของทั้งสองสิ่งนี้  นี่คือความรู้ทิพย์  องค์ภควานทรงปรารถนาที่จะ  อธิบายระบบแห่งความรู้ที่กล่าวไว้เบื้องต้น  เพราะอารจุนะทรงเป็นทั้งสาวกและสหาย  ที่ใกล้ชิดของคริชณะ  ในตอนต้นของบทที่สี่องค์ภควานได้ทรงอธิบายไว้แล้ว  และทรง  ยืนยันอีกครั้ง  ณ  ที่นี้  ความรู้อันสมบูรณ์สามารถบรรลุได้โดยสาวกของพระองค์ในสาย  พะรัมพะรา  จากองค์ภควานโดยตรงเท่านั้น  ดังนั้น  เราควรมีปัญญาพอที่จะรู้ถึงแหล่ง  กำเนิดแห่งความรู้ทั้งหลาย  ผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  และทรงเป็น  เพียงเป้าหมายเดียวในการทำสมาธิฝึกปฏิบัติโยคะทุกรูปแบบ  เมื่อเรารู้แหล่งกำเนิดของ  แหล่งกำเนิดทั้งหลายแล้ว  สิ่งที่ต้องรู้ทั้งหมดก็ได้รู้เรียบร้อยแล้ว  และไม่มีสิ่งใดที่ยังไม่รู้  ในคัมภีร์พระเวท  (มุนดะคะ  อุพะนิชัด  1.3)  กล่าวว่า  คัสมินน  อุ  บฺะกะโว  วิกยาเท  สารวัม  อิดัม  วิกยาทัม  บฺะวะทิ

โศลก 3 (7.3)

มะนุชยาณาม สะฮัสเรชุ
คัชชิด ยะทะทิ สิดดฺะเย

ยะทะทาม อพิ สิดดฺานาม
คัชชิน มาม เวททิ ทัททวะทะฮ

มะนุชยาณาม  -  แห่งมนุษย์, สะฮัสเรชุ  -  จากหลาย ๆ พันคน, คัชชิท  -  บางคน, ยะทะทิ  -  พยายาม, สิดดฺะเย  -  เพื่อความสมบูรณ์, ยะทะทาม  -  ของพวกที่พยายาม, อพิ  -  แน่นอน, สิดดฺานาม  -  ของพวกที่บรรลุความสมบูรณ์, คัชชิท  -  บางคน, มาม  -  ข้า, เวททิ  -  รู้, ทัททวะ ทะฮ -ความเป็นจริง

คำแปล

จากหลาย  ๆ  พันคน  อาจมีหนึ่งคนที่พยายามเพื่อความสมบูรณ์  และจากพวกที่  บรรลุถึงความสมบูรณ์  ผู้ที่รู้จักข้าตามความเป็นจริงยังหาได้ยาก

คำอธิบาย

มีมนุษย์อยู่หลายระดับ  และจากหลาย  ๆ  พันคน  อาจมีคนหนึ่งที่มีความสนใจ  ในความรู้แจ้งทิพย์  และพยายามรู้ว่าตนเองคืออะไร  ร่างกายคืออะไร  และสัจธรรมที่  สมบูรณ์คืออะไร  โดยทั่วไปมนุษย์เพียงแต่ปฏิบัติตามนิสัยสัตว์เดรัจฉาน  เช่น  การกิน  นอน  ป้องกันตัว  และเพศสัมพันธ์  จะหาคนที่สนใจความรู้ทิพย์ได้ยาก  หกบทแรกของ  คีตา  มีไว้สำหรับพวกที่สนใจความรู้ทิพย์  ในการเข้าใจตนเอง  เข้าใจอภิวิญญาณ  และ  วิธีการเพื่อความรู้แจ้งด้วย  กยานะ-โยกะ,  ดฺยานะ-โยกะ  และรู้ข้อแตกต่างระหว่าง  ตนเองกับวัตถุ  อย่างไรก็ดี  บุคคลผู้อยู่ในคริชณะจิตสำนึกเท่านั้นจึงจะสามารถรู้จักคริชณะ  นักทิพย์นิยมอื่น  ๆ  อาจบรรลุความรู้แจ้ง  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์ซึ่งง่ายกว่าการเข้าใจ  คริชณะ  คริชณะทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุด  แต่ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงอยู่เหนือความ  รู้แห่ง  บระฮมัน  และ  พะระมาทมา  โยคีและ  กยานี  สับสนในความพยายามของ  ตนเองที่จะเข้าใจคริชณะ  แม้แต่  ชรีพาดะ  ชังคะราชารยะ  ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ที่ยิ่ง  ใหญ่ที่สุดยังยอมรับในคำอธิบาย  คีตา  ของท่านว่าคริชณะทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้า  แต่สาวกของท่านไม่ยอมรับคริชณะเหมือนกับท่าน  เพราะเป็นสิ่งยากมากใน  การที่จะรู้จักคริชณะ  แม้แต่ผู้ที่รู้แจ้งทิพย์แห่ง  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์แล้วก็เช่นกัน

คริชณะทรงเป็นองค์ภควาน  แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  ทรงเป็น  โกวินดะพระผู้เป็นเจ้าองค์แรก  อิชวะระฮ  พะระมฮ  คริชณะฮ  สัช-ชิด-อานันดะ-  วิกระฮะฮ/  อนาดิร  อาดิร  โกวินดะฮ  สารวะ-คาระณะ-คาระณัม  เป็นสิ่งยากมาก  สำหรับพวกที่ไม่ใช่สาวกที่จะรู้จักคริชณะ  ถึงแม้ประกาศว่าวิถีแห่งภักดี-โยคะ  หรือ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้นั้นง่ายมาก  แต่พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติได้  หากว่าวิถีแห่ง  ภักดี-โยคะ  ง่ายเหมือนดังเช่นพวกที่ไม่ใช่สาวกอ้าง  แล้วทำไมจึงไปปฏิบัติตามวิธีที่ยาก?  อันที่จริงวิถีแห่ง  ภักดี-โยคะ  ไม่ง่าย  ภักดี-โยคะ  ปลอมที่บุคคลผู้เชื่อถือไม่ได้ปฏิบัติกัน  โดยปราศจากความรู้ที่ถูกต้องแห่ง  ภักดี-โยคะ  อาจจะง่าย  แต่เมื่อปฏิบัติกันจริง  ๆ  ตาม  กฎระเบียบต่าง  ๆ  นักวิชาการและนักปราชญ์ผู้คาดคะเนจะตกลงมาจากวิถีทาง  ชรีละ  รูพะ  โกสวามี  ได้เขียนใน  บัฺคธิ-ระสามริทะ-สินดุํ  (1.2.101)  ดังนี้

ชรุทิ-สมริทิ-พุราณาดิ-
พันชะราทระ-วิดิฺม วินา

ไอคานทิคี ฮะเรร บัฺคธิร
อุทพาทาไยวะ คัลพะเท

“การอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์ภควาน  และปฏิเสธวรรณกรรมพระเวทที่เชื่อถือได้  เช่น  อุพะนิชัด,  พุราณะ  และ  นาระดะ-พันชะราทระ  ได้แต่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม  โดยไม่จำเป็นเท่านั้น”

เป็นไปไม่ได้ที่ผู้รู้แจ้ง  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  หรือโยคีผู้รู้แจ้ง  พะระมาทมา  จะเข้าใจคริชณะ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้ทรงเป็นโอรสของพระนางยะโชดา  หรือ  เป็นสารถีของอารจุนะ  แม้แต่เทวดาผู้ยิ่งใหญ่บางครั้งยังสับสนเกี่ยวกับคริชณะ  (มุฮยัน  ทิ  ยัท  สูระยะฮ)  มาม  ทุ  เวดะ  นะ  คัชชะนะ  องค์ภควานตรัสว่า  “  ไม่มีผู้ใดรู้จักข้าตาม  ความเป็นจริง”  และหากว่ามีผู้หนึ่งผู้ใดรู้จักพระองค์  สะ  มะฮาทมา  สุ-ดุรละบฺะฮ  “  ดวง  วิญญาณผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้หาได้ยากมาก”  ฉะนั้น  นอกจากมาปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละ  รับใช้แด่องค์ภควาน  มิฉะนั้น  เราจะไม่สามารถรู้จักคริชณะตามความเป็นจริง  (ทัททวะ  ทะฮ)  ถึงแม้เราจะเป็นนักวิชาการหรือเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่  สาวกผู้บริสุทธิ์เท่านั้น  ที่สามารถรู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับคุณสมบัติทิพย์อันมองไม่เห็นในคริชณะ  ในแหล่ง  กำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งมวล  ในพระเดชและความมั่งคั่งของพระองค์  ในความร่ำรวย  ชื่อเสียง  พลังอำนาจ  ความสง่างาม  ความรู้และความเสียสละของพระองค์  เพราะว่า  คริชณะทรงมีแนวโน้มที่จะให้พระเมตตากรุณาต่อสาวก  พระองค์ทรงเป็นคำสุดท้ายใน  ความรู้แจ้ง  บระฮมัน  สาวกเท่านั้นที่สามารถรู้แจ้งตามความเป็นจริง  ได้กล่าวไว้ว่า

อทะฮ ชรี -คริชณะ -นามาดิ
นะ บฺะเวด กราฮยัม อินดริไยฮ

เสโวนมุเคฺ ฮิ จิฮวาโด
สวะยัม เอวะ สพํุระทิ อดะฮ

“ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจคริชณะตามความเป็นจริงด้วยประสาทสัมผัสวัตถุอันหยาบ  แต่พระองค์ทรงเปิดเผยตัวพระองค์แด่สาวก  เนื่องจากทรงพอพระทัยกับการรับใช้ด้วย  ความรักทิพย์ที่มีต่อพระองค์”  (บัฺคธิ  -ระสามริทะ-สินดํุ  1.2.234)

โศลก 4 (7.4)

บํูมิร อาโพ ´นะโล วายุฮ
คัฺม มะโน บุดดิฺร เอวะ ชะ

อฮังคาระ อิทียัม เม
บิฺนนา พระคริทิร อัชทะดฺา

บํูมิฮ -ดิน, อาพะฮ -น้ำ, อนะละฮ  -  ไฟ,วายุฮ -ลม, คัฺม  -  อากาศ, มะนะฮ  -  จิต, บุดดิฺฮ  -  ปัญญา, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  และ, อฮังคาระฮ  -  อหังการ, อิทิ  -  ดังนั้น, อิยัม  -  ทั้งหมดนี้, เม  -  ของข้า, บิฺนนา  -  แยกออก, พระคริทิฮ  -  พลังงาน, อัชทะดฺา  -  แปดชนิด

คำแปล

ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  อากาศ  จิตใจ  ปัญญา  และอหังการ  แปดอย่างนี้รวมกันเป็น  พลังงานวัตถุของข้าที่แยกออกไป

คำอธิบาย

วิทยาศาสตร์แห่งองค์ภควานวิเคราะห์ตำแหน่งพื้นฐานและพลังงานต่าง  ๆ  ของ  พระองค์  ธรรมชาติวัตถุเรียกว่า  พระคริทิ  หรือพลังงานขององค์ภควาน  ในอวตาร  พุรุชะ  ต่าง  ๆ  ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  สาทวะทะ-ทันทระ  ว่า

วิชโนส ทุ ทรีณิ รูพาณิ
พุรุชาคฺยานิ อโทฺ วิดุฮ

เอคัม ทุ มะฮะทะฮ สรัชทริ
ดวิทียัม ทุ อัณดะ-สัมสทิฺทัม

ทริทียัม สารวะ-บํูทะ-สทัฺม
ทานิ กยาทวา วิมุชยะเท

“เพื่อการสร้างวัตถุ  องค์คริชณะทรงอวตารมาเป็นพระวิชณุสามองค์  องค์แรก  มะฮา-  วิชณุ  ทรงสร้างพลังงานวัตถุทั้งหมดเรียกว่า  มะฮัท-ทัททวะ  องค์ที่สอง  การโบฺดะคะ-  ชายี  วิชณุ  เสด็จเข้าไปในจักรวาลทั้งหมดเพื่อสร้างสิ่งต่าง  ๆ  ในแต่ละจักรวาล  องค์ที่สาม  คชีโรดะคะชายี  วิชณุ  ทรงแผ่กระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่งในรูปของอภิวิญญาณและทรง  อยู่ในมวลจักรวาลมีพระนามว่า  พะระมาทมา  ทรงประทับอยู่แม้ในปรมาณู  ผู้ใดทราบถึง  พระวิชณุทั้งสามองค์นี้สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุได้”

โลกวัตถุนี้เป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวของหนึ่งในพลังงานขององค์ภควาน  กิจกรรมทั้งหมดในโลกวัตถุกำกับโดยพระวิชณุทั้งสามองค์ซึ่งเป็นอวตารของคริชณะ  พุรุชะ  ทั้งสามองค์นี้เรียกว่าอวตาร  โดยทั่วไปผู้ไม่รู้ศาสตร์แห่งองค์ภควาน  (คริชณะ)  สันนิษฐานว่าโลกวัตถุนี้มีไว้เพื่อให้ความสุขแด่สิ่งมีชีวิต  และสิ่งมีชีวิตคือ  พุรุชะ  เป็นแหล่ง  กำเนิด  เป็นผู้ควบคุม  และเป็นผู้มีความสุขกับพลังงานวัตถุ  ภควัต-คีตา  กล่าวว่าการ  สรุปของผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานเช่นนี้ผิด  ในโศลกนี้ได้กล่าวไว้ว่าคริชณะทรงเป็นแหล่ง  กำเนิดเดิมแท้ของปรากฏการณ์ทางวัตถุ  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ได้ยืนยันไว้เช่นเดียวกันว่า  ส่วนผสมของปรากฏการณ์ทางวัตถุเป็นพลังงานขององค์ภควานที่แยกออกมา  แม้แต่  บระฮมะจโยทิ  ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด  ของมายาวาดี  ก็เป็นพลังงานทิพย์ที่ปรากฏอยู่ใน  ท้องฟ้าทิพย์  ใน  บระฮมะจโยทิ  ไม่มีความหลากหลายทิพย์อย่างเช่นที่  ไวคุณทฺะโลคะ  และ  มายาวาดี  ยอมรับ  บระฮมะจโยทิ  นี้ว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดนิรันดร  ปรากฏการณ์  ของ  พะระมาทมา  ก็เป็นรูปลักษณ์ที่แผ่กระจายไปทั่วของ  คชีโรดะคะชายี  วิชณุ  ซึ่งไม่  ถาวร  ปรากฎการณ์ของ  พะระมาทมา  ไม่เป็นอมตะในโลกทิพย์  ฉะนั้น  สัจธรรมที่แท้จริง  คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าคริชณะ  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของพลังงานที่  สมบูรณ์  ทรงเป็นเจ้าของพลังงานที่แยกออกไปและพลังงานเบื้องสูง

ในพลังงานวัตถุ  ปรากฏการณ์หลักมีอยู่แปดอย่างดังได้กล่าวมาแล้ว  จาก  ทั้งหมดนี้  ห้าอย่างแรก  คือ  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  และอากาศ  เรียกว่าการสร้างที่ยิ่งใหญ่ห้า  ประการ  หรือการสร้างที่หยาบ  ภายในนี้มีอายตนะภายนอกห้าอย่างรวมอยู่ด้วย  คือ  ปรากฏการณ์ของ  เสียง  สัมผัส  รูป  รส  และกลิ่น  วิทยาศาสตร์ทางวัตถุประกอบไปด้วย  สิบอย่างนี้เท่านั้น  ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากนี้  แต่อีกสามสิ่ง  เช่น  จิตใจ  ปัญญา  และ  อหังการ  นักวัตถุนิยมละเลย  นักปราชญ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางจิตใจก็ไม่มีความรู้  ที่สมบูรณ์  เพราะไม่รู้ว่าแหล่งกำเนิดสูงสุดคือคริชณะ  อหังการที่ว่า  “ข้าเป็น”และ“มัน  เป็นของข้า”  ซึ่งรวมกันเป็นหลักพื้นฐานแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุ  รวมทั้งอวัยวะ  ประสาทสัมผัสสิบอย่างเพื่อทำกิจกรรมทางวัตถุ  ปัญญาหมายถึงการสร้างวัตถุทั้งหมด  เรียกว่า  มะฮัท-ทัททวะ  ฉะนั้น  จากพลังงานแปดอย่างที่แยกออกมาจากองค์ภควาน  ปรากฏมาเป็นยี่สิบสี่ธาตุแห่งโลกวัตถุ  ซึ่งเป็นเรื่องราวของปรัชญาสางคฺยะ  ที่ไม่เชื่อใน  องค์ภควาน  สิ่งเหล่านี้เดิมทีมาจากพลังงานของคริชณะและแยกออกไปจากพระองค์  แต่นักปราชญ์  สางคฺยะ  ผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานและด้วยความรู้น้อยจึงไม่รู้ว่าคริชณะทรง  เป็นต้นกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  เนื้อหาสาระที่สนทนากันในปรัชญาสางคฺยะ  เป็น  เพียงปรากฏการณ์ของพลังงานภายนอกของคริชณะ  ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  ภควัต-คีตา

โศลก 5 (7.5)

อพะเรยัม อิทัส ทุ อันยาม
พระคริทิม วิดดิฺ เม พะราม

จีวะ-บํูทาม มะฮา-บาโฮ
ยะเยดัม ดฺารยะเท จะกัท

อพะรา  -  ต่ำกว่า, อิยัม  -  นี้, อิทะฮ  -  นอกจานี้, ทุ  -  แต่, อันยาม  -  อีก, พระคริทิม  -  พลังงาน, วิดดิฺ  -  เพียงแต่พยายามเข้าใจ, เม  -  ของข้า, พะราม  -  สูงกว่า, จีวะ-บํูทาม  -  ประกอบด้วย สิ่งมีชีวิต, มะฮา-บาโฮ -โอ้ ยอดนักรบ, ยะยา  -  ผู้ซึ่ง, อิดัม  -  นี้, ดฺารยะเท  -  ใช้ประโยชน์ หรือหาประโยชน์ส่วนตัว, จะกัท -โลกวัตถุ

คำแปล

โอ้  ยอดนักรบอารจุนะ  นอกจากนี้ยังมีพลังงานที่สูงกว่าของข้าซึ่งประกอบไปด้วย  สิ่งมีชีวิตผู้แสวงหาทรัพยากรทางธรรมชาติวัตถุที่ต่ำกว่านี้  เพื่อประโยชน์ส่วนตัว

คำอธิบาย

ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้  ว่าสิ่งมีชีวิตเป็นธรรมชาติหรือพลังงานที่สูง  กว่าขององค์ภควาน  พลังงานที่ต่ำกว่าคือพลังงานวัตถุซึ่งปรากฏในธาตุต่าง  ๆ  เช่น  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  อากาศ  จิตใจ  ปัญญา  และอหังการ  ธรรมชาติวัตถุทั้งสองรูปแบบคืออย่าง  หยาบ  (ดิน  ฯลฯ)  และอย่างละเอียด  (จิตใจ  ฯลฯ  )  เป็นผลผลิตของพลังงานเบื้องต่ำ  สิ่ง  มีชีวิตผู้แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวจากพลังงานเบื้องต่ำด้วยจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน  เป็นพลังงานที่สูงกว่าขององค์ภควาน  และด้วยพลังงานนี้ทำให้โลกวัตถุทั้งหมดดำเนิน  ไป  ปรากฏการณ์แห่งจักรวาลไม่มีอำนาจปฏิบัติการ  แต่จะเคลื่อนไปด้วยพลังงานที่สูง  กว่าคือสิ่งมีชีวิต  พลังงานจะถูกควบคุมโดยแหล่งกำเนิดของมันเสมอ  ฉะนั้น  สิ่งมีชีวิตจึง  ถูกควบคุมเสมอโดยไม่มีความเป็นอยู่อิสระ  และจะไม่มีวันมีอำนาจทัดเทียมกับองค์  ภควานเหมือนดังที่มนุษย์ผู้ด้อยปัญญาคิด  ข้อแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตและองค์ภควาน  ได้อธิบายไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (10.87.30)  ดังนี้

อพะริมิทา ดฺรุวาส ทะนุ-บฺริโท ยะดิ สารวะ -กะทาส
ทารฮิ นะ ชาสยะเททิ นิยะโม ดฺรุวะ เนทะระทฺา
อจะนิ ชะ ยัน-มะยัม ทัด อวิมุชยะ นิยันทริ บฺะเวท
สะมัม อนุจานะทาม ยัด อมะทัม มะทะ-ดุชทะทะยา

“โอ้  ผู้เป็นอมตะสูงสุด  !  หากสิ่งมีชีวิตผู้อยู่ในร่างเป็นอมตะและแผ่กระจายไปทั่วเหมือน  กับพระองค์  พวกเขาก็จะไม่มาอยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์  แต่ถ้าหากยอมรับ  ว่าสิ่งมีชีวิตเป็นพลังงานน้อย  ๆ  ของพระองค์  พวกเขาจะมาอยู่ภายใต้การควบคุมของ  พระองค์ทันที  ฉะนั้น  การหลุดพ้นที่แท้จริงจึงประกอบด้วยการที่สิ่งมีชีวิตศิโรราบและมา  อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์ภควาน  การศิโรราบเช่นนี้จะทำให้พวกเขามีความสุข  เมื่อ  มาอยู่ในตำแหน่งเดิมแท้เช่นนี้เท่านั้นที่พวกเขาสามารถเป็นผู้ควบคุม  ดังนั้น  มนุษย์ผู้มี  ความรู้จำกัดสนับสนุนทฤษฎีเป็นหนึ่งเดียวกันที่ว่าองค์ภควานและสิ่งมีชีวิตเท่าเทียมกัน  ในทุก  ๆ  ด้าน  อันที่จริงพวกนี้ถูกแนวคิดอันเป็นมลทินนำพาไปในทางที่ผิด”

องค์ภควานชรีคริชณะทรงเป็นผู้ควบคุมเพียงพระองค์เดียว  และสิ่งมีชีวิต  ทั้งหมดถูกพระองค์ควบคุม  สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เป็นพลังงานเบื้องสูงของพระองค์  เพราะ  คุณภาพแห่งความเป็นอยู่ของพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวและเหมือนกับพระองค์  แต่จะไม่มี  วันเทียบเท่ากับพระองค์ในปริมาณแห่งพลังอำนาจ  ขณะที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวอยู่  กับพลังงานเบื้องต่ำ  (วัตถุ)  ทั้งหยาบและละเอียด  พลังงานเบื้องสูง  (สิ่งมีชีวิต)  ได้ลืม  จิตใจและปัญญาทิพย์อันแท้จริงของตนเอง  การลืมเช่นนี้เนื่องมาจากอิทธิพลของวัตถุที่  มีต่อสิ่งมีชีวิต  แต่เมื่อสิ่งมีชีวิตหลุดพ้นจากอิทธิพลของพลังงานแห่งความหลงทางวัตถุ  เขาจะบรรลุถึงระดับ  มุคทิ  หรือความหลุดพ้น  อหังการภายใต้อิทธิพลของความหลงทาง  วัตถุคิดว่า  “ข้าคือวัตถุ  และวัตถุที่ได้มาเป็นของข้า”  ตำแหน่งอันแท้จริงสำนึกได้เมื่อเป็น  อิสระจากความคิดทางวัตถุทั้งปวง  รวมทั้งแนวความคิดที่ว่าจะกลายมาเป็นหนึ่งเดียว  กับองค์ภควานในทุก  ๆ  ด้าน  ฉะนั้น  เราอาจสรุปได้ว่า  คีตา  ได้ยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตเป็น  เพียงหนึ่งในพลังงานอันหลากหลายของคริชณะ  และเมื่อพลังงานนี้เป็นอิสระเสรีจาก  มลทินทางวัตถุ  เขาจะมีคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  หรือหลุดพ้นแล้ว

โศลก 6 (7.6)

เอทัด-โยนีนิ บํูทานิ
สารวาณีทิ อุพะดฺาระยะ

อฮัม คริทสนัสยะ จะกะทะฮ
พระบฺะวะฮ พระละยัส ทะทฺา

เอทัท  -  ธรรมชาติทั้งสองนี้, โยนีนิ  -  แหล่งกำเนิดของพวกเขา, บํูทานิ  -  ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้น, สารวาณิ  -  ทั้งหมด, อิทิ  -  ดังนั้น, อุพะดฺาระยะ  -  รู้, อฮัม-ข้า, คริทสนัสยะ  -  รวมทั้งหมด, จะ กะทะฮ  -  ของโลก, พระบฺะวะฮ  -  แหล่งกำเนิดของปรากฏการณ์, พระละยะฮ  -  การทำลาย, ทะทฺา  -  รวมทั้ง

คำแปล

สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมดมีแหล่งกำเนิดอยู่ในธรรมชาติทั้งสองนี้  จงรู้ไว้ด้วย  ว่า  วัตถุทั้งหมดและวิญญาณทั้งหมดในโลกนี้  ข้าเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด

คำอธิบาย

ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เป็นผลผลิตของวัตถุและวิญญาณ  วิญญาณเป็นสนาม  หลักแห่งการสร้าง  วัตถุได้ถูกสร้างขึ้นโดยวิญญาณ  วิญญาณมิใช่ถูกสร้างขึ้นมาใน  ช่วงหนึ่งช่วงใดของการพัฒนาทางวัตถุ  แต่โลกวัตถุนี้ปรากฏขึ้นจากฐานของพลังงาน  วิญญาณเท่านั้น  ร่างกายวัตถุนี้เจริญเติบโตขึ้นเพราะว่าวิญญาณอยู่ภายในวัตถุ  ทารก  ค่อย  ๆ  เจริญเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กและเป็นหนุ่มสาวเพราะว่าพลังงานเบื้องสูง  หรือดวง  วิญญาณอยู่ในร่างกาย  ในทำนองเดียวกัน  ปรากฏการณ์ในจักรวาลทั้งหมดแห่งจักรวาล  อันยิ่งใหญ่ไพศาลพัฒนาขึ้นเนื่องจากอภิวิญญาณ  หรือพระวิชณุทรงประทับอยู่  ฉะนั้น  วิญญาณและวัตถุรวมกันเข้าปรากฎมาเป็นรูปลักษณ์จักรวาลอันมหึมานี้  โดยพื้นฐาน  ทั้งสองเป็นพลังงานขององค์ภควาน  และด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงเป็นแหล่งกำเนิดเดิม  ของทุกสิ่งทุกอย่าง  ละอองอณูขององค์ภควาน  เช่นสิ่งมีชีวิตอาจเป็นแหล่งกำเนิดของ  ตึกระฟ้าสูงใหญ่  โรงงานใหญ่  ๆ  หรือแม้แต่เมืองใหญ่  ๆ  แต่ไม่สามารถเป็นแหล่งกำเนิด  ของจักรวาลอันมหึมาได้  แหล่งกำเนิดของจักรวาลอันยิ่งใหญ่เป็นดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่  หรืออภิวิญญาณ  และคริชณะบุคลิกภาพสูงสุดทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทั้งอภิวิญญาณ  และอนุวิญญาณ  ฉะนั้น  คริชณะทรงเป็นแหล่งกำเนิดเดิมแท้ของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  ใน  คะทฺะอุพะนิชัด  (2.2.13)  ได้ยืนยันไว้ดังนี้  นิทโย  นิทยานาม  เชทะนาช  เชทะนานาม

โศลก 7 (7.7)

มัททะฮ พะระทะรัม นานยัท
คินชิด อัสทิ ดฺะนันจะยะ

มะยิ สารวัม อิดัม โพรทัม
สูเทร มะณิ-กะณา อิวะ

มัททะฮ  -  เหนือข้า, พะระ-ทะรัม  -  สูงกว่า, นะ  -  ไม่, อันยัทคินชิท  -  สิ่งอื่นอีก, อัสทิ-มี, ดฺะนัน จะยะ -โอ้ ผู้ชนะความรวย, มะยิ  -  ในข้า, สารวัม  -  ทั้งหมดที่มี, อิดัม  -  ที่เราเห็น, โพรทัม  -  ร้อย, สูเทร  -  ในเส้นด้าย, มะณิ-กะณาฮ  -  ไข่มุก, อิวะ  -  เหมือน

คำแปล

โอ้  ผู้ชนะความร่ำรวย  ไม่มีสัจธรรมใดเหนือไปกว่าข้า  ทุกสิ่งทุกอย่างพำนักอยู่ที่  ข้า  เฉกเช่นไข่มุกที่ถูกร้อยอยู่ในเส้นด้าย

คำอธิบาย

มีข้อขัดแย้งทั่วไปว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดมีรูปลักษณ์หรือไม่มีรูปลักษณ์  ภควัต-คีตา  กล่าวว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าชรีคริชณะ  ซึ่ง  ได้ยืนยันไว้เช่นนี้ในทุกขั้นตอน  โดยเฉพาะโศลกนี้ได้เน้นว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์เป็นบุคคล  บุคลิกภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้าคือสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุด  ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  ได้ยืนยัน  ไว้เช่นกันว่า  อีชวะระฮ  พะระมะฮ  คริชณะฮ  สัช-ชิด-อานันดะ-วิกระฮะฮ  สัจธรรมที่  สมบูรณ์สูงสุดบุคลิกภาพแห่งองค์ภควานคือชรีคริชณะ  ผู้ทรงเป็นปฐมองค์  ทรงเป็น  แหล่งกำเนิดแห่งความสุขทั้งปวง  โกวินดะ  ผู้ทรงมีรูปลักษณ์อมตะที่เปี่ยมไปด้วยความ  ปลื้มปีติสุขและความรู้  ความน่าเชื่อถือได้เช่นนี้ทำให้ไม่มีข้อสงสัยว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์  คือบุคลิกภาพสูงสุด  แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  อย่างไรก็ดี  ผู้ไม่เชื่อในรูป  ลักษณ์จะเถียงตามอำนาจคำแปลของคัมภีร์พระเวทที่ให้ไว้ใน  ชเวทาชวะระ  อุพะนิชัด  (3.10)  ว่า  ทะโท  ยัด  อุททะระทะรัม  ทัด  อรูพัม  อนามะยัม/  ยะ  เอทัด  วิดุร  อมริทาส  เท  บฺะวันทิ  อเทฺทะเร  ดุฮคัฺม  เอวาพิยันทิ  “ในโลกวัตถุพระพรหมทรงเป็นชีวิตแรกในจักรวาล  เข้าใจว่าเป็นบุคลิกภาพผู้สูงสุดในบรรดาเทวดา  มนุษย์  และสัตว์ต่ำ  แต่เหนือไปกว่าพระ  พรหมยังมีองค์ภควานผู้ไม่มีร่างวัตถุและทรงเป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุทั้งปวง  ผู้ใด  รู้ถึงพระองค์จะกลายมาเป็นทิพย์ได้เช่นเดียวกัน  แต่พวกที่ไม่รู้จักพระองค์จะได้รับทุกข์  ทรมานจากโลกวัตถุ”

ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์เน้นมากในคำว่า  อรูพัม,  อรูพัม  นี้ไม่ใช่ไร้รูปลักษณ์  แต่  เป็นการแสดงถึงรูปลักษณ์ทิพย์แห่งความอมตะ  เปี่ยมไปด้วยความสุขและความรู้  ดัง  ที่ได้อธิบายไว้ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  ข้างต้นนี้  โศลกอื่น  ๆ  ใน  ชเวทาชวะระ  อุพะนิชัด  (3.8-9)  ยืนยันไว้ว่า

เวดาฮัม เอทัม พุรุชัม มะฮานทัม
อาดิทยะ-วารณัม ทะมะสะฮ พะรัสทาท

ทัม เอวะ วิดิทวาทิ มริทยุม เอทิ
นานยะฮ พันทฺา วิดยะเท ´ยะนายะ
ยัสมาท พะรัม นาพะรัม อัสทิ คินชิด
ยัสมาน นาณีโย โน จยาโย ´สทิ คินชิท

วริคชะ อิวะ สทับโดฺ ดิวิ ทิชทฺะทิ เอคัส
เทเนดัม พูรณัม พุรุเชณะ สารวัม

“ข้าพเจ้ารู้ว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทรงเป็นทิพย์อยู่เหนือแนวคิดแห่งความมืด  ทางวัตถุทั้งปวง  ผู้รู้ถึงพระองค์เช่นนี้เท่านั้นจึงสามารถข้ามพ้นวัฏจักรแห่งการเกิดและ  การตาย  ไม่มีทางเลือกอื่นเพื่อความหลุดพ้นนอกจากความรู้แห่งบุคลิกภาพสูงสุดนี้

“ไม่มีสัจรรมใดสูงไปกว่าบุคลิกภาพสูงสุด  เพราะว่าพระองค์ทรงสูงสุดยอด  เล็กกว่าสิ่งที่เล็กที่สุด  ใหญ่กว่าสิ่งที่ใหญ่ที่สุด  สถิตในฐานะต้นไม้ที่เงียบสงบ  ส่องรัศมี  เจิดจรัสในท้องฟ้าทิพย์  และเหมือนต้นไม้ที่แผ่ขยายราก  พระองค์ทรงแผ่ขยายพลังงาน  มากมาย”

จากสองโศลกนี้เราสรุปได้ว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดคือองค์ภควานผู้ทรงแผ่  กระจายไปทั่วด้วยพลังงานอันหลากหลายของพระองค์ทั้งวัตถุและทิพย์

โศลก 8 (7.8)

ระโส ´ฮัม อัพสุ คะอุนเทยะ
พระบฺาสมิ ชะชิ-สูรยะโยฮ

พระณะวะฮ สารวะ -เวเดชุ
ชับดะฮ เคฺ โพรุชัม นริชุ

ระสะฮ-รส, อฮัม  -  ข้า, อัพสุ  -  ในน้ำ, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, พระบฺา  -  แสง, อัสมิ  -  ข้าเป็น, ชะชิ-สูรยะโยฮ  -  ของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์, พระณะวะฮ  -  อักษรสาม ตัว โ-อ-ม, สารวะ  -  ในทั้งหมด, เวเดชุ  -  คัมภีร์พระเวท, ชับดะฮ  -  คลื่นเสียง, เคฺ  -  ใน อากาศ, โพรุชัม  -  ความสามารถ, นริชุ  -  ในมนุษย์

คำแปล

โอ้  โอรสพระนางคุนที  ข้าคือรสของน้ำ  แสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์  ข้า  คือคำว่าโอมในบทมนต์พระเวท  เสียงในอากาศ  และความสามารถในมนุษย์

คำอธิบาย

โศลกนี้อธิบายว่าองค์ภควานทรงแผ่กระจายไปทั่วด้วยพลังงานวัตถุและ  พลังงานทิพย์อันหลากหลายได้อย่างไร  องค์ภควานทรงสามารสำเหนียกในเบื้องต้นได้  ด้วยพลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์  ด้วยวิธีนี้จึงได้รับการรู้แจ้งว่าพระองค์ทรงไร้รูปลักษณ์  ดังเช่นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ทรงเป็นบุคคลและสำเหนียกได้ด้วยพลังงานที่แผ่กระจาย  ไปทั่วคือแสงอาทิตย์  ฉะนั้น  ถึงแม้ว่าองค์ภควานทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักนิรันดร  เรา  สำเหนียกถึงพระองค์ได้ด้วยพลังงานที่แผ่กระจายไปทั่ว  รสของน้ำเป็นสารที่มีฤทธิ์ในน้ำ  ไม่มีใครชอบดื่มน้ำทะเลเพราะว่ารสของน้ำไปผสมกับเกลือ  เสน่ห์ของน้ำขึ้นอยู่กับความ  บริสุทธิ์ของรส  รสที่บริสุทธิ์นี้คือหนึ่งในพลังงานของพระองค์  มายาวาดี  สำเหนียกองค์  ภควานว่าทรงปรากฏอยู่ในน้ำด้วยรส  และสาวกสรรเสริญพระองค์ที่ทรงพระเมตตาส่ง  น้ำที่มีรสชาติเพื่อขจัดความกระหายของมนุษย์  นี่คือวิธีการสำเหนียกองค์ภควาน  ใน  เชิงปฏิบัติจะไม่มีข้อขัดแย้งระหว่างลัทธิที่เชื่อว่ามีบุคคลและที่เชื่อว่าไม่มีบุคคล  ผู้ที่รู้จัก  พระองค์ทราบดีว่าแนวคิดไม่มีบุคคลและแนวคิดว่ามีบุคคลปรากฏอยู่ควบคู่กันไปใน  ทุกสิ่งทุกอย่าง  จึงไม่มีข้อขัดแย้ง  ดังนั้น  องค์เชธันญะทรงสถาปนาหลักธรรม  อชินทยะ  เบฺดะ-และ-อเบฺดะ-ทัททวะ  อันประเสริฐ  ว่าเป็นทั้งหนึ่งเดียวและแตกต่างควบคู่กันไป

แสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เดิมทีสาดส่องออกมาจาก  บระฮมะจโยทิ  ซึ่ง  เป็นรัศมีอันไร้รูปลักษณ์ขององค์ภควานเช่นเดียวกัน  พระณะวะ  หรือเสียงทิพย์แห่ง  โอม  คาระ  ที่เริ่มต้นมนต์พระเวททุกบทเป็นคำถวายพระพรชัยมงคลแด่องค์ภควาน  เนื่องจาก  พวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์กลัวการถวายพระพรชัยมงคลแด่องค์ภควานด้วยพระนามอัน  มากมายของคริชณะ  จึงชอบคลื่นเสียงทิพย์  โอม  คาระ  มากกว่า  แต่พวกเขาไม่รู้แจ้ง  ว่า  โอมคาระ  เป็นเสียงแทนคริชณะ  อาณาเขตของคริชณะจิตสำนึกแผ่กระจายไปทุกหน  ทุกแห่ง  ผู้รู้คริชณะจิตสำนึกเป็นผู้ได้รับพร  พวกที่ไม่รู้จักคริชณะจะอยู่ในความหลง  ดัง  นั้น  ความรู้แห่งคริชณะคือความหลุดพ้น  และความไม่รู้พระองค์คือพันธนาการ

โศลก 9 (7.9)

พุณโย กันดฺะฮ พริทิฺพยาม ชะ
เทจัช ชาสมิ วิบฺาวะโส

จีวะนัม สารวะ-บํูเทชุ
ทะพัช ชาสมิ ทะพัสวิชุ

พุณยะฮ  -  เดิมแท้, กันดฺะฮ  -  กลิ่น, พริทิฺพยาม  -  ในดิน, ชะ  -  เช่นกัน,เทจะฮ  -  ความร้อน, ชะ  -  เช่นกัน ,อัสมิ  -  ข้าเป็น , วิบฺาวะโส -ในไฟ, จีวะนัม  -  ชีวิต, สารวะ -ในทั้งหมด, บํูเทชุ  -  สิ่งมี ชีวิต, ทะพะฮ   -  การบำเพ็ญเพียร, ชะ  -  เช่นกัน, อัสมิ -ข้าเป็น, ทะพัสวิชุ -ในพวกที่ปฏิบัติ การบำเพ็ญเพียร

คำแปล

ข้าคือกลิ่นเดิมแท้ของดิน  ข้าคือความร้อนในไฟ  ข้าคือดวงชีวิตของมวลชีวิต  และ  ข้าคือการบำเพ็ญเพียรของนักพรตทั้งหลาย

คำอธิบาย

พุณยะ  หมายความว่าสิ่งที่ไม่เน่าเปื่อย  พุณยะ  เป็นสิ่งเดิมแท้  ทุกสิ่งทุกอย่าง  ในโลกวัตถุนี้มีเชื้อกลิ่นหรือกลิ่นหอมโดยเฉพาะของมัน  ดังเช่นเชื้อกลิ่นหอมในดอกไม้  หรือในดิน  ในน้ำ  ในไฟ  ในลม  ฯลฯ  เชื้อกลิ่นที่บริสุทธิ์หรือกลิ่นเดิมแท้ที่ซึมซาบอยู่ในทุก  สิ่งทุกอย่างคือคริชณะ  ในทำนองเดียวกัน  ทุกสิ่งทุกอย่างมีรสเดิมแท้โดยเฉพาะของมัน  รสนี้สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการผสมกับสารเคมี  ฉะนั้น  ทุกสิ่งทุกอย่างในสภาพ  เดิมแท้จะมีกลิ่น  มีความหอม  และมีรสของมัน  วิบฺาวะสุ  หมายถึงไฟ  หากปราศจากไฟ  โรงงานอุตสาหกรรมจะดำเนินงานไม่ได้  และเราไม่สามารถปรุงอาหารได้เช่นกัน  ฯลฯ  ไฟนั้นคือคริชณะ  ความร้อนในไฟก็คือคริชณะ  ตามหลักเวชศาสตร์พระเวท  ท้อง  ผูกเนื่องมาจากอุณหภูมิในท้องต่ำ  ดังนั้น  แม้แต่การย่อยอาหารไฟยังเป็นสิ่งจำเป็น  ในคริชณะจิตสำนึกเราทราบดีว่าดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  และสารที่มีฤทธิ์ทุกชนิด  เคมีทั้งหมด  และ  ธาตุวัตถุทั้งหมดเนื่องมาจากคริชณะ  อายุขัยของชีวิตมนุษย์ก็เนื่องมาจากคริชณะเช่น  เดียวกัน  ด้วยพระกรุณาธิคุณของคริชณะทำให้มนุษย์มีอายุยืนหรือายุสั้นได้  ฉะนั้น  คริชณะจิตสำนึกจึงปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง

โศลก 10 (7.10)

บีจัม มาม สารวะ-บํูทานาม
วิดดิฺ พารทฺะ สะนาทะนัม

บุดดิฺร บุดดิฺมะทาม อัสมิ
เทจัส เทจัสวินาม อฮัม

บีจัม  -  เมล็ดพันธ์, มาม  -  ข้า, สารวะ  -  บํูทานาม -ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย, วิดดิฺ  -  พยายาม เข้าใจ, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, สะนาทะนัม  -  เดิมแท้ อมตะ, บุดดิฺฮ  -  ปัญญา, บุดดิฺ  -  มะทาม-ของปัญญา, อัสมิ  -  ข้าเป็น, เทจะฮ  -  พลังอำนาจ, เทจัสวินาม  -  ของผู้มี อำนาจ, อฮัม  -  ข้า

คำแปล

โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  จงรู้ว่าข้าคือเมล็ดพันธุ์แรกของสิ่งที่มีอยู่ทั้งหลาย  ข้าคือ  ปัญญาของผู้มีปัญญา  และข้าคือพลังอำนาจของผู้ที่มีอำนาจทั้งหลาย

คำอธิบาย

คาว่า  บีจัม  หมายถึงเมล็ดพันธ์  คริชณะทรงเป็นเมล็ดพันธุ์ของทุกสิ่งทุกอย่าง  มีสิ่งมีชีวิตต่าง  ๆ  ทั้งเคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่  นก  สัตว์  มนุษย์  และสัตว์อื่น  ๆ  อีกมากมาย  เป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่  อย่างไรก็ดี  ต้นไม้และไม้ล้มลุกอยูกับที่  ไม่เคลื่อนไหวไปที่อื่น  ทุก  ชีวิตอยู่ภายในขอบเขตของ  8,400,000  เผ่าพันธุ์  บ้างเคลื่อนที่และบ้างไม่เคลื่อนที่  ใน  ทุก  ๆ  กรณีเมล็ดพันธุ์ของชีวิตเหล่านั้นคือคริชณะ  ดังที่กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระเวท  ว่า  บระฮมัน  หรือสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดคือบุคคลที่ทุกสิ่งทุกอย่างได้ผลิออกมา  คริชณะคือ  พะระบระฮมัน  ดวงวิญญาณสูงสุด  บระฮมัน  ไร้รูปลักษณ์  และ  พะระ-  บระฮมัน  มีรูปลักษณ์  ภควัต-คีตา  ได้กล่าวว่า  บระฮมัน  ที่ไร้รูปลักษณ์สถิตย์อยู่ภายในรูป  ลักษณ์  ฉะนั้น  เดิมทีคริชณะทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง  พระองค์ทรงเป็น  ราก  ดังเช่นรากของต้นไม้บำรุงเลี้ยงต้นไม้ทั้งต้น  คริชณะทรงเป็นรากเดิมแท้ของสรรพ  สิ่ง  ทรงบำรุงเลี้ยงทุกสิ่งทุกอย่างในปรากฏการณ์ทางวัตถุนี้  ได้ยืนยันไว้ในวรรณกรรม  พระเวท  (คะทฺะ  อุพะนิชัด  2.2.13)  เช่นกันว่า

นิทโย นิทยานาม เชทะนัช เชทะนานาม
เอโค บะฮูนาม โย วิดะดฺาทิ คามาน

พระองค์ทรงเป็นปฐมองค์  อมตะองค์แรกในหมู่องค์อมตะทั้งหลาย  ทรงเป็นสิ่งมีชีวิต  สูงสุดของมวลชีวิต  และพระองค์เท่านั้นที่ทรงบำรุงเลี้ยงมวลชีวิต  เราไม่สามารถทำ  อะไรได้หากปราศจากปัญญา  คริชณะตรัสไว้เช่นกันว่าพระองค์ทรงเป็นรากของปัญญา  ทั้งหมด  นอกจากจะมีปัญญา  มิฉะนั้น  บุคคลจะไม่สามารถเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้า  องค์คริชณะได้

โศลก 11 (7.11)

บะลัม บะละวะทาม ชาฮัม
คามะ-รากะ-วิวารจิทัม

ดฺารมาวิรุดโดฺ บํูเทชุ
คาโม ´สมิ บฺะระทารชะบฺะ

บะลัม  -  พลัง, บะละ-วะทาม  -  ของคนแข็งแรง , ชะ  -  และ, อฮัม  -  ข้าเป็น, คามะ  -  ตัณหา, รากะ  -  และความยึดติด, วิวารจิทัม  -  ปราศจาก, ดฺารมะ-อวิรุดดฺะฮ  -  ไม่ผิดหลักธรรม ศาสนา, บํูเทชุ  -  ในมวลชีวิต, คามะฮ  -  ชีวิตเพศสัมพันธ์, อัสมิ  -  ข้าเป็น, บฺะระทะ-ริชะบฺะ  -  โอ้ เจ้าแห่งบฺาระทะ

คำแปล

ข้าคือพลังของคนแข็งแรง  ปราศจากตัณหาและความต้องการ  ข้าคือชีวิตเพศ  สัมพันธ์ที่ไม่ผิดหลักธรรมศาสนา  โอ้  เจ้าแห่งบฺาระทะ  (อารจุนะ)

คำอธิบาย

พลังของคนแข็งแรงควรมีไว้เพื่อใช้ปกป้องคนอ่อนแอ  ไม่ใช่ไปรุกรานก้าวร้าว  เพื่อประโยชน์ส่วนตัว  ในทำนองเดียวกัน  ชีวิตเพศสัมพันธ์ตามหลักศาสนา  (ดฺารมะ)  มีไว้  เพื่อให้กำเนิดบุตรธิดามิใช่เพื่อจุดมุ่งหมายอื่น  ดังนั้น  ความรับผิดชอบของผู้ปกครองคือ  ทำให้บุตรธิดาของตนมีคริชณะจิตสำนึก

โศลก 12 (7.12)

เย ไชวะ สาททวิคา บฺาวา
ราจะสาส ทามะสาส ชะ เย

มัททะ เอเวทิ ทาน วิดดิฺ
นะ ทุ อฮัม เทชุ เท มะยิ

เย  -  ทั้งหมดซึ่ง, ชะ  -  และ, เอวะ  -  แน่นอน, สาททวิคาฮ  -  ในความดี, บฺาวาฮ  -  ระดับของ ชีวิต, ราจะสาฮ  -  ในระดับแห่งตัณหา, ทามะสาฮ  -  ในระดับแห่งอวิชชา, ชะ  -  เช่นกัน, เย  -  ทั้งหมดซึ่ง, มัททะฮ -จากข้า, เอวะ  -  แน่นอน, อิทิ  -  ดังนั้น, ทาน  -  พวกเขา, วิดดิฺ  -  พยายาม รู้, นะ  -  ไม่, ทุ  -  แต่, อฮัม  -  ข้า, เทชุ  -  ในพวกเขา, เท  -  พวกเขา, มะยิ  -  ในข้า

คำแปล

จงรู้ไว้ว่าระดับแห่งชีวิตทั้งหมด  -ไม่ว่าจะเป็นความดี  ตัณหา  หรืออวิชชา-  ปรากฏ  ออกมาด้วยพลังของข้า  ด้านหนึ่ง  ข้าคือทุกสิ่งทุกอย่าง  แต่ข้าก็เป็นอิสระ  ข้ามิได้  อยู่ภายใต้ระดับของธรรมชาติวัตถุ  ตรงกันข้ามธรรมชาติวัตถุอยู่ภายในข้า

คำอธิบาย

กิจกรรมวัตถุทั้งหมดในโลกอยู่ภายใต้การกำกับของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  แม้ว่าระดับแห่งธรรมชาติวัตถุเหล่านี้ออกมาจากองค์ภควานคริชณะ  พระองค์ทรงมิได้อยู่ภาย  ใต้อำนาจของธรรมชาติวัตถุ  ตัวอย่างเช่น  เราอาจถูกลงโทษภายใต้กฎของรัฐ  แต่กษัตริย์ผู้  ออกกฎหมายทรงมิได้อยู่ภายใต้กฎหมายนั้น  ๆ  ในทำนองเดียวกัน  ระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  ทั้งหลาย  เช่น  ความดี  ตัณหา  และอวิชชา  ทั้งหมดออกมาจากองค์ภควานคริชณะ  แต่คริชณะ  ทรงมิได้อยู่ภายใต้ธรรมชาติวัตถุ  ฉะนั้น  พระองค์ทรงเป็น  นิรกุณะ  หมายความว่า  กุณะ  หรือ  ระดับเหล่านี้แม้ออกมาจากพระองค์  แต่จะไม่มีผลกระทบต่อพระองค์  นี่คือหนึ่งในลักษณะ  พิเศษขององค์ภควาน  หรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า

โศลก 13 (7.13)

ทริบิฺร กุณะ-มะไยฮ บฺาไวร
เอบิฺฮ สารวัม อิดัม จะกัท

โมฮิทัม นาบิฺจานาทิ
มาม เอบฺยะฮ พะรัม อัพยะยัม

ทริบิฺฮ  -  สาม, กุณะ-มะไยฮ  -  ประกอบด้วยกุณะ, บฺาไวฮ  -  โดยระดับของชีวิต, เอบิฺฮ  -  ทั้งหมดนี้, สารวัม  -  ทั้งหมด, อิดัม  -  นี้, จะกัท  -  จักรวาล, โมฮิทัม  -  ความหลง, นะ อบิฺจา นาทิ  -  ไม่รู้, มาม  -  ข้า, เอบฺยะฮ  -  เหนือสิ่งเหล่านี้, พะรัม  -  สูงสุด, อัพยะยัม  -  ไม่สิ้นสุด

คำแปล

ลุ่มหลงอยู่ในสามระดับ  (ความดี  ตัณหา  และอวิชชา)  โลกทั้งโลกไม่รู้จักข้า  ผู้ซึ่ง  อยู่เหนือสามระดับและไม่มีวันสิ้นสุด

คำอธิบาย

ทั่วทั้งโลกหลงอยู่ในเสน่ห์ของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  พวกที่สับสนอยู่ใน  สามระดับนี้ไม่สามารถเข้าใจว่า  เหนือกว่าธรรมชาติวัตถุนี้คือองค์ภควานคริชณะ

ทุก  ๆ  ชีวิตที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติวัตถุ  มีกิจกรรมทางร่างกาย  จิตใจ  และชีววิทยา  โดยเฉพาะของตน  มีมนุษย์สี่ประเภทดำเนินอยู่ในธรรมชาติวัตถุสามระดับ  พวกที่อยู่  ในระดับความดีบริสุทธิ์เรียกว่า  บราฮมะณะ  พวกที่อยู่ในระดับตัณหาบริสุทธิ์เรียกว่า  คชัทริยะ  พวกที่อยู่ทั้งในตัณหาและอวิชชาเรียกว่า  ไวชยะ  พวกที่อยู่ในอวิชชาล้วน  ๆ  เรียกว่า  ชูดระ  และพวกที่ต่ำกว่านี้คือสัตว์เดรัจฉาน  อย่างไรก็ดี  ชื่อระบุเหล่านี้ไม่ถาวร  เราอาจเป็น  บราฮมะณะ,  คชัทริยะ,  ไวชยะ  หรืออะไรก็ได้  ไม่ว่าในกรณีใดชีวิตนี้ไม่  ถาวร  แต่ถึงแม้ว่าชีวิตไม่ถาวรและเราไม่รู้ว่าจะไปเป็นอะไรในชาติหน้า  ด้วยมนต์สะกด  ของพลังแห่งความหลงนี้  ทำให้เราพิจารณาตัวเราตามแนวคิดแห่งชีวิตทางร่างกาย  ดัง  นั้น  จึงคิดว่าเราเป็นคนอเมริกัน  คนอินเดีย  คนรัสเซีย  หรือเป็น  บราฮมะณะ  เป็นชาวฮินดู  เป็นชาวมุสลิม  ฯลฯ  และถ้าหากว่าถูกพันธนาการอยู่ในสามระดับของธรรมชาติวัตถุ  เราก็ลืมบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้ทรงอยู่เบื้องหลังระดับต่าง  ๆ  เหล่านี้  ฉะนั้น  องค์  ชรีคริชณะตรัสว่าสิ่งมีชีวิตที่หลงอยู่ในสามระดับแห่งธรรมชาติจะไม่เข้าใจว่าเบื้องหลัง  ฉากวัตถุคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า

มีสิ่งมีชีวิตต่าง  ๆ  มากมายเช่น  มนุษย์  เทวดา  สัตว์เดรัจฉาน  ฯลฯ  แต่ละชีวิต  อยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติวัตถุ  และทั้งหมดได้ลืมบุคลิกภาพแห่งพระเจ้าผู้ทรง  เป็นทิพย์  พวกที่อยู่ระดับตัณหาและอวิชชา  และแม้แต่พวกที่อยู่ในระดับความดีจะไม่  สามารถไปสูงกว่าแนวความคิดแห่งสัจธรรม  บระฮมัน  ที่ไร้รูปลักษณ์  พวกเขาสับสนเมื่อ  ทราบว่าองค์ภควานในบุคลิกลักษณะส่วนพระองค์ประกอบไปด้วย  ความสง่างาม  ความ  มั่งคั่ง  ความรู้  พลังอำนาจ  ชื่อเสียง  และความเสียสละทั้งหมด  ในเมื่อแม้แต่พวกที่อยู่  ในความดียังไม่สามารถเข้าใจพระองค์  แล้วพวกที่อยู่ในตัณหาและอวิชชาจะมีความหวัง  อะไร  คริชณะจิตสำนึกเป็นทิพย์เหนือสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุเหล่านี้  พวกที่สถิตย์  อย่างแท้จริงในคริชณะจิตสำนึกเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างแท้จริง

โศลก 14 (7.14)

ไดวี ฮิ เอชา กุณะ-มะยี
มะมะ มายา ดุรัทยะยา

มาม เอวะ เย พระพัดยันเท
มายาม เอทาม ทะรันทิ เท

ไดวี  -  ทิพย์, ฮิ  -  แน่นอน, เอชา  -  นี้,กุณะ  -  มะยี  -  ประกอบด้วยสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ, มะมะ  -  ของข้า, มายา  -  พลังงาน, ดุรัทยะยา  -  ข้ามพ้นได้ยากมาก, มาม  -  แด่ข้า, เอวะ  -  แน่นอน, เย  -  พวกซึ่ง, พระพัดยันเท  -  ศิโรราบ, มายาม เอทาม  -  พลังงานแห่งความหลงนี้, ทะรันทิ-ชัยชนะ, เท  -  พวกเขา

คำแปล

พลังทิพย์ของข้านี้ประกอบด้วยสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุซึ่งเอาชนะได้ยาก  แต่พวกที่ศิโรราบต่อข้า  สามารถข้ามพ้นไปได้โดยง่ายดาย

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงมีพลังงานมากมายและพลังงานทั้งหมดนี้เป็นทิพย์  สิ่งมีชีวิต  เป็นส่วนหนึ่งของพลังงานของพระองค์  ดังนั้น  จึงเป็นทิพย์  แต่เนื่องจากมาสัมผัสกับ  พลังงานวัตถุ  พลังงานเบื้องสูงเดิมแท้ของพวกเขาจึงถูกปกคลุม  จากการถูกปกคลุม  ด้วยพลังงานวัตถุจึงทำให้ไม่สามารถเอาชนะอิทธิพลของมันได้  ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  ว่าทั้งธรรมชาติวัตถุและธรรมชาติทิพย์ที่ออกมาจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเป็น  อมตะ  สิ่งมีชีวิตอยู่ในธรรมชาติอมตะที่สูงกว่าขององค์ภควาน  แต่เนื่องมาจากมลทินแห่ง  ธรรมชาติวัตถุที่ต่ำกว่า  ความหลงของพวกเขาจึงเป็นอมตะเช่นเดียวกัน  ฉะนั้น  สภาวะ  ของดวงวิญญาณจึงถูกเรียกว่า  นิทยะ-บัดดฺะ  หรืออยู่ในสภาวะอมตะ  ไม่มีผู้ใดสามารถ  ย้อนรอยประวัติศาสตร์ว่าตนเองมาอยู่ในสภาวะนี้วันที่เท่าไรในประวัติศาสตร์ทางวัตถุ  ด้วยเหตุนี้การที่จะหลุดพ้นจากเงื้อมมือของธรรมชาติวัตถุจึงเป็นสิ่งที่ยากมาก  แม้ว่า  ธรรมชาติวัตถุเป็นพลังงานที่ต่ำกว่าเพราะว่าในที่สุดพลังงานวัตถุที่ถูกกำกับโดยความ  ปรารถนาสูงสุดขององค์ภควาน  ซึ่งสิ่งมีชีวิตไม่สามารถเอาชนะได้  คำจำกัดความของ  ธรรมชาติวัตถุที่ต่ำกว่าได้ให้ไว้  ณ  ที่นี้  ว่าเป็นธรรมชาติทิพย์เนื่องจากการเชื่อมสัมพันธ์  และการเคลื่อนไหวทิพย์จากความปรารถนาขององค์ภควาน  ธรรมชาติวัตถุแม้จะต่ำ  กว่า  แต่ถูกกำกับด้วยความปรารถนาทิพย์  ปฏิบัติตนอย่างน่าอัศจรรย์ในการสร้างและ  การทำลายของปรากฏการณ์แห่งจักรวาล  คัมภีร์พระเวทได้ยืนยันไว้ดังนี้  มายาม  ทุ  พระคริทิม  วิดยาน  มายินัม  ทุ  มะเฮชวะรัม  “แม้ว่ามายา  (ความหลง)  จะผิดหรือไม่ถาวร  เบื้องหลังฉากของ  มายา  คือนักมายากลสูงสุดองค์ภควานผู้ทรงเป็น  มะเฮชวะระ  หรือผู้  ควบคุมสูงสุด”  (ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  4.10)

อีกความหมายหนึ่งของ  กุณะ  คือเชือก  เข้าใจว่าพันธวิญญาณถูกมัดอย่างแน่น  หนาด้วยเชือกแห่งความหลง  คนที่ถูกมัดมือมัดเท้าไม่สามารถช่วยตนเองเป็นอิสระได้  จำต้องให้คนที่เป็นอิสระช่วย  เพราะว่าคนถูกมัดไม่สามารถช่วยคนถูกมัดได้  คนที่มาช่วย  จะต้องเป็นอิสรเสรี  ไม่ถูกมัด  ฉะนั้น  ชรีคริชณะหรือพระอาจารย์ทิพย์ผู้แทนของพระองค์  ที่เชื่อถือได้เท่านั้น  จึงสามารถปลดแอกพันธวิญญาณได้  ปราศจากการช่วยเหลือจาก  ระดับสูงเช่นนี้  เราไม่สามารถเป็นอิสระจากพันธนาการแห่งธรรมชาติวัตถุ  การอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้หรือคริชณะจิตสำนึกสามารถช่วยเราให้ได้รับเสรีภาพเช่นนี้  คริชณะ  ทรงเป็นเจ้าแห่งพลังงานแห่งความหลง  ทรงสามารถสั่งพลังงานที่ข้ามพ้นไม่ได้นี้ให้  ปลดเปลื้องพันธวิญญาณ  คริชณะทรงสั่งให้ปลดปล่อยดวงวิญญาณที่ศิโรราบด้วยพระ  เมตตาอันหาที่สุดมิได้  และจากความรักที่มีต่อสิ่งมีชีวิตดุจบิดารักบุตร  ซึ่งเดิมทีเป็น  บุตรที่รักของพระองค์  ฉะนั้น  การศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวของคริชณะจึงเป็นวิถี  ทางเดียวที่จะทำให้เราเป็นอิสระจากเงื้อมมือของธรรมชาติวัตถุอันเหนี่ยวแน่นนี้

คำว่า  มาม  เอวะ  มีความสำคัญเช่นเดียวกัน  มาม  หมายความว่าแด่คริชณะ  (วิชณุ)  เท่านั้น  ไม่ใช่แด่พระพรหมหรือพระศิวะ  ถึงแม้ว่าพระพรหมและพระศิวะจะ  มีความเจริญมากจนเกือบถึงระดับของพระวิชณุ  เป็นไปไม่ได้ที่อวตารแห่ง  ระโจ-กุณะ  (ตัณหา)  และทะโม-กุณะ  (อวิชชา)  จะปลดเปลื้องพันธวิญญาณจากเงื้อมมือของมายา  อีก  นัยหนึ่ง  ทั้งพระพรหมและพระศิวะก็ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของ  มายา  พระวิชณุเท่านั้นที่ทรง  เป็นเจ้านายของ  มายา  ฉะนั้น  พระวิชณุเพียงองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงสามารถปลดเปลื้อง  พันธวิญญาณ  คัมภีร์พระเวท  (ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  3.8)  ยืนยันเช่นนี้ในวลี  ทัม  เอวะ  วิดิทวา  หรือ  “อิสรภาพเป็นไปได้จากการเข้าใจคริชณะเท่านั้น”  แม้พระศิวะทรงยืนยันว่า  ความหลุดพ้นสามารถบรรลุได้ด้วยพระเมตตาของพระวิชณุเท่านั้น  พระศิวะตรัสว่า  มุคทิ-  พระดาทา  สารเวชาม  วิชณุร  เอวะ  นะ  สัมชะยะฮ  “ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าพระวิชณุทรงเป็นผู้  ให้ความหลุดพ้นสำหรับทุก  ๆ  ชีวิต”

โศลก 15 (7.15)

นะ มาม ดุชคริทิโน มูดฺาฮ
พระพัดยันเท นะราดฺะมาฮ

มายะยาพะฮริทะ-กยานา
อาสุรัม บฺาวัม อาชริทาฮ

นะ  -  ไม่, มาม  -  แด่ข้า, ดุชคริทินะฮ  -  คนสารเลว, มูดฺาฮ  -  โง่, พระพัดยันเท  -  ศิโรราบ, นะระ- อดะมาฮ  -  ต่ำสุดในหมู่มนุษย์, มายะยา  -  ด้วยพลังแห่งความหลง, อพะฮริทะ  -  ถูกขโมยไป, กยานาฮ  -  ความรู้ของเขา, อาสุรัม  -  มาร, บฺาวัม  -  ธรรมชาติ, อาชริทาฮ  -  รับเอา

คำแปล

พวกที่โง่เขลามาก  ต่ำสุดในหมู่มนุษย์  ถูกความหลงขโมยเอาความรู้ไป  และเป็นผู้  มีส่วนร่วมกับธรรมชาติมารที่ไม่เชื่อในองค์ภควาน  จะไม่ศิโรราบต่อข้า

คำอธิบาย

ได้กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  ว่าเพียงแต่ศิโรราบตนเองต่อพระบาทรูปดอกบัวของ  องค์ภควานคริชณะ  เราสามารถข้ามพ้นกฎเกณฑ์อันเข้มงวดของธรรมชาติวัตถุได้  ตรงนี้  ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า  แล้วพวกนักปราชญ์ที่มีการศึกษา  นักวิทยาศาสตร์  นักธุรกิจ  นักบริหาร  และผู้นำของคนโดยทั่วไป  ทำไมจึงไม่ศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวของชรี  คริชณะ  องค์ภควานผู้ทรงมีพลังอำนาจทั้งปวง?  มุคทิ  หรือความมีอิสรภาพจากกฎแห่ง  ธรรมชาติวัตถุเป็นสิ่งที่ผู้นำแห่งมนุษยชาติเสาะแสวงหาด้วยวิธีต่าง  ๆ  ด้วยแผนการอัน  ยิ่งใหญ่  และด้วยความอุตสาหะพยายามเป็นเวลาหลายต่อหลายปีและหลายต่อหลาย  ชาติ  หากว่าความมีอิสรภาพหลุดพ้นเป็นไปได้ด้วยเพียงแต่ศิโรราบต่อพระบาทรูป  ดอกบัวขององค์ภควาน  แล้วทำไมผู้นำที่มีสติปัญญาและทำงานหนักเหล่านี้ไม่ยอมรับ  วิธีปฏิบัติที่ง่ายดายเช่นนี้?

คีตา  ตอบคำถามนี้อย่างเปิดเผยว่า  ผู้นำสังคมที่มีความรู้จริง  เช่น  พระพรหม  พระศิวะ  คะพิละ  สี่คุมาระ  มะนุ  วิยาสะ  เดวะละ  อสิทะ  จะนะคะ  พระฮลาดะ  บะลิ  และ  ต่อมา  มัดฮวาชารยะ  รามานุจาชารยะ  ชรี  เชธันญะ  และผู้อื่นอีกมากมายที่เป็นนัก  ปราชญ์  นักการเมือง  นักวิชาการ  นักวิทยาศาสตร์  ฯลฯ  ที่มีความซื่อสัตย์จะศิโรราบ  ต่อพระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควานผู้ทรงมีอำนาจทั้งปวงที่เชื่อถือได้  พวกที่ไม่ใช่นัก  ปราชญ์  นักวิทยาศาสตร์  นักวิชาการ  และนักบริหาร  ฯลฯ  ที่แท้จริง  แต่อวดอ้างตนเอง  ว่าเป็นบุคคลเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุจะไม่ยอมรับแผนหรือวิธีขององค์ภควาน  พวกเขาไม่มีความคิดเกี่ยวกับองค์ภควาน  เพียงแต่ผลิตแผนการทางโลกของตนเองและ  ต่อมาก็สับสนอยู่กับปัญหาความเป็นอยู่ทางวัตถุ  ในความพยายามที่จะแก้ปัญหาและไม่  ประสบความสำเร็จ  เพราะว่าพลังงาน  (ธรรมชาติ)  วัตถุมีพลังอำนาจมาก  สามารถต้าน  แผนที่เชื่อถือไม่ได้ของผู้ที่ไม่เชื่อในองค์ภควาน  และปิดกั้นความรู้ของ  “คณะกรรมการ  วางแผน”

นักวางแผนผู้ไม่เชื่อในองค์ภควาน  อธิบายไว้  ณ  ที่นี้ด้วยคำ  ดุชคริทินะฮ  หรือ  “คน  สารเลว”  คริที  หมายความถึงผู้ทำงานการกุศล  นักวางแผนผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานบางครั้งมี  ความฉลาดมากและมีใจกุศลเช่นกัน  เพราะว่าแผนงานใหญ่ใด  ๆ  ไม่ว่าจะดีหรือเลวต้องใช้  ปัญญาในการปฏิบัติ  แต่เนื่องจากสมองของผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานได้ถูกใช้ไปอย่างไม่  เหมาะสมในการต่อต้านแผนของพระองค์  นักวางแผนผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานจึงถูกเรียก  ว่า  ดุชคริที  ซึ่งแสดงว่าปัญญาและความพยายามถูกนำไปในทางที่ผิด

ใน  คีตา  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  พลังงานวัตถุดำเนินไปภายใต้คำสั่งขององค์  ภควานอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีอำนาจที่เป็นอิสระ  จึงดำเนินไปเหมือนเงาที่เคลื่อนตาม  การเคลื่อนไหวของตัวจริง  ถึงกระนั้น  พลังงานวัตถุก็มีพลังอำนาจมากและผู้ไม่เชื่อใน  องค์ภควานอันเนื่องมาจากอารมณ์ที่เห็นว่าไม่มีองค์ภควานจึงไม่สามารถรู้ว่ามันดำเนิน  ไปอย่างไร  และไม่สามารถรู้ถึงแผนของพระองค์  ภายใต้ความหลงและภายใต้ระดับ  ตัณหาและอวิชชา  แผนของเขาทั้งหมดจึงล้มเหลว  ดังเช่นกรณีของ  ฮิรัณยะคะชิพุ  และ  ราวะณะ  ที่แผนการถูกทำลายเป็นผุยผง  ถึงแม้ว่าทั้งสองเป็นผู้ที่มีความรู้ทางวัตถุสูง  เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์  นักปราชญ์  นักบริหาร  และนักวิชาการ  ดุชคริทินะ  หรือคน  สารเลวเหล่านี้มีอยู่สี่รูปแบบดังจะอธิบายต่อไปนี้

(1)  มุดฺะ  คือพวกที่โง่มากเหมือนกับสัตว์เดรัจฉานที่แบกภาระทำงานหนัก  พวกนี้ต้องการหาความสุขกับผลจากแรงงานของตน  ดังนั้น  จึงไม่ต้องการมีส่วนร่วมกับ  พระองค์  ตัวอย่างที่เห็นกันอยู่ทั่วไปของสัตว์ที่แบกภาระหนักคือลา  สัตว์ผู้ถ่อมตนตัวนี้  ถูกเจ้านายใช้งานอย่างหนักมาก  เจ้าลาไม่รู้อย่างแท้จริงว่าตัวมันทำงานหนักทั้งวันทั้ง  คืนเพื่อใคร  มันรู้สึกอิ่มใจจากการได้หญ้ามาหนึ่งกำที่ป้อนลงไปในท้อง  นอนสักพักหนึ่ง  ภายใต้ความกลัวที่จะถูกเจ้านายเฆี่ยน  และพอใจกับเพศสัมพันธ์ภายใต้ความเสี่ยงที่จะ  ถูกเพศตรงข้ามเตะซ้ำแล้วซ้ำอีก  บางครั้งเจ้าลาร้องเพลงเป็นบทกวีและปรัชญา  เสียง  โอดครวญเช่นนี้ได้แต่รบกวนผู้อื่นเท่านั้น  นี่คือตัวอย่างของคนโง่ที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์  ส่วนตัว  โดยไม่รู้ว่าควรทำงานเพื่อใคร  และไม่รู้ว่า  คารมะ  (กรรม)  ทำไปเพื่อ  ยะกยะ  (การบูชา)

พวกที่ทำงานหนักทั้งวันทั้งคืนเพื่อสะสางภาระหน้าที่ที่ตนเองสร้างขึ้นมา  จะ  กล่าวว่า  ไม่มีเวลามาสดับฟังเกี่ยวกับความเป็นอมตะของสิ่งมีชีวิต  สำหรับพวก  มูดฺะ  ผล  ประโยชน์ทางวัตถุซึ่งในที่สุดจะสูญสลาย  เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต  ถึงแม้ว่าพวก  มูดฺะ  ได้รับความสุขน้อยมากจากผลแห่งแรงงานของตน  บางครั้งพวกนี้อดหลับอดนอนทั้งวัน  ทั้งคืนเพื่อผลกำไร  แม้จะเป็นโรคกระเพาะหรือท้องอืดเฟ้อก็ยังพึงพอใจกับการที่ไม่รับ  ประทานอาหาร  และได้แต่ซึมซาบอยู่กับการทำงานทั้งวันทั้งคืนเพื่อประโยชน์ของพวก  เจ้านายที่ลวงตา  อยู่ในอวิชชาเกี่ยวกับเจ้านายที่แท้จริงของตนเอง  คนงานหน้าโง่เหล่านี้  เสียเวลาอันมีค่าไปรับใช้ทรัพย์ศฤงคาร  ด้วยความอับโชคจึงไม่เคยศิโรราบต่อเจ้านาย  สูงสุดของเจ้านายทั้งหลายและไม่เคยให้เวลาในการสดับฟังเกี่ยวกับองค์ภควานจาก  แหล่งที่ถูกต้อง  สุกรที่กินอุจจาระไม่ใยดีที่จะยอมรับอาหารอันหวานฉ่ำที่ทำจากน้ำตาล  และเนยใส  ในทำนองเดียวกัน  กรรมกรผู้โง่เขลาจะฟังข่าวเพื่อความสุขทางประสาท  สัมผัสแห่งโลกวัตถุต่อไปโดยไม่รู้จักเบื่อ  แต่มีเวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อสดับฟังเกี่ยวกับสิ่ง  มีชีวิตอมตะที่เป็นผู้เคลื่อนไหวโลกวัตถุ

(2)  ดุชคริที  หรือคนสารเลวอีกระดับหนึ่งเรียกว่า  นะราดฺะมะ  หรือต่ำสุดของ  มนุษยชาติ  นะระ  แปลว่ามนุษย์และ  อดฺะมะ  แปลว่าต่ำสุด  จาก  8,400,000  เผ่าพันธุ์  ของสิ่งมีชีวิต  มีอยู่  400,000  ที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์  จากนี้มีรูปแบบที่ต่ำกว่าชีวิตมนุษย์  มากมายซึ่งส่วนใหญ่ไม่เจริญ  มุนษย์ที่เจริญแล้วเป็นพวกที่มีหลักศีลธรรมของสังคม  การเมือง  และชีวิตทางศาสนา  พวกที่พัฒนาทางสังคม  และการเมือง  แต่ไม่มีหลักศาสนา  ต้องพิจารณาว่าเป็น  นะราดฺะมะ  หรือว่าศาสนาที่ไม่มีองค์ภควาน  เพราะว่าจุดมุ่งหมาย  ในการปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาก็เพื่อให้รู้ถึงสัจธรรมสูงสุดและความสัมพันธ์  ระหว่างมนุษย์กับพระองค์  ใน  คีตา  องค์ภควานทรงกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  ไม่มีผู้ที่มี  อำนาจเชื่อถือได้ผู้ใดที่เหนือไปกว่าพระองค์  องค์ภควานคือสัจธรรมสูงสุด  รูปลักษณ์  ที่เจริญแล้วของชีวิตมนุษย์มีไว้เพื่อฟื้นฟูจิตสำนึกที่สูญหายไปของมนุษย์ในความสัมพันธ์  นิรันดรกับสัจธรรมสูงสุด  องค์ภควานชรีคริชณะผู้ทรงมีพลังอำนาจทั้งปวง  ผู้ใดที่สูญเสีย  โอกาสนี้จัดอยู่ในจำพวก  นะราดฺะมะ  เราได้ข้อมูลจากพระคัมภีร์ที่เปิดเผยว่า  เมื่อทารก  น้อยอยู่ในครรภ์มารดา  (สภาวะที่อึดอัดมาก)  เขาจะสวดมนต์ภาวนาต่อองค์ภควานเพื่อ  ช่วยจัดส่งให้ออกมา  และสัญญาว่าทันทีที่ออกมาจะบูชาแต่พระองค์เท่านั้น  การสวด  มนต์ภาวนาถึงองค์ภควานเมื่ออยู่ในสภาวะคับขันเป็นสัญชาตญาณธรรมชาติของทุก  ๆ  ชีวิตเพราะมีความสัมพันธ์นิรันดรกับพระองค์  แต่หลังจากคลอดออกมาแล้ว  เด็กคนนี้  ก็ลืมความยากลำบากแห่งการเกิด  และลืมทั้งผู้คลอด  เนื่องด้วยอิทธิพลของมายา  หรือ  พลังแห่งความหลง

เป็นหน้าที่ของผู้ดูแลเด็กที่จะฟื้นฟูจิตสำนึกแห่งองค์ภควานที่มีอยู่ลึก  ๆ  ภายใน  ตัวเขา  พิธีปฏิรูปสิบวิธีที่ได้กล่าวไว้ใน  มะนุ-สัมริทิ  เป็นแนวทางหลักศาสนาเพื่อฟื้น  จิตสำนึกแห่งองค์ภควานในระบบของ  วารณาชระมะ  อย่างไรก็ดี  ไม่มีวิธีใดที่ปฏิบัติ  ตามกันอย่างเคร่งครัด  ไม่ว่าส่วนไหนของโลกในปัจจุบันนี้  ดังนั้น  99.9  เปอร์เซ็นต์ของ  ประชากรเป็น  นะราดฺะมะ

เมื่อประชากรทั้งหมดเป็น  นะราดฺะมะ  โดยธรรมชาติสิ่งที่เรียกว่าการศึกษาของ  พวกเขาทั้งหมดเป็นโมฆะด้วยพลังงานที่มีอำนาจทั้งหมดของธรรมชาติวัตถุตามมาตรฐาน  ของ  คีตา  ผู้ที่มีความรู้คือผู้ที่เห็นด้วยความเสมอภาคไม่ว่าจะเป็น  บราฮมะณะ  ผู้คงแก่  เรียน  สุนัข  วัว  ช้าง  และคนกินสุนัข  นั่นคือวิสัยทัศน์ของสาวกที่แท้จริง  ชรี  นิทยานันดะ  พระบํุ  ผู้ทรงเป็นอวตารขององค์ภควานในรูปของพระอาจารย์ทิพย์  ทรงจัดส่ง  นะราดฺะมะ  ตัวอย่าง  คือ  สองพี่น้องจะกายและมาดฺาย  และทรงแสดงให้เห็นถึงพระเมตตาที่แท้จริงของ  สาวกที่มีต่อผู้ที่ต่ำสุดแห่งมนุษยชาติ  ดังนั้น  นะราดฺะมะ  ที่ถูกองค์ภควานลงโทษสามารถ  ฟื้นฟูจิตสำนึกทิพย์ของตนขึ้นอีกครั้งหนึ่งด้วยพระเมตตาของสาวกเท่านั้น

ในการเผยแพร่  บฺากะวะทะ-ดฺารมะ  หรือกิจกรรมของสาวก  ชรี  เชธันญะ  มะฮาพระบํุทรงแนะนำให้ผู้คนสดับฟังสาส์นขององค์ภควานอย่างยอมจำนน  เนื้อหาสาระ  ของสาส์นนี้คือ  ภควัต-คีตา  ผู้ต่ำสุดในหมู่มนุษย์สามารถได้รับการจัดส่งด้วยวิธีการสดับ  ฟังแบบยอมจำนนเท่านั้น  แต่อับโชคที่พวกเขายังปฏิเสธในการรับฟังสาส์นเหล่านี้  จึงไม่  ต้องพูดถึงการศิโรราบต่อความปรารถนาขององค์ภควาน  นะราดฺะมะ  หรือผู้ต่ำสุดแห่ง  มนุษยชาติจะปฏิเสธอย่างเต็มที่เกี่ยวกับหน้าที่ที่สำคัญของมนุษย์

(3)  ดุชคริที  ระดับต่อไปเรียกว่า  มายะยาพะฮริทะ-กยานาฮ  หรือพวกที่ความ  รู้อันสูงส่งของพวกเขาใช้ประโยชน์ไม่ได้ด้วยอิทธิพลของพลังงานแห่งความหลงทางวัตถุ  พวกนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้มาก  เช่น  นักปราชญ์  นักกวี  บัณฑิต  นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่ง  ใหญ่ทั้งหลาย  ฯลฯ  แต่ถูกพลังงานแห่งความหลงนำไปในทางที่ผิด  ดังนั้น  พวกเขาจึงไม่  เชื่อฟังองค์ภควาน

มี  มายะยาพะฮริทะ-กยานาฮ  จำนวนมากในปัจจุบัน  แม้ในหมู่นักวิชาการแห่ง  ภควัต-คีตา  เอง  ใน  คีตา  ด้วยภาษาที่เรียบง่าย  ได้กล่าวไว้ว่าชรีคริชณะคือองค์ภควาน  ไม่มีผู้ใดเทียบเท่าหรือยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์  ทรงเป็นพระบิดาของพระพรหม  ผู้ที่เป็น  พระบิดาองค์แรกของมนุษย์ทั้งหลาย  อันที่จริงได้กล่าวไว้ว่าชรีคริชณะทรงมิใช่เป็นเพียง  พระบิดาของพระพรหมเท่านั้น  แต่ยังเป็นพระบิดาของเผ่าพันธุ์ชีวิตทั้งหมด  ทรงเป็นราก  ของ  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์และ  พะระมาทมา  หรืออภิวิญญาณในทุก  ๆ  ชีวิต  ซึ่งเป็น  ส่วนที่แบ่งแยกออกมาจากพระองค์  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง  และได้แนะนำไว้ว่าทุกคนควรศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวของคริชณะ  ถึงแม้จะมี  ข้อความที่ชัดเจนทั้งหมดนี้  พวก  มายะยาพะฮริทะ-กยานาฮ  ยังเย้ยหยันบุคลิกภาพแห่ง  องค์ภควาน  และพิจารณาว่าพระองค์ทรงเป็นเพียงมนุษย์อีกคนหนึ่งเท่านั้น  โดยไม่รู้ว่า  รูปร่างมนุษย์ที่ได้รับพรมานี้  ออกแบบมาจากรูปร่างลักษณะทิพย์อันเป็นอมตะขององค์  ภควาน

การตีความที่เชื่อถือไม่ได้ทั้งหลายของ  คีตา  โดยกลุ่ม  มายะยาพะฮริทะ-  กยานาฮ  ซึ่งอยู่นอกบทบัญญัติของระบบ  พะรัมพะรา  จะเป็นอุปสรรคมากบนหนทาง  แห่งความเข้าใจในวิถีทิพย์  ผู้ตีความที่อยู่ในความหลงจะไม่ศิโรราบต่อพระบาทรูป  ดอกบัวของชรีคริชณะ  และพวกเขาจะไม่สอนผู้อื่นให้ปฏิบัติตามหลักธรรมนี้

(4)  ดุชคริที  ระดับสุดท้ายเรียกว่า  อาสุรัม  บฺาวัม  อาชริทาฮ  หรือพวกที่มีหลักอธรรม  หรือหลักมาร  พวกนี้ไม่เชื่อในองค์ภควานอย่างเปิดเผย  บางคนเถียงว่าองค์ภควานไม่สามารถ  เสด็จลงมาโลกวัตถุนี้ได้  แต่ก็ไม่สามารถให้เหตุผลอย่างเป็นรูปธรรมว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  และมีบางคนคิดว่าพระองค์ทรงด้อยกว่าลักษณะที่ไร้รูปลักษณ์  ถึงแม้ได้ประกาศไว้ใน  คีตา  อย่างตรงกันข้าม  ด้วยความอิจฉาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้ไม่เชื่อองค์ภควานจะเสนอ  อวตารตัวปลอมจำนวนมากมายที่ผลิตขึ้นในโรงงานสมองของตนเอง  บุคคลเหล่านี้ที่หลัก  การของชีวิตชอบประณามองค์ภควาน  และไม่ศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวของชรีคริชณะ

ชรี  ยามุนาชารยะ  อัลบันดะรุแห่งอินเดียตอนใต้กล่าวว่า  “โอ้องค์ภควานของ  ข้า!  บุคคลที่ไปยุ่งเกี่ยวกับหลักการของพวกไม่เชื่อในองค์ภควานไม่สามารถรู้ถึงพระองค์  แม้คุณสมบัติ  รูปลักษณ์  และกิจกรรมอันไม่ธรรมดาของพระองค์  ถึงแม้ว่า  บุคลิกภาพ  ของพระองค์ได้รับการยืนยันไว้โดยพระคัมภีร์ที่เปิดเผยทั้งหลายในคุณลักษณะแห่ง  ความดี  ถึงแม้เป็นที่ยอมรับโดยผู้มีอำนาจเชื่อถือได้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในความรู้แห่ง  ศาสตร์ทิพย์อันลึกซึ้ง  และสถิตอยู่ในคุณสมบัติแห่งเทพ”

ฉะนั้น  (1)  บุคคลที่โง่มาก  (2)  ผู้ต่ำสุดในหมู่มนุษย์  (3)  นักคาดคะเนที่อยู่ใน  ความหลง  และ  (4)  ผู้ประกาศว่าตนเองไม่เชื่อในองค์ภควาน  ที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้จะ  ไม่มีวันศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควาน  แม้จะได้รับการแนะนำจากพระ  คัมภีร์  และผู้ที่เชื่อถือได้ทั้งหลาย

โศลก 16 (7.16)

ชะทุร-วิดฺา บฺะจันเท มาม
จะนาฮ สุคริทิโน ´รจุนะ

อารโท จิกยาสุร อารทฺาทีฺ
กยานี ชะ บฺะระทารชะบฺะ

ชะทุฮ-วิดฺาฮ  -  สี่ประเภท, บฺะจันเท  -  ปฏิบัติตนรับใช้, มาม  -  แด่ข้า, จะนะฮ  -  บุคคล, สุ- คริทินะฮ  -  ผู้มีบุญ, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ, อารทะฮ  -  ผู้มีความทุกข์, จิกยาสุฮ  -  ผู้ชอบถาม, อารทฺะ-อารทิฺ  -  ผู้ปรารถนาผลกำไรทางวัตถุ, กยานี  -  ผู้รู้สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง, ชะ- เช่นกัน, บฺะระทะ-ริชะบฺะ  -  โอ้ ผู้ยิ่งใหญ่ในบรรดาผู้สืบราชวงศ์บฺะระทะ

คำแปล

โอ้  ผู้ยอดเยี่ยมในหมู่บฺาระทะ  มนุษย์ผู้มีบุญสี่ประเภทเริ่มถวายการอุทิศตนเสีย  สละรับใช้ต่อข้า  คือ  ผู้มีความทุกข์  ผู้ปรารถนาความร่ำรวย  ผู้ชอบถาม  และผู้  แสวงหาความรู้แห่งสัจธรรม

คำอธิบาย

ไม่เหมือนกับพวกสารเลว  พวกนี้ปฏิบัติตามหลักธรรมที่กำหนดไว้ในพระคัมภีร์  บุคคลเหล่านี้เรียกว่า  สุคริทินะฮ  หรือพวกที่เชื่อฟังหลักเกณฑ์ของพระคัมภีร์  กฎศีล  ธรรม  กฎสังคม  และอุทิศตนเสียสละต่อองค์ภควานไม่มากก็น้อย  มีอยู่สี่ประเภทคือพวก  ที่บางครั้งมีความทุกข์  พวกที่ต้องการเงินทอง  พวกที่บางครั้งชอบถาม  และพวกที่บางครั้ง  แสวงหาความรู้แห่งสัจธรรม  บุคคลเหล่านี้มาหาองค์ภควานเพื่อการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ภายใต้สภาวะที่ต่างกัน  เช่นนี้ยังไม่ใช่สาวกผู้บริสุทธิ์ทีเดียวเพราะยังมีความปรารถนาบาง  ประการที่ต้องสนองตอบในการแลกเปลี่ยนกับการอุทิศตนเสียสละรับใช้  การอุทิศตนเสีย  สละรับใช้ที่บริสุทธิ์ต้องไม่มีความมุ่งหวังและไม่มีความปรารถนาเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  บัฺคธิ-ระสามริทะ-สินดํุ  (1.1.11)  นิยามการอุทิศตนเสียสละที่บริสุทธิ์ไว้ดังนี้

อันยาบิฺลาชิทา-ชูนยัม
กยานะ-คารมาดิ-อนาวริทัม

อานุคูลเยนะ คริชณานุ-
ชีละนัม บัฺคธิร อุททะมา

“เราควรถวายการรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อองค์ภควานชรีคริชณะในเชิงบวกโดยไม่  ปรารถนาผลประโยชน์หรือผลกำไรทางวัตถุผ่านทางกิจกรรมทางวัตถุหรือผ่านทางการ  คาดคะเนทางปรัชญา  เช่นนี้เรียกว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์”

เมื่อบุคคลสี่ประเภทนี้มาหาองค์ภควานเพื่อการอุทิศตนเสียสละรับใช้และ  บริสุทธิ์ขึ้นอย่างสมบูรณ์ด้วยการมาคบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์  พวกเขาจะกลาย  มาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์เช่นเดียวกัน  สำหรับพวกสารเลว  การอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็น  สิ่งที่ยากมาก  เพราะเป็นชีวิตที่เห็นแก่ตัว  ไร้วินัย  และไม่มีจุดมุ่งหมายทิพย์  แต่จะมีบาง  คนที่มีโอกาสมาสัมผัสกับสาวกผู้บริสุทธิ์ก็จะกลายมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ได้เช่นเดียวกัน

พวกที่มีภารกิจยุ่งยากอยู่กับกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุเสมอ  มาหาองค์  ภควานด้วยความทุกข์ทางวัตถุ  ขณะที่มีความทุกข์ได้มาคบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์  และกลายมาเป็นสาวกขององค์ภควาน  พวกที่ไม่สมหวังก็เช่นเดียวกัน  บางครั้งมาคบหา  สมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์  และอยากรู้เกี่ยวกับองค์ภควาน  ในลักษณะเดียวกัน  เมื่อนัก  ปราชญ์ผู้แห้งแล้งไม่สมหวังกับความรู้ในทุกสาขา  บางครั้งต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับองค์  ภควานจะมาหาพระองค์  ถวายการอุทิศตนเสียสละรับใช้และข้ามพ้นความรู้ของ  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  ความรู้แห่ง  พะระมาทมา  ผู้ประทับในหัวใจของทุกคน  และมาถึงแนวคิด  แห่งบุคลิกภาพแห่งองค์ภควานด้วยพระกรุณาขององค์ภควานหรือสาวกผู้บริสุทธิ์  โดย  สรุปคือ  เมื่อผู้มีความทุกข์  ผู้ชอบถาม  ผู้แสวงหาความรู้  และพวกที่ต้องการเงินทอง  เป็น  อิสระจากความต้องการทางวัตถุทั้งปวง  และเมื่อเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสิ่งตอบแทนทาง  วัตถุไม่มีความสัมพันธ์ใด  ๆ  กับความเจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์  พวกเขาก็กลายมาเป็นสาวก  ผู้บริสุทธิ์  ตราบใดที่ระดับแห่งความบริสุทธิ์เช่นนี้ยังบรรลุไม่ถึง  สาวกที่อยู่ในการอุทิศตน  เสียสละรับใช้ต่อองค์ภควาน  ยังเจือไปด้วยกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  แสวงหา  ความรู้ทางโลก  ฯลฯ  ดังนั้น  เราต้องข้ามให้พ้นทั้งหมดนี้  ก่อนที่จะมาถึงระดับแห่งการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์

โศลก 17 (7.17)

เทชาม กยานี นิทยะ-ยุคทะ
เอคะ-บัฺคธิร วิชิชยะเท

พริโย ฮิ กยานิโน ´ทยารทัฺม
อฮัม สะ ชะ มะมะ พริยะฮ

เทชาม  -  จากทั้งหมดนี้, กยานี  -  ผู้ที่อยู่ในความรู้อย่างสมบูรณ์, นิทยะ-ยุคทะฮ  -  ปฏิบัติตนอยู่ เสมอ, เอคะ  -  เท่านั้น, บัฺคธิฮ  -  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้, วิชิชยะเท  -  เป็นพิเศษ, พริยะฮ  -  เป็นที่รักยิ่ง, ฮิ  -  แน่นอน, กยานินะฮ  -  แด่ผู้ที่อยู่ในความรู้, อัทยารทัฺม  -  สูงส่ง, อฮัม  -  ข้าเป็น, สะฮ  -  เขา, ชะ -เช่นกัน, มะมะ -แด่ข้า, พริยะฮ  -  รัก

คำแปล

ทั้งหมดนี้  ผู้ที่อยู่ในความรู้โดยสมบูรณ์และปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ด้วยความบริสุทธิ์อยู่เสมอดีที่สุด  เพราะข้าเป็นที่รักยิ่งของเขา  และเขาก็เป็นที่รัก  ของข้า

คำอธิบาย

โดยปราศจากมลทินแห่งความปรารถนาทางวัตถุทั้งหลาย  ผู้มีความทุกข์  ผู้  ชอบถาม  ผู้ที่สิ้นเนื้อประดาตัว  และผู้แสวงหาความรู้สูงสุด  ทั้งหมดสามารถกลายมา  เป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ได้  แต่จากทั้งหมดนี้ผู้ที่อยู่ในความรู้แห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์  และเป็น  อิสระจากความต้องการทางวัตถุทั้งปวงจะกลายมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์ภควาน  โดยแท้จริง  และจากทั้งสี่ประเภท  สาวกผู้อยู่ในความรู้อย่างสมบูรณ์และในขณะเดียวกัน  ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  องค์ภควานตรัสว่าดีที่สุด  จากการแสวงหาความรู้  เขาสำนึกได้ว่าตนเองนั้นแตกต่างไปจากร่างกายวัตถุ  เมื่อเจริญยิ่งขึ้น  เขาจะมาถึงความ  รู้แห่ง  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  และ  พะระมาทมา  เมื่อบริสุทธิ์อย่างเต็มที่เขาจะรู้สำนึก  ว่าสถานภาพ  พื้นฐานของตนเองคือเป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์ภควาน  ดังนั้น  ด้วยการ  คบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์  ผู้ชอบถาม  ผู้มีความทุกข์  ผู้แสวงหาความช่วยเหลือ  ทางวัตถุ  และผู้ที่มีความรู้  ทั้งหมดกลายมาเป็นผู้บริสุทธิ์  ในระดับเตรียมตัว  ผู้ที่มีความรู้  แห่งองค์ภควานอย่างสมบูรณ์และในขณะเดียวกันปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เป็น  ที่รักยิ่งของพระองค์  ผู้ที่สถิตในความรู้ที่บริสุทธิ์ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าจะได้  รับการคุ้มครองในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  มลทินทางวัตถุจะไม่สมารถทำให้เขาแปด  เปื้อนได้

โศลก 18 (7.18)

อุดารราฮ สารวะ เอไวเท
กยานี ทุ อาทไมวะ เม มะทัม

อาสทิฺทะฮ สะ ฮิ ยุคทาทมา
มาม เอวานุททะมาม กะทิม

อุดาราฮ  -  ใจกว้าง, สารเว  -  ทั้งหมด, เอวะ  -  แน่นอน, เอเท  -  เหล่านี้, กยานี  -  ผู้อยู่ในความรู้, ทุ-แต่,อาทมา เอวะ  -  เหมือนกับตัวข้า, เม  -  ของข้า, มะทัม  -  ความเห็น, อาสทิฺทะฮ  -  สถิต, สะฮ  -  เขา, ฮิ  -  แน่นอน, ยุคทะ  -  อาทมา-ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้, มาม  -  ในข้า, เอวะ  -  แน่นอน, อนุททะมาม  -  สูงสุด, กะทิม  -  จุดมุ่งหมาย

คำแปล

สาวกทั้งหลายเหล่านี้เป็นดวงวิญญาณที่มีใจกว้างขวางโดยไม่ต้องสงสัย  แต่ผู้สถิต  ในความรู้แห่งข้า  ข้าพิจารณาว่าเหมือนกับตัวของข้าเอง  ปฏิบัติการรับใช้ทิพย์ต่อ  ข้า  เขาจะบรรลุถึงข้าซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายที่สมบูรณ์สูงสุดอย่างแน่นอน

คำอธิบาย

มิใช่ว่าสาวกผู้ที่มีความรู้ไม่สมบูรณ์จะไม่เป็นที่รักขององค์ภควาน  พระองค์  ตรัสว่าทั้งหมดมีใจกว้าง  เพราะว่าผู้ใดที่มาหาพระองค์ไม่ว่าพื่อจุดประสงค์อันใด  เรียก  ว่า  มะฮาทมา  หรือดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่  สาวกผู้ปรารถนาผลประโยชน์บางประการ  จากการอุทิศตนเสียสละรับใช้  องค์ภควานทรงยอมรับ  เพราะว่ามีการแลกเปลี่ยนใน  ความรัก  ด้วยความรักสาวกจึงขอผลประโยชน์ทางวัตถุจากพระองค์  เมื่อได้รับแล้วรู้สึก  พอใจ  และเจริญก้าวหน้าในการอุทิศตนเสียสละรับใช้เช่นกัน  แต่สาวกที่อยู่ในความรู้  สมบูรณ์  พิจารณาว่าเป็นที่รักยิ่งของพระองค์  เพราะว่าเขามีเพียงจุดมุ่งหมายเดียวคือ  การรับใช้พระองค์ด้วยความรักและอุทิศตนเสียสละ  สาวกเช่นนี้  จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่  ได้แม้เสี้ยววินาทีเดียวโดยปราศจากการสัมผัส  หรือรับใช้องค์ภควาน  ในทำนองเดียวกัน  องค์ภควานก็มีความรักในสาวกเป็นอย่างยิ่ง  และไม่สามารถเหินห่างไปจากเขา

ใน  ชรีมัด  -บฺากะวะธัม  (9.4.68)  องค์ภควานตรัสว่า

สาดฺะโว ฮริดะยัม มะฮยัม
สาดํูนาม ฮริดะยัม ทุ อฮัม

มัด-อันยัท เท นะ จานันทิ
นาฮัม เทบฺโย มะนาก อพิ

“สาวกอยู่ในหัวใจของข้าตลอดเวลา  และข้าก็อยู่ในหัวใจของพวกเขาตลอดเวลา  สาวก  ไม่รู้จักสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากข้า  และข้าก็เช่นเดียวกันไม่สามารถลืมพวกเขาได้  มี  ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างข้าและสาวกผู้บริสุทธิ์  สาวกผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ใน  ความรู้อย่างสมบูรณ์  ไม่มีวันหลุดไปจากการสัมผัสทิพย์  ดังนั้น  พวกเขาจึงเป็นที่รักยิ่ง  ของข้า”

โศลก 19 (7.19)

บะฮูนาม จันมะนาม อันเท
กยานะวาน มาม พระพัดยะเท

วาสุเดวะฮ สารวัม อิทิ
สะ มะฮาทมา สุ-ดุรละบฺะฮ

บะฮูนาม  -  มากมาย, จันมะนาม  -  เกิดและตายซ้ำซาก, อันเท  -  หลังจาก, กยานะ-วาน  -  ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความรู้, มาม  -  แด่ข้า, พระพัดยะเท  -  ศิโรราบ, วาสุเดวะฮ  -  องค์ภควาน คริชณะ, สารวัม  -  ทุกสิ่ง, อิทิ  -  ดังนั้น, สะฮ  -  นั้น, มะฮา-อาทมา  -  ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่, สุ-ดุรละบฺะ  -  เห็นได้ยากมาก

คำแปล

หลังจากเกิดและตายหลายต่อหลายชาติ  ผู้มีความรู้อย่างแท้จริงจะศิโรราบต่อข้า  รู้  ว่าข้าคือแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวงรวมทั้งสรรพสิ่งที่เป็นอยู่  ดวงวิญญาณ  ผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้หาได้ยากมาก

คำอธิบาย

สิ่งมีชีวิตขณะปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้หรือปฏิบัติพิธีกรรมทิพย์หลัง  จากเกิดมาแล้วหลายต่อหลายชาติ  อาจสถิตในความรู้ทิพย์อันบริสุทธิ์อย่างแท้จริง  และรู้ว่าองค์ภควานคือจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งความรู้แจ้งทิพย์  ในขั้นต้นของความรู้  ทิพย์  ขณะที่พยายามยกเลิกความยึดติดกับลัทธิวัตถุนิยม  จะมีแนวโน้มไปสู่ลัทธิไร้รูป  ลักษณ์  แต่เมื่อเจริญมากขึ้นจะสามารถเข้าใจว่ามีกิจกรรมมากมายในชีวิตทิพย์  และ  กิจกรรมเหล่านี้รวมกันเป็นการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เมื่อรู้แจ้งเช่นนี้เขาจะมายึดมั่นกับ  องค์ภควาน  ศิโรราบต่อพระองค์  เข้าใจว่าพระเมตตาของชรีคริชณะคือทุกสิ่งทุกอย่าง  พระองค์คือแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  และปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้มิได้  เป็นอิสระจากพระองค์  เขารู้แจ้งว่าโลกวัตถุคือเงาสะท้อนที่กลับตาลปัตรจากความ  หลากหลายทิพย์  และรู้แจ้งในทุกสิ่งทุกอย่างว่ามีความสัมพันธ์กับองค์ภควานคริชณะ  ดังนั้น  เขาจึงคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างในความสัมพันธ์กับวาสุเดวะหรือชรีคริชณะ  วิสัยทัศน์  อันเป็นสากลแห่งองค์วาสุเดวะเช่นนี้  จะส่งเสริมให้เขาศิโรราบโดยดุษฎีต่อองค์ภควาน  ชรีคริชณะผู้เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด  ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ที่ศิโรราบเช่นนี้หาได้ยากมาก

โศลกนี้อธิบายไว้อย่างงดงามมากในบทที่สาม  (โศลก  14  และ  15)  ของ  ชเวทา  ชวะทะระ  อุพะนิชัด  ดังนี้

สาฮัสระ-ชีรชา พุรุชะฮ
สะฮัสราคชะฮ สะฮัสระ-พาท

สะ บํูมิม วิชวะโท วริทวา-
ทยาทิชทัฺด ดะชางกุลัม
พุรุชะ เอเวดัม สารวัม
ยัด บํูทัม ยัช ชะ บัฺพยัม

อุทามริทัทวัสเยชาโน
ยัด อันเนนาทิโรฮะทิ

ใน  ชัฺน  โดกยะอุพะนิชัด  (5.1.15)  กล่าวว่า  นะ  ไว  วาโช  นะ  ชัคชูมชิ  นะ  ชโรทราณิ  นะ  มะ  นามสีทิ  อาชัคชะเท  พราณะ  อิทิ  เอวาชัคชะเท  พราโณ  ฮิ  เอไวทานิ  สารวาณิ  บฺะวันทิ  “ร่างกายของสิ่งมีชีวิตไม่มีทั้งพลังในการพูด  พลังในการเห็น  พลังในการได้ยิน  หรือ  พลังในความคิดที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน  ดวงชีวิตคือศูนย์กลางของกิจกรรมทั้งหลาย”  ใน  ทำนองเดียวกัน  องค์  วาสุเดวะ  หรือองค์ภควานชรีคริชณะทรงเป็นดวงชีวิตพื้นฐานใน  ทุกสิ่งทุกอย่าง  ในร่างกายนี้มีพลังในการพูด  การเห็น  การได้ยิน  และในกิจกรรมของ  จิต  ฯลฯ  แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่มีความสำคัญหากไม่สัมพันธ์กับองค์ภควาน  เพราะว่าองค์  วาสุเดวะทรงแผ่กระจายไปทั่ว  และทุกสิ่งทุกอย่างคือ  วาสุเดวะ  สาวกจึงศิโรราบด้วย  ความรู้ที่สมบูรณ์  (ภควัต-คีตา  7.17  และ  11.40)

โศลก 20 (7.20)

คาไมส ไทส ไทร ฮิรทะ-กยานาฮ
พระพัดยันเท ´นยะ-เดวะทาฮ

ทัม ทัม นิยะมัม อาสทฺายะ
พระคริทยา นิยะทาฮ สวะยา

คาไมฮ  -  ด้วยความปรารถนา, ไทฮ ไทฮ  -  ต่าง ๆ, ฮริทะ  -  แย่งเอาไป, กยานาฮ  -  ความรู้, พระ พัดยันเท  -  ศิโรราบ, อันยะ  -  แด่ผู้อื่น, เดวะทาฮ  -  เหล่าเทวดา, ทัม ทัม  -  ตรงตาม, นิยะมัม  -  กฏเกณฑ์, อาสทฺายะ  -  ปฏิบัติตาม, พระคริทยา  -  โดยธรรมชาติ, นิยะทาฮ  -  ถูกควบคุม, สวะยา  -  ด้วยตนเอง

คำแปล

พวกที่ปัญญาถูกความปรารถนาทางวัตถุขโมยไป  ศิโรราบต่อเหล่าเทวดา  และ  ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ในการบูชาโดยเฉพาะตามธรรมชาติของพวกตน

คำอธิบาย

บุคคลที่เป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุทั้งหมดจะศิโรราบต่อองค์ภควาน  และ  ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์  ตราบใดที่มลทินทางวัตถุยังชะล้างไม่หมด  โดยธรรมชาติพวกนี้ไม่ใช่สาวก  แม้แต่บุคคลที่มีความปรารถนาทางวัตถุและอยู่บนวิถี  ทางขององค์ภควาน  จะไม่หลงใหลอยู่กับธรรมชาติภายนอกมากนัก  เนื่องจากมาเข้าหา  จุดมุ่งหมายที่ถูกต้อง  และในไม่ช้าก็จะเป็นอิสระจากราคะทางวัตถุทั้งปวง  ใน  ชรีมัด-  บฺากะวะธัม  ได้แนะนำไว้ว่า  ไม่ว่าบุคคลจะเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์  ปราศจากความต้องการ  ทางวัตถุทั้งปวง  หรือจะเต็มไปด้วยความปรารถนาทางวัตถุ  หรือปรารถนาความหลุด  พ้นจากมลทินทางวัตถุ  ในทุกกรณีเราควรศิโรราบต่อวาสุเดวะและบูชาพระองค์  ได้  กล่าวไว้ใน  บฺากะวะธัม  (2.3.10)  ว่า

อคามะฮ สารวะคาโม วา
โมคชะ-คามะ อุดาระ-ดีฮ

ทีวเรณะ บัฺคธิ-โยเกนะ
ยะเจทะ พุรุชัม พะรัม

บุคคลผู้ด้อยปัญญาสูญเสียความสัมผัสทิพย์จะไปพึ่งเทวดาเพื่อได้รับการตอบสนอง  ตามความต้องการทางวัตถุทันที  โดยทั่วไปบุคคลเช่นนี้ไม่เข้าหาองค์ภควาน  เพราะว่า  อยู่ในระดับแห่งธรรมชาติที่ต่ำ  (อวิชชาและตัณหา)  ดังนั้น  จึงบูชาเทวดา  ปฏิบัติตามกฎ  เกณฑ์การบูชาและได้รับความพึงพอใจ  พวกที่บูชาเทวดาถูกกระตุ้นด้วยความปรารถนา  เพียงเล็กน้อยและไม่รู้ว่าจะไปถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดได้อย่างไร  แต่สาวกขององค์ภควาน  ไม่ถูกนำพาไปในทางที่ผิด  ถึงแม้วรรณกรรมพระเวทจะแนะนำให้บูชาเทพต่าง  ๆ  ด้วย  จุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน  (ตัวอย่างเช่น  คนเป็นโรคได้รับคำแนะนำให้บูชาพระอาทิตย์)  พวกที่ไม่ใช่สาวกขององค์ภควานคิดว่าเพื่อจุดประสงค์บางอย่างเทวดาอาจจะดีกว่า  แต่สาวกผู้บริสุทธิ์ทราบว่าองค์ภควานคริชณะทรงเป็นปรมาจารย์ของมวลเทวดา  ใน  เชธันญะ-ชะริทามริทะ  (อาดิ  5.142)  กล่าวว่า  เอคะเล  อีชวะระ  คริชณะ,  อาระ  สะบะ  บฺริทยะ  องค์ภควานชรีคริชณะเท่านั้นทรงเป็นปรมาจารย์  และองค์อื่น  ๆ  ทั้งหมดทรง  เป็นผู้รับใช้  ดังนั้น  สาวกผู้บริสุทธิ์จะไม่เข้าหาเทวดาเพื่อความพึงพอใจในความต้องการ  ทางวัตถุของตน  แต่จะขึ้นอยู่กับองค์ภควาน  สาวกผู้บริสุทธิ์พึงพอใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่  พระองค์ทรงประทานให้

โศลก 21 (7.21)

โย โย ยาม ยาม ทะนุม บัฺคธะฮ
ชรัดดฺะยารชิทุม อิชชฺะทิ

ทัสยะ ทัสยาชะลาม ชรัดดฺาม
ทาม เอวะ วิดะดฺามิ อฮัม

ยะฮ ยะฮ  -  ใครก็แล้วแต่, ยาม ยาม  -  อะไรก็แล้วแต่, ทะนุม  -  รูปลักษณ์ของเทวดา, บัฺคธะฮ  -  สาวก, ชรัดดฺะยา  -  ด้วยศรัทธา, อารชิทุม  -  บูชา, อิชชฺะทิ  -  ความปรารถนา, ทัสยะ ทัสยะ  -  แด่เขา, อชะลาม  -  สม่ำเสมอ, ชรัดดฺาม  -  ความศรัทธา, ทาม  -  นั้น, เอวะ  -  แน่นอน, วิดะดฺามิ  -  ให้, อฮัม  -  ข้า

คำแปล

ข้าอยู่ภายในหัวใจของทุกๆคนในรูปของอภิวิญญาณ  ทันทีที่เขาปรารถนาบูชา  เทวดาองค์ใด  ข้าทำให้ความศรัทธาของเขามั่นคงเพื่อให้สามารถอุทิศตนต่อพระ  ปฏิมาองค์นั้น

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงให้อิสรภาพแด่ทุกคน  ดังนั้น  หากผู้ใดปรารถนาจะได้รับความ  สุขทางวัตถุ  และปรารถนาด้วยความจริงใจที่จะได้สิ่งอำนวยความสะดวกทางวัตถุจาก  เทวดา  พระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นอภิวิญญาณประทับอยู่ในหัวใจของทุก  ๆ  คน  ทรง  เข้าใจและให้สิ่งอำนวยความสะดวกนั้น  ในฐานะที่เป็นพระบิดาสูงสุดของมวลชีวิต  ทรง  ไม่รบกวนกับเสรีภาพของเรา  แต่ทรงให้สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายเพื่อเราจะได้รับ  การสนองตอบจากความต้องการทางวัตถุ  บางคนอาจถามว่าทำไมองค์ภควานผู้ทรง  เดชให้สิ่งอำนวยความสะดวกแด่สิ่งมีชีวิตเพื่อให้เพลิดเพลินอยู่ในโลกวัตถุนี้  และปล่อย  ให้ตกลงไปอยู่ในกับดักของพลังงานแห่งความหลง  คำตอบคือหากพระองค์ในฐานะที่  ทรงเป็นอภิวิญญาณไม่ให้สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้  คำว่าเสรีภาพจะไม่มีความ  หมาย  ดังนั้น  จึงทรงให้เสรีภาพแด่ทุกคนอย่างสมบูรณ์ไม่ว่าเราจะชอบอะไร  แต่คำสั่ง  สอนสูงสุดของพระองค์พบได้ใน  ภควัต-คีตา  ว่าเราควรยกเลิกการปฏิบัติรูปแบบอื่น  ทั้งหมด  และศิโรราบโดยดุษฎีต่อพระองค์  เช่นนี้จะทำให้มนุษย์มีความสุข

ความปรารถนาขององค์ภควานทรงเหนือกว่าทั้งของสิ่งมีชีวิตและเทวดา  ดัง  นั้น  สิ่งมีชีวิตไม่สามารถบูชาเทวดาตามความปรารถนาของตนเอง  และเทวดาก็ไม่  สามารถให้พรใด  ๆ  โดยปราศจากความปรารถนาขององค์ภควาน  ดังที่ได้กล่าวไว้ว่า  แม้แต่ใบหญ้าก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้หากองค์ภควานทรงไม่ปรารถนา  โดยทั่วไป  บุคคลผู้มีความทุกข์ในโลกวัตถุจะไปพึ่งเทวดา  ดังที่คัมภีร์พระเวทแนะนำไว้  บุคคลผู้  ต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดอาจบูชาเทวดาเฉพาะองค์  ตัวอย่างเช่น  คนเป็นโรคได้รับคำแนะนำ  ให้บูชาพระอาทิตย์  ผู้ที่ปรารถนาการศึกษาอาจบูชาเจ้าแม่แห่งความรู้  สะรัสวะที  และ  ผู้ที่ต้องการภรรยาสวยอาจบูชาเจ้าแม่อุมามเหสีของพระศิวะ  เช่นนี้ได้แนะนำไว้ใน  ชาสทระ  (คัมภีร์พระเวท)  สำหรับคนในระดับต่างกันจะบูชาเทวดาต่างกัน  เพราะบางคน  ต้องการหาความสุขกับสิ่งอำนวยความสะดวกทางวัตถุเฉพาะตน  องค์ภควานทรงดลใจ  ให้เขามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าเพื่อบรรลุถึงพรนั้น  ๆ  จากเทวดาเฉพาะองค์  และ  ประสบความสำเร็จในพรนั้น  ๆ  ระดับแห่งท่าทีในการอุทิศตนของสิ่งมีชีวิตที่มีต่อเทวดา  เฉพาะองค์  องค์ภควานก็ทรงจัดเตรียมให้  เทวดาทรงไม่สามารถจัดส่งให้สิ่งมีชีวิตได้รับ  ความพึงพอใจได้  เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นองค์ภควานหรืออภิวิญญาณผู้ประทับอยู่  ภายในหัวใจของมวลชีวิต  คริชณะทรงให้แรงกระตุ้นแก่มนุษย์ในการบูชาเทวดาเฉพาะ  องค์  อันที่จริงเหล่าเทวดาคือส่วนต่าง  ๆ  แห่งรูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควาน  ดังนั้น  จึงไม่มีอิสรภาพ  ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระเวทว่า  "องค์ภควานในฐานะอภิวิญญาณ  ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของเทวดาเช่นเดียวกัน  ฉะนั้น  พระองค์ทรงจัดการผ่านทาง  เทวดาเพื่อสนองความต้องการของสิ่งมีชีวิต  แต่ทั้งเทวดาและสิ่งมีชีวิต้องขึ้นอยู่กับ  ความปรารถนาสูงสุดขององค์ภควาน  พวกเขาไม่มีอิสรภาพ”

โศลก 22 (7.22)

สะ ทะยา ชรัดดฺะยา ยุคทัส
ทัสยาราดฺะนัม อีฮะเท

ละบฺะเท ชะ ทะทะฮ คามาน
มะไยวะ วิฮิทาน ฮิ ทาน

สะฮ  -  เขา, ทะยา-ด้วยสิ่งนั้น, ชรัดดฺะยา  -  แรงดลใจ, ยุคทะฮ  -  ให้, ทัสยะ  -  ของเทวดา องค์นั้น, อาราดฺะนัม  -  เพื่อการบูชา, อีฮะเท  -  เขาปรารถนา, ละบฺะเท  -  ได้รับ,ชะ  -  และ, ทะทะฮ  -  จากนั้น, คามาน  -  ความปรารถนาของเขา, มะยา  -  โดยข้า, เอวะ  -  ผู้เดียว, วิฮิทาน  -  จัด, ฮิ  -  แน่นอน, ทาน  -  เขาเหล่านั้น

คำแปล

เมื่อมีความศรัทธาเช่นนี้  เขาพยายามบูชาเทวดาเฉพาะองค์และบรรลุถึงความ  ปรารถนาของตน  แต่อันที่จริงผลประโยชน์เหล่านี้  ข้าเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ให้

คำอธิบาย

เหล่าเทวดาไม่สามารถประทานพรแด่สาวกของตนหากไม่ได้รับอนุญาตจากองค์  ภควาน  สิ่งมีชีวิตอาจลืมไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างคือทรัพย์สมบัติของพระองค์แต่เทวดาทรงไม่  ลืม  ดังนั้น  การบูชาเทวดา  และบรรลุถึงผลที่ตนปรารถนามิได้เนื่องมาจากเทวดา  แต่เนื่อง  มาจากการจัดการขององค์ภควาน  สิ่งมีชีวิตผู้ด้อยปัญญาไม่ทราบเรื่องนี้  ดังนั้น  จึงเข้าไป  หาเทวดาด้วยความโง่เขลาเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง  หากสาวกผู้บริสุทธิ์ต้องการบาง  สิ่งบางอย่าง  เพียงแต่ภาวนาต่อองค์ภควานเท่านั้น  อย่างไรก็ดี  การขอผลประโยชน์ทาง  วัตถุไม่ใช่เป็นเครื่องหมายของสาวกผู้บริสุทธิ์  สิ่งมีชีวิตโดยทั่วไปเข้าหาเทวดาเพราะความ  บ้าคลั่งที่จะสนองตอบราคะของตน  เป็นเช่นนี้เพราะสิ่งมีชีวิตปรารถนาบางสิ่งบางอย่างที่  ไม่สมควร  องค์ภควานจึงทรงไม่ตอบสนองความต้องการของเขา  ใน  เชธันญะ-ชะริทาม-  ริทะ  กล่าวไว้ว่า  ผู้ที่บูชาองค์ภควานและในขณะเดียวกันปรารถนาความสุขทางวัตถุ  เป็นการขัดแย้งกันในความปรารถนาของตนเอง  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควาน  และการบูชาเทวดามิใช่อยู่ในระดับเดียวกัน  เพราะการบูชาเทวดาเป็นวัตถุ  และการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานเป็นทิพย์โดยสมบูรณ์

สำหรับสิ่งมีชีวิตผู้ปรารถนาจะกลับคืนสู่องค์ภควาน  ความต้องการทางวัตถุจะ  เป็นอุปสรรค  สาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์จะไม่ได้รับรางวัลผลประโยชน์ทางวัตถุเหมือน  กับสิ่งมีชีวิตผู้ด้อยปัญญาปรารถนา  ดังนั้น  คนโง่เขลาจึงนิยมการบูชาเทวดาในโลกวัตถุ  มากกว่าที่จะปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควาน

โศลก 23 (7.23)

อันทะวัท ทุ พะลัม เทชาม
ทัด บฺะวะทิ อัลพะ-เมดฺะสาม

เดวาน เดวะ-ยะโจ ยานทิ
มัด-บัฺคธา ยานทิ มาม อพิ

อันทะ-วัท  -  สูญสลาย, ทุ  -  แต่, พฺะลัม-ผล, เทชาม  -  ของพวกเขา, ทัท  -  นั้น, บฺะวะทิ  -  กลายเป็น, อัลพะ-เมดฺะสาม  -  ของพวกมีปัญญาน้อย, เดวาน  -  แด่เหล่าเทวดา, เดวะ- ยะจะฮ  -  ผู้บูชาเหล่าเทวดา, ยานทิ  -  ไป, มัท  -  ของข้า, บัฺคธาฮ  -  เหล่าสาวก, ยานทิ  -  ไป, มาม  -  ถึงข้า, อพิ  -  เช่นกัน

คำแปล

มนุษย์ผู้มีปัญญาน้อยจะบูชาเทวดา  ผลที่ได้รับนั้นจำกัดและไม่ถาวร  พวกที่บูชา  เทวดาจะไปยังดาวเคราะห์ของเทวดา  แต่สาวกของข้าจะมาถึงดาวเคราะห์สูงสุด  ของข้าในที่สุด

คำอธิบาย

นักวิจารณ์  ภควัต-คีตา  บางคนกล่าวว่า  ผู้บูชาเทวดาสามารถไปถึงองค์ภควาน  แต่  ณ  ที่นี้ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  พวกที่บูชาเทวดาจะไปยังระบบดาวเคราะห์ที่เทวดา  ประทับอยู่  ดังเช่น  ผู้บูชาพระอาทิตย์จะไปถึงดวงอาทิตย์  หรือผู้บูชาพระจันทร์จะไปถึง  ดวงจันทร์  ในทำนองเดียวกัน  หากผู้ใดต้องการบูชาเทวดา  เช่น  พระอินทร์  เขาก็จะบรรลุ  ถึงดาวเคราะห์ของเทพองค์นั้น  มิใช่ว่าบูชาเทวดาองค์ไหนแล้วจะไปถึงองค์ภควาน  ณ  ที่  นี้  ปฏิเสธแนวคิดเช่นนี้  เพราะได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  พวกที่บูชาเทวดาจะไปยังดาว  เคราะห์ต่าง  ๆ  ในโลกวัตถุ  แต่สาวกขององค์ภควานจะไปที่ดาวเคราะห์สูงสุดขององค์  ภควานโดยตรง

อาจจะมีคำถามว่าหากเหล่าเทวดาเป็นส่วนต่าง  ๆ  ของพระวรกายแห่งองค์  ภควาน  ดังนั้น  การบูชาเทวดาควรบรรลุถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน  อย่างไรก็ดี  พวกที่  บูชาเทวดาเป็นผู้ด้อยปัญญา  เพราะไม่รู้ว่าควรจะส่งอาหารไปยังส่วนไหนของร่างกาย  บาง  คนโง่จนกระทั่งอ้างว่ามีส่วนต่าง  ๆ  มากมายและมีวิธีต่าง  ๆ  ที่จะส่งอาหารไปได้  เช่นนี้ไม่  น่าจะเป็นไปได้เลย  มีผู้ใดสามารถส่งอาหารให้ร่างกายโดยผ่านทางหูหรือทางตาได้บ้าง?  พวกเขาไม่รู้ว่าเทวดาเหล่านี้เป็นส่วนต่าง  ๆ  แห่งรูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควาน  และใน  ความโง่จึงเชื่อว่าเทวดาทุกองค์คือองค์ภควานที่แยกออกมา  และเป็นคู่แข่งกับพระองค์

ไม่เพียงแต่เหล่าเทวดาเป็นส่วนต่าง  ๆ  ขององค์ภควานแต่สิ่งมีชีวิตธรรมดา  ทั่วไปก็เป็นส่วนหนึ่งของพระองค์เช่นเดียวกัน  ได้กล่าวไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ว่า  บราฮมะณะ  เป็นศีรษะขององค์ภควาน  คชัทริยะ  เป็นแขนของพระองค์  ไวชยะ  เป็นเอว  ของพระองค์  ชูดระ  เป็นเท้าของพระองค์  และทั้งหมดรับใช้ในหน้าที่แตกต่างกันไป  ไม่ว่า  จะอยู่ในสภาวะใดหากเรารู้ว่าทั้งเทวดาและตัวเราเป็นละอองอณูขององค์ภควาน  ความ  รู้ของเราก็สมบูรณ์  แต่หากไม่เข้าใจเช่นนี้เราจะบรรลุถึงดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  ที่เหล่า  เทวดาพำนักอยู่  ซึ่งมิใช่จุดหมาปลายทางเดียวกันกับที่สาวกจะบรรลุถึง

ผลจากพรของเทวดาที่เราได้รับนั้นจะสูญสลาย  เพราะว่าภายในโลกวัตถุ  ดาว  เคราะห์ของเทวดาพร้อมสาวกของท่านทั้งหมดจะต้องถูกทำลาย  ได้กล่าวไว้อย่าง  ชัดเจนในโศลกนี้ว่าผลทั้งหมดที่ได้รับจากการบูชาเทวดาต้องสูญสลาย  ดังนั้น  การ  บูชาเช่นนี้สิ่งมีชีวิตผู้ด้อยปัญญาเท่านั้นที่ปฏิบัติกัน  เพราะว่าสาวกผู้บริสุทธิ์ปฏิบัติใน  คริชณะจิตสำนึกด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานจะบรรลุถึงความเป็นอยู่  ที่ปลื้มปีติสุขนิรันดรและเปี่ยมไปด้วยความรู้  ผลสำเร็จเช่นนี้ไม่เหมือนกับของพวกที่  บูชาเทวดา  องค์ภควานทรงไร้ขอบเขต  ความชื่นชอบของพระองค์ทรงไร้ขอบเขต  พระ  เมตตาของพระองค์ก็ทรงไร้ขอบเขต  ดังนั้น  พระเมตตาธิคุณขององค์ภควานที่ทรงมีต่อ  สาวกผู้บริสุทธิ์จึงไร้ขอบเขต

โศลก 24 (7.24)

อัพยัคทัม วิยัคทิม อาพันนัม
มันยันเท มาม อบุดดฺะยะฮ

พะรัม บฺาวัม อจานันโท
มะมาวยะยัม อนุททะมัม

อัพยัคทัม  -  ไม่ปรากฏ, วิยัคทิม  -  บุคลิกภาพ, อาพันนัม  -  บรรลุถึง, มันยันเท  -  คิด, มาม  -  ข้า, อบุดดฺะยะฮ  -  บุคคลผู้ด้อยปัญญา, พะรัม  -  สูงสุด, บฺาวัม  -  เป็นอยู่, อจานันทะฮ  -  โดย ไม่รู้, มะมะ  -  ของข้า, อัพยะยัม  -  ไม่สูญสลาย, อนุททะมัม  -  ละเอียดอ่อนที่สุด

คำแปล

มนุษย์ผู้ด้อยปัญญาไม่รู้จักข้าอย่างสมบูรณ์  คิดว่าข้า  องค์ภควานคริชณะทรงไร้  รูปลักษณ์ในอดีต  และปัจจุบันมาอยู่ในรูปลักษณ์นี้  เนื่องจากความรู้อันน้อยนิด  จึงไม่รู้ธรรมชาติที่สูงกว่าของข้า  ซึ่งไม่มีวันสูญสลายและสูงที่สุด

คำอธิบาย

ได้อธิบายไว้ว่า  พวกที่บูชาเทวดาเป็นบุคคลผู้มีปัญญาน้อย  และผู้ไม่เชื่อใน  รูปลักษณ์ก็ทำนองเดียวกัน  องค์ภควานในรูปลักษณ์คริชณะทรงประทับอยู่ต่อหน้า  อารจุนะ  ณ  ที่นี้  แต่เนื่องด้วยอวิชชา  พวกที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์เถียงว่าในที่สุดองค์  ภควานทรงไม่มีรูปลักษณ์  ยามุนาชารยะ  สาวกผู้ยิ่งใหญ่ในสาย  พะรัมพะรา  ของ  รามานุจาชารยะได้เขียนสองโศลกที่เหมาะสมเกี่ยวกับประเด็นนี้  ไว้ดังนี้

ทวาม ชีละ-รูพะ-ชะริไทฮ พะระมะ-พระคริชไทฮ
สัททเวนะ สาททวิคะทะยา พระบะไลช ชะ ชาสไทรฮ
พรัคฮยาทะ-ไดวะ-พะระมารทฺะ-วิดาม มะไทช ชะ
ไนวาสุระ-พระคริทะยะฮ พระบะวันทิ โบดดํุม

“พระผู้เป็นเจ้าที่รัก  สาวกเช่น  วิยาสะเดวะและนาระดะรู้ว่าพระองค์คือองค์ภควาน  จาก  การเข้าใจวรรณกรรมพระเวท  เราสามารถรู้ถึงบุคลิกลักษณะของพระองค์  รูปลักษณ์ของ  พระองค์  และกิจกรรมต่าง  ๆ  ของพระองค์  และเราสามารถเข้าใจว่าพระองค์คือบุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้า  แต่พวกที่อยู่ในระดับตัณหา  ระดับอวิชชา  และเหล่ามารที่ไม่ใช่สาวก  ไม่  สามารถเข้าใจพระองค์  ไม่ว่าพวกนี้จะมีความชำนาญมากเพียงใดในการสนทนา  เวดาน-  ธะ,  อุพะนิชัด  และวรรณกรรมพระเวทเล่มอื่น  ๆ  ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจองค์ภควาน”  (สโททระ-รัทนะ  12)

ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  ได้กล่าวไว้ว่า  เราจะไม่สามารถเข้าใจองค์ภควานจาก  การศึกษาวรรณกรรม  เวดานธะ  แต่ด้วยพระเมตตาขององค์ภควานเท่านั้นที่ทำให้  เรารู้ถึงองค์ภควาน  ดังนั้น  ในโศลกนี้ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าไม่เพียงแต่พวกที่บูชา  เทวดาเท่านั้นที่ด้อยปัญญา  แต่พวกไม่ใช่สาวกที่ศึกษา  เวดานธะ  และคาดคะเนเกี่ยว  กับวรรณกรรมพระเวทโดยไม่ประสานกับคริชณะจิตสำนึกที่แท้จริง  แท้ที่จริงแล้วพวก  นี้ด้อยปัญญาเช่นเดียวกัน  เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจธรรมชาติส่วนพระองค์ขององค์ภควาน  อธิบายว่าพวกที่อยู่ภายใต้ความรู้สึกที่ว่าสัจธรรมนั้นไร้รูปลักษณ์เป็น  อบุดดฺะยะฮ  ซึ่ง  หมายถึงพวกที่ไม่รู้ลักษณะสูงสุดของสัจธรรม  ได้กล่าวไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ว่า  ความรู้แจ้งสูงสุดเริ่มจาก  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  จากนั้นก็เจริญขึ้นไปถึงอภิวิญญาณ  ผู้ประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกคน  แต่คำสุดท้ายของสัจธรรมที่สมบูรณ์คือองค์ภควาน  พวกที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์สมัยปัจจุบันก็เป็นผู้ด้อยปัญญาเช่นเดียวกัน  เพราะยังไม่ปฏิบัติ  ตาม  ชังคะราชารยะ  บรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของพวกตน  ซึ่งกล่าวอย่างเจาะจงว่าคริชณะ  คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ดังนั้น  พวกไม่เชื่อในองค์ภควานและไม่รู้สัจธรรมสูงสุด  คิดว่าคริชณะทรงเป็นเพียงบุตรของเดวะคีและวะสุเดวะ  หรือเป็นเพียงเจ้าชายองค์หนึ่ง  หรือเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพลังอำนาจ  เช่นนี้  ภควัต-คีตา  (9.11)  ได้ประนามไว้เช่นกันว่า  อวะจานันทิ  มาม  มูดฺา  มานุชีม  ทะนุม  อาชริทัม  “คนโง่เขลาเท่านั้นที่คิดว่าข้าเป็นบุคคล  ธรรมดา”

ความจริงคือไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจคริชณะ  หากไม่ถวายการอุทิศตนเสียสละ  รับใช้และไม่พัฒนาคริชณะจิตสำนึก  บฺากะวะธัม  (10.14.29)  ยืนยันไว้ดังนี้

อทฺาพิ เท เดวะ พะดามบุจะ-ดวะยะ-
พระสาดะ-เลชานุกริฮีทะ เอวะ ฮิ

จานาทิ ทัททวัม บฺะกะวัน-มะฮิมโน
นะ ชานยะ เอโค ´พิ ชิรัม วิชินวัม

“องค์ภควานของข้า  หากผู้ใดได้รับความชื่นชอบแม้จากช่องทางเพียงเล็กน้อยด้วย  พระเมตตาแห่งพระบาทรูปดอกบัวของพระองค์  เขาจะสามารถเข้าใจความยิ่งใหญ่ใน  บุคลิกภาพของพระองค์  แต่พวกที่คาดคะเนเพื่อเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าไม่  สามารถรู้ถึงพระองค์  ถึงแม้จะศึกษาคัมภีร์พระเวทติดต่อกันเป็นเวลาหลายต่อหลาย  ปี”  เราไม่สามารถเข้าใจคริชณะองค์ภควาน  หรือรูปลักษณ์  คุณสมบัติ  และพระนาม  ของพระองค์  จากการคาดคะเนทางจิตหรือจากการสนทนาวรรณกรรมพระเวทเท่านั้น  เราต้องเข้าใจพระองค์ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เมื่อเราปฏิบัติตนอย่างสมบูรณ์ใน  คริชณะจิตสำนึก  เริ่มด้วยการสวดภาวนา  มะฮา-มันทระ  -  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร  /  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร-  ตรงนี้เท่านั้น  ที่เราสามารถเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้ไม่ใช่สาวกที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์คิดว่า  คริชณะทรงมีพระวรกายที่ทำมาจากธรรมชาติวัตถุ  กิจกรรมทั้งหลายของพระองค์  รูป  ลักษณ์ของพระองค์  และทุกสิ่งทุกอย่างคือ  มายา  ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์เหล่านี้เรียกว่า  มายาวาดี  ที่ไม่รู้สัจธรรมสูงสุด

โศลกยี่สิบได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  คาไมส  ไทส  ไทร  ฮริทะ-กยานาฮ  พระ  พัดยันเท  ´นยะ-เดวะทาฮ  “พวกที่ตาบอดอันเนื่องมาจากความปรารถนาแห่งราคะจะ  ศิโรราบต่อเทวดา”  เป็นที่ยอมรับว่า  นอกจากองค์ภควานแล้วยังมีเหล่าเทวดาผู้มีดาว  เคราะห์ต่าง  ๆ  และองค์ภควานทรงมีดาวเคราะห์เช่นเดียวกัน  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลก  ที่ยี่สิบสามว่า  เดวาน  เดวะ-ยะโจ  ยานทิ  มัด-บัฺคธา  ยานทิ  มาม  อพิ  พวกที่บูชาเทวดา  จะไปยังดาวเคราะห์ของเทวดา  และพวกที่เป็นสาวกขององค์ชรีคริชณะจะไปที่  คริชณะ  โลคะ  ถึงแม้จะกล่าวไว้อย่างชัดเจนเช่นนี้  คนโง่ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ยังยืนกรานว่าองค์  ภควานทรงไร้รูปลักษณ์  และรูปลักษณ์เหล่านี้เป็นการกำหนดขึ้นมา  จากการศึกษา  คีตา  มีปรากฏหรือไม่ว่าเทวดาและตำหนักของพวกท่านไร้รูปลักษณ์?  ได้บ่งบอกไว้  อย่างชัดเจนว่า  ทั้งเทวดาและคริชณะองค์ภควานมิใช่ว่าไม่มีรูปลักษณ์  ทั้งหมดทรงเป็น  บุคคล  ชรีคริชณะคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทรงมีดาวเคราะห์ของพระองค์เอง  และเทวดาก็ทรงมีดาวเคราะห์ของพวกตน

ดังนั้น  ข้อโต้เถียงของพวกที่เชื่อในความเป็นหนึ่งเดียวกันว่าความจริงที่สูงสุด  นั้นไร้รูปลักษณ์  และรูปลักษณ์ที่กำหนดขึ้นมาก็ไม่ใช่ของจริง  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้อย่าง  ชัดเจนว่าไม่ใช่เป็นการกำหนดขึ้นมา  จาก  ภควัต-คีตา  เราสามารถเข้าใจอย่างชัดเจน  ว่ารูปลักษณ์ของเทวดาและรูปลักษณ์ขององค์ภควานมีอยู่พร้อม  ๆ  กัน  รูปลักษณ์ขององค์  ชรีคริชณะเป็น  สัช-ชิด-อานันดะ  คือเป็นอมตะ  เปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุข  และความรู้  คัมภีร์พระเวทยังยืนยันด้วยว่าสัจธรรมสูงสุดคือ  อานันดะ-มะโย  ´บฺยาสาท  โดยธรรมชาติ  เต็มไปด้วยความปลื้มปีติสุข  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของคุณสมบัติที่เป็นมงคลอัน  หาที่สุดมิได้  ใน  คีตา  องค์ภควานตรัสว่า  แม้ทรงเป็น  อจะ  (ไม่มีการเกิด)  พระองค์ยังทรง  ปรากฏ  สิ่งเหล่านี้เป็นความจริงที่เราควรทำความเข้าใจจาก  ภควัต-คีตา  เราไม่เข้าใจว่า  องค์ภควานทรงไร้รูปลักษณ์ได้อย่างไร  ทฤษฎีหลอกลวงของผู้ที่เชื่อว่าไร้รูปลักษณ์และเป็น  หนึ่งเดียวกันนั้นผิดตามที่  ภควัต-คีตา  กล่าว  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  สัจธรรม  สูงสุดองค์ชรีคริชณะทรงมีทั้งรูปลักษณ์และมีบุคลิกภาพ

โศลก 25 (7.25)

นาฮัม พระคาชะฮ สารวัสยะ
โยกะ-มายา-สะมาวริทะฮ

มูโดฺ ´ยัม นาบิฺจานาทิ
โลโค มาม อจัม อัพยะยัม

นะ  -  ไม่, อฮัม  -  ข้า, พระคาชะฮ  -  ปรากฏ, สารวัสยะ  -  ต่อทุกคน, โยกะ  -  มายา-ด้วย พลังเบื้องสูง,สะมาวริทะฮ  -  ถูกปกคลุม, มูดฺะฮ  -  โง่, อยัม  -  เหล่านี้, ะ-ไม่,อบิฺจานาทิ  -  สามารถเข้าใจ, โลคะฮ  -  บุคคล, มาม  -  ข้า, อจัม  -  ไม่มีการเกิด, อัพยะยัม  -  ไม่มีวันสิ้นสุด

คำแปล

ข้าไม่เคยปรากฏกับคนโง่และผู้ด้อยปัญญา  สำหรับพวกนี้ข้าถูกปิดบังด้วยพลัง  เบื้องสูงของข้า  ดังนั้น  พวกเขาจึงไม่รู้ว่าข้าไม่มีการเกิดและไม่มีความผิดพลาด

คำอธิบาย

อาจเถียงว่าเนื่องจากองค์ชรีคริชณะทรงปรากฏบนโลกนี้  และทุกคนได้เห็น  คริชณะ  แล้วเหตุไฉนปัจจุบันนี้พระองค์จึงไม่ทรงปรากฏให้ทุกคนเห็นอีก?  อันที่จริง  พระองค์ทรงมิได้ปรากฏต่อทุกคน  ขณะที่คริชณะทรงปรากฏมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น  ที่สามารถเข้าใจว่าพระองค์คือองค์ภควาน  ณ  ที่ชุมนุมของเหล่าคุรุ  เมื่อชิชุพาละพูด  ต่อต้านการที่คริชณะทรงได้รับเลือกให้เป็นองค์ประธานในที่ประชุม  บีฺชมะสนับสนุน  คริชณะและประกาศว่าคริชณะคือองค์ภควาน  ในทำนองเดียวกัน  พาณดะวะ  และ  บุคคลอื่น  ๆ  อีกไม่กี่คนทราบว่าคริชณะคือองค์ภควาน  ไม่ใช่ทุก  ๆ  คนจะทราบ  พระองค์  ทรงมิได้เปิดเผยต่อผู้ไม่ใช่สาวกและบุคคลธรรมดาทั่วไป  ดังนั้น  ใน  ภควัต-คีตา  คริชณะ  ตรัสว่านอกจากสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์  มวลมนุษย์พิจารณาว่าคริชณะก็เหมือนกับ  พวกตน  พระองค์ทรงปรากฏต่อสาวกในฐานะเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุขทั้งปวง  แต่  สำหรับบุคคลอื่นผู้ที่ด้อยปัญญาไม่ใช่สาวกพระองค์ทรงถูกปกคลุมด้วยพลังงานเบื้องสูง

บทมนต์ของพระนางคุนที  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (1.8.19)  ได้กล่าวไว้ว่าองค์  ภควานทรงถูกปกคุลมด้วยม่านแห่ง  โยกะ-มายา  ดังนั้น  บุคคลทั่วไปไม่สามารถเข้าใจ  พระองค์  ม่านแห่ง  โยกะ-มายา  นี้ได้ยืนยันไว้ใน  อีโชพะนิชัด  (มันทระ  15)  สาวกภาวนาว่า

ฮิรัณมาเยนะ พาเทรณะ
สัทยัสยาพิฮิทัม มุคัฺม

ทัท ทวัม พูชันน อพาวริณุ
สัทยะ-ดฺารมายะ ดริชทะเย

“โอ้  องค์ภควานของข้า  พระองค์ทรงเป็นผู้ดำรงรักษาจักรวาลทั้งหมด  และการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์เป็นหลักศาสนาที่สูงสุด  ดังนั้น  ข้าพเจ้าขอสวดภาวนา  ให้พระองค์ทรงดำรงรักษาข้าพเจ้าไว้เช่นเดียวกัน  รูปลักษณ์ทิพย์ของพระองค์ถูก  ปกคลุมด้วยโยกะ-มายา  รัศมี  บระฮมะจโยทิ  คือพลังเบื้องสูงที่ปกคลุมพระองค์  ขอ  ให้พระองค์ทรงโปรดกรุณาเคลื่อนย้ายรัศมีอันเจิดจรัส  ที่บังข้าไม่ให้เห็นรูปลักษณ์  สัช-ชิด-อานันดะ  วิกระฮะ  ของพระองค์  ซึ่งเป็นอมตะเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุข  และความรู้”  องค์ภควานในรูปลักษณ์ทิพยที่ปลื้มปีติสุขและเปี่ยมความรู้ถูกปกคลุม  ด้วยพลังงานเบื้องสูงแห่ง  บระฮมะจโยทิ  และผู้ด้อยปัญญาที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ไม่  สามารถเห็นองค์ภควานด้วยเหตุนี้

ใน  ชรีมัด-บฺะกะวะธัม  (10.14.7)  มีบทมนต์โดยพระพรหมเช่นกันดังนี้  “โอ้องค์  ภควาน  โอ้องค์อภิวิญญาณ  โอ้  ปรมาจารย์แห่งมวลอิทธิฤทธิ์จะมีผู้ใดสามารถคำนวณ  พลังอำนาจและลีลาของพระองค์ในโลกนี้ได้?  พระองค์ทรงแผ่ขยายพลังงานเบื้องสูงของ  พระองค์ตลอดเวลาจึงไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจพระองค์  นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการผู้  คงแก่เรียนสามารถตรวจสอบธาตุพื้นฐานของละอองปรมณูในโลกวัตถุ  หรือแม้แต่ดาว  เคราะห์ต่าง  ๆ  แต่จะไม่สามารถคำนวณพลังงานและพลังอำนาจของพระองค์  ถึงแม้ว่า  พระองค์ทรงปรากฏอยู่ต่อหน้าพวกเขา”  ชรีคริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงไม่  เพียงแต่ไม่มีการเกิดเท่านั้น  แต่ยังทรงเป็น  อัพยะยะ  ไม่มีที่สิ้นสุด  รูปลักษณ์อมตะแห่ง  ความปลื้มปีติสุขและความรู้  รวมทั้งพลังงานของพระองค์ทั้งหมดทรงไร้ขอบเขตไม่มีที่  สิ้นสุด

โศลก 26 (7.26)

เวดาฮัม สะมะทีทานิ
วารทะมานานิ ชารจุนะ

บฺะวิชยาณิ ชะ บํูทานิ
มาม ทุ เวดะ นะ คัชชะนะ

เวดะ  -  รู้, อฮัม  -  ข้า, สะมะทีทานิ  -  ผ่านไปอย่างสมบูรณ์, วารทะมานานิ  -  ปัจจุบัน, ชะ  -  และ, อารจะนะ  -  โอ้ อารจุนะ, บฺะวิชยาณิ  -  อนาคต, ชะ-เช่นกัน, บํูทานิ  -  มวลชีวิต, มาม  -  ข้า, ทุ  -  แต่, เวดะ  -  รู้, นะ  -  ไม่, คัชชะนะ  -  ผู้ใด

คำแปล

โอ้  อารจุนะ  ในฐานะที่เป็นองค์ภควาน  ข้ารู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต  ทุก  สิ่งทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน  และทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น  ข้ายังรู้มวล  ชีวิต  แต่สำหรับตัวข้าไม่มีผู้ใดรู้

คำอธิบาย

ณ  ที่นี้คำถามเกี่ยวกับบุคลิกภาพและไร้บุคลิกภาพได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  หากรูปลักษณ์ขององค์ภควานคริชณะเป็น  มายา  หรือเป็นวัตถุจริงดังที่พวกไม่เชื่อใน  รูปลักษณ์พิจารณา  พระองค์ก็จะเหมือนกับสิ่งมีชีวิตทั่วไปคือ  ทรงมีการเปลี่ยนร่างและ  ลืมทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับอดีตชาติ  ผู้ใดที่มีร่างวัตถุจะไม่สามารถระลึกถึงหรือจำชาติ  ก่อนได้  ไม่สามารถทำนายชาติในอนาคตของตนเองได้  และก็ไม่สามารถทำนายผลกรรม  ของตนจากชาตินี้  ดังนั้น  จึงไม่สามารถรู้ว่าอะไรได้เกิดขึ้นในอดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต  นอกจากเป็นอิสระหลุดพ้นจากมลทินทางวัตถุ  มิฉะนั้น  จะไม่สามารถรู้อดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต

องค์ชรีคริชณะทรงไม่เหมือนกับมนุษย์ปุถุชนธรรมดา  ตรัสอย่างชัดเจนว่า  พระองค์ทรงทราบว่าอะไรได้เกิดขึ้นในอดีต  อะไรกำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน  และอะไรจะเกิด  ขึ้นในอนาคตอย่างสมบูรณ์  ในบทที่สี่เราพบว่าคริชณะทรงจำได้ว่าทรงสั่งสอนสุริยเทพ  องค์วิวัสวาน  เป็นล้าน  ๆ  ปีในอดีต  คริชณะทรงรู้ทุก  ๆ  ชีวิตเพราะพระองค์สถิตภายในหัวใจ  ของทุกชีวิตในรูปอภิวิญญาณแต่ถึงแม้ว่าทรงประทับในทุกชีวิตในรูปอภิวิญญาณและทรง  ปรากฏในรูปขององค์ภควาน  ผู้ด้อยปัญญาแม้สามารถรู้แจ้ง  บระฮมัน  ที่ไร้รูปลักษณ์แต่  จะไม่สามารถรู้แจ้งองค์ชรีคริชณะว่าทรงเป็นภควาน  แน่นอนว่าร่างทิพย์ของชรีคริชณะ  ไม่มีวันสูญสลาย  พระองค์ทรงเหมือนกับดวงอาทิตย์และ  มายา  เหมือนกับก้อนเมฆ  ใน  โลกวัตถุเราเห็นว่ามีดวงอาทิตย์และมีหมู่เมฆ  ดวงดาว  และดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  หมู่เมฆ  อาจปกคลุมท้องฟ้าทั้งหมดได้ชั่วขณะ  แต่การปกคลุมเช่นนี้ปรากฏเฉพาะกับสายตาที่มี  ขีดจำกัดของพวกเราเท่านั้น  ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และดวงดาวต่าง  ๆ  อันที่จริงไม่ถูก  ปกคลุม  ในทำนองเดียวกัน  มายา  ไม่สามารถปกคลุมองค์ภควานได้  ด้วยพลังงานเบื้อง  สูง  พระองค์ทรงไม่ปรากฏต่อบุคคลในระดับชั้นปัญญาน้อย  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกสาม  ของบทนี้ว่า  จากจำนวนมนุษย์หลายต่อหลายล้านคน  มีบางคนพยายามเพื่อความสม  บูรณ์ในชีวิตมนุษย์นี้  และจากหลายพันคนของผู้สมบูรณ์เช่นนี้  น้อยคนนักที่จะเข้าใจว่า  คริชณะคือใคร  ถึงแม้หากเขามีความสมบูรณ์ด้วยการรู้แจ้ง  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  หรือ  พะระมาทมา  ภายในหัวใจของทุกคน  เขาจะไม่สามารถเข้าใจว่าชรีคริชณะคือองค์  ภควาน  หากไม่มาอยู่ในคริชณะจิตสำนึก

โศลก 27 (7.27)

อิชชฺา-ดเวชะ-สะมุทเทฺนะ
ดวันดวะ-โมเฮนะ บฺาระทะ

สารวะ-บํูทานิ สัมโมฮัม
สารเก ยานทิ พะรันทะพะ

อิชชฺา  -  ความปรารถนา, ดเวชะ  -  และความเกลียด, สะมุทเทฺนะ  -  เกิดจาก, ดวันดวะ  -  สิ่ง คู่, โมเฮนะ  -  ด้วยความหลง, บฺาระทะ  -  โอ้ผู้สืบราชวงศ์บฺะระทะ, สารวะ  -  ทั้งหมด, บํูทา นิ  -  สิ่งมีชีวิต, สัมโมฮัม  -  อยู่ในความหลง, สารเก  -  ขณะเกิด, ยานทิ  -  ไป, พะรันทะพะ  -  โอ้ ผู้กำราบศัตรู

คำแปล

โอ้  ผู้สืบราชวงศ์บฺะระทะ  โอ้  ผู้กำราบศัตรู  สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเกิดอยู่ในความหลง  สับสนอยู่กับสิ่งคู่ซึ่งเกิดมาจากความต้องการและความเกลียดชัง

คำอธิบาย

สถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของสิ่งมีชีวิตคืออยู่ภายใต้การดูแลขององค์ภควาน  เช่นนี้เท่ากับอยู่ในความรู้ที่บริสุทธิ์  เมื่อหลงผิดแยกออกจากความรู้ที่บริสุทธิ์นี้  เขาจะถูก  พลังงานแห่งความหลงควบคุมทำให้ไม่เข้าใจองค์ภควาน  พลังงานแห่งความหลงปรากฏ  อยู่ในสิ่งคู่เช่น  ความต้องการและความเกลียดชัง  เนื่องมาจากสองสิ่งนี้  บุคคลในอวิชชา  จึงต้องการกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับองค์ภควาน  และอิจฉาคริชณะที่เป็นบุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้า  สาวกผู้บริสุทธิ์จะไม่หลงผิดหรือมีมลทินจากความต้องการและความเกลียด  ชังเช่นนี้  จึงสามารถเข้าใจองค์ชรีคริชณะที่ทรงปรากฏด้วยพลังงานเบื้องสูงของพระองค์  แต่พวกที่หลงผิดอยู่กับสิ่งคู่และอวิชชาคิดว่าองค์ภควานทรงถูกสร้างขึ้นด้วยพลังงานวัตถุ  นี่คือความอับโชค  บุคคลผู้หลงผิดเหล่านี้มีลักษณะอาการที่อิงอาศัยอยู่ในสิ่งคู่เช่นความ  เสียเกียรติและความมีเกียรติ  ความทุกข์และความสุข  เพศหญิงและเพศชาย  ความดีและ  ความชั่ว  ความยินดีและความเจ็บปวด  ฯลฯ  คิดว่า  “นี่คือภรรยาของข้า  นี่คือบ้านของข้า  ข้าคือเจ้าแห่งบ้านนี้  ข้าคือสามีของภรรยาคนนี้”  เหล่านี้คือสิ่งคู่แห่งความหลงผิด  พวกที่  หลงผิดด้วยสิ่งคู่อยู่ในความโง่อย่างบริบูรณ์  ดังนั้น  จึงไม่สามารถเข้าใจองค์ภควาน

โศลก 28 (7.28)

เยชาม ทุ อันทะ-กะทัม พาพัม
จะนานาม พุณยะ-คารมะณาม

เท ดวันดวะ-โมฮะ-นิรมุคทา
บฺะจันเท มาม ดริดฺะ-วระทาฮ

เยชาม  -  เหล่านั้น, ทุ  -  แต่, อันทะ-กะทัม  -  ขจัดไปโดยสิ้นเชิง, พาพัม  -  ความบาป, จะนา- นาม  -  ของบุคคล, พุณยะ  -  บุญ, คารมะณาม  -  กิจกรรมในอดีตของพวกเขา, เท  -  พวกเขา, ดวันดวะ  -  ของสิ่งคู่, โมฮะ  -  หลงผิด, นิรมุคทาฮ  -  เป็นอิสระจาก, บะจันเท  -  ปฏิบัติในการอุทิศ ตนเสียสละรับใช้, มาม-ต่อข้า, ดริดฺะ-วระทาฮ  -  ด้วยความมั่นใจ

คำแปล

บุคคลผู้ทำบุญในชาติก่อน  ๆ  และในชาตินี้  ผู้ที่ผลบาปถูกขจัดไปจนหมดสิ้น  เป็น  อิสระจากสิ่งคู่แห่งความหลงผิด  และพวกเขาปฏิบัติตนรับใช้ข้าด้วยความมั่นใจ

คำอธิบาย

พวกที่มีสิทธิ์เพื่อพัฒนาไปสู่สถานภาพทิพย์ได้กล่าวไว้ในโศลกนี้  สำหรับพวก  ที่มีความบาปไม่เชื่อในองค์ภควาน  โง่เขลา  และมีเจตนาหลอกลวง  เป็นสิ่งยากมากที่  จะข้ามพ้นสิ่งคู่แห่งความต้องการและความเกลียดชัง  ผู้ที่ผ่านชีวิตในการฝึกปฏิบัติตาม  หลักธรรมของศาสนา  ผู้ที่ทำบุญ  และผู้ที่เอาชนะผลบาปเท่านั้นจึงสามารถรับเอาการ  อุทิศตนเสียสละรับใช้มาปฏิบัติ  และค่อย  ๆ  เจริญขึ้นมาสู่ระดับความรู้ที่บริสุทธิ์ขององค์  ภควาน  จากนั้นก็จะค่อย  ๆ  ทำสมาธิที่พระองค์  นั่นคือวิธีการสถิตในระดับทิพย์  การ  เจริญก้าวหน้าเช่นนี้เป็นไปได้ในคริชณะจิตสำนึกด้วยการมาคบหาสมาคมกับสาวกผู้  บริสุทธิ์  จากการคบหาสมาคมกับสาวกผู้ยิ่งใหญ่สามารถจัดส่งเราให้ออกจากความ  หลงผิดได้

ได้กล่าวไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (5.5.2)  ว่า  หากเราต้องการหลุดพ้นจริงๆ  เรา  ต้องถวายการรับใช้ต่อสาวก  (มะฮัทเสวาม  ดวารัม  อาฮุร  วิมุคเทฮ)  แต่ผู้ที่คบหาสมาคม  กับพวกวัตถุนิยมจะอยู่บนวิถีทางที่นำไปสู่ความเป็นอยู่อันมืดมน  (ทะโม-ดวารัม  โยชิ  ทาม  สังกิ-สังกัม)  สาวกทั้งหลายขององค์ภควานเดินทางท่องไปบนโลกนี้เพื่อฟื้นฟูพันธ  วิญญาณจากความหลงผิด  ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ไม่รู้ว่าการลืมสถานภาพพื้นฐานเดิม  ของตนว่าเป็นรององค์ภควาน  เป็นการทำผิดกฎแห่งองค์ภควานอย่างร้ายแรง  นอกจาก  จะกลับคืนมาสู่สถานภาพพื้นฐานเดิมของตน  มิฉะนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจองค์ภควาน  หรือปฏิบัติตนอย่างสมบูรณ์ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อพระองค์  อย่างมุ่งมั่น

โศลก 29 (7.29)

จะรา-มะระณะ-โมคชายะ
มาม อาชริทยะ ยะทันทิ เย

เท บระฮมะ ทัด วิดุฮ คริทสนัม
อัดฺยาทมัม คารมะ ชาคฮิลัม

จะรา  -  จากความแก่, มะระณะ  -  และความตาย, โมคชายะ  -  เพื่อจุดมุ่งหมายแห่งความ หลุดพ้น, มาม  -  ข้า, อาชริทยะ  -  มาพึ่ง, ยะทันทิ  -  พยายาม, เย  -  ทั้งหมดซึ่ง, เท  -  บุคคล เหล่านี้, บระฮมะ  -  บระฮมัน, ทัท  -  อันที่จริงว่า, วิดุฮ  -  พวกเราทราบ, คริทสนัม  -  ทุกสิ่งทุก อย่าง, อัดฺยาทมัม  -  ทิพย์, คารมะ  -  กิจกรรม, ชะ -เช่นกัน, อคิฺลัม  -  ทั้งหมด

คำแปล

ผู้มีปัญญาพยายามเพื่อความหลุดพ้นจากความแก่และความตายมาพึ่งข้าในการ  อุทิศตนเสียสละรับใช้  พวกนี้คือ  บระฮมัน  โดยแท้จริงเพราะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง  เกี่ยวกับกิจกรรมทิพย์โดยสมบูรณ์

คำอธิบาย

การเกิด  การตาย  ความแก่  และโรคภัยไข้เจ็บมีผลกระทบต่อร่างวัตถุนี้  แต่จะ  ไม่มีผลกระทบต่อร่างทิพย์  ไม่มีการเกิด  การตาย  ความแก่  และโรคภัยไข้เจ็บสำหรับร่าง  ทิพย์  ดังนั้น  ผู้ที่บรรลุถึงร่างทิพย์จะมาอยู่ใกล้ชิดสนิทสนมกับองค์ภควาน  และปฏิบัติ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้นิรันดร  จึงเป็นผู้หลุดพ้นที่แท้จริง  อฮัม  บระฮมาสมิ  ข้าคือดวง  วิญญาณ  ได้กล่าวไว้ว่าเราควรเข้าใจว่า  ตัวเราคือ  บระฮมัน  หรือจิตวิญญาณ  แนวคิด  ชีวิต  บระฮมัน  นี้ก็เป็นการอุทิศตนเสียสละรับใช้เช่นเดียวกัน  ดังที่อธิบายไว้ในโศลกนี้ว่า  สาวกบริสุทธิ์ผู้สถิตในระดับทิพย์แห่ง  บระฮมัน  รู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับกิจกรรมทิพย์

สาวกผู้ไม่บริสุทธิ์สี่ประเภทปฏิบัติตนในการรับใช้ทิพย์ต่อองค์ภควานจะ  บรรลุถึงจุดมุ่งหมายของพวกตนตามลำดับด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควาน  เมื่อมี  คริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  จะได้รับความรื่นเริงอย่างแท้จริงกับการคบหาสมาคม  ทิพย์กับพระองค์  แต่พวกที่บูชาเทวดาจะมาไม่ถึงองค์ภควานที่ดาวเคราะห์สูงสุด  แม้  บุคคลผู้รู้แจ้ง  บระฮมัน  ที่ด้อยปัญญา  ก็ไม่สามารถมาถึงดาวเคราะห์สูงสุดของคริชณะ  ชื่อโกโลคะ  วรินดาวะนะ  บุคคลผู้ปฏิบัติกิจกรรมในคริชณะจิตสำนึกเท่านั้น(มาม  อาช-  ริทยะ)  สมควรได้ชื่อ  บระฮมัน  อย่างแท้จริง  เพราะพยายามเพื่อบรรลุถึงคริชณะโลคะ  โดยแท้  บุคคลเหล่านี้ไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับคริชณะ  ดังนั้น  พวกเขาคือ  บระฮมัน  ที่แท้จริง

พวกที่ปฏิบัติการบูชาพระปฏิมาหรือ  อารชา  ของพระองค์  หรือปฏิบัติในการ  ทำสมาธิที่องค์ภควานเพียงเพื่อความหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุ  ได้ชื่อว่าเข้าใจ  บระฮมัน  เช่นเดียวกัน  ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควาน  อดิฺบํูทะ  ฯลฯ  ดังที่  องค์  ภควานจะทรงอธิบายในบทต่อไป

โศลก 30 (7.30)

สาดิฺบํูทาดิฺไดวัม มาม
สาดิฺยะกยัม ชะ เย วิดํุ

พระยาณะ-คาเล ´พิ ชะ มาม
เท วิดุร ยุคทะ-เชทะสะฮ

สะ-อดิฺบํูทะ  -  และหลักการปกครองแห่งปรากฏการณ์ทางวัตถุ, อดิฺไดวัม  -  ปกครอง เทวดาทั้งหลาย, มาม  -  ข้า, สะ-อดิฺยะกยัม  -  และปกครองพิธีบูชาทั้งหมด, ชะ  -  เช่นกัน, เย  -  พวกที่, วิดุฮ  -  รู้, พระยาณะ  -  ความตาย, คาเล  -  ขณะที่, อพิ  -  แม้, ชะ  -  และ, มาม  -  ข้า, เท  -  พวกเขา, วิดุฮ  -  รู้, ยุคทะ-เชทะสะฮ  -  จิตใจพวกเขาปฏิบัติในข้า

คำแปล

พวกที่มีจิตสำนึกสมบูรณ์ในข้า  ผู้รู้จักข้าองค์ภควานสูงสุดว่าเป็นหลักในการ  บริหารปรากฏการณ์ทางวัตถุ  บริหารเหล่าเทวดา  และพิธีบูชาทั้งหลาย  สามารถ  เข้าใจและรู้ถึงข้าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  แม้ขณะที่ตาย

คำอธิบาย

บุคคลปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกไม่เบี่ยงเบนจากวิถีทางในการเข้าใจ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าอย่างสมบูรณ์  ด้วยการคบหาสมาคมทิพย์ในคริชณะ  จิตสำนึก  เขาสามารถเข้าใจว่าองค์ภควานทรงเป็นหลักในการบริหารปรากฏการณ์  ทางวัตถุ  และบริหารแม้เหล่าเทวดาได้อย่างไร  จากการคบหาสมาคมทิพย์เช่นนี้  เขา  ค่อย  ๆ  มีความมั่นใจต่อองค์ภควาน  และในขณะตายบุคคลในคริชณะจิตสำนึกเช่นนี้  จะไม่มีวันลืมคริชณะ  โดยธรรมชาติเขาจะได้รับการส่งเสริมไปยังดาวเคราะห์ขององค์  ภควาน  โกโลคะ  วรินดาวะนะ

บทที่เจ็ดนี้  อธิบายว่าเราสามารถจะมีคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร  จุดเริ่มต้นของคริชณะจิตสำนึกคือการมาคบหาสมาคมกับบุคคลผู้มีคริชณะจิตสำนึก  การคบหาสมาคมเช่นนี้เป็นทิพย์  จะทำให้เรามาสัมผัสกับองค์ภควานโดยตรงและด้วย  พระกรุณาธิคุณขององค์ภควาน  เราสามารถเข้าใจคริชณะว่าทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้า  ในขณะเดียวกัน  เราสามารถเข้าใจสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของสิ่งมี  ชีวิต  สิ่งมีชีวิตลืมคริชณะและมาถูกกิจกรรมทางวัตถุพันธนาการได้อย่างไร  จากการ  ค่อย  ๆ  พัฒนาคริชณะจิตสำนึกด้วยการคบหาสมาคมกับกัลยาณมิตร  สิ่งมีชีวิตสามารถ  เข้าใจว่าเนื่องจากลืมคริชณะเราจึงมาอยู่ในสภาวะตามกฎแห่งธรรมชาติวัตถุ  และยัง  เข้าใจอีกว่าชีวิตในร่างวัตถุนี้เป็นโอกาสที่จะเรียกคริชณะจิตสำนึกกลับคืนมา  จึงควร  ใช้สอยประโยชน์อย่างเต็มที่เพื่อให้ได้รับพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้จากองค์ภควาน

ได้สนทนากันหลายประเด็นในบทนี้  เช่น  บุคคลผู้อยู่ในความทุกข์  บุคคลผู้  ชอบถาม  บุคคลผู้ต้องการสิ่งจำเป็นทางวัตถุ  ความรู้แห่ง  บระฮมัน  ความรู้แห่ง  พะระ-  มาทมา  ความหลุดพ้นจากการเกิด  การตาย  และโรคภัยไข้เจ็บ  และการบูชาองค์  ภควาน  อย่างไรก็ดีผู้ที่พัฒนาในคริชณะจิตสำนึกจริง  ๆ  จะไม่สนใจกับวิธีต่าง  ๆ  เหล่านี้  เขาเพียงแต่ปฏิบัติตนในกิจกรรมของคริชณะจิตสำนึกโดยตรง  และบรรลุถึงสถานภาพ  พื้นฐานอันแท้จริงของตนเองว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์ชรีคริชณะ  ในสภาวะเช่นนี้  เขาจะมีความยินดีในการสดับฟังและสรรเสริญองค์ภควาน  ในการอุทิศตนเสียสละรับ  ใช้ด้วยความบริสุทธิ์  และมั่นใจว่าจากการกระทำเช่นนี้จุดมุ่งหมายทั้งหมดของเขาจะบรรลุ  ผลสำเร็จ  ความศรัทธาอันแรงกล้าเช่นนี้เรียกว่า  ดริดฺะ-วระทะ  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ  ภักดี-  โยคะ  หรือการรับใช้ทิพย์ด้วยความรัก  นี่คือข้อสรุปของพระคัมภีร์ทั้งหลาย  บทที่เจ็ดของ  ภควัต-คีตา  เป็นเนื้อหาสาระแห่งความมุ่งมั่นนี้

ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย บัฺคธิเวดันธะ บทที่เจ็ดของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทา ในหัวข้อเรื่อง
ความรู้แห่งสัจธรรม

บทที่ แปด

การบรรลุถึงองค์ภควาน

โศลก 1 (8.1)

อารจุนะ อุวาชะ
คิม ทัด บระฮมะ คิม อัดฺยาทมัม
คิม คารมะ พุรุ โชททะมะ

อดิฺบํูทัม ชะ คิม โพรคทัม
อดิฺไดวัม คิม อุชยะเท

อารจุนะฮ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, คิม-อะไร, ทัท  -  นั้น,บระฮมะ  -  บระฮมัน, คิม  -  อะไร, อัดฺยาทมัม  -  ตัวเรา, คิม  -  อะไร, คารมะ  -  กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, พุรุชะ  -  อุททะมะ  -  โอ้ บุคคลสูงสุด, อดิฺบํูทัม  -  ปรากฏการณ์ทางวัตถุ, ชะ  -  และ, คิม  -  อะไร, โพรคทัม  -  เรียกว่า, อดิฺไดวัม  -  เหล่าเทวดา, คิม  -  อะไร, อุชยะเท  -  เรียกว่า

คำแปล

อารจุนะตรัสถามว่า  โอ้  องค์ภควานของข้า  โอ้  บุคคลสูงสุด  อะไรคือบระฮมัน?  อะไรคือตัวชีวิต?  อะไรคือกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ?  ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  นี้คืออะไร?  และเหล่าเทวดาคือใคร?  ได้โปรดกรุณาอธิบายให้ข้าพเจ้าด้วย

คำอธิบาย

ในบทนี้องค์ชรีคริชณะทรงตอบหลายคำถามของอารจุนะ  เริ่มต้นด้วย  “อะไรคือ  บระฮมัน?  ”  พระองค์ทรงอธิบายถึง  คารมะ  (กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ)  การอุทิศตนเสียสละรับใช้  หลักธรรมโยคะ  และการอุทิศตนเสียสละรับใช้ในรูป  แบบที่บริสุทธิ์  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  อธิบายว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดที่รู้กันว่าเป็น  บระฮมัน  พะระมาทมา  และ  บฺะกะวาน  นอกจากนั้น  สิ่งมีชีวิตที่เป็นปัจเจกวิญญาณ  ก็เรียกว่า  บระฮมัน  เช่นเดียวกัน  อารจุนะยังถามเกี่ยวกับ  อาทมา  ซึ่งหมายถึงร่างกาย  วิญญาณ  และจิตใจ  ตามพจนานุกรมพระเวท  อาทมา  หมายถึงจิตใจ  วิญญาณ  ร่างกาย  และประสาทสัมผัสด้วย

อารจุนะเรียกองค์ภควานว่า  พุรุโชททะมะ  หรือบุคคลสูงสุดซึ่งหมายความว่า  คำถามเหล่านี้ไม่ใช่ถามกับเพื่อนเท่านั้น  แต่ถามกับบุคคลสูงสุด  โดยทราบว่าพระองค์  คือผู้น่าเชื่อถือได้สูงสุดที่สามารถให้คำตอบที่แน่นอนชัดเจน

โศลก 2 (8.2)

อดิฺยะกยะฮ คะทัฺม โค ทระ
เดเฮ สมิน มะดํุสูดะนะ

พระยาณะ-คาเล ชะ คะทัฺม
กเยโย สิ นิยะทาทมะบิฺฮ

อดิฺยะกยะฮ  -  พระเจ้าแห่งการบูชา, คะทัฺม  -  อย่างไร, คะฮ  -  ผู้ซึ่ง, อทระ  -  ที่นี่, เดเฮ  -  ในร่างกาย, อัสมิน  -  นี้, มะดํุสูดะนะ  -  โอ้ มะดํุสูดะนะ, พระยาณะ-คาเล  -  ขณะกำลังตาย, ชะ-และ, คะทัฺม  -  อย่างไร, กเยยะฮ อสิ  -  รู้ถึงพระองค์, นิยะทะ  -  อาทมะบิฺฮ  -  ด้วยการควบคุมตนเอง

คำแปล

ใครคือพระเจ้าแห่งการบูชา  พระองค์ทรงประทับอยู่ในร่างกายได้อย่างไร  โอ้  มะดํุ-  สูดะนะ?  และขณะที่กำลังจะตายพวกที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้สามารถรู้  ถึงพระองค์ได้อย่างไร

คำอธิบาย

“พระจ้าแห่งการบูชา”  อาจหมายถึงพระอินทร์หรือพระวิชณุก็ได้  พระวิชณุ  ทรงเป็นประธานของเหล่าปฐมเทวดารวมทั้งพระพรหมและพระศิวะ  พระอินทร์ทรงเป็น  ประธานของเหล่าเทวดาผู้บริหาร  ทั้งพระอินทร์และพระวิชณุได้รับการบูชาในพิธีบูชา  ยะกยะ  แต่  ณ  ที่นี้  อารจุนะทรงถามว่าใครคือพระเจ้าแห่ง  ยะกยะ  (พิธีบูชา)  อย่างแท้จริง  และองค์ภควานทรงประทับอยู่ภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิตได้อย่างไร

อารจุนะทรงเรียกพระองค์ว่ามะดํุสูดะนะ  เนื่องจากครั้งหนึ่งคริชณะเคยสังหาร  มารชื่อมะดํุ  อันที่จริงคำถามเหล่านี้เป็นธรรมชาติแห่งความสงสัยซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นใน  จิตใจของอารจุนะเพราะเป็นสาวกผู้มีคริชณะจิตสำนึก  ดังนั้น  ความสงสัยเหล่านี้เหมือน  กับมาร  เนื่องจากคริชณะทรงมีความชำนาญมากในการสังหารมาร  ณ  ที่นี้อารจุนะทรง  เปล่งพระนามคริชณะว่ามะดํุสูดะนะเพื่อว่าคริชณะอาจสังหารมารแห่งความสงสัยที่  ปรากฏขึ้นภายในใจของอารจุนะได้

คำว่า  พระยาณะ-คาเล  ในโศลกนี้มีความสำคัญมากเพราะว่าอะไรก็แล้วแต่  ที่เราทำในชีวิตจะได้รับการทดสอบขณะตาย  อารจุนะทรงมีความกระตือรือร้นมากที่  จะทราบถึงบุคคลที่ปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกอยู่เสมอว่าควรอยู่ในสภาวะเช่นไรในวินาที  สุดท้าย?  ขณะกำลังจะตายการปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดของร่างกายจะกระเจิง  และจิตใจ  จะไม่อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม  เมื่อถูกรบกวนจากสภาวะทางร่างกายเราอาจไม่สามารถ  ระลึกถึงองค์ภควานได้  มะฮาราจะ  คุละเชคฺระ  ผู้เป็นสาวกที่ยิ่งใหญ่ภาวนาว่า  “องค์  ภควานที่่รัก  ปัจจุบันนี้ข้ามีสุขภาพดี  ให้ข้าตายในทันทีจะดีกว่าเพื่อหงส์แห่งจิตใจของข้า  จะได้ซุกไซ้เข้าไปในก้านแห่งพระบาทรูปดอกบัวของพระองค์”  การใช้อุปมานี้เนื่องจาก  หงส์เป็นนกที่อยู่ในน้ำและชื่นชมยินดีในการซุกไซ้เข้าไปในดอกบัว  มันชอบซุกไซ้เข้าไป  ในดอกบัวเหมือนเล่นกีฬา  มะฮาราจะ  คุละเชคฺระตรัสต่อองค์ภควานว่า  “ปัจจุบันนี้จิตใจ  ข้าไม่ถูกรบกวน  และยังมีสุขภาพดี  หากตายกะทันหัน  แล้วคิดถึงพระบาทรูปดอกบัว  ของพระองค์  ก็มั่นใจได้ว่าการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์ประสบผลสำเร็จ  อย่างสมบูรณ์  แต่หากรอจนกระทั่งถึงเวลาตายตามธรรมชาติ  ก็ไม่แน่ใจว่าอะไรจะเกิด  ขึ้น  เพราะว่าในขณะนั้นการปฏิบัติหน้าที่ต่าง  ๆ  ของร่างกายจะกระเจิดกระเจิง  ข้าพเจ้า  อาจติดคอและไม่ทราบว่าจะสามารถสวดภาวนาพระนามของพระองค์ได้หรือไม่  ดังนั้น  ให้ข้าตายโดยทันทีจะดีกว่า”  อารจุนะทรงถามว่าบุคคลจะตั้งมั่นจิตใจอยู่ที่พระบาทรูป  ดอกบัวของคริชณะในวิกฤติกาลเช่นนี้ได้อย่างไร

โศลก 3 (8.3)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
อัคชะรัม บระฮมะ พะระมัม
สวะบฺาโว ดฺยาทมัม อุชยะเท

บํูทะ-บฺาโวดบฺะวะ-คะโร
วิสารกะฮ คารมะ-สัมกยิทะฮ

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  องค์ภควานตรัส, อัคชะรัม  -  ไม่มีวันถูกทำลาย, บระฮมะ  -  บระฮมัน, พะระมัม  -  ทิพย์, สวะบฺาวะฮ  -  ธรรมชาติอมตะ, อัดฺยาทมัม  -  ตัวชีวิต, อุชยะเท -เรียกว่า, บํูทะ-บฺาวะ  -  อุดบฺะวะ-คะระฮ  -  ผลิตร่างวัตถุของสิ่งมีชีวิต, วิสารกะฮ  -  การ สร้าง, คารมะ  -  กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, สัมกยิทะฮ  -  เรียกว่า

คำแปล

องค์ภควานตรัสว่า  ดวงชีวิตทิพย์ที่ไม่มีวันถูกทำลายเรียกว่าบระฮมัน  และธรรม  ชาตินิรันดรของเขาเรียกว่าอัดฺยาทมะ  หรือดวงชีวิต  กิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนา  ร่างกายวัตถุของสิ่งมีชีวิตเรียกว่ากรรม  (คารมะ)  หรือกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ

คำอธิบาย

บระฮมัน  ไม่มีวันถูกทำลายและเป็นอยู่ชั่วกัลปวสาน  สถานภาพเดิมแท้ของ  เขาไม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าในขณะใด  แต่เหนือไปจาก  บระฮมัน  ยังมี  พะระบระฮ-  มัน,  บระฮมัน  หมายถึงสิ่งมีชีวิตและ  พะระบระฮมัน  หมายถึงองค์ภควาน  สถานภาพ  พื้นฐานของสิ่งมีชีวิตแตกต่างไปจากสถานภาพที่เขาได้รับในโลกวัตถุ  ในวัตถุจิตสำนึก  ธรรมชาติคือพยายามเป็นเจ้าแห่งวัตถุ  แต่ในจิตสำนึกทิพย์หรือคริชณะจิตสำนึก  สถานภาพของเขาคือเป็นผู้รับใช้องค์ภควาน  เมื่อสิ่งมีชีวิตอยู่ในวัตถุจิตสำนึก  จะต้อง  ได้รับร่างกายต่าง  ๆ  ในโลกวัตถุ  เช่นนี้เรียกว่ากรรม  (คารมะ)  หรือการสร้างอันหลาก  หลายด้วยการบังคับของจิตสำนึกวัตถุ

ในวรรณกรรมพระเวทสิ่งมีชีวิตเรียกว่า  จีวาทมา  และ  บระฮมัน  แต่ไม่เคยถูก  เรียกว่า  พะระบระฮมัน  สิ่งมีชีวิต  (จีวาทมา)  ได้รับสถานภาพต่าง  ๆ  บางครั้งกลืนเข้าไป  ในธรรมชาติวัตถุอันมืดมนและสำคัญตนเองกับวัตถุ  และบางครั้งสำคัญตนเองกับสิ่ง  ที่สูงกว่าคือธรรมชาติทิพย์  ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตจึงได้ชื่อว่าเป็นพลังงานพรมแดนขององค์  ภควาน  ตามที่สำคัญตนเองกับธรรมชาติวัตถุหรือธรรมชาติทิพย์จึงได้รับร่างวัตถุหรือ  ร่างทิพย์  ในธรรมชาติวัตถุเขาอาจได้รับร่างกายจากหนึ่งใน  8,400,000  เผ่าพันธุ์ชีวิต  แต่ในธรรมชาติทิพย์จะมีเพียงร่างเดียว  ในธรรมชาติวัตถุบางครั้งปรากฏเป็นมนุษย์  เป็น  เทวดา  เป็นสัตว์เดรัจฉาน  เป็นนก  ฯลฯ  ตามกรรมของตน  อาจบรรลุถึงดาวเคราะห์วัตถุ  บนสรวงสวรรค์  และได้รับความสุขกับสิ่งอำนวยความสะดวก  บางครั้งเขาปฏิบัติพิธีบูชา  (ยะกยะ)  แต่เมื่อผลบุญหมดลงจะกลับมาในโลกนี้อีกครั้งในร่างมนุษย์  วิธีกรรมเช่นนี้  เรียกว่ากรรมหรือ  (คารมะ)

ชฺานโดกยะ  อุพะนิชัด  อธิบายวิธีการทำพิธีบูชาทางพระเวทที่แท่นพิธีบูชามีการ  ถวายสิ่งของห้าอย่างไปในไฟห้าชนิด  ไฟห้าชนิดสำเหนียกจาก  ดาวเคราะห์สวรรค์  เมฆ  โลก  ชาย  และหญิง  และสิ่งถวายในพิธีบูชาห้าอย่างคือ  ความศรัทธา  ผู้มีความสุขบน  ดวงจันทร์  ฝน  เมล็ดข้าว  และอสุจิ

ในพิธีการบูชา  สิ่งมีชีวิตทำพิธีบูชาโดยเฉพาะเพื่อบรรลุถึงสรวงสวรรค์  และก็  บรรลุถึงจริงในเวลาต่อมา  เมื่อผลบุญแห่งการบูชาหมดสิ้นลง  สิ่งมีชีวิตตกลงมาบนโลกใน  รูปของฝน  จากนั้นมาอยู่ในรูปของเมล็ดข้าว  และมนุษย์รับประทานเมล็ดข้าวกลายเป็นอสุจิ  ซึ่งทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์  ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตได้รับร่างมนุษย์อีกครั้งหนึ่งเพื่อปฏิบัติพิธีบูชา  และ  วนเวียนอยู่ในวัฏจักรนี้  เช่นนี้สิ่งมีชีวิตจึงไป  ๆ  มา  ๆ  บนวิถีทางวัตถุชั่วกัลปวสาน  อย่างไรก็  ดี  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกหลีกเลี่ยงการบูชาเช่นนี้  เขาปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกโดยตรง  ดัง  นั้น  จึงเตรียมตัวกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์ภควาน

นักวิจารณ์  ภควัต-คีตา  ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์คิดว่า  บระฮมัน  รับเอารูปของ  จีวะ  ในโลกวัตถุอย่างไร้เหตุผล  และเพื่อสนับสนุนประเด็นนี้พวกเขาได้อ้างอิงบทที่สิบห้า  โศลก  7  ของ  คีตา  แต่ในโศลกนี้องค์ภควานยังตรัสอีกว่าสิ่งมีชีวิตเป็น  “ละอองอณูนิรันดร  ของตัวข้า”  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูขององค์ภควานและอาจตกลงมาในโลกวัตถุ  แต่องค์  ภควาน  (อัชยุทะ)  ไม่มีวันตกลงต่ำ  ดังนั้น  ข้อสรุปที่ว่า  บระฮมัน  สูงสุดรับเอารูปของ  จีวะ  จึงยอมรับไม่ได้  มีความสำคัญที่ควรจำไว้ว่าในวรรณกรรมพระเวท  บระฮมัน  (สิ่งมีชีวิต)  แตกต่างจาก  พะระบระฮมัน  (องค์ภควาน)

โศลก 4 (8.4)

อดิฺบํูทัม คชะโร บฺาวะฮ
พุรุชัช ชาดิฺไดวะทัม

อดิฺยะกโย ฮัม เอวาทระ
เดเฮ เดฮะ-บฺริทาม วะระ

อดิฺบํูทัม  -  ปรากฏการณ์ทางวัตถุ, คชะระฮ  -  เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ, บฺาวะฮ  -  ธรรมชาติ, พุรุชะฮ  -  รูปลักษณ์จักรวาลรวมทั้งเทวดาทั้งหลายเช่นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์และ ดวงจันทร์, ชะ-และ, อดิฺไดวะทัม  -  เรียกว่า อดิฺไดวะ, อดิฺยะกยะเฮ  -  อภิวิญญาณ, อฮัม  -  ข้า (คริชณะ), เอวะ  -  แน่นอน, อทระ  -  ในนี้, เดเฮ  -  ร่างกาย, เดฮะ  -  บฺริทาม-ของ รูปร่าง, วะระ  -  โอ้ ผู้ยอดเยี่ยม

คำแปล

โอ้  ผู้ยอดเยี่ยมในบรรดาดวงชีวิต  ธรรมชาติวัตถุที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเรียก  ว่า  อดิฺบํูทะ  (ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ)  รูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควานซึ่งรวม  ถึงเทวดาทั้งหลายเช่นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เรียกว่า  อดิฺไดวะ  และ  ข้าองค์ภควานสูงสุดซึ่งมีอภิวิญญาณผู้ประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกชีวิตเป็นผู้แทน  เรียกว่า  อดิฺยะกยะ  (พระเจ้าแห่งการบูชา)

คำอธิบาย

ธรรมชาติวัตถุเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  โดยทั่วไปร่างวัตถุจะต้องผ่านหก  ขั้นตอนคือมีการเกิด  เจริญเติบโต  คงอยู่ชั่วระยะหนึ่ง  สืบพันธุ์  หดตัวลง  และจากนั้นก็  อันตรธานสูญหายไป  ธรรมชาติวัตถุนี้เรียกว่า  อดิฺบํูทะ  ถูกสร้างขึ้นมา  ณ  จุดหนึ่ง  และ  จะถูกทำลายไปอีกจุดหนึ่ง  แนวคิดที่ว่ารูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควานซึ่งรวมถึงเหล่า  เทวดาพร้อมดาวเคราะห์เรียกว่า  อดิฺไดวะทะ  ผู้ที่ปรากฏในร่างกายควบคู่ไปกับปัจเจก  วิญญาณคืออภิวิญญาณ  ซึ่งเป็นผู้แทนที่สมบูรณ์ขององค์ชรีคริชณะ  อภิวิญญาณเรียกว่า  พะระมาทมา  หรือ  อดิฺยะกยะ  ทรงสถิตในหัวใจ  คำว่า  เอวะ  มีความสำคัญโดยเฉพาะ  ในเนื้อหาของโศลกนี้  เพราะว่าคำนี้องค์ภควานทรงเน้นว่า  พะระมาทมา  ไม่แตกต่างไป  จากพระองค์  ในรูปอภิวิญญาณประทับอยู่เคียงข้างปัจเจกวิญญาณ  ทรงเป็นพยานใน  กิจกรรมต่าง  ๆ  และทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งจิตสำนึกของปัจเจกวิญญาณ  อภิวิญญาณ  ทรงเปิดโอกาสแก่ปัจเจกวิญญาณให้ทำอะไรโดยเสรี  ทรงเป็นพยานในกิจกรรมต่าง  ๆ  ของเขา  สำหรับสาวกผู้มีคริชณะจิตสำนึกที่บริสุทธิ์และปฏิบัติการรับใช้ทิพย์แด่องค์  ภควาน  หน้าที่แห่งปรากฏการณ์ทั้งหลายขององค์ภควานจะกระจ่างขึ้นโดยปริยาย  รูปลักษณ์จักรวาลอันมหึมาของพระองค์เรียกว่า  อดิฺไดวะทะ  ซึ่งนวกะผู้ไม่สามารถเข้าพบ  องค์ภควาน  ในปรากฏารณ์ของพระองค์ในรูปอภิวิญญาณจะเพ่งพิจารณาดู  นวกะจึงได้  รับคำแนะนำให้เพ่งพิจารณาดูรูปลักษณ์จักรวาลหรือ  วิราท-พุรุชะ  ซึ่งพระเพลาพิจารณา  ว่าเป็นหมู่ดาวเคราะห์เบื้องต่ำ  พระเนตรของพระองค์พิจารณาว่าเป็นดวงอาทิตย์และดวง  จันทร์  และพระเศียรของพระองค์พิจารณาว่าเป็นระบบดาวเคราะห์เบื้องสูง

โศลก 5 (8.5)

อันทะ-คาเล ชะ มาม เอวะ
สมะรัน มุคทวา คะเลวะรัม

ยะฮ พระยาทิ สะ มัด-บฺาวัม
ยาทิ นาสทิ อัทระ สัมชะยะฮ

อันทะ-คาเล  -  ในบั้นปลายของชีวิต, ชะ  -  เช่นกัน, มาม-ข้า, เอวะ  -  แน่นอน, สมะรัน  -  ระลึก ถึง, มุคทวา  -  ยกเลิก, คะเลวะรัม  -  ร่างกาย, ยะฮ  -  เขาผู้ซึ่ง, พระยาทิ  -  ไป, สะฮ  -  เขา, มัท- บฺาวัม  -  ธรรมชาติของข้า, ยาทิ  -  บรรลุ, นะ  -  ไม่, อัสทิ  -  มี, อัทระ  -  ที่นี่, สัมชะยะฮ  -  ข้อสงสัย

คำแปล

และผู้ใดที่ในบั้นปลายชีวิต  ออกจากร่างกายโดยระลึกถึงข้าเพียงผู้เดียว  จะบรรลุ  ถึงธรรมชาติของข้าโดยทันทีอย่างไม่ต้องสงสัย

คำอธิบาย

โศลกนี้  ได้เน้นถึงจุดสำคัญของคริชณะจิตสำนึก  ผู้ใดที่วิญญาณออกจากร่าง  ในขณะที่มีคริชณะจิตสำนึกจะถูกย้ายไปยังธรรมชาติทิพย์ขององค์ภควานทันที  องค์  ภควานทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุดในหมู่ผู้บริสุทธิ์  ฉะนั้น  ผู้ใดที่มีคริชณะจิตสำนึกอยู่เสมอจะ  เป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุดในหมู่ผู้บริสุทธิ์เช่นเดียวกัน  คำว่า  สมะรัน  (“ระลึกถึง”)  มีความสำคัญ  การระลึกถึงคริชณะเป็นไปไม่ได้สำหรับจิตวิญญาณผู้ไม่บริสุทธิ์ที่ไม่ได้ปฏิบัติคริชณะ  จิตสำนึกในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ดังนั้น  เราควรปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกตั้งแต่เริ่ม  แรกของชีวิต  หากเราปรารถนาความสำเร็จในบั้นปลายชีวิต  วิธีการระลึกถึงคริชณะ  เป็นหัวใจสำคัญ  ดังนั้น  เราควรสวดภาวนามหามนต์  -ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร  /  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร-  อยู่เสมอ  โดยไม่มีวันหยุด  องค์เชธันญะทรงแนะนำให้เรามีความอดทนเหมือนกับต้นไม้  (ทะโรร  อิ  วะ  สะฮิชณุนา)  อาจมีอุปสรรคมากมายสำหรับผู้ที่สวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  อย่างไรก็ดี  เราต้องอดทนต่ออุปสรรคทั้งหลายเหล่านี้  และภาวนา  -ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร-  อย่างต่อ  เนื่อง  เพื่อในบั้นปลายชีวิตเราสามารถได้รับประโยชน์โดยสมบูรณ์จากคริชณะจิตสำนึก

โศลก 6 (8.6)

ยัม ยัม วาพิ สมะรัน บฺาวัม
ทยะจะทิ อันเท คะเลวะรัม

ทัม ทัม เอไวทิ คะอุนเทยะ
สะดา ทัด-บฺาวะ-บฺาวิทะฮ

ยัม ยัม  -  อะไรก็แล้วแต่, วา อพิ  -  ทั้งหมด, สมะรัน  -  ระลึกถึง, บฺาวัม  -  ธรรมชาติ, ทยะ จะทิ  -  ยกเลิก, อันเท  -  บั้นปลาย, คะเลวะรัม  -  ร่างนี้, ทัม ทัม  -  ในทำนองเดียวกัน, เอวะ  -  แน่นอน, เอทิ  -  ได้รับ, คะอุนเทยะ  -  โอ้โอรสพระนางคุนที, สะดา  -  เสมอ, ทัท  -  นั้น, บฺาวะ  -  สภาวะจิต, บฺาวิทะฮ  -  จำ

คำแปล

ไม่ว่าจิตสำนึกระลึกถึงอะไรขณะที่ออกจากร่าง  โอ้  โอรสพระนางคุนที  เขาจะได้  รับสิ่งนั้นอย่างแน่นอน

คำอธิบาย

วิธีการเปลี่ยนธรรมชาติของเราในช่วงวิกฤตการณ์แห่งความตายได้อธิบายไว้  ณ  ที่นี้  ในบั้นปลายชีวิตบุคคลออกจากร่างและคิดถึงคริชณะ  จะได้รับธรรมชาติทิพย์  แห่งองค์ภควาน  ไม่เป็นความจริงที่บุคคลคิดถึงอย่างอื่นนอกจากคริชณะแล้วจะบรรลุ  ถึงระดับทิพย์เช่นเดียวกัน  ประเด็นนี้เราควรตั้งข้อสังเกตด้วยความระมัดระวัง  เราจะ  ตายในสภาวะจิตที่ถูกต้องได้อย่างไร?  มะฮาราจะ  บฺะระทะ  แม้จะเป็นบุคลิกภาพผู้ยิ่ง  ใหญ่ทรงคิดถึงกวางในบั้นปลายของชีวิต  ชาติต่อมาจึงถูกย้ายเข้าไปในร่างกวาง  แม้  เป็นกวาง  ท่านระลึกถึงกรรมในอดีตได้  จึงต้องยอมรับร่างสัตว์นั้น  แน่นอนว่าความคิดใน  ขณะที่เรามีชีวิตอยู่สะสมและมีอิทธิพลต่อความคิดของเราในขณะที่ตาย  ดังนั้น  ชีวิตนี้จึง  ปูทางไว้สำหรับชาติหน้า  หากปัจจุบันเราใช้ชีวิตในระดับแห่งความดีและคิดถึงคริชณะ  เสมอเป็นไปได้ที่เราจะระลึกถึงคริชณะในบั้นปลายของชีวิต  เช่นนี้จะช่วยย้ายเราไปสู่  ธรรมชาติทิพย์แห่งคริชณะ  หากมีความซึมซาบอยู่ในระดับทิพย์ในการรับใช้คริชณะ  ร่าง  ต่อไปของเราจะเป็นทิพย์ไม่ใช่วัตถุ  ดังนั้นการสวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  เป็นวิธีที่  ดีที่สุดเพื่อความสำเร็จในการเปลี่ยนระดับจิตสำนึกในบั้นปลายของชีวิตเรา

โศลก 7 (8.7)

ทัสมาท สารเวชุ คาเลชุ
มาม อนุสมะระ ยุดฺยะ ชะ

มะยิ อารพิทะ-มะโน-บุดดิฺร
มาม เอไวชยะสิ อสัมชะยะฮ

ทัสมาท  -  ดังนั้น, สารเวชุ  -  ตลอด, คาเลชุ  -  เวลา, มาม  -  ข้า, อนุสมะระ  -  ระลึกถึงเรื่อย ๆ, ยุดฺยะ  -  ต่อสู้, ชะ  -  เช่นกัน, มะยิ  -  แด่ข้า, อารพิทะ  -  ศิโรราบ, มะนะฮ  -  จิตใจ, บุดดิฺฮ  -  ปัญญา, มาม  -  แด่ข้า, เอวะ  -  แน่นอน, เอชยะสิ  -  เธอจะได้รับ, อสัมชะยะฮ  -  เหนือความ สงสัย

คำแปล

ฉะนั้น  โอ้  อารจุนะ  เธอควรระลึกถึงข้าในรูปลักษณ์คริชณะอยู่เสมอ  และใน  ขณะเดียวกันก็ปฏิบัติหน้าที่ในการต่อสู้ที่ได้กำหนดไว้  โดยอุทิศกิจกรรมต่าง  ๆ  ของเธอแด่ข้า  จิตใจและปัญญาตั้งมั่นอยู่ที่ข้า  เธอจะบรรลุถึงข้าโดยไม่ต้องสงสัย

คำอธิบาย

คำสั่งสอนที่ให้แก่อารจุนะนี้มีความสำคัญมากสำหรับมวลมนุษย์ที่ปฏิบัติอยู่ใน  กิจกรรมทางวัตถุ  องค์ภควานมิได้ตรัสว่าควรยกเลิกหน้าที่หรือการปฏิบัติที่กำหนดไว้  สำหรับเรา  เรายังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป  แต่ในขณะเดียวกันระลึกถึงคริชณะด้วยการสวด  ภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  เช่นนี้จะทำให้เราเป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุและทำให้จิตใจและ  ปัญญาของเราอยู่กับคริชณะ  จากการสวดภาวนาพระนามต่าง  ๆ  ของคริชณะ  เราจะถูก  ย้ายไปยังดาวเคราะห์สูงสุด  คริชณะโลคะโดยไม่ต้องสงสัย

โศลก 8 (8.8)

อับฺยาสะ-โยกะ-ยุคเทนะ
เชทะสา นานยะ-กามินา

พะระมัม พุรุชัม ดิพยัม
ยาทิ พารทฺานุชินทะยัน

อับฺยาสะ-โยกะ  -  จากการปฏิบัติ, ยุคเทนะ  -  ปฏิบัติสมาธิ, เชทะสา  -  ด้วยจิตใจและปัญญา, นะ อันยะ-กามินา  -  โดยปราศจากการเบี่ยงเบน, พะระมัม  -  สูงสุด, พุรุชัม  -  บุคลิกภาพแห่ง พระเจ้า, ดิพยัม  -  ทิพย์, ยาทิ  -  เขาบรรลุ, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, อนุชินทะยัน  -  คิดถึงอยู่เสมอ

คำแปล

ผู้ทำสมาธิอยู่ที่ข้า  ในฐานะองค์ภควาน  จิตใจระลึกถึงข้าอยู่ตลอดเวลา  โดยไม่  เบี่ยงเบนจากวิถีทาง  โอ้พารทฺะ  เขาจะมาถึงข้าอย่างแน่นอน

คำอธิบาย

โศลกนี้  องค์ชรีคริชณะทรงเน้นถึงความสำคัญในการระลึกถึงพระองค์  ความ  จำคริชณะของเราจะฟื้นฟูขึ้นด้วยการสวดภาวนามหามนต์  ฮะเร  คริชณะ  จากการปฏิบัติ  สวดภาวนา  และ  สดับฟังคลื่นเสียงแห่งองค์ภควานนี้  หู  ลิ้น  และจิตใจของเราปฏิบัติการ  ทำสมาธิอันน่าอัศจรรย์นี้  เป็นการปฏิบัติที่ง่ายมาก  จะช่วยให้เราบรรลุถึงองค์ภควาน  พุรุชัม  หมายถึงผู้มีความสุขเกษมสำราญ  ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตเป็นพลังงานพรมแดนของ  องค์ภควาน  พวกเขาอยู่ในมลทินทางวัตถุ  คิดว่าตนเองเป็นผู้ที่มีความสุขเกษมสำราญ  แต่อันที่จริงมิใช่เป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญสูงสุด  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  ผู้มี  ความสุขเกษมสำราญสูงสุดคือองค์ภควานในรูปลักษณ์ที่ปรากฏต่าง  ๆ  รวมทั้งภาคแบ่ง  แยกที่สมบูรณ์ของพระองค์  เช่น  นารายะณะ  วาสุเดวะ  ฯลฯ

สาวกสามารถคิดถึงองค์ภควานอยู่เสมอในรูปลักษณ์ที่ตนบูชา  เช่น  นารายะณะ  คริชณะ  รามะ  ฯลฯ  ด้วยการสวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  การปฏิบัติเช่นนี้จะทำให้เราบริสุทธิ์  เพราะสวดภาวนาอยู่เสมอ  ในบั้นปลายชีวิตเราจะถูกย้ายไปยังอาณาจักรแห่งองค์ภควาน  การปฏิบัติโยคะคือการทำสมาธิที่องค์อภิวิญญาณภายใน  ในทำนองเดียวกัน  การสวด  ภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  เราตั้งจิตมั่นอยู่ที่องค์ภควานตลอดเวลา  จิตใจนั้นโลเลไม่แน่นอน  ดังนั้น  จึงจำเป็นที่ต้องให้จิตใจปฏิบัติด้วยการบังคับให้คิดถึงคริชณะ  มีตัวอย่างที่ให้ไว้  บ่อย  ๆว่า  ตัวดักแด้คิดถึงว่ามันจะกลายมาเป็นผีเสื้อ  ดังนั้น  มันจึงเปลี่ยนรูปมาเป็นผีเสื้อ  ในชีวิตเดียวกันนี้  ลักษณะเดียวกัน  หากเราคิดถึงคริชณะอยู่ตลอดเวลา  แน่นอนว่าใน  บั้นปลายชีวิตเราจะมีร่างกายที่มีองค์ประกอบเหมือนกับคริชณะ

โศลก 9 (8.9)

คะวิม พุราณัม อนุชาสิทารัม
อโณร อณียามสัม อนุสมะเรด ยะฮ

สารวัสยะ ดฺาทารัม อชินทยะ-รูพัม
อาดิทยะ-วารณัม ทะมะสะฮ พะรัสทาท

คะวิม  -  ผู้ที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง, พุราณัม  -  อาวุโสที่สุด, อนุชาสิทารัม  -  ผู้ควบคุม, อโนฮ  -  กว่า ละอองอณู, อณียามสัม  -  เล็กว่า, อนุสมะเรท  -  คิดถึงอยู่เสมอ, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, สารวัสยะ  -  ของทุกสิ่ง, ดฺาทารัม  -  ผู้ดำรงรักษา, อชินทยะ  -  ไม่สามรถมองเห็น, รูพัม  -  รูปลักษณ์ของ พระองค์, อาดิทยะ-วารณัม  -  เจิดจรัสเหมือนดวงอาทิตย์, ทะมะสะฮ  -  ความมืด, พะรัส- ทาท  -  ทิพย์

คำแปล

เราควรทำสมาธิที่องค์ภควานในฐานะที่ทรงเป็นผู้รอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง  เป็นผู้  อาวุโสที่สุด  เป็นผู้ควบคุม  เล็กกว่าสิ่งที่เล็กที่สุด  เป็นผู้ดำรงรักษาทุกสิ่งทุกอย่าง  อยู่เหนือแนวคิดทางวัตถุทั้งปวง  ไม่สามารถมองเห็นได้  และทรงเป็นบุคคลอยู่  เสมอ  พระองค์ทรงเจิดจรัสเหมือนดวงอาทิตย์  และเป็นทิพย์เหนือธรรมชาติวัตถุ

คำอธิบาย

วิธีการคิดถึงองค์ภควานได้กล่าวไว้ในโศลกนี้  จุดสำคัญที่สุดคือพระองค์ทรง  มิใช่ไร้รูปลักษณ์หรือว่างเปล่า  เราไม่สามารถทำสมาธิอยู่ที่บางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีรูป  ลักษณ์หรือว่างเปล่า  เพราะเป็นสิ่งที่ยากมาก  อย่างไรก็ดีวิธีการคิดถึงคริชณะนั้นง่าย  มาก  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  ก่อนอื่นพระองค์ทรงเป็น  พุรุชะ  หรือบุคคล  เราคิดถึงรูป  ลักษณ์  พระรามและรูปลักษณ์คริชณะ  ไม่ว่าเราจะคิดถึงพระรามหรือคริชณะ  พระองค์ทรงเป็น  เช่นไรนั้นได้อธิบายในโศลกนี้ของ  ภควัต-คีตา  องค์ภควาน  ทรงเป็นคะวิ  หมายความ  ว่าพระองค์รู้อดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต  ดังนั้น  พระองค์ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง  เป็นบุคคล  ผู้อาวุโสที่สุด  เพราะว่าเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง  ทุกสิ่งทุกอย่างกำเนิดมาก  จากพระองค์  พระองค์ยังเป็นผู้ควบคุมจักรวาลสูงสุด  ทรงเป็นผู้ดำรงรักษาและผู้  สอนมนุษยชาติ  เล็กว่าสิ่งที่เล็กที่สุด  สิ่งมีชิวิตมีขนาดเศษหนึ่งส่วนหมื่นของปลาย  เส้นผม  แต่องค์ภควานเล็กจนมองไม่เห็น  และเสด็จเข้าไปอยู่ในหัวใจของละอองอณู  นี้  ดังนั้น  พระองค์ถูกเรียกว่าเล็กกว่าสิ่งที่เล็กที่สุด  ในฐานะที่เป็นองค์ภควาน  พระองค์  ทรงสามารถเสด็จเข้าไปในละอองอณูและเข้าไปในหัวใจของสิ่งที่เล็กที่สุดและควบคุม  เขาในฐานะที่เป็นอภิวิญญาณ  แม้จะเล็กขนาดนี้พระองค์ยังแผ่กระจายไปทั่วและดำรง  รักษาทุกสิ่งทุกอย่าง  ทรงเป็นผู้ค้ำจุนระบบดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  ทั้งหมดนี้  เราประหลาด  ใจอยู่เสมอว่าดาวเคราะห์มหึมาเหล่านี้ลอยอยู่ในอากาศได้อย่างไร  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  ด้วยพลังอำนาจอันมองไม่เห็นขององค์ภควาน  พระองค์ทรงค้ำจุนดาวเคราะห์มหึมาทั้ง  หลายเหล่านี้รวมทั้งระบบต่าง  ๆของหมู่ดวงดาว  คำว่า  อชินทยะ  (“ไม่สามารถมองเห็น”)  มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกันนี้  พลังงานขององค์ภควานอยู่เหนือขอบเขตวิศัยทัศน์ของ  พวกเรา  ดังนั้น  จึงเรียกว่าไม่สามารถมองเห็น  (อชินทยะ)  ผู้ใดจะสามารถเถียงประเด็น  นี้ได้?  พระองค์ทรงแผ่กระจายในโลกวัตถุนี้  ถึงกระนั้นก็อยู่เหนือโลกวัตถุนี้  เราไม่  สามารถเข้าใจแม้แต่โลกวัตถุซึ่งไม่มีความสำคัญอันใดเลยเมื่อเปรียบเทียบกับโลกทิพย์  แล้วเราจะเข้าใจสิ่งที่สูงไปกว่านี้ได้อย่างไร?  อชินทยะ  หมายความว่าโลกวัตถุ  ซึ่งข้อถก  เถียงตามตรรกวิทยาและการคาดคะเนทางปรัชญาของเราไม่สามารถสัมผัสสิ่งที่เราไม่  สามารถมองเห็นได้  ฉะนั้น  บุคคลผู้มีปัญญาจะหลีกเลี่ยงการถกเถียงและการคาดคะเน  ที่ไร้ประโยชน์  และยอมรับสิ่งที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์เช่น  คัมภีร์พระเวท  ภควัต-คีตา  และ  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  และปฏิบัติตามหลักการที่วางไว้  เช่นนี้จะนำเราไปสู่ความเข้าใจ

โศลก 10 (8.10)

พระยาณะ-คาเล มะนะสาชะเลนะ
บัฺคธยา ยุคโท โยกะ-บะเลนะ ไชวะ

บฺรุโวร มัดฺเย พราณัม อาเวชยะ สัมยัค
สะ ทัม พะรัม พุรุชัม อุไพทิ ดิพยัม

พระยาณะ-คาเล  -  ขณะตาย, มะนะสา-ด้วยจิตใจ, อชะเลนะ  -  ปราศจากการเบี่ยง เบน, บัฺคธยา  -  อุทิศตนเสียสละอย่างสมบูรณ์, ยุคทะฮ  -  ปฏิบัติ, โยกะ  -  บะเลนะ  -  ด้วยพลังแห่ง อิทธิฤทธิ์โยคะ, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, บฺรุโวฮ  -  คิ้วทั้งสองข้าง, มัดฺเย  -  ระหว่าง, พราณัม  -  ลมปราณชีวิต, อาเวชยะ  -  ตั้งมั่น, สัมยัค  -  สมบูรณ์, สะฮ  -  เขา, ทัม  -  นั้น, พะรัม  -  ทิยพ์, พุรุชัม  -  องค์ภควาน, อะไพทิ  -  บรรลุ, ดิพยัม  -  ในอาณาจักรทิพย์

คำแปล

ขณะตาย  บุคคลตั้งมั่นลมปราณชีวิตอยู่ระหว่างคิ้วทั้งสอง  และด้วยพลังแห่งโยคะ  พร้อมทั้งจิตใจที่ไม่เบี่ยงเบน  ปฏิบัติการระลึกถึงองค์ภควานด้วยการอุทิศตนเสีย  สละอย่างสมบูรณ์  แน่นอนว่าจะบรรลุถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า

คำอธิบาย

โศลกนี้  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าในขณะกำลังตาย  จิตใจต้องตั้งมั่นในการ  อุทิศตนเสียสละต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  สำหรับพวกที่ฝึกปฏิบัติโยคะ  ได้  แนะนำไว้ว่าให้กำหนดพลังแห่งชีวิตให้มาอยู่ระหว่างคิ้วทั้งสอง  (ที่  อากยา-ชัคระ)  การ  ปฏิบัติ  ชัด-ชัคระ-โยกะ  เกี่ยวเนื่องกับการทำสมาธิที่  ชัคระ  ทั้งหกซึ่งเกริ่นไว้  ณ  ที่นี้  สาวกผู้บริสุทธิ์มิได้ฝึกปฏิบัติโยคะเช่นนี้  แต่เพราะว่าปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกอยู่เสมอ  ขณะกำลังตาย  ด้วยพระกรุณาธิคุณของคริชณะทำให้สามารถระลึกถึงองค์ภควานได้  ดังจะอธิบายในโศลกสิบสี่

การใช้คำว่า  โยกะ-บะเลนะ  มีความสำคัญในโศลกนี้  เพราะปราศจากการ  ปฏิบัติโยคะ  ไม่ว่าจะเป็น  ชัท-ชัคระ-โยกะ  หรือ  ภักดี-โยคะ  เราจะไม่สามารถมาถึง  ระดับทิพย์นี้ในขณะที่กำลังตาย  ขณะตายไม่มีใครสามารถระลึกถึงองค์ภควานขึ้นมา  ได้ในทันที  เราจึงต้องฝึกปฏิบัติระบบโยคะบางอย่าง  โดยเฉพาะระบบ  ภักดี-โยคะ  เนื่องจากจิตใจของเราขณะกำลังตายจะสับสนมาก  เราจึงควรฝึกปฏิบัติวิถีทิพย์ผ่าน  ระบบโยคะในระหว่างที่เรายังมีชีวิตอยู่

โศลก 11 (8.11)

ยัด อัคชะรัม เวดะ-วิโด วะดันทิ
วิชันทิ ยัด ยะทะโย วีทะ-รากาฮ

ยัด อิชชัฺนโท บระฮมะชารยัม ชะรันทิ
ทัท เท พะดัม สังกระเฮณะ พระวัคชเย

ยัท  -  ซึ่ง, อัคชะรัม  -  พยางค์โอม, เวดะ-วิดะฮ  -  บุคคลผู้ชำนาญในคัมภีร์พระเวท, วะดันทิ  -  กล่าว,วิชันทิ  -  เข้า, ยัท  -  ในที่ซึ่ง, ยะทะยะฮ  -  ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่, วีทะ  -  รากาฮ  -  ในชีวิตสละ โลก, ยัท  -  ซึ่ง, อิชชัฺนทะฮ  -  ต้องการ, บระฮมะชารยัม  -  พรหมจรรย์, ชะรันทิ  -  ปฏิบัติ, ทัท  -  นั้น, เท  -  แด่เธอ, พะดัม  -  สถิต, สังกระเฮณะ  -  โดยสรุป, พระวัคชเย  -  ข้าจะอธิบาย

คำแปล

บุคคลผู้รอบรู้คัมภีร์พระเวท  เปล่งเสียง  โอมคาระ  และเป็นนักปราชญ์ยิ่งใหญ่ใน  ระดับชีวิตสละโลก  บรรลุถึง  บระฮมัน  ด้วยปรารถนาความสมบูรณ์เช่นนี้  เขา  ประพฤติพรหมจรรย์  บัดนี้ข้าจะอธิบายแด่เธอถึงวิธีการโดยสรุปที่เขาอาจบรรลุ  ถึงความหลุดพ้น

คำอธิบาย

องค์ชรีคริชณะทรงแนะนำอารจุนะให้ฝึกปฏิบัติ  ชัท-ชัคระ-โยกะ  ซึ่งต้องกำหนด  ลมปราณชีวิตระหว่างคิ้วทั้งสอง  สมมติว่าอารจุนะอาจไม่รู้ว่าการปฏิบัติ  ชัท—ชัคระ-  โยะกะ  เป็นเช่นไร  คริชณะจะทรงอธิบายถึงวิธีการในโศลกต่อ  ๆ  ไปโดยตรัสว่า  บระฮมัน  ถึง  แม้ว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง  มีปรากฎการณ์และลักษณะต่างกัน  โดยเฉพาะสำหรับพวกไม่เชื่อ  ในรูปลักษณ์  อัคชะระ  หรือ  โอมคาระ  คำว่า  โอม  เหมือนกับ  บระฮมัน  ณ  ที่นี้คริชณะทรง  อธิบายถึง  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์ซึ่งนักปราชญ์ผู้อยู่ในระดับสละโลกบรรลุถึง

ในระบบแห่งความรู้พระเวทจากจุดเริ่มต้นนักศึกษาถูกสอนให้เปล่งเสียงโอม  และเรียนรู้  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์สูงสุด  ด้วยการอยู่กับพระอาจารย์ทิพย์  ถือเพศ  พรหมจรรย์โดยสมบูรณ์  จึงรู้แจ้งสองลักษณะของ  บระฮมัน  การปฏิบัติเช่นนี้มีความสำคัญ  มากสำหรับนักศึกษาที่จะเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  แต่ในปัจจุบันชีวิต  บระฮมะชารี  (ผู้ถือ  เพศพรหมจรรย์ไม่สมรส)  เป็นไปไม่ได้  โครงสร้างทางสังคมในโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก  จึง  เป็นไปไม่ได้ที่เราจะถือเพศพรหมจรรย์จากจุดเริ่มต้นของชีวิตนักศึกษา  ทั่วโลกมีสถาบัน  มากมายในสาขาวิชาต่าง  ๆ  แต่ไม่มีสถาบันใดสอนนักศึกษาในหลักธรรม  บระฮมะชารี  จนเป็นที่รู้จักกัน  นอกจากจะประพฤติพรหมจรรย์  มิฉะนั้น  ความเจริญก้าวหน้าในชีวิต  ทิพย์เป็นสิ่งที่ยากมาก  ดังนั้นองค์เชธันญะทรงประกาศตามคำสั่งสอนในพระคัมภีร์  สำหรับ  คะลิยุค  นี้ว่า  ในยุคนี้ไม่มีวิถีทางในการรู้แจ้งถึงองค์ภควานนอกจากการสวด  ภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของชรีคริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร

โศลก 12 (8.12)

สารวะ-ดวาราณิ สัมยัมยะ
มะโน ฮริดิ นิรุดฺยะ ชะ

มูรดฺนิ อาดฺายาทมะนะฮ พราณัม
อาสทิฺโท โยกะ-ดฺาระณาม

สารวะ-ดวาราณิ  -  ประตูทั้งหมดของร่างกาย, สัมยัมยะ  -  ควบคุม, มะนะฮ  -  จิตใจ, ฮริดิ  -  ใน หัวใจ, นิรุดฺยะ  -  ขอบเขต, ชะ  -  เช่นกัน, มูรดฺนิ  -  บนศีรษะ, อาดฺายะ  -  ตั้งมั่น, อาทมะนะฮ  -  ของ วิญญาณ, พราณัม  -  ลมปราณชีวิต, อาสทิฺทะฮ  -  สถิต, โยกะ  -  ดฺาระณาม  -  สภาวะโยคะ

คำแปล

สภาวะโยคะคือการไม่ยึดติดกับการปฏิบัติทางประสาทสัมผัสทั้งหมด  ปิดประตู  ประสาทสัมผัสทั้งหมด  ตั้งจิตมั่นอยู่ที่หัวใจ  และกำหนดลมปราณชีวิตอยู่ที่บน  ศีรษะ  เขาสถิตตนเองอยู่ในโยคะ

คำอธิบาย

การปฏิบัติโยคะได้แนะนำไว้  ณ  ที่นี้  ก่อนอื่นเราต้องปิดประตูเพื่อความสุขทาง  ประสาทสัมผัสทั้งหมด  การปฏิบัติเช่นนี้เรียกว่า  พรัทยาฮาระ  หรือการถอนประสาท  สัมผัสต่าง  ๆ  ให้ออกจากอายตนะภายนอก  อวัยวะประสาทสัมผัสเพื่อรับความรู้  เช่น  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  และสัมผัส  ควรถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์  ไม่ควรปล่อยให้ไปปฏิบัติเพื่อสนอง  ประสาทสัมผัสของตน  เช่นนี้จิตใจจดจ่ออยู่ที่อภิวิญญาณภายในหัวใจ  และพลังชีวิตยก  สูงขึ้นไปด้านบนของศีรษะ  วิธีนี้ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดในบทที่หกซึ่งกล่าวไว้ว่าการ  ปฏิบัติเช่นนี้ไม่เหมาะสมสำหรับยุคนี้  วิธีที่ดีที่สุดคือคริชณะจิตสำนึก  หากเราสามารถตั้ง  จิตมั่นอยู่ที่คริชณะในการอุทิศตนเสียสละรับใช้อยู่เสมอจะเป็นการง่ายมาก  ที่จะคงอยู่  ในความสงบที่ไม่หวั่นไหว  หรือยู่ใน  สะมาดิฺ

โศลก 13 (8.13)

โอม อิทิ เอคาชะรัม บระฮมะ
วิยาฮะรัน มาม อนุสมะรัน

ยะฮ พระยาทิ ทยะจัน เดฮัม
สะ ยาทิ พะระมาม กะทิม

โอม  -  การผสมอักษร โอม (โอมคาระ), อิทิ  -  ดังนั้น, เอคะ-อัคชะรัม  -  หนึ่งพยางค์, บระฮมะ  -  สมบูรณ์, วิยาฮะรัน  -  เปล่งเสียง, มาม  -  ข้า (คริชณะ), อนุสมะรัน  -  ระลึกถึง, ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, พระยาทิ  -  จาก, ทยะจัน  -  ออกจาก, เดฮัม  -  ร่างนี้, สะฮ  -  เขา, ยาทิ  -  บรรลุ, พะระมาม  -  สูงสุด, กะทิม  -  จุดหมายปลายทาง

คำแปล

หลังจากสถิตในการปฏิบัติโยคะนี้และเปล่งเสียงอันศักดิ์สิทธิ์  โอม  ซึ่งเป็นการผสม  อักษรที่สูงสุด  หากเขาคิดถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และออกจากร่างนี้ไป  แน่นอนว่าจะบรรลุถึงดาวเคราะห์ทิพย์

คำอธิบาย

ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่าคำ  โอม,  บระฮมัน,  และองค์ชรีคริชณะไม่แตก  ต่างกัน  เสียงที่ไร้รูปลักษณ์ของคริชณะคือ  โอม  แต่เสียง  ฮะเร  คริชณะ  บรรจุ  โอม  อยู่  ด้วย  การสวดภาวนาบทมนต์  ฮะเร  คริชณะ  ได้แนะนำไว้อย่างชัดเจนสำหรับยุคนี้  ดัง  นั้นหากผู้ใดออกจากร่างนี้ในบั้นปลายชีวิตและสวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  แน่นอนว่าจะ  บรรลุถึงหนึ่งในดาวเคราะห์ทิพย์ตามระดับที่ผู้นั้นปฏิบัติ  สาวกของคริชณะจะเข้าไปใน  ดาวเคราะห์คริชณะ  โกโลคะ  วรินดาวะนะ  สำหรับผู้เชื่อในรูปลักษณ์มีดาวเคราะห์อื่นๆ  อีกมากมายเช่นเดียวกันเรียกว่าดาวเคราะห์  ไวคุณธฺะ  ในท้องฟ้าทิพย์  ขณะที่ผู้ไม่เชื่อใน  รูปลักษณ์จะคงอยู่ใน  บระฮมะจโยทิ

โศลก 14 (8.14)

อนันยะ-เชทาฮ สะทะทัม
โย มาม สมะระทิ นิทยะชะฮ

ทัสยาฮัม สุละบฺะฮ พารทฺะ
นิทยะ-ยุคทัสยะ โยกินะฮ

อนันยะ  -  เชทาฮ  -  จิตใจไม่เบี่ยงเบน, สะทะทัม  -  เสมอ, ยะฮ  -  ผู้ใดที่, มาม  -  ข้า (คริขณะ), สมะระทิ  -  ระลึกถึง, นิทยะชะฮ  -  อยู่เสมอ, ทัสยะ-สำหรับเขา, อฮัม  -  ข้าเป็น, สุ-ละบฺะฮ  -  บรรลุถึงโดยง่ายดาย, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, นิทยะ  -  สม่ำเสมอ, ยุคทัสยะ  -  ปฏิบัติ, โยกินะฮ  -  สำหรับสาวก

คำแปล

สำหรับผู้ที่ระลึกถึงข้าอยู่ตลอดเวลาโดยไม่เบี่ยงเบน  จะบรรลุถึงข้าโดยง่ายดาย  เนื่องจากเขาปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อยู่เสมอ  โอ้  โอรสพระนางพริทฺา

คำอธิบาย

โศลกนี้อธิบายถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด  โดยเฉพาะของสาวกผู้ไร้มลทินที่รับใช้องค์  ภควานใน  ภักดี-โยคะ  จะบรรลุถึง  โศลกก่อนหน้านี้ได้กล่าวถึงสาวกสี่ประเภทคือ  ผู้มี  ความทุกข์  ผู้ใคร่รู้  ผู้แสวงหาผลกำไรทางวัตถุ  และนักปราชญ์ผู้คาดคะเน  ได้อธิบาย  หลายวิธีเพื่อความหลุดพ้นด้วยเช่น  คารมะ-โยกะ,  กยานะ-โยกะ,  และ  ฮะทฺะ-โยกะ  หลักธรรมของระบบโยคะเหล่านี้มี  บัฺคธิ  รวมอยู่บ้าง  แต่โศลกนี้กล่าวถึง  ภักดี-โยคะ  ที่บริสุทธิ์โดยเฉพาะ  โดยไม่มีการผสมของ  กยานะ,  คารมะ  หรือ  ฮะทฺะ  ด้วยการใช้คำว่า  อนันยะ-เชทาฮ  ใน  ภักดี-โยคะ  ที่บริสุทธ์  สาวกไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใดนอกจาก  คริชณะ  สาวกผู้บริสุทธิ์ไม่ปรารถนาที่จะได้รับการส่งเสริมให้ไปโลกสวรรค์หรือปรารถนามา  เป็นหนึ่งเดียวกับ  บระฮมะจโยทิ  ความหลุดพ้น  หรือเป็นอิสระจากพันธนาการทางวัตถุ  สาวกผู้บริสุทธิ์ไม่ต้องการสิ่งใด  ๆ  ทั้งสิ้น  ใน  เชธันญะ-ชะริทามริทะ  สาวกผู้บริสุทธิ์เรียกว่า  นิชคามะ  หมายความว่า  ท่านไม่ปรารถนาผลประโยชน์เพื่อตนเอง  ความสงบอันสมบูรณ์  เป็นของท่านโดยเฉพาะ  ไม่ใช่พวกที่ดิ้นรนเพื่อผลประโยชน์แห่งตน  ในขณะที่  กยานะ-  โยกี,  คารมะ-โยกี,  หรือ  ฮะทฺะ-โยกี  มีผลประโยชน์ส่วนตัว  สาวกผู้สมบูรณ์ไม่มีความ  ปรารถนาอื่นใดนอกจากทำให้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงมีความชื่นชมยินดี  ดัง  นั้น  องค์ภควานตรัสว่า  ผู้ใดที่อุทิศตนเสียสละแด่พระองค์ด้วยความแน่วแน่มั่นคงจะ  บรรลุถึงพระองค์โดยง่ายดาย

สาวกผู้บริสุทธิ์ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละต่อคริชณะด้วยการรับใช้หนึ่งใน  รูปลักษณ์อันหลากหลายของพระองค์อยู่เสมอ  คริชณะมีภาคแบ่งแยกและอวตารที่  สมบูรณ์มากมาย  เช่น  รามะ  และ  นริสิมฮะ  สาวกเลือกที่จะตั้งจิตมั่นในการรับใช้ด้วย  ความรักแด่หนึ่งในรูปลักษณ์ทิพย์ขององค์ภควานเหล่านี้  สาวกผู้นี้จะไม่ประสบปัญหาที่  ระบาดในหมู่ผู้ปฏิบัติโยคะอื่น  ๆ  ภักดี-โยคะ  ง่ายมาก  ทั้งบริสุทธิ์และปฏิบัติได้ง่าย  เรา  สามารถเริ่มต้นด้วยเพียงแต่สวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  องค์ภควานทรงมีพระเมตตา  ต่อทุกชีวิตดังที่ได้อธิบายไว้แล้ว  ทรงมีใจเอนเอียงโดยเฉพาะกับผู้ที่รับใช้พระองค์อยู่  เสมอโดยไม่เบี่ยงเบน  ทรงช่วยสาวกเหล่านี้ในวิธีต่าง  ๆ  ดังที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์พระเวท  (คะทฺะอุพะนิชัด  1.2.23)  ยัม  เอไวชะ  วริณุเท  เทนะ  ลับฺยัส/  ทัสไยชะ  อาทมา  วิวริณุเท  ทะนุม  สวาม  ผู้ที่ศิโรราบโดยดุษฎีและปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์ภควานจึง  เข้าใจพระองค์ตามความเป็นจริง  ได้กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  (10.10)  ว่า  ดะดามิ  บุดดิฺ-  โยกัม  ทัม  องค์ภควานทรงให้ปัญญาแด่สาวกผู้นี้เพียงพอเพื่อในที่สุดเขาจะได้บรรลุถึง  พระองค์ในอาณาจักรทิพย์

คุณสมบัติพิเศษของสาวกผู้บริสุทธิ์คือ  จะคิดถึงคริชณะอยู่ตลอดเวลา  โดย  ไม่เบี่ยงเบน  โดยไม่คำนึงถึงเวลาและสถานที่  จึงไม่มีอุปสรรคใด  ๆ  ทั้งสิ้น  ท่านปฏิบัติ  รับใช้ในทุกสถานที่และทุกเวลา  บางท่านกล่าวว่า  สาวกควรอยู่ในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์  เช่นวรินดาวะนะหรือเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ที่องค์ภควานเคยประทับอยู่  แต่สาวกผู้บริสุทธิ์  สามารถอยู่ที่ใดก็ได้  และสร้างบรรยากาศแห่งวรินดาวะนะด้วยการอุทิศตนเสียสละ  รับใช้  ชรี  อะดเวทะ  กล่าวกับองค์เชธันญะว่า  “ไม่ว่าพระองค์ทรงอยู่ที่ไหน  โอ้  องค์  ภควาน  ที่นั่นคือ  วรินดาวะนะ”

ได้แสดงไว้ด้วยคำพูด  สะทะทัม  และ  นิทยะชะฮ  ซึ่งหมายความว่า  “ตลอดไป”  “สม่ำเสมอ”  หรือ  “ทุก  ๆ  วัน”  สาวกผู้บริสุทธิ์ระลึกถึงคริชณะและทำสมาธิอยู่ที่พระองค์  เสมอ  เหล่านี้คือคุณสมบัติของสาวกผู้บริสุทธิ์  ที่จะบรรลุถึงองค์ภควานง่ายที่สุด  ภักดี-  โยคะ  เป็นระบบที่  คีตา  แนะนำ  ซึ่งเหนือระบบอื่นใดทั้งหมด  โดยทั่วไป  ภักดี-โยคี  ปฏิบัติ  ได้ห้าวิธีคือ  (1)  ชานทะ-บัฺคธะ  ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความเป็นกลาง  (2)  ดาสยะ-บัฺคธะ  ปฏิบัติในการอุทิศตนรับใช้ในฐานะผู้รับใช้  (3)  สัคฺยะ-บัฺคธะ  ปฏิบัติ  ในฐานะเป็นเพื่อน  (4)  วาทสัลยะ-บัฺคธะ  ปฏิบัติในฐานะเป็นผู้ปกครอง  และ(5)  มาดํุรยะ-  บัฺคธะ  ปฏิบัติในฐานะเป็นคู่รักขององค์ภควาน  ไม่ว่าวิธีใดสาวกผู้บริสุทธิ์จะปฏิบัติการ  รับใช้ด้วยความรักทิพย์แด่องค์ภควานเสมอโดยไม่มีวันลืมพระองค์  ดังนั้น  การบรรลุถึง  พระองค์จึงเป็นสิ่งง่ายดาย  สาวกผู้บริสุทธิ์จะไม่ลืมองค์ภควานแม้เสี้ยววินาทีเดียว  ใน  ทำนองเดียวกันองค์ภควานก็ไม่สามารถลืมสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์แม้เสี้ยววินาที  เดียวเช่นกัน  นี่คือพรอันประเสริฐของวิธีปฏิบัติคริชณะจิตสำนึก  ด้วยการสวดภาวนา  มหามนต์  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร

โศลก 15 (8.15)

มาม อุเพทยะ พุนาร จันมะ
ดุฮคฺาละยัม อชาชวะทัม

นาพนุวันทิ มะฮาทมานะฮ
สัมสิดดิฺม พะระมาม กะทาฮ

มาม  -  ข้า, อุเพทยะ  -  บรรลุ, พุนะฮ  -  อีกครั้งหนึ่ง, จันมะ  -  เกิด, ดุฮคฺะ  -  อาละยัม  -  สถานที่ แห่งความทุกข์, อชาชวะทัม  -  ชั่วคราว, นะ  -  ไม่เคย, อาพนุวันทิ  -  ได้รับ, มะฮา-อาทมา นะฮ  -  จิตวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่, สัมสิดดิฺม  -  สมบูรณ์, พะระมาม  -  สูงสุด, กะทาฮ  -  บรรลุ

คำแปล

หลังจากบรรลุถึงข้าแล้ว  บรรดาดวงวิญญาณยิ่งใหญ่ผู้เป็นโยคีแห่งการอุทิศตน  เสียสละจะไม่กลับมายังโลกที่ไม่ถาวรนี้อีก  ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์นานัปการ  เพราะพวกเขาบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุด

คำอธิบาย

เนื่องจากโลกวัตถุที่ไม่ถาวรนี้เต็มไปด้วยความทุกข์แห่งการเกิด  การแก่  โรค  ภัยไข้เจ็บ  และการตาย  โดยธรรมชาติผู้ที่บรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดและบรรลุถึง  ดาวเคราะห์สูงสุด  คริชณะโลคะ  โกโลคะ  วรินดาวะนะ  จะไม่ปรารถนากลับมาอีก  ดาว  เคราะห์สูงสุดได้อธิบายไว้ในวรรณกรรมพระเวทว่าเป็น  อัพยัคทะ  และ  อัคชะระ  และ  พะระมา  กะทิ  คือ  ดาวเคราะห์นั้นอยู่เหนือวิสัยทัศน์วัตถุของเรา  และอธิยายไม่ได้  แต่  เป็นจุดหมายปลายทางสูงสุด  สำหรับ  มะฮาทมา  (ดวงวิญญาณยิ่งใหญ่)  มะฮาทมา  ได้  รับข้อมูลทิพย์จากสาวกผู้รู้แจ้ง  และค่อย  ๆ  พัฒนาการอุทิศตนเสียสละรับใช้ในคริชณะ  จิตสำนึก  ซึมซาบในการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นอย่างมากจนกระทั่งไม่ปรารถนาจะ  พัฒนาไปสู่ดาวเคราะห์วัตถุใด  ๆ  และไม่ปรารถนาที่จะย้ายไปยังดาวเคราะห์ทิพย์ดวง  อื่นใด  เพียงปรารถนาคริชณะและใกล้ชิดกับพระองค์เท่านั้น  นั่นคือความสมบูรณ์สูงสุด  ของชีวิต  โศลกนี้กล่าวถึงบรรดาสาวกผู้เชื่อในรูปลักษณ์ขององค์ภควานคริชณะโดย  เฉพาะ  สาวกในคริชณะจิตสำนึกบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดในชีวิต  บุคคลเหล่านี้คือ  ดวงวิญญาณสูงสุด

โศลก 16 (8.16)

อา-บระฮมะ-บํุวะนาล โลคะฮ
พุนาร อาวารทิโน รจุนะ

มาม อุเพทยะ ทุ คะอุนเทยะ
พุนาร จันมะ นะ วิดยะเท

อา-บระฮมะ  -  บํุวะนาท-ขึ้นไปถึงดาวเคราะห์บระฮมะโลคะ, โลคะฮ  -  ระบบดาวเคราะห์ ต่าง ๆ, พุนะฮ  -  อีกครั้งหนึ่ง, อาวารทินะฮ  -  กลับมา, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ, มาม  -  แดข้า, อุเพทยะ  -  มาถึง, ทุ  -  แต่, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, พุนะฮ จันมะ  -  เกิดอีกครั้ง, นะ  -  ไม่เคย, วิดยะเท  -  เกิดขึ้น

คำแปล

จากดาวเคราะห์สูงสุดในโลกวัตถุลงไปถึงดาวเคราะห์ต่ำสุด  ทั้งหมดเป็นสถานที่  แห่งความทุกข์ที่มีการเกิดและการตายซ้ำซาก  แต่ผู้ที่บรรลุถึงพระตำหนักของข้า  โอ้  โอรสพระนางคุนที  จะไม่กลับมาเกิดอีก

คำอธิบาย

โยคีทั้งหมด  เช่น  คารมะ,  กยานะ,  ฮะทฺะ,  ฯลฯ  ในที่สุดต้องมาถึงความสมบูรณ์  แห่งการอุทิศตนเสียสละใน  ภักดี-โยคะ  หรือคริชณะจิตสำนึก  ก่อนที่จะไปถึงพระ  ตำหนักทิพย์ของชรีคริชณะและไม่ต้องกลับมา  พวกที่บรรลุถึงดาวเคราะห์วัตถุสูงสุด  ต่าง  ๆ  ของเทวดายังจะต้องกลับมาเกิดและตายครั้งแล้วครั้งเล่า  เหมือนกับบุคคลในโลก  นี้ที่พัฒนาขึ้นไปสู่ดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  ผู้คนในดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  เช่น  บระฮมะโลคะ,  ชันดระโลคะ  และ  อินดระโลคะ  ตกลงมาบนโลก  การปฏิบัติบูชาเรียกว่า  พันชากนิ-วิดยา  แนะนำไว้ใน  ชฺานโดกยะ  อุพะนิชัด  ช่วยให้บรรลุถึงบระฮมะโลคะ  หากอยู่ที่บระฮมะโลคะ  หรือพรหมโลกแล้วไม่เจริญในคริชณะจิตสำนึกเขาต้องกลับมาบนโลกอีก  พวกที่พัฒนา  คริชณะจิตสำนึกบนดาวเคราะห์สูงจะพัฒนาสูงขึ้นไปเรื่อย  ๆ  และเมื่อถึงเวลาแห่งการ  ทำลายล้างจักรวาล  จะถูกย้ายไปยังอาณาจักรทิพย์อมตะ  บะละเดวะ  วิดยาบูชะณะ  อธิบายใน  ภควัต-คีตา  ของท่านโดยอ้างโศลกนี้

บระฮมะณา สะฮะ เท สารเว
สัมพราพเท พระทิสันชะแร

พะรัสยานเท คริทาทมานะฮ
พระวิชชันทิ พะรัม พะดัม

“เมื่อมีการทำลายล้างจักรวาลวัตถุ  พระพรหมและสาวกของท่านทั้งหมดที่ปฏิบัติ  ในคริชณะจิตสำนึกอยู่เสมอ  จะถูกย้ายไปยังจักรวาลทิพย์  และไปยังดาวเคราะห์  ทิพย์โดยเฉพาะตามที่ตนปรารถนา”

โศลก 17 (8.17)

สะฮัสระ-ยุกะ-พารยันทัม
อฮาร ยัด บระฮมะโณ วิดุฮ

ราทริม ยุกะ-สะฮัสรานทาม
เท โฮ-ราทระ-วิโด จะนาฮ

สะฮัสระ  -  หนึ่งพัน, ยุกะ  -  ยุค, พารยันทัม  -  รวมทั้ง, อฮะฮ  -  วัน, ยัท  -  ซึ่ง, บระฮมะณะฮ  -  ของพระพรหม, วิดุฮ  -  พวกเขารู้, ราทริม  -  กลางคืน, ยุกะ  -  ยุค, สะฮัสระ-อันทาม  -  ใน ทำนองเดียวกัน, จบลงหลังหนึ่งพัน, เท  -  พวกเขา, อฮะฮ-ราทระ  -  กลางวันและกลางคืน, วิดะฮ  -  ผู้เข้าใจ, จะนาฮ  -  ผู้คน

คำแปล

จากการคำนวณของมนุษย์หนึ่งพันรอบรวมกันเป็นหนึ่งวันของพระพรหม  และ  ระยะเวลาเดียวกันนี้ก็เป็นหนึ่งคืนของพระพรหม

คำอธิบาย

เวลาในจักรวาลวัตถุมีจำกัดและปรากฏในรอบของกัปหรือ  คัลพะ  หนึ่ง  คัลพะ  เป็นหนึ่งวันของพระพรหม  หนึ่งวันของพระพรหมประกอบไปด้วยหนึ่งพันรอบ  ของสี่ยุคคือ  สัทยะยุค,  เทรทายุค,  ดวาพะระยุค,  และ  คะลิยุค  ลักษณะของ  สัทยะ  ยุค  คือ  มีความดี  มีปัญญา  และมีศาสนา  โดยทั่วไปยุคนี้จะไม่มีอวิชชาและความชั่ว  ยุคนี้มีระยะ  เวลา  1,728,000  ปี  ใน  เทรทา-ยุค  ความชั่วเริ่มเข้ามา  ยุคนี้มีระยะเวลา  1,296,000  ปี  ใน  ดวาพะระ-ยุค  ความดีและศาสนาจะเสื่อมลงมาก  ความชั่วแผ่ขยาย  ยุคนี้มีระยะ  เวลา  864,000  ปี  ท้ายสุดใน  คะลิ-ยุค  (ยุคที่เรามีประสบการณ์มากว่า  5,000  ปี)  จะมี  การทะเลาะวิวาท  ต่อสู้  อวิชชา  ไร้ศาสนา  และความชั่วแพร่หลายมาก  ความดีที่แท้จริง  เกือบหาไม่พบเลย  ยุคนี้มีระยะเวลา  432,000  ปี  ใน  คะลิ-ยุค  ความชั่วแผ่ไพศาลไป  จนถึงปลายยุค  และองค์ภควานเสด็จลงมาเองในรูปของ  คัลคิ  อวะทาระ  เพื่อขจัดเหล่า  มารและช่วยสาวกไว้  จากนั้นก็เริ่มต้น  สัทยะ-ยุค  ใหม่แล้ววิธีการเดียวกันนี้ดำเนินต่อ  ไปอีกครั้ง  สี่ยุคนี้หมุนเวียนเปลี่ยนไปหนึ่งพันครั้งรวมกันเป็นหนึ่งวันของพระพรหม  และ  จำนวนเดียวกันนี้ก็รวมกันเป็นหนึ่งคืน  พระพรหมมีอายุขัยหนึ่งร้อย  “ปี”  เช่นนี้  จากนั้น  พระพรหมสิ้นชีวิต  “หนึ่งร้อยปีเช่นนี้”  จากการคำนวณทางโลกรวมกันเป็น  311  ล้านล้าน  40  พันล้านปีของโลก  เมื่อการคำนวณชีวิตของพระพรหมดูเหมือนยืนยาวไม่มีวันสิ้น  สุด  แต่มองจากมุมอมตะ  ก็เป็นเพียงชั่วแวบเดียวเหมือนสายฟ้าแลบ  ในมหาสมุทรแหล่ง  กำเนิดมีพระพรหมจำนวนนับไม่ถ้วนเกิดขึ้นมาและจากไปเหมือนกับฟองน้ำในมหา  สมุทรแอตแลนติค  พระพรหมและการสร้างของท่านทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล  วัตถุ  ดังนั้น  บรรดาพระพรหมจึงผ่านไปเรื่อย  ๆ

ในจักรวาลวัตถุแม้แต่พระพรหมยังไม่เป็นอิสระจากกรรมวิธีแห่งการเกิด  ความแก่  โรคภัยไข้เจ็บ  และความตาย  อย่างไรก็ดีพระพรหมทรงปฏิบัติในการรับใช้องค์  ภควานโดยตรงด้วยการบริหารจักรวาลนี้  ฉะนั้น  ท่านจึงบรรลุความหลุดพ้นทันที  สันนยาสี  ผู้เจริญก้าวหน้าจะได้รับการส่งเสริมไปที่ดาวเคราะห์โดยเฉพาะของพระ  พรหมชื่อ  บระฮมะโลคะ  ซึ่งเป็นดาวเคราะห์สูงสุดในจักรวาลวัตถุ  ซึ่งมีอายุยืนยาวกว่า  ดาวเคราะห์สวรรค์ทั้งหลายในระดับชั้นที่สูงกว่าของระบบดาวเคราะห์  แต่พระพรหม  รวมทั้งผู้อาศัยอยู่ที่บระฮมะโลคะทั้งหมดต้องพบกับความตายตามกาลเวลา  ซึ่งเป็นไป  ตามกฎแห่งธรรมชาติวัตถุ

โศลก 18 (8.18)

อัพยัคทาด วิยัคทะยะฮ สารวาฮ
พระบฺะวันทิ อฮาร-อากะเม

ราทริ-อากะเม พระลียันเท
ทะไทรวาพยัคทะ-สัมกยะเค

อัพยัคทาท  -  จากที่ไม่ปรากฏ, วยัคทะยะฮ  -  สิ่งมีชีวิต, สารวาฮ  -  ทั้งหมด, พระบฺะวันทิ  -  ปรากฏออกมา, อฮะฮ-อากะเม  -  ในตอนเริ่มต้นของวัน, ราทริ-อากะเม  -  ตกตอนกลาง คืน, พระลียันเท  -  ถูกทำลาย, ทะทระ  -  ในนั้น, เอวะ  -  แน่นอน, อัพยัคทะ  -  ไม่ปรากฏ, สัมกยะเค  -  ซึ่งเรียกว่า

คำแปล

ในตอนเริ่มต้นวันของพระพรหม  สิ่งมีชีวิตทั้งหลายปรากฏออกมาจากสภาวะที่ไม่  ปรากฏ  หลังจากนั้นเมื่อตกตอนกลางคืน  พวกเขาก็กลืนเข้าไปในการไม่ปรากฏ  อีกครั้งหนึ่ง

โศลก 19 (8.19)

บํูทะ-กรามะฮ สะ เอวายัม
บํูทวา บํูทวา พระลียะเท

ราทริ-อากะเม วะชะฮ พารทฺะ
พระบฺะวะทิ อฮาร-อากะเม

บํูทะ-กรามะฮ  -  การรวมกันของมวลชีวิต, สะฮ  -  เหล่านี้, เอวะ  -  แน่นอน, อยัม  -  นี้, บํูทวา บํูทวา  -  เกิดแล้วเกิดอีก, พระลียะเท  -  ถูกทำลาย, ราทริ  -  ของเวลากลางคืน, อากะเม  -  เข้า มา, อวะชะฮ  -  โดยปริยาย, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, พระบฺะวะทิ  -  ปรากฏออก มา, อฮะฮ  -  เวลากลางวัน, อากะเม  -  เข้ามา

คำแปล

ครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อเวลากลางวันของพระพรหมมาถึง  สิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็ปรากฏ  และเมื่อตอนกลางคืนของพระพรหมมาถึง  พวกเขาก็ถูกทำลายไปอย่างช่วยไม่ได้

คำอธิบาย

คนด้อยปัญญาพยายามจะอยู่ภายในโลกวัตถุนี้และอาจพัฒนาไปถึงดาว  เคราะห์ที่สูงกว่า  จากนั้นต้องกลับลงมาที่โลกนี้อีกครั้งหนึ่ง  ในเวลากลางวันของพระ  พรหมพวกเขาสามารถทำกิจกรรมต่าง  ๆ  ในดาวเคราะห์เบื้องสูงและเบื้องต่ำภายในโลก  วัตถุนี้  แต่เมื่อเวลากลางคืนของพระพรหมมาถึงทั้งหมดก็จะถูกทำลาย  ในเวลากลาง  วันพวกเขาได้รับร่างกายต่าง  ๆ  เพื่อทำกิจกรรมทางวัตถุและในตอนกลางคืนจะไม่มี  ร่างกายแต่จะอัดกันอยู่ในร่างของพระวิชณุ  จากนั้นจะปรากฏออกมาอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อ  เวลากลางวันของพระพรหมมาถึง  บํูทวา  บํูทวา  พระลียะเท  ในตอนกลางวันปรากฏ  และในตอนกลางคืนถูกทำลายลงอีก  ในที่สุดเมื่อชีวิตของพระพรหมจบสิ้นลงทั้งหมด  ถูกทำลายและจะไม่ปรากฏเป็นเวลาล้านล้านและล้านล้านปี  และเมื่อพระพรหมเกิดขึ้น  อีกครั้งหนึ่งในอีกยุคหนึ่ง  พวกเขาก็ปรากฏขึ้นใหม่  เช่นนี้สิ่งมีชีวิตถูกทำให้หลงด้วยมนต์  ขลังแห่งโลกวัตถุ  แต่ผู้มีปัญญาจะรับเอาคริชณะจิตสำนึกมาปฏิบัติและใช้เวลาของชีวิต  มนุษย์อย่างเต็มที่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานด้วยการสวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร  /  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  ดังนั้น  แม้ในชีวิตนี้พวกนี้จะย้ายตนเองไปยังดาวเคราะห์ทิพย์ของคริชณะและมี  ความปลื้มปีติสุขชั่วกัลปวสาน  ณ  ที่นั้น  โดยไม่ถูกบังคับให้กลับมาเกิดอีก

โศลก 20 (8.20)

พะรัส ทัสมาท ทุ บฺาโว นโย
วิยัคโท วิยัททาท สะนาทะนะฮ

ยะฮ สะ สารเวชุ บํูเทชุ
นัชยัทสุ นะ วินัชยะทิ

พะระฮ  -  ทิพย์, ทัสมาท  -  นั้น, ทุ  -  แต่, บฺาวะฮ  -  ธรรมชาติ, อันยะฮ  -  อีกอันหนึ่ง, อัพยัคทะฮ  -  ไม่ปรากฏ, อัพยัคทาท  -  แด่ที่ไม่ปรากฏ, สะนาทะนะฮ  -  อมตะ, ยะฮ สะฮ  -  ซึ่ง, สารเวชุ  -  ทั้งหมด, บํูเทชุ  -  ปรากฏการณ์, นัชยัทสุ  -  ถูกทำลาย, นะ  -  ไม่เคย, วินัชยะทิ  -  ถูกทำลาย

คำแปล

ถึงกระนั้นยังมีอีกธรรมชาติหนึ่งที่ไม่ปรากฏ  เป็นอมตะ  และเป็นทิพย์อยู่เหนือ  วัตถุที่ปรากฏและไม่ปรากฏนี้  เป็นสถานที่สูงสุด  และไม่มีวันถูกทำลาย  เมื่อทุกสิ่ง  ทุกอย่างในโลกนี้ถูกทำลาย  ส่วนนั้นยังคงเหมือนเดิม

คำอธิบาย

พลังงานทิพย์ที่สูงกว่าของคริชณะเป็นทิพย์และเป็นอมตะ  อยู่เหนือการ  เปลี่ยนแปลงทั้งหมดของธรรมชาติวัตถุที่ปรากฏออกมาในเวลากลางวันและจะถูก  ทำลายในเวลากลางคืนของพระพรหม  พลังงานเบื้องสูงของคริชณะมีคุณสมบัติตรงกัน  ข้ามกับธรรมชาติวัตถุโดยสิ้นเชิง  ธรรมชาติที่สูงกว่าและธรรมชาติที่ต่ำกว่านี้ได้อธิบาย  ไว้ในบทที่เจ็ด

โศลก 21 (8.21)

อัพยัคโท คชะระ อิทิ อุคทัส
ทัม อาฮุฮ พะระมาม กะทิม

ยัม พราพยะ นะ นิวารทันเท
ทัด ดฺามะ พะระมัม มะมะ

อัพยัคทะฮ  -  ไม่ปรากฏ, อัคชะระฮ  -  ไม่มีผิดพลาด, อิทิ  -  ดังนั้น, อุคทะฮ  -  กล่าวไว้ว่า, ทัม  -  นั้น, อาฮุฮ  -  รู้, พะระมาม  -  สูงสุด, กะทิม  -  จุดมุ่งหมาย, ยัม  -  ซึ่ง, พราพยะ  -  ได้รับ, นะ  -  ไม่ เคย, นิวารทันเท  -  กลับมา, ทัท  -  นั้น, ดฺามะ  -  ตำหนัก, พะระมัม  -  สูงสุด, มะมะ  -  ของข้า

คำแปล

สถานที่ซึ่งผู้รู้พระเวทอธิบายว่าไม่ปรากฏ  ไม่มีข้อผิดพลาด  และเป็นจุดมุ่งหมาย  สูงสุด  สถานที่ซึ่งเมื่อไปถึงแล้ว  เขาจะไม่กลับมาอีก  นั่นคือพระตำหนักสูงสุดของข้า

คำอธิบาย

พระตำหนักสูงสุดของคริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ได้อธิบายไว้ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  ว่าเป็น  ชินทามะณิ-ดฺามะ  สถานที่ที่ความปรารถนาทั้งหมดได้รับการ  ตอบสนอง  พระตำหนักสูงสุดขององค์ชรีคริชณะมีชื่อว่า  โกโลคะ  วรินดาวะนะ  ซึ่งเต็มไป  ด้วยราชวังที่ทำด้วยมณีทิพย์  มีต้นไม้เรียกว่า  “ต้นสมใจนึก”  ที่ให้ผลทุกชนิดตามอุปสงค์  ของเรา  มีฝูงวัวชื่อ  สุระบิฺ  ที่ให้ปริมาณนำ้นมอย่างไม่จำกัด  ณ  ที่พระตำหนักนี้มีเทพธิดา  แห่งโชคลาภ  (ลัคชมี)  เป็นร้อย  ๆ  พัน  ๆ  องค์คอยรับใช้  องค์ภควานทรงพระนามว่า  โกวินดะ  พระปฐมองค์เจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  ทรงเคยชิน  อยู่กับการทรงขลุ่ย  (เวณุม  ควะณันทัม)  รูปลักษณ์ทิพย์ของพระองค์มีเสน่ห์สูงสุดในทั่ว  ทุกโลก  พระเนตรของพระองค์คล้ายกลีบดอกบัว  สีผิวคล้ายสีเมฆ  ทรงมีเสน่ห์มาก  จนความสง่างามของพระองค์นั้นล้ำเลิศเกินกว่ากามเทพเป็นพัน  ๆ  องค์  พระองค์ทรง  อาภรณ์สีส้ม  มีพวงมาลัยคล้องคอ  และมีหางนกยูงประดับบนพระเศียร  ใน  ภควัต-คีตา  องค์คริชณะทรงเกริ่นเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับพระตำหนักส่วนพระองค์  โกโลคะ  วิรินดา-  วะนะ  ซึ่งเป็นดาวเคราะห์สูงสุดในโลกทิพย์  บระฮมะ-สัมฮิทา  ได้พรรณนาไว้อย่างชัดเจน  วรรณกรรมพระเวท  (คะทฺะ  อุพะนิชัด  1.3.11)  กล่าวว่าไม่มีสิ่งอื่นใดเหนือไปกว่าพระ  ตำหนักขององค์ภควาน  และพระตำหนักนั้นคือจุดมุ่งหมายสูงสุด  (พุรุชาน  นะ  พะรัม  คิน  ชิท  สา  คาชทฺา  พะระมา  กะทิฮ)  เมื่อผู้ใดบรรลุถึงจะไม่กลับมาในโลกวัตถุนี้อีก  พระตำหนัก  สูงสุดของคริชณะและพระวรกายของคริชณะไม่มีข้อแตกต่าง  เพราะมีคุณสมบัติเหมือน  กัน  ในโลกนี้  วรินดาวะนะ  อยู่ห่างจากรุงเดลฮี  ไปทางตะวันออกเฉียงใต้เก้าสิบไมล์ซึ่ง  เป็นรูปจำลองของ  โกโลคะ  วรินดาวะนะ  สูงสุดจากท้องฟ้าทิพย์  เมื่อคริชณะเสด็จมา  บนโลกนี้  พระองค์ทรงเล่นกีฬาบนแผ่นดินที่มีชื่อว่า  วรินดาวะนะ  โดยเฉพาะ  ซึ่งมีเนื้อที่  ประมาณแปดสิบสี่ตารางไมล์ในจังหวัดมะทํุรา  ประเทศอินเดีย

โศลก 22 (8.22)

พุรุชะฮ สะ พะระฮ พารทฺะ
บัฺคธยา ลับฺยัส ทุ อนันยะยา

ยัสยานทะฮ-สทฺานิ บํูทานิ
เยนะ สารวัม อิดัม ทะทัม

พุรุชะฮ  -  บุคลิกภาพสูงสุด, สะฮ  -  เขา, พะระฮ  -  องค์ภควานซึ่งไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่า, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, บัฺคธยา  -  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้, ลับฺยะฮ  -  สามารถบรรลุถึง, ทะ  -  แต่, อนันยะยา  -  มีมีสิ่งใดเจือปน, ไม่บ่ายเบี่ยง, ยัสยะ  -  ผู้ซึ่ง, อันทะฮ-สทฺานิ  -  ภายใน, บํูทานิ  -  ปรากฏการณ์ทางวัตถุทั้งหมด, เยนะ  -  โดยผู้ซึ่ง, สารวัม  -  ทั้งหมด, อิดัม  -  อะไรก็แล้วแต่ที่เราสามารถเห็น, ทะทัม  -  แผ่กระจาย

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าทุก  ๆ  คน  บรรลุถึงได้ด้วยการอุทิศ  ตนเสียสละที่บริสุทธิ์  แม้ว่าทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักของพระองค์  พระองค์  ยังทรงแผ่กระจายไปทั่ว  และทุกสิ่งทุกอย่างสถิตในพระองค์

คำอธิบาย

ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่าจุดมุ่งหมายสูงสุด  สถานที่ซึ่งไปถึงแล้วจะไม่  ต้องกลับมา  คือพระตำหนักของคริชณะองค์ภควาน  บระฮมะ-สัมฮิทา  ได้อธิบายพระ  ตำหนักสูงสุดนี้ว่าเป็น  อานันดะ-ชินมะยะ-ระสะ  สถานที่ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเปี่ยมไปด้วย  ความปลื้มปีติสุขทิพย์  ความหลากหลายแตกต่างทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ที่นั่นมีคุณสมบัติ  แห่งความปลื้มปีติสุขทิพย์  ไม่มีสิ่งใดเป็นวัตถุ  ความหลากหลายแผ่ขยายออกไป  ดังเช่น  การแผ่ขยายทิพย์ขององค์ภควานเอง  เพราะว่าปรากฏการณ์ที่นั่นมาจากพลังงานทิพย์  ล้วน  ๆ  ดังได้อธิบายไว้ในบทที่เจ็ด  สำหรับโลกวัตถุนี้  แม้ว่าองค์ภควานทรงประทับ  อยู่ที่พระตำหนักสูงสุดของพระองค์เสมอ  ยังทรงแผ่กระจายไปทั่วด้วยพลังงานวัตถุ  ดังนั้น  ด้วยพลังงานทิพย์และพลังงานวัตถุของคริชณะ  พระองค์จึงทรงปรากฏอยู่ทุกหน  ทุกแห่งทั้งในจักรวาลวัตถุและในจักรวาลทิพย์  ยัสยานทะฮ-สทฺานิ  หมายความว่าทุก  สิ่งทุกอย่างได้รับการค้ำจุนอยู่ภายในพระองค์  ไม่ว่าภายในพลังงานทิพย์หรือภายใน  พลังงานวัตถุของพระองค์  องค์ภควานทรงแผ่กระจายไปทั่วด้วยพลังงานทั้งสองนี้

การบรรลุถึงพระตำหนักสูงสุดของคริชณะหรือดาวเคราะห์ไวคุณทธฺะ  ที่นับ  จำนวนไม่ถ้วนเป็นไปได้ด้วย  บัฺคธิ  หรือการอุทิศตนเสียสละเท่านั้น  ดังที่ได้แสดงไว้อย่าง  ชัดเจน  ณ  ที่นี้ด้วยคำว่า  บัฺคยา  ไม่มีวิธีอื่นใดสามารถช่วยเราให้บรรลุถึงพระตำหนัก  สูงสุดนั้นได้  คัมภีร์พระเวท  (โกพาละ-ทาพะนี  อุพะนิชัด  1.21)  ได้อธิบายถึงพระตำหนัก  สูงสุดและบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าไว้เช่นกันว่า  เอโค  วะชี  สารวะ-กะฮ  คริชณะฮ  ในพระตำหนักนั้นมีบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นผู้ทรงพระ  นามว่าคริชณะ  พระองค์ทรงเป็นพระปฏิมาผู้มีพระเมตตาสูงสุด  ถึงแม้สถิตอยู่  ณ  ที่นั้น  เป็นหนึ่ง  ทรงแบ่งภาคของพระองค์เองเป็นล้าน  ๆ  และล้าน  ๆ  ภาคออกไปโดยสมบูรณ์  คัมภีร์พระเวทเปรียบเทียบองค์ภควานเหมือนกับต้นไม้ที่ยืนอยู่นิ่ง  ๆ  แต่มีผลไม้  ดอกไม้  และการสลับสับเปลี่ยนใบอย่างหลากหลายมากมาก  ภาคที่แบ่งแยกโดยสมบูรณ์ของ  องค์ภควานผู้ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดแห่งดาวเคราะห์ไวคุณธฺะต่าง  ๆ  ทรงมีสี่กร  และ  ทรงมีพระนามต่าง  ๆ  กัน  เช่น  พุรุโชททะมะ,  ทริวิคระมะ,  เคชะวะ,  มาดฺะวะ,  อนิรุดดฺะ,  ฮริ  ชีเคชะ,  สังคารชะณะ,  พรัดยุมนะ,  ชรีดฺะระ,  วาสุเดวะ,  ดาโมดะระ,  จะนารดะนะ,  นารา  ยะณะ,  วามะนะ,  พัดมะนาบฺะ  ฯลฯ

บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.37)  ได้ยืนยันไว้ว่า  ถึงแม้ว่าองค์ภควานทรงประทับอยู่ที่  พระตำหนักสูงสุด  โกโลคะ  วรินดาวะนะ  เสมอ  พระองค์ทรงแผ่กระจายไปทั่วเพื่อทุกสิ่ง  ทุกอย่างจะได้ดำเนินไปด้วยดี  (โกโลคะ  เอวะ  นิวะสะทิ  อคิลาทมะ-บํูทะฮ)  ดังที่ได้กล่าว  ไว้ในคัมภีร์พระเวท  (ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  6.8)  พะราสยะ  ชัคทิร  วิวิไดฺวะ  ชรูยะเท/  สวาบฺาวิคี  กยานะ-บะละ-คริยา  ชะ  พลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  จนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในปรากฏการณ์ทางจักรวาลดำเนินไปอย่างเป็นระบบ  ปราศจาก  ข้อบกพร่อง  ถึงแม้ว่าองค์ภควานทรงประทับอยู่ไกลแสนไกล

โศลก 23 (8.23)

ยะทระ คาเล ทุ อนาวริททิม
อาวริททิม ไชวะ โยกินะฮ

พระยาทา ยานทิ ทัม คาลัม
วัคชยามิ บฺะระทารชะบฺะ

ยะทระ  -  ที่ซึ่ง, คาเล  -  กาลเวลา, ทุ  -  และ, อนาวริททิม  -  ไม่กลับมา, อาวริททิม  -  กลับมา, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, โยกินะฮ  -  โยคีประเภทต่าง ๆ, พระยาทาฮ  -  ล่วงลับไปแล้ว, ยานทิ  -  บรรลุ, ทัม  -  นั้น, คาลัม  -  กาลเวลา, วัคชยามิ  -  ข้าจะอธิบาย, บฺะระทะ-ริชะบฺะ  -  โอ้ ผู้ยอดเยี่ยมในหมู่ บฺาระทะ

คำแปล

โอ้  ผู้ยอดเยี่ยมแห่งบฺาระทะ  บัดนี้ข้าจะอธิบายแด่เธอถึงช่วงเวลาต่าง  ๆ  ซึ่งเมื่อ  ล่วงลับไปจากโลกนี้  โยคีจะกลับหรือไม่กลับมาอีก

คำอธิบาย

เหล่าสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์ภควานผู้เป็นดวงวิญญาณที่ศิโรราบโดยดุษฎีไม่  สนใจว่าเมื่อใดจะออกจากร่างนี้หรือจะไปด้วยวิธีใด  ท่านปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ใน  พระหัตถ์ของคริชณะ  ดังนั้น  จึงกลับคืนสู่องค์ภควานได้อย่างง่ายดายและมีความสุข  แต่  พวกที่ไม่ใช่สาวกผู้บริสุทธิ์ต้องขึ้นอยู่กับวิธีต่าง  ๆ  แห่งการรู้แจ้งทิพย์  เช่น  คาระมะ-  โยกะ,  กยานะ-โยกะ,  และ  ฮะทฺะ-โยกะ  และต้องออกจากร่างนี้ไปในเวลาที่เหมาะสม  จึงมั่นใจว่าจะกลับหรือไม่กลับมาในโลกแห่งการเกิดและการตายนี้อีก

หากโยคีมีความสมบูรณ์  เขาสามารถเลือกเวลาและสภาวะในการออกจาก  โลกวัตถุนี้ไปได้  แต่หากว่าไม่มีความชำนาญเพียงพอ  ความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับอุบัติเหตุใน  การจากไปในเวลาที่เหมาะสมโดยเฉพาะ  เวลาที่เหมาะสมขณะจากไปและจะไม่กลับมา  องค์ภควานทรงอธิบายไว้ในโศลกต่อไป  ตาม  อาชารยะ  บะละเดวะ  วิดยาบํูชะณะ  คำ  สันสกฤต  คาละ  ที่ใช้  ณ  ที่นี้หมายถึงพระปฏิมาผู้ทรงเป็นประมุขแห่งกาลเวลา

โศลก 24 (8.24)

อักนิร จโยทิร อฮะฮ ชุคละฮ
ชัน-มาสา อุททะรายะณัม

ทะทระ พระยาทา กัชชัฺนทิ
บระฮมะ บระฮมะ-วิโด จะนาฮ

อักนิฮ  -  ไฟ, จโยทิฮ  -  แสง, อฮะฮ  -  กลางวัน, ชุคละฮ  -  ปักษ์ขาว, ชัท  -  มาสาฮ  -  หกเดือน, อุททะระ  -  อยะนัม  -  เมื่อพระอาทิตย์ผ่านไปทางทิศเหนือ, ทะทระ  -  ที่นั่น, พระยาทาฮ  -  พวกที่จากไป, กัชชัฺนทิ  -  ไป, บระฮมะ  -  สัจธรรม, บระฮมะ-วิดะฮ  -  ผู้รู้สัจธรรม, จะนาฮ  -  บุคคลเหล่านั้น

คำแปล

พวกที่รู้  บระฮมัน  สูงสุดบรรลุถึงจุดสูงสุดนั้นด้วยการออกไปจากโลกในระหว่าง  ช่วงเวลาที่เจ้าแห่งไฟมีอิทธิพล  ในแสงสว่าง  ในเวลาที่เป็นมงคลแห่งวัน  ระหว่าง  ปักษ์ข้างขึ้น  หรือระหว่างหกเดือนเมื่อดวงอาทิตย์โคจรไปทางทิศเหนือ

คำอธิบาย

เมื่อไฟ  แสง  วัน  และปักษ์ของดวงจันทร์ได้กล่าวไว้  เข้าใจได้ว่าทั้งหมดต่างมี  พระปฏิมาผู้ทรงเป็นประมุขและจัดเตรียมเพื่อการเดินทางของดวงวิญญาณ  ในขณะ  ที่กำลังตายจิตใจจะนำพาเขาไปบนวิถีทางแห่งชีวิตใหม่  หากออกจากร่างตามเวลาที่  ได้กล่าวไว้ข้างต้น  ไม่ว่าด้วยอุบัติเหตุหรือด้วยการจัดเตรียม  เป็นไปได้ที่เขาจะบรรลุถึง  บระฮมะจโยทิ  ที่ไร้รูปลักษณ์  พวกโยคีที่เจริญก้าวหน้าในการฝึกปฏิบัติโยคะสามารถ  ตระเตรียมเวลาและสถานที่ในการออกจากร่าง  ผู้อื่นที่ไม่สามารถควบคุมได้  หากเป็น  อุบัติเหตุที่ทำให้ออกจากร่างในเวลาที่เป็นมงคล  ก็จะไม่ต้องกลับมาในวัฎจักรแห่งการ  เกิดและการตาย  มิฉะนั้น  เป็นไปได้อย่างสูงว่าพวกเขาต้องกลับมาอีก  อย่างไรก็ดี  สำหรับสาวกผู้บริสุทธิ์ในคริชณะจิตสำนึกจะไม่มีความกลัวในการกลับมา  ไม่ว่าออก  จากร่างนี้ไปในเวลาที่เป็นมงคลหรือไม่เป็นมงคล  ด้วยอุบัติเหตุหรือด้วยการจัดเตรียม

โศลก 25 (8.25)

ดํูโม ราทริส ทะทฺา คริชณะฮ
ชัณ-มาสา ดัคชินายะนัม

ทะทระ ชานดระมะสัม จโยทิร
โยกี พราพยะ นิวารทะเท

ดํูมะฮ  -  ควัน, ราทริฮ-กลางคืน, ทะทฺา  -  เช่นกัน, คริชณะฮ  -  ปักษ์ของเดือนมืด, ชัท  -  มาสาฮ  -  หกเดือน, ดัคชิณะ-อยะนัม  -  เมื่อดวงอาทิตย์ผ่ายไปทางทิศใต้, ทะทระ  -  ที่นั่น, ชานดระ  -  มะสัม  -  ดวงจันทร์, จโยทิร  -  แสง, โยกี  -  โยคี, พราพยะ  -  ได้รับ, นิวารทะเท  -  กลับมา

คำแปล

โยคีผู้จากโลกนี้ไปในเวลากลางคืน  ระหว่างที่มีควัน  ในปักษ์ข้างแรม  หรือใน  หกเดือนที่ดวงอาทิตย์ผ่านไปทางทิศใต้โคจรไปทางดวงจันทร์  จะต้องกลับมาอีก

คำอธิบาย

ในภาคสามของ  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  คะพิละ  มุนิ  ทรงกล่าวถึงผู้ที่มีความ  ชำนาญในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  และวิธีการบูชาต่าง  ๆ  ในโลกเพื่อบรรลุถึงดวงจันทร์  หลังจากตายไป  วิญญาณผู้เจริญเหล่านี้อยู่ที่ดวงจันทร์ประมาณ  10,000  ปี  (จากการ  คำนวณของเทวดา)  และมีชีวิตอยู่กับความสุขด้วยการดื่ม  โสมะ-ระสะ  ในที่สุดพวกเขา  จะกลับมาในโลกนี้อีก  เช่นนี้หมายความว่าบนดวงจันทร์มีสิ่งมีชีวิตระดับที่สูงกว่า  ถึงแม้  ไม่อาจสำเหนียกได้ด้วยประสาทสัมผัสที่หยาบ

โศลก 26 (8.26)

ชุคละ-คริชเณ กระทะ ฮิ เอเท
จะกะทะฮ ชาชวะเท มะเท

เอคะยา ยาทิ อนาวริททิม
อันยะยาวารทะเท พุนะฮ

ชุคละ  -  แสงสว่าง, คริชเณ  -  และความมืด, กะที  -  วิธีการจากไป, ฮิ  -  แน่นอน, เอเท  -  ทั้ง สอง, จะกะทะฮ  -  ของโลกวัตถุ, ชาชวะเท  -  ของคัมภีร์พระเวท, มะเท  -  ในความเห็น, เอคะ ยา  -  ของผู้หนึ่ง, ยาทิ-ไป, อนาวริททิม  -  ไม่มีการกลับ, อันยะยา  -  ของอีกผู้หนึ่ง, อาวาร- ทะเท  -  กลับมา, พุนะฮ  -  อีกครั้งหนึ่ง

คำแปล

ตามความเห็นของคัมภีร์พระเวทมีสองวิธีในการจากโลกนี้ไป  วิธีหนึ่งจากไปใน  แสงสว่าง  และอีกวิธีหนึ่งจากไปในความมืด  เมื่อผู้ใดจากไปในแสงสว่างเขาไม่  ต้องกลับมา  แต่เมื่อผู้ใดจากไปในความมืดเขาจะกลับมา

คำอธิบาย

เกี่ยวกับการจากไปและการกลับมานี้  อาชารยะ  บะละเดวะ  วิดยาบํูชะณะ  ได้  อ้างอิงจาก  ชฺานโดกยะ  อุพะนิชัด  (5.10.3-5)  ว่า  พวกที่ทำงานเพื่อผลทางวัตถุ  และพวก  ที่คาดคะเนทางปรัชญา  จะไป  ๆ  มา  ๆ  อยู่เสมอตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์  อันที่จริงพวกนี้ไม่  บรรลุถึงความหลุดพ้นสูงสุด  เพราะว่าไ่ม่ได้ศิโรราบต่อคริชณะ

โศลก 27 (8.27)

ไนเท สริที พารทฺะ จานัม
โยกี มุฮยะทิ คัชชะนะ

ทัสมาท สารเวชุ คาเลชุ
โยกะ-ยุคโท บฺะวารจุนะ

  -  ไม่เคย, เอเท  -  ทั้งสอง, สริที  -  วิถีทางต่างกัน, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, จานัม  -  ถึงแม้ว่าเขารู้, โยกี  -  สาวกขององค์ภควาน, มุฮยะทิ  -  สับสน, คัชชะนะ  -  ผู้ใด, ทัสมาท  -  ดังนั้น, สารเวชุ-คาเลชุ  -  เสมอ, โยกะ-ยุคทะฮ  -  ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก, บฺะวะ  -  เพียงแต่มาเป็น, อารจะนะ  -  โอ้ อารจุนะ

คำแปล

ถึงแม้สาวกทราบสองวิธีนี้  โอ้  อารจุนะ  พวกเขาไม่สับสน  ดังนั้น  จงตั้งมั่นตลอด  เวลาอยู่ในการอุทิศตนเสียสละ

คำอธิบาย

ณ  ที่นี้  คริชณะทรงแนะนำอารจุนะว่า  ไม่ควรวิตกกับวิถีทางต่าง  ๆ  ที่ดวง  วิญญาณจะเดินทางไปขณะออกจากโลกวัตถุ  สาวกขององค์ภควานไม่ควรกังวลว่าจะ  จากไปด้วยการตระเตรียมหรือด้วยอุบัติเหตุ  แต่ควรสถิตอย่างมั่นคงในคริชณะจิตสำนึก  โดยสวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  และควรรู้ว่าการวิตกกังวลในทั้งสองวิถีทางนี้มีแต่ปัญหา  วิธีที่ดีที่สุดคือซึมซาบอยู่ในคริชณะจิตสำนึก  และประสานทุกสิ่งทุกอย่างในการรับใช้  พระองค์  เช่นนี้จะทำให้วิถีทางที่จะไปสู่อาณาจักรทิพย์ปลอดภัยแน่นอน  และโดยตรง  คำว่า  โยกะ-ยุคทะ  มีความสำคัญอย่างยิ่งในโศลกนี้  ผู้ที่มีความมั่นคงในโยคะจะปฏิบัติ  กิจกรรมทั้งหมดในคริชณะจิตสำนึกอยู่เสมอ  ชรี  รูพะ  โกสวามี  แนะนำว่า  อนาสัคทัส  ยะ  วิชะยาน  ยะทฺารฮัม  อุพะยุนจะทะฮ  เราไม่ควรยึดติดอยู่ในภารกิจทางวัตถุ  และทำ  ทุกสิ่งทุกอย่างในคริชณะจิตสำนึก  ด้วยระบบที่เรียกว่า  ยุคทะ-ไวรากยะ  นี่  เราจะบรรลุ  ถึงความสมบูรณ์  ดังนั้น  สาวกไม่วิตกกับคำอธิบายเหล่านี้  เพราะทราบว่าการที่จะไปยัง  พระตำหนักสูงสุดรับประกันด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้

โศลก 28 (8.28)

เวเดชุ ยะกเยชชุ ทะพะฮสุ ไชวะ
ดาเนชุ ยัท พุณยะ-พฺะลัม พระดิชทัม

อัทเยทิ ทัท สารวัม อิดัม วิดิทวา
โยกี พะรัม สทฺานัม อุไพทิ ชาดยัม

เวเดชุ  -  ในการศึกษาคัมภีร์พระเวท, ยะกเยชุ  -  ในการปฏิบัติ ยะกยะ, การบูชา, ทะพะฮสุ  -  ใน การปฏิบัติสมถะวิธีต่าง ๆ, ชะ-เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, ดาเนชุ  -  ในการให้ทาน, ยัท  -  ซึ่ง, พุณยะ-พะลัม  -  ผลบุญ, พระดิชทัม  -  แสดง, อัทเยทิ  -  ข้ามพ้น, ทัท สารวัม  -  เหล่านี้ทั้งหมด, อิดัม  -  นี้, วิดิทวา  -  รู้, โยกี  -  สาวก, พะรัม  -  สูงสุด, สทฺานัม  -  พระตำหนัก, อุไพทิ  -  บรรลุ, ชะ  -  เช่นกัน, อาดยัม  -  เดิม

คำแปล

บุคคลผู้รับเอาวิถีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้มาปฏิบัติ  จะไม่สูญเสียผลที่ได้รับ  จากการศึกษาคัมภีร์พระเวท  ปฏิบัติพิธีบูชา  ปฏิบัติความเพียร  ให้ทานหรือ  แสวงหาปรัชญาความรู้  และกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  เพียงแต่ปฏิบัติการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้  เขาจะบรรลุถึงสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด  และในที่สุดจะบรรลุถึงพระ  ตำหนักนิรันดรสูงสุด

คำอธิบาย

โศลกนี้เป็นการสรุปบทที่เจ็ดและบทที่แปด  ซึ่งพูดถึงคริชณะจิตสำนึกและ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้โดยเฉพาะ  เราต้องศึกษาคัมภีร์พระเวทภายใต้การนำของพระ  อาจารย์ทิพย์  ปฏิบัติสมถะและบำเพ็ญเพียรอย่างมากในขณะที่อยู่ภายใต้การดูแลของ  พระอาจารย์  บระฮมะชารี  ต้องอยู่ในบ้านของพระอาจารย์ทิพย์เหมือนเป็นผู้รับใช้  และ  ต้องออกไปภิกขาจารตามบ้าน  นำสิ่งของมาให้พระอาจารย์  รับประทานอาหารตามคำ  สั่งของพระอาจารย์เท่านั้น  หากพระอาจารย์ละเลยไม่เรียกศิษย์มารับประทาน  ศิษย์จะ  อดอาหารในวันนั้น  เหล่านี้คือหลักธรรมพระเวทบางประการที่บระฮมะชารยะ  ฝึกปฏิบัติ

หลังจากศิษย์ศึกษาคัมภีร์พระเวทอยู่กับพระอาจารย์  จากอายุห้าปีจนถึงอายุ  ยี่สิบปีเขาอาจกลายมาเป็นสุภาพบุรุษผู้มีบุคลิกที่สมบูรณ์  การศึกษาคัมภีร์พระเวท  มิใช่เป็นการพักผ่อนหย่อนใจเหมือนนักคาดคะเนที่นั่งบนเก้าอี้นวม  แต่เป็นไปเพื่อการ  เปลี่ยนแปลงบุคลิก  หลังจากได้รับการฝึกฝนเช่นนี้  บระฮมะชารี  จะได้รับอนุญาตให้ไป  แต่งงานและใช้ชีวิตคฤหัสถ์  เมื่อเป็นคฤหัสถ์เขาต้องปฏิบัติการบูชาต่าง  ๆ  เพื่อบรรลุถึง  ความรู้แจ้งยิ่งขึ้น  และต้องให้ทานตามภูมิประเทศ  ตามกาลเวลา  และตามผู้ปรารถนา  โดยรู้จักแยกแยะระหว่างการให้ทานในความดี  ในตัณหา  และอวิชชา  ดังที่ได้อธิบายไว้  ใน  ภควัต-คีตา  หลังจากเกษียณจากชีวิตคฤหัสถ์เมื่อรับเอาระดับของ  วานะพรัสทฺะ  มา  ปฏิบัติ  เขาจะบำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัดไปอยู่ในป่า  นุ่งห่มด้วยใบไม้  ไม่โกนหนวดเครา  ฯลฯ  จากการรับเอาระดับ  บระฮมะชารยะ,  คฤหัสถ์,  วานะพรัสทฺะ,  แลในที่สุด  สันนยาสะ  มาปฏิบัติ  เขาจะพัฒนาไปสู่ระดับชีวิตที่สมบูรณ์  บางคนพัฒนาไปยังอาณาจักรสวรรค์  และเมื่อเจริญมากยิ่งขึ้น  จะได้รับอิสรภาพในท้องฟ้าทิพย์  อาจอยู่ใน  บระฮมะจโยทิ  ที่  ไร้รูปลักษณ์  ในดาวเคราะห์ไวคุณธะ  หรือในคริชณะโลคะ  นี่คือวิถีทางที่วรรณกรรม  พระเวทได้กำหนดไว้

อย่างไรก็ดี  ความสวยงามของคริชณะจิตสำนึกคือ  จากการกระทำเพียงสิ่ง  เดียว  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เราสามารถข้ามพ้นพิธีกรรมต่าง  ๆ  รวมทั้งระดับ  ชีวิตต่าง  ๆ  ทั้งหมด

คำว่า  อิดัม  วิดิทวา  แสดงให้เห็นว่าเราควรเข้าใจคำสั่งสอนที่ชรีคริชณะทรง  ให้ไว้ในบทนี้และบทที่เจ็ดของ  ภควัต-คีตา  เราควรพยายามเข้าใจบทเหล่านี้มิใช่แบบ  วิชาการ  หรือแบบคาดคะเนทางจิต  แต่จากการสดับฟังในการคบหาสมาคมกับเหล่า  สาวก  บทที่หกถึงบทที่สิบสองเป็นสาระสำคัญของ  ภควัต-คีตา  หกบทแรกและหกบท  สุดท้ายเหมือนกับปกหน้าและปกหลังที่ห่อหุ้มหกบทกลาง  ซึ่งองค์ภควานทรงเป็นผู้  ปกป้องคุ้มครองโดยเฉพาะ  หากใครโชคดีพอที่เข้าใจ  ภควัต-คีตา  โดยเฉพาะในหกบท  กลางนี้  ด้วยการคบหาสมาคมกับเหล่าสาวก  ชีวิตของเขาจะได้รับการสรรเสริญเหนือ  การบำเพ็ญเพียร  การทำพิธีบูชา  การให้ทาน  การคาดคะเนทั้งหลายทั้งปวง  ฯลฯ  เพราะ  เขาสามารถบรรลุถึงผลแห่งกิจกรรมเหล่านี้ทั้งหมด  ด้วยเพียงแต่ปฏิบัติในคริชณะ  จิตสำนึกเท่านั้น

ผู้ที่มีความศรัทธาบ้างใน  ภควัต-คีตา  ควรเรียนรู้  ภควัต-คีตา  จากสาวก  เพราะในตอนต้นของบทที่สี่ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  เหล่าสาวกเท่านั้นที่สามารถเข้าใจ  ภควัต-คีตา  ไม่มีผู้ใดเข้าใจจุดมุ่งหมายของ  ภควัต-คีตา  อย่างสมบูรณ์  ดังนั้น  เราควร  เรียนรู้  ภควัต-คีตา  จากสาวกของคริชณะมิใช่จากนักคาดคะเนทางจิต  นี่คือลักษณะ  แห่งความศรัทธา  หลังจากแสวงหาสาวกและในที่สุดได้มาคบสมาคมกับสาวก  เมื่อนั้น  จึงเริ่มต้นการศึกษา  และเข้าใจ  ภควัต-คีตา  อย่างแท้จริง  จากความเจริญก้าวหน้าใน  การมาคบหาสมาคมกับสาวก  เขาถูกวางตัวในการอุทิศตนเสียสละ  และการรับใช้นั้น  จะปัดเป่าความสงสัยทั้งหลายที่ตนเองมีอยู่เกี่ยวกับคริชณะหรือองค์ภควาน  เกี่ยวกับ  กิจกรรม  รูปลักษณ์  ลีลา  พระนาม  และ  ฯลฯ  ของคริชณะ  หลังจากความสงสัยทั้งหลาย  เหล่านี้ได้ถูกทำให้กระจ่างขึ้นโดยสมบูรณ์  เขาตั้งมั่นในการศึกษา  จากนั้น  จะได้รับรสใน  การศึกษา  ภควัต-คีตา  และบรรลุถึงระดับแห่งความรู้สึกอยู่ในคริชณะจิตสำนึกเสมอ  ในระดับที่เจริญมากขึ้น  เขาจะอยู่ในความรักกับคริชณะโดยสมบูรณ์  ระดับแห่งความ  สมบูรณ์สูงสุดของชีวิตนี้  สาวกจะย้ายไปยังพระตำหนักทิพย์ของคริชณะในท้องฟ้า  ทิพย์โกโลคะ  วรินดาวะนะ  สถานที่ที่สาวกมีความสุขนิรันดร

ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดยบัฺคธิเวดันธะ บทที่แปดของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทา ในหัวข้อเรื่อง การบรรลุถึงองค์ภควาน

บทที่ เก้า

ความรู้ที่ลับสุดยอด

โศลก 1 (9.1)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
อิดัม ทุ เท กุฮยะทะมัม
พระวัคชยามิ อนะสูยะเว

กยานัม วิกยานะ-สะฮิทัม
ยัจ กยาทวา โมคชยะเส ‘ชุบฺาท

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, อิดัม  -  นี้, ทุ  -  แต่, เท  -  แด่ เธอ,กุฮยะ-ทะมัม  -  ลับสุดยอด, พระวัคชยามิ  -  ข้าพูด, อนะสูยะเว  -  กับผู้ที่ไม่อิจฉาริษยา, กยานัม  -  ความรู้, วิกยานะ  -  ความรู้แจ้ง, สะฮิทัม  -  กับ, ยัท  -  ซึ่ง, กยาทวา  -  ทราบ, โมค- ชยะเส  -  เธอจะได้รับการปลดเปลื้อง, อชุบฺาท  -  จากความเป็นอยู่ทางวัตถุที่เป็นทุกข์นี้

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  อารจุนะที่รัก  เนื่องจากเธอไม่เคยอิจฉา  ริษยาข้า  ข้าจะถ่ายทอดความรู้อันลับสุดยอดและความรู้แจ้งนี้แด่เธอ  เมื่อรู้แล้ว  เธอจะได้รับการปลดเปลื้องจากความทุกข์แห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุ

คำอธิบาย

เมื่อสาวกสดับฟังเกี่ยวกับองค์ภควานมากขึ้นก็จะได้รับแสงสว่างมากขึ้น  วิธี  การสดับฟังนี้ได้แนะนำไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ดังนี้  “สาส์นจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้าเปี่ยมไปด้วยพลัง  และพลังเหล่านี้รู้แจ้งได้  หากประเด็นต่าง  ๆ  เกี่ยวกับองค์ภควาน  สนทนากันในหมู่สาวก  การคบหาสมาคมกับนักคาดคะเนทางจิตหรือนักวิชาการทางโลก  จะไม่ทำให้ประสบผลสำเร็จเนื่องจากเป็นความรู้แจ้ง”

สาวกปฏิบัติในการรับใช้องค์ภควานอยู่เสมอ  พระองค์ทรงเข้าใจความรู้สึกนึกคิด  และความจริงใจของแต่ละคนที่ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก  และพระองค์ทรงให้ปัญญาใน  การเข้าใจศาสตร์แห่งคริชณะ  ในการคบหาสมาคมกับเหล่าสาวกการสนทนาเกี่ยวกับ  คริชณะมีพลังมาก  หากผู้ใดโชคดีมีโอกาสได้คบหาสมาคมเช่นนี้และพยายามรับความรู้นี้  เข้าไว้  แน่นอนว่าจะเจริญก้าวหน้าไปสู่ความรู้แจ้งทิพย์  เพื่อส่งเสริมอารจุนะให้เจริญมากยิ่ง  ขึ้นในการรับใช้อันมีพลังของพระองค์  ในบทที่เก้านี้  คริชณะทรงอธิบายเนื้อหาสาระที่ลับ  มากยิ่งขึ้นกว่าบทอื่น  ๆ  ที่ทรงเปิดเผยไว้แล้ว

ในตอนต้นของ  ภควัต-คีตา  บทที่หนึ่งเป็นการแนะนำเกี่ยวกับหนังสือทั้งเล่ม  บทที่สองและบทที่สามอธิบายความรู้ทิพย์เรียกว่าเป็นความลับ  ประเด็นที่สนทนากัน  ในบทที่เจ็ดและบทที่แปดสัมพันธ์กับการอุทิศตนเสียสละรับใช้โดยเฉพาะ  เนื่องจาก  จะนำแสงสว่างแห่งคริชณะจิตสำนึกมาให้จึงเรียกว่าเป็นความลับยิ่งขึ้น  แต่เรื่องราว  ที่อธิบายในบทที่เก้าเกี่ยวกับการอุทิศตนเสียสละที่บริสุทธิ์โดยไม่มีสิ่งใดเจือปน  จึง  เรียกว่าเป็นความลับสุดยอด  ผู้สถิตในความรู้ขั้นลับสุดยอดของคริชณะเป็นทิพย์โดย  ธรรมชาติ  ดังนั้น  จึงไม่มีความเจ็บปวดทางวัตถุใด  ๆ  ถึงแม้ว่าจะอยู่ในโลกวัตถุ  ใน  บัฺคธิ-ราสามริทะ-สินดํุ  ได้กล่าวไว้ว่า  แม้ผู้ที่มีความปรารถนาอย่างจริงใจในการ  ถวายการรับใช้ด้วยความรักต่อองค์ภควานจะสถิตอยู่ในระดับสภาวะทางวัตถุ  ถือว่า  เขาผู้นี้หลุดพ้น  ในทำนองเดียวกันใน  ภควัต-คีตา  บทที่สิบ  เราจะพบว่าผู้ใดที่ปฏิบัติ  เช่นนี้เป็นบุคคลที่หลุดพ้นแล้ว

โศลกแรกมีความสำคัญโดยเฉพาะคำว่า  อิดัม  กยานัม  (“ความรู้นี้”)  หมายถึง  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมต่าง  ๆ  เก้าอย่างคือ  สดับ  ฟัง  ภาวนา  จำ  รับใช้  บูชา  สวดมนต์  ปฏิบัติตาม  รักษามิตรภาพ  และศิโรราบทุกสิ่งทุก  อย่าง  จากการฝึกปฏิบัติเก้าวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เราจะพัฒนาไปสู่จิตสำนึก  ทิพย์คือคริชณะจิตสำนึก  เมื่อหัวใจของเราใสสะอาดจากมลทินทางวัตถุ  เราจะสามารถ  เข้าใจศาสตร์แห่งคริชณะนี้ได้  เพียงเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตไม่ใช่เป็นวัตถุนั้นไม่เพียงพอ  เพราะ  เป็นเพียงจุดเริ่มต้นแห่งความรู้แจ้งทิพย์เท่านั้น  เราควรรู้ถึงข้อแตกต่างระหว่างกิจกรรม  ของร่างกาย  และกิจกรรมทิพย์นอกเหนือไปจากที่เข้าใจว่าตัวเราไม่ใช่ร่างกาย

ในบทที่เจ็ด  ได้กล่าวถึงพลังอันมั่งคั่งของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  พลังงาน  ต่าง  ๆ  ของพระองค์  เช่น  ธรรมชาติเบื้องต่ำ  ธรรมชาติเบื้องสูง  และปรากฏการณ์ทาง  วัตถุนี้ทั้งหมด  ในบทที่เก้าจะได้วิเคราะห์ถึงพระบารมีขององค์ภควาน

คำสันสกฤต  อนะสูยะเว  ในโศลกนี้  มีความสำคัญมากเช่นกัน  โดยทั่วไปถึง  แม้ว่านักวิจารณ์มีการศึกษาสูงมาก  แต่ทั้งหมดมีความอิจฉาริษยาองค์ภควานคริชณะ  แม้แต่นักวิชาการผู้คงแก่เรียนที่สุดยังเขียน  ภควัต-คีตา  ผิดพลาดเป็นอย่างมาก  เนื่องจากมีความอิจฉาริษยาคริชณะ  คำวิจารณ์ของพวกนี้จึงไร้ประโยชน์  คำวิจารณ์ของ  สาวกเป็นที่เชื่อถือได้  ไม่มีผู้ใดสามารถอธิบาย  ภควัต-คีตา  หรือให้ความรู้ของคริชณะ  โดยสมบูรณ์ได้  หากเขามีความอิจฉา  ผู้ที่วิจารณ์บุคลิกของคริชณะโดยไม่รู้จักพระองค์  เป็นคนโง  ดังนั้น  คำวิจารณ์เช่นนี้ควรหลีกเลี่ยงด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง  สำหรับผู้ที่  เข้าใจว่าคริชณะคือองค์ภควาน  ผู้ทรงมีบุคลิกภาพทิพย์และบริสุทธิ์  คำอธิบายจากบท  เหล่านี้จะมีประโยชน์มาก

โศลก 2 (9.2)

ราจะ-วิดยา ราจะ-กุฮยัม
พะวิทรัม อิดัม อุททะมัม

พรัทยัคชาวะกะมัม ดฺารมยัม
สุ-สุคัฺม คารทุม อัพยะยัม

ราจะ-วิดยา  -  ราชาแห่งการศึกษา, ราจะ-กุฮยัม  -  เจ้าแห่งความรู้ที่ลับเฉพาะ, พะวิทรัม  -  บริสุทธิ์ที่สุด, อิดัม  -  นี้, อุททะมัม  -  ทิพย์, พรัทยัคชะ  -  ด้วยประสบการณ์โดยตรง, อวะกะมัม  -  เข้าใจ, ดารมยัม  -  หลักศาสนา, สุ-สุคัฺม  -  มีความสุขมาก, คารทุม  -  ปฏิบัติ, อัพยะยัม  -  เป็นอมตะ

คำแปล

ความรู้นี้เป็นราชาแห่งการศึกษา  เป็นความลับสุดยอดในความลับทั้งหลาย  เป็น  ความรู้ที่บริสุทธิ์ที่สุด  เนื่องจากสำเหนียกได้โดยตรงเกี่ยวกับตนเองด้วยการรู้แจ้ง  จึงเป็นความสมบูรณ์แห่งศาสนา  เป็นสิ่งนิรันดร  และปฏิบัติได้ด้วยความรื่นเริง

คำอธิบาย

ภควัต-คีตา  บทนี้เรียกว่าราชาแห่งการศึกษา  เนื่องจากเป็นเนื้อหาสาระของ  หลักคำสอนและปรัชญาทั้งหมดที่อธิบายไว้ก่อนหน้านี้  ในหมู่นักปราชญ์คนสำคัญ  ๆของประเทศอินเดียมี  โกทะมะ  คะณาดะ  คะพิละ,ยากยะวัลคยะ  ชาณดิลยะ  และ  ไวชวานะระ  และในที่สุดมี  วิยาสะเดวะ  ผู้เขียน  เวดานธะ-สูทระ  ดังนั้น  จึงไม่ขาดแคลน  ความรู้ทางด้านปรัชญาหรือความรู้ทิพย์  บัดนี้  องค์ภควานตรัสว่าบทที่เก้านี้เป็นราชา  แห่งความรู้ทั้งหลายเหล่านี้  เนื้อหาสาระของความรู้ทั้งหลายที่ได้รับจากการศึกษา  คัมภีร์พระเวทและปรัชญาอื่น  ๆ  เป็นความลับสุด  เพราะว่าความรู้ที่เป็นความลับหรือ  ความรู้ทิพย์เกี่ยวเนื่องกับการเข้าใจข้อแตกต่างระหว่างดวงวิญญาณและร่างกาย  ราชา  แห่งความรู้ที่ลับทั้งหลายมาจบลงที่การอุทิศตนเสียสละรับใช้

โดยทั่วไปผู้คนไม่ได้รับการศึกษาในความรู้ที่ลับเฉพาะเช่นนี้  เนื่องจากศึกษา  ความรู้จากภายนอก  สำหรับการศึกษาทั่วไปผู้คนไปสัมผัสกับความรู้มากมายหลาย  สาขา  เช่น  การเมือง  การสังคม  ฟิสิกซ์  เคมี  คณิตศาสตร์  ดาราศาสตร์  วิศวกรรมศาสตร์  ฯลฯ  มีความรู้หลายสาขามากมายทั่วโลก  และมีมหาวิทยาลัยใหญ่  ๆ  มากมาย  แต่ด้วย  ความอับโชค  ไม่มีมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาใดที่สอนศาสตร์แห่งดวงวิญญาณ  ถึงแม้ว่าดวงวิญญาณเป็นส่วนสำคัญที่สุดของร่างกาย  หากไม่มีดวงวิญญาณ  ร่างกาย  จะไม่มีคุณค่าอันใดเลย  ถึงกระนั้นผู้คนก็ยังเน้นมากเกี่ยวกับความจำเป็นของชีวิตทาง  ร่างกาย  โดยไม่สนใจต่อดวงวิญญาณซึ่งมีความสำคัญกว่า

หนังสือ  ภควัต-คีตา  โดยเฉพาะจากบทที่สองเป็นต้นมาได้เน้นถึงความสำคัญ  ของดวงวิญญาณ  ตอนต้นองค์ภควานตรัสว่าร่างกายนี้เสื่อมสลายและวิญญาณไม่  เสื่อมสลาย  (อันทะวันทะ  อิเม  เดฮา  นิทยัสโยคทาฮ  ชะรีริณะฮ)  นี่คือส่วนลับแห่งความรู้  หากเพียงแต่รู้ว่าดวงวิญญาณแตกต่างจากร่างกาย  โดยธรรมชาติดวงวิญญาณจะไม่มี  การเปลี่ยนรูป  ไม่มีวันถูกทำลาย  และเป็นอมตะ  เช่นนี้มิได้ให้ข้อมูลในเชิงบวก  บางครั้ง  บุคคลลืมความรู้สึกว่าดวงวิญญาณแตกต่างจากร่างกายเมื่อร่างกายจบสิ้นลง  หรือเมื่อ  หลุดพ้นจากร่างกายไปแล้วดวงวิญญาณจะอยู่ในความว่างเปล่าและกลายมาเป็นผู้ไม่มี  บุคลิกภาพ  แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่  เป็นไปได้อย่างไรที่ดวงวิญญาณซึ่งมีความ  ตื่นตัวมากภายในร่างกายนี้  จะไม่มีความตื่นตัวหลังจากหลุดพ้นไปจากร่างกายนี้แล้ว  หากดวงวิญญาณเป็นอมตะจะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา  ตื่นตัวนิรันดร  กิจกรรมต่าง  ๆ  ของเขาในอาณาจักรทิพย์เป็นความรู้ทิพย์ที่ลับที่สุด  กิจกรรมต่าง  ๆ  เหล่านี้ของดวง  วิญญาณแสดงไว้  ณ  ที่นี้ว่ารวมมาเป็นราชาแห่งความรู้ทั้งหลาย  เป็นส่วนลับที่สุดของ  วิชาความรู้ทั้งหมด

ความรู้นี้เป็นรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด  กิจกรรมทั้งหลายดังที่ได้อธิบายไว้  ในวรรณกรรมพระเวท  พัดมะ  พุราณะ  ว่า  กิจกรรมบาปของมนุษย์ได้ถูกวิเคราะห์  ไว้  และปรากฏออกมาเป็นผลแห่งความบาปซ้ำซาก  พวกที่ปฏิบัติกิจกรรมเพื่อผล  ทางวัตถุจะถูกพันธนาการอยู่ในระดับต่าง  ๆ  กัน  และก่อร่างมาเป็นผลบาปต่าง  ๆ  ตัวอย่างเช่น  เมื่อเราหว่านเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ชนิดหนึ่ง  ต้นไม้จะไม่เจริญเติบโตขึ้นมาใน  ทันทีทันใดแต่จะต้องใช้เวลา  ก่อนอื่นเป็นต้นเล็ก  ๆ  เป็นหน่อ  จากนั้นก็มาในรูปของต้นไม้  มีดอก  มีผล  และเมื่อสมบูรณ์บุคคลผู้หว่านเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ก็จะได้รับความสุขจาก  ดอกไม้และผลไม้เหล่านั้น  ในทำนองเดียวกัน  มนุษย์ทำบาปก็เหมือนกับการหว่านเมล็ด  พันธุ์ที่ต้องใช้เวลากว่าจะบังเกิดผล  หรือปรากฏออกมา  ความบาปมีอยู่หลายระดับ  การทำบาปอาจยุติลงภายในปัจเจกบุคคล  แต่ผลบาปนั้นยังจะต้องได้รับ  มีความบาป  ต่าง  ๆ  ซึ่งอยู่ในรูปของเมล็ดพันธุ์  มีความบาปที่ปรากฏออกมาและให้ผลแก่เรา  ซึ่งมาใน  รูปของความทุกข์และความเจ็บปวด

ดังที่ได้อธิบายไว้ในโศลกที่ยี่สิบแปดของบทที่เจ็ด  บุคคลที่จบสิ้นกับผลบาปทั้ง  ปวง  และทำแต่กิจกรรมบุญอย่างสมบูรณ์  เป็นอิสระจากสิ่งคู่ในโลกวัตถุนี้ปฏิบัติในการ  อุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควาน  คริชณะ  อีกนัยหนึ่ง  พวกที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละ  รับใช้แด่องค์ภควานจริง  ๆ  เป็นผู้ที่ได้รับอิสรภาพจากผลบาปทั้งปวงเรียบร้อยแล้ว  คำ  กล่าวเช่นนี้ได้ยืนยันไว้ใน  พัดมะ  พุราณะ  ดังนี้

อัพรารับดฺะ-พฺะลัม พาพัม
คูทัม บีจัม พฺะโลนมุคัฺม

คระเม ไณวะ พระลีเยทะ
วิชณุ-บัฺคธิ-ระทาทมะนาม

สำหรับพวกที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์ภควานผลบาปทั้งหลายไม่ว่าจะ  ปรากฏออกมาแล้ว  ที่เก็บอยู่ในคลัง  หรือในรูปของเมล็ดพันธุ์จะค่อย  ๆ  สลายไป  ดังนั้น  อำนาจที่ทำให้บริสุทธิ์จากการอุทิศตนเสียสละรับใช้นั้นมีพลังมาก  เรียกว่า  พะวิทรัม  อุททะมัม  บริสุทธิ์ที่สุด  อุททะมะ  หมายถึงทิพย์  ทะมัส  หมายถึงโลกวัตถุนี้หรือความมืด  และ  อุททะมะ  หมายถึงสิ่งที่เป็นทิพย์เหนือกิจกรรมต่าง  ๆ  ทางวัตถุ  กิจกรรมในการอุทิศ  ตนเสียสละไม่ถือว่าเป็นวัตถุ  ถึงแม้ว่าบางครั้งจะปรากฏว่าสาวกปฏิบัติตนเหมือนกับ  คนธรรมดาทั่วไป  ผู้ที่สามารถเห็นและคุ้นเคยกับการอุทิศตนเสียสละรับใช้จะทราบว่า  กิจกรรมเหล่านี้มิใช่เป็นวัตถุ  กิจกรรมเหล่านี้ทั้งหมดเป็นทิพย์  เป็นการอุทิศตนเสียสละ  ซึ่งไม่มีมลทินจากระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุ

ได้กล่าวไว้ว่าการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้มีความสมบูรณ์จนกระทั่งเรา  สามารถสำเหนียกถึงผลลัพธ์โดยตรง  ผลลัพธ์โดยตรงนี้สำเหนียกได้อย่างแท้จริงและ  พวกเราได้รับประสบการณ์จากการปฏิบัติว่า  ผู้ใดที่สวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์  ของคริชณะ  (ฮเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร)  โดยปราศจากอาบัติ  จะรู้สึกว่ามีความสุขทิพย์  และมี  ความบริสุทธิ์ขึ้นอย่างรวดเร็วจากมลทินทางวัตถุทั้งปวง  เราเห็นเช่นนี้จริง  นอกเหนือไป  จากนั้น  หากผู้ใดปฏิบัติไม่เพียงแค่สดับฟัง  แต่ยังพยายามเผยแพร่สาส์นแห่งการอุทิศตน  เสียสละรับใช้นี้ด้วย  หรือหากตัวเราเองช่วยในกิจกรรมเพื่อเผยแพร่คริชณะจิตสำนึก  จะ  รู้สึกว่าเราค่อย  ๆ  เจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์  ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์นี้มิได้ขึ้นอยู่  กับการศึกษาหรือคุณสมบัติใด  ๆ  ในอดีต  เนื่องจากเป็นวิธีการที่มีความบริสุทธิ์ในตัวเอง  เพียงแต่ได้ปฏิบัติเท่านั้นเราจะกลายเป็นผู้บริสุทธิ์

ใน  เวดานธะ-สูทระ  (3.2.26)  ได้อธิบายไว้เช่นกันดังนี้  พระคาชัช  ชะ  คารมะณิอับฺ  ยาสาท  “การอุทิศตนเสียสละรับใช้มีพลังอำนาจมาก  เพียงแต่ปฏิบัติในกิจกรรมแห่งการ  อุทิศตนเสียสละรับใช้  เราจะได้รับแสงสว่างโดยไม่ต้องสงสัย”  ตัวอย่างในเชิงปฏิบัติเช่นนี้  พบได้ในอดีตชาติของนาระดะ  ในชาตินั้นเป็นบุตรของคนรับใช้  ท่านไม่มีการศึกษา  ไม่ได้  เกิดในตระกูลสูง  แต่เมื่อมารดาของท่านปฏิบัติรับใช้สาวกผู้ยิ่งใหญ่  นาระดะร่วมรับใช้ด้วย  บางครั้งเมื่อมารดาไม่อยู่ท่านก็รับใช้สาวกผู้ยิ่งใหญ่ด้วยตนเอง  นาระดะกล่าวว่า

อุชชิฺชทะ-เลพาน อนุโมดิโท ดวิไจฮ
สะคริท สมะ บํุนเจ ทัด-อพาสทะ-คิลบิชะฮ

เอวัม พระวริททัสยะ วิชุดดฺะ-เชทะสัส
ทัด-ดฺารมะ เอวาทมะ-รุชิฮ พระจายะเท

โศลกนี้จาก  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (1.5.25)  นาระดะอธิบายถึงชาติอดีตให้ศิษย์  วิยาสะเดวะฟัง  โดยกล่าวว่า  ระหว่างที่ปฏิบัติตนเป็นเด็กรับใช้สาวกผู้บริสุทธิ์เป็นเวลาสี่เดือน  ขณะที่มาพัก  อาศัยอยู่  นาระดะได้คบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์อย่างใกล้ชิด  บางครั้งนักปราชญ์เหล่า  นั้นเหลืออาหารไว้ในจานและเด็กน้อยที่เป็นผู้ล้างจานปรารถนาจะลิ้มรสอาหารที่เหลือ  จึง  ขออนุญาตจากสาวกผู้ยิ่งใหญ่  เมื่อได้รับอนุญาต  นาระดะก็รับประทานอาหารนั้น  ต่อมานา  ระดะได้หลุดพ้นจากผลบาปทั้งปวง  ขณะที่รับประทานไปเรื่อย  ๆ  หัวใจค่อย  ๆ  บริสุทธิ์ขึ้น  เหมือนกับนักปราชญ์เหล่านั้น  สาวกผู้ยิ่งใหญ่ดื่มด่ำอยู่กับรสแห่งการอุทิศตนเสียสละรับ  ใช้ต่อองค์ภควานด้วยการสดับฟังและสวดภาวนาอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อน  นาระดะค่อยๆ  พัฒนารสชาติเช่นนี้  และกล่าวดังนี้

ทะทรานวะฮัม คริชณะ-คะทฺาฮ พระกายะทาม
อนุกระเฮณาชริณะวัม มะโนฮะราฮ

ทาฮ ชรัดดฺะยา เม นุพะดัม วิชริณวะทะฮ
พริยัชระวะสิ อังกะ มะมาบฺะวัด รุชิฮ

จากการคบหาสมาคมกับเหล่านักปราชญ์  นาระดะได้รับรสในการสดับฟังและสวดภาวนา  พระบารมีขององค์ภควาน  และได้พัฒนาความปรารถนาอย่างยิ่งใหญ่ในการอุทิศตนเสีย  สละรับใช้  ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  เวดานธะ-สูทระ  ว่า  พระคาชัช  ชะ  คารมะณิ  อับฺยาสาท  หาก  ผู้ใดเพียงแต่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเปิดเผยขึ้นโดยปริยาย  และเขาจะสามารถเข้าใจ  เช่นนี้เรียกว่า  พรัทยัคชะ  หรือสำเหนียกโดยตรง

คำว่า  ดฺรัมยัม  หมายความว่า  “วิถีทางแห่งศาสนา”  อันที่จริงนาระดะเป็นบุตร  ของคนรับใช้  ไม่มีโอกาสไปโรงเรียน  ท่านเพียงแต่ช่วยมารดา  ด้วยความโชคดีที่มารดา  ถวายการรับใช้ต่อเหล่าสาวก  เด็กน้อยนาระดะจึงได้รับโอกาสนี้  จาการคบสมาคมนี้  ทำให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนาทั้งหลาย  จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนา  ทั้งหมดคือการอุทิศเสียสละรับใช้ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (สะ  ไว  พุมสาม  พะโร  ดฺารโม  ยะโท  บัฺคธิร  อโดฺคชะเจ)  ผู้มีศาสนาโดยทั่วไปไม่รู้ว่าความสมบูรณ์สูงสุด  ของศาสนาคือบรรลุถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกสุดท้ายของ  บทที่แปดว่า  (เวเดชุ  ยะกเยชุ  ทะพะฮสุ  ไชวะ)  ความรู้พระเวทโดยทั่วไปจำเป็นต้องรู้แจ้ง  ตนเอง  แต่  ณ  ที่นี้ถึงแม้ว่านาระดะไม่เคยไปโรงเรียนของพระอาจารย์ทิพย์  และไม่ได้รับ  การศึกษาในหลักธรรมพระเวท  ท่านได้รับผลประโยชน์สูงสุดในการศึกษาคัมภีร์พระเวท  วิธีการนี้มีพลังอำนาจมากแม้จะไม่ได้ปฏิบัติตามวิธีการทางศาสนาอย่างสม่ำเสมอ  ท่าน  ยังสามารถเจริญก้าวหน้าไปสู่ความสมบูรณ์สูงสุด  เช่นนี้เป็นไปได้อย่างไร?  วรรณกรรม  พระเวทได้ยืนยันไว้เช่นกันว่า  อาชารยะวาน  พุรุโช  เวดะ  ผู้ที่คบหาสมาคมกับ  อาชารยะ  ผู้ยิ่งใหญ่ถึงแม้จะไม่ได้รับการศึกษาหรือไม่เคยศึกษาคัมภีร์พระเวท  เขาก็สามารถคุ้น  เคยกับความรู้ทั้งหมดเท่าที่จำเป็นเพื่อความรู้แจ้ง

วิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นวิธีที่มีความสุขมาก  (สุ-สุคัฺม)  เพราะเหตุ  ใด?  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ประกอบด้วย  ชระวะณัม  คีรทะณัม  วิชโณฮ  ดังนั้น  เรา  เพียงแต่สดับฟังและสวดภาวนาพระบารมีขององค์ภควาน  หรือว่าไปสดับฟังปรัชญา  เกี่ยวกับความรู้ทิพย์ที่  อาชารยะ  ผู้เชื่อถือได้เป็นผู้ให้  เพียงแต่นั่งลงเราสามารถเรียนรู้  จากนั้นก็รับประทานอาหารอันเอร็ดอร่อยที่เหลือจากการถวายให้องค์ภควานแล้ว  ใน  ทุก  ๆ  ระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นที่น่ารื่นรมย์  เราสามารถปฏิบัติการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้แม้อยู่ในสภาวะที่ยากจนที่สุด  องค์ภควานตรัสว่า  พัทรัม  พุชพัม  พฺะลัม  โทยัม  พระองค์ทรงพร้อมที่จะรับการถวายทุกสิ่งทุกอย่างจากสาวกไม่ว่าจะเป็นอะไร  แม้แต่ใบไม้  ดอกไม้  ผลไม้เพียงเล็กน้อย  หรือน้ำเพียงนิดเดียวซึ่งมีอยู่ดาษดื่นทั่วไปใน  ส่วนต่าง  ๆ  ของโลก  สิ่งเหล่านี้ใครก็สามารถถวายให้ได้ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะสังคมเช่น  ไร  พระองค์จะทรงรับไว้หากถวายด้วยใจรัก  มีตัวอย่างมากมายในประวัติศาสตร์ว่า  เพียงแต่ลิ้มรสใบทุละสีที่ถวายให้พระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควานแล้ว  นักปราชญ์  ผู้ยิ่งใหญ่  เช่น  สะนัท-คุมาระ  ได้กลายมาเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่  ฉะนั้น  วิธีการอุทิศตน  เสียสละเป็นสิ่งที่ดีมาก  และปฏิบัติได้ด้วยอารมณ์ที่มีความสุข  องค์ภควานจะรับเฉพาะ  ความรักที่ถวายให้พระองค์พร้อมกับเครื่องถวาย

ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  การอุทิศตนเสียสละรับใช้เช่นนี้มีอยู่ชั่วกัลปวสานซึ่งไม่  เหมือนกับที่นักปราชญ์มายาวาดีอ้าง  แม้ว่าบางครั้งพวกนี้รับเอาสิ่งที่สมมติว่าเป็นการ  อุทิศตนเสียสละรับใช้มาปฏิบัติ  แต่แนวความคิดคือตราบเท่าที่ยังไม่หลุดพ้นต้องอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้ต่อไป  เมื่อในที่สุดหลุดพ้นแล้วพวกเขา  “จะกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับ  องค์ภควาน”  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ชั่วครั้งชั่วคราวเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการอุทิศตนเสีย  สละรับใช้ที่บริสุทธิ์  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่แท้จริงจะทำอย่างต่อเนื่องแม้หลังจากได้  รับความหลุดพ้นแล้ว  เมื่อสาวกไปยังดาวเคราะห์ทิพย์ในอาณาจักรขององค์ภควาน  ก็ยัง  ปฏิบัติการรับใช้พระองค์อยู่ที่นั่น  โดยมิบังอาจที่จะกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับองค์ภควาน

ดังจะได้เห็นใน  ภควัต-คีตา  ว่า  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่แท้จริงเริ่มต้น  หลังจากหลุดพ้นแล้ว  หลังจากหลุดพ้นและสถิตในตำแหน่ง  บระฮมัน  แล้ว  (บระฮ-  มะ-บํูทะ)  การอุทิศตนเสียสละรับใช้จึงเริ่มต้นขึ้น  (สะมะฮ  สาระเวชุ  บํูเทชุ  มัด-บัฺคธิม  ละบฺะเท  พะราม)  ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจองค์ภควานได้ด้วยการปฏิบัติ  คารมะ-  โยกะ.  กยานะ-โยกะ,  อัชทางกะ-โยกะ  หรือปฏิบัตโยคะอื่น  ๆ  โดยเอกเทศ  จากวิธี  โยคะต่างๆ  เหล่านี้  อาจเจริญขึ้นเล็กน้อยไปสู่  บัฺคธิ-โยกะ  หากมาไม่ถึงระดับแห่งการ  อุทิศตนเสียสละรับใช้  เขาจะไม่สามารถเข้าใจว่าบุคลิกภาพแห่งองค์ภควานคืออะไร  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ได้ยืนยันไว้ว่า  เมื่อได้รับความบริสุทธิ์จากการปฏิบัติตามวิธี  แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  โดยเฉพาะจากการสดับฟัง  ชรีมัด-บากะวะธัม  หรือ  ภควัต-คีตา  จากดวงวิญญาณผู้รู้แจ้ง  จึงสามารถเข้าใจศาสตร์แห่ง  คริชณะหรือ  ศาสตร์แห่งองค์ภควาน  เอวัม  พระสันนะ-มะนะโส  บฺะกะวัด-บัฺคธิ-โยกะทะฮ  เมื่อ  หัวใจบริสุทธิ์ขึ้นจากสิ่งไร้สาระทั้งหลาย  ผู้นั้นจึงสามารถเข้าใจว่าองค์ภควานคืออะไร  ดังนั้น  วิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ในคริชณะจิตสำนึกจึงเป็นราชาหรือเจ้าแห่ง  การศึกษาทั้งปวง  เป็นราชาแห่งความรู้ที่เป็นความลับทั้งหมด  เป็นรูปแบบของศาสนา  ที่บริสุทธิ์ที่สุด  และสามารถปฏิบัติได้ด้วยความรื่นเริงโดยไม่ยากลำบาก  ดังนั้น  เรา  จึงควรรับมาปฏิบัติ

โศลก 3 (9.3)

อัชรัดดะดฺานาฮ พุระชา
ดฺารมัสยาสยะ พะรันทะพะ

อัพราพยะ มาม นิวารทันเท
มริทยุ-สัมสาระ-วารทมะนิ

อัชรัดดะดฺานาฮ  -  พวกที่ไม่มีศรัทธา, พุรุชาฮ  -  บุคคลเหล่านี้, ดฺารมัสยะ  -  ไปสู่วิธีแห่งศาสนา, อัสยะ  -  นี้, พะรันทะพะ  -  โอ้ ผู้สังหารศัตรู, อัพราพยะ  -  ไม่ได้รับ, มาม  -  ข้า, นิวารทันเท  -  กลับ มา, มริทยุ  -  ของความตาย, สัมสาระ  -  ในความเป็นอยู่ทางวัตถุ, วารทมะนิ  -  บนวิธีทาง

คำแปล

พวกที่ไม่ศรัทธาในการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้  ไม่สามารถบรรลุถึงข้า  โอ้  ผู้กำราบ  ศัตรู  ดังนั้น  พวกเขาจะกลับมาอยู่บนหนทางแห่งการเกิดและการตายในโลกวัตถุนี้อีก

คำอธิบาย

ผู้ไม่ศรัทธาจะไม่สามารถประสบผลสำเร็จกับวิธีการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้  นี่  คือคำอธิบายของโศลกนี้  ความศรัทธาเกิดขึ้นจากการมาคบหาสมาคมกับสาวก  คน  อับโชคแม้หลังจากสดับฟังตามหลักฐานต่าง  ๆ  จากบุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่ในวรรณกรรม  พระเวท  ก็ยังไม่มีความศรัทธาในองค์ภควาน  ยังลังเลใจ  และไม่สามารถตั้งจิตมั่นอยู่  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์  ดังนั้น  ความศรัทธาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดเพื่อ  เจริญก้าวหน้าในคริชณะจิตสำนึก  ใน  เชธันญะ-ชะริทามริทะ  ได้กล่าวไว้ว่า  ความศรัทธา  คือความมั่นใจอย่างสมบูรณ์ว่า  จากการรับใช้องค์ภควานชรีคริชณะ  เราสามารถบรรลุ  ถึงความสมบูรณ์ทั้งหลายทั้งปวง  เช่นนี้เรียกว่าความศรัทธาที่แท้จริง  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (4.31.14)

ยะทฺา ทะโรร มูละ-นิเชชะเนนะ
ทริพยันทิ ทัท-สคันดฺะ-บํูโจพะชาคาฮ

พราโณพะฮาราช ชะ ยะเทฺนดริยาณาม
ทะไทฺวะ สารวารฮะณัม อัชยุเทจยา

“จากการรดน้ำที่รากของต้นไม้  จะทำให้กิ่งก้านสาขาและใบต่าง  ๆ  ทั้งหมดได้รับความพึง  พอใจ  และจากการส่งอาหารไปที่ท้อง  จะทำให้ประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  ทั้งหลายของร่างกาย  ได้รับความพึงพอใจ  ในทำนองเดียวกัน  จากการปฏิบัติรับใช้ทิพย์ต่อองค์ภควานนี้จะทำให้  เทวดาและสิ่งมีชีวิตอื่น  ๆ  ทั้งหลายได้รับความพึงพอใจโดยปริยาย”  ดังนั้น  หลังจากอ่าน  ภควัต-คีตา  แล้ว  เราควรมาถึงจุดสรุปของ  ภควัต-คีตา  ได้ในทันที  เราควรยกเลิกการ  ปฏิบัติอื่น  ๆ  ทั้งหมด  และรับเอาวิธีการรับใช้ต่อองค์ภควานคริชณะมาปฏิบัติ  หากมั่นใจ  เกี่ยวกับปรัชญาชีวิตเช่นนี้  นี่คือความศรัทธา

การพัฒนาความศรัทธานี้เป็นวิธีการของคริชณะจิตสำนึก  บุคคลในคริชณะ  จิตสำนึกแบ่งออกเป็นสามระดับ  ในระดับที่สามคือพวกไม่มีความศรัทธา  ถึงแม้ปฏิบัติ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างเป็นทางการ  พวกนี้ไม่สามารถบรรลุถึงระดับแห่งความ  สมบูรณ์สูงสุด  เป็นไปได้อย่างมากว่าหลังระยะเวลาหนึ่งก็จะลื่นไถลตกลงไป  พวกเขา  อาจปฏิบัติรับใช้  แต่เนื่องจากไม่มีความมั่นใจและความศรัทธาอย่างสมบูรณ์  จึงเป็น  สิ่งยากมากที่จะปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกอย่างต่อเนื่อง  เรามีประสบการณ์ภาคปฏิบัติ  ว่า  จากกิจกรรมเพื่อเผยแพร่คริชณะจิตสำนึก  บางคนเข้ามาและปฏิบัติในคริชณะ  จิตสำนึกด้วยแรงกระตุ้นบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจ  ทันทีที่ฐานะดีขึ้นจะยกเลิกวิธี  การปฏิบัตินี้  และไปปฏิบัติตามวิถีทางเดิมอีกครั้งหนึ่ง  ความศรัทธาเท่านั้นที่จะทำให้  บุคคลเจริญก้าวหน้าในคริชณะจิตสำนึก  เกี่ยวกับการพัฒนาความศรัทธา  ผู้รอบรู้ใน  วรรณกรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  และบรรลุถึงระดับแห่งความศรัทธาที่มั่นคง  เรียกว่าบุคคลชั้นหนึ่งในคริชณะจิตสำนึก  บุคคลชั้นสองคือพวกที่ไม่ค่อยเจริญก้าวหน้า  เท่าใดนักในการเข้าใจพระคัมภีร์แห่งการอุทิศตนเสียสละ  แต่มีความศรัทธาอย่างมั่นคง  โดยปริยายว่า  คริชณะ-บัฺคธิ  หรือการรับใช้คริชณะเป็นวิถีทางที่ดีที่สุด  และด้วยความ  ศรัทธาอันแรงกล้าจึงนำมาปฏิบัติ  ดังนั้น  พวกนี้ดีกว่าบุคคลชั้นสามที่ไม่มีทั้งความรู้  ในพระคัมภีร์อย่างสมบูรณ์  และไม่มีความศรัทธา  แต่เนื่องจากได้มาคบหาสมาคมและ  จากความเรียบง่ายจึงพยายามปฏิบัติตาม  บุคคลชั้นสามในคริชณะจิตสำนึกอาจตกลง  ต่ำ  แต่บุคคลชั้นสองจะไม่ตกลงต่ำ  สำหรับบุคคลชั้นหนึ่งในคริชณะจิตสำนึกไม่มีโอกาส  ที่จะตกลงต่ำได้เลย  และแน่นอนว่าจะเจริญก้าวหน้าจนบรรลุผลสำเร็จในที่สุด  สำหรับ  บุคคลชั้นสามในคริชณะจิตสำนึก  ถึงแม้ว่าจะมีความศรัทธาและมั่นใจว่าการอุทิศตน  เสียสละรับใช้ต่อคริชณะเป็นสิ่งที่ดีมาก  แต่ยังไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับคริชณะจากพระ  คัมภีร์  เช่น  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  และ  ภควัต-คีตา  อย่างเพียงพอ  บางครั้งบุคคลชั้นสามใน  คริชณะจิตสำนึกมีแนวโน้มไปสู่  คารมะ-โยกะ  และ  กยานะ-โยกะ  บางครั้งพวกนี้รู้สึก  หวั่นไหว  แต่ทันทีที่โรคร้ายแห่ง  คารมะ-โยกะ  หรือ  กยานะ-โยกะ  ถูกขจัดไป  จะกลาย  มาเป็นบุคคลชั้นสองหรือบุคคลชั้นหนึ่งในคริชณะจิตสำนึก  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  อธิบาย  ว่าความศรัทธาในคริชณะแบ่งออกเป็นสามระดับ  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ภาคสิบเอ็ดได้  อธิบายถึงความเชื่อมั่นชั้นหนึ่ง  ความเชื่อมั่นชั้นสอง  และความเชื่อมั่นชั้นสาม  ไว้เช่นกัน  บุคคลผู้ไม่มีศรัทธาแม้หลังจากสดับฟังเกี่ยวกับคริชณะ  และความดีเลิศแห่งการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้  คิดว่าเป็นเพียงถ้อยคำสรรเสริญเท่านั้น  จะพบว่าวิถีทางนี้ยากมาก  ถึง  แม้ดูเหมือนว่าปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  สำหรับบุคคลเช่นนี้มีความหวังเพียงเล็ก  น้อยเท่านั้นที่จะบรรลุถึงความสมบูรณ์  ดังนั้นความศรัทธาจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการ  ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้

โศลก 4 (9.4)

มะยา ทะทัม อิดัม สารวัม
จะกัด อัพยัคทะ-มูรทินา

มัท-สทฺานิ สารวะ-บํูทานิ
นะ ชาฮัม เทชุ อวัสทิฺทะฮ

มะยา  -  โดยข้า, ทะทัม  -  แผ่กระจาย, อิดัม  -  นี้, สารวัม  -  ทั้งหมด, จะกัท  -  ปรากฏการณ์ใน จักรวาล, อัพยัคทะ-มูรทินา  -  ด้วยรูปที่ไม่ปรากฏ, มัท  -  สทฺานิ  -  ในข้า, สารวะ  -  บํูทานิ  -  มวลสิ่งมีชีวิต, นะ  -  ไม่, ชะ  -  เช่นกัน, อฮัม  -  ข้า, เทชุ  -  ในพวกเขา, อวัสทิฺทะฮ  -  สถิต

คำแปล

ตัวข้าในรูปลักษณ์ที่ไม่ปรากฏทำให้จักรวาลทั้งหมดนี้แผ่กระจายออกไป  สิ่งมีชีวิต  ทั้งหมดอยู่ในข้า  แต่ข้าไม่ได้อยู่ในพวกเขา

คำอธิบาย

เราไม่สามารถมองเห็นองค์ภควานด้วยประสาทสัมผัสวัตถุที่หยาบ  กล่าวไว้ว่า

อทะฮ ชรี-คริชณะ-นามาดิ
นะ บฺะเวด กราฮยัม อินดริไยฮ

เสโวนมุคเฮ ฮิ จิฮวาโด
สวะยัม เอวะ สพุำระทิ อดะฮ

(Bhakti-rasāmṛta-sindhu 1.2.234)

ประสาทสัมผัสวัตถุของเราไม่สามารถเข้าใจพระนาม  ชื่อเสียง  ลีลา  ฯลฯ  ขององค์  ชรีคริชณะได้  ผู้ที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างบริสุทธิ์ภายใต้การแนะนำที่ถูกต้อง  เท่านั้นที่พระองค์จะทรงเปิดเผย  ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.38)  กล่าวไว้ว่า  เพรมานจะนะ-  ชชํุริทะ-บัฺคธิ-วิโลชะเนนะ  สันทะฮ  สะไดวะ  ฮริดะเยชุ  วิโลคะยันทิ  เราสามารถเห็นองค์  ภควาน  โกวินดะ  อยู่เสมอทั้งภายในและภายนอกตัวเรา  หากเราพัฒนาท่าทีแห่งความรัก  ทิพย์ต่อพระองค์  ดังนั้น  สำหรับบุคคลโดยทั่วไปจะไม่สามารถมองเห็นพระองค์  ได้กล่าว  ไว้  ณ  ที่นี้ว่า  ถึงแม้ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  ปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง  ประสาทสัมผัสวัตถุไม่  สามารถเห็นพระองค์ได้  ได้แสดงไว้  ณ  ที่นี้ด้วยคำพูด  อัพยัคทะ-มูรทินา  แต่อันที่จริง  ถึง  แม้ว่าเราไม่สามารถเห็นพระองค์  ทุกสิ่งทุกอย่างพำนักอยู่ในพระองค์  ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  บทที่เจ็ด  ปรากฏการณ์ในจักรวาลวัตถุทั้งหมดเป็นเพียงการผสมผสานของพลังงานทั้ง  สองของพระองค์คือ  พลังงานเบื้องสูงหรือพลังงานทิพย์  และพลังงานเบื้องต่ำหรือพลังงาน  วัตถุ  ดังเช่น  แสงอาทิตย์แผ่กระจายไปทั่วจักรวาล  พลังงานขององค์ภควานทรงแผ่กระจาย  ไปทั่วทั้งการสร้าง  และทุกสิ่งทุกอย่างพำนักอยู่ในพลังงานนั้น

ถึงกระนั้นเราไม่ควรสรุปว่า  เนื่องจากทรงแผ่กระจายไปทั่ว  พระองค์ทรงสูญ  เสียความเป็นอยู่ส่วนพระองค์  เพื่อลบล้างข้อถกเถียงนี้องค์ภควานตรัสว่า  “ข้าอยู่ทุกหน  ทุกแห่งและทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในข้า  แต่ข้าก็ยังปลีกตัวออกห่าง”  ตัวอย่างเช่นพระเจ้า  แผ่นดินทรงเป็นผู้นำรัฐบาล  รัฐบาลเป็นเพียงปรากฏการณ์แห่งพลังงานของพระเจ้า  แผ่นดิน  กระทรวงต่าง  ๆ  ของรัฐบาลเป็นพลังงานของพระเจ้าแผ่นดิน  แต่ละกระทรวง  อิงอยู่กับอำนาจของพระเจ้าแผ่นดิน  แต่เราก็ไม่คาดหวังว่าพระเจ้าแผ่นดินจะทรง  ปรากฏอยู่ที่ทุก  ๆ  กระทรวงด้วยพระองค์เอง  นี่คือตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรม  ในทำนอง  เดียวกัน  ปรากฏการณ์ทั้งหลายที่เราเห็นและทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ทั้งในโลกวัตถุนี้และ  ในโลกทิพย์พำนักอยู่บนพลังงานของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  การสร้างเกิดขึ้นด้วย  การแพร่กระจายพลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์  ดังที่  ภควัต-คีตา  ได้กล่าวไว้  วิชทับฺยาฮัม  อิดัม  คริทสนัม  พระองค์ทรงปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งด้วยตัวแทนส่วนพระองค์  นั่นคือ  พลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์ที่แพร่กระจายไปทั่ว

โศลก 5 (9.5)

นะ ชะ มัท-สทฺานิ บํูทานิ
พัสยะ เม โยกัม ไอชวะรัม

บํูทะ-บฺริน นะ ชะ บํูทะ-สโทฺ
มะมาทมา บํูทะ-บฺาวะนะฮ

นะ  -  ไม่เคย, ชะ  -  เช่นกัน, มัท-สทฺานิ  -  สถิตในข้า, บํูทานิ  -  การสร้างทั้งหมด, พัสยะ  -  จงดู, เม  -  ของข้า, โยกัม ไอชวะรัม  -  อิทธิฤทธิ์ที่ไม่สามารถมองเห็น, บํูทะ-บฺริท  -  ผู้บำรุงรักษาสิ่งมี ชีวิตทั้งมวล, นะ  -  ไม่เคย, ชะ  -  เช่นกัน, บํูทะ-สทฺะฮ  -  ในปรากฏการณ์จักรวาล, มะมะ  -  ของ ข้า, อาทมา  -  ตัวข้า, บํูทะ-บฺาวะนะฮ  -  แหล่งกำเนิดของปรากฏการณ์ทั้งหลาย

คำแปล

ถึงกระนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมามิได้พำนักอยู่ในข้า  จงดูอิทธิฤทธิ์ความมั่งคั่ง  ของข้า!  ถึงแม้ว่าข้าคือผู้บำรุงรักษามวลชีวิต  และถึงแม้ว่าข้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง  ข้าไม่ใช่  ส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางจักรวาลนี้  เพราะตัวข้าคือแหล่งกำเนิดของการสร้าง

คำอธิบาย

องค์ภควานตรัสว่าทุกสิ่งทุกอย่างพำนักอยู่ที่พระองค์  (มัท-สทฺานิ-สารวะ-  บํูทานิ)  เช่นนี้ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้อง  องค์ภควานทรงมิได้เข้ามายุ่งเกี่ยวโดยตรงกับ  การดำรงรักษาและค้ำจุนปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้  บางครั้งเราเห็นภาพแอทลาส  หรือเทพเจ้ากรีกแบกโลกใบนี้อยู่บนบ่า  ดูเหมือนว่าท่านเหนื่อยมากที่แบกโลกทั้งโลกอัน  ยิ่งใหญ่นี้  ภาพเช่นนี้ไม่ควรนำมาแสดงในความสัมพันธ์กับคริชณะเกี่ยวกับการค้ำจุน  จักรวาลที่สร้างขึ้นมานี้  พระองค์ตรัสว่า  ถึงแม้ทุกสิ่งทุกอย่างพำนักพักพิงอยู่ที่พระองค์  ตัวพระองค์เองก็ยังอยู่ห่างออกไป  ระบบดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  ลอยอยู่ในนภากาศ  และ  นภากาศนี้เป็นพลังงานขององค์ภควาน  แต่พระองค์ทรงแตกต่างไปจากนภากาศ  และ  ประทับอยู่ที่อื่น  ฉะนั้น  ทรงตรัสว่า  “ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้สถิตอยู่ที่พลังงานอันไม่สามารถ  มองเห็นได้ของข้า  ในฐานะที่เป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ข้าก็อยู่ห่างจากสิ่งเหล่า  นี้”  นี่คือความมั่งคั่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ขององค์ภควาน

ในพจนานุกรม  พระเวท  นิรุคทิ  กล่าวว่า  ยุจยะเท  เนนะ  ดุรกฺะเทชุ  คารเยชุ  ”องค์  ภควานทรงแสดงลีลาอันน่าอัศจรรย์ที่ไม่สามารถสำเหนียกได้เพื่อทรงแสดงพลังอำนาจ  ของพระองค์”  บุคลิกของพระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยพลังงานนานัปการ  และความมุ่งมั่น  ของพระองค์เป็นสัจจะที่แท้จริงอยู่ในตัว  เช่นนี้จึงเข้าใจบุคลิกภาพแห่งองค์ภควานได้  เรา  อาจคิดจะทำบางสิ่งบางอย่างแต่ก็มีอุปสรรคมากมาย  บางครั้งเราไม่สามารถทำสิ่งที่เรา  ชอบได้  แต่เมื่อคริชณะทรงปรารถนาจะทำสิ่งใด  พระองค์ทรงเพียงแต่ปรารถนาทุกสิ่ง  ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างสมบูรณ์จนเราไม่สามารถจินตนาการว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร  องค์ภควานทรงอธิบายสัจธรรมนี้  ถึงแม้ว่าทรงเป็นผู้ดำรงรักษาและค้ำจุนปรากฏการณ์  ทางธรรมชาติทั้งหมด  พระองค์ทรงมิได้แตะต้องปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้  เพียงแต่  ทรงปรารถนาทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกสร้างขึ้นมา  ทุกสิ่งทุกอย่างได้รับการค้ำจุน  ทุกสิ่งทุก  อย่างได้รับการดำรงรักษา  และทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกทำลายลง  ไม่มีข้อแตกต่างระหว่าง  จิตใจและพระวรกายของพระองค์  (เหมือนกับที่มีข้อแตกต่างระหว่างตัวเราและจิตวัตถุ  ปัจจุบันของเรา)  เพราะทรงเป็นจิตวิญญาณที่สมบูรณ์  พระองค์ทรงปรากฏอยู่ในทุก  สิ่งทุกอย่างพร้อม  ๆ  กัน  เช่นนี้  คนธรรมดาสามัญทั่วไปไม่สามารถเข้าใจว่าทรงปรากฏ  ด้วยพระวรกายของพระองค์เองได้อย่างไร  พระองค์ทรงแตกต่างจากปรากฏการณ์ทาง  วัตถุนี้  แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็พำนักพักพิงอยู่ที่พระองค์  ได้อธิบายไว้  ณ  ที่นี้ว่าเป็น  โยกัม  ไอชวะรัม  หรือพลังอิทธิฤทธิ์ขององค์ภควาน

โศลก 6 (9.6)

ยะทฺาคาชะ-สทิฺโท นิทยัม
วายุฮ สารวะทระ-โก มะฮาน

ทะทฺา สารวาณิ บูทานิ
มัท-สทฺานีทิ อุพะดฺาระยะ

ยะทฺา  -  เหมือนกับ, อาคารชะ-สทิฺทะฮ  -  สถิตในท้องฟ้า, นิทยัม  -  เสมอ, วายุฮ-ลม,สารวะทระ- กะฮ-พัดไปทุกแห่ง, มะฮาน  -  ยิ่งใหญ่, ทะทฺา  -  ในทำนองเดียวกัน, สารวาณิ บํูทานิ  -  สิ่งมีชีวิตทั้ง หลายที่ถูกสร้างขึ้นมา, มัท-สทฺานิ  -  สถิตในข้า, อิทิ  -  ดังนั้น, อุพะดฺาระยะ  -  พยายามเข้าใจ

คำแปล

จงเข้าใจว่า  เสมือนดั่งพลังของลมที่พัดไปทุกหนทุกแห่ง  แต่ยังพักพิงอยู่ใน  ท้องฟ้าเสมอ  มวลชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมาก็พักพิงอยูในข้า

คำอธิบาย

สำหรับคนธรรมดาทั่วไปเกือบมองไม่เห็นว่าการสร้างทางวัตถุอันมหึมานี้  พักพิงอยู่ในองค์ภควานได้อย่างไร  แต่พระองค์ทรงให้ตัวอย่างซึ่งอาจช่วยให้พวกเรา  เข้าใจได้  ท้องฟ้าอาจเป็นปรากฏการณ์ใหญ่ที่สุดที่พวกเราสำเหนียกได้  และในท้องฟ้า  ลมหรืออากาศเป็นปรากฏการณ์ใหญ่ที่สุดในโลกจักรวาล  การเคลื่อนไหวของลมมี  อิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของทุกสิ่งทุกอย่าง  ถึงแม้ว่าลมนั้นยิ่งใหญ่ก็ยังสถิตภายใน  ท้องฟ้า  ลมมิได้อยู่นอกเหนือไปจากท้องฟ้า  ในทำนองเดียวกัน  ปรากฏการณ์อันน่า  อัศจรรย์ในจักรวาลเกิดขึ้นได้ด้วยความปรารถนาสูงสุดขององค์ภควาน  และทั้งหมดอยู่  ภายใต้การบังคับบัญชาแห่งความปรารถนาสูงสุดของพระองค์  ดังที่พวกเราทั่วไปจะ  กล่าวว่า  แม้แต่ใบหญ้าไม่อาจเคลื่อนไหวได้หากปราศจากซึ่งความปรารถนาขององค์  ภควาน  ดังนั้น  จากความปรารถนาของพระองค์ทุกสิ่งทุกอย่างได้รับการดำรงรักษาไว้  และทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำลายลง  ถึงกระนั้น  พระองค์ยังทรงอยู่ห่างจากทุกสิ่งทุกอย่าง  ดังเช่นท้องฟ้าอยู่ห่างจากกระแสของลมฉันใด

ได้กล่าวไว้ใน  อุพะนิชัด  ว่า  ยัด-บีฺชา  วาทะฮ  พะวะเท  “ลมที่พัดไปก็เนื่องมา  จากความกลัวองค์ภควาน”  (ไทททิรียะ  อุพะนิชัด  2.8.1)  ใน  บริฮัด-อารัณยะคะ  อุพะ-  นิชัด  (3.8.9)  กล่าวไว้ว่า  เอทัสยะ  วา  อัคชะรัสยะ  พระชาสะเน  การกิ  สูรยะ-ชันดระมะโส  วิดฮริโท  ทิชทฺะทะ  เอทัสยะ  วา  อัคชะรัสยะ  พระชาสะเน  การกิ  ดยาพ-อาพริทิพโย  วิด  ฮริโท  ทิชทฺะทะฮ  “โดยคำสั่งสูงสุด  ภายใต้การควบคุมขององค์ภควาน  ดวงจันทร์  ดวง  อาทิตย์  และดาวเคราะห์ยิ่งใหญ่อื่น  ๆ  จึงเคลื่อนไหว”  ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.52)  กล่าว  ไว้เช่นกันว่า

ยัช-ชัคชุร เอชะ สะวิทา สะคะละ-กระฮาณาม
ราจา สะมัสทะ-สุระ-มูรทิร อเชชะ-เทจาฮ
ยัสยากยะยา บฺระมะทิ สัมบฺริทะ-คาละ-ชัคโร
โกวินดัม อาดิ-พุรุชัม ทัม อฮัม บฺะจามิ

นี่คือคำอธิบายเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์  กล่าวไว้ว่า  ดวงอาทิตย์ถือว่า  เป็นพระเนตรข้างหนึ่งขององค์ภควาน  และมีพลังอำนาจมหาศาลในการกระจายความ  ร้อนและแสง  ถึงกระนั้น  ดวงอาทิตย์ก็โคจรไปตามหน้าที่ด้วยคำสั่งและความปรารถนา  สูงสุดขององค์โกวินดะ  ฉะนั้น  จากวรรณกรรมพระเวทเราพบหลักฐานว่า  ปรากฏการณ์  ทางวัตถุที่เราเห็นว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์และยิ่งใหญ่มากนี้  อยู่ภายใต้การควบคุมอันสมบูรณ์  ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  จะอธิบายในโศลกต่อ  ๆ  ไปของบทนี้

โศลก 7 (9.7)

สารวะ-บํูทานิ คะอุนเทยะ
พระคริทิม ยานทิ มามิคาม

คัลพะ-คชะเย พุนัส ทานิ
คัลพาโด วิสริจามิ อฮัม

สารวะ-บํูทานิ  -  สิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่ถูกสร้างขึ้นมา, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, พระคริทิม  -  ธรรมชาติ, ยานทิ  -  เข้า, มามิคาม  -  ของข้า, คัลพะ-คชะเย  -  ตอนสิ้นกัป, พุนะฮ  -  อีกครั้งหนึ่ง, ทานิ  -  พวกเขาทั้งหมด, คัลพะ-อาโด  -  ในตอนต้นของกัป, วิสริจามิ  -  สร้าง, อฮัม  -  ข้า

คำแปล

โอ้  โอรสพระนางคุนที  ในตอนสิ้นกัปปรากฏการณ์ทางวัตถุทั้งหมดเข้าไปใน  ธรรมชาติของข้า  และในตอนเริ่มต้นของอีกกัปหนึ่ง  ข้าสร้างทั้งหมดอีกครั้ง  ด้วยพลังอำนาจของข้า

คำอธิบาย

การสร้าง  การบำรุงรักษา  และการทำลาย  ปรากฏการณ์ในจักรวาลวัตถุนี้ขึ้น  อยู่กับความปรารถนาสูงสุดขององค์ภควานโดยสมบูรณ์  “ตอนสิ้นกัป”  หมายถึงตอน  ที่พระพรหมสิ้นชีวิต  พระพรหมมีชีวิตอยู่หนึ่งร้อยปี  หนึ่งวันของพระพรหมคำนวณได้  4,300,000,000  ปีของโลกเรา  คืนหนึ่งของพรพรหมก็มีระยะเวลายาวเท่ากันนี้  เดือน  หนึ่งของพระพรหมประกอบไปด้วยสามสิบวันและสามสิบคืนเช่นนี้  และปีหนึ่งของพระ  พรหมมีสิบสองเดือนเช่นนี้  หลังจากหนึ่งร้อยปี  เมื่อพระพรหมสวรรคตการทำลายล้าง  ก็เกิดขึ้น  เช่นนี้หมายความว่าพลังงานที่ปรากฏขึ้นโดยองค์ภควานจะม้วนกลับเข้าไป  ในพระวรกายของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง  จากนั้นเมื่อมีความจำเป็นที่จะให้โลกจักรวาล  ปรากฏออกมา  ความปรารถนาของพระองค์ทรงทำให้บังเกิดขึ้น  บะฮุ  สยาม  “ถึง  แม้ข้าเป็นหนึ่ง  ข้าจะกลายมาเป็นหลากหลาย”  นี่คือคำพังเพยพระเวท  (ชฺานโดกยะ  อุพะนิชัด  6.2.3)  พระองค์ทรงแบ่งแยกพระวรกายของพระองค์ไปในพลังงานวัตถุนี้  และปรากฏการณ์ในจักรวาลทั้งหมดจะปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

โศลก 8 (9.8)

พระคริทิม สวาม อวัชทัฺบยะ
วิสริจามิ พุนะฮ พุนะฮ

บํูทะ-กรามัม อิมัม คริทสนัม
อวะชัม พระคริเทร วะชาท

พระคริทิม  -  ธรรมชาติวัตถุ, สวาม  -  ของตัวข้าเอง, อวัชทัฺบยะ  -  เข้าไปข้างใน, วิสริจามิ  -  ข้าสร้าง, พุนะฮ พุนะฮ  -  ครั้งแล้วครั้งเล่า, บํูทะ-กรามัม  -  ปรากฏการณ์ทางจักรวาล ทั้งหมด, อิมัม  -  เหล่านี้, คริทสนัม  -  ในทั้งหมด, อวะชัม  -  โดยปริยาย, พระคริเทฮ  -  ด้วย พลังของธรรมชาติ, วะชาท  -  ภายใต้หน้าที่

คำแปล

ปรากฏการณ์ในจักรวาลทั้งหมดอยู่ภายใต้ข้า  ด้วยความปรารถนาของข้า  ปรากฏการณ์จึงเกิดขึ้นโดยปริยายครั้งแล้วครั้งเล่า  และด้วยความปรารถนา  ของข้ามันก็ถูกทำลายลงในตอนจบ

คำอธิบาย

โลกวัตถุนี้เป็นปรากฏการณ์ของพลังงานเบื้องต่ำขององค์ภควาน  ได้อธิบายไว้  แล้วหลายครั้ง  ตอนสร้าง  พลังงานวัตถุถูกปล่อยออกมาเป็น  มะฮัท-ทัททวะ  ซึ่งองค์  ภควานในอวตาร  พุรุชะ  องค์แรกเป็น  มะฮา-วิชณุ  เสด็จเข้าไป  พระองค์ทรงประทับอยู่  ในมหาสมุทรแหล่งกำเนิด  และทรงหายใจออกมาเป็นจักรวาลจำนวนนับไม่ถ้วน  ภายใน  แต่ละจักรวาลองค์ภควานเสด็จเข้าไปเป็น  การโบฺดะคะชายี  วิชณุ  แต่ละจักรวาลถูก  สร้างขึ้นมาเช่นนี้  จากนั้นพระองค์ยังทรงปรากฏในรูปของ  คชีโรดะคะชายี  วิชณุ  และ  เสด็จเข้าไปในทุกสิ่งทุกอย่าง  แม้ในละอองอณูที่เล็กที่สุด  ความจริงนี้ได้อธิบายไว้  ณ  ที่  นี้  พระองค์ทรงเสด็จเข้าไปในสรรพสิ่ง

จากนั้น  สิ่งมีชีวิตต่าง  ๆ  ปฏิสนธิภายในธรรมชาติวัตถุนี้  ตามผลกรรมในอดีต  แต่ละชีวิตจึงมาอยู่ในสภาวะที่ไม่เหมือนกัน  เช่นนี้  กิจกรรมของโลกวัตถุจึงเริ่มขึ้น  กิจกรรมต่าง  ๆ  ของเผ่าพันธุ์ชีวิตอันหลากหลายเริ่มต้นจากจุดแรกแห่งการสร้าง  มิใช่ว่า  ทั้งหมดเป็นวิวัฒนาการ  เผ่าพันธุ์ต่าง  ๆ  ของชีวิตถูกสร้างขึ้นมาทันทีพร้อมกับจักรวาล  มนุษย์  สัตว์เดรัจฉาน  นก  ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาพร้อม  ๆ  กัน  ทุกสิ่งที่สิ่งมี  ชีวิตปรารถนาในตอนทำลายล้างครั้งสุดท้าย  จะปรากฏออกมาอีกครั้งหนึ่ง  ได้แสดงไว้  อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ด้วยคำว่า  อวะชัม  ว่าสิ่งมีชีวิตไม่เกี่ยวข้องกับกรรมวิธีนี้  ความเป็น  อยู่ในชาติก่อนจากการสร้างในครั้งก่อนจะปรากฏออกมาอีกครั้งหนึ่ง  และทั้งหมดนี้  เกิดขึ้นด้วยความปรารถนาขององค์ภควาน  นี่คือพลังงานที่ไม่สามารถมองเห็นได้ของ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และหลังจากสร้างเผ่าพันธุ์ชีวิตต่าง  ๆ  พระองค์ทรงไม่  เกี่ยวข้องกับพวกเขา  การสร้างเกิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกต่อแนวโน้มต่าง  ๆ  ที่สิ่ง  มีชีวิตปรารถนา  ดังนั้น  องค์ภควานทรงมิได้มายุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้

โศลก 9 (9.9)

นะ ชะ มาม ทานิ คารมาณิ
นิบัดฺนันทิ ดฺะนันจะยะ

อุดาสีนะ-วัด อาสีนัม
อสัคทัม เทชุ คารมะสุ

นะ  -  ไม่เคย, ชะ  -  เช่นกัน, มาม  -  ข้า, ทานิ  -  เหล่านี้ทั้งหมด, คารมาณิ  -  กิจกรรมต่าง ๆ, นิบัดฺนันทิ  -  ผูกมัด, ดฺะนันจะยะ  -  โอ้ ผู้ชนะความร่ำรวย, อุดาสีนะ-วัท  -  เป็นกลาง, อาสีนัม  -  สถิต, อสัคทัม  -  ไม่ยึดติด, เทชุ  -  สำหรับสิ่งเหล่านั้น, คารมะสุ  -  กิจกรรม

คำแปล

โอ้  ดฺะนันจะยะ  งานทั้งหลายเหล่านี้ไม่สามารถผูกมัดข้า  ข้าไม่ยึดติดกับกิจกรรม  ทางวัตถุทั้งหลายเหล่านี้  สถิตประหนึ่งเป็นกลาง

คำอธิบาย

เกี่ยวกับประเด็นนี้  เราไม่ควรคิดว่าองค์ภควานทรงไม่มีอะไรทำ  ในโลกทิพย์  ของพระองค์ทรงมีกิจกรรมเสมอ  ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.6)  กล่าวไว้ว่า  อาทมา  รามัสยะ  ทัสยาสทิ  พระคริทยา  นะ  สะมากะมะฮ  “องค์ภควานทรงเพลิดเพลินอยู่กับ  กิจกรรมทิพย์อันเป็นอมตะและสุขเกษมสำราญอยู่เสมอ  แต่พระองค์ทรงไม่มีอะไร  เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางวัตถุเหล่านี้”  กิจกรรมทางวัตถุดำเนินไปด้วยพลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์  องค์ภควานทรงเป็นกลางในกิจกรรมทางวัตถุของโลกที่ถูกสร้างขึ้นมานี้  ความเป็นกลางที่กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ด้วยคำ  อุดาสีนะ-วัท  ถึงแม้ว่าทรงควบคุมรายละเอียด  ต่าง  ๆ  ของกิจกรรมทางวัตถุ  แต่พระองค์ยังทรงประทับอยู่ประหนึ่งเป็นกลาง  ตัวอย่าง  เช่น  ผู้พิพากษาศาลสูงสุดประทับอยู่ที่บัลลังก์  ด้วยคำสั่งของท่านหลายสิ่งหลายอย่าง  บังเกิดขึ้น  บางคนถูกแขวนคอ  บางคนถูกจับเข้าคุก  บางคนได้รับรางวัลมูลค่ามหาศาล  แต่ถึงกระนั้นท่านก็ยังเป็นกลาง  โดยมิได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด  ลักษณะเดียวกัน  องค์ภควานทรงเป็นกลางอยู่เสมอ  ถึงแม้ว่าพระหัตถ์ของพระองค์ทรง  อยู่ในทุก  ๆ  อาณาบริเวณของกิจกรรม  ใน  เวดานธะ-สูทระ  (2.1.34)  กล่าวว่า  ไวชัมยะ  -ไนรกฺริณเย  นะ  พระองค์ทรงมิได้สถิตในสิ่งคู่ของโลกวัตถุนี้  ทรงเป็นทิพย์เหนือสิ่งคู่  เหล่านี้  และทรงไม่ยึดติดกับการสร้างและการทำลายของโลกวัตถุนี้  สิ่งมีชีวิตได้รับร่าง  ต่างๆในเผ่าพันธุ์ชีวิตมากมายตามกรรมเก่า  และองค์ภควานทรงมิได้ไปรบกวนพวกเขา

โศลก 10 (9.10)

มะยาดฺยัคเชณะ พระคริทิฮ
สูยะเท สะ-ชะราชะรัม

เฮทุนาเนนะ คะอุนเทยะ
จะกัด วิพะริวารทะเท

มะยา  -  โดยข้า, อัดฺยัคเชณะ  -  โดยผู้อำนวยการ, พระคริทิฮ  -  ธรรมชาติวัตถุ, สูยะเท  -  ปรากฏ, สะ  -  ทั้งสอง, ชะระ-อชะรัม  -  เคลื่อนไหวและไม่เคลื่อนไหว, เฮทุนา  -  เพื่อเหตุผล, อเนนะ  -  นี้, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, จะกัด  -  ปรากฏการณ์ทางจักรวาล, วิพะ ริวารทะเท  -  ทำงาน

คำแปล

ธรรมชาติวัตถุซึ่งเป็นหนึ่งในพลังงานอันหลากหลายของข้านี้  ทำงานภายใต้คำสั่ง  ของข้า  โอ้  โอรสพระนางคุนที  ได้ผลิตมวลชีวิตทั้งเคลื่อนไหวได้และเคลื่อนไหว  ไม่ได้  ภายใต้กฎของตัวมันเอง  ปรากฏการณ์แห่งการสร้างและการทำลายนี้เกิด  ขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

คำอธิบาย

ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  องค์ภควานถึงแม้ทรงอยู่ห่างจากกิจกรรม  ของโลกวัตถุทั้งหลายเหล่านี้  ยังทรงเป็นผู้กำกับสูงสุด  ทรงเป็นผู้ปรารถนาสูงสุด  และ  ทรงเป็นเบื้องหลังของปรากฏการณ์ทางวัตถุนี้  แต่การบริหารดำเนินไปโดยธรรมชาติ  วัตถุ  คริชณะตรัสใน  ภควัต-คีตา  เช่นกันว่า  บรรดามวลชีวิตในรูปร่างและเผ่าพันธุ์ต่างๆ  “ข้าคือพระบิดา”  พระบิดาให้เมล็ดพันธุ์ไปในครรภ์ของมารดาเพื่อกำเนิดลูกน้อย  ใน  ทำนองเดียวกัน  องค์ภควานทรงเพียงแต่ชำเลืองมองก็ทรงส่งสิ่งมีชีวิตทั้งหมดเข้าไป  ในครรภ์ของธรรมชาติวัตถุ  และพวกเขาออกมาในรูปร่างและเผ่าพันธุ์ต่าง  ๆ  กันตาม  ความปรารถนาและกิจกรรมในชาติก่อน  สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเหล่านี้  ถึงแม้เกิดภายใต้  การชำเลืองมองขององค์ภควาน  ได้รับร่างกายต่าง  ๆ  ตามกรรมและความปรารถนาของ  ตนในอดีต  ดังนั้น  พระองค์ทรงมิได้ยึดติดกับการสร้างทางวัตถุนี้โดยตรง  ทรงเพียงแต่  ชำเลืองมองไปที่ธรรมชาติวัตถุ  จากนั้น  ธรรมชาติวัตถุก็ได้รับการกระตุ้นและทุกสิ่งทุก  อย่างได้ถูกสร้างขึ้นมาทันที  เนื่องจากที่พระองค์ทรงชำเลืองมองไปที่ธรรมชาติวัตถุจึง  มีกิจกรรมในส่วนขององค์ภควานอย่างไม่ต้องสงสัย  แต่ทรงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการ  สร้างโลกวัตถุโดยตรง  ตัวอย่างนี้ได้ให้ไว้ใน  สมริทิ  เมื่อมีดอกไม้หอมต่อหน้าผู้ใด  กลิ่น  หอมได้ถูกสัมผัสโดยพลังในการดมกลิ่นของบุคคล  ถึงกระนั้น  ทั้งกลิ่นและดอกไม้ไม่ได้  ติดกัน  มีความสัมพันธ์ในทำนองเดียวกันนี้ระหว่างโลกวัตถุและองค์ภควาน  อันที่จริง  พระองค์ทรงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับโลกวัตถุนี้  แต่ทรงสร้างด้วยการชำเลืองมอง  และการ  ดลบันดาล  โดยสรุปคือ  ปราศจากการดูแลขององค์ภควานธรรมชาติวัตถุจะทำอะไรไม่  ได้เลย  ถึงกระนั้น  องค์ภควานทรงอยู่ห่างจากกิจกรรมทางวัตถุทั้งหลายทั้งปวง

โศลก 11 (9.11)

อวะจานันทิ มาม มูดฺา
มานุชีม ทะนุม อาชริทัม

พะรัม บฺาวัม อจานันโท
มะมะ บํํูทะ-มะเฮชวะรัม

อวะจานันทิ  -  เย้ยหยัน, มาม  -  ข้า, มูดฺาฮ  -  คนโง่, มานุชีม  -  ในร่างมนุษย์, ทะนุม  -  ร่างกาย, อาชริทัม  -  ลงมา, พะรัม  -  ทิพย์, บฺาวัม  -  ธรรมชาติ, อจานันทะฮ  -  ไม่รู้, มะมะ  -  ของข้า, บํูทะ  -  ของทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น, มะฮา-อีชวะรัม  -  เจ้าของสูงสุด

คำแปล

คนโง่เขลาเย้ยหยันข้าเมื่อข้าลงมาในร่างมนุษย์  พวกเขาไม่รู้ธรรมชาติทิพย์ของ  ข้าในฐานะที่เป็นองค์ภควานของสรรพสิ่ง

คำอธิบาย

จากคำอธิบายของโศลกก่อน  ๆ  ในบทนี้  เป็นที่กระจ่างชัดว่าองค์ภควานถึง  แม้ทรงปรากฏเหมือนกับมนุษย์  แต่ทรงมิใช่มนุษย์ธรรมดา  พระองค์ทรงเป็นผู้กำกับ  การสร้าง  การดำรงรักษา  และการทำลายล้างปรากฏการณ์ในจักรวาลโดยสมบูรณ์  จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นมนุษย์ธรรมดา  ถึงกระนั้น  ยังมีคนโง่เขลาหลายคนที่พิจารณา  ว่าคริชณะทรงเป็นเพียงมนุษย์ผู้มีอำนาจคนหนึ่งเท่านั้น  ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้  อันที่  จริงพระองค์ทรงเป็นภควานองค์เดิม  ดังที่ได้ยืนยันไว้ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  (อีชวะระฮ  พะระมะฮ  คริชณะฮ)  ว่า  พระองค์ทรงเป็นองค์ภควาน

มี  อีชวะระ  หรือผู้ควบคุมมากมาย  บางคนดูเหมือนยิ่งใหญ่กว่าคนอื่น  ใน  การบริหารธรรมดาทั่วไปในโลกวัตถุ  เราพบว่ามีเจ้าหน้าที่หรือผู้กำกับ  เหนือกว่าเขา  มีเลขานุการ  เหนือกว่าเลขานุการมีรัฐมนตรี  และเหนือกว่ารัฐมนตรีมีนายกรัฐมนตรี  แต่ละท่านเป็นผู้ควบคุม  แต่คนหนึ่งจะถูกอีกคนหนึ่งควบคุม  ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  กล่าว  ว่า  คริชณะทรงเป็นผู้ควบคุมสูงสุด  มีผู้ควบคุมมากมายทั้งในโลกวัตถุและโลกทิพย์  โดยไม่ต้องสงสัย  แต่คริชณะทรงเป็นผู้ควบคุมสูงสุด  (อีชวะระฮ  พะระมะฮ  คริชณะฮ)  และพระวรกายของพระองค์ทรงเป็น  สัช-ชิด-อานันดะ  ไม่ใช่วัตถุ

ร่างวัตถุไม่สามารถแสดงกิจกรรมอันน่าอัศจรรย์  ดังที่ได้อธิบายไว้ในโศลก  ก่อนหน้านี้  พระวรกายของพระองค์ทรงเป็นอมตะ  มีความสุขเกษมสำราญ  และเปี่ยมไป  ด้วยความรู้  ถึงแม้ทรงไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา  คนโง่เขลายังเยาะเย้ยพระองค์และพิจารณา  ว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์  พระวรกายของพระองค์เรียก  ณ  ที่นี้ว่า  มานุชีม  เพราะทรง  แสดงเหมือนกับมนุษย์  เป็นเพื่อนของอารจุนะ  เป็นนักการเมืองที่เกี่ยวข้องในสมรภูมิ  คุรุคเชทระ  ในหลาย  ๆ  ด้านทรงกระทำตัวเหมือนกับมนุษย์สามัญธรรมดา  แต่อันที่จริง  พระวรกายของพระองค์ทรงเป็น  สัช-ชิด-อานันดะ-วิกระฮะ  สุขเกษมสำราญนิรันดร  และมีความรู้ที่สมบูรณ์บริบูรณ์  เช่นนี้ได้ยืนยันไว้ในภาษาพระเวทเช่นกันว่า  สัช-ชิด-  อานันดะ-รูพายะ  คริชณายะ  “ข้าขอถวายความเคารพอย่างสูงแด่บุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้าองค์คริชณะผู้ทรงมีรูปลักษณ์ที่สุขเกษมสำราญนิรันดรแห่งความรู้”  (โกพาละ-  ทาพะนี  อุพะนิชัด  1.1)  มีคำพรรณนาอื่น  ๆ  ในภาษาพระเวทเช่นกันว่า  ทัม  เอคัม  โกวินดัม  “พระองค์ทรงเป็นโกวินดะ  ผู้ให้ความสุขแก่ประสาทสัมผัสและฝูงวัว”  สัช-ชิด-อานันดะ  -วิกระฮัม  “และรูปลักษณ์ของพระองค์ทรงเป็นทิพย์เปี่ยมไปด้วยความรู้  ความสุขเกษม  สำราญ  และเป็นนิรันดร”  (โกพาละ-ทาพะนี  อุพะนิชัด  1.35)

ถึงแม้ว่าคุณสมบัติทิพย์ต่าง  ๆ  แห่งพระวรกายของคริชณะทรงเปี่ยมไปด้วย  ความสุขเกษมสำราญและความรู้  ยังมีผู้ที่สมมติว่าเป็นนักวิชาการและนักวิจารณ์  ภควัต-คีตา  มากมายที่เย้ยหยันว่าคริชณะทรงเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา  นักวิชาการ  อาจเกิดมาเป็นมนุษย์พิเศษ  เนื่องมาจากกรรมดีของตนในอดีต  แต่แนวคิดเกี่ยวกับ  ชรีคริชณะเช่นนี้อันเนื่องมาจากด้อยความรู้  ดังนั้น  จึงถูกเรียกว่า  มูดฺะ  เพราะคนโง่  เขลาเท่านั้นที่พิจารณาว่าคริชณะทรงเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา  คนโง่เขลาพิจารณาว่า  คริชณะเป็นคนธรรมดา  เพราะไม่รู้กิจกรรมส่วนพระองค์  และพลังงานอันหลากหลาย  ของพระองค์  พวกเขาไม่รู้ว่าพระวรกายของคริชณะทรงเป็นเครื่องหมายแห่งความรู้  และความสุขเกษมสำราญอย่างสมบูรณ์  พระองค์ทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่  และพระองค์ทรงสามารถให้อิสรภาพแด่ทุกคน  เนื่องจากไม่รู้ว่าคริชณะทรงมีคุณสมบัติ  ทิพย์มากมาย  พวกนี้จึงเย้ยหยันพระองค์

พวกเขาไม่รู้ว่าการปรากฏขององค์ภควานในโลกวัตถุนี้เป็นปรากฏการณ์ของ  พลังงานเบื้องสูงของพระองค์  พระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งพลังงานวัตถุ  ดังที่ได้อธิบายไว้  แล้วหลายแห่ง  (มะมะ  มายา  ดุรัทยะยา)  ทรงอ้างว่าพลังงานวัตถุแม้มีพลังอำนาจมาก  ก็อยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์  ผู้ใดที่ศิโรราบต่อองค์ภควานจะสามารถหลุดออก  ไปจากการควบคุมของพลังงานวัตถุนี้ได้  หากดวงวิญญาณศิโรราบต่อคริชณะสามารถ  หลุดออกไปจากอิทธิพลของธรรมชาติวัตถุแล้ว  องค์ภควานผู้ทรงเป็นผู้กำกับการสร้าง  การดำรงรักษา  และการทำลายล้างธรรมชาติจักรวาลทั้งหมดจะมีร่างกายวัตถุเหมือน  พวกเราได้อย่างไร?  ฉะนั้น  แนวความคิดเกี่ยวกับคริชณะเช่นนี้โง่เขลาเบาปัญญาที่สุด  อย่างไรก็ดี  คนโง่  ๆ  ไม่สามารถสำเหนียกว่าองค์ภควานคริชณะผู้ทรงปรากฏเหมือน  มนุษย์ธรรมดา  สามารถเป็นผู้ควบคุมละอองอณูทั้งหมดและปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่  แห่งรูปลักษณ์จักรวาลได้อย่างไร  ความยิ่งใหญ่ที่สุดและเล็กที่สุดอยู่เหนือแนวความ  คิดของพวกเขา  ดังนั้น  จึงไม่สามารถจินตนาการว่ารูปลักษณ์ของมนุษย์เช่นนี้สามารถ  ควบคุมสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุดและสิ่งที่เล็กที่สุดในขณะเดียวกันได้อย่างไร  อันที่จริงถึงแม้ทรง  ควบคุมสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุดและสิ่งที่เล็กสุด  พระองค์ทรงอยู่ห่างจากปรากฏการณ์เหล่า  นี้ทั้งหมด  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับ  โยกัม  ไอชวะรัม  ซึ่งเป็นพลังงานทิพย์ที่ไม่  สามารถมองเห็นได้ของพระองค์ว่า  ทรงสามารถควบคุมสิ่งที่ไม่จำกัด  และสิ่งที่เล็กที่  สุดพร้อม  ๆ  กัน  และทรงสามารถอยู่ห่างจากสิ่งเหล่านี้  ถึงแม้ว่าคนโง่เขลาไม่สามารถ  จินตนาการว่าคริชณะผู้ทรงปรากฏเหมือนมนุษย์ธรรมดาสามารถควบคุมสิ่งที่ไม่มี  ขอบเขตจำกัดและสิ่งที่เล็กที่สุด  สาวกผู้บริสุทธิ์ยอมรับเช่นนี้  เพราะทราบดีว่าคริชณะ  คือองค์ภควาน  ฉะนั้น  สาวกศิโรราบต่อพระองค์โดยดุษฎี  และปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้

มีข้อขัดแย้งระหว่างพวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์และพวกที่เชื่อในรูปลักษณ์เกี่ยว  กับการปรากฏขององค์ภควานในรูปร่างมนุษย์  แต่หากเรามาปรึกษากับ  ภควัต-คีตา  และ  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  คัมภีร์ที่เชื่อถือได้  เพื่อให้เข้าใจศาสตร์แห่งองค์คริชณะ  เช่นนี้  เราจะสามารถเข้าใจว่า  คริชณะคือองค์ภควาน  พระองค์ทรงมิใช่มนุษย์ธรรมดา  แม้ทรง  ปรากฏบนโลกนี้เหมือนมนุษย์ธรรมดา  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ภาคหนึ่งบทที่หนึ่ง  เมื่อ  เหล่านักปราชญ์ที่นำโดยโชนะคะถามเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง  ๆ  ของคริชณะ  โดยกล่าวว่า

คริทะวาน คิละ คารมาณิ
สะฮะ ราเมณะ เคชะวะฮ

อทิ-มารทยานิ บฺะกะวาน
กูดฺะฮ คะพะทะ-มาณุชะฮ

“องค์ภควานชรีคริชณะพร้อมทั้งบะละรามะทรงเล่นเหมือนมนุษย์  ในบทบาทนี้พระองค์  ทรงแสดงกิจกรรมเหนือมนุษย์มากมาย”  (ช.บ.  1.1.20)  การปรากฏขององค์ภควาน  ในฐานะที่เป็นมนุษย์ทำให้คนโง่เขลาสับสน  ไม่มีมนุษย์ผู้ใดสามารถกระทำสิ่งอันน่า  อัศจรรย์ที่คริชณะทรงแสดงขณะที่ปรากฏอยู่บนโลกนี้  เมื่อคริชณะทรงปรากฏต่อหน้า  พระบิดาและพระมารดา  วะสุเดวะและเดวะคี  พระองค์ทรงปรากฏในรูปสี่กร  แต่หลัง  จากที่พระบิดาและพระมารดาถวายบทมนต์  พระองค์ทรงเปลี่ยนร่างมาเป็นเด็กน้อย  ธรรมดา  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  บฺากะวะธัม  (10.3.46)  บะบํูวะ  พราคริทะฮ  ชิชุฮ  พระองค์  ทรงกลายมาเป็นเหมือนกับเด็กน้อยธรรมดา  มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง  อีกครั้งหนึ่ง  ที่  แสดงให้เห็นว่าการปรากฏขององค์ภควานในรูปลักษณ์มนุษย์ธรรมดาเป็นลักษณะ  หนึ่งแห่งร่างทิพย์ของพระองค์  ในบทที่สิบเอ็ดของ  ภควัต-คีตา  เช่นกัน  ได้กล่าวไว้ว่า  อารจุนะทรงภาวนาเพื่อให้เห็นรูปลักษณ์สี่กรของคริชณะ  (เทไนวะ  รูเพณะ  ชะทุร-  บํุเจนะ)  หลังจากที่ได้รับคำขอร้องจากอารจุนะ  คริชณะทรงเปิดเผยรูปลักษณ์นี้และแล้ว  ทรงกลับคืนมาสู่ร่างเดิมของพระองค์ที่คล้ายมนุษย์  (มานุชัม  รูพัม)  ลักษณะต่าง  ๆ  ของ  องค์ภควานเหล่านี้แน่นนอนว่าไม่เหมือนกับมนุษย์ธรรมดาทั่วไป

พวกที่เยาะเย้ยคริชณะและพวกที่ติดเชื้อโรคจากปรัชญามายาวดี  อ้างโศลก  นี้จาก  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (3.29.21)  เพื่อพิสูจน์ว่าคริชณะทรงเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา  สามัญ  อฮัม  สารเวชุ  บํูเทชุ  บํูทาทมาวัสทิฺทะฮ  สะดา  “องค์ภควานทรงปรากฏอยู่ใน  ทุกๆชีวิต”  เราควรสังเกตโศลกนี้โดยเฉพาะจาก  ไวชณะวะ  อาชารยะ  เช่น  จีวะ  โก-  สวามี  และ  วิชวะนาทฺะ  ชัคระวารที  ทฺาคุระ  แทนที่จะไปตามการตีความของบุคคล  ผู้ไม่น่าเชื่อถือที่เย้นหยันคริชณะ  จีวะ  โกสวามี  อธิบายโศลกนี้ด้วยการกล่าวว่า  คริชณะ  ในภาคแบ่งแยกที่สมบูรณ์ของพระองค์ในรูป  พะระมาทมา  สถิตในสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหว  และไม่เคลื่อนไหวในฐานะที่เป็นอภิวิญญาณ  ดังนั้น  สาวกนวกะรูปใดที่ให้ความสนใจกับ  อารชา-มูรทิ  รูปลักษณ์ขององค์ภควานในวัด  และไม่เคารพสิ่งมีชีวิตอื่น  ๆ  บูชารูปลักษณ์  ของพระองค์ในวัดอย่างไร้ประโยชน์  มีสาวกขององค์ภควานอยู่สามระดับ  นวกะอยู่ใน  ระดับต่ำสุด  สาวกนวกะให้ความสนใจกับพระปฏิมาในวัดมากกว่าสาวกรูปอื่น  ๆ  ดังนั้น  วิชวะนาทฺะ  ชัคระวารที  ทฺาคุระ  เตือนว่า  ความรู้สึกนึกคิดเช่นนี้ควรแก้ไขปรับปรุง  สาวก  ควรเห็นว่าเนื่องจากคริชณะทรงปรากฏอยู่ในหัวใจของทุกคนในรูป  พะระมาทมา  ทุกคน  จึงเป็นรูปร่างหรือวัดของพระองค์  ดังนั้น  เมื่อแสดงความเคารพต่อวัดของพระองค์  ก็  ควรให้ความเคารพต่อทุกคนอย่างเหมาะสม  เพราะ  พะระมาทมา  ทรงประทับอยู่ภายใน  ทุกร่าง  ดังนั้น  ทุกคนควรได้รับความเคารพอย่างเหมาะสมโดยไม่ควรถูกละเลย

มีผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์มากมายเช่นกันที่เยาะเย้ยการบูชาในวัด  โดยกล่าวว่า  เนื่องจากพระผู้เป็นเจ้าทรงประทับอยู่ทุกหนทุกแห่งแล้วทำไมจึงต้องจำกัดตัวเองกับ  การบูชาอยู่ในวัดเท่านั้น?  แต่เมื่อทรงอยู่ทุกหนทุกแห่งแล้วพระองค์ทรงมิได้อยู่ในวัด  หรือในพระปฏิมาด้วยหรือ?  ถึงแม้ว่าผู้เชื่อในรูปลักษณ์และผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์จะถก  เถียงกันตลอดเวลา  สาวกผู้สมบูรณ์ในคริชณะจิตสำนึกทราบว่า  ถึงแม้คริชณะทรงเป็น  องค์ภควาน  พระองค์ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  ดังที่ได้ยืนยันไว้ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  แม้ว่า  พระตำหนักส่วนพระองค์คือ  โกโลคะ  วรินดาวะนะ  และประทับอยู่ที่นั่นตลอดเวลา  ด้วยปรากฏการณ์ของพลังงานอันหลากหลายและด้วยภาคที่แบ่งแยกอันสมบูรณ์  องค์  ภควานทรงปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งในทุกส่วนของการสร้างทั้งวัตถุและทิพย์

โศลก 12 (9.12)

โมกฺาชา โมกฺะ-คารมาโณ
โมกฺะ-กยานา วิเชทะสะฮ

ราคชะสีม อาสุรีม ไชวะ
พระคริทิม โมฮินีม ชริทาฮ

โมกฺะ-อาชาฮ  -  ล้มเหลวในความหวังของพวกเขา, โมกฺะ  -  คารมาณะฮ  -  ล้มเหลวในกิจกรรม เพื่อผลทางวัตถุ, โมกฺะ-กยานา  -  ล้มเหลวในความรู้, วิเชทะสะฮ  -  สับสน, ราคชะสีม  -  มาร, อาสุรีม  -  ผู้ไม่เชื่อในองค์ภควาน, ชะ  -  และ, เอวะ  -  แน่นอน, พระคริทิม  -  ธรรมชาติ, โมฮินีม  -  สับสน, ชริทาฮ  -  ไปพึ่ง

คำแปล

พวกที่สับสนจะชอบทัศนะคติของมารและทัศนะคติที่ไม่เชื่อในองค์ภควาน  ใน  สภาวะแห่งความหลงนั้น  ความหวังเพื่อความหลุดพ้น  กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  และการพัฒนาความรู้ของพวกเขาทั้งหมดล้มเหลว

คำอธิบาย

มีสาวกมากมายที่อ้างตนเองว่าอยู่ในคริชณะจิตสำนึก  และปฏิบัติการอุทิศตน  เสียสละรับใช้  แต่ในหัวใจไม่ยอมรับคริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าว่าเป็นสัจธรรม  ที่สมบูรณ์  สำหรับพวกนี้ผลแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  และการกลับคืนสู่องค์ภควาน  จะไม่มีวันได้รับรส  ทำนองเดียวกัน  พวกที่ปฏิบัติตนในกิจกรรมเพื่อผลบุญและในที่สุด  หวังจะหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุนี้  ก็ไม่มีวันประสบผลสำเร็จเช่นกัน  เพราะ  เยาะเย้ยองค์ภควานชรีคริชณะ  อีกนัยหนึ่ง  บุคคลผู้หัวเราะเยาะคริชณะ  เข้าใจได้ว่าเป็น  มารหรือผู้ไม่เชื่อในองค์ภควาน  ดังที่ได้อธิบายไว้ในบทที่เจ็ดของ  ภควัต-คีตา  คนมาร  สารเลวเช่นนี้ไม่มีวันศิโรราบต่อคริชณะ  ดังนั้น  การคาดคะเนทางจิตเพื่อหวังที่จะมา  ถึงซึ่งสัจธรรมจะนำพวกเขาไปถึงจุดสรุปที่ผิด  ๆ  ว่าสิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไปและคริชณะ  เป็นหนึ่งเดียวกันและเหมือนกัน  ด้วยความเชื่อมั่นที่ผิดเช่นนี้  พวกเขาคิดว่าร่างกายของ  มนุษย์ปัจจุบันนี้ถูกปกคลุมด้วยธรรมชาติวัตถุ  และทันทีที่หลุดพ้นจากร่างวัตถุนี้  จะไม่มี  ข้อแตกต่างระหว่างองค์ภควานและตัวเขา  ความพยายามในการที่จะกลายมาเป็นหนึ่ง  เดียวกับคริชณะเช่นนี้จะพบกับความล้มเหลว  อันเนื่องมาจากความหลงผิด  การพัฒนา  ความรู้ทิพย์ของผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานและหมู่มารเช่นนี้จะหาประโยชน์อันใดมิได้เลย  นี่คือจุดที่โศลกนี้แสดงให้เห็น  สำหรับบุคคลเหล่านี้การพัฒนาความรู้ในวรรณกรรม  พระเวท  เช่น  เวดานธะ-สูทระ  และ  อุพะนิชัด  จะพบแต่ความล้มเหลวอยู่เสมอ

ฉะนั้น  จึงเป็นข้อผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงที่พิจารณาว่าองค์ภควานคริชณะ  ทรงเป็นบุคคลธรรมดาสามัญ  ผู้ที่คิดเช่นนี้แน่นอนว่าอยู่ในความหลงเพราะไม่สามารถ  เข้าใจรูปลักษณ์อมตะของคริชณะ  บริฮัด-วิชณุ-สมริทิ  กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า

โย เวททิ โบฺทิคัม เดฮัม
คริชณัสยะ พะระมาทมะนะฮ

สะ สารวัสมาด บะฮิช-คารยะฮ
ชโรทะ-สมารทะ-วิดฺานะทะฮ

มุคัฺม ทัสยาวะโลคยาพิ
สะ-เชลัม สนานัม อาชะเรท

“ผู้ใดพิจารณาว่าร่างกายของคริชณะเป็นวัตถุควรถูกขับไล่ให้ออกไปจากพิธีกรรมและ  กิจกรรมแห่ง  ชรุทิ  และ  สมริทิ  ทั้งหมด  และเมื่อใดหากใครเห็นหน้าคนนี้อีก  ควรอาบ  น้ำในแม่น้ำคงคาทันทีเพื่อชะล้างโรคร้ายนี้ให้ออกไป”  คนที่เย้ยหยันคริชณะอันเนื่องมา  จากความอิจฉาริษยาพระองค์  จุดหมายปลายทางคือต้องเกิดในเผ่าพันธุ์ชีวิตของพวก  ที่ไม่เชื่อถือในองค์ภควานและพวกมารอีกชาติแล้วชาติเล่าอย่างแน่นอน  ความรู้อัน  แท้จริงของพวกนี้จะยังคงอยู่ภายใต้ความหลงชั่วกัลปวสาน  และจะค่อย  ๆ  ตกลงต่ำไปสู่  แหล่งที่มืดมิดที่สุดแห่งการสร้าง

โศลก 13 (9.13)

มะฮาทมานัส ทุมาม พารทฺะ
ไดวีม พระคริทิม อาชริทาฮ

บฺะจันทิ อนันยะ-มะนะโส
กยาทวา บํูทาดิม อัพยะยัม

มะฮา-อาทมานะฮ  -  เหล่าดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่, ทุ  -  แต่, มาม-แด่ข้า, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระ นางพริทฺา, ไดวีม  -  ทิพย์, พระคริทิม  -  ธรรมชาติ, อาชริทาฮ  -  ได้รับเอาเป็นที่พึ่ง, บฺะจันทิ  -  ถวาย การรับใช้, อนันยะ  -  มะนะสะฮ  -  ปราศจากการเบี่ยงเบนของจิตใจ, กยาทวา  -  รู้, บํูทะ  -  ของการ สร้าง, อาดีม  -  เดิม, อัพยะยัม-ไม่มีที่สิ้นสุด

คำแปล

โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  เหล่าดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่อยู่ในความหลงอยู่ภายใต้  การปกป้องของธรรมชาติทิพย์  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างเต็มที่  เพราะพวกเขาทราบว่าข้าคือภควานองค์เดิม  และไม่มีที่สิ้นสุด

คำอธิบาย

ในโศลกนี้อธิบายถึงคำว่า  มะฮาทมา  อย่างชัดเจน  ลักษณะอาการแรกของ  มะฮาทมา  คือ  เขาสถิตในธรรมชาติทิพย์เรียบร้อยแล้ว  และมิได้อยู่ภายใต้การควบคุม  ของธรรมชาติวัตถุ  เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?  ได้อธิบายไว้ในบทที่เจ็ดว่า  ผู้ใดที่ศิโรราบต่อ  ชรีคริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าจะได้รับอิสรภาพจากการควบคุมของธรรมชาติ  วัตถุ  นี่คือคุณสมบัติ  ทันทีที่ดวงวิญญาณศิโรราบต่อองค์ภควาน  นั่นคือสูตรพื้นฐาน  ในฐานะที่เป็นพลังงานพรมแดน  ทันทีที่สิ่งมีชีวิตได้รับอิสรภาพจากการควบคุมของ  ธรรมชาติวัตถุ  เขาจะอยู่ภายใต้การนำทางของธรรมชาติทิพย์  การนำทางของธรรมชาติ  ทิพย์เรียกว่า  ไดวี  พระคริทิ  ดังนั้น  เมื่อได้รับการส่งเสริมเช่นนี้  ด้วยการศิโรราบต่อ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เขาบรรลุถึงระดับของดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่  มะฮาทมา

มะฮาทมา  จะไม่เบี่ยงเบนสมาธิของตนเองไปกับสิ่งอื่นใดนอกจากคริชณะ  เพราะ  ทราบดีว่าคริชณะคือบุคคลสูงสุดองค์เดิม  แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวงโดยไม่มีข้อ  สงสัย  มะฮาทมา  หรือดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่นี้พัฒนาจากการมาคบหาสมาคมกับ  มะฮาทมา  หรือสาวกผู้บริสุทธิ์  เหล่าสาวกผู้บริสุทธิ์จะไม่ยึดติดแม้แต่กับรูปลักษณ์อื่นของคริชณะ  เช่น  มะฮา-วิชณุ  สี่กร  แต่จะยึดมั่นอยู่กับรูปลักษณ์สองกรของคริชณะเท่านั้น  โดยไม่ยึดติดกับรูป  ลักษณ์อื่นใดของพระองค์  และไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับรูปลักษณ์ใด  ๆ  ของเทวดาหรือมนุษย์  ท่าน  เพียงแต่ทำสมาธิอยู่ที่คริชณะในคริชณะจิตสำนึก  และปฏิบัติรับใช้โดยตรงต่อพระองค์ใน  คริชณะจิตสำนึกอยู่เสมอเท่านั้น

โศลก 14 (9.14)

สะทะทัม คีรทะยันโท มาม
ยะทันทัช ชะดริดฺะ-วระทาฮ

นะมัสยันทัช ชะ มาม บัฺคธยา
นิทยะ-ยุคทา อุพาสะเท

สะทะทัม  -  เสมอ, คีรทะยันทะฮ  -  สวดภาวนา, มาม  -  เกี่ยวกับข้า, ยะทันทะฮ  -  พยายาม อย่างเต็มที่, ชะ  -  เช่นกัน, ดริดฺะ-วระทาฮ  -  ด้วยความมั่นใจ, นะมัสยันทะฮ  -  ถวายความ เคารพ, ชะ  -  และ, มาม  -  ข้า, บัฺคธยา  -  ในการอุทิศตนเสียสละ, นิทยะ-ยุคทาฮ  -  ปฏิบัติชั่ว กัลปวสาน, อุพาสะเท  -  บูชา

คำแปล

สวดภาวนาพระบารมีของข้าเสมอ  พยายามด้วยความมั่นใจอย่างแน่วแน่  ก้มลง  กราบต่อหน้าข้า  ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้บูชาข้านิรันดรด้วยการอุทิศตนเสียสละ

คำอธิบาย

มะฮาทมา  ไม่ใช่ผลิตขึ้นมาด้วยการตีแสตมป์ไปที่คนธรรมดา  ลักษณะอาการ  ของ  มะฮาทมา  ได้อธิบายไว้ดังนี้  มะฮาทมา  ปฏิบัติในการสวดภาวนาพระบารมีขององค์  ภควานคริชณะอยู่ตลอดเวลา  และไม่มีภาระกิจอื่นใดนอกจากปฏิบัติในการสรรเสริญ  พระองค์  อีกนัยหนึ่ง  เขาไม่ใช่ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์  เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับองค์ภควาน  เขา  ต้องสรรเสริญ  สรรเสริญพระนามอันศักดิ์สิทธิ์  รูปลักษณ์อมตะ  คุณสมบัติทิพย์  และลีลา  อันไม่ธรรมดาของพระองค์  เขาต้องสรรเสริญทั้งหมดนี้  ดังนั้น  มะฮาทมา  จึงยึดมั่นอยู่กับ  องค์ภควาน

ผู้ที่ยึดติดอยู่กับลักษณะอันไร้รูปลักษณ์ขององค์ภควาน  บระฮมะจโยทิ  มิได้  อธิบายว่าเป็น  มะฮาทมา  ภควัต-คีตา  โศลกต่อไปจะอธิบายถึงความแตกต่าง  มะฮาทมา  ปฏิบัติในกิจกรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่าง  ๆ  นานาตลอดเวลา  ดังที่ได้อธิบายไว้  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  เช่นการสดับฟังและการสวดภาวนาเกี่ยวกับพระวิชณุ  ไม่ใช่เกี่ยวกับ  เทวดาหรือมนุษย์  นั่นคือการอุทิศตนเสียสละ  ชระวะณัม  คีรทะนัม  วิชโณฮ  และ  สมะระฌัม  ระลึกถึงพระองค์  มะฮาทมา  ผู้นี้มีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่เพื่อบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดใน  การคบหาสมาคมกับองค์ภควานหนึ่งในห้าระสะทิพย์  เพื่อบรรลุถึงผลสำเร็จนั้น  เขาปฏิบัติ  กิจกรรมทั้งหลายไม่ว่าจะด้วยจิตใจ  ร่างกาย  และคำพูด  ทุกสิ่งทุกอย่างปฏิบัติในการรับใช้  องค์ภควานชรีคริชณะ  เช่นนี้เรียกว่าคริชณะจิตสำนึกโดยสมบูรณ์

ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้มีกิจกรรมบางอย่างที่เรียกว่ามุ่งมั่น  เช่นการอด  อาหารบางวัน  เช่นวันขึ้นสิบเอ็ดค่ำและวันแรมสิบเอ็ดค่ำซึ่งเรียกว่าวัน  เอคาดะชี  และ  วันเสด็จลงมาขององค์ภควาน  กฎเกณฑ์ทั้งหลายนี้  อาชารยะ  ผู้ยิ่งใหญ่ได้ให้ไว้สำหรับ  พวกที่สนใจที่จะได้รับอนุญาตให้มาอยู่ใกล้ชิดกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าในโลก  ทิพย์อย่างแท้จริง  มะฮาทมาดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ถือปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทั้งหมดอย่าง  เคร่งครัด  และจะบรรลุถึงผลดังใจปรารถนาอย่างแน่นอน

ดังที่ได้อธิบายไว้ในโศลกสองของบทนี้ว่า  การอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้ไม่เพียง  ง่ายเท่านั้น  แต่ยังสามารถปฏิบัติได้ด้วยอารมณ์ที่มีความสุข  ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติการ  บำเพ็ญเพียรและสมถะอย่างเคร่งเครียด  เราสามารถใช้ชีวิตนี้ในการอุทิศตนเสียสละ  รับใช้ซึ่งพระอาจารย์ทิพย์ผู้ชำนาญเป็นผู้นำทาง  เราอาจเป็น  คฤหัสถ์  สันนยาสี  หรือ  บระฮมะชารี  ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพเช่นไรและสถานที่แห่งใดในโลก  เราสามารถปฏิบัติ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าได้  และกลายมาเป็น  มะฮาทมา  ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง

โศลก 15 (9.15)

กยานะ-ยะกเยนะ ชาพิ อันเย
ยะจันโท มาม อุพาสะเท

เอคัทเวนะ พริทัฺคทเวนะ
บะฮุดฺา วิชวะโท-มุคัฺม

กยานะ-ยะกเยนะ  -  ด้วยการพัฒนาความรู้, ชะ-เช่นกัน, อพิ  -  แน่นอน, อันเย  -  ผู้อื่น, ยะจันทะฮ  -  บูชา, มาม  -  ข้า, อุพาสะเท  -  บูชา, เอคัทเวนะ  -  ในความเป็นหนึ่ง, พริทัฺคทเวนะ  -  ในสิ่งคู่, บะฮุดฺา  -  ในพหุภาค, วิชวะทะฮ-มุคัฺม  -  และในรูปลักษณ์จักรวาล

คำแปล

บุคคลอื่นๆ  ปฏิบัติการบูชาด้วยการพัฒนาความรู้  บูชาองค์ภควานในฐานะที่เป็น  หนึ่งไม่มีสอง  ในฐานะที่เป็นพหุภาค  และในรูปลักษณ์จักรวาล

คำอธิบาย

โศลกนี้เป็นบทสรุปของโศลกก่อน  ๆ  องค์ภควานตรัสแด่อารจุนะว่าผู้ที่มี  คริชณะจิตสำนึกอย่างบริสุทธิ์  ไม่รู้จักสิ่งใดนอกจากคริชณะเรียกว่า  มะฮาทมา  ถึง  กระนั้น  ยังมีบุคคลอื่น  ๆ  ผู้ไม่อยู่ในตำแหน่ง  มะฮาทมา  โดยแท้จริง  แต่ยังบูชาคริชณะ  ในวิธีต่าง  ๆ  ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วว่าบางคนอยู่ในความทุกข์  บางคนขาดแคลนเงิน  บาง  คนชอบถาม  และบางคนปฏิบัติในการพัฒนาความรู้  แต่ยังมีพวกที่ต่ำกว่าซึ่งแบ่งออก  เป็นสามพวกคือ  (1)  ผู้ที่บูชาตนเองว่าเป็นหนึ่งเดียวกับองค์ภควาน  (2)  ผู้ที่อุปโลกคิดรูป  ลักษณ์ขององค์ภควานขึ้นมาและบูชารูปลักษณ์นั้น  และ  (3)  ผู้ที่ยอมรับรูปลักษณ์จักรวาล  วิชวะรูพะ  ขององค์ภควานและบูชารูปลักษณ์นั้น  จากที่กล่าวมาทั้งสามกลุ่ม  กลุ่มที่บูชา  ตนเองว่าเป็นองค์ภควานถือว่าต่ำสุดที่คิดว่าตนเองและพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน  กลุ่มนี้มี  มากที่สุด  บุคคลเหล่านี้คิดว่าตนเองเป็นองค์ภควาน  และด้วยความคิดเช่นนี้จึงบูชาตนเอง  เช่นนี้  ก็เป็นการบูชาพระองค์อีกรูปแบบหนึ่ง  เพราะเข้าใจว่าตนเองไม่ใช่ร่างกายวัตถุ  แต่  อันที่จริงเป็นดวงวิญญาณ  อย่างน้อยที่สุดความรู้สึกนึกคิดแบบนี้เด่นชัด  โดยทั่วไปพวก  ไม่เชื่อในรูปลักษณ์บูชาองค์ภควานแบบนี้  พวกที่สองรวมไปถึงกลุ่มที่บูชาเทวดา  โดยใช้  จินตนาการพิจารณาว่ารูปลักษณ์ใด  ๆ  ก็เป็นรูปลักษณ์ขององค์ภควาน  พวกที่สามรวมไป  ถึงกลุ่มที่ไม่สามารถสำเหนียกสิ่งใดนอกเหนือไปจากปรากฏการณ์ของจักรวาลวัตถุนี้  โดย  พิจารณาว่าจักรวาลคือสิ่งมีชีวิตที่สูงสุดและบูชาจักรวาลนี้  จักรวาลก็เป็นรูปลักษณ์ของ  องค์ภควานเช่นเดียวกัน

โศลก 16 (9.16)

อฮัม คระทุร อฮัม ยะกยะฮ
สวะดฺาฮัม อฮัม โอชะดัม

มันโทร ฮัม อฮัม เอวาจยัม
อฮัม อักนิร อฮัม ฮุทัม

อฮัม  -  ข้า, คระทุฮ  -  พิธีกรรมพระเวท, อฮัม-ข้า, ยะกยะฮ-สมริทิ  -  การบูชา, สวะดฺา  -  บวงสรวง, อฮัม  -  ข้า, อฮัม  -  ข้า, โอชะดัฺม  -  สมุนไพรรักษาโรค, มันทระฮ  -  บทมนต์ทิพย์, อฮัม  -  ข้า , อฮัม  -  ข้า, เอวะ  -  แน่นอน, อาจยัม  -  เนยที่ละลาย, อฮัม  -  ข้า, อักนิฮ  -  ไฟ, อฮัม  -  ข้า, ฮุทัม  -  ถวาย

คำแปล

แต่ข้าคือพิธีบูชา  ข้าคือการบูชา  ข้าคือเครื่องถวายให้แก่บรรพบุรุษ  ข้าคือสมุนไพร  รักษาโรค  ข้าคือบทมนต์ทิพย์  ข้าคือเนย  ข้าคือไฟ  และข้าคือเครื่องถวาย

คำอธิบาย

พิธีบูชาพระเวทชื่อว่า  จโยทิชโทมะ  คือคริชณะเช่นเดียวกัน  พระองค์ทรงเป็น  มะฮา-ยะกยะ  ที่กล่าวไว้ใน  สมริทิ  การบวงสรวงที่ถวายให้  พิทริโลคะ  การปฏิบัติพิธี  บูชาเพื่อให้  พิทริโลคะ  พึงพอใจ  พิจารณาว่าเป็นยาชนิดหนึ่งในรูปของเนยใสคือคริชณะ  เช่นเดียวกัน  บทมนต์ภาวนาสัมพันธ์กันนี้คือคริชณะเช่นกัน  และสิ่งของอื่น  ๆ  มากมาย  ที่ทำมาจากผลิตภัณฑ์นมเพื่อถวายในพิธีบูชาคือคริชณะเช่นเดียวกัน  ไฟก็คือคริชณะ  เพราะว่าไฟเป็นหนึ่งในห้าวัตถุธาตุ  ดังนั้น  จึงอ้างได้ว่าเป็นพลังงานที่แบ่งแยกออกมา  จากคริชณะ  พิธีบูชาพระเวทที่แนะนำไว้ในภาคของคารมะ-คาณดะ  ในคัมภีร์พระเวท  รวมทั้งหมดคือคริชณะเช่นกัน  อีกนัยหนึ่งพวกที่ปฏิบัติถวายการอุทิศตนรับใช้แด่คริชณะ  เข้าใจว่าได้ปฏิบัติพิธีการบูชาทั้งหลายที่แนะนำไว้ในคัมภีร์พระเวทเสร็จสิ้นแล้ว

โศลก 17 (9.17)

พิทาฮัม อัสยะ จะกะโท
มาทา ดฺาทา พิทา มะฮะฮ

เวดยัม พะวิทรัม โอมคาระ
ริค สามะ ยะจุร เอวะ ชะ

พิทา  -  บิดา, อฮัม  -  ข้า, อัสยะ  -  ของสิ่งนี้, จะกะทะฮ  -  จักรวาล, มาทา  -  มารดา, ดฺาทา  -  ผู้ สนับสนุน, พิทามะฮะฮ  -  ปู่ ตา, เวดยัม  -  อะไรที่ควรรู้, พะวิทรัม  -  สิ่งที่บริสุทธิ์, โอม-คาระ  -  พยางค์โอม, ริค  -  ริกเวท,สามะ  -  สามะเวท, ยะจุฮ  -  ยะจุรเวท, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  และ

คำแปล

ข้าคือบิดาของจักรวาลนี้  มารดา  ผู้ค้ำจุน  และบรรพบุรุษ  ข้าคือจุดมุ่งหมายแห่ง  ความรู้  ผู้ทำให้บริสุทธิ์  และคำพยางค์โอม  ข้าคือริกเวท  สามะเวท  และยะจุรเวท  เช่นเดียวกัน

คำอธิบาย

ปรากฏการณ์ในจักรวาลทั้งหมดทั้งที่เคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่ปรากฏออกมาด้วย  กิจกรรมต่าง  ๆ  แห่งพลังงานของคริชณะ  ในความเป็นอยู่ทางวัตถุ  เราสร้างความสัมพันธ์  ต่าง  ๆ  กับสิ่งมีชีวิต  ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นพลังงานพรมแดนของคริชณะ  ภายใต้การสร้าง  ของ  พระคริทิ  บางคนปรากฏเป็นบิดา  มารดา  คุณปู่  คุณตา  ผู้สร้าง  ฯลฯ  ของเรา  แต่อันที่  จริงพวกท่านเป็นละอองอณูของคริชณะ  ในโศลกนี้คำว่า  ดฺาทา  หมายถึง  “ผู้สร้าง”  ไม่เพียง  แต่บิดาและมารดาของเราเป็นละอองอณูของคริชณะเท่านั้น  แต่ผู้สร้างคุณย่า  คุณยาย  และคุณปู่  คุณตา  ฯลฯ  ก็คือคริชณะเช่นเดียวกัน  อันที่จริงสิ่งมีชีวิตใด  ๆ  ที่เป็นละอองอณู  ของคริชณะคือคริชณะ  ดังนั้น  คัมภีร์พระเวททั้งหมดตั้งเป้าไปสู่องค์ชรีคริชณะเท่านั้น  อะไร  ก็แล้วแต่ที่เราต้องการรู้ผ่านทางคัมภีร์พระเวทเป็นเพียงความเจริญก้าวหน้าไปสู่ความเข้า  ใจคริชณะ  ประเด็นที่ช่วยทำให้สถานภาพพื้นฐานของเราบริสุทธิ์ขึ้นคือคริชณะโดยเฉพาะ  ในลักษณะเดียวกัน  สิ่งมีชีวิตผู้ชอบถามเพื่อให้เข้าใจหลักธรรมคัมภีร์พระเวททั้งหมดก็  เป็นละอองอณูของคริชณะ  ดังนั้น  คือ  คริชณะเช่นกัน  ใน  มันทระ  พระเวททั้งหมดคำว่า  โอม  เรียกว่า  พระณะวะ  เป็นคลื่นเสียงทิพย์คือคริชณะเช่นเดียวกัน  และเนื่องจากในบท  มนต์ทั้งหมดของพระเวททั้งสี่เล่ม  เช่น  สามะ,  ยะจุร,  ริก,  และ  อทฺารวะ-พระณะวะ  หรือ  โอมคาระ  โดดเด่นมาก  เข้าใจกันว่าคือคริชณะ

โศลก 18 (9.18)

กะทิร บฺารทา พระบํุฮ สาคชี
นิวาสะฮ ชะระฌัม สุฮริท

พระบฺะวะฮ พระละยะฮ สทฺานัม
นิดฺานัม บีจัม อัพยะยัม

กะทิฮ  -  จุดมุ่งหมาย, บฺารทา  -  ผู้ค้ำจุน, พระบํุฮ  -  ภควาน, สาคชี  -  พยางค์, นิวาสะฮ  -  พระ ตำหนัก, ชะระฌัม  -  ร่มโพธิ์ร่มไทร, สุ-ฮริท  -  เพื่อนที่ใกล้ชิดที่สุด, พระบฺะวะฮ  -  การสร้าง, พระละยะฮ  -  การทำลาย, สทฺานัม  -  ฟื้น, นิดฺานัม  -  ที่พัก, บีจัม  -  เมล็ดพันธุ์, อัพยะยัม  -  ไม่มี วันสูญสลาย

คำแปล

ข้าคือจุดมุ่งหมาย  ผู้ค้ำจุน  อาจารย์  พยาน  ตำหนัก  ร่มโพธิ์ร่มไทร  และเพื่อนที่รัก  ที่สุด  ข้าคือการสร้างและการทำลาย  พื้นฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง  ข้าคือที่พักและ  เมล็ดพันธุ์นิรันดร

คำอธิบาย

กะทิหมายถึงจุดมุ่งหมายที่เราต้องการไป  แต่จุดมุ่งหมายสูงสุดคือคริชณะ  ถึง  แม้ว่าผู้คนไม่รู้  ผู้ที่ไม่รู้คริชณะจะถูกนำไปในทางที่ผิด  และสิ่งที่สมมติว่าเป็นขบวนการ  ในความเจริญก้าวหน้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งหรือเป็นภาพหลอน  มีหลายคนที่มีจุดมุ่งหมาย  อยู่ที่เทวดา  และจากการปฏิบัติตามวิธีการต่าง  ๆ  อย่างเคร่งครัดจะบรรลุถึงดาวเคราะห์  ต่าง  ๆ  เช่น  ชันดระโลคะ  สูรยะโลคะ  อินดระโลคะ  มะฮารโลคะ  ฯลฯ  แต่โลคะหรือดาว  เคราะห์ทั้งหลายเหล่านี้เป็นการสร้างของคริชณะ  เป็นคริชณะและไม่เป็นคริชณะใน  ขณะเดียวกัน  ดาวเคราะห์เหล่านี้เป็นปรากฏการณ์แห่งพลังงานของคริชณะ  ก็เป็น  คริชณะเช่นเดียวกัน  แต่อันที่จริงดาวเคราะห์เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเพียงขั้นบันไดไปสู่  ความรู้แจ้งคริชณะ  การเข้าหาพลังงานต่าง  ๆ  ของคริชณะเป็นการเข้าหาคริชณะทาง  อ้อม  เราควรเข้าหาคริชณะโดยตรง  เพราะจะประหยัดเวลาและพลังงาน  ตัวอย่าง  เช่น  หากเป็นไปได้ที่จะขึ้นไปบนดาดฟ้าของอาคารโดยลิฟท์  แล้วทำไมต้องขึ้นไปทาง  บันไดทีละขั้น?  ทุกอย่างอิงอยู่ที่พลังงานของคริชณะ  ปราศจากที่พึ่งแห่งคริชณะจะ  ไม่มีสิ่งใดสามารถอยู่ได้  คริชณะทรงเป็นผู้ปกครองสูงสุดเพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็น  ของพระองค์  และทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนพลังงานของพระองค์  คริชณะทรงสถิตในหัวใจ  ของทุกชีวิต  ทรงเป็นพยานสูงสุด  ประเทศต่าง  ๆ  หรือดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  ที่เราอาศัยอยู่  ก็เป็นคริชณะเช่นเดียวกัน  คริชณะทรงเป็นจุดมุ่งหมายและที่พึ่งสูงสุด  ฉะนั้น  เราควรพึ่ง  องค์ชรีคริชณะเพื่อการปกป้องคุ้มครอง  หรือเพื่อทำลายล้างความทุกข์โศก  และเมื่อใด  ที่เราต้องการการปกป้องคุ้มครอง  เราควรรู้ว่าการปกป้องคุ้มครองของพวกเรานั้นจะ  ต้องเป็นพลังงานชีวิต  คริชณะทรงเป็นชีวิตที่สูงสุดเนื่องจากคริชณะทรงเป็นแหล่งกำเนิด  ของแหล่งกำเนิดของพวกเรา  หรือเป็นพระบิดาสูงสุด  ไม่มีผู้ใดจะเป็นเพื่อนที่ดีไปกว่า  คริชณะ  หรือผู้ใดจะมาเป็นผู้ปรารถนาดีที่ดีไปกว่าคริชณะ  คริชณะทรงเป็นแหล่งกำเนิด  เดิมแท้ของการสร้าง  และเป็นที่พักพิงขั้นสุดท้ายหลังการทำลายล้าง  ดังนั้น  องค์  ชรีคริชณะจึงทรงเป็นแหล่งกำเนิดนิรันดรของแหล่งกำเนิดทั้งปวง

โศลก 19 (9.19)

ทะพามิ อฮัม อฮัม วารชัม
นิกริฮณามิ อุทสริจามิ ชะ

อัมริทัม ไชวะ มริทยุช ชะ
สัด อสัช ชาฮัม อารจะนะ

ทะพามิ  -  ให้ความร้อน, อฮัม  -  ข้า, อฮัม  -  ข้า, วารชัม  -  ฝน, นิกริฮณามิ  -  ยับยั้ง, อุทสริจามิ  -  ส่ง ออกไป, ชะ  -  และ, อัมริทัม  -  อมฤตยู, ช  -  และ, เอวะ  -  แน่นอน, มริทยุฮ  -  ความตาย, ชุ  -  เช่นกัน, สัท  -  วิญญาณ, อสัท  -  วัตถุ, ชะ  -  และ, อฮัม  -  ข้า, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ

คำแปล

โอ้  อารจุนะ  ข้าให้ความร้อน  และข้าเป็นผู้ยับยั้งและผู้ส่งฝน  ข้าคืออมฤตยู  และ  ข้าคือมฤตยูด้วยเช่นกัน  ทั้งดวงวิญญาณและวัตถุอยู่ในข้า

คำอธิบาย

ด้วยพลังต่าง  ๆ  ของคริชณะที่แผ่กระจายความร้อนและแสงผ่านทางผู้แทนเช่น  ไฟฟ้าและดวงอาทิตย์  ในฤดูร้อนคริชณะทรงเป็นผู้ยับยั้งฝนไม่ให้ตกลงมาจากฟากฟ้า  และในฤดูฝนคริชณะทรงให้ฝนตกลงมาอย่างมากมาย  พลังงานที่ค้ำจุนพวกเรา  ด้วย  การให้ชีวิตของพวกเราอยู่ยืนยาวคือคริชณะ  และคริชณะทรงพบพวกเราตอนจบใน  รูปของความตาย  จากการวิเคราะห์พลังงานต่าง  ๆ  เหล่านี้ทั้งหมดของคริชณะ  ทำให้  มั่นใจได้ว่าสำหรับคริชณะทรงไม่มีข้อแตกต่างระหว่างวัตถุและวิญญาณ  หรืออีกนัยหนึ่ง  พระองค์ทรงเป็นทั้งวัตถุและวิญญาณ  ดังนั้น  ในระดับสูงของคริชณะจิตสำนึกไม่มีการ  แบ่งแยก  จะเห็นแต่คริชณะในทุกสิ่งทุกอย่างเท่านั้น

เนื่องจากคริชณะทรงเป็นทั้งวัตถุและวิญญาณ  รูปลักษณ์จักรวาลอันมหึมา  ที่รวมปรากฏการณ์ทางวัตถุเข้าด้วยกันทั้งหมดคือคริชณะเช่นเดียวกัน  และลีลาของ  พระองค์ในรูปของ  ชยามะสุนดะระ  สองกร  ทรงขลุ่ย  อยู่ที่วรินดาวะนะก็เป็นลีลาของ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า

โศลก 20 (9.20)

ไทร-วิฺดยา มาม โสมะ-พาฮ พูทะ-พาพา
ยะกไยร อิชทวา สวาร-กะทิม พรารทฺะยันเท

เท พุณยัม อาสาดยะ สุเรนดระ-โลคัม
อัชนันทิ ดิพยาน ดิวิ เดวะ-โบฺกาน

ไทร-วิดยาฮ  -  ผู้รู้พระเวททั้งสาม, มาม  -  ข้า, โสมะ-พาฮ  -  พวกที่ดื่มน้ำ โสมะ, พูทะ  -  บริสุทธิ์ ขึ้น, พาพาฮ  -  จากความบาป, ยะกไยฮ  -  ด้วยการบูชา, อิชทวา  -  การบูชา, สวะฮ-กะทิม  -  วิถี ทางสู่สวรรค์, พรารทฺะยันเท  -  สวดมนต์เพื่อ, เ  -  พวกเขา, พุณยัม  -  บุญ, อาสาดยะ  -  บรรลุ, สุระ-อินดระ  -  ของพระอินทร์, โลคัม  -  โลก, อัชนันทิ  -  ความสุข, ดิพยาน  -  ชาวสวรรค์, ดิวิ  -  บนสวรรค์, เดวะ-โบฺกาน  -  ความสุขของชาวสวรรค์

คำแปล

พวกที่ศึกษาคัมภีร์พระเวทและดื่มน้ำโสมะ  แสวงหาโลกสวรรค์  บูชาข้าทางอ้อม  เมื่อบริสุทธิ์ขึ้นจากผลบาป  และมีบุญไปเกิดบนโลกสวรรค์ของพระอินทร์  ซึ่งจะ  ได้รับความสุขสำราญแบบชาวสวรรค์

คำอธิบาย

คาว่า  ไทร-วิดยาฮ  หมายถึง  คัมภีร์พระเวททั้งสาม  สามะ  ยะจุร  และ  ริก,  บระฮมะณะ  ผู้ศึกษาคัมภีร์พระเวททั้งสามเล่มนี้เรียกว่า  ทริ-เวดี  ผู้ใดที่ยึดมั่นกับความ  รู้ที่มาจากคัมภีร์พระเวททั้งสามเล่มนี้เป็นอย่างมากจะเป็นที่เคารพนับถือในสังคม  ด้วย  ความอับโชคมีนักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่ของคัมภีร์พระเวทมากมายที่ไม่รู้จุดมุ่งหมายสูงสุด  ในการศึกษาพระคัมภีร์  ดังนั้น  ณ  ที่นี้คริชณะทรงประกาศว่า  ตัวพระองค์คือจุดมุ่ง  หมายสูงสุดของ  ทริ-เวดี,  ทริ-เวดี  ที่แท้จริงจะมาพึ่งพระบารมีอยู่ภายใต้พระบาท  รูปดอกบัวของคริชณะ  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความบริสุทธิ์เพื่อให้  องค์ภควานทรงพอพระทัย  การอุทิศตนเสียสละรับใช้เริ่มจากการสวดภาวนาบทมนต์  ฮะเร  คริชณะ  และพยายามเข้าใจคริชณะตามความเป็นจริงควบคู่กันไป  ด้วยความอับ  โชคที่พวกนักศึกษาคัมภีร์พระเวทอย่างเป็นทางการ  สนใจแค่พิธีบูชาที่ถวายให้เทวดา  เช่นพระอินทร์และพระจันทร์เท่านั้น  จากความพยายามเช่นนี้ผู้บูชาเทวดาได้รับความ  บริสุทธิ์จากมลทินแห่งคุณสมบัติธรรมชาติวัตถุที่ต่ำกว่า  จากนั้นก็พัฒนาไปสู่ระบบดาว  เคราะห์ที่สูงกว่าหรือโลกสวรรค์  เช่น  มะฮารโลคะ  จะนะโลคะ  ทะโพโลคะ  ฯลฯ  เมื่อสถิต  ในระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่าเหล่านี้  จะสามารถสนองประสาทสัมผัสของตนเองดีกว่า  ในโลกนี้เป็นร้อย  ๆ  พัน  ๆ  เท่า

โศลก 21 (9.21)

เท ทัม บํุคทวา สวารกะ-โลคัม วิชาลัม
คชีเณ พุณเย มารทยะ-โลคัม วิชันทิ

เอวัม ทระยี-ดฺารมัม อนุพระพันนา
กะทากะทัม คามะ-คามา ละบัฺนเท

เท  -  พวกเขา, ทัม  -  นั้น, บํุคทวา  -  ได้รับความสุข, สวารกะ-โลคัม  -  สวรรค์, วิชาลัม  -  กว้าง ใหญ่, คชีเน  -  หมดลง, พุณเย  -  ผลบุญ, มารทยะ-โลคัม  -  โลกแห่งความตาย, วิชันทิ  -  ตกลงมา, เอวัม  -  ดังนั้น, ทระยี  -  จากพระเวททั้งสาม, ดฺารมัม  -  คำสอน, อนุพระพันนาฮ  -  ปฏิบัติตาม, กะทะ-อากะทัม  -  การตายและการเกิด, คามะ-คามาฮ  -  ปรารถนาหาความ สุขทางประสาทสัมผัส, ละบัฺนเท  -  ได้รับ

คำแปล

หลังจากได้รับความสุขทางประสาทสัมผัสบนสรวงสวรรค์มากมาย  และเมื่อผล  บุญหมดสิ้นลง  พวกเขาจะกลับมายังโลกแห่งความตายนี้อีกครั้งหนึ่ง  ดังนั้น  ผู้ที่  แสวงหาความสุขทางประสาทสัมผัสด้วยการปฏิบัติตามหลักธรรมของพระเวททั้ง  สามเล่ม  จะได้รับแค่เพียงการเกิดและการตายซ้ำซากเท่านั้น

คำอธิบาย

ผู้ที่ได้รับการส่งเสริมไปถึงระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  ได้รับความสุขอยู่กับ  ชีวิตอันยืนยาวพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีกว่าในการหาความสุขทางประสาท  สัมผัส  ถึงกระนั้น  ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ที่นั่นชั่วกัลปวสาน  แต่จะถูกส่งกลับมายังโลก  นี้อีกครั้งหนึ่งเมื่อผลบุญหมดสิ้นลง  ผู้ที่ไม่บรรลุถึงความรู้ที่สมบูรณ์ดังที่แสดงไว้ใน  เวดานธะ-สูทระ  (จันมาดิ  อัสยะ  ยะทะฮ)  หรืออีกนัยหนึ่งผู้ที่ไม่เข้าใจว่าคริชณะทรง  เป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  ล้มเหลวในการบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด  ของชีวิต  ดังนั้น  จึงมาอยู่ภายใต้ระเบียบแบบแผนประจำที่ถูกส่งขึ้นไปยังโลกสวรรค์และ  ตกลงมาใหม่  เหมือนกับนั่งอยู่บนชิงช้าสวรรค์ที่บางครั้งขึ้นและบางครั้งลง  คำอธิบาย  คือแทนที่จะเจริญขึ้นไปถึงโลกทิพย์ซึ่งไม่ต้องกลับมาอีก  ก็ได้แต่เพียงหมุนเวียนอยู่ใน  วัฏจักรแห่งการเกิดและการตายในระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่าและต่ำกว่าเท่านั้น  เรา  ควรไปให้ถึงโลกทิพย์และรื่นเริงกับชีวิตอมตะ  เปี่ยมไปด้วยความปลี้มปีติสุขและความรู้  และไม่ต้องกลับมาโลกวัตถุนี้ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์อีกต่อไป

โศลก 22 (9.22)

อนันยาช ชินทะยันโท มาม
เย จะนาฮ พารยุพาสะเท

เทชาม นิทยาบิฺยุคทานาม
โยกะ-คเชมัม วะฮามิ อฮัม

อนันยาฮ  -  ไม่มีเป้าหมายอื่นใด, ชินทะยันทะฮ  -  จิตตั้งมั่น, มาม  -  อยู่ที่ข้า, เย  -  พวกที่, จะนาฮ  -  บุคคล, พารยุพาสะเท  -  บูชาอย่างถูกต้อง, เทชาม  -  ของพวกเขา, นิทยะ  -  เสมอ, อบิฺยุคทา นาม  -  ตั้งมั่นในการอุทิศตนเสียสละ, โยกะ  -  จำเป็นต้องทำ, คเชมัม  -  ปกป้อง, วะฮามิ  -  ส่ง, อฮัม  -  ข้า

คำแปล

แต่พวกที่บูชาข้าอยู่เสมอด้วยการอุทิศตนเสียสละ  โดยเฉพาะทำสมาธิอยู่ที่รูป  ลักษณ์ทิพย์ของข้า  คนเหล่านี้  ข้าจะส่งส่วนที่ขาดให้  และรักษาส่วนที่มีอยู่แล้ว

คำอธิบาย

ผู้ที่ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียวหากปราศจากซึ่งคริชณะ  จิตสำนึก  ได้แต่ระลึกถึงคริชณะวันละยี่สิบสี่ชั่วโมง  ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ด้วยการสดับฟัง  สวดภาวนา  ระลึกถึง  ถวายบทมนต์  บูชา  รับใช้พระบาทรูปดอกบัวของ  พระองค์  ถวายการรับใช้อื่น  ๆ  เพิ่มพูนมิตรภาพ  และศิโรราบโดยดุษฎีต่อองค์ภควาน  กิจกรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นสิริมงคลและเต็มไปด้วยพลังทิพย์ซึ่งจะทำให้สาวกสมบูรณ์  ในความรู้แจ้งแห่งตน  ดังนั้น  สิ่งเดียวที่ปรารถนาคือมาอยู่ใกล้ชิดกับองค์ภควาน  สาวก  เช่นนี้จะมาถึงองค์ภควานโดยไม่ยากลำบากอย่างไม่ต้องสงสัย  เช่นนี้เรียกว่าโยคะ  ด้วย  พระเมตตาของพระองค์  สาวกเช่นนี้ไม่มีวันกลับมาสู่สภาวะชีวิตวัตถุอีก  คเชมะ  หมาย  ถึงการปกป้องคุ้มครองด้วยพระเมตตาขององค์ภควาน  พระองค์ทรงช่วยสาวกให้บรรลุ  ถึงคริชณะจิตสำนึกด้วยโยคะ  และเมื่อมีคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  องค์ภควานจะ  ทรงปกป้องคุ้มครองเราไม่ให้ตกลงไปสู่สภาวะชีวิตที่มีความทุกข์อีกต่อไป

โศลก 23 (9.23)

เย พิ อันยะ-เดวะทา-บัฺคธา
ยะจันเท ชรัดดฺะยานวิทาฮ

เท พิ มาม เอวะ คะอุนเทยะ
ยะจันทิ อวิดิฺ-พูรวะคัม

เย  -  พวกเขาเหล่านี้, อพิ  -  เช่นกัน, อันยะ  -  ของผู้อื่น, เดวะทา  -  เหล่าเทวดา, บัฺคธาฮ  -  เหล่า สาวก, ยะจันเท  -  บูชา, ชรัดดฺะยา-อันวิทาฮ  -  ด้วยความศรัทธา, เท  -  พวกเขา, อพิ  -  เช่น กัน, มาม  -  ข้า, เอวะ-เท่านั้น, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, ยะจันทิ  -  พวกเขาบูชา, อวิดิฺ-พูรวะคัม  -  ในวิธีที่ผิด

คำแปล

พวกที่เป็นสาวกของเทวดาองค์อื่น  ๆ  และบูชาเทวดาด้วยความศรัทธา  อันที่จริง  บูชาข้าเท่านั้น  โอ้  โอรสพระนางคุนที  แต่ทำไปในวิธีที่ผิด

คำอธิบาย

คริชณะตรัสว่า  “บุคคลผู้ปฏิบัติการบูชาเทวดาไม่มีปัญญาเท่าใดนัก  ถึงแม้ว่า  การบูชาเช่นนี้เป็นการถวายให้ข้าทางอ้อม”  ตัวอย่างเช่น  เมื่อมนุษย์รดน้ำไปที่ใบไม้และกิ่ง  ก้านสาขาของต้นไม้โดยไม่รดน้ำไปที่ราก  เขาทำไปโดยมีความรู้ไม่เพียงพอหรือไม่ปฏิบัติ  ตามหลักการที่กำหนดไว้  ในทำนองเดียวกัน  วิธีการรับใช้ส่วนต่าง  ๆ  ของร่างกายคือส่ง  อาหารไปที่ท้อง  อันที่จริง  เทวดาเป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ต่าง  ๆ  ในรัฐบาลของ  องค์ภควาน  เราต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่รัฐบาลเป็นผู้ออก  ไม่ใช่ปฏิบัติตามกฎหมาย  ที่เจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่เป็นผู้ออก  ทำนองเดียวกัน  ผู้ใดที่ถวายการบูชาต่อองค์  ภควานเพียงผู้เดียว  จะทำให้เจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ต่าง  ๆ  ของพระองค์พึงพอใจ  โดยปริยาย  เจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตนในฐานะที่เป็นผู้แทนของรัฐบาล  การ  ให้สินบนกับเจ้าหน้าที่และเจ้าพนักงานนั้นผิดกฎหมาย  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  อวิดฺ-  พูรวะคัม  อีกนัยหนึ่ง  คริชณะทรงไม่เห็นด้วยกับการบูชาเทวดาโดยไม่จำเป็น

โศลก 24 (9.24)

ออัม ฮิ สารวะ-ยะกยานนาม
โบฺคทา ชะ พระบํุร เอวะ ชะ

นะ ทุ มาม อบิฺจานันทิ
ทัททเวนาทัช ชยะวันทิ เท

อฮัม  -  ข้า, ฮิ  -  แน่นอน, สารวะ  -  ทั้งหมด, ยะกยานาม  -  การบูชา, โบคทา  -  ผู้มีความสุข, ชะ  -  และ, พระบํุฮ  -  องค์ภควาน, เอวะ  -  เช่นกัน, ชะ  -  และ, นะ  -  ไม่, ทุ  -  แต่, มาม  -  ข้า, อบิฺจานันทิ  -  พวกเขารู้, ทัททเวนะ  -  ในความจริง, อทะฮ  -  ฉะนั้น, ชยะวันทิ  -  ตกลงต่ำ, เท  -  พวกเขา

คำแปล

ข้าคือผู้มีความสุขและเป็นเจ้าแห่งพิธีบูชาทั้งหลายแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น  ฉะนั้น  พวกที่ไม่รู้ธรรมชาติทิพย์อันแท้จริงของข้าจะตกลงต่ำ

คำอธิบาย

ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่ามีวิธีการปฏิบัติ  ยะกยะ  มากมายที่แนะนำไว้ใน  วรรณกรรมพระเวท  แต่อันที่จริงทั้งหมดมีไว้เพื่อให้องค์ภควานทรงพอพระทัย  ยะกยะ  หมายถึงพระวิชณุ  ในบทที่สามของ  ภควัต-คีตา  กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าเราควรทำงาน  เพื่อให้  ยะกยะ  หรือให้พระวิชณุทรงพอพระทัยเท่านั้น  รูปแบบอันสมบูรณ์แห่งความ  เจริญรุ่งเรืองของมนุษย์ชื่อว่า  วารณาชระมะ-ดฺารมะ  หมายเฉพาะเพื่อให้พระวิชณุทรง  พอพระทัย  ฉะนั้น  คริชณะตรัสในโศลกนี้ว่า  “ข้าคือผู้ได้รับความสุขจากพิธีบูชาทั้งปวง  เพราะข้าคือเจ้านายสูงสุด”  อย่างไรก็ดี  ผู้ด้อยปัญญาไม่รู้ความจริงนี้บูชาเทวดาเพื่อ  ผลประโยชน์ชั่วคราวบางประการ  ดังนั้น  พวกเขาตกลงไปในความเป็นอยู่ทางวัตถุ  และ  ไม่บรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่ปรารถนาของชีวิต  หากผู้ใดมีความปรารถนาทางวัตถุที่ต้อง  สนองตอบ  ควรสวดภาวนาแด่องค์ภควานจะดีกว่า  (ถึงแม้ว่าไม่ใช่เป็นการอุทิศตนเสีย  สละที่บริสุทธิ์)  และจะได้รับผลตามใจปรารถนา

โศลก 25 (9.25)

ยานทิ เดวะ-วระทา เดวาน
พิทรีน ยานทิ พิทริ-วระทาฮ

บํูทานิ ยานทิ บํูเทจยา
ยานทิ มัด-ยาจิโน พิ มาม

ยานทิ  -  ไป, เดวะ-วระทาฮ  -  พวกบูชาเทวดา, เดวาน  -  แด่เทวดา, พิทรีน  -  แด่บรรพบุรุษ, ยานทิ  -  ไป, พิทริ-วระทาฮ  -  พวกบูชาบรรพบุรุษ, บํูทานิ  -  แด่พวกผีและดวงวิญญาณ, ยานทิ  -  ไป, บํูทะ-อิจยาฮ  -  พวกบูชาพวกผีและดวงวิญาณ, ยานทิ  -  ไป, มัท  -  ของข้า, ยาจินะฮ  -  เหล่าสาวก, อพิ  -  แต่, มาม  -  แด่ข้า

คำแปล

พวกที่บูชาเทวดาจะไปเกิดในหมู่เทวดา  พวกที่บูชาบรรพบุรุษจะไปหาบรรพบุรุษ  พวกที่บูชาภูตผีปีศาจและดวงวิญาณจะไปเกิดในหมู่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้  และพวกที่  บูชาข้าจะมาอยู่กับข้า

คำอธิบาย

หากผู้ใดมีความปรารถนาไปยังดวงจันทร์  ดวงอาทิตย์  หรือดาวเคราะห์ดวงใด  เขาสามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่ประสงค์ด้วยการปฏิบัติตามหลักธรรมพระเวทโดย  เฉพาะที่ได้แนะนำไว้เพื่อจุดประสงค์นั้น  ดังเช่นวิธีที่มีชื่อทางเทคนิคว่า  ดารชะ-โพรณะ  มาสี  ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนในพระเวทส่วนที่เป็นกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุซึ่งแนะนำ  การบูชาเทวดาผู้ทรงสถิตบนสรวงสวรรค์โดยเฉพาะ  ในทำนองเดียวกัน  เขาสามารถไป  ถึงดาวเคราะห์  พิทา  ด้วยการปฏิบัติ  ยะกยะ  โดยเฉพาะ  และเขาสามารถไปยังโลกของ  ภูตผีต่าง  ๆ  แล้วกลายมาเป็น  ยัคชะ  รัคชะ  หรือ  พิชาชะ  การบูชา  พิชาชะ  เรียกว่า  “เวท  มนต์ดำ”  มีหลายคนที่ฝึกวิชาเวทมนต์ดำนี้  และคิดว่าเป็นลัทธิทิพย์นิยม  แต่กิจกรรม  เหล่านี้เป็นวัตถุโดยสิ้นเชิง  สาวกผู้บริสุทธิ์บูชาภควานเพียงองค์เดียว  และจะบรรลุถึง  ดาวเคราะห์ไวคุณธฺะและคริชณะโลคะโดยไม่ต้องสงสัย  เป็นที่เข้าใจได้ง่ายมากจาก  โศลกที่สำคัญนี้ว่า  หากด้วยการบูชาเทวดาเขาสามารถไปถึงโลกสวรรค์  หรือจากการ  บูชา  พิทา  บรรลุถึงดาวเคราะห์  พิทา  จากการฝึกปฏิบัติคาถาอาคมมืดก็บรรลุถึงโลก  ของภูตผีปีศาจ  แล้วเหตุไฉนสาวกผู้บริสุทธิ์จะไม่บรรลุถึงดาวเคราะห์ของคริชณะหรือ  วิชณุ?  ด้วยความอับโชคผู้คนมากมายไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับดาวเคราะห์อันประเสริฐ  เหล่านี้ที่คริชณะและวิชณุทรงประทับอยู่  และเนื่องจากไม่รู้จึงตกต่ำ  แม้พวกที่ไม่เชื่อใน  รูปลักษณ์ตกต่ำลงมาจาก  บระฮมะจโยทิ  ฉะนั้น  ขบวนการคริชณะจิตสำนึกจึงแจกจ่าย  ข้อมูลอันประเสริฐนี้ให้แก่สังคมมนุษย์มวลรวม  ด้วยผลลัพธ์ที่ว่าจากการสวดภาวนาบท  มนต์  ฮะเร  คริชณะ  เราสามารถกลายมาเป็นผู้ที่สมบูรณ์ในชีวิตนี้  และกลับคืนสู่เหย้าคืน  สู่องค์ภควาน

โศลก 26 (9.26)

พัทรัม พุชรัม พฺะลัม โทยัน
โย เม บัฺคธยา พระยัชชฺะทิ

ทัด อฮัม บัฺคธิ-อุพะฮริทัม
อัชนามิ พระยาทาทมะนะฮ

พัทรัม  -  ใบไม้, พุชพัม  -  ดอกไม้, พฺะลัม  -  ผลไม้, โทยัม  -  น้ำ, ยะฮ  -  ผู้ใด, เม  -  แด่ข้า, บัฺคธยา  -  ด้วยการอุทิศตนเสียสละ, พระยัชชฺะทิ  -  ถวาย, ทัท-นั้น, อฮัม  -  ข้า, บัคธิ-อุพะฮริทัม  -  ถวายด้วยการอุทิศตนเสียสละ, อัชนามิ  -  ยอมรับ, พระยะทะ-อาทมะนะฮ  -  จากผู้ที่อยู่ใน จิตสำนึกที่บริสุทธิ์

คำแปล

หากผู้ใดถวายใบไม้  ดอกไม้  ผลไม้  หรือน้ำแด่ข้า  ด้วยความรักและอุทิศตนเสีย  สละ  ข้าจะรับเอาไว้

คำอธิบาย

สำหรับผู้มีปัญญา  เป็นสิ่งสำคัญที่จะอยู่ในคริชณะจิตสำนึก  ปฏิบัติการรับใช้  ด้วยความรักทิพย์ต่อคริชณะ  เพื่อบรรลุถึงพระตำหนักอันถาวรด้วยความปลื้มปีติและมี  ความสุขนิรันดร  วิธีการเพื่อบรรลุถึงผลอันเลอเลิศเช่นนี้ง่ายมาก  แม้แต่คนที่ยากจนที่สุด  ในบรรดาคนยากจนก็พยายามปฏิบัติได้โดยไม่คำนึงถึงคุณสมบัติอื่นใดทั้งสิ้น  คุณสมบัติ  เพียงอย่างเดียวที่จำเป็นในงานนี้คือ  มาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์ภควาน  ไม่สำคัญว่า  เขาจะเป็นใคร  หรืออยู่ที่ไหน  วิธีการนั้นง่ายมากแม้แต่ใบไม้ใบเดียว  น้ำนิดหน่อย  หรือ  ผลไม้ก็สามารถถวายให้พระองค์ด้วยความรักอย่างจริงใจได้  และพระองค์ทรงมีความ  ยินดีรับไว้  ดังนั้น  ไม่มีผู้ใดถูกขวางกั้นจากคริชณะจิตสำนึก  เพราะว่าเป็นสิ่งที่ง่ายมาก  และเป็นสากล  ใครจะเป็นคนโง่ไม่ต้องการมีคริชณะจิตสำนึกด้วยวิธีที่ง่ายเช่นนี้  และ  บรรลุถึงชีวิตที่สมบูรณ์สูงสุดแห่งความเป็นอมตะ  ปลื้มปีติสุข  และความรู้?  คริชณะทรง  ปรารถนาเพียงการรับใช้ด้วยความรักเท่านั้น  ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้  คริชณะทรงรับเอา  แม้แต่ดอกไม้เล็ก  ๆ  เพียงดอกเดียวจากสาวกผู้บริสุทธิ์  พระองค์ทรงไม่ปรารถนาเครื่อง  ถวายใด  ๆ  จากผู้ที่ไม่ใช่สาวก  และทรงไม่มีความจำเป็นที่ต้องการสิ่งใดจากผู้ใด  เพราะ  ทรงเป็นผู้มีความเพียงพออยู่ในตัว  ถึงกระนั้น  พระองค์ทรงรับเครื่องถวายจากสาวก  เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรักและความเอ็นดู  การพัฒนาคริชณะจิตสำนึกจึงเป็น  ความสมบูรณ์สูงสุดของชีวิต  ได้กล่าวถึง  บัฺคธิ  สองครั้งในโศลกนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึง  ความสำคัญว่า  บัฺคธิ  หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นวิถีทางเดียวเท่านั้นที่จะเข้าถึง  คริชณะ  ไม่ใช่วิธีอื่น  เช่น  กลายมาเป็นพราหมณ์  หรือ  บระฮมะณะ  มาเป็นนักวิชาการ  ผู้คงแก่เรียน  มาเป็นเศรษฐี  หรือเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่  แล้วจะสามารถกระตุ้นให้  คริชณะทรงยอมรับเครื่องถวายได้  หากปราศจากหลักธรรมพื้นฐานของ  บัฺคธิ  จะไม่มีสิ่ง  ใดสามารถกระตุ้นองค์ภควานให้ตกลงยอมรับสิ่งใดจากผู้ใด  บัฺคธิ  ไม่ใช่ก่อให้เกิดขึ้น  วิธี  การนี้เป็นอมตะนิรันดร  และเป็นการปฏิบัติรับใช้โดยตรงต่อส่วนที่สมบูรณ์สูงสุด

ณ  ที่นี้  องค์ชรีคริชณะทรงสถาปนาว่า  พระองค์ทรงเป็นผู้มีความสุขเกษม  สำราญแต่เพียงผู้เดียว  ทรงเป็นปฐมองค์เจ้า  และทรงเป็นจุดมุ่งหมายอันแท้จริงของ  การถวายบูชาทั้งหมด  ทรงเปิดเผยว่าพระองค์ทรงปรารถนาให้บูชาด้วยอะไร  หากผู้ใด  ปรารถนาปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานเพื่อให้ตนเองบริสุทธิ์ขึ้นและ  บรรลุถึงจุดมุ่งหมายแห่งชีวิต  นั่นคือการรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อพระองค์  ควรรู้ว่า  องค์ภควานทรงปรารถนาอะไรจากตัวเรา  ผู้ที่รักคริชณะจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์  ทรงปรารถนา  และจะหลีกเลี่ยงการถวายสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงปรารถนา  หรือไม่ได้กล่าว  ไว้  ฉะนั้น  เนื้อสัตว์  ปลา  และไข่ไม่ควรถวายให้คริชณะ  หากทรงปรารถนาสิ่งเหล่านี้เป็น  เครื่องถวายจะทรงตรัสออกมา  แต่พระองค์ตรัสอย่างชัดเจนว่า  ใบไม้  ผลไม้  ดอกไม้  และ  น้ำถวายให้พระองค์  และตรัสถึงเครื่องถวายเหล่านี้ว่า  “ข้าจะรับไว้”  ดังนั้น  เราควรเข้า  ใจว่าคริชณะทรงไม่รับเนื้อสัตว์  ปลา  และไข่  เครื่องเสวยเช่น  ผักและผลไม้ต่าง  ๆ  เมล็ด  ข้าว  นม  และน้ำเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับมนุษย์  คริชณะทรงกำหนดว่า  สิ่งอื่นใดก็แล้ว  แต่ที่เรารับประทานไม่สามารถถวายให้พระองค์ได้  เนื่องจากทรงไม่รับ  ดังนั้น  หากเรา  ถวายสิ่งต้องห้าม  เราก็มิได้ปฏิบัติในระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละด้วยความรัก

ในบทที่สาม  โศลกสิบสาม  ชรีคริชณะทรงอธิบายว่า  ส่วนที่เหลือจากการ  บูชาเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์  เหมาะสำหรับพวกที่แสวงหาความเจริญก้าวหน้าในชีวิตนำไปรับ  ประทาน  และจะได้รับการปลดเปลื้องจากเงื้อมมือแห่งพันธนาการทางวัตถุ  พวกที่ไม่  ถวายอาหาร  พระองค์ตรัสในโศลกเดียวกันว่า  รับประทานแต่ความบาปไปเท่านั้นอีก  นัยหนึ่ง  ทุก  ๆ  คำที่รับประทานเข้าไปจะทำให้ถลำลึกลงไปในความสลับซับซ้อนของ  ธรรมชาติวัตถุเท่านั้น  แต่การตระเตรียมอาหารผักอย่างดีแบบง่าย  ๆ  ถวายต่อหน้ารูป  หรือพระปฏิมาขององค์ชรีคริชณะ  ก้มลงกราบและกล่าวบทมนต์ถวายด้วยความถ่อม  ตนเพื่อให้พระองค์ทรงรับเครื่องถวายนี้  เพื่อที่จะให้เราเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงใน  ชีวิต  เพื่อให้ร่างกายบริสุทธิ์  และเพื่อสร้างเนื้อเยื่ออันละเอียดอ่อนในสมองซึ่งจะทำให้  เรามีความคิดที่โปร่งใส  ยิ่งไปกว่านั้นเครื่องถวายควรปรุงด้วยกริยาท่าทีแห่งความ  รัก  คริชณะทรงไม่มีความจำเป็นกับอาหาร  เพราะพระองค์ทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุก  อย่างที่มีอยู่ทั้งหมด  ถึงกระนั้น  พระองค์จะทรงรับเครื่องถวายจากผู้ปรารถนาที่จะทำให้  พระองค์ทรงพอพระทัยด้วยวิธีนี้  จุดสำคัญในการเตรียม  การจัด  และการถวายก็คือ  ต้องทำไปด้วยใจรักต่อคริชณะ

นักปราชญ์ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ปรารถนายืนกรานว่าสัจธรรมสูงสุดไม่มี  ประสาทสัมผัส  จะไม่สามารถเข้าใจโศลกนี้ของ  ภควัต-คีตา  สำหรับพวกนี้  โศลกนี้  เป็นเพียงอุปมาหรือข้อพิสูจน์ถึงบุคลิกทางโลกของคริชณะผู้ตรัส  ภควัต-คีตา  แต่  อันที่จริงองค์ภควานคริชณะทรงมีประสาทสัมผัส  กล่าวไว้ว่าประสาทสัมผัสของ  พระองค์สับเปลี่ยนกันได้  อีกนัยหนึ่ง  ประสาทสัมผัสหนึ่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ของ  ประสาทสัมผัสอื่น  ๆ  ได้  นี่คือความหมายที่กล่าวไว้ว่า  คริชณะทรงเป็นผู้ที่สมบูรณ์  ปราศจากประสาทสัมผัสจะพิจารณาว่าพระองค์ทรงมีความมั่งคั่งทั้งหมดที่สมบูรณ์  ได้ยาก  ในบทที่เจ็ดคริชณะทรงอธิบายว่า  พระองค์ทรงทำให้ธรรมชาติวัตถุตั้งครรภ์สิ่ง  มีชีวิตขึ้นมา  และสิ่งนี้ทรงกระทำด้วยเพียงแต่ทรงชำเลืองมองไปที่ธรรมชาติวัตถุ  จาก  ตัวอย่างนี้คริชณะทรงสดับฟังคำพูดของสาวกด้วยความรัก  ในการถวายอาหารเหมือน  กับที่พระองค์ทรงรับประทานและชิมรสจริง  ๆ  โดยสมบูรณ์  ประเด็นนี้ควรเน้น  เพราะ  เป็นสภาวะอันสมบูรณ์ของคริชณะ  การสดับฟังเหมือนกับการรับประทานและการ  ลิ้มรสของพระองค์ที่เป็นไปอย่างสมบูรณ์  สาวกผู้ยอมรับคริชณะดังที่ทรงอธิบายถึง  บุคลิกภาพของพระองค์เอง  โดยไม่ตีความหมาย  จะสามารถทำให้เข้าใจว่าสัจธรรมที่  สมบูรณ์สูงสุดสามารถรับประทานอาหารอย่างมีความสุข

โศลก 27 (9.27)

ยัท คะโรชิ ยัด อัชนาสิ
ยัจ จุโฮชิ ดะดาสิ ยัท

ยัท ทะพัสยะสิ คะอุนเทยะ
ทัท คุรุชวะ มัด-อารพะณัม

ยัท  -  อะไรก็แล้วแต่, คะโรชิ  -  เธอทำ, ยัท  -  อะไรก็แล้วแต่, อาชนาสิ  -  เธอรับประทาน, ยัท- อะไรก็แล้วแต่, จุโฮชิ  -  เธอถวาย, ดะดาสิ  -  เธอให้ทาน, ยัท  -  อะไรก็แล้วแต่, ยัท  -  อะไรก็ แล้วแต่, ทะพัสยะสิ  -  ความสมถะที่เธอปฏิบัติ, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, ทัท  -  นั้น, คุรุชวะ  -  ทำ, มัท  -  แด่ข้า, อารพะณัม  -  เป็นเครื่องถวาย

คำแปล

อะไรก็แล้วแต่ที่เธอทำ  อะไรก็แล้วแต่ที่เธอรับประทาน  อะไรก็แล้วแต่ที่เธอถวาย  หรือให้ทาน  และความสมถะใด  ๆ  ที่เธอปฏิบัติ  จงทำไปเพื่อถวายแด่ข้า  โอ้  โอรส  พระนางคุนที

คำอธิบาย

ดังนั้น  จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะหล่อหลอมชีวิตของตนเองจนกระทั่งไม่  สามารถลืมคริชณะได้  ไม่ว่าในสถานการณ์ใด  ๆ  ทุกคนต้องทำงานเพื่อดำรงรักษา  ร่างกายและดวงวิญญาณให้อยู่ด้วยกัน  คริชณะทรงแนะนำไว้  ณ  ที่นี้ว่า  เราควรทำงาน  เพื่อพระองค์  ทุกคนต้องรับประทานอาหารเพื่อประทังชีวิต  ดังนั้น  เราควรรับส่วนเหลือ  ของอาหารที่ถวายให้คริชณะ  มนุษย์ผู้มีความเจริญต้องปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาบาง  อย่าง  คริชณะทรงแนะนำว่า  “จงทำไปเพื่อข้า”  เช่นนี้เรียกว่า  อารชะนะ  ทุกคนมีแนว  โน้มที่จะให้บางสิ่งบางอย่างเป็นทาน  คริชณะตรัสว่า  “จงให้แด่ข้า”  เช่นนี้หมายความว่า  ส่วนเกินของเงินที่สะสมไว้ควรใช้ประโยชน์ในการเผยแพร่ขบวนการคริชณะจิตสำนึก  ปัจจุบันนี้ผู้คนมีแนวโน้มไปในวิธีการทำสมาธิเป็นอย่างมากซึ่งปฏิบัติกันไม่ได้ในยุคนี้  แต่  หากผู้ใดปฏิบัติสมาธิที่คริชณะวันละยี่สิบสี่ชั่วโมงด้วยการสวดภาวนามหามนต์  ฮะเร  คริชณะ  รอบลูกประคำ  แน่นอนว่าเราจะเป็นนักปฏิบัติสมาธิและเป็นโยคีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  ดังที่ได้ยืนยันไว้  ในบทที่หกของ  ภควัต-คีตา

โศลก 28 (9.28)

ชุบฺาชุบฺะ-พฺะไลร เอวัม
โมคชยะเส คารมะ-บันดฺะไนฮ

สันนยาสะ-โยกะ-ยุคทาทมา
วิมุคโท มาม อุไพชยะสิ

ชุบฺะ  -  จากบุญ, อชุบฺะ  -  และบาป, พฺะไลฮ  -  ผล, เอวัม  -  ดังนั้น, โมคชยะเส  -  เธอจะเป็นอิสระ, คารมะ  -  ของงาน, บันดฺะไนฮ  -  จากพันธนาการ, สันนยาสะ  -  ของการเสียสละ, โยกะ  -  โยคะ, ยุคทะ  -  อาทมา  -  มีจิตใจมั่นคงอยู่ที่, วิมุคทะฮ  -  หลุดพ้น, มาม  -  แด่ข้า, อุไพชยะสิ  -  เธอจะ บรรลุ

คำแปล

เช่นนี้  เธอจะเป็นอิสระจากพันธนาการของงาน  รวมทั้งผลบุญและผลบาป  ด้วย  จิตใจที่ตั้งมั่นอยู่กับข้าในหลักแห่งการเสียสละนี้  เธอจะหลุดพ้นและมาหาข้า

คำอธิบาย

ผู้ปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกภายใต้การแนะนำที่สูงส่งเรียกว่า  ยุคทะ  ศัพท์ทาง  เทคนิค  ยุคทะ-ไวรากยะ  ซึ่ง  รูพะ  โกสวามี  ได้อธิบายดังต่อไปนี้

อนาสัคทัสยะ วิชะยาน
ยะทฺารฮัม อุพะยุนจะทะฮ

นิรบันดฺะฮ คริชณะ-สัมบันเดฺ
ยุคทัม ไวรากยัม อุชยะเท

(บัฺคธิ-ระสามริทะ-สินดํุ 1.2.255)

รูพะ  โกสวามี  กล่าวว่าตราบเท่าที่เรายังอยู่ในโลกวัตถุ  เรายังต้องทำงาน  ไม่สามารถ  หยุดการกระทำได้  ดังนั้น  หากการปฏิบัติงานยังดำเนินต่อไปและผลของงานถวายให้  คริชณะเรียกว่า  ยุคทะ-ไวรากยะ  สถิตในการเสียสละอย่างแท้จริง  กิจกรรมเช่นนี้จะ  ทำให้กระจกแห่งดวงจิตใสสว่างขึ้น  ขณะที่ผู้ปฏิบัติค่อย  ๆ  เจริญก้าวหน้าในความรู้แจ้ง  ทิพย์  จะศิโรราบโดยสมบูรณ์ต่อองค์ภควาน  และจะเป็นอิสรภาพในที่สุด  ซึ่งได้ระบุไว้ว่า  เมื่อเป็นอิสระแล้วจะไม่กลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับ  บระฮมะจโยทิ  แต่จะเข้าไปในโลกของ  องค์ภควาน  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  มาม  อุไพชยะสิ  “เขามาหาข้า”  กลับคืนสู่  เหย้าคืนสู่องค์ภควาน  จะมีอิสรภาพอยู่ห้าระดับ  ตรงนี้ระบุว่าสาวกผู้ใช้ชีวิตภายใต้คำ  สั่งสอนขององค์ภควานเสมอ  ดังที่ได้กล่าวไว้ว่าได้พัฒนามาจนถึงจุดที่หลังจากออกจาก  ร่างนี้ไปแล้วจะกลับคืนสู่เหย้าและปฏิบัติรับใช้โดยตรงอย่างใกล้ชิดกับองค์ภควาน

ผู้ใดที่ไม่มีความสนใจกับสิ่งอื่นใดนอกจากอุทิศชีวิตในการรับใช้องค์ภควาน  เป็น  สันนยาสี  ที่แท้จริง  บุคคลเช่นนี้คิดว่าตนเองเป็นผู้รับใช้นิรันดรและจะขึ้นอยู่กับความ  ปรารถนาสูงสุดขององค์ภควาน  เช่นนี้ไม่ว่าทำอะไรเขาจะทำเพื่อประโยชน์ของพระองค์  ไม่ว่าปฏิบัติสิ่งใดเขาจะปฏิบัติเพื่อรับใช้พระองค์  และไม่ให้ความสนใจอย่างจริงจังกับ  กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุหรือหน้าที่ต่าง  ๆ  ที่กำหนดไว้ในคัมภีร์พระเวท  สำหรับบุคคล  ทั่วไปจะมีข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในคัมภีร์พระเวท  บางครั้งสาวกผู้  บริสุทธิ์ปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ในการรับใช้องค์ภควาน  อาจดูเหมือนว่าเขาฝืนต่อหน้าที่ที่  กำหนดไว้ในคัมภีร์พระเวท  แต่อันที่จริงมิได้เป็นเช่นนั้น

ดังนั้น  ไวชณะวะผู้เชื่อถือได้  กล่าวไว้ว่า  แม้บุคคลผู้มีปัญญามากที่สุดก็ไม่  สามารถเข้าใจแผนและกิจกรรมของสาวกผู้บริสุทธ์  คำเฉพาะที่ใช้คือ  ทางระ  วาคยะ,  คริยา,  มุดรา  วิกเยฮะ  นา  บุจฮะยะ  (เชธันญะ-ชะริทามริทะ  มัดฺยะ  23.39)  ผู้ที่ปฏิบัติ  ในการรับใช้องค์ภควานเสมอ  หรือคิด  และวางแผนที่จะรับใช้พระองค์อยู่เสมอพิจารณา  ว่าเป็นผู้ที่มีอิสรภาพโดยสมบูรณ์  ทั้งในปัจจุบันและอนาคต  การกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์  ภควานเป็นที่รับประกัน  เขาอยู่เหนือการวิจารณ์ทางวัตถุทั้งปวง  เสมือนดังคริชณะที่อยู่  เหนือการวิจารณ์ใด  ๆ  ทั้งหมด

โศลก 29 (9.29)

สะโม ฮัม สารวะ-บํูเทชุ
นะ เม ดเวชโย สทิ นะพริยะฮ

เย บฺะจันทิ ทุ มาม บัฺคธยา
มะยิ เท เทชุ ชาพิ อฮัม

สะมะฮ  -  ปฏิบัติเสมอภาค, อฮัม  -  ข้า, สารวะ-บํูเทชุ  -  ต่อมวลชีวิต, นะ-ไม่มีผู้ใด, เม  -  แด่ ข้า, ดเวชยะฮ  -  เกลียด, อัสทิ  -  เป็น, นะ  -  ไม่, พริยะฮ  -  รัก, เย-พวกที่, บฺะจันทิ  -  ถวายการ รับใช้ทิพย์, ทุ-แต่, มาม  -  แด่ข้า, บัฺคธยา  -  ในการอุทิศตนเสียสละ, มะยิ  -  อยู่ในข้า, เท  -  บุคคลเหล่านี้, เทชุ  -  ในพวกเขา, ชะ  -  เช่นกัน, อพิ  -  แน่นอน, อฮัม  -  ข้า

คำแปล

ข้าไม่อิจฉาผู้ใดและไม่ลำเอียงกับผู้ใด  ข้าเสมอภาคต่อมวลชีวิต  แต่หากผู้ใดถวาย  การรับใช้แด่ข้าด้วยการอุทิศตนเสียสละ  เขาเป็นเพื่อนของข้าและอยู่ในข้า  และ  ข้าก็เป็นเพื่อนของเขา

คำอธิบาย

เราอาจถาม  ณ  ที่นี้ว่า  หากคริชณะทรงเสมอภาคกับทุก  ๆ  คน  ไม่มีผู้ใดเป็น  เพื่อนพิเศษของพระองค์  แล้วทำไมทรงมีความสนใจกับสาวกผู้ปฏิบัติการรับใช้ทิพย์ต่อ  พระองค์อยู่เสมอเป็นพิเศษ?  เช่นนี้มิใช่เป็นการเลือกปฏิบัติ  แต่เป็นธรรมชาติ  บางคนใน  โลกวัตถุนี้อาจชอบให้ทานมาก  ถึงกระนั้น  เขาก็ยังให้ความสนใจกับบุตรธิดาของตนเอง  เป็นพิเศษ  องค์ภควานทรงอ้างว่าทุกชีวิตไม่ว่าในรูปใดเป็นบุตรของพระองค์  ดังนั้น  ทรง  ให้สิ่งของที่จำเป็นอย่างเพียงพอสำหรับทุก  ๆ  ชีวิต  พระองค์ทรงเหมือนกับหมู่เมฆที่ส่งฝน  ลงมาทั่วทุกหนทุกแห่ง  ไม่ว่าจะตกลงบนหิน  บนดิน  หรือในน้ำ  แต่สำหรับสาวก  พระองค์  ทรงมีความสนพระทัยโดยเฉพาะ  ได้กล่าว  ณ  ที่นี้ว่าสาวกเหล่านี้อยู่ในคริชณะจิตสำนึก  เสมอ  จึงสถิตอยู่ในความเป็นทิพย์กับคริชณะตลอดเวลา  วลี  “คริชณะจิตสำนึก”  แสดง  ให้เห็นว่าพวกที่อยู่ในจิตสำนึกเช่นนี้เป็นนักทิพย์นิยมที่มีชีวิตสถิตอยู่ในพระองค์  องค์  ภควานตรัส  ณ  ที่นี้อย่างชัดเจนว่า  มะยิ  เท  “พวกเขาอยู่ในข้า”  โดยธรรมชาติ  พระองค์  ทรงอยู่ในพวกเขาเช่นกัน  นี่คือการสนองตอบซึ่งกันและกันเช่นนี้ได้อธิบายคำว่า  เย  ยะทฺา  มาม  พระพัดยันเท  ทามส  ทะไทฺวะ  บฺะจามิ  อฮัม  “ผู้ใดศิโรราบต่อข้า  ข้าจะดูแลเขาตาม  สัดส่วนนั้น  ๆ”  การสนองตอบซึ่งกันและกันแบบทิพย์นี้มีอยู่  เพราะว่าทั้งองค์ภควาน  และสาวกเป็นจิตสำนึก  เมื่อเพชรฝังอยู่ในแหวนทองคำจะดูสวยงามมาก  เพราะทำให้  ทั้งทองคำและเพชรเปล่งปลั่งเป็นประกายมากยิ่งขึ้น  องค์ภควานและสิ่งมีชีวิตมีรัศมีอยู่  นิรันดร  เมื่อสิ่งมีชีวิตมีแนวโน้มที่จะรับใช้องค์ภควาน  เขาดูเหมือนกับทองคำและองค์  ภควานคือเพชร  ดังนั้น  การรวมกันเช่นนี้ดีมาก  สิ่งมีชีวิตในระดับที่บริสุทธิ์เรียกว่าสาวก  องค์ภควานกลายมาเป็นสาวกของสาวกของพระองค์  หากความสัมพันธ์ในการสนอง  ตอบซึ่งกันและกันไม่มีระหว่างสาวกและองค์ภควานก็จะไม่มีปรัชญาของผู้ที่เชื่อในรูป  ลักษณ์  ในปรัชญาของผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ไม่มีการสนองตอบซึ่งกันและกันระหว่างองค์  ภควานและสิ่งมีชีวิต  แต่ในปรัชญาที่เชื่อในรูปลักษณ์มีการสนองตอบ

ตัวอย่างได้ให้ไว้เสมอว่า  องค์ภควานทรงเหมือนกับต้นกัลปพฤกษ์  อะไรก็แล้ว  แต่ที่เราปรารถนาจากต้นกัลปพฤกษ์นี้  พระองค์จะทรงจัดส่งให้  อธิบายอย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  องค์ภควานทรงลำเอียงต่อสาวก  ซึ่งเป็นปรากฏการณ์แห่งพระเมตตาพิเศษที่ทรง  มีต่อสาวก  การสนองตอบของพระองค์ไม่ควรพิจารณาว่าอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม  แต่  อยู่ในสถานภาพทิพย์ซึ่งองค์ภควานและสาวกปฏิบัติกัน  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อ  พระองค์มิใช่เป็นกิจกรรมของโลกวัตถุ  แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกทิพย์ที่มีความเป็นอมตะ  ความปลื้มปีติสุข  และความรู้โดดเด่น

โศลก 30 (9.30)

อพิ เชท สุ-ดุราชาโร
บฺะจะเท มาม อนันยะ-บฺาค

สาดํุร เอวะ สะ มันทัพยะฮ
สัมยัก วิยะวะสิโท ฮิ สะฮ

อพิ  -  แม้แต่, เชท  -  หาก, สุ-ดุราชาระฮ  -  เขาปฏิบัติสิ่งที่เลวร้ายที่สุด, บฺะจะเท  -  ปฏิบัติใน การอุทิศตนเสียสละรับใช้, มาม  -  แด่ข้า, อนันยะ-บฺาค  -  โดยไม่เบี่ยงเบน, สาดํุ  -  นักบุญ, เอวะ  -  แน่นอน, สะฮ  -  เขา, มันทัพยะฮ  -  พิจารณาว่า, สัมยัค  -  สมบูรณ์, วิยะวะสิทะฮ  -  สถิต อย่างมั่นคง, ฮิ  -  แน่นอน, สะฮ  -  เขา

คำแปล

แม้กระทำในสิ่งที่เลวร้ายที่สุด  หากเขาปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  พิจารณา  ได้ว่าผู้นี้เป็นนักบุญ  เนื่องจากเขาสถิตอย่างถูกต้องในความมุ่งมั่นของตนเอง

คำอธิบาย

คาว่า  สุ-ดุราชาระฮ  ในโศลกนี้มีความสำคัญมาก  เราควรทำความเข้าใจ  อย่างถูกต้องเมื่อสิ่งมีชีวิตอยู่ภายใต้สภาวะเงื่อนไข  จะมีกิจกรรมสองอย่างคือ  กิจกรรม  หนึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไข  และอีกกิจกรรมหนึ่งเป็นพื้นฐานเดิมแท้  สำหรับการปกป้อง  ร่างกายหรืออยู่ภายใต้กฎของสังคมและรัฐ  แน่นอนว่ามีกิจกรรมต่างๆ  แม้สำหรับ  สาวกที่สัมพันธ์กับชีวิตภายใต้สภาวะเงื่อนไข  กิจกรรมเหล่านี้เรียกว่าอยู่ภายใต้เงื่อนไข  นอกจากนี้ชีวิตผู้สำนึกอย่างสมบูรณ์ในธรรมชาติทิพย์ของตนปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก  หรืออุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควาน  มีกิจกรรมที่เรียกว่าเป็นทิพย์  กิจกรรมเหล่านี้  ปฏิบัติไปในสถานภาพเดิมแท้ของตนเอง  เรียกทางเทคนิคว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ตอนนี้ในระดับที่อยู่ภายใต้สภาวะที่มีเงื่อนไข  บางครั้งกิจกรรมในการอุทิศตนเสียสละ  รับใช้และการรับใช้ที่มีเงื่อนไขสัมพันธ์กับร่างกายจะไปด้วยกันได้  แต่บางครั้งไปด้วยกัน  ไม่ได้  สาวกจะระวังมากเพื่อไม่ทำสิ่งใดให้ไปทำลายสภาวะอันบริสุทธิ์ของตนเองเท่าที่  จะเป็นไปได้  โดยทราบดีว่าความสมบูรณ์ในกิจกรรมขึ้นอยู่กับความรู้แจ้งมากยิ่งขึ้นใน  คริชณะจิตสำนึก  อย่างไรก็ดี  บางครั้งอาจพบว่าบุคคลในคริชณะจิตสำนึกปฏิบัติในสิ่ง  ที่เลวร้ายที่สุดทางสังคมหรือทางการเมือง  แต่การตกลงต่ำชั่วคราวเช่นนี้มิได้ตัดสิทธิ์  ของเขา  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  กล่าวว่า  หากผู้ที่ตกลงต่ำแต่ปฏิบัติตนอย่างหมดหัวใจ  ในการรับใช้ทิพย์ต่อองค์ภควาน  พระองค์ผู้ทรงประทับภายในหัวใจจะทำให้เขาบริสุทธิ์  ขึ้นและให้อภัยจากสิ่งเลวร้ายนั้น  มลพิษทางวัตถุนั้นรุนแรงมาก  แม้โยคีปฏิบัติในการรับ  ใช้พระองค์อย่างสมบูรณ์  บางครั้งยังตกหลุมพราง  แต่คริชณะจิตสำนึกมีพลังมาก  การ  ตกลงต่ำชั่วครั้งชั่วคราวเช่นนี้จะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องโดยทันที  ฉะนั้น  วิธีการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้จึงมีผลสำเร็จอยู่เสมอ  ไม่มีผู้ใดควรเยาะเย้ยสาวกในการที่ตกลงต่ำ  จากวิถีทางอันประเสริฐอันเนื่องจากอุบัติเหตุ  ดังจะอธิบายในโศลกต่อไป  การตกลงต่ำ  ชั่วคราวเช่นนี้จะยุติลงในเวลาต่อมา  ทันทีที่สาวกสถิตอย่างสมบูรณ์ในคริชณะจิตสำนึก

ดังนั้น  บุคคลผู้สถิตในคริชณะสำนึกและปฏิบัติด้วยความมุ่งมั่นในวิธีการสวด  ภาววนา  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร  /  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  ควรพิจารณาว่าอยู่ในสถานภาพทิพย์  แม้โดยโอกาสหรือ  อุบัติเหตุพบว่าเขาตกลงต่ำ  คำว่า  สาดํุร  เอวะ  “เขาเป็นนักบุญ”  เน้นมาก  มีคำเตือน  สำหรับผู้ไม่ใช่สาวกว่า  เนื่องจากการตกลงต่ำด้วยอุบัติเหตุ  สาวกไม่ควรถูกเยาะเย้ย  ควรพิจารณาว่าเขายังเป็นนักบุญ  แม้ตกลงต่ำโดยอุบัติเหตุ  และคำว่า  มันทัพยะฮ  ยิ่ง  เน้นขึ้นไปอีก  หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามกฎนี้  และเยาะเย้ยสาวกในการตกลงต่ำโดยอุบัติเหตุ  เท่ากับผู้นี้ไม่เชื่อฟังคำสั่งขององค์ภควาน  คุณสมบัติเดียวของสาวกคือปฏิบัติการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้อย่างมุ่งมั่นเท่านั้น

ใน  นริสิมฮะ  พุราณะ  มีข้อความดังต่อไปนี้

บฺะกะวะทิ ชะ ฮะราพ อนันยะ-เชทา
บฺริชะ-มะลิโน พิ วิราจะเท มะนุชยะฮ

นะ ฮิ ชะชะ-คะลุชะ-ชชฺะบิฮ คะดาชิท
ทิมิระ-พะราบฺะวะทาม อุไพทิ ชันดระฮ

ความหมายคือ  แม้ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างสมบูรณ์ต่อองค์ภควาน  บางครั้งพบว่าบุคคลปฏิบัติในกิจกรรมที่น่ารังเกียจ  กิจกรรมเหล่านี้ควรพิจารณาว่า  เหมือนกับจุดต่าง  ๆ  ที่รวมกันเป็นรูปกระต่ายบนดวงจันทร์  จุดเหล่านี้ไม่ได้กลายมาเป็น  อุปสรรคในการส่องแสงของดวงจันทร์  ในทำนองเดียวกัน  การตกลงต่ำโดยอุบัติเหตุ  ของสาวกจากวิถีทางของบุคลิกนักบุญไม่ได้ทำให้เขาน่ารังเกียจ

อีกด้านหนึ่ง  เราไม่ควรเข้าใจผิดว่าสาวกที่อยู่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ทิพย์  สามารถปฏิบัติในสิ่งที่น่ารังเกียจต่าง  ๆ  นานาได้  โศลกนี้พาดพิงถึงเฉพาะอุบัติเหตุ  อันเนื่องมาจากพลังอันแข็งแกร่งที่มาสัมผัสกับวัตถุเท่านั้น  การอุทิศตนเสียสละรับใช้  เหมือนกับการประกาศสงครามกับพลังงานแห่งความหลง  ตราบเท่าที่เรายังไม่แข็งแรง  พอที่จะต่อสู้กับพลังงานแห่งความหลงอาจตกลงต่ำโดยอุบัติเหตุได้  แต่เมื่อแข็งแรง  พอ  เราจะไม่อยู่ภายใต้อำนาจแห่งการตกลงต่ำเช่นนี้อีกต่อไป  ดังที่ได้อธิบายแล้วว่า  ไม่  ควรมีผู้ใดฉวยประโยชน์จากโศลกนี้ไปกระทำสิ่งเหลวไหลและคิดว่าตนเองยังเป็นสาวก  หากไม่พัฒนาบุคลิกของตนให้ดีขึ้นด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้  พึงเข้าใจไว้ว่าเรา  ไม่ใช่สาวกระดับสูง

โศลก 31 (9.31)

คชิพรัม บฺะวะทิ ดฺารมาทมา
ชัชวัช-ชฺานทิม นิกัชชฺะทิ

คะอุนเทยะ พระทิจานีฮิ
นะ เม บัฺคธะฮ พระณัชยะทิ

คชิพรัม  -  เร็ว ๆ นี้, บฺะวะทิ  -  กลายมาเป็น, ดฺารมะ-อาทมา  -  คุณธรรม, ชัชวัท-ชานทิม  -  ความสงบยั่งยืน, นิกัชชฺะทิ  -  บรรลุ, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, พระทิจานีฮิ  -  ประกาศ, นะ  -  ไม่เคย, เม  -  ของข้า, บัฺคธะฮ  -  สาวก, พระณัชยะทิ  -  ทำลาย

คำแปล

เขากลายมาเป็นผู้มีคุณธรรม  และบรรลุถึงความสงบอย่างถาวรโดยรวดเร็ว  โอ้  โอรส  พระนางคุนที  จงประกาศอย่างกล้าหาญว่าสาวกของข้าจะไม่มีวันถูกทำลาย

คำอธิบาย

เช่นนี้ไม่ควรเข้าใจผิด  ในบทที่เจ็ด  องค์ภควานตรัสว่าผู้ปฏิบัติในกิจกรรมที่ไม่  ดีไม่สามารถมาเป็นสาวกได้  และผู้ไม่ใช่สาวกขององค์ภควานไม่มีคุณสมบัติดีเลย  จาก  นั้น  มีคำถามว่า  แล้วทำไมบุคคลที่ปฏิบัติในกิจกรรมอันน่ารังเกียจ  ไม่ว่าจะด้วยอุบัติเหตุ  หรือด้วยความตั้งใจ  มาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ได้?  คำถามนี้มีเหตุผล  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  บทที่เจ็ดว่า  คนสารเลวที่ไม่เคยมาถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควาน  ไม่มี  คุณสมบัติดีเลย  ดังที่กล่าวไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  โดยทั่วไป  สาวกปฏิบัติกิจกรรม  เก้าวิธีในการอุทิศตนเสียสละ  เป็นวิธีการชะล้างมลทินทางวัตถุทั้งปวงให้ออกจากหัวใจ  และให้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงประทับอยู่ภายในหัวใจ  ดังนั้น  มลทินบาปทั้ง  ปวงจะถูกชะล้างออกไปโดยธรรมชาติ  การระลึกถึงองค์ภควานอยู่ตลอดเวลาทำให้เขา  บริสุทธิ์ขึ้นโดยธรรมชาติ  ตามคัมภีร์พระเวทมีกฎเกณฑ์บางประการว่า  หากตกลงต่ำ  จากสถานภาพที่สูงส่ง  เขาต้องปฏิบัติตามพิธีทางศาสนาเพื่อให้ตนเองบริสุทธิ์ขึ้น  แต่  ณ  ที่นี้ไม่มีเงื่อนไขเช่นนี้  เพราะกรรมวิธีเพื่อความบริสุทธิ์อยู่ภายในหัวใจของสาวกแล้ว  เนื่องจากเขาระลึกถึงองค์ภควานอยู่ตลอดเวลา  ฉะนั้น  การสวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร  /  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  ควรดำเนินต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง  เช่นนี้จะปกป้องสาวกจากอุบัติเหตุตกลงต่ำทั้งหมด  ดังนั้น  เขาจะเป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุทั้งปวงชั่วกัลปวสาน

โศลก 32 (9.32)

มาม ฮิ พารทฺะ วิยะพาชริทยะ
เย พิ สยุฮ พาพะ-โยนะยะฮ

สทริโย ไวชยาส ทะทฺา ชูดราส
เท พิ ยานทิ พะราม กะทิม

มาม  -  ของข้า, ฮิ  -  แน่นอน, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, วิยะพาชริทยะ  -  มีที่พึ่งโดย เฉพาะ, เย  -  พวกเขา, อพิ  -  เช่นกัน, สยุฮ  -  เป็น, พาพะ-โยนะยะฮ  -  เกิดในครอบครัวต่ำ, สทิรยะฮ-สตรี, ไวชยาฮ  -  พ่อค้า, ทะทฺา  -  เช่นกัน, ชูดราฮ  -  คนชั้นต่ำ,เท อพิ  -  แม้พวกเขา, ยานทิ  -  ไป, พะราม  -  ถึงองค์ภควาน, กะทิม  -  จุดมุ่งหมาย

คำแปล

โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  พวกที่มาพึ่งข้า  ถึงแม้ว่าเกิดมาต่ำ  เช่นสตรี  ไวชยะ  (พ่อค้า)  และชูดระ  (ผู้ใช้แรงงาน)  สามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดได้

คำอธิบาย

ณ  ที่นี้องค์ภควานทรงประกาศอย่างชัดเจนว่า  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ไม่มีข้อแบ่งแยกระหว่างชนชั้นต่ำและชนชั้นสูง  ในแนวคิดแห่งชีวิตทางวัตถุมีการแบ่ง  แยกเช่นนี้  แต่สำหรับผู้ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ทิพย์ต่อองค์ภควานจะไม่มี  ทุก  คนมีสิทธิ์ที่จะไปถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดได้  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (2.4.18)  กล่าวไว้ว่า  แม้  พวกที่ต่ำสุดเรียกว่า  ชันดาละ  (คนกินสุนัข)  สามารถทำให้บริสุทธิ์ขึ้นมาได้ด้วยการมา  คบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์  ฉะนั้น  การอุทิศตนเสียสละรับใช้และการนำทางของ  สาวกผู้บริสุทธิ์มีพลังอำนาจมากจนไม่มีการเลือกปฏิบัติระหว่างชนชั้นที่ต่ำกว่าและ  ชนชั้นที่สูงกว่า  ทุก  ๆ  คนนำไปปฏิบัติได้  คนที่เรียบง่ายที่สุดมาพึ่งสาวกผู้บริสุทธิ์สามารถ  ทำให้บริสุทธิ์ขึ้นได้จากการนำทางที่ถูกต้อง  ตามระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุ  มนุษย์  แบ่งอยู่ในระดับแห่งความดี  (บระฮมะณะ)  ระดับแห่งตัณหา  (คชัทริยะ  หรือผู้บริหาร)  ระดับผสมกันระหว่างตัณหาและอวิชชา  (ไวชยะ  หรือพ่อค้า)  และระดับแห่งอวิชชา  (ชูดระ  หรือผู้ใช้แรงงาน)  พวกที่ต่ำไปกว่านี้เรียกว่า  ชันดาละ  ที่เกิดในครอบครัวบาป  โดยทั่วไปการคบหาสมาคมกับผู้ที่เกิดในครอบครัวบาป  ชนชั้นสูงรับไม่ได้  แต่วิธีแห่งการ  อุทิศตนเสียสละรับใช้มีพลังอำนาจมาก  สาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์ภควานสามารถทำให้  คนในชั้นต่ำทั้งหมดบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดแห่งชีวิตได้  เป็นเช่นนี้ได้เมื่อเรามาพึ่ง  คริชณะเท่านั้น  ดังที่ได้แสดงไว้  ณ  ที่นี้ด้วยคำว่า  วิยะพาชริทยะ  เราต้องมาพึ่งคริชณะ  โดยสมบูรณ์แล้วจะกลายมาเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า  กยานี  และ  โยคี  ผู้ยิ่งใหญ่

โศลก 33 (9.33)

คิม พุนาร บราฮมะณาฮ พุนยา
บัฺคธา ราจารชะยัส ทะทฺา

อนิทยัม อสุคัฺม โลคัม
อิมัม พราพยะ บฺะจัสวะ มาม

คิม  -  เท่าไร, พุนะฮ  -  อีกครั้งหนึ่ง, บราฮมะณาฮ  -  บราฮมะณะ, พุณยาฮ  -  บุญ, บัฺคธาฮ  -  เหล่าสาวก, ราจะ  -  ริชะยะฮ  -  กษัตริย์ผู้ทรงธรรม, ทะทฺา  -  เช่นกัน, อนิทยัม  -  ชั่วคราว, อสุคัฺม  -  เต็มไปด้วยความทุกข์, โลคัม  -  โลก อิมัม  -  นี้, พราพยะ  -  ได้รับ, บฺะจัสวะ  -  ปฏิบัติ ในการรับใช้ด้วยความรัก, มาม  -  แด่ข้า

คำแปล

แล้วจะเป็นเช่นนี้อีกมากเพียงใด  สำหรับพราหมณ์ผู้มีบุญ  เหล่าสาวก  และกษัตริย์  ผู้ทรงธรรม  ฉะนั้น  เมื่อมาอยู่ในโลกแห่งความทุกข์ที่ไม่ถาวรนี้  จงปฏิบัติรับใช้ข้าด้วย  ความรัก

คำอธิบาย

ในโลกนี้มีการแบ่งชั้นสำหรับผู้คน  แต่ในที่สุดโลกนี้ไม่ใช่สถานที่ที่มีความสุข  สำหรับผู้ใด  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  อนิทยัม  อสุคัฺม  โลคัม  โลกนี้ไม่ถาวรเต็ม  ไปด้วยความทุกข์  และไม่ใช่ที่อยู่อาศัยของสุภาพบุรุษผู้มีสติสัมปชัญญะดี  บุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้าทรงประกาศว่าโลกนี้ไม่ถาวร  และเต็มไปด้วยความทุกข์  นักปราชญ์  บางท่านโดยเฉพาะนักปราชญ์มายาวดี  กล่าวว่า  โลกนี้ไม่จริง  แต่เราสามารถเข้าใจได้  จาก  ภควัต-คีตา  ว่า  โลกนี้มิใช่ว่าไม่จริง  แต่ไม่ถาวร  มีข้อแตกต่างระหว่างความไม่ถาวร  และความไม่จริง  โลกนี้ไม่ถาวรแต่มีอีกโลกหนึ่งที่ถาวร  โลกนี้มีความทุกข์แต่มีอีกโลก  หนึ่งเป็นอมตะและมีความปลื้มปีติสุข

อารจุนะประสูติในราชวงศ์กษัตริย์ผู้ทรงธรรม  องค์ภควานตรัสต่ออารจุนะเช่น  กันว่า  “จงรับเอาการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อข้าไปปฏิบัติ  และกลับคืนสู่องค์ภควานคืน  สู่เหย้าโดยเร็ว”  ไม่มีผู้ใดควรจมปรักอยู่ในโลกที่ไม่ถาวรนี้ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์  ตาม  ความเป็นจริง  ทุกคนควรซบตนเองอยู่ที่พระอุระของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เพื่อ  จะได้มีความสุขนิรันดร  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานเป็นวิถีทางเดียวเท่านั้น  ที่ปัญหาทั้งหมดของชนทุกชั้นสามารถได้รับการแก้ไข  ดังนั้น  ทุกคนควรรับเอาคริชณะ  จิตสำนึกมาปฏิบัติ  และทำให้ชีวิตสมบูรณ์

โศลก 34 (9.34)

มัน-มะนา บฺะวะ มัด-บัฺคโธ
มัด-ยาจี มาม นะมัสคุรุ

มาม เอไวชยะสิ ยุคทไววัม
อาทมานัม มัท-พะรายะณะฮ

มัท-มะนาฮ  -  ระลึกถึงข้าอยู่เสมอ, บฺะวะ  -  มาเป็น, มัท  -  ของข้า, บัฺคธะฮ  -  สาวก, มัท  -  ของ ข้า, ยาจี  -  ผู้บูชา , มาม  -  แด่ข้า, นะมัสคุรุ  -  ถวายความเคารพ, มาม  -  แด่ข้า, เอวะ  -  อย่าง สมบูรณ์, เอชยะสิ  -  เธอจะมา, ยุคทวา  -  ซึมซาบ, เอวัม  -  ดังนั้น, อาทมานัม  -  วิญญาณของ เธอ, มัท-พะรายะณะฮ  -  อุทิศแด่ข้า

คำแปล

ให้จิตใจของเธอระลึกถึงข้าอยู่เสมอ  มาเป็นสาวกของข้า  ถวายความเคารพต่อข้า  บูชาข้า  และซึมซาบอยู่ในข้าอย่างสมบูรณ์  แน่นอนว่าเธอจะมาหาข้า

คำอธิบาย

โศลกนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคริชณะจิตสำนึกเป็นวิถีทางเดียวเท่านั้น  ที่สามารถส่งเราให้ออกจากเงื้อมมือของโลกวัตถุที่มีมลทินนี้ได้  บางครั้งนักบรรยายผู้  ไม่มีคุณธรรมบิดเบือนความหมายซึ่งกล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  การอุทิศตนเสีย  สละรับใช้ทั้งหมดควรถวายให้องค์ภควานคริชณะ  ด้วยความอับโชคนักบรรยายผู้ไม่มี  คุณธรรมชักจูงจิตใจของผู้อ่านให้หันเหไปในหนทางที่เป็นไปไม่ได้  นักบรรยายเหล่านี้  ไม่รู้ว่าไม่มีข้อแตกต่างระหว่างจิตใจของคริชณะและพระวรกายของพระองค์  คริชณะ  ทรงไม่ใช่มนุษย์ปุถุชนธรรมดา  พระองค์ทรงเป็นสัจธรรมสูงสุด  พระวรกายของพระองค์  จิตใจของพระองค์  และตัวพระองค์เองเป็นหนึ่งเดียวกันและสมบูรณ์สูงสุด  ได้กล่าวไว้ใน  คูรมะ  พุราณะ  ดังที่บัฺคธิสิดดฺานธะ  สะรัสวะที  โกสวามี  ได้อ้างอิงในคำบรรยาย  อนุบฺา  ชยะ  ของหนังสือ  เชธันญะ-ชะริทามริทะ  (บทที่ห้า  อาดิ-ลีลา  โศลก  41-48)  เดฮะ-  เดฮิ-วิเบฺโด  ยัม  เนชวะเร  วิดยะเท  ควะชิท  หมายความว่าในองค์ภควานคริชณะไม่มีข้อ  แตกต่างระหว่างตัวพระองค์เองและพระวรกายของพระองค์  เนื่องจากนักบรรยายไม่รู้  ศาสตร์แห่งคริชณะ  จึงซ่อนคริชณะและแบ่งแยกบุคลิกภาพของพระองค์จากจิตใจหรือ  จากพระวรกายของพระองค์  แม้ว่านี่เป็นเพียงอวิชชาในศาสตร์แห่งคริชณะโดยแท้  แต่  บางคนยังทำผลกำไรจากการชักนำผู้คนไปในทางที่ผิด

มีบางคนที่เป็นมาร  คิดถึงคริชณะเช่นเดียวกันนี้  แต่ด้วยความอิจฉาเหมือน  กับกษัตริย์คัมสะ  พระมาตุลาของคริชณะ  ซึ่งคิดถึงคริชณะเสมอเช่นเดียวกันแต่ความ  คิดของคัมสะเป็นศัตรู  และอยู่ในความวิตกกังวลเสมอว่าเมื่อไรคริชณะจะมาสังหารตน  ความคิดเช่นนี้จะไม่ช่วยเรา  เราควรคิดถึงคริชณะในการอุทิศตนเสียสละด้วยความรัก  นั่นคือ  บัฺคธิ  เราควรพัฒนาความรู้แห่งองค์คริชณะอย่างต่อเนื่อง  การพัฒนาที่อำนวย  ประโยชน์นั้นคืออะไร?  คือการเรียนรู้จากครูผู้เชื่อถือได้  คริชณะคือองค์ภควาน  ได้  อธิบายไว้หลายครั้งแล้วว่า  พระวรกายของพระองค์ไม่ใช่วัตถุ  แต่ทรงเป็นอมตะมีความ  ปลื้มปีติสุขและความรู้  การสนทนาเกี่ยวกับคริชณะเช่นนี้จะช่วยให้เรามาเป็นสาวก  การ  เข้าใจคริชณะว่าเป็นอย่างอื่น  โดยเรียนรู้จากแหล่งที่ผิดจะพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ได้รับผล  ประโยชน์อันใดเลย

ฉะนั้น  เราควรให้จิตใจจดจ่ออยู่ที่รูปลักษณ์อมตะ  รูปลักษณ์เดิมแท้ของ  คริชณะด้วยความมุ่งมั่นในหัวใจว่าคริชณะคือองค์ภควาน  และเราควรปฏิบัติในการ  บูชา  มีวัดเป็นร้อย  ๆ  พัน  ๆ  วัดในประเทศอินเดียที่บูชาคริชณะ  และปฏิบัติการอุทิศตน  เสียสละรับใช้  เมื่อมีการปฏิบัติเช่นนี้เราต้องถวายความเคารพต่อคริชณะ  ก้มศีรษะต่อ  หน้าพระปฏิมา  ใช้จิดใจ  ร่างกาย  กิจกรรม  และทุกสิ่งทุกอย่างปฏิบัติรับใช้  เช่นนี้จะทำให้  ซึมซาบอยู่ในคริชณะอย่างสมบูรณ์โดยไม่เบี่ยงเบน  และจะช่วยย้ายเราไปยังคริชณะ  โลคะ  เราควรระวังไม่ให้นักบรรยายผู้ไม่มีคุณธรรมมาบิดเบือน  และต้องปฏิบัติในวิธีแห่ง  การอุทิศตนเสียสละรับใช้เก้าวิธี  เริ่มจากการสดับฟังและการสวดภาวนาเกี่ยวกับคริชณะ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์คือจุดมุ่งหมายสูงสุดของสังคมมนุษย์

บทที่เจ็ดและบทที่แปดของ  ภควัต-คีตา  อธิบายถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ที่บริสุทธิ์แด่องค์ภควาน  โดยปราศจากความรู้จากการคาดคะเน  อิทธิฤทธิ์โยคะ  และ  กิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  พวกที่ยังไม่ทำให้ตนเองบริสุทธิ์ขึ้นอาจยึดติดอยู่กับ  ลักษณะต่าง  ๆ  ขององค์ภควาน  เช่น  บระฮมะจโยทิ  ที่ไร้รูปลักษณ์  และ  พะระมาทมา  ใน  หัวใจของทุกคน  แต่สาวกผู้บริสุทธิ์ปฏิบัติตนรับใช้องค์ภควานโดยตรง

มีบทกวีอันสวยงามเกี่ยวกับคริชณะที่กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  ผู้ใดปฏิบัติในการ  บูชาเทวดาเป็นผู้ที่ด้อยปัญญาที่สุด  และไม่สามารถได้รับรางวัลสูงสุดจากองค์ภควานไม่  ว่าในเวลาใด  ในตอนต้น  บางครั้งสาวกอาจตกต่ำลงจากมาตรฐานแต่ควรพิจารณาว่า  สูงส่งกว่านักปราชญ์และโยคีทั้งหลาย  ผู้ที่ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกอยู่เสมอควรเข้าใจ  ว่าเป็นนักบุญโดยสมบูรณ์  กิจกรรมที่ไม่ใช่การอุทิศตนเสียสละซึ่งเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุ  จะลดน้อยลง  และเขาจะสถิตในความสมบูรณ์บริบูรณ์โดยเร็วอย่างไม่ต้องสงสัย  สาวก  ผู้บริสุทธิ์ไม่มีโอกาสที่จะตกลงต่ำจริง  เพราะว่าองค์ภควานทรงดูแลสาวกผู้บริสุทธิ์ด้วย  ตัวพระองค์เอง  ฉะนั้น  ผู้มีปัญญาควรรับเอาวิธีแห่งคริชณะจิตสำนึกมาปฏิบัติโดยตรง  และใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในโลกวัตถุนี้  แล้วจะได้รับรางวัลสูงสุดจากคริชณะใน  อนาคต

ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย บัฺคธิเวดันธะ บทที่เก้าของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทา ในหัวข้อเรื่องความรู้ที่ลับสุดยอด

บทที่ สิบ

ความมั่งคั่งแห่งสัจธรรม

โศลก 1 (10.1)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
บํูยะ เอวะ มะฮา-บาโฮ
ชริณุ เม พะระมัม วะชะฮ

ยัท เท ่ฮัม พรียะมาณายะ
วัคชยามิ ฮิทะ-คามยะยา

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  องค์ภควานตรัส, บํูยะฮ  -  อีกครั้งหนึ่ง, เอวะ  -  แน่นอน, มะฮา-บาโฮ  -  โอ้ ยอดนักรบ, ชริณุ  -  จงฟัง, เม  -  ของข้า, พะระมัม  -  สูงสุด, วะชะฮ  -  คำสั่งสอน, ยัท  -  ซึ่ง, เท  -  แด่เธอ, อฮัม  -  ข้า, พรียะมาณายะ  -  คิดว่าเธอเป็นที่รักของข้า, วัคชยามิ  -  ตรัส, ฮิทะ  -  คามยะยา  -  เพื่อประโยชน์แด่เธอ

คำแปล

องค์ภควานตรัสว่า  จงฟังอีกครั้งหนึ่ง  โอ้  อารจุนะยอดนักรบ  เพราะว่าเธอเป็น  เพื่อนรักของข้า  ข้าจะพูดให้ความรู้ในสิ่งที่ดีกว่าที่ได้เคยอธิบายไปแล้ว  เพื่อเป็น  ประโยชน์แด่เธอ

คำอธิบาย

พะราชะระ  มุนิ  ได้อธิบายคำว่า  ภควาน  คือผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นคั่งหก  ประการ  ได้แก่  พลังอำนาจ  ชื่อเสียง  ความร่ำรวย  ความรู้  ความสง่างาม  และความเสีย  สละ  องค์ภควาน  คริชณะ  หรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ขณะที่ประทับอยู่บนโลก  นี้  ทรงแสดงความมั่งคั่งหกประการนี้  ดังนั้น  บรรดานักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย  เช่น  พะราชะระ  มุนิ  ยอมรับว่าคริชณะคือองค์ภควาน  บัดนี้  คริชณะทรงสั่งสอนอารจุนะ  ด้วยความรู้ที่เป็นความลับยิ่งขึ้นไปอีกเกี่ยวกับความมั่งคั่ง  พระภารกิจของพระองค์  ก่อน  หน้านี้ทรงเริ่มต้นจากบทที่เจ็ด  องค์ภควานทรงอธิบายถึงพลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์  ว่าทำงานกันอย่างไร  ในบทนี้  ทรงอธิบายถึงความมั่งคั่งของพระองค์โดยเฉพาะแด่อาร-  จุนะ  บทที่แล้วทรงอธิบายถึงพลังงานต่าง  ๆ  อย่างชัดเจน  เพื่อสถาปนาการอุทิศตนเสีย  สละด้วยความมั่นคง  ในบทนี้อีกครั้งหนึ่ง  ทรงตรัสต่ออารจุนะเกี่ยวกับปรากฎการณ์และ  ความมั่งคั่งต่าง  ๆ

เมื่อได้สดับฟังเกี่ยวกับองค์ภควานมากขึ้น  เราจะตั้งมั่นอยู่กับการอุทิศตนเสีย  สละรับใช้มากยิ่งขึ้น  เราควรสดับฟังเกี่ยวกับพระองค์ร่วมกับเหล่าสาวกของพระองค์  เสมอ  เพราะจะช่วยส่งเสริมการอุทิศตนเสียสละรับใช้  การสนทนาในสังคมสาวกเป็นไป  ได้  โดยเฉพาะพวกที่มีความกระตือรือร้นอย่างแท้จริงที่จะอยู่ในคริชณะจิตสำนึก  บุคคล  อื่นไม่สามารถมีส่วนร่วมในการสนทนาเช่นนี้  องค์ภควานตรัสต่ออารจุนะอย่างชัดเจน  ว่า  เนื่องจากอารจุนะเป็นที่รักยิ่งของพระองค์  และเพื่อประโยชน์ของอารจุนะจึงได้มีการ  สนทนาเช่นนี้เกิดขึ้น

โศลก 2 (10.2)

เน เม วิดุฮ สุระ-กะณาฮ
พระบฺะวัม นะ มะฮารชะยะฮ

อฮัม อาดิร ฮิ เดวานาม
มะฮารชีณาม ชะ สารวะชะฮ

นะ  -  ไม่เคย, เม  -  ของข้า, วิดุฮ  -  ทราบ, สุระ  -  กะณาฮ  -  เหล่าเทวดา, พระบฺะวัม  -  แหล่งเดิม, ความมั่งคั่ง, นะ  -  ไม่เคย, มะฮา  -  ริชะยะฮ  -  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่, อฮัม  -  ข้าเป็น, อาดิฮ  -  แหล่งกำเนิด, ฮิ  -  แน่นอน, เดวานาม  -  ของเหล่าเทวดา, มะฮา-ริชีณาม  -  ของนักบวชผู้ยิ่ง ใหญ่, ชะ  -  เช่นกัน, สารวะชะฮ  -  ในทุก ๆ ด้าน

คำแปล

ทั้งเทวดาและนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่จำนวนมากไม่รู้แหล่งกำเนิดหรือความมั่งคั่ง  ของข้า  แต่ข้าคือแหล่งกำเนิดของเหล่าเทวดาและนักปราชญ์ด้วยประการทั้งปวง

คำอธิบาย

ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  ว่า  ชรีคริชณะคือองค์ภควาน  ไม่มีผู้ใดยิ่ง  ใหญ่ไปกว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  ณ  ที่นี้พระองค์ตรัส  ไว้เช่นกันว่า  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของเหล่าเทวดาและนักปราชญ์ทั้งหลาย  แม้เทวดา  และนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ไม่สามารถเข้าใจคริชณะ  เมื่อพวกนี้ไม่สามารถเข้าใจพระนาม  หรือบุคลิกภาพของคริชณะ  แล้วผู้ที่สมมติว่าเป็นนักวิชาการแห่งโลกใบเล็ก  ๆ  นี้จะมี  สถานภาพเช่นไร?  ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจว่าทำไมองค์ภควานเสด็จมายังโลกเหมือนกับ  ปุถุชนคนธรรมดา  และปฏิบัติกิจกรรมที่ไม่ธรรมดาอันน่าอัศจรรย์เช่นนี้  จากนั้นเราควรรู้  ว่า  ความรู้ทางวิชาการไม่ใช่คุณสมบัติที่จำเป็นในการเข้าใจคริชณะ  แม้แต่เทวดาและนัก  ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ได้พยายามเข้าใจคริชณะด้วยการคาดคะเนทางจิตใจ  แต่ไม่ประสบผล  สำเร็จใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนเช่นกันว่า  แม้เหล่าเทวดาผู้ยิ่งใหญ่  ไม่สามารถเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  พวกเขาสามารถคาดคะเนจนถึงขีดจำกัด  ของประสาทสัมผัสอันไม่สมบูรณ์  จนมาถึงจุดสรุปที่ตรงกันข้าม  คือลัทธิไร้รูปลักษณ์  เกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ปรากฏจากคุณลักษณะทั้งสามของธรรมชาติวัตถุ  หรืออาจ  จินตนาการบางสิ่งบางอย่างด้วยการคาดคะเนทางจิตใจแต่เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจคริชณะ  ด้วยการคาดคะเนที่โง่เขลาเช่นนี้

ณ  ที่นี้องค์ภควานตรัสโดยอ้อมว่า  หากผู้ใดปรารถนาจะรู้สัจธรรมที่สมบูรณ์  “บัดนี้ข้าปรากฏในฐานะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ข้าคือองค์ภควาน”  เราควรรู้เช่น  นี้ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถเข้าใจองค์ภควานผู้ไม่สามารถมองเห็นได้และทรงปรากฏด้วย  พระองค์เอง  อย่างไรก็ดี  พระองค์ทรงปรากฏ  เราสามารถเข้าใจคริชณะได้อย่างแท้จริง  ว่าเป็นอมตะ  เปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุข  และความรู้  จากการศึกษาคำดำรัสของ  พระองค์ใน  ภควัต-คีตา  และ  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ทัศนคติเกี่ยวกับองค์ภควานที่เหมือน  กับพลังอำนาจที่สามารถควบคุมบางอย่าง  หรือว่าเป็น  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  บุคคล  ผู้อยู่ภายใต้พลังอำนาจเบื้องต่ำสามารถบรรลุถึง  แต่ผู้ที่อยู่ในสถานภาพทิพย์เท่านั้นจึง  สามารถสำเหนียกถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าได้

เพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าใจคริชณะในสถานภาพอันแท้จริง  ด้วย  พระเมตตาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ขององค์ภควาน  ทรงเสด็จลงมาเพื่ออนุเคราะห์ต่อนัก  คาดคะเนเหล่านี้  ถึงกระนั้น  แม้จะมีกิจกรรมอันไม่ธรรมดาขององค์ภควาน  เนื่องจาก  มลทินแห่งพลังงานวัตถุ  นักคาดคะเนเหล่านี้ยังคิดว่า  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์คือองค์  ภควาน  เหล่าสาวกผู้ศิโรราบต่อองค์ภควานโดยดุษฎีเท่านั้น  จึงสามารถเข้าใจได้ด้วย  พระกรุณาธิคุณของบุคลิกภาพสูงสุดว่าพระองค์คือคริชณะ  เหล่าสาวกขององค์ภควาน  ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับแนวคิด  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  ความศรัทธาและการอุทิศตนเสียสละ  จะนำพวกท่านให้มาศิโรราบต่อพระองค์โดยทันที  และด้วยพระเมตตาธิคุณอันหาที่สุด  มิได้ของคริชณะ  ทำให้สามารถเข้าใจคริชณะ  นอกนั้นไม่มีผู้ใดเข้าใจพระองค์  ดังนั้นแม้  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เห็นด้วยว่า  อาทมา  คืออะไร  องค์ภควานอะไร?  และพระองค์คือ  บุคคลที่เราต้องบูชา

โศลก 3 (10.3)

โย มาม อจัม อนาดิม ชะ
เวททิ โลคะ-มะเฮชวะรัม

อสัมมูดฺะฮ สะ มารทเยชุ
สารวะ-พาไพฮ พระมุชยะเท

ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, มาม  -  ข้า, อจัม  -  ไม่มีการเกิด, อนาดิม  -  ไม่มีจุดเริ่มต้น, ชะ  -  เช่นกัน, เวททิ  -  รู้, โลคะ  -  โลก, มะฮา  -  อีชวะรัม  -  เจ้านายสูงสุด, อสัมมูดฺฺะฮ  -  ไม่หลงผิด, สะฮ  -  เขา, มารทเยชุ  -  ในหมู่พวกที่ต้องตาย, สารวะ  -  พาไพฮ  -  จากผลบาปทั้งปวง, พระมุชยะเท  -  ถูกจัดส่ง

คำแปล

ผู้ที่รู้ว่าข้าคือผู้ไม่มีการเกิด  ไม่มีจุดเริ่มต้น  รู้ว่าข้าคือองค์ภควานที่สูงสุดของโลก  ทั้งหลาย  ผู้นี้เท่านั้นที่ไม่หลงผิดในหมู่มนุษย์และเป็นอิสระจากความบาปทั้งปวง

คำอธิบาย

ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่เจ็ด  (7.3)  ว่า  มะนุชยาราม  สะฮัสเรชุ  คัชชิด  ยะทะทิ  สิดดฺะเย  พวกที่พยายามพัฒนาตนเองมาสู่ระดับแห่งความรู้แจ้งทิพย์ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา  พวกนี้เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดานับจำนวนล้าน  ๆ  และล้าน  ๆ  คนที่ไม่มีความรู้แห่งความรู้  แจ้งทิพย์  แต่จากพวกที่พยายามที่จะเข้าใจสถานภาพทิพย์ของตนอย่างแท้จริง  ผู้มาถึง  จุดที่เข้าใจว่าคริชณะคือองค์ภควานเจ้าของสรรพสิ่งและทรงไม่มีการเกิด  จะเป็นบุคคล  ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในความรู้แจ้งทิพย์  ในระดับนี้เท่านั้นที่จะเข้าใจสถานภาพอัน  สูงสุดของคริชณะอย่างเต็มเปี่ยมและเป็นอิสระจากผลบาปทั้งปวงโดยสมบูรณ์

ณ  ที่นี้ได้อธิบายองค์ภควานด้วยคำว่า  อจะ  หมายถึง  “ไม่มีการเกิด”  แต่  พระองค์ทรงแตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตที่อธิบายไว้ในบทที่สองว่าเป็น  อจะ  พระองค์ทรง  แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตที่เกิดและตายอันเนื่องมาจากความยึดติดทางวัตถุ  พันธวิญญาณ  เปลี่ยนร่างของตนเอง  แต่พระวรกายขององค์ภควานไม่มีการเปลี่ยนแปลง  แม้เมื่อเสด็จ  ลงมายังโลกวัตถุนี้  ซึ่งมาในรูปลักษณ์ที่ไม่มีการเกิดเหมือนเดิม  ดังนั้น  ในบทที่สี่ได้กล่าว  ไว้ว่า  ด้วยพลังอำนาจเบื้องสูงของพระองค์ที่ทรงมิได้อยู่ภายใต้พลังงานวัตถุเบื้องต่ำ  แต่  อยู่ในพลังงานเบื้องสูงเสมอ

ในโศลกนี้คำว่า  เวททิ  โลคะ-มะเฮชวะรัม  แสดงว่าเราควรรู้ว่าองค์ชรีคริชณะ  ทรงเป็นเจ้าของสูงสุดแห่งระบบดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  ในจักรวาล  พระองค์ทรงอยู่ก่อน  การสร้าง  และพระองค์ทรงแตกต่างจากการสร้าง  เหล่าเทวดาทั้งหลายถูกสร้างขึ้น  มาภายในโลกวัตถุนี้  แต่สำหรับคริชณะกล่าวไว้ว่า  พระองค์ทรงมิได้ถูกสร้างขึ้นมา  ดัง  นั้น  คริชณะทรงแตกต่างจากแม้แต่เทวดาผู้ยิ่งใหญ่เช่นพระพรหมและพระศิวะ  เพราะ  พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างพระพรหม  พระศิวะ  และเทวดาอื่น  ๆ  ทั้งหลาย  พระองค์จึงทรง  เป็นบุคคลสูงสุดของดาวเคราะห์ทั้งหมด

ดังนั้น  องค์ชรีคริชณะทรงแตกต่างจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมา  ผู้ใด  ที่รู้เช่นนี้เป็นผู้ที่หลุดพ้นจากผลบาปทั้งปวงทันที  เราต้องเป็นอิสระจากกิจกรรมบาป  ทั้งหมดเพื่อมาอยู่ในความรู้แห่งองค์ภควาน  ด้วยการอุทิศตนเสียสละเท่านั้นที่จะรู้ถึง  พระองค์ได้  ไม่ใช่ด้วยวิธีอื่นใดทั้งสิ้น  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา

เราไม่ควรพยายามเข้าใจคริชณะว่าเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา  ดังที่กล่าวไว้แล้ว  ว่าคนโง่เขลาเท่านั้นที่คิดว่าคริชณะทรงเป็นบุคคลธรรมดา  ได้เน้นไว้  ณ  ที่นี้อีกครั้งหนึ่ง  ด้วยวิธีที่ต่างกัน  คนมีปัญญาพอที่จะเข้าใจสถานภาพพื้นฐานเดิมขององค์ภควานจะเป็น  ผู้ที่มีอิสระจากผลบาปทั้งปวงเสมอ

หากเป็นที่รู้กันว่าคริชณะทรงเป็นบุตรของพระนางเดวะคีแล้วพระองค์จะทรง  เป็นผู้ที่ไม่มีการเกิดได้อย่างไร  ได้อธิบายไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  เช่นกัน  เมื่อพระองค์  ทรงปรากฏต่อหน้าพระนางเดวะคีและวะสุเดวะ  พระองค์ทรงมิได้เกิดเหมือนเด็กน้อย  ธรรมดา  คริชณะทรงปรากฏในรูปลักษณ์เดิมแท้ของพระองค์  จากนั้นทรงเปลี่ยนพระ  วรกายมาเป็นเด็กน้อยธรรมดา

ทุกสิ่งทุกอย่างที่กระทำไปภายใต้คำสั่งของคริชณะเป็นทิพย์  ไม่มีมลทินจาก  ผลทางวัตถุซึ่งอาจจะเป็นมงคลหรือไม่เป็นมงคล  แนวคิดที่ว่ามีสิ่งที่เป็นมงคลและไม่  เป็นมงคลในโลกวัตถุเป็นการอุปโลกน์ทางจิต  ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เป็นมงคลเพราะว่าตัว  ธรรมชาติวัตถุเองไม่เป็นมงคล  เราเพียงแต่จินตนาการว่าเป็นมงคล  ความเป็นสิริมงคล  ที่แท้จริงขึ้นอยู่กับกิจกรรมในคริชณะจิตสำนึกด้วยการอุทิศตนเสียสละและรับใช้อย่าง  เต็มเปี่ยม  ดังนั้น  หากเราปรารถนาให้กิจกรรมของพวกเราเป็นมงคล  เราควรทำงานภาย  ใต้คำชี้นำขององค์ภควาน  คำชี้นำเหล่านี้ได้ให้ไว้ในพระคัมภีร์ที่เชื่อถือได้  เช่น  ชรีมัด-  บฺากะวะธัม  และ  ภควัต-คีตา  หรือจากพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  เพราะว่าพระ  อาจารย์ทิพย์เป็นผู้แทนขององค์ภควาน  คำชี้นำของท่านเป็นการชี้นำโดยตรงจากองค์  ภควาน  พระอาจารย์ทิพย์  นักบุญ  และพระคัมภีร์ชี้นำไปในทางเดียวกัน  จะไม่มีข้อขัด  แย้งในสามแหล่งนี้  การกระทำทั้งหมดภายใต้การชี้นำเช่นนี้เป็นอิสระจากผลบุญหรือผล  บาปของโลกวัตถุนี้  ท่าทีทิพย์ของสาวกในการปฏิบัติกิจกรรมอันที่จริงเป็นการเสียสละ  จึงเรียกว่า  สันนยาสะ  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกหนึ่งบทที่หกของ  ภควัต-คีตา  ผู้ปฏิบัติ  ไปตามหน้าที่เพราะได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติจากองค์ภควาน  และเป็นผู้ที่ไม่ได้หาที่พึ่งในผล  แห่งกิจกรรมของตนเอง  (อนาชริทะฮ  คารมะ-พฺะลัม)  เป็นผู้เสียสละที่แท้จริง  ผู้ใดปฏิบัติ  ภายใต้การชี้นำขององค์ภควานเป็น  สันนยาสี  และเป็นโยคีที่แท้จริง  ไม่ใช่บุคคลผู้แต่งชุด  สันนยาสี  หรือโยคีจอมปลอม

โศลก 4-5 (10.4-5)

บุดดิฺร กยานัม อสัมโมฮะฮ
คชะมา สัทยัม ดะมะฮ ชะมะฮ

สุคัฺม ดุฮคัฺม บฺะโว
่บฺาโว บฺะยัม ชาบฺะยัม เอวะ ชะ
อฮิมสา สะมะทา ทุชทิส
ทะโพ ดฺานัม ยะโช ่ยะชะฮ

บฺะวันทิ บฺาวา บํูทานาม
มัททะ เอวะ พริทัฺก-วิดฺาฮ

บูดดิฺฮ  -  ปัญญา, กยานัม  -  ความรู้, อสัมโมฮะฮ  -  ปราศจากความสงสัย, คชะมา  -  การ ให้อภัย,สัทยัม  -  สัจจะ, ดะมะฮ  -  ควบคุมประสาทสัมผัส, ชะมะฮ  -  ควบคุมจิตใจ, สุคัฺม  -  ความสุข, ดุฮคัฺม  -  ความทุกข์, บะวะฮ  -  การเกิด, อบาวะฮ  -  การตาย, บฺะยัม  -  ความกลัว, ชะ  -  เช่นกัน, อบฺะยัม  -  ความไม่กลัว, เอวะ  -  เช่นกัน, ชะ  -  และ, อฮิมสา  -  ไม่เบียดเบียน, สะมะทา  -  อุเบกขา, ทุชทิฮ  -  ความพึงพอใจ, ทะพะฮ  -  การบำเพ็ญเพียร, ดานัม  -  การให้ ทาน, ยะชะฮ  -  มีชื่อเสียง, อยะชะฮ  -  เสียชื่อเสียง, บฺะวันทิ  -  ปรากฏมา, บฺาวาฮ  -  ธรรมชาติ, บํูทานาม  -  สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ, มัททะฮ  -  จากข้า, เอวะ  -  แน่นอน, พริทัฺค-วิดาฮ  -  จัดการอย่าง หลากหลาย

คำแปล

ปัญญา  ความรู้  ปราศจากความสงสัยและความหลงผิด  การให้อภัย  สัจจะ  การ  ควบคุมประสาทสัมผัส  การควบคุมจิตใจ  ความสุขและความทุกข์  การเกิด  การ  ตาย  ความกลัว  ความไม่กลัว  การไม่เบียดเบียน  อุเบกขา  ความพึงพอใจ  ความ  สมถะ  การให้ทาน  มีชื่อเสียงและเสียชื่อเสียง  คุณสมบัติอันหลากหลายเหล่านี้  ทั้งหมดของสิ่งมีชีวิต  ข้าเป็นผู้สร้างเพียงผู้เดียว

คำอธิบาย

คุณสมบัติต่าง  ๆ  ของสิ่งมีชีวิตไม่ว่าดีหรือเลว  คริชณะทรงเป็นผู้สร้างทั้งหมด  ซึ่งได้อธิบายไว้  ณ  ที่นี้

ปัญญา  หมายถึงพลังในการวิเคราะห์สิ่งต่าง  ๆ  ด้วยระดับสายตาที่ถูกต้อง  เหมาะสม  และความรู้หมายถึงการเข้าใจว่าอะไรคือวิญญาณและอะไรคือวัตถุ  ความรู้  ทั่วไปที่ได้รับจากการศึกษาในมหาวิทยาลัยเกี่ยวเนื่องกับวัตถุเท่านั้น  ณ  ที่นี้ไม่ยอมรับ  ว่าเป็นความรู้  ความรู้หมายถึงรู้ข้อแตกต่างระหว่างวิญญาณและวัตถุ  การศึกษาในสมัย  ปัจจุบันไม่มีความรู้เกี่ยวกับดวงวิญญาณ  เพียงแต่ดูแลธาตุวัตถุต่าง  ๆ  และดูแลความ  จำเป็นของร่างการเท่านั้น  ดังนั้น  ความรู้ทางวิชาการจึงไม่สมบูรณ์

อสัมโมฮะ  ปราศจากความสงสัยและความหลงผิดบรรลุได้เมื่อเราไม่ลังเล  และเข้าใจปรัชญาทิพย์  ดำเนินไปอย่างช้า  ๆ  แต่แน่นอนว่าจะเป็นอิสระจากความวิตก  กังวล  เราไม่ควรยอมรับสิ่งใดโดยไม่มีการพินิจพิจารณา  ทุกสิ่งทุกอย่างควรรับไว้ด้วย  ความเอาใจใส่และระมัดระวัง  คชะมา  ความอดทนและการให้อภัยควรถือปฏิบัติเรา  ควรอดทนและให้อภัยกับความผิดเล็กน้อยของผู้อื่น  สัทยัม  หรือสัจจะหมายความว่า  ความจริงควรเสนอไปตามความจริงเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น  ความจริงไม่ควรเสนอไป  อย่างผิดๆ  ตามธรรมเนียมของสังคม  ได้กล่าวไว้ว่าเราควรพูดความจริงเมื่อเป็นที่พอใจ  ของผู้อื่นเท่านั้น  แต่นั่นไม่ใช่สัจจะ  สัจจะควรพูดอย่างตรงไปตรงมาเพื่อผู้อื่นจะได้เข้าใจ  อย่างถูกต้องว่าความจริงคืออะไร  หากบุคคลนี้เป็นขโมยและผู้คนได้รับการเตือนว่าเขา  เป็นขโมย  นั่นคือสัจจะ  ถึงแม้ว่าบางครั้งสัจจะไม่เป็นที่พอใจ  เราไม่ควรหลีกเลี่ยงที่จะพูด  สัจจะหมายความว่าความจริงต้องเสนอออกไปตามความเป็นจริงเพื่อประโยชน์ของผู้  อื่น  นั่นคือคำนิยามของสัจจะ

การควบคุมประสาทสัมผัส  หมายความว่าประสาทสัมผัสไม่ควรใช้ไปเพื่อ  ความสุขส่วนตัวโดยไม่จำเป็น  ไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับความจำเป็นที่เหมาะสมของประสาท  สัมผัส  แต่ความสุขทางประสาทสัมผัสที่ไม่จำเป็นเป็นอุปสรรคในความเจริญก้าวหน้าใน  วิถีทิพย์  ฉะนั้น  ประสาทสัมผัสจึงควรถูกห้ามปรามจากการใช้โดยไม่จำเป็น  ในทำนอง  เดียวกัน  เราควรควบคุมจิตใจจากการคิดที่ไม่จำเป็น  เช่นนี้เรียกว่า  ชะมะ  เราไม่ควรใช้  เวลาของเราเที่ยวไปหาเงิน  เพราะนั่นเป็นการใช้พลังแห่งความคิดที่ผิด  จิตใจควรใช้ไป  เพื่อเข้าใจความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์และควรจะแสดงออกอย่างน่าเชื่อถือได้  พลัง  แห่งความคิดควรพัฒนาร่วมกับบุคคลผู้เชื่อถือได้ในพระคัมภีร์  เช่น  นักบุญ  พระอาจารย์  ทิพย์  และพวกที่ความคิดพัฒนาสูงมากแล้ว  สุคัฺม  ความยินดีหรือความสุขควรเป็น  ประโยชน์เพื่อพัฒนาความรู้ทิพย์แห่งคริชณะจิตสำนึก  ในทำนองเดียวกัน  สิ่งที่เจ็บปวด  หรือก่อให้เกิดความทุกข์ก็คือไม่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาคริชณะจิตสำนึก  สิ่งใดที่เป็น  ประโยชน์เพื่อพัฒนาคริชณะจิตสำนึกควรรับไว้  และสิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์ควรปฏิเสธ

บฺะวะ  การเกิด  ควรเข้าใจว่าเกี่ยวเนื่องกับร่างกาย  สำหรับดวงวิญญาณไม่มี  ทั้งการเกิดและการตาย  ซึ่งกล่าวไว้แล้วในตอนต้นของ  ภควัต-คีตา  การเกิดและการ  ตายสัมพันธ์กับร่างกายของเราในโลกวัตถุ  ความกลัว  เนื่องมาจากความวิตกกังวล  เกี่ยวกับอนาคต  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกไม่มีความกลัว  เพราะจากกิจกรรมของเขา  มั่นใจได้ว่าจะกลับคืนสู่ท้องฟ้าทิพย์คืนสู่เหย้าสู่องค์ภควานอย่างแน่นอน  ฉะนั้น  อนาคต  จึงสว่างไสวมาก  อย่างไรก็ดี  บุคคลอื่นไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร  และไม่รู้ว่าชาติหน้า  จะเป็นอะไร  ดังนั้น  จึงอยู่ในความวิตกกังวลตลอดเวลา  หากเราต้องการเป็นอิสระจาก  ความวิตกกังวล  วิธีที่ดีที่สุดคือเข้าใจคริชณะและสถิตในคริชณะจิตสำนึกเสมอ  เช่นนี้  จะทำให้เราเป็นอิสระจากความกลัวทั้งหมด  ในชรีมัด-บฺากะวะธัม  (11.2.37)  กล่าวไว้  ว่า  บฺะยัม  ดวิทียาบิฺนิเวชะทะฮ  สยาท  ความกลัวเกิดจากการที่เราซึมซาบอยู่ในพลังงาน  แห่งความหลง  แต่พวกที่เป็นอิสระจากพลังงานแห่งความหลง  มั่นใจว่าตนเองไม่ใช่  ร่างกายวัตถุ  แต่เป็นละอองอณูขององค์ภควาน  และปฏิบัติในการรับใช้ทิพย์ต่อพระองค์  จึงไม่มีอะไรน่ากลัว  อนาคตของพวกเขาสว่างไสวมาก  ความกลัวนี้เป็นสภาวะของบุคคล  ผู้ไม่มีคริชณะจิตสำนึก  อบฺะยัม  หรือความไม่กลัวเป็นไปได้สำหรับบุคคลที่อยู่ในคริชณะ  จิตสำนึกเท่านั้น

อฮิมสา  การไม่เบียดเบียนหมายความว่า  เราไม่ควรทำสิ่งใดที่จะทำให้ผู้อื่นได้  รับความทุกข์หรือสับสน  กิจกรรมทางวัตถุที่บรรดานักการเมือง  นักสังคมสงเคราะห์  คนใจบุญ  ฯลฯ  มากมายให้สัญญา  ไม่ได้ทำให้เกิดผลดีมาก  เพราะว่าพวกนักการเมือง  และคนใจบุญเหล่านี้ไม่มีวิสัยทัศน์ที่เป็นทิพย์  และไม่รู้ว่าอะไรคือประโยชน์ที่แท้จริงของ  สังคมมนุษย์  อฮิมสา  หมายความว่า  ผู้คนควรได้รับการฝึกฝนให้ใช้ร่างกายมนุษย์เพื่อให้  ได้รับประโยชน์สมบูรณ์สูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้  ร่างกายมนุษย์มีไว้เพื่อความรู้แจ้งทิพย์  ดังนั้น  ขบวนการใด  ๆ  หรือคณะกรรมาธิการใด  ๆ  ที่ไม่นำไปสู่จุดมุ่งหมายนี้  กระทำการ  เบียดเบียนต่อร่างกายมนุษย์  บุคคลที่ส่งเสริมความสุขทิพย์ในอนาคตของผู้คนโดยทั่วไป  เรียกว่าผู้ไม่เบียดเบียน

สะมะทา  แปลว่าอุเบกขา  หมายถึงปราศจากความยึดติดและความเกลียด  ชัง  การยึดติดมากหรือการรังเกียจมากไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด  โลกวัตถุนี้ควรยอมรับโดย  ปราศจากการยึดติดหรือความรังเกียจ  อะไรที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินงานในคริชณะ  จิตสำนึกควรยอมรับไว้  และอะไรที่ไม่เอื้ออำนวยควรปฏิเสธ  เช่นนี้เรียกว่า  สะมะทา  หรืออุเบกขา  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกไม่มีอะไรที่จะปฏิเสธและไม่มีอะไรที่ต้องยอมรับ  นอกจากสิ่งนั้นมีประโยชน์ใช้สอยในการดำเนินงานในคริชณะจิตสำนึก

ทุชทิ  ความพึงพอใจ  หมายความว่า  เราไม่ควรกระตือรือร้นในการสะสมสิ่งของ  วัตถุมากยิ่งขึ้นด้วยกิจกรรมที่ไม่จำเป็น  เราควรพึงพอใจกับสิ่งต่าง  ๆ  ที่ได้รับมาด้วย  พระกรุณาธิคุณขององค์ภควาน  เช่นนี้เรียกว่าความพึงพอใจ  ทะพัส  หมายถึงความ  สมถะหรือการบำเพ็ญเพียร  มีกฎเกณฑ์มากมายในคัมภีร์พระเวทที่นำมาปฏิบัติได้  ณ  ที่  นี้  เช่น  การตื่นนอนแต่เช้า  และการอาบน้ำ  บางครั้งลำบากมากที่ต้องตื่นนอนแต่เช้าตรู่  แต่ความยากลำบากใด  ๆ  ที่เราอาสาปฏิบัติและอาจได้รับความทุกข์เช่นนี้เรียกว่าการ  บำเพ็ญเพียร  ในทำนองเดียวกัน  มีข้อกำหนดให้อดอาหารในวันสำคัญของเดือน  เราอาจ  ไม่มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติการอดอาหารเช่นนี้  แต่เนื่องจากความมุ่งมั่นที่จะเจริญก้าวหน้า  ในศาสตร์แห่งคริชณะจิตสำนึก  เราควรยอมรับความลำบากทางร่างกายเช่นนี้เมื่อได้  รับคำแนะนำ  อย่างไรก็ดี  เราไม่ควรอดอาหารโดยไม่จำเป็นหรือขัดต่อคำสั่งสอนของ  พระเวท  และไม่ควรอดอาหารเพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมืองเพราะอยู่ในระดับอวิชชา  ตามคำอธิบาย  ภควัต-คีตา  สิ่งใดที่ทำไปในระดับอวิชชาหรือตัณหาจะไม่ทำให้เจริญ  ก้าวหน้าในวิถีทิพย์  สิ่งใดที่ทำไปในระดับแห่งความดีทำให้เราเจริญขึ้น  อย่างไรก็ดี  การ  อดอาหารตามคำสั่งสอนของคัมภีร์พระเวทจะประเทืองความรู้ทิพย์

เกี่ยวกับการให้ทานเราควรให้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้เพื่อจุดมุ่งหมายที่  ดี  แล้วอะไรคือจุดมุ่งหมายที่ดี?  นั่นคือการปฏิบัติที่สัมพันธ์กับคริชณะจิตสำนึกเช่นนี้ไม่  เป็นเพียงจุดมุ่งหมายแค่ดีเท่านั้น  แต่ยังเป็นจุดมุ่งหมายที่ดีที่สุดเพราะว่าคริชณะดี  จุดมุ่ง  หมายของพระองค์ก็ทรงดีเช่นกัน  ดังนั้น  การให้ทานควรให้กับบุคคลผู้ปฏิบัติในคริชณะ  จิตสำนึก  วรรณกรรมพระเวทได้กล่าวไว้ว่า  การให้ทานควรให้กับ  บระฮมะณะ  หรือ  พราหมณ์เช่นนี้ยังถือปฏิบัติกันอยู่  ถึงแม้ว่าจะไม่ดีทีเดียวตามคำสั่งสอนของพระเวท  แต่  คำสั่งสอนก็คือการให้ทานควรให้แก่  บระฮมะณะ  เพราะเหตุใด?  เพราะ  บระฮมะณะ  ปฏิบัติในการพัฒนาความรู้ทิพย์ที่สูงกว่า  เป็นผู้ที่อุทิศตนเสียสละชีวิตทั้งชีวิตในการ  เข้าใจ  บระฮมัน,  บระฮมะ  จานาทีทิ  บราฮมะณะฮ  ผู้ที่รู้  บระฮมัน  เรียกว่า  บระฮมะณะ  ดังนั้น  การให้ทานจึงถวายให้  บระฮมะณะ  เพราะท่านปฏิบัติในการรับใช้ทิพย์อยู่เสมอจึง  ไม่มีเวลาทำมาหาเลี้ยงชีพ  วรรณกรรมพระเวทกล่าวว่าการให้ทานควรให้กับผู้ที่อยู่ใน  ระดับชีวิตสละโลก  สันนยาสี  ด้วยเช่นกัน  สันนยาสี  ภิกขาจารไปตามบ้านไม่ใช่เพื่อเงิน  แต่เพื่อจุดมุ่งหมายในการเผยแพร่หลักธรรม  ระบบก็คือพวก  สันนยาสี  ไปตามบ้านเพื่อ  ปลุกคฤหัสถ์ให้ตื่นจากอวิชชา  เพราะพวกคฤหัสถ์ปฏิบัติภารกิจทางครอบครัวจนลืม  จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของชีวิต  การปลุกคริชณะจิตสำนึกให้พวกคฤหัสถ์จึงเป็นภารกิจ  ของ  สันนยาสี  ในรูปของภิกขุที่ไปเยี่ยมและส่งเสริมให้คฤหัสถ์มีคริชณะจิตสำนึก  ดัง  ที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์พระเวทว่าเราควรตื่นขึ้นและบรรลุถึงสิ่งที่ควรจะได้รับในชีวิตร่าง  มนุษย์นี้  ความรู้และวิธีการนี้  สันนยาสี  เป็นผู้แจกจ่าย  ดังนั้น  การให้ทานจึงควรให้แก่ผู้ที่  อยู่ในระดับชีวิตสละโลก  ให้แก่  บระฮมะณะ  และให้กับพวกที่มีจุดมุ่งหมายที่ดีในทำนอง  เดียวกันนี้  ไม่ใช่ไปให้แก่พวกที่ทำตามอำเภอใจ

ยะชะ  ชื่อเสียง  ควรเป็นไปตามที่องค์เชธันญะตรัส  บุคคลมีชื่อเสียงดีเมื่อมาเป็น  สาวกผู้ยิ่งใหญ่  นั่นคือชื่อเสียงที่แท้จริง  หากผู้ใดมาเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ในคริชณะจิตสำนึก  และเป็นที่รู้โดยทั่วกัน  เขาเป็นผู้มีชื่อเสียงที่แท้จริง  นอกนั้นไม่ถือว่าเป็นผู้มีชื่อเสียง

คุณสมบัติทั้งหลายเหล่านี้ปรากฏอยู่ทั่วจักรวาลทั้งในสังคมมนุษย์และใน  สังคมเทวดา  มีรูปแบบของมนุษย์มากมายในดาวเคราะห์อื่น  ๆ  และคุณสมบัติเหล่านี้ก็  มีอยู่  สำหรับผู้ที่ปรารถนาความเจริญก้าวหน้าในคริชณะจิตสำนึก  คริชณะทรงสร้าง  คุณสมบัติทั้งหลายเหล่านี้  แต่บุคคลจะพัฒนาด้วยตนเองภายใน  ผู้ปฏิบัติในการอุทิศตน  เสียสละรับใช้องค์ภควาน  จะพัฒนาคุณสมบัติที่ดีทั้งหลายซึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้จัดการ

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพบไม่ว่าดีหรือเลว  คริชณะทรงเป็นแหล่งกำเนิด  ไม่มีสิ่งใด  ปรากฏตัวเองในโลกวัตถุนี้ที่ไม่ได้อยู่ในคริชณะ  นั่นคือความรู้  ถึงแม้เราทราบว่าสิ่งต่างๆ  สถิตแตกต่างกันไป  เราควรรู้แจ้งว่าทุกสิ่งทุกอย่างหลั่งไหลมาจากชรีคริชณะ

โศลก 6 (10.6)

มะฮารชะยะฮ สัพทะ พูรเว
ชัทวาโร มะนะวัส ทะทฺา

มัด-บฺาวา มานะสา จาทา
เยชาม โลคะ อิมาฮ พระจาฮ

มะฮา-ริชะยะฮ  -  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่, สัพทะ  -  เจ็ด, พูรเว  -  ก่อน, ชัทวาระฮ  -  สี่, มะนะ วะฮ  -  มะนุ,ทะทฺา  -  เช่นกัน, มัท-บฺาวาฮ  -  เกิดจากข้า, มานะสาฮ  -  จากจิตใจ, จาทาฮ  -  เกิด, เยชาม  -  ของพวกเขา, โลเค  -  ในโลก, อิมาฮ  -  ทั้งหมดนี้, พระจาฮ  -  พลเมือง

คำแปล

นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งเจ็ด  และก่อนหน้านี้มีนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่อีกสี่ท่านรวมทั้ง  มะนุ  (บรรพบุรุษแห่งมนุษยชาติ)  มาจากข้า  กำเนิดมาจากจิตใจของข้า  สิ่งมีชีวิต  ทั้งหลายซึ่งเป็นพลโลกของดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  สืบเชื้อสายมาจากท่านเหล่านี้

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงให้ข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องวงศ์วานของประชากรในจักรวาล  พระ  พรหมทรงเป็นชีวิตแรกที่ประสูติจากพลังงานของพระองค์  ทรงพระนามว่า  ฮิรัณยะ-  การบฺะ  จากพระพรหมนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งเจ็ด  ก่อนหน้านี้มีนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่สี่  ท่านคือ  สะนะคะ  สะนันดะ  สะนาทะนะ  และ  สะนัท-คุมาระ  จากนั้น  มะนุ  ก็ปรากฏ  ออกมา  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งยี่สิบห้าท่านนี้เป็นผู้อาวุโสสูงสุดของมวลชีวิตในจักรวาล  ทั้งหมด  มีจักรวาลอยู่นับไม่ถ้วนและมีดาวเคราะห์ที่นับไม่ถ้วนอยู่ภายในแต่ละจักรวาล  แต่ละดาวเคราะห์ยังเต็มไปด้วยประชากรอันหลากหลายเผ่าพันธุ์  ทั้งหมดเกิดมาจาก  ผู้อาวุโสสูงสุดยี่สิบห้าท่านนี้  พระพรหมทรงปฏิบัติการบำเพ็ญเพียงเป็นเวลาหนึ่งพันปี  ตามเวลาของเทวดา  ก่อนที่จะรู้แจ้งด้วยพระกรุณาธิคุณของคริชณะว่าจะทำการสร้าง  อย่างไร  จากพระพรหม  สะนะคะ  สะนันดะ  สะนาทะนะ  และ  สะนัท-คุมาระ  ประสูติออก  มา  จากนั้น  รุดระ  และนักปราชญ์ทั้งเจ็ด  เช่นนี้  บระฮมะณะ  และ  คชัทริยะ  ทั้งหลายเกิด  มาจากพลังงานขององค์ภควาน  พระพรหมทรงพระนามว่า  พิทามะฮะ  หรือเสด็จปู่  และ  คริชณะทรงพระนามว่า  พระพิทามะฮะ  พระบิดาของเสด็จปู่  ซึ่งได้กล่าวไว้ในบทที่สิบ  เอ็ดของ  ภควัต-คีตา  (11.39)

โศลก 7 (10.7)

เอทาม วิบํูทิม โยกัม ชะ
มะมะ โย เวททิ ทัททวะทะฮ

โส ่วิคัลเพนะ โยเกนะ
ยุจยะเท นาทระ สัมชะยะฮ

เอทาม  -  ทั้งหมดนี้, วิบํูทิม  -  ความมั่นคั่ง, โยกัม  -  พลังอิทธิฤทธิ์, ชะ  -  เช่นกัน, มะมะ  -  ของข้า, ยะฮ  -  ผู้ใดที่, เวททิ  -  รู้, ทัททวะทะฮ  -  อย่างแท้จริง, สะฮ  -  เขา, อวิคัลเพนะ  -  โดยไม่แบ่ง แยก, โยเกนะ  -  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้, ยุจยะเท  -  ปฏิบัติ, นะ  -  ไม่เคย, อทระ  -  ที่นี่, สัมชะยะฮ  -  สงสัย

คำแปล

ผู้ที่มั่นใจอย่างแท้จริงในความมั่งคั่งและพลังอิทธิฤทธิ์ของข้านี้  จะปฏิบัติการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้ด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยไม่มีข้อสงสัย

คำอธิบาย

จุดสุดยอดแห่งความสมบูรณ์ในวิถีทิพย์คือความรู้แห่งองค์ภควาน  นอกจาก  จะมั่นใจอย่างแน่วแน่ในความมั่งคั่งต่าง  ๆ  ขององค์ภควาน  มิฉะนั้น  จะไม่สามารถปฏิบัติ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ได้  โดยทั่วไปผู้คนรู้ว่าพระผู้เป็นเจ้านั้นยิ่งใหญ่  แต่ไม่รู้ราย  ละเอียดว่าพระองค์ทรงยิ่งใหญ่อย่างไร  นี่คือรายละเอียด  หากผู้ใดรู้อย่างแท้จริงว่าองค์  ภควานทรงยิ่งใหญ่อย่างไร  โดยธรรมชาติจะมาเป็นดวงวิญญาณผู้ศิโรราบและปฏิบัติ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้พระองค์  เมื่อรู้ถึงความมั่งคั่งขององค์ภควานอย่างแท้จริง  จะ  ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากศิโรราบต่อพระองค์  ความรู้อันแท้จริงนี้รู้ได้จากคำอธิบาย  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  และ  ภควัต-คีตา  และจากวรรณกรรมในลักษณะเดียวกันนี้

ในการบริหารจักรวาลนี้มีเทวดามากมายทรงกระจายอยู่ทั่วระบบดาว  เคราะห์  ผู้นำเทวดาคือพระพรหม  พระศิวะ  สี่คุมาระผู้ยิ่งใหญ่  และผู้อาวุโสสูงสุดอื่นๆ  มี  บรรพบุรุษของประชากรในจักรวาลมากมาย  ทั้งหมดกำเนิดมาจากองค์ภควานคริชณะ  ผู้ทรงเป็นบรรพบุรุษองค์แรกของบรรพบุรุษทั้งหลาย

เหล่านี้คือความมั่งคั่งบางประการขององค์ภควาน  เมื่อมีความมั่นใจอย่าง  แน่วแน่ในความมั่งคั่งเหล่านี้  เราจะยอมรับคริชนะด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้าโดย  ปราศจากข้อสงสัย  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ความรู้โดยเฉพาะทั้งหมดนี้  มีความจำเป็นเพื่อเพิ่มพูนความใส่ใจในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความรักต่อพระ  องค์  เราไม่ควรละเลยในการเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าคริชณะทรงยิ่งใหญ่อย่างไร  เพราะ  เมื่อรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์  จะทำให้เราตั้งมั่นในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วย  ความจริงใจ

โศลก 8 (10.8)

อฮัม สารวัสยะ พระบฺะโว
มัททะฮ สารวัม พระวารทะเท

อิทิ มัทวา บฺะจันเท มาม
บุดฺา บฺาวะ-สะมันวิทาฮ

อฮัม  -  ข้า, สารวัสยะ  -  ทั้งหมด, พระบฺะวะฮ  -  แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิด, มัททะฮ  -  จาก ข้า, สารวัม  -  ทุกสิ่งทุกอย่าง, พระวารทะเท  -  ออกมา, อิทิ  -  ดั้งนั้น, มัทวา  -  รู้, บฺะจันเท  -  มา อุทิศตนเสียสละ, มาม  -  แด่ข้า, บุดฺาฮ  -  ผู้รู้, บฺาวะ  -  สะมันวิทาฮ  -  ด้วยความตั้งใจอย่างยิ่ง

คำแปล

ข้าคือแหล่งกำเนิดของโลกทิพย์และโลกวัตถุทั้งหมด  ทุกสิ่งทุกอย่างกำเนิดมา  จากข้า  ผู้มีปัญญารู้เช่นนี้โดยสมบูรณ์  ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อข้า  และบูชาข้าอย่างสุดหัวใจ

คำอธิบาย

นักวิชาการผู้คงแก่เรียนศึกษาคัมภีร์พระเวทอย่างสมบูรณ์  และได้รับข้อมูล  จากผู้ที่เชื่อถือได้  เช่น  องค์เชธันญะ  และรู้ว่าจะนำคำสอนเหล่านี้ไปใช้อย่างไรเพื่อให้  เข้าใจว่า  คริชณะทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างทั้งในโลกวัตถุและโลกทิพย์  เพราะเมื่อรู้เช่นนี้โดยสมบูรณ์จึงจะตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อ  องค์ภควานโดยไม่เบี่ยงเบนอันเนื่องมาจากคำบรรยายที่เหลวไหลหรือจากคนโง่เขลา  ใดๆ  วรรณกรรมพระเวททั้งหมดยอมรับว่าคริชณะคือแหล่งกำเนิดของพระพรหม  พระ  ศิวะ  และเทวดาทั้งหลาย  ใน  อทฺารวะ  เวดะ  (โกพาละ-ทาพะนี  อุพะนิชัด  1.24)  กล่าว  ไว้ว่า  โย  บระฮมาณัม  วิดะดฺาทิ  พูรวัม  โย  ไว  เวดามช  ชะ  กาพะยะทิ  สมะ  คริชณะฮ  “  ในตอนต้นคริชณะทรงสอนความรู้พระเวทแก่พระพรหมผู้ซึ่งในอดีตได้เผยแพร่ความรู้  พระเวทนี้”  และ  นารายะณะ  อุพะนิชัด  (1)  กล่าวว่า  อทฺะ  พุรุโช  ฮะ  ไว  นารายะโณ  ่  คามะยะทะ  พระจาฮ  สริเจเยทิ  “จากนั้นองค์ภควานนารายะณะทรงปรารถนาจะสร้าง  สิ่งมีชีวิต”  อุพะนิชัด  กล่าวต่อไปว่า  นารายะณาด  บระฮมา  จายะเท,  นารายะณาด  พระจาพะทิฮ  พระจายะเท,  นารายะณาด  อินโดร  จายะเท,  นารายะณาด  อัชโท  วะสะ  โว  จายันเท,  นารายะณาด  เอคาดะชะ  รุดรา  จายันเท,  นารายะณาด  ดวาดะชาดิทยาฮ  “จากพระนารายณ์  พระพรหมประสูติ  จากพระนารายณ์ผู้อาวุโสสูงสุดต่าง  ๆ  ประสูติ  เช่นกัน  จากพระนารายณ์พระอินทร์ประสูติ  จากพระนารายณ์วะสุทั้งแปดองค์ประสูติ  จากพระนารายณ์รุดระทั้งสิบเอ็ดองค์ประสูติ  จากพระนารายณ์  อาดิทยะ  สิบสององค์  ประสูติ”  พระนารายณ์องค์นี้ทรงเป็นภาคแบ่งแยกของคริชณะ

ได้กล่าวไว้ในพระเวทเล่มเดียวกันว่า  บระฮมัณโย  เดวะคี-พุทระฮ  “คริชณะ  บุตรของพระนางเดวะคีคือองค์ภควาน”  (นารายะณะ  อุพะนิชัด  4)  จากนั้นได้กล่าวต่อ  ไปว่า  เอโค  ไว  นารายะณะ  อาสีน  นะ  บระฮมา  นะ  อีชาโน  นาโพ  นากนิ-สะโม  เนเม  ดยาพ-อาพริทิฺวี  นะ  นัคชะทราณิ  นะ  สูรยะฮ  “ในตอนต้นของการสร้างมีเพียงองค์  ภควานพระนารายณ์  ไม่มีพระพรหม  ไม่มีพระศิวะ  ไม่มีน้ำ  ไม่มีไฟ  ไม่มีดวงจันทร์  ไม่มี  ดวงดาวในท้องฟ้า  ไม่มีดวงอาทิตย์”  (มะฮา  อุพะนิชัด  1)  ใน  มะฮา  อุพะนิชัด  กล่าวไว้เช่น  กันว่า  พระศิวะประสูติจากพระนาลาฎ  (หน้าผาก)  ขององค์ภควาน  ดังนั้น  พระเวทกล่าว  ว่า  องค์ภควานผู้ทรงสร้างพระพรหม  และพระศิวะ  ควรได้รับการบูชา

ใน  โมคชะ-ดฺารมะ  คริชณะตรัสว่า

พระจาพะทิม ชะ รุดรัม ชาพิ
อฮัม เอวะ สริจามิ ไว

โท ฮิ มาม นะ วิจานีโท
มะมะ มายา-วิโมฮิโท

“ข้าเป็นผู้ให้กำเนิดบรรดาผู้อาวุโสสูงสุด  พระศิวะ  และองค์อื่น  ๆ  ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่รู้ว่าข้า  เป็นผู้ให้กำเนิด  เพราะว่าหลงผิดอยู่ในพลังงานแห่งความหลงของข้า”  ใน  วะราฮะ  พุราณะ  ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า

นารายะณะฮ พะโร เดวัส
ทัสมาจ จาทัช ชะทุรมุคฺะฮ

ทัสมาด รุโดร ่บฺะวัด เดวะฮ สะ
ชะ สารวะ-กยะทาม กะทะฮ

“พระนารายณ์คือองค์ภควาน  จากพระองค์พระพรหมประสูติ  จากพระพรหมพระศิวะ  ประสูติ”

องค์ชรีคริชณะทรงเป็นแหล่งกำเนิดของการให้กำเนิดทั้งหมด  พระองค์ทรงถูก  เรียกว่าเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างที่มีประสิทธิภาพสูงสุด  ทรงตรัสว่า  “เพราะ  ว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำเนิดมาจากข้า  ข้าคือแหล่งกำเนิดเดิมแท้ของทุกสิ่งทุกอย่าง  ทุก  สิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้ข้า  ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือข้า”  ไม่มีผู้ควบคุมสูงสุดอื่นใดนอกจาก  คริชณะ  ผู้เข้าใจคริชณะเช่นนี้จากพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้และจากการอ้างอิงของ  วรรณกรรมพระเวท  จะใช้พลังงานของเขาทั้งหมดในคริชณะจิตสำนึกและกลายมาเป็น  ผู้รู้อย่างแท้จริง  เมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลเช่นนี้บุคคลอื่น  ๆ  ทั้งหมดผู้ไม่รู้จักคริชณะ  อย่างถูกต้องเป็นคนโง่เขลา  คนโง่เขลาเท่านั้นที่พิจารณาว่า  คริชณะทรงเป็นมนุษย์  ธรรมดา  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกไม่ควรสับสนกับคนโง่เขลาเหล่านี้  แต่ควรหลีกเลี่ยง  คำบรรยายและการตีความ  ภควัต-คีตา  ที่เชื่อถือไม่ได้ทั้งหมด  และเดินหน้าต่อไปใน  คริชณะจิตสำนึกด้วยความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่

โศลก 9 (10.9)

มัช-ชิททา มัด-กะทะ-พราณา
โบดฺะยันทะฮ พะรัสพะรัม

คะทฺะยันทัช ชะ มาม นิทยัม
ทุชยันทิ ชะ ระมันทิ ชะ

มัท-ชิททาฮ  -  จิตใจของพวกเขาปฏิบัติอยู่ในข้าอย่างเต็มเปี่ยม, มัท-กะทะ-พราณาฮ  -  ชีวิต ของพวกเขาเสียสละให้ข้า, โบดฺะยันทะฮ  -  การสอน, พะรัสพะรัม  -  ในหมู่พวกเขากันเอง, คะทฺะยันทะฮ  -  พูด, ชะ  -  เช่นกัน, มาม  -  เกี่ยวกับข้า, นิทยัม  -  อาจิน, ทุชยันทิ  -  มีความยินดี, ชะ  -  เช่นกัน, ระมันทิ  -  รื่นเริงกับความปลื้มปีติสุขทิพย์, ชะ  -  เช่นกัน

คำแปล

ความคิดของสาวกผู้บริสุทธิ์พำนักอยู่ในข้า  ชีวิตอุทิศในการรับใช้ข้าโดยสมบูรณ์  และพวกเขาได้รับความพึงพอใจและปลื้มปีติสุขอย่างใหญ่หลวง  จากการให้แสง  สว่างซึ่งกันและกัน  พร้อมทั้งสนทนาเกี่ยวกับข้าอยู่เสมอ

คำอธิบาย

ได้กล่าวถึงบุคลิกลักษณะของสาวกผู้บริสุทธิ์ไว้  ณ  ที่นี้ว่า  พวกท่านปฏิบัติตน  อย่างเต็มที่ในการรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อองค์ภควาน  โดยไม่สามารถหันเหจิตใจไป  จากพระบาทรูปดอกบัวของคริชณะได้  การสนทนาจะเกี่ยวกับเรื่องราวทิพย์ทั้งหมด  โดยเฉพาะในโศลกนี้ได้อธิบายถึงลักษณะอาการของสาวกผู้บริสุทธิ์ว่าชอบสรรเสริญ  คุณสมบัติและลีลาขององค์ภควานวันละยี่สิบสี่ชั่วโมง  หัวใจและจิตวิญญาณซึมซาบ  อยู่ในคริชณะตลอดเวลา  และมีความชื่นชมยินดีในการสนทนาเกี่ยวกับคริชณะร่วมกับ  สาวกรูปอื่น

ในระดับต้นของการอุทิศตนเสียสละรับใช้  จะได้รับความสุขทิพย์จากการรับใช้  ในตัวมันเอง  ในระดับที่สูงขึ้นจะสถิตในความรักแห่งองค์ภควานอย่างแท้จริง  เมื่อสถิต  ในสภาวะทิพย์นั้นแล้ว  จะได้รับความสมบูรณ์สูงสุดดังที่พระองค์ทรงแสดงที่พระตำหนัก  องค์เชธันญะทรงเปรียบเทียบการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้เหมือนกับเมล็ดพันธุ์  ถ้าหว่าน  ลงไปที่ดวงใจของสิ่งมีชีวิต  มีสิ่งมีชีวิตนับจำนวนไม่ถ้วนท่องอยู่ในโลกและจักรวาลต่างๆ  จากพวกนี้มีไม่กี่ชีวิตที่โชคดีพอมาพบกับสาวกผู้บริสุทธิ์  และได้รับโอกาสเข้าใจการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้  การอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้เหมือนกับเมล็ดพันธุ์  เมื่อหว่านลงไปใน  ดวงใจของสิ่งมีชีวิต  และหากผู้นั้นสดับฟังและภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  อย่าง  ต่อเนื่อง  เมล็ดพันธุ์นี้จะบังเกิดผลเหมือนกับเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ที่บังเกิดผลด้วยการ  รดน้ำสม่ำเสมอ  ต้นไม้ทิพย์แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้จะค่อย  ๆ  เจริญขึ้นและเจริญ  ขึ้น  จนกระทั่งเจาะทะลุหลังคาที่ครอบคลุมจักรวาลวัตถุ  และเข้าไปในรัศมี  บระฮมะ-  จโยทิ  ในท้องฟ้าทิพย์  ณ  ที่นั้น  ต้นไม้นี้ยังเจริญเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ  จนกระทั่งมาถึงดาว  เคราะห์สูงสุดเรียกว่า  โกโลคะ  วรินดาวะนะ  ซึ่งเป็นดาวเคราะห์สูงสุดของคริชณะ  ใน  ที่สุดต้นไม้นี้จะมาพึ่งอยู่ภายใต้พระบาทรูปดอกบัวของคริชณะและพำนักอยู่  ณ  ที่นั่น  ขณะที่ต้นไม้ค่อย  ๆ  ผลิดอกออกผล  ต้นไม้แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้ก็ผลิดอกออก  ผลเช่นเดียวกัน  วิธีการรดน้ำในรูปของการสวดภาวนาและสดับฟังจะดำเนินต่อไป  ต้นไม้  แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้  ได้อธิบายไว้อย่างสมบูรณ์ใน  เชธันญะ-ชะริทามาริทะ  (มัดฺยะ-ลีลา  บทที่สิบเก้า)  ว่า  เมื่อต้นไม้ที่สมบูรณ์มาพึ่งอยู่ภายใต้พระบาทรูปดอกบัว  ขององค์ภควาน  เขาจะซึมซาบอยู่ในความรักแห่งพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม  จากนั้น  ก็ไม่  สามารถมีชีวิตอยู่ได้แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียวโดยปราศจากการสัมผัสกับองค์ภควาน  เหมือนกับปลาที่ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากไม่มีน้ำ  ในระดับนี้  สาวกบรรลุถึงคุณสมบัติ  ทิพย์ในการมาสัมผัสกับองค์ภควานอย่างแท้จริง

ชรีมัด-บฺากะวะธัม  เต็มไปด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างองค์  ภควานและเหล่าสาวกของพระองค์  ดังนั้น  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  จึงเป็นที่รักยิ่งของสาวก  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  บฺากะวะธัม  เอง  (12.13.18)  ว่า  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  พุราณัม  อมะลัม  ยัด  ไวชณะวานาม  พริยัม  เรื่องราวเหล่านี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางวัตถุ  การ  พัฒนาเศรษฐกิจ  การสนองประสาทสัมผัส  หรือความหลุดพ้น  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  เป็นการบรรยายเฉพาะถึงธรรมชาติทิพย์ขององค์ภควาน  เหล่าสาวกของพระองค์ได้  อธิบายไว้อย่างสมบูรณ์  ดังนั้น  ดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งในคริชณะจิตสำนึกได้รับความสุข  อย่างต่อเนื่องในการสดับฟังวรรณกรรมทิพย์นี้เหมือนกับชายหนุ่มและหญิงสาวที่มี  ความสุขเมื่อได้อยู่ด้วยกัน

โศลก 10 (10.10)

เทชาม สะทะทะ-ยุคทานาม
บฺะจะทาม พรีทิ-พูรวะคัม
ดะดามิ บุดดิฺ-โยกัม ทัม
เยนะ มาม อุพะยานทิ เท

เทชาม  -  แด่พวกเขา, สะทะทะ-ยุคทานาม  -  ปฏิบัติอยู่เสมอ, บฺะจะทาม  -  ในการถวายการ อุทิศตนเสียสละรับใช้, พรีทิ-พูรวะคัม  -  ในความปลาบปลื้มด้วยความรัก, ดะดามิ  -  ข้าให้, บุดดิฺ-โยกัม  -  ปัญญาที่แท้จริง, ทัม  -  นั้น,เยนะ  -  ซึ่ง, มาม  -  แด่ข้า, อุพะยานทิ  -  มา, เท  -  พวก เขา

คำแปล

สำหรับบุคคลที่เสียสละในการรับใช้ข้าด้วยใจรักอยู่เสมอ  ข้าจะให้ความเข้าใจ  เพื่อให้พวกเขาสามารถมาถึงข้า

คำอธิบาย

โศลกนี้คำว่า  บุดดิฺ-โยกัม  สำคัญมาก  เราอาจจำได้ว่าในบทที่สองทรงสอน  อารจุนะว่าพระองค์ได้ตรัสต่ออารจุนะหลายสิ่งหลายอย่าง  พร้อมทั้งสอนวิธีแห่ง  บุดดิฺ-  โยกะ  มาบัดนี้ทรงอธิบายถึง  บุดดิฺ-โยกะ  ตัว  บุดดิฺ-โยกะ  เองคือการปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก  เพราะนี่คือปัญญาที่สูงสุด  บุดดิฺ  หมายถึงปัญญา  และ  โยกะ  หมายถึงกิจกรรมพิเศษหรือ  ความเจริญก้าวหน้าอย่างวิเศษ  เมื่อเราพยายามกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์ภควานและ  รับเอาคริชณะจิตสำนึกในการอุทิศตนเสียสละรับใช้มาปฏิบัติอย่างเต็มที่  การปฏิบัติเช่น  นี้เรียกว่า  บุดดิฺ-โยกะ  อีกนัยหนึ่ง  บุดดิฺ-โยกะ  คือวิธีการที่สามารถทำให้เราออกจาก  พันธนาการทางโลกวัตถุนี้ได้  จุดมุ่งหมายสูงสุดในความเจริญก้าวหน้าคือคริชณะ  ผู้คน  ไม่ทราบเช่นนี้  ฉะนั้น  การคบหาสมาคมกับสาวกและพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้จึง  เป็นสิ่งสำคัญ  เราควรรู้ว่าจุดมุ่งหมายคือคริชณะ  เมื่อกำหนดจุดมุ่งหมายไว้เรียบร้อย  แล้ว  จากนั้นวิถีทางอาจช้าหน่อยแต่จะเดินก้าวหน้าต่อไปเรื่อย  ๆ  จนในที่สุดเราบรรลุถึง  เป้าหมาย

เมื่อบุคคลรู้เป้าหมายแห่งชีวิต  แต่ยังมัวเมาอยู่กับผลของกิจกรรม  เช่นนี้เขา  ปฏิบัติ  คารมะ-โยกะ  เมื่อรู้ว่าเป้าหมายคือคริชณะ  แต่ได้รับความสุขจากการคาดคะเน  ทางจิตใจเพื่อให้เข้าใจคริชณะ  เช่นนี้เขาปฏิบัติ  กยานะ-โยกะ  และเมื่อรู้เป้าหมายและ  เสาะแสวงหาคริชณะโดยสมบูรณ์ในคริชณะจิตสำนึกพร้อมทั้งอุทิศตนเสียสละรับใช้  เช่นนี้เขาปฏิบัติ  ภักดี-โยคะ  หรือ  บุดดิฺ-โยกะ  ซึ่งเป็นโยคะที่สมบูรณ์  โยคะที่สมบูรณ์นี้  เป็นระดับที่บริบูรณ์สูงสุดแห่งชีวิต

บุคคลอาจมีพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้และอาจยึดติดอยู่กับองค์กรหรือ  สมาคมทิพย์  ถึงกระนั้น  หากไม่ฉลาดพอที่จะสร้างความก้าวหน้า  คริชณะจะสอนเขา  จากภายใน  เพื่อในที่สุดเขาอาจมาถึงพระองค์โดยไม่ยากลำบากนัก  คุณสมบัติคือบุคคล  นั้นต้องปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกอยู่เสมอ  ด้วยความรักและอุทิศตนถวายการรับใช้ทุก  รูปแบบ  เขาควรปฏิบัติงานบางอย่างเพื่อคริชณะ  และควรทำไปด้วยใจรักหากสาวกไม่  ฉลาดพอที่จะเจริญก้าวหน้าบนหนทางแห่งความรู้แจ้งตนเอง  แต่มีความจริงใจและอุทิศ  ตนต่อกิจกรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  องค์ภควานจะทรงให้โอกาสเขาเจริญ  ก้าวหน้าและบรรลุถึงพระองค์ในที่สุด

โศลก 11 (10.11)

เทชาม เอวานุคัมพารทัฺม
อฮัม อกยานะ-จัม ทะมะฮ

นาชะยามิ อาทมะ-บฺาวะ-สโทฺ
กยานะ-ดีเพนะ บฺาสวะทา

เทชาม  -  สำหรับพวกเขา, เอวะ  -  แน่นอน, อนุคัมพา-อารทัฺม  -  เพื่อแสดงพระเมตตาธิคุณ พิเศษ, อฮัม  -  ข้า, อกยานะ  -  จัม  -  เนื่องจากอวิชชา, ทะมะฮ  -  ความมืด, นาชะยามิ  -  ปัดเป่า, อาทมะ-บฺาวะ  -  ภายในหัวใจของพวกเขา, สทฺะฮ  -  สถิต, กยานะ  -  ของความรู้, ดีเพนะ  -  ด้วย ตะเกียง, บฺาสะวะทา  -  สว่างไสว

คำแปล

เพื่อแสดงพระเมตตาธิคุณพิเศษ  ข้าผู้ประทับอยู่ภายในหัวใจของพวกเขา  ทำลาย  ความมืดที่เกิดจากอวิชชาด้วยประทีปแห่งความรู้ที่สว่างไสว

คำอธิบาย

เมื่อองค์เชธันญะทรงประทับอยู่ที่  เบนะเรส  เผยแพร่การสวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  คนเป็นพัน  ๆ  ติดตามพระองค์  พระคาชานันดะ  สะรัสวะที  นักวิชาการ  ผู้คงแก่เรียนและมีอิทธิพลมากที่  เบนะเรส  ในขณะนั้น  เยาะเย้ยเชธันญะว่าเป็นคนเจ้า  อารมณ์  บางครั้งพวกนักปราชญ์วิจารณ์สาวก  เพราะคิดว่าสาวกส่วนใหญ่อยู่ในความ  มืดแห่งอวิชชา  และเป็นคนเจ้าอารมณ์  ไม่เดียงสากับปรัชญา  อันที่จริงไม่เป็นเช่นนั้น  มี  นักวิชาการผู้คงแก่เรียนหลายท่านที่เสนอปรัชญาแห่งการอุทิศตนเสียสละ  แต่ถึงแม้ว่า  สาวกไม่ฉวยประโยชน์จากวรรณกรรมเหล่านี้หรือจากพระอาจารย์ทิพย์  หากมีความ  จริงใจในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  คริชณะจะทรงช่วยจากภายในหัวใจ  ดังนั้น  สาวก  ผู้มีความจริงใจปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีความรู้  คุณสมบัติเพียง  ประการเดียวก็คือ  ต้องปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ในคริชณะจิตสำนึกอย่างเต็มที่

พวกนักปราชญ์สมัยปัจจุบันคิดว่าหากไม่สามารถแยกแยะ  จะไม่สามารถมี  ความรู้ที่บริสุทธิ์  สำหรับพวกนี้องค์ภควานทรงให้คำตอบดังนี้  พวกที่ปฏิบัติการอุทิศตน  เสียสละรับใช้อย่างบริสุทธิ์  ถึงแม้ว่าไม่มีการศึกษาเพียงพอและไม่มีความรู้ในหลักธรรม  พระเวทเพียงพอ  องค์ภควานจะทรงช่วย  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกนี้

พระองค์ตรัสต่ออารจุนะว่า  โดยพื้นฐาน  เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจสัจธรรมสูงสุด  บุคลิกภาพแห่งพระเจ้าด้วยการคาดคะเน  เพราะว่าสัจธรรมสูงสุดนั้นยิ่งใหญ่มากจน  เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจคริชณะหรือบรรลุถึงพระองค์ด้วยความพยายามทางจิตใจ  มนุษย์  สามารถคาดคะเนเป็นเวลาหลายต่อหลายล้านปี  หากไม่อุทิศตนเสียสละและหากไม่มา  เป็นที่รักของสัจธรรมสูงสุด  จะไม่มีวันเข้าใจคริชณะหรือสัจธรรมสูงสุดได้  ด้วยการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้เท่านั้นที่สัจธรรมสูงสุด  คริชณะ  จะทรงชื่นชมยินดีและด้วยพลังอำนาจ  ที่มองไม่เห็นของพระองค์  จะทรงเปิดเผยพระวรกายที่ดวงใจของสาวกผู้บริสุทธิ์  สาวกผู้  บริสุทธิ์มีคริชณะอยู่ภายในหัวใจเสมอและจากการปรากฏของคริชณะซึ่งเหมือนกับดวง  อาทิตย์  ความมืดแห่งอวิชชาจะถูกขจัดไปในทันที  นี่คือพระเมตตาธิคุณพิเศษที่คริชณะ  ทรงมีให้แก่สาวกผู้บริสุทธิ์

เนื่องมาจากมลภาวะแห่งการมาคบหาสมาคมทางวัตถุเป็นเวลาหลายต่อ  หลายล้านชาติ  หัวใจของเราถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นแห่งวัตถุนิยมอยู่เสมอ  แต่เมื่อมา  ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้และสวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  เสมอ  ฝุ่นจะถูกปัดให้  สะอาดอย่างรวดเร็ว  แล้วเราจะเจริญก้าวหน้ามาสู่ระดับแห่งความรู้ที่บริสุทธิ์  จุดมุ่ง  หมายสูงสุดคือพระวิชณุ  สามารถบรรลุได้ด้วยการสวดภาวนาและการอุทิศตนเสียสละ  รับใช้เท่านั้น  ไม่ใช่ด้วยการคาดคะเนทางจิตใจหรือด้วยการโต้เถียง  สาวกผู้บริสุทธิ์ไม่  ต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งจำเป็นทางวัตถุในชีวิต  ไม่จำเป็นต้องกังวลเพราะเมื่อความ  มืดถูกขจัดออกไปจากหัวใจแล้ว  องค์ภควานทรงยินดีกับการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ของสาวกด้วยความรัก  พระองค์จะทรงจัดสรรทุกสิ่งทุกอย่างให้โดยปริยาย  นี่คือสาระ  สำคัญของคำสอนใน  ภควัต-คีตา  จากการศึกษา  ภควัต-คีตา  เราจะกลายมาเป็นดวง  วิญญาณผู้ศิโรราบโดยดุษฎีต่อองค์ภควาน  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยใจ  บริสุทธิ์  เมื่อพระองค์ทรงเข้ามาควบคุม  เราจะเป็นอิสระจากความพยายามทางวัตถุทั้ง  ปวงโดยสมบูรณ์

โศลก 12-13 (10.12-13)

อารจุนะ อุวาชะ
พะรัม-บระฮมะ พะรัม ดฺามะ
พะวิทรัม พะระมัม บฺะวาน

พุรุชัม ชาชวะทัม ดิพยัม
อาดิ-เดวัม อจัม วิบํุม
อาฮุส ทวาม ริชะยะฮ สารเว
เดวะชิร นาระดัส ทะทฺา

อสิโท เดวะโล วิยาสะฮ
สวะยัม ไชวะ บระวีชิ เม

อารจุนะฮ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, พะรัม  -  สูงสุด, บระฮมะ  -  สัจจะ, พะรัม  -  สูงสุด, ดฺามะ  -  ผู้ค้ำจุน, พะวิทรัม  -  บริสุทธิ์, พะระมัม  -  สูงสุด, บฺะวาน  -  พระองค์, พุรุชัม  -  บุคลิกภาพ, ชาชวะทัม  -  องค์เดิม, ดีพยัม  -  ทิพย์, อาดิ-เดวัม  -  พระผู้เป็นเจ้าองค์แรก, อจัม  -  ไม่มีการ เกิด, วิบํุม  -  ยิ่งใหญ่ที่สุด, อาฮุฮ  -  กล่าว, ทวาม  -  เกี่ยวกับพระองค์, ริชยะฮ  -  เหล่านักบวช, สารเว  -  ทั้งหมด, เดวะ  -  ริชิฮ  -  นักบวชในหมู่เทวดา, นาระดะฮ  -  นาระดะ, ทะทฺา  -  เช่นกัน, อสิทะฮ  -  อสิทะ, เดวะละฮ  -  เดวะละ,วิยาสะฮ  -  วิยาสะ, สวะยัม  -  ด้วยตัวพระองค์เอง, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, บระวีชิ  -  พระองค์ทรงอธิบาย, เม  -  แด่ข้า

คำแปล

อารจุนะตรัสว่า  พระองค์ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เป็นพระตำหนัก  สูงสุด  เป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุด  เป็นสัจธรรม  พระองค์ทรงเป็นอมตะ  เป็นทิพย์  เป็น  บุคคลแรก  ไม่มีการเกิด  เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายเช่น  นาระดะ  อสิทะ  เดวะละ  และวิยาสะ  ได้ยืนยันความจริงนี้เกี่ยวกับพระองค์  บัดนี้  พระองค์ทรงประกาศแก่ข้าด้วยตัวพระองค์เอง

คำอธิบาย

สองโศลกนี้องค์ภควานทรงให้โอกาสแก่นักปราชญ์สมัยปัจจุบัน  โดยกล่าวไว้  อย่างชัดเจนว่า  พระองค์ทรงแตกต่างจากปัจเจกวิญญาณ  หลังจากสดับฟังสี่โศลกซึ่ง  เป็นหัวใจสำคัญของ  ภควัต-คีตา  ในบทนี้  อารจุนะทรงเป็นอิสระจากความสงสัยทั้งปวง  โดยสิ้นเชิง  และยอมรับว่า  คริชณะคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทันใดนั้นอารจุนะทรง  ประกาศอย่างกล้าหาญว่า  “พระองค์คือ  พะรัม  บระฮมะ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า”  ในอดีตคริชณะตรัสว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดทุกสิ่งทุกอย่างและทุกชีวิต  เทวดาทุก  องค์  และมนุษย์ทุกคนขึ้นอยู่กับคริชณะ  เนื่องด้วยอวิชชาเหล่ามนุษย์และเทวดาคิดว่า  ตนเองสมบูรณ์และเป็นอิสระจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ด้วยการปฏิบัติการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้  อวิชชาจะถูกขจัดออกไปจนหมดสิ้น  องค์ภควานทรงอธิบายไว้แล้วใน  โศลกก่อนหน้านี้  บัดนี้ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควาน  อารจุนะยอมรับพระองค์ว่า  ทรงเป็นสัจธรรมสูงสุดตามคำสอนพระเวท  มิใช่เพราะว่าคริชณะทรงเป็นสหายสนิทแล้ว  อารจุนะทรงมายกยอคริชณะด้วยการเรียกพระองค์ว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  สัจ  ธรรมที่สมบูรณ์  สิ่งที่อารจุนะตรัสในสองโศลกนี้สัจจะแห่งคัมภีร์พระเวทได้ยืนยันไว้  คำ  สั่งสอนพระเวทยืนยันว่าผู้ที่รับเอาการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานไปปฏิบัติ  เท่านั้นจึงสามารถเข้าใจพระองค์  ในขณะที่บุคคลอื่นไม่สามารถเข้าใจได้  ทุกคำในโศลกนี้  ที่อารจุนะตรัส  คำสอนพระเวทได้ยืนยันไว้

ใน  เคนะ  อุพะนิชัด  ได้กล่าวไว้ว่า  บระฮมัน  สูงสุดเป็นที่พักพิงของทุกสิ่งทุก  อย่างและคริชณะทรงอธิบายไว้แล้วว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างพักพิงอยู่ที่พระองค์  มุณดะคะ  อุพะนิชัด  ยืนยันว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างพำนักอยู่ที่องค์ภควาน  ผู้ปฏิบัติการระลึกถึงพระองค์  อยู่ตลอดเวลาจึงสามารถเป็นผู้รู้แจ้ง  การระลึกถึงคริชณะอยู่ตลอดเวลาคือ  สมะระณัม  ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  การอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่คริชณะ  เท่านั้นที่ทำให้เราเข้าใจสถานภาพของตัวเราเอง  และขจัดร่างกายวัตถุนี้ออกไปได้

คัมภีร์พระเวทยอมรับว่าองค์ภควานทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุดในบรรดาผู้บริสุทธิ์  ผู้ที่เข้าใจว่าคริชณะทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุดในหมู่ผู้บริสุทธิ์  สามารถทำให้ตนเองบริสุทธิ์  จากกิจกรรมบาปทั้งปวงได้  นอกจากจะศิโรราบต่อองค์ภควานเท่านั้น  จึงสามารถขจัด  เชื้อโรคแห่งการกระทำบาปทั้งหมดได้  อารจุนะยอมรับว่าคริชณะทรงเป็นผู้บริสุทธิ์  สูงสุดซึ่งเป็นไปตามคำสั่งสอนของวรรณกรรมพระเวท  บุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งนำโดย  นาระดะ  ได้ยืนยันไว้เช่นเดียวกัน

คริชณะทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เราจึงควรทำสมาธิอยู่ที่พระองค์  เสมอ  และได้รับความสุขจากความสัมพันธ์ทิพย์ที่มีต่อคริชณะ  พระองค์ทรงเป็นผู้มีชี  วิตที่สูงสุด  ทรงเป็นอิสระจากความต้องการทางร่างกาย  จากการเกิดและการตาย  ไม่  เพียงแต่อารจุนะเท่านั้นที่ทรงยืนยันเช่นนี้  แต่วรรณกรรมพระเวททั้งหมด  เช่น  พุราณะ  และประวัติศาสตร์ต่าง  ๆ  ก็ยืนยันไว้  ในวรรณกรรมพระเวททั้งหมดได้อธิบายคริชณะไว้  เช่นนี้  และองค์ภควานเองก็ตรัสในบทที่สี่ว่า  “ถึงแม้ว่าข้าไม่มีการเกิด  ข้ายังเสด็จมาบน  โลกนี้เพื่อสถาปนาหลักธรรมแห่งศาสนา”  พระองค์ทรงเป็นบุคคลแรกที่สูงสุด  พระองค์  ทรงไม่มีแหล่งกำเนิด  เพราะทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  และทุกสิ่งทุก  อย่างกำเนิดมาจากพระองค์  ความรู้อันสมบูรณ์เช่นนี้สามารถได้รับจากพระกรุณาธิคุณ  ขององค์ภควาน

ณ  ที่นี้อารจุนะทรงแสดงตนเองผ่านทางพระกรุณาธิคุณของคริชณะ  หากเรา  ปรารถนาจะเข้าใจ  ภควัต-คีตา  เราควรยอมรับข้อความจากสองโศลกนี้  เช่นนี้เรียก  ว่าระบบ  พะรัมพะรา  ยอมรับตามสายระบบ  พะรัมพะรา  นอกจากเราอยู่ในระบบ  พะรัมพะรา  มิฉะนั้นจะไม่สามารถเข้าใจ  ภควัต-คีตา  สิ่งที่เรียกว่าการศึกษาทางวิชาการ  นั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจ  ภควัต-คีตา  แต่พวกที่อับโชคทรนงในการศึกษาทางวิชาการ  ยังดื้อรั้นโดยเชื่อว่าคริชณะทรงเป็นบุคคลธรรมดา  ถึงแม้จะมีหลักฐานมากมายใน  วรรณกรรมพระเวท

โศลก 14 (10.14)

สารวัม เอทัด ริทัม มันเย
ยัน มาม วะดะสิ เคชะวะ
นะ ฮิ เท บฺะกะวาน วิยัคทิม
วิดุร เดวา นะ ดานะวาฮ

สารวัม  -  ทั้งหมด, เอทัท  -  นี้, ริทัม  -  ความจริง, มันเย  -  ข้ายอมรับ, ยัท  -  ซึ่ง, มาม  -  แด่ ข้า, วะดะสิ  -  พระองค์ตรัส, เคชะวะ  -  โอ้ คริชณะ, นะ  -  ไม่เคย, ฮิ  -  แน่นอน, เท  -  ของ พระองค์, บฺะกะวาน  -  โอ้ องค์ภควาน, วิยัคทิม  -  เปิดเผย, วิดุฮ  -  สามารถรู้, เดวาฮ  -  เหล่าเทวดา, นะ  -  ไม่, ดานะวาฮ  -  เหล่ามาร

คำแปล

โอ้  คริชณะ  ข้าพเจ้ายอมรับโดยดุษฎีว่าทั้งหมดที่พระองค์ตรัสต่อข้าเป็นความจริง  โอ้  องค์ภควาน  ทั้งเหล่าเทวดาหรือมารก็ไม่สามารถเข้าใจบุคลิกภาพแห่งพระองค์

คำอธิบาย

ณ  ที่นี้อารจุนะทรงยืนยันว่าบุคคลที่ไม่มีศรัทธาและมีธรรมชาติเป็นมารไม่  สามารถเข้าใจคริชณะ  แม้แต่เหล่าเทวดายังไม่รู้จักพระองค์  แล้วพวกที่สมมุติว่าเป็น  นักวิชาการทางโลกสมัยปัจจุบันนี้จะรู้จักพระองค์ได้อย่างไร?  ด้วยพระกรุณาธิคุณ  ขององค์ภควานทำให้อารจุนะเข้าใจว่าสัจธรรมสูงสุดคือคริชณะผู้ทรงมีความสมบูรณ์  ฉะนั้น  เราควรปฏิบัติตามวิถีทางของอารจุนะซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่เชื่อถือได้  แห่ง  ภควัต-คีตา  ดังที่ได้อธิบายไว้ในบทที่สี่ว่าระบบ  พะรัมพะรา  เพื่อให้เข้าใจ  ภควัต-  คีตา  ได้สูญหายไป  ดังนั้น  คริชณะทรงสถาปนาระบบ  พะรัมพะรา  ขึ้นมาใหม่  เริ่มต้นจาก  อารจุนะ  เพราะทรงพิจารณาว่าอารุจนะเป็นทั้งเพื่อนและสาวกผู้ยิ่งใหญ่ของพระองค์  ฉะนั้น  ดังที่ได้กล่าวไว้ในคำนำ  กีโทพะนิชัด  ของเราว่าควรเข้าใจ  ภควัต-คีตา  ตามสาย  ระบบ  พะรัมพะรา  เมื่อระบบ  พะรัมพะรา  สูญหายไป  อารจุนะได้รับการคัดเลือกให้เป็น  ผู้ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่  การที่อารจุนะทรงยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่คริชณะตรัส  ควรรับเอาเป็น  เยี่ยงอย่าง  จากนั้นเราจะสามารถเข้าใจเนื้อหาสาระสำคัญของ  ภควัต-คีตา  ด้วยวิธีนี้  เท่านั้นที่เราสามารถเข้าใจว่าคริชณะคือองค์ภควาน

โศลก 15 (10.15)

สวะยัม เอวาทมะนาทมานัม
เวททฺะ ทวัม พุรุโชททะมะ
บํูทะ-บฺาวะนะ บํูเทชะ
เดวะ-เดวะ จะกัท-พะเท

สวะยัม  -  โดยพระองค์เอง, เอวะ  -  แน่นอน, อาทมะนา  -  ด้วยตัวพระองค์เอง, อาทมานัม  -  ตัวพระองค์, เวททฺะ  -  ทราบ, ทวัม  -  พระองค์, พุรุชะ  -  อุททะมะ  -  โอ้ ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดใน บรรดาบุคคลทั้งหลาย, บํูทะ-บฺาวะนะ  -  โอ้ แหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง, บํูทะ-อีชะ  -  โอ้ พระเจ้าของสรรพสิ่ง, เดวะ-เดวะ  -  โอ้ พระเจ้าของมวลเทวดา, จะกัท-พะเท  -  โอ้ พระเจ้าแห่งปวงจักรวาล

คำแปล

แน่นอนว่าพระองค์เท่านั้นที่ทราบตัวพระองค์เองด้วยพลังเบื้องสูงของพระองค์  โอ้  องค์ภควาน  แหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง  พระเจ้าของมวลชีวิต  พระเจ้าของ  เหล่าเทวดา  พระเจ้าแห่งจักรวาล!

คำอธิบาย

องค์ภควานชรีคริชณะทรงรู้ได้โดยบุคคลผู้มีความสัมพันธ์กับพระองค์โดยผ่านทาง  วิธีปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้เหมือนกับอารจุนะและเหล่าสาวกของอารจุนะ  บุคคลผู้มี  ความคิดเยี่ยงมารหรือไม่เชื่อในองค์ภควานไม่สามารถรู้ถึงคริชณะ  การคาดคะเนทางจิตใจซึ่ง  นำให้ออกห่างจากพระองค์เป็นบาปอันร้ายแรง  และผู้ที่ไม่รู้จักคริชณะไม่ควรพยายามวิจารณ์  ภควัต-คีตา,  ภควัต-คีตา  เป็นคำดำรัสของคริชณะ  เนื่องจากเป็นศาสตร์แห่งคริชณะจึงควร  เข้าใจจากคริชณะ  ดังที่อารจุนะเข้าใจ  โดยไม่ควรรับมาจากบุคคลผู้ไม่เชื่อในองค์ภควาน

ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (1.2.11)

วะดันทิ ทัท ทัททวะ-วิดัส
ทัททวัม ยัจ กยานัม อัดวะยัม

บระฮเมทิ พะระมาทเมทิ
บฺะกะวาน อิทิ ชับดยะเท

สัจธรรมสูงสุดรู้แจ้งได้ในสามระดับคือ  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  พะระมาทมา  ภายใน  หัวใจของทุกคน  และท้ายสุดคือองค์ภควาน  ในระดับท้ายสุดแห่งการเข้าใจสัจธรรม  จะ  มาถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  มนุษย์ธรรมดาหรือแม้แต่ผู้ที่หลุดพ้นแล้ว  ซึ่งรู้แจ้ง  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  หรือรู้แจ้ง  พะระมาทมา  ผู้ประทับภายในหัวใจของทุกคน  อาจ  ไม่เข้าใจองค์ภควาน  ดังนั้น  บุคคลเหล่านี้อาจพยายามเข้าใจองค์ภควานจากโศลกต่างๆ  ใน  ภควัต-คีตา  ที่คริชณะทรงเป็นผู้ตรัส  บางครั้งพวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์ยอมรับว่า  คริชณะทรงเป็นองค์ภควาน  หรือยอมรับความเชื่อถือได้ของพระองค์  ถึงกระนั้น  ยังมี  บุคคลผู้หลุดพ้นแล้วมากมายที่ไม่สามารถเข้าใจคริชณะว่าเป็น  พุรุโชททะมะ  บุคลิกภาพ  สูงสุด  ดังนั้น  อารจุนะทรงเรียกพระองค์ว่า  พุรุโชททะมะ  เช่นนี้  ยังอาจไม่เข้าใจ  ว่า  คริชณะทรงเป็นพระบิดาของมวลชีวิต  ดังนั้น  อารจุนะทรงเรียกพระองค์ว่า  บํูทะ-  บฺาวะนะ  หากทราบว่าพระองค์ทรงเป็นพระบิดาของมวลชีวิต  แต่อาจไม่ทราบว่า  พระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมสูงสุด  ดังนั้น  อารจุนะทรงเรียกพระองค์ว่า  บํูเทชะ  ผู้ควบคุม  สูงสุดของทุกคน  แม้หากทราบว่าคริชณะทรงเป็นผู้ควบคุมสูงสุดของมวลชีวิต  แต่อาจ  ไม่ทราบว่า  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของเทวดา  ดังนั้น  ณ  ที่นี้ทรงเรียกพระองค์  ว่า  เดวะเดวะ  พระเจ้าผู้ทรงได้รับการบูชาจากมวลเทวดา  และแม้หากทราบว่าพระองค์  ทรงเป็นพระเจ้าที่เคารพบูชาของมวลเทวดา  แต่อาจไม่ทราบว่า  พระองค์ทรงเป็นเจ้าของ  สูงสุดของทุกสิ่งทุกอย่าง  ดังนั้นทรงเรียกพระองค์ว่า  จะกัทพะทิ  ดังนั้น  จากความรู้แจ้ง  ของอารจุนะ  ความจริงเกี่ยวกับคริชณะได้สถาปนาไว้ในโศลกนี้  และพวกเราควรเจริญรอย  ตามพระบาทของอารจุนะในการเข้าใจคริชณะตามความเป็นจริง

โศลก 16 (10.16)

วัคทุม อารฮะสิ อเชเชณะ
ดีพยา ฮิ อาทมะ-วิบํูทะยะฮ
ยาบิฺร วิบํูทิบิฺร โลคาน
อิมามส ทวัม วิยาพยะ ทิชทฺะสิ

วัคทุม  -  พูด, อารฮะสิ  -  พระองค์สมควรได้, อเชเชณะ  -  รายละเอียด, ดิพยาฮ  -  ทิพย์, ฮิ  -  แน่นอน,อาทมะ  -  ตัวพระองค์เอง, วิบํูทะยะฮ  -  ความมั่งคั่ง, ยาบิฺฮ  -  ซึ่ง, วิบํูทิบิฮ  -  ความ มั่งคั่ง, โลคาน  -  ดาวเคราะห์ทั้งหลาย, อิมาม  -  เหล่านี้, ทวัม  -  พระองค์, วิยาพยะ  -  แผ่ กระจาย, ทิชทฺะสิ  -  ยังคงอยู่

คำแปล

โปรดกรุณาบอกข้าพเจ้าในรายละเอียดเกี่ยวกับความมั่งคั่งทิพย์ของพระองค์  ที่ทรง  แผ่กระจายไปในโลกทั้งหลายเหล่านี้

คำอธิบาย

โศลกนี้ปรากฏว่าอารจุนะทรงพอใจกับการเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  คริชณะ  ด้วยพระกรุณาธิคุณของคริชณะ  อารจุนะทรงได้รับประสบการณ์ส่วนตัว  ปัญญา  ความรู้  และอะไรก็แล้วแต่ที่บุคคลอาจมีหรือได้รับผ่านทางผู้แทนทั้งหลายเหล่า  นี้  อารจุนะทรงเข้าใจว่า  คริชณะคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆทั้ง  สิ้น  ถึงกระนั้น  ยังถามให้คริชณะทรงอธิบายถึงธรรมชาติที่แผ่กระจายไปทั่วของพระองค์  ผู้คนโดยทั่วไปและผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์โดยเฉพาะ  ส่วนใหญ่จะสนใจเกี่ยวกับธรรมชาติ  ที่แผ่กระจายไปทั่วขององค์ภควาน  ดังนั้น  อารจุนะทรงถามคริชณะว่า  พระองค์ทรง  เป็นอยู่ในลักษณะที่แผ่กระจายไปทั่วผ่านทางพลังงานอันหลากหลายของพระองค์ได้  อย่างไร  เราควรรู้ว่าคำถามนี้  อารจุนะทรงถามแทนผู้คนโดยทั่วไป

โศลก 17 (10.17)

คุทัฺม วิดยาม อฮัม โยกิมส
ทวาม สะดา พะริชินทะยัน
เคชุ เคชุ ชะ บฺาเวชุ
ชินทโย ่ สิ บฺะกะวาน มะยา

คะทัฺม  -  อย่างไร, วิดยาม อฮัม  -  ข้าจะรู้, โยกิน  -  โอ้ ผู้มีอิทธิฤทธิ์สูงสุด, ทวาม  -  พระองค์, สะดา  -  เสมอ, พะริชินทะยัน  -  ระลึกถึง, เคชุ  -  ในซึ่ง, เคชุ  -  ในซึ่ง, ชะ  -  เช่นกัน, บฺาเวชุ  -  ธรรมชาติ, ชินทยะฮ  -  อสิ  -  จำพระองค์ได้, บฺะกะวาน  -  โอ้ องค์ภควาน, มะยา  -  โดยข้า

คำแปล

โอ้  คริชณะ  โอ้  ผู้มีอิทธิฤทธิ์สูงสุด  ข้าพเจ้าจะระลึกถึงพระองค์ตลอดเวลา  ได้อย่างไร  และจะรู้ถึงพระองค์ได้อย่างไร?  โอ้  องค์ภควานผู้ทรงมีรูปลักษณ์  มากมาย  ข้าพเจ้าควรระลึกถึงรูปลักษณ์ใดของพระองค์?

คำอธิบาย

ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทก่อนหน้านี้ว่า  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงถูก  ปกคลุมด้วย  โยกะ-มายา  ของพระองค์  ดวงวิญญาณที่ศิโรราบและสาวกเท่านั้น  ที่สามารถเห็นพระองค์  บัดนี้  อารจุนะทรงมั่นใจว่าสหายคริชณะคือองค์ภควาน  แต่  ปรารถนาจะรู้ถึงวิธีการโดยทั่วไปที่คนธรรมดาสามารถเข้าใจพระองค์ผู้ทรงแผ่กระจาย  ไปทั่ว  คนธรรมดาทั่วไปรวมทั้งเหล่ามารและพวกไม่เชื่อในองค์ภควาน  ไม่สามารถ  รู้ถึงคริชณะ  เพราะว่าพระองค์ทรงได้รับการปกป้องจากพลัง  โยกะ-มายา  ของ  พระองค์  อีกครั้งหนึ่งที่อารจุนะทรงถามคำถามเหล่านี้เพื่อประโยชน์ของพวกเรา  สาวก  ผู้เจริญแล้วไม่ห่วงเฉพาะความเข้าใจของตนเองเท่านั้น  แต่ทำไปเพื่อความเข้าใจของ  มวลมนุษยชาติ  ดังนั้น  ด้วยความเมตตากรุณา  อารจุนะผู้เป็นสาวก  ไวชณะวะ  ได้เปิด  ทางเพื่อให้คนธรรมดาสามัญเข้าใจการแผ่กระจายไปทั่วขององค์ภควาน  ทรงเรียก  คริชณะโดยเฉพาะว่า  โยกิน  เพราะว่า  ชรี  คริชณะทรงเป็นเจ้านายของพลัง  โยกะ-มายา  ที่สามารถปกปิดและเปิดเผยตัวพระองค์แก่คนธรรมดาทั่วไป  บุคคลธรรมดาสามัญที่  ไม่มีความรักต่อคริชณะไม่สามารถระลึกถึงคริชณะได้  ดังนั้น  จึงต้องมีแนวคิดทางวัตถุ  อารจุนะทรงพิจารณาถึงระดับแห่งความคิดของนักวัตถุนิยมในโลกนี้  คำว่า  เคชุ  เคชุ  ชะ  บฺาเวชุ  หมายถึงธรรมชาติวัตถุ  (คำว่า  บฺาวะ  หมายความว่า  “สิ่งของที่เป็นวัตถุ”)  เพราะ  ว่านักวัตถุนิยมไม่สามารถเข้าใจคริชณะในวิถีทิพย์  จึงได้รับการแนะนำให้ทำสมาธิจิตอยู่  ที่สิ่งของวัตถุ  และพยายามดูว่าคริชณะทรงปรากฏผ่านผู้แทนต่าง  ๆ  ทางวัตถุได้อย่างไร

โศลก 18 (10.18)

วิสทะเรณาทมะโน โยกัม
วิบํูทิม ชะ จะนารดะนะ
บํูยะฮ คะทฺะยะ ทริพทิร ฮิ ชริณวะโท นาสทิ เม
่มริทิม

วิสทะเรณะ  -  ในรายละเอียด, อาทมะนะฮ  -  ของพระองค์, โยกัม  -  พลังอินธิฤทธิ์, วิบํูทิม  -  ความมั่งคั่ง, ชะ  -  เช่นกัน, จะนะ-อารดะนะ  -  โอ้ ผู้สังหารคนไร้ศรัทธาในองค์ภควาน, บํูยะฮ  -  อีกครั้งหนึ่ง, คะ ทฺะยะ  -  อธิบาย, ทริพทิฮ  -  พึงพอใจ, ฮิ  -  แน่นอน, ชริณวะทะฮ  -  การสดับฟัง, นะ-อัสทิ  -  ไม่มี, เม  -  ของข้า, อมริทัม  -  น้ำทิพย์

คำแปล

โอ้  จะนารดะนะ  ได้โปรดอธิบายพลังทิพย์แห่งความมั่งคั่งของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง  โดยละเอียด  ข้าไม่เคยรู้สึกเพียงพอในการสดับฟังเกี่ยวกับพระองค์  เพราะเมื่อ  ได้สดับฟังมากยิ่งขึ้น  ข้าพเจ้ายิ่งอยากได้รับรสน้ำทิพย์จากคำดำรัสของพระองค์  มากยิ่งขึ้น

คำอธิบาย

ข้อความในทำนองเดียวกันนี้  ริชิ  แห่ง  ไนมิชารัณยะ  ซึ่งนำโดย  โชนะคะ  กล่าว  แก่  สูทะ  โกสวามิ  ดังนี้

วะยัม ทุ นะ วิทริพยามะ
อุทะมะ-ชโลคะ-วิคระเม
ยัช ชฺริณวะทาม ระสะ-กยานาม
สวาดุ สวาดุ พะเด พะเด

“บุคคลจะไม่มีวันเพียงพอแม้สดับฟังลีลาทิพย์ต่าง  ๆ  ของคริชณะผู้ที่ทรงได้รับการสรร  เสริญ  ด้วยบทมนต์อันยอดเยี่ยมอยู่ตลอดเวลา  พวกที่เข้าไปในความสัมพันธ์ทิพย์กับ  คริชณะจะได้รับรสในการพรรณนาลีลาของพระองค์อยู่ตลอดเวลา”  (ชรีมัด-บฺากะวะธัม  1.1.19)  ดังนั้น  อารจุนะทรงสนใจในการสดับฟังเกี่ยวกับคริชณะ  โดยเฉพาะที่ว่าพระองค์  ทรงเป็นองค์ภควานที่แผ่กระจายไปทั่วได้อย่างไร

สำหรับ  อมริทัม  หรือน้ำทิพย์  คำพรรณนาใด  ๆ  หรือข้อความใด  ๆ  ที่เกี่ยว  กับคริชณะเหมือนกับน้ำทิพย์  และน้ำทิพย์นี้สำเหนียกได้ด้วยประสบการณ์จากการ  ปฏิบัติ  เรื่องราวสมัยปัจจุบัน  นวนิยาย  และประวัติศาสตร์  ไม่เหมือนกับลีลาทิพย์ของ  คริชณะ  เพราะว่าเราจะรู้สึกเบื่อในการฟังเรื่องราวทางโลก  แต่เราไม่มีวันเบื่อที่จะสดับ  ฟังเกี่ยวกับคริชณะ  ด้วยเหตุนี้เท่านั้นที่ประวัติศาสตร์ทั่วทั้งจักรวาลพรั่งพร้อมไปด้วย  เรื่องอ้างอิงต่าง  ๆ  เกี่ยวกับลีลาแห่งอวตารขององค์ภควาน  พุราณะ  เป็นประวัติศาสตร์  ในยุคอดีตที่สัมพันธ์กับลีลาของอวตารอันหลากหลายขององค์ภควาน  ดังนั้น  เรื่องราวที่  อ่านยังคงความสดใหม่อยู่เสมอแม้จะอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก

โศลก 19 (10.19)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
ฮันทะ เท คะทฺะยิชยามิ
ดิพยา ฮิ อาทมะ-วิบํูทะยะฮ

พราดฺานยะทะฮ คุรุ-ชเรชทฺะ
นาสทิ อันโท วิสทะรัสยะ เม

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, ฮันทะ  -  ใช่, เท  -  แด่เธอ, คะทฺะยิชยามิ  -  ข้าจะพูด, ดิพยาฮ  -  ทิพย์, ฮิ  -  แน่นอน, อาทมะ-วิบํูทะยะฮ  -  ความมั่งคั่ง ส่วนตัว, พราดฺานยะทะฮ  -  ที่สำคัญ ๆ, คุรุ-ชเรชทฺะ  -  โอ้ ผู้ยอดเยี่ยมแห่งราชวงศ์คุรุ, นะ อัสทิ  -  ไม่มี, อันทะฮ  -  จำกัด, วิสทะรัสยะ  -  จนกระทั่ง, เม  -  ของข้า

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  ตกลงข้าจะบอกเธอเกี่ยวกับปรากฎการณ์  อันวิจิตรพิสดารของข้า  แต่เฉพาะที่สำคัญ  ๆ  เท่านั้น  โอ้  อารจุนะ  เพราะว่าความ  มั่งคั่งของข้านั้นไม่มีที่สิ้นสุด

คำอธิบาย

เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจความยิ่งใหญ่และความมั่งคั่งของคริชณะ  ประสาท  สัมผัสของปัจเจกวิญญาณมีขีดจำกัดจึงไม่เปิดโอกาสให้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดของ  พระองค์  ถึงกระนั้น  เหล่าสาวกพยายามเข้าใจคริชณะ  ไม่ใช่บนหลักการที่ว่าจะสามารถ  เข้าใจคริชณะอย่างสมบูรณ์ในช่วงเวลาหนึ่งหรือในระดับหนึ่งของชีวิต  แต่เรื่องราวของ  คริชณะเป็นที่น่าชื่นชอบมาก  ดูเหมือนจะเป็นน้ำทิพย์สำหรับสาวก  ดังนั้น  สาวกจึง  รื่นเริงกับเรื่องราวของคริชณะ  ในการสนทนาเกี่ยวกับความมั่งคั่งและพลังงานอันหลาก  หลายของคริชณะ  สาวกผู้บริสุทธิ์จะได้รับความสุขทิพย์  ดังนั้น  จึงปรารถนาสดับฟังและ  สนทนาเกี่ยวกับพระองค์  คริชณะทรงรู้ว่าสิ่งมีชีวิตไม่เข้าใจความมั่งคั่งของพระองค์เท่าที่  มีอยู่  ดังนั้น  พระองค์ทรงตกลงจะกล่าวเฉพาะปรากฏการณ์ที่สำคัญ  ๆ  เกี่ยวกับพลังงาน  ต่าง  ๆ  ของพระองค์  คำว่า  พราดฺานยะทะฮ  (“สำคัญ”)  มีความสำคัญเพราะว่า  เรา  สามารถเข้าใจรายละเอียดที่สำคัญไม่กี่อย่างขององค์ภควานเท่านั้น  เพราะคุณลักษณะ  ของพระองค์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด  เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจทั้งหมด  และคำว่า  วิบํูทิ  ใช้ในโศลกนี้  กล่าวถึงความมั่งคั่งที่พระองค์ทรงควบคุมปรากฏการณ์ทั้งหมด  ในพจนานุกรม  อมะระ-  โคชะ  กล่าวไว้ว่า  วิบํูทิ  หมายความว่าความมั่งคั่งพิเศษ

ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์หรือผู้นับถือผีสางเทวดาไม่สามารถเข้าใจความมั่งคั่ง  พิเศษขององค์ภควาน  และไม่เข้าใจปรากฏการณ์แห่งพลังงานทิพย์ของพระองค์ทั้งใน  โลกวัตถุและในโลกทิพย์  พลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์แผ่กระจายไปในปรากฏการณ์อัน  หลากหลายทุกแห่ง  ณ  ที่นี้  คริชณะทรงอธิบายว่ามีอะไรบ้างที่บุคคลธรรมดาสามารถ  สำเหนียกได้โดยตรง  ดังนั้น  ส่วนหนึ่งของพลังงานอันหลากหลายของพระองค์จึงได้  อธิบายไว้เช่นนี้

โศลก 20 (10.20)

อฮัม อาทมา กุดาเคชะ
สารวะ-บํูทาชะยะ-สทิฺทะฮ
อฮัม อาดิช ชะ มัดฺยัม ชะ
บํูทานาม อันทะ เอวะ ชะ

อฮัม  -  ข้า, อาทมา  -  ดวงวิญญาณ, กุดาเคชะ  -  โอ้ อารจุนะ, สารวะ-บํูทะ  -  ของสิ่งมีชีวิต ทั้งหมด, อาชะยะ-สทิฺทะฮ  -  สถิตภายในหัวใจ, อฮัม  -  ข้าเป็น, อาดิฮ  -  แหล่งกำเนิด, ชะ  -  เช่นกัน, มัดฺยัม  -  ช่วงกลาง, ชะ  -  เช่นกัน, บํูทานาม  -  ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย, อันทะฮ  -  ตอน จบ, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  และ

คำแปล

ข้าคืออภิวิญญาณ  โอ้  อารจุนะ  ประทับอยู่ภายในหัวใจของมวลชีวิต  ข้าคือจุดเริ่ม  ต้น  ช่วงกลาง  และจุดจบของมวลชีวิต

คำอธิบาย

โศลกนี้อารจุนะทรงถูกเรียกว่า  กุดาเคชะ  ซึ่งหมายความว่า  “ผู้ที่เอาชนะความ  มืดแห่งการนอน”  สำหรับพวกที่นอนหลับอยู่ในความมืดแห่งอวิชชา  เป็นไปไม่ได้ที่จะ  เข้าใจว่าองค์ภควานทรงปรากฏพระวรกายหลากหลายวิธีทั้งในโลกทิพย์และโลกวัตถุ  ได้อย่างไร  คริชณะทรงเรียกอารจุนะเช่นนี้มีความสำคัญ  เพราะอารจุนะทรงอยู่เหนือ  ความมืดนี้  คริชณะทรงตกลงที่จะอธิบายถึงความมั่งคั่งอันหลากหลายของพระองค์

ก่อนอื่นคริชณะทรงให้ข้อมูลกับอารจุนะว่า  พระองค์ทรงเป็นดวงวิญญาณของ  ปรากฏการณ์ในจักรวาลทั้งหมดโดยผ่านทางภาคที่แบ่งแยกเบื้องต้นของพระองค์  ก่อน  การสร้างโลกวัตถุ  ภาคที่แบ่งแยกอันสมบูรณ์ขององค์ภควานทรงรับเอาอวตาร  พุรุชะ  และจากองค์นี้ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเริ่มขึ้น  ดังนั้น  พระองค์ทรงเป็น  อาทมา  ดวงวิญญาณ  ของ  มะฮัท-ทัททวะ  ธาตุต่าง  ๆ  ของจักรวาล  พลังงานวัตถุทั้งหมดไม่ใช่แหล่งกำเนิดของ  การสร้าง  อันที่จริง  มะฮา-วิชณุ  ทรงเข้าไปใน  มะฮัท-ทัททวะ  พลังงานวัตถุทั้งหมด  พระองค์ทรงเป็นดวงวิญญาณ  เมื่อ  มะฮา-วิชณุ  ทรงเข้าไปในจักรวาลต่าง  ๆ  ที่ปรากฏ  จากนั้นทรงปรากฏเป็นอภิวิญญาณประทับอยู่ในทุก  ๆ  ชีวิต  เรามีประสบการณ์ว่า  ร่างกายส่วนตัวของสิ่งมีชีวิตเป็นอยู่ได้ก็เนื่องมาจากประกายวิญญาณที่ปรากฏอยู่  หาก  ประกายวิญญาณไม่อยู่  ร่างกายจะไม่สามารถพัฒนาขึ้นมาได้นอกจากดวงวิญญาณสูง  สุดองค์คริชณะเสด็จเข้าไป  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  สุบะละ  อุพะนิชัด  ว่า  พระคริทิ-อาดิ-  สารวะ-บํูทานทาร-ยามีสารวะ-เชชี  ชะนารายะณะฮ  “บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทรงปรากฏในฐานะอภิวิญญาณในจักรวาลทั้งหลายที่ปรากฏ”

พุรุชะ-อวะทาระ  ทั้งสามอธิบายไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  และได้อธิบายไว้ใน  สารทวะทะ-ทันทระ  เช่นกัน  วิชโณส  ทุ  ทรีณิ  รูพาณิ  พุรุชาคฺยานิ  อโทฺ  วิดุฮ  บุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้าทรงปรากฏในสามลักษณะ  คาระโณดะคะชายี  วิชณุ,  การโบฺดะคะชายี  วิชณุ  และ  คชีโรดะคะชายี  วิชณุ  ในปรากฏการณ์ทางวัตถุนี้  มะฮา-วิชณุ  หรือคาระโณ  ดะคะชายี  วิชณุ,  บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.47)  อธิบายว่า  ยะฮ  คาระณารณะวะ-จะเร  บฺะ  จะทิ  สมะ  โยกะ-นิดราม  องค์ภควานคริชณะแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวงทรง  บรรทมอยู่ในมหาสมุทรจักรวาลในรูป  มะฮา-วิชณุ  ฉะนั้น  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทรงเป็นจุดเริ่มต้นของจักรวาลนี้  ทรงเป็นผู้ดำรงรักษาปรากฏการณ์แห่งจักรวาล  และ  ทรงเป็นจุดจบของพลังงานทั้งหมด

โศลก 21 (10.21)

อาดิทยานาม อฮัม วิชณุร
จโยทิชาม ระวิร อัมชุมาน

มะรีชิร มะรุทาม อัสมิ
นัคชะทราณาม อฮัม ชะชี

อดิทยานาม  -  ของอาดิทยะ, อฮัม  -  ข้าเป็น, วิชณุฮ  -  องค์ภควาน, จโยทิชาม  -  ของดวง ประทีปทั้งหลาย, ระวิฮ  -  ดวงอาทิตย์, อัมชุ  -  มาน  -  รัศมี, มะรีชิฮ  -  มะรีชิ, มะรุทาม  -  ของ มะรุท, อัสมิ  -  ข้าเป็น, นัคชะทราณาม  -  ของหมู่ดวงดาว, อฮัม  -  ข้าเป็น, ชะชี  -  ดวงจันทร์

คำแปล

ในหมู่อาดิทยะข้าคือวิชณุ  ในหมู่ดวงประทีปข้าคือดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงเจิดจรัส  ในหมู่มะรุทข้าคือมะรีชิ  และในหมู่ดวงดาวข้าคือดวงจันทร์

คำอธิบาย

มีอยู่สิบสอง  อาดิทยะ  ซึ่งคริชณะทรงเป็นประธาน  ในหมู่ดวงประทีปทั้งหลายที่  ระยิบระยับอยู่ในท้องฟ้าดวงอาทิตย์เป็นประธาน  และ  บระฮมะ-สัมฮิทา  ยอมรับว่าดวง  อาทิตย์เป็นพระเนตรขององค์ภควานที่ส่องรัศมี  มีลมห้าสิบชนิดที่พัดอยู่ในอวกาศ  และ  ในหมู่ลมเหล่านี้  มะรีชิ  พระปฏิมาผู้ควบคุมเป็นผู้แทนของคริชณะ

ในหมู่ดวงดาวดวงจันทร์โดดเด่นที่สุดในตอนกลางคืน  ดังนั้น  ดวงจันทร์เป็น  ผู้แทนของคริชณะ  ปรากฏจากโศลกนี้ว่า  ดวงจันทร์เป็นหนึ่งในหมู่ดวงดาว  ดังนั้น  หมู่  ดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับอยู่ในท้องฟ้าก็ได้รับแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์เช่นกัน  ทฤษฎีที่ว่ามีดวงอาทิตย์อยู่หลายดวงในจักรวาล  วรรณกรรมพระเวทไม่ยอมรับ  ดวง  อาทิตย์เป็นหนึ่ง  และด้วยแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ทำให้ดวงจันทร์และดวงดาวต่าง  ๆ  ส่องแสงสว่าง  ภควัต-คีตา  แสดงให้เห็น  ณ  ที่นี้ว่าดวงจันทร์เป็นหนึ่งในหมู่ดวงดาว  แสง  ระยิบระยับจากดวงดาวต่าง  ๆ  ไม่ใช่ดวงอาทิตย์  แต่คล้ายกับดวงจันทร์

โศลก 22 (10.22)

เวดานาม สามะ-เวโด ่สมิ
เดวานาม อัสมิ วาสะวะฮ

อินดริยาณาม มะนัช ชาสมิ
บํูทานาม อัสมิ เชทะนา

เวดานาม  -  ของคัมภีร์พระเวททั้งหมด, สามะ-เวดะฮ  -  สามะเวท, อัสมิ  -  ข้าเป็น, เดวานาม  -  ของเหล่าเทวดาทั้งหลาย, อัสมิ  -  ข้าเป็น, วาสะวะฮ  -  เจ้าแห่งสวรรค์, อินดริยาณาม  -  ของ ประสาทสัมผัสทั้งหมด, มะนะฮ  -  จิตใจ, ชะ  -  เช่นกัน, อัสมิ  -  ข้าเป็น, บํูทานาม  -  สิ่งมีชีวิตทั้ง หลาย, อัสมิ  -  ข้าเป็น, เชทะนา  -  พลังชีวิต

คำแปล

ในบรรดาคัมภีร์พระเวทข้าคือสามะเวท  ในเหล่าเทวดาข้าคือพระอินทร์เจ้าแห่ง  สวรรค์  ในบรรดาประสาทสัมผัสข้าคือจิตใจ  และในบรรดาสิ่งมีชีวิตข้าคือพลัง  ชีวิต  (จิตสำนึก)

คำอธิบาย

ข้อแตกต่างระหว่างวัตถุและวิญญาณคือ  วัตถุไม่มีจิตสำนึกเหมือนกับสิ่งมีชีวิต  ฉะนั้น  จิตสำนึกนี้คือสิ่งสูงสุดและเป็นอมตะ  การผสมผสานของวัตถุจะไม่สามารถผลิต  จิตสำนึกขึ้นมาได้

โศลก 23 (10.23)

รุดราณาม ชังคะรัช ชาสมิ
วิทเทโช ยัคชะ-รัคชะสาม
วะสูนาม พาวะคัช ชาสมิ
เมรุฮ ชิคฺะริณาม อฮัม

รุดราณาม  -  ของรุดระทั้งหมด, ชังคะระฮ  -  พระศิวะ, ชะ  -  เช่นกัน, อัสมิ  -  ข้าเป็น, วิททะ- อีชะฮ  -  ขุนคลังของเหล่าเทวดา, ยัคชะ-รัคชะสาม  -  ของยัคชะและราคชะสะ, วะสูนาม  -  ของ วะสุ, พาวะคะฮ  -  ไฟ, ชะ  -  เช่นกัน, อัสมิ  -  ข้าเป็น, เมรุฮ  -  เมรุ, ชิคฺะริณาม  -  ของภูเขาทั้งหลาย, อฮัม  -  ข้าเป็น

คำแปล

ในบรรดารุดระทั้งหลายข้าคือพระศิวะ  ในบรรดายัคชะและราคชะสะข้าคือเจ้า  แห่งทรัพย์สมบัติ  (คุเวระ)  ในบรรดาวะสุข้าคือไฟ  (อักนิ)  และในบรรดาภูเขาข้า  คือเมรุ

คำอธิบาย

มี  รุดระ  สิบเอ็ดองค์ทั้งหมด  ชังคะระ  หรือพระศิวะโดดเด่นที่สุดจึงเป็นอวตารองค์  ภควานซึ่งเป็นผู้ดูแลระดับแห่งอวิชชาในจักรวาล  ผู้นำของ  ยัคชะ  และ  ราคชะสะ  คือ  คุเวระ  เจ้าแห่งทรัพย์สมบัติของเหล่าเทวดา  เป็นผู้แทนขององค์ภควาน  เมรุ  เป็นภูเขาที่มีชื่อเสียง  ในความมั่งคั่งทางทรัพยากรธรรมชาติ

โศลก 24 (10.24)

พุโรดฺะสาม ชะ มุคฺยัม มาม
วิดดิฺ พารทฺะ บริฮัสพะทิม

เสนานีนาม อฮัม สคันดะฮ
สะระสาม อัสมิ สากะระฮ

พุโรดฺะสาม  -  ของพระทั้งหมด, ชะ  -  เช่นกัน, มุคฺยัม  -  หัวหน้า, มาม  -  ข้า, วิดดิฺ  -  เข้าใจ, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, บริฮัสพะทิม  -  บริฮัสพะทิ, เสนานีนาม  -  ของขุนพลทั้ง หลาย, อฮัม  -  ข้าเป็น, สคันดะฮ  -  คารทิเคยะ, สะระสาม  -  ของแหล่งกำเนิดของน้ำทั้ง หลาย, อัสมิ  -  ข้าเป็น, สากะระฮ  -  มหาสมุทร

คำแปล

ในบรรดาพระ  โอ้  อารจุนะจงรู้ว่าข้าคือผู้นำ  บริฮัสพะทิ  ในบรรดาขุนพลข้าคือ  คารทิเคยะ  และในบรรดาแผ่นน้ำข้าคือมหาสมุทร

คำอธิบาย

พระอินทร์หรือ  อินดระ  ทรงเป็นเทวดาแห่งสรวงสวรรค์  จึงได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่ง  สวรรค์  ดาวเคราะห์ที่พระองค์ทรงเป็นใหญ่เรียกว่า  อินดระโลคะ  บริฮัสพะทิ  เป็นพระ  ของพระอินทร์  เนื่องจากพระอินทร์ทรงเป็นผู้นำของกษัตริย์  บริฮัพะทิ  จึงเป็นประธาน  ของพระทั้งหมด  ขณะที่พระอินทร์ทรงเป็นผู้นำของกษัตริย์ทั้งหมด  ในทำนองเดียวกัน  สคันดะ  หรือ  คารทิเคยะ  โอรสของพาระวะทีและพระศิวะก็เป็นหัวหน้าของขุนพลใน  กองทัพทั้งหมด  และในบรรดาแผ่นน้ำมหาสมุทรยิ่งใหญ่ที่สุด  จึงเป็นผู้แทนของคริชณะ  เหล่านี้เพียงแต่เปรยให้พอเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์เท่านั้น

โศลก 25 (10.25)

มะฮารชีนาม บฺริกุร อฮัม
กิราม อัสมิ เอคัม อัคชะรัม

ยะกยานาม จะพะ-ยะกโย ่สมิ
สทฺาวะราณาม ฮิมาละยะฮ

มะฮา-ริชีณาม  -  ในหมู่นักบวชผู้ยิ่งใหญ่, บฺริกุฮ  -  บริกุ, อฮัม  -  ข้าเป็น, กิราม  -  ของคลื่น เสียง, อัสมิ  -  ข้าเป็น, เอคัม อัคชะรัม-พระณะวะ, ยะกยานาม  -  ของพิธีบูชาต่าง ๆ, จะพะ-ยะกยะฮ  -  การสวดภาวนา, อัสมิ  -  ข้าเป็น, สทฺาวะราณาม  -  ของสิ่งที่ไม่เคลื่อนที่, ฮิมาละยะฮ  -  เทือกเขาหิมาลัย

คำแปล

ในบรรดานักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ข้าคือบฺริกุ  ในบรรดาคลื่นเสียงข้าคือเสียงทิพย์โอม  ในบรรดาพิธีบูชาต่าง  ๆ  ข้าคือการสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์  (จะพะ)  และ  ในบรรดาสิ่งที่ไม่เคลื่อนที่ข้าคือหิมาลัย

คำอธิบาย

พระพรหมทรงเป็นชีวิตแรกภายในจักรวาลได้ให้กำเนิดบุตรหลายคนเพื่อ  แพร่พันธ์ในเผ่าพันธุ์อันหลากหลาย  ในบรรดาบุตรเหล่านี้  บริฺกุ  เป็นนักปราชญ์ผู้มีพลัง  อำนาจมากที่สุด  ในบรรดาคลื่นเสียงทิพย์ทั้งหลาย  โอม  (โอมคาระ)  เป็นผู้แทนของ  คริชณะ  ในบรรดาพิธีบูชาทั้งหลาย  การสวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  เป็นผู้  แทนที่บริสุทธิ์ที่สุดของคริชณะ  บางครั้งได้มีการแนะนำพิธีบูชาสัตว์  แต่ในพิธีบูชา  ของ  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  จะไม่มีการเบียดเบียน  เป็นวิธีที่ง่ายและบริสุทธิ์  ที่สุด  สิ่งใดที่ประเสริฐในโลกคือผู้แทนของคริชณะ  ฉะนั้น  หิมาลัยเทือกเขาที่ยิ่งใหญ่  ที่สุดในโลกก็เป็นผู้แทนของพระองค์  ได้กล่าวถึงภูเขาชื่อเมรุในโศลกก่อนหน้านี้  แต่บาง  ครั้งภูเขาเมรุเคลื่อนที่ในขณะที่ภูเขาหิมาลัยไม่เคลื่อนที่  ดังนั้น  หิมาลัยจึงยิ่งใหญ่กว่าเมรุ

โศลก 26 (10.26)

อัชวัททฺะฮ สารวะ-วริคชานาม
เดวารชีณาม ชะ นาระดะฮ
กันดฺารวาณาม ชิทระระทฺะ
สิดดฺานาม คะพิโล มุนิฮ

อัชวัททฺะฮ  -  ต้นไทร, สารวะ-วริคชาณาม  -  ของต้นไม้ทั้งหลาย, เดวะ-ริชีณาม  -  ของนัก ปราชญ์ทั้งหลายในหมู่เทวดา, ชะ  -  และ, นาระดะฮ  -  นาระดะ, กันดฺารวาณาม  -  ของ ประชากรแห่งดาวเคราะห์กันดฺารวะ, ชิทระระทฺะ  -  ชิทระระทฺะ, สิดดฺานาม  -  ของพวกที่มี ความสมบูรณ์ทั้งหลาย, คะพิละฮ มุนิฮ  -  คะพิละ มุนิ

คำแปล

ในบรรดาต้นไม้ทั้งหลายข้าคือต้นไทร  และบรรดานักปราชญ์ในหมู่เทวดาข้าคือ  นาระดะ  ในบรรดากันดฺารวะข้าคือชิทระระทฺะ  และในบรรดามนุษย์ผู้สมบูรณ์ข้า  คือนักปราชญ์คะพิละ

คำอธิบาย

ต้นไทร  (อัชวัททฺะ)  เป็นหนึ่งในจำนวนต้นไม้ที่สูงที่สุดและสวยงามมากที่สุด  ผู้คนในประเทศอินเดียบ่อยครั้งที่บูชาต้นไทร  เสมือนหนึ่งในพิธีทำวัตรประจำวันตอน  เช้าในหมู่เทวดา  นาระดะพิจารณาว่าเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาลและได้รับการ  บูชา  ดังนั้น  ท่านจึงเป็นผู้แทนของคริชณะในฐานะที่เป็นสาวก  โลก  กันดฺารวะ  เต็มไป  ด้วยสิ่งมีชีวิตที่ร้องเพลงได้ไพเราะมาก  นักร้องที่ยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดานักร้องเหล่านี้คือ  ชิทระระทฺะ  ในหมู่สิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์  คะพิละ  บุตรของ  เดวะฮูทิ  เป็นผู้แทนของคริชณะ  พิจารณาว่าเป็นอวตารของคริชณะ  ปรัชญาของท่านได้กล่าวไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ต่อมามี  คะพิละ  อีกรูปหนึ่งที่มีชื่อเสียง  แต่ปรัชญาของคะพิละ  รูปนี้ไม่เชื่อในองค์ภควาน  ดังนั้น  จึงมีข้อแตกต่างอย่างมหาศาลระหว่าง  คะพิละ  ทั้งสองรูปนี้

โศลก 27 (10.27)

อุชไชฺชระวะสัม อัชวานาม
วิดดิฺ มาม อมริโทดบฺะวัม

ไอราวะทัม กะเจนดราณาม
นะรามณาม ชะ นะราดิฺพัม

อุชไชฺชระวะสัม  -  อุชไชฺชระวา, อัชวานาม  -  ในบรรดาม้า, วิดดิฺ  -  รู้, มาม  -  ข้า, อมริทะ  -  อุดบฺะวัม  -  ผลิตจากการกวนมหาสมุทร, ไอราวะทัม  -  ไอราวะทะ, กะจะ  -  อินดราณาม  -  เจ้าแห่งพญาช้างสาร, นะราณาม  -  ในหมู่มนุษย์, ชะ-และ, นะระ-อดิฺพัม  -  พระราชา

คำแปล

ในบรรดาม้ารู้ว่าข้าคืออุชไชฺชระวา  กำเนิดออกมาในขณะที่มีการกวนนำทิพย์จาก้  มหาสมุทร  ในบรรดาพญาช้างสารข้าคือไอราวะทะ  และในหมู่มนุษย์ข้าคือพระราชา

คำอธิบาย

เหล่าเทวดา  (สาวก)  และเหล่ามาร  (อสุระ)  ครั้งหนึ่งได้มีการกวนทะเล  ผลจาก  การกวนครั้งนี้ได้ผลิตทั้งน้ำทิพย์และยาพิษ  พระศิวะทรงดื่มยาพิษ  จากน้ำทิพย์นี้ได้ผลิต  หลายชีวิตขึ้นมา  ในจำนวนนี้มีม้า  อุชไชฺชระวา  และมีสัตว์อีกตัวหนึ่งที่ผลิตมาจากน้ำ  ทิพย์นี้คือ  พญาช้างชื่อ  ไอราวะทะ  เนื่องจากสัตว์สองตัวนี้ผลิตมาจากน้ำทิพย์  จึงมีความ  สำคัญเป็นพิเศษ  และทั้งคู่ก็เป็นผู้แทนของคริชณะ

ในบรรดามนุษย์  กษัตริย์คือผู้แทนของคริชณะ  เพราะว่าคริชณะทรงเป็น  ผู้บำรุงรักษาจักรวาล  กษัตริย์ผู้ได้รับการแต่งตั้งจากคุณสมบัติเทพทรงเป็นผู้บำรุง  รักษาราชอาณาจักร  กษัตริย์  เช่น  มะฮารราจะ  ยุดิฺชทิฺระ,  มะฮาราจะ  พะรีคชิท,  และ  พระราม  ทั้งหมดทรงเป็นกษัตริย์ผู้มีคุณธรรมสูงส่ง  ทรงคิดถึงแต่ความอยู่เย็นเป็นสุข  ของประชากรเสมอ  ในวรรณกรรมพระเวทพิจารณาว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นผู้แทน  ขององค์ภควาน  อย่างไรก็ดี  ในยุคนี้จากการทุจริตในหลักธรรมแห่งศาสนา  ราชาธิปไตย  จึงเสื่อมลงและในที่สุดก็ยกเลิกไป  ถึงกระนั้นควรเข้าใจไว้ว่าในอดีต  ภายใต้การปกครอง  ของบรรดากษัตริย์ผู้ทรงธรรมประชาชนจะมีความสงบสุขมากกว่า

โศลก 28 (10.28)

อายุดฺานาม อฮัม วัจรัม
เดฺนูนาม อัสมิ คามะดํุค
พระจะนัช ชาสมิ คันดารพะฮ
สารพาณาม อัสมิ วาสุคิฮ

อายุดฺานาม  -  ของอาวุธทั้งหลาย, อฮัม  -  ข้าเป็น, วัจรัม  -  สายฟ้า, เดฺนูนาม  -  ของฝูงวัว, อัสมิ  -  ข้าเป็น, คามะ-ดํุค  -  วัว สุรบิฺ, พระจะนะฮ  -  ต้นเหตุที่ก่อให้เกิดบุตรธิดา, ชะ  -  และ, อัสมิ  -  ข้าเป็น, คันดารพะฮ  -  กามเทพ, สารพาณาม  -  ของพวกงู, อัสมิ  -  ข้าเป็น, วาสุคิฮ  -  วาสุคิ

คำแปล

ในบรรดาอาวุธข้าคือสายฟ้า  ในหมู่ฝูงโคข้าคือสุระบิฺ  ในบรรดาต้นเหตุแห่งการ  สืบพันธุ์ข้าคือ  คันดารพะ  เทพเจ้าแห่งความรัก  และในบรรดางูข้าคือวาสุคิ

คำอธิบาย

แน่นอนว่าสายฟ้าเป็นอาวุธสุดยอดจึงเป็นผู้แทนพลังอำนาจของคริชณะ  ใน  ท้องฟ้าทิพย์คริชณะโลคะมีฝูงโคซึ่งรีดนมได้ทุกเวลา  โคเหล่านี้ให้นมมากมายตามที่เรา  ปรารถนา  แน่นอนว่าไม่มีโคเช่นนี้ในโลกวัตถุ  ได้กล่าวถึงโคเหล่านี้ในคริชณะโลคะ  องค์  ภควานทรงเลี้ยงโคเหล่านี้ไว้มากมายชื่อว่า  สุระบิฺ  พระองค์ทรงเป็นผู้พาฝูงโค  สุระบิฺ  ไป  เลี้ยง  คันดารพะ  คือความต้องการทางเพศเพื่อให้กำเนิดบุตรธิดาที่ดี  ฉะนั้น  คันดารพะ  จึงเป็นผู้แทนของคริชณะ  บางครั้งเพศสัมพันธ์กระทำไปเพื่อสนองประสาทสัมผัสเท่านั้น  เช่นนี้ไม่ใช่ผู้แทนของคริชณะ  แต่เพศสัมพันธ์เพื่อให้กำเนิดบุตรธิดาที่ดีเรียกว่า  คันดารพะ  จึงเป็นผู้แทนของคริชณะ

โศลก 29 (10.29)

อนันทัช ชาสมิ นากานาม
วะรุโณ ยาดะสาม อฮัม
พิทรีณาม อารยะมา ชาสมิ
ยะมะฮ สัมยะมะทาม อฮัม

อนันทะฮ  -  อนันทะ, ชะ  -  เช่นกัน, อัสมิ  -  ข้าเป็น, นากานาม  -  ของงูหลายหัว, วะรุณะฮ  -  เทพผู้ควบคุมน้ำ, ยาดะสาม  -  ของผู้อาศัยในน้ำทั้งหมด, อฮัม  -  ข้าเป็น, พิทรีณาม  -  ของ บรรพบุรุษ,อารยะมา  -  อารยะมา, ชะ  -  เช่นกัน, อัสมิ  -  ข้าเป็น, ยะมะฮ  -  ผู้ควบคุมความ ตาย, สัมยะมะทาม  -  ของผู้บริหารทั้งหลาย, อฮัม  -  ข้าเป็น

คำแปล

ในบรรดานากะหลายหัวข้าคืออนันทะ  ในบรรดาผู้อาศัยในน้ำข้าคือเทพ  วะรุณะ  ในบรรดาบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วข้าคืออารยะมา  และในบรรดาผู้  รักษากฎหมายข้าคือยะมะ  เทพเจ้าแห่งความตาย

คำอธิบาย

ในจำพวกงู  นากะ  หลายหัว  อนันทะ  ยิ่งใหญ่ที่สุด  เหมือนกับเทพ  วะรุณะ  ยิ่ง  ใหญ่ที่สุดในบรรดาผู้อาศัยอยู่ในน้ำ  ทั้งคู่เป็นผู้แทนของคริชณะ  บรรพบุรุษมีดาวเคราะห์  เช่นกันชื่อ  พิทา  ซึ่งควบคุมโดย  อารยะมา  ผู้แทนของคริชณะ  มีสิ่งมีชีวิตมากมายที่  ลงโทษคนสารเลวในบรรดาสิ่งมีชีวิตเหล่านี้  ยะมะ  เป็นหัวหน้า  ยะมะ  ประทับอยู่ที่ดาว  เคราะห์ใกล้  ๆ  กับโลกใบนี้  หลังจากตายไปพวกที่มีบาปมากจะถูกส่งไปที่นั่นและ  ยะมะ  จะจัดการลงโทษพวกเขาแตกต่างกันไป

โศลก 30 (10.30)

พระฮลาดัช ชาสมิ ไดทยานาม
คาละฮ คะละยะทาม อฮัม

มริกาณาม ชะ มริเกนโร
่ฮัม ไวนะเทยัช ชะ พัคชิณาม

พระฮลาดะฮ  -  พระฮลาดะ, ชะ  -  เช่นกัน, อัสมิ  -  ข้าเป็น, ไดทยานาม  -  ของเหล่ามาร, คาละฮ  -  เวลา, คะละยะทาม  -  ของผู้ปราม, อฮัม  -  ข้าเป็น, มริกาณาม  -  ของหมู่สัตว์, ชะ  -  และ, มริกะ-อินดระฮ  -  สิงโต, อฮัม  -  ข้าเป็น, ไวนะเทยะฮ  -  กะรุดะ, ชะ  -  เช่นกัน, พัคชิณาม  -  ของหมู่นก

คำแปล

ในหมู่มารไดทยะข้าคือพระฮลาดะผู้อุทิศตนเสียสละ  ในหมู่ผู้ปรามให้เชื่องช้าคือ  กาลเวลา  ในหมู่สัตว์ข้าคือพญาราชสีห์  และในหมู่นกข้าคือกะรุดะ  (พญาครุฑ)

คำอธิบาย

ดิทิ  และ  อดิทิ  เป็นพี่สาวและน้องสาว  ลูก  ๆ  ของ  อดิทิ  เรียกว่า  อาดิทยัส  และลูก  ๆ  ของ  ดิทิ  เรียกว่า  ไดทยะ,  อาดิทยะ  ทั้งหมดเป็นสาวกขององค์ภควาน  และ  ไดทยะ  ทั้งหมดเป็นผู้ไม่เชื่อในองค์ภควาน  ถึงแม้  พระฮลาดะ  เกิดในครอบครัว  ไดทยะ  แต่เป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่ตั้งแต่ในวัยเด็ก  เนื่องจากการอุทิศตนเสียสละรับใช้และธรรมชาติ  ที่บริสุทธิ์  จึงพิจารณาว่าเป็นผู้แทนของคริชณะ

มีหลักในการปรามมากมาย  แต่กาลเวลาจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสึกหรอหรือ  เสื่อมลงในจักรวาลวัตถุ  ดังนั้น  จึงเป็นผู้แทนของคริชณะ  ในบรรดาสัตว์จำนวนมากมาย  สิงโตมีอำนาจและดุร้ายที่สุด  และในบรรดานกเป็นล้าน  ๆ  จำพวก  กะรุดะ  หรือ  พญา  ครุฑ  ผู้เป็นพาหนะของพระวิชณุยิ่งใหญ่ที่สุด

โศลก 31 (10.31)

พะวะนะฮ พะวะทาม อัสมิ
รามะฮ ชัสทระ-บฺริทาม อฮัม
จฺะชาณาม มะคะรัช ชาสมิ
สโรทะสาม อัสมิ จาฮนะวี

พะนะวะฮ  -  ลม, พะวะทาม  -  ของสิ่งที่ทำให้บริสุทธิ์ทั้งหลาย, อัสมิ  -  ข้าเป็น, รามะฮ  -  พระราม, ชัสทระ-บฺริทาม  -  ของบรรดาผู้ถืออาวุธ, อฮัม  -  ข้าเป็น, จฺะชาณาม  -  ของปลา ทั้งหลาย, มะคะระฮ  -  ปลาฉลาม, ชะ  -  เช่นกัน, อัสมิ  -  ข้าเป็น, สโรทะสาม  -  ของบรรดา แม่น้ำที่ไหลผ่าน, อัสมิ  -  ข้าเป็น, จาฮนะวี  -  แม่น้ำคงคา

คำแปล

ในบรรดาสิ่งที่ทำให้บริสุทธิ์ข้าคือลม  ในบรรดาผู้ปล่อยอาวุธข้าคือพระราม  ใน  บรรดาปลาข้าคือปลาฉลาม  และในบรรดาแม่น้ำที่ไหลผ่านข้าคือแม่น้ำคงคา

คำอธิบาย

ในบรรดาสัตว์น้ำทั้งหลายปลาฉลามเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุด  และ  แน่นอนว่าเป็นอันตรายที่สุดสำหรับมนุษย์  ดังนั้น  ปลาฉลามจึงเป็นผู้แทนของคริชณะ

โศลก 32 (10.32)

สารกาณาม อาดิร อันทัช ชะ
มัดฺยัม ไชวาฮัม อารจุนะ
อัดฺยาทมะ-วิดยา วิดยานาม
วาดะฮ พระวะดะทาม อฮัม

สารกาณาม  -  ของการสร้างทั้งหลาย, อาดิฮ  -  เริ่มต้น, อันทะฮ  -  จบ, ชะ  -  และ, มัดฺยัม  -  ตรง กลาง, ชะ-เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, อฮัม  -  ข้าเป็น, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ, อัดฺยาทมะ-วิดยา  -  ความรู้ทิพย์, วิดยานาม  -  ของการศึกษาทั้งหลาย, วาดะฮ  -  บทสรุปโดยธรรมชาติ, พระวะ ดะทาม  -  ของข้อถกเถียง, อฮัม  -  ข้าเป็น

คำแปล

ในการสร้างทั้งหมดข้าคือจุดเริ่มต้น  ช่วงกลาง  และจุดจบ  โอ้  อารจุนะ  ในบรรดา  ศาสตร์ทั้งหลายข้าคือศาสตร์ทิพย์แห่งชีวิต  และในหมู่นักตรรกวิทยาข้าคือข้อ  สรุปแห่งความจริง

คำอธิบาย

ในปรากฏการณ์แห่งการสร้าง  การสร้างครั้งแรกคือการสร้างธาตุวัตถุทั้งหมด  ดังที่ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้  ปรากฏการณ์ในจักรวาล  มะฮา-วิชณุ,  การโบดะคะชายี  วิชณุ  และ  คชีโรดะคะชายี  วิชณุ  ทรงเป็นผู้สร้างและควบคุม  จากนั้นพระศิวะทรงเป็นผู้  ทำลาย  พระพรหมทรงเป็นผู้สร้างระดับที่สอง  ผู้แทนในการสร้าง  การอนุรักษ์  และการ  ทำลายทั้งหลายเหล่านี้เป็นอวตารในคุณสมบัติทางวัตถุขององค์ภควาน  ดังนั้น  พระองค์  ทรงเป็นจุดเริ่มต้น  ช่วงกลาง  และจุดจบของการสร้างทั้งหมด

สำหรับการศึกษาชั้นสูง  มีหนังสือแห่งความรู้มากมายเช่น  พระเวททั้งสี่เล่มและภาคผนวกอีกหกเล่ม  เวดานธะ-  สูทระ  หนังสือตรรกวิทยา  หนังสือศาสนา  และ  พุราณะ  ดังนั้น  ทั้งหมดรวมกันเป็นสิบ  สี่ส่วนของหนังสือแห่งการศึกษา  ในบรรดาหนังสือเหล่านี้หนังสือที่เสนอ  อัดฺยาทมะ-  วิดยา  หรือความรู้ทิพย์โดยเฉพาะคือ  เวดานธะ-สูทระ  เป็นผู้แทนของคริชณะ

ในหมู่นักตรรกวิทยามีการถกเถียงกันต่าง  ๆ  นานา  มีการสนับสนุนข้อโต้เถียง  ของตนเองด้วยพยานหลักฐาน  และยังมีการสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามด้วย  เรียกว่า  จัลพะ  หากพยายามเอาชนะคู่ต่อสู้เรียกว่า  วิทัณดา  แต่ข้อสรุปที่แท้จริงเรียก  วาดะ  ข้อสรุป  แห่งความจริงนี้เป็นผู้แทนของคริชณะ

โศลก 33 (10.33)

อัคชะราณาม อะ-คาโร ่สมิ
ดวันดวะฮ สามาสิคัสยะ ชะ
อฮัม เอวาคชะยะฮ คาโล
ดฺาทาฮัม วิชวะโท-มุคฺะฮ

อัคชะราณาม  -  ของตัวอักษร, อะ-คาระฮ  -  ตัวอักษรแรก, อัสมิ  -  ข้าเป็น, ดวันดวะฮ  -  คู่, สามาสิคัสยะ  -  ของผสม, ชะ  -  และ, อฮัม  -  ข้าเป็น, เอวะ  -  แน่นอน, อัคชะยะฮ  -  อมตะ, คาละฮ  -  กาลเวลา, ดฺาทา  -  ผู้สร้าง, อฮัม  -  ข้าเป็น, วิชวะทะฮ-มุคฺะฮ  -  พระพรหม

คำแปล

ในบรรดาตัวอักษรข้าคืออักษร  อ  ในบรรดาคำผสมข้าคือคำผสมคู่  ข้าคือกาล  เวลาที่ไม่มีวันสิ้นสุดด้วยเช่นกัน  และในบรรดาผู้สร้างข้าคือพระพรหม

คำอธิบาย

อะ-คาระ  อักษรตัวแรกในภาษาสันสกฤตเป็นจุดเริ่มต้นของวรรณกรรมพระ  เวท  ปราศจาก  อะ-คาระ  ไม่มีอะไรทำเสียงขึ้นมาได้  ฉะนั้น  จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเสียง  ในภาษาสันสกฤตมีคำผสมมากมายเช่นกันซึ่งคำผสมคู่  เช่น  รามะ-คริชณะ  เรียกว่า  ดวันดวะ  ในคำผสมนี้คำว่า  รามะ  และ  คริชณะ  มีรูปเดียวกัน  ดังนั้น  คำผสมจึงเรียกว่าคู่

ในบรรดานักสังหารทั้งหลาย  กาลเวลานั้นสูงสุด  เพราะว่ากาลเวลาจะสังหาร  ทุกสิ่งทุกอย่าง  กาลเวลาเป็นผู้แทนขององค์คริชณะ  เพราะว่าตามกาลเวลาจะมีไฟบัล  ลัยกัลป์และทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกทำลายลง

ในบรรดาสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้สร้าง  พระพรหมสี่เศียรทรงเป็นผู้นำ  ฉะนั้น  พระพรหม  จึงทรงเป็นผู้แทนขององค์ภควาน  คริชณะ

โศลก 34 (10.34)

มริทยุฮ สารวะ-ฮะรัช ชาฮัม
อุดบฺะวัช ชะ บฺะวิชยะทาม

คีรทิฮ ชรีร วาค ชะ นารีณาม
สมริทิร เมดฺา ดฺริทิฮ คชะมา

มริทยุฮ  -  ความตาย, สารวะ-ฮะระฮ  -  เผาผลาญทั้งหมด, ชะ  -  เช่นกัน, อฮัม  -  ข้าเป็น, อุด บฺะวะฮ  -  การให้กำเนิด, ชะ  -  เช่นกัน, บฺะวิชยะทาม  -  ของปรากฏการณ์ในอนาคต, คีรทิฮ  -  ชื่อเสียง, ชรีฮ  -  ความมั่งคั่งหรือความสวยงาม, วาค  -  การพูดดี, ชะ  -  เช่นกัน, นารีณาม  -  ของสตรี, สมริทิฮ  -  ความจำ, เมดฺา  -  ปัญญา, ดฺริทิฮ  -  ความมั่งคง, คชะมา  -  ความอดทน

คำแปล

ข้าคือความตายที่สังหารทุกสิ่งทุกอย่าง  ข้าคือหลักแห่งการให้กำเนิดของทุก  สิ่งทุกอย่างที่เป็นไป  ในบรรดาสตรีข้าคือชื่อเสียง  โชคลาภ  คำพูดที่ดี  ความจำ  ปัญญา  ความมั่นคงและความอดทน

คำอธิบาย

ทันทีที่มนุษย์เกิดมา  เขากำลังตายไปทุก  ๆ  นาที  ฉะนั้น  ความตายกำลังกลืน  กินทุกชีวิตอยู่ทุกขณะ  จุดสุดท้ายจึงเรียกว่าความตาย  และความตายนั้นคือคริชณะ  สำหรับการพัฒนาในอนาคต  สิ่งมีชีวิตทั้งหมดต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานหกขั้น  ตอน  คือ  มีการเกิด  เจริญเติบโต  คงอยู่สักพักหนึ่ง  สืบพันธุ์  หดตัวลง  และในที่สุดก็สูญ  สลายไป  ในบรรดาการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้  สิ่งแรกคือการคลอดออกมาจากครรภ์และ  นั่นคือคริชณะ  รุ่นแรกคือจุดเริ่มต้นของกิจกรรมในอนาคตทั้งหมด

ความมั่งคั่งทั้งเจ็ดประการที่กล่าวไว้คือ  ชื่อเสียง  โชคลาภ  พูดดี  ความจำ  ปัญญา  ความมั่นคง  และความอดทน  พิจารณาว่าเป็นสตรี  หากผู้ใดเป็นเจ้าของทั้งหมด  นี้หรือเป็นเจ้าของบางส่วน  ผู้นั้นจะได้รับการสรรเสริญ  หากผู้ใดมีชื่อเสียงว่าเป็นผู้มี  คุณธรรมจะทำให้เขาได้รับการสรรเสริญ  สันสกฤตเป็นภาษาที่สมบูรณ์  ดังนั้นจึงได้รับ  การสรรเสริญเป็นอย่างมาก  หากหลังจากการศึกษาแล้ว  และสามารถจำเรื่องราวได้  เขาได้รับพรสวรรค์ที่มีความจำดี  หรือสมริทิ  ไม่ใช่เพียงแต่สามารถอ่านหนังสือหลาย  ๆ  เล่มและหลาย  ๆ  เรื่องเท่านั้น  แต่ยังสามารถเข้าใจและนำไปใช้ได้เมื่อถึงคราวจำเป็น  เรียกว่าปัญญา  (เมดฺา)  ซึ่งเป็นความมั่งคั่งอีกประการหนึ่งความสามารถในการเอาชนะ  ความไม่แน่นอนเรียกว่าความมั่นคงหรือความแน่วแน่  (ดฺริทิ)  เมื่อผู้ใดมีคุณสมบัติโดย  สมบูรณ์แต่ยังถ่อมตนและสุภาพ  และเมื่อสามารถรักษาดุลยภาพของตนเองทั้งในความ  โศกเศร้าและความปลื้มปีติสุขเขามีความมั่งคั่งที่เรียกว่าความอดทน  (คชะมา)

โศลก 35 (10.35)

บริฮัท-สามะ ทะทฺา สามนาม
กายะทรี ชัฺนดะสาม อฮัม

มาสานาม มารกะ-ชีรโช
่ฮัม ริทูนาม คุสุมาคะระฮ

บริฮัท-สามะ  -  บริฮัท-สามะ, ทะทฺา  -  เช่นกัน, สามนาม  -  ของบทเพลงสามะเวท, กายะ- ทรี  -  บทมนต์กายะทรี, ชัฺนดะสาม  -  ของบทกวีทั้งหลาย, อฮัม  -  ข้าเป็น, มาสานาม  -  ของ เดือน, มารกะ-ชีรชะฮ  -  เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม, อฮัม  -  ข้าเป็น, ริทูนาม  -  ของฤดูทั้ง หลาย, คุสุมะ-อาคะระฮ  -  ฤดูใบไม้ผลิ

คำแปล

ในบรรดาบทมนต์ในสามะเวทข้าคือบริฮัท-สามะ  และในบรรดาบทกวีข้าคือ  กายะทรี  ในบรรดาเดือนข้าคือมารกะชีรชะ  (พฤศจิกายน-ธันวาคม)  และใน  บรรดาฤดูข้าคือฤดูใบไม้ผลิ

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงอธิบายแล้วว่าในบรรดาพระเวททั้งหมดพระองค์คือ  สามะเวท  สามะเวท  มีความมั่งคั่งในบทเพลงอันไพเราะเพราะพริ้งที่เทวดาต่างบรรเลง  หนึ่งใน  บทเพลงเหล่านี้คือ  บริฮัท-สามะ  ซึ่งมีทำนองไพเราะมากและจะร้องในเวลาเที่ยงคืน

ในภาษาสันสกฤตมีลักษณะบังคับแน่นอนที่บัญญัติบทกวี  สัมผัส  และวรรค  ตอน  ไม่ใช่เขียนตามอำเภอใจเหมือนกับบทกวีสมัยปัจจุบันส่วนมาก  ในบรรดาบัญญัติ  บทกวี  กายะทรี  มันทระ  ซึ่งพราหมณ์ผู้มีคุณสมบัติสวดภาวนาโดดเด่นที่สุด  กายะทรี  มันทระ  ได้กล่าวไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  เพราะว่า  กายะทรี  มันทระ  หมายไว้เพื่อความ  รู้แจ้งแห่งองค์ภควานโดยเฉพาะจึงเป็นผู้แทนขององค์ภควาน  มันทระ  นี้มีไว้สำหรับ  พวกที่มีความเจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์  เมื่อประสบความสำเร็จในการสวดภาวนา  กายะทรี  มันทระ  จะสามารถบรรลุถึงสถานภาพทิพย์แห่งองค์ภควาน  ก่อนอื่นเขาต้อง  มีคุณสมบัติของบุคคลผู้สถิตอยู่อย่างสมบูรณ์  คืออยู่ในคุณสมบัติแห่งความดีตามกฎ  แห่งธรรมชาติวัตถุเพื่อสวดภาวนา  กายะทรี  มันทระ,  กายะทรี  มันทระ  มีความสำคัญ  มากในวัฒนธรรมพระเวท  และพิจารณาว่าเป็นเสียงอวตารของ  บระฮมัน  พระพรหม  ทรงเป็นอุปัชฌาย์  และ  กายะทรี  มันทระ  ถูกส่งลงมาจากพระพรหมในสาย  พะรัมพะรา

เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมพิจารณาว่าเป็นเดือนที่ดีที่สุด  เพราะว่าในประเทศ  อินเดียเป็นฤดูเก็บเกี่ยว  ทุกคนมีความสุขมาก  แน่นอนว่าฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูที่คนชอบกัน  มากเพราะว่าไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป  ทั้งดอกไม้และต้นไม้ก็เบ่งบานอย่างสมบูรณ์  ในฤดูใบไม้ผลิมีพิธีหลายพิธีที่ระลึกถึงลีลาของคริชณะ  ดังนั้นจึงพิจารณาว่าฤดูนี้เป็น  ฤดูที่รื่นเริงที่สุดและเป็นผู้แทนขององค์ภควานชรีคริชณะ

โศลก 36 (10.36)

ดยูทัม ชฺะละยะทาม อัสมิ
เทจัส เทจัสวินาม อฮัม

จะโย ่สมิ วิยะวะสาโย ่สมิ
สัททวัม สัททวะวะทาม อฮัม

ดยูทัม  -  การพนัน, ชฺะละยะทาม  -  ในบรรดากลโกงทั้งหมด, อัสมิ  -  ข้าเป็น, เทจะฮ  -  วิเศษ งดงาม, เทจัสวินาม  -  ของทุกสิ่งที่งดงาม, อฮัม  -  ข้าเป็น, จะยะฮ  -  ชัยชนะ, อัสมิ  -  ข้าเป็น, วิยะวะสายะฮ  -  เสี่ยงโชคหรือผจญภัย, อัสมิ  -  ข้าเป็น, สัททวัม  -  พลัง, สัททวะ  -  วะทาม  -  ของผู้แข็งแรง, อฮัม  -  ข้าเป็น

คำแปล

ข้าคือการพนันแห่งกลโกงด้วยเช่นกัน  และในบรรดาความสวยงามข้าคือความ  วิเศษงดงาม  ข้าคือชัยชนะ  ข้าคือการผจญภัย  และข้าคือพลังของคนแข็งแรง

คำอธิบาย

มีคนโกงมากมายหลายประเภททั่วจักรวาลทั้งหมด  ในบรรดาวิธีการโกงทั้ง  หลายการพนันถือว่าสุดยอด  ดังนั้น  จึงเป็นผู้แทนของคริชณะ  ในฐานะที่เป็นองค์ภควาน  คริชณะทรงสามารถหลอกลวงได้เก่งกว่าคนธรรมดาสามัญ  หากคริชณะทรงเลือกที่จะ  หลอกลวงใคร  ไม่มีผู้ใดเกินพระองค์ในเรื่องการหลอกลวง  ความยิ่งใหญ่ของพระองค์ไม่  เพียงด้านเดียวเท่านั้นแต่เป็นไปทุก  ๆ  ด้าน

ในบรรดาชัยชนะทั้งหลายพระองค์คือผู้มีชัยชนะ  พระองค์คือความวิเศษงดงาม  ของสิ่งที่วิเศษงดงาม  ในเรื่องของธุรกิจและอุตสาหกรรมพระองค์ทรงยอดเยี่ยมที่สุดทั้ง  ในธุรกิจและอุตสาหกรรม  ในบรรดาการผจญภัยพระองค์ทรงเป็นสุดยอดของนักผจญ  ภัย  และในหมู่ผู้แข็งแรงพระองค์คือผู้ที่มีพลังสูงสุด  เมื่อคริชณะทรงปรากฏอยู่บนโลก  ไม่มีผู้ใดเกินพระองค์ในเรื่องของพละกำลัง  แม้ในขณะที่เป็นเด็กพระองค์ทรงยกภูเขา  โกวารดฺะนะ  ไม่มีผู้ใดเกินพระองค์ในเรื่องการโกง  ไม่มีผู้ใดเกินพระองค์ในเรื่องของ  ความสง่างาม  ไม่มีผู้ใดเกินพระองค์ในเรื่องของชัยชนะ  ไม่มีผู้ใดเกินพระองค์ในเรื่อง  ของธุรกิจ  และไม่มีผู้ใดสามารถเกินพระองค์ในเรื่องพละกำลัง

โศลก 37 (10.37)

วริชณีนาม วาสุเดโว ่สมิ
พาณดะวานาม ดฺะนันจะยะฮ

มุนีนาม อพิ อฮัม วิยาสะฮ
คะวีนาม อุชะนา คะวิฮ

วริชณีนาม  -  ของผู้สืบสกุลวริชณิ, วาสุเดวะฮ  -  คริชณะที่ดวาระคา, อัสมิ  -  ข้าเป็น, พาณ- ดะวานาม  -  ของพาณดะวะ, ดฺะนันจะยะฮ  -  อารจุนะ, มุนีนาม  -  ของเหล่านักปราชญ์, อพิ  -  เช่นกัน, อฮัม  -  ข้าเป็น, วิยาสะฮ  -  วิยาสะผู้รวบรวมวรรณกรรมพระเวททั้งหมด, คะวีนาม  -  ของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย, อุชะนา  -  อุชะนา, คะวิฮ  -  นักคิด

คำแปล

ในบรรดาผู้สืบราชวงศ์วริชณิข้าคือวาสุเดวะ  และในหมู่พาณดะวะข้าคืออารจุนะ  ในบรรดานักปราชญ์ข้าคือวิยาสะ  และในหมู่นักคิดผู้ยิ่งใหญ่ข้าคืออุชะนา

คำอธิบาย

คริชณะทรงเป็นภควานองค์แรก  และบะละเดวะทรงเป็นภาคที่แบ่งแยกจาก  คริชณะโดยตรง  ทั้งคริชณะและบะละเดวะทรงปรากฏเป็นบุตรของวะสุเดวะ  ดังนั้นทั้ง  คู่อาจถูกเรียกว่าวาสุเดวะจากอีกมุมมองหนึ่ง  เนื่องจากคริชณะทรงไม่เคยออกจาก  วรินดาวะนะ  รูปลักษณ์ทั้งหลายของคริชณะที่ทรงปรากฏที่อื่นเป็นภาคแบ่งแยกของ  พระองค์  วาสุเดวะทรงเป็นภาคที่แบ่งแยกจากคริชณะโดยตรง  ดังนั้น  วาสุเดวะไม่แตก  ต่างไปจากคริชณะ  เข้าใจว่าวาสุเดวะที่กล่าวถึงใน  ภควัต-คีตา  โศลกนี้  คือ  บะละเดวะ  หรือบะละรามะ  เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดเดิมแท้ของอวตารทั้งหลาย  ดัง  นั้นพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของวาสุเดวะแต่ผู้เดียว  ภาคที่แบ่งแยกจากองค์ภควาน  โดยตรงเรียกว่า  สวามชะ  (ภาคที่แบ่งแยกส่วนพระองค์)  และยังมีภาคที่แบ่งแยกเรียกว่า  วิบิฺนนามชะ  (ภาคแบ่งแยกที่แยกออกไป)

ในบรรดาโอรสของพาณดุ  อารจุนะทรงมีชื่อเสียงในนาม  ดฺะนันจะยะ  และ  เป็นผู้ที่ดีที่สุดในหมู่มนุษย์  ดังนั้น  จึงเป็นผู้แทนของคริชณะ  ในหมู่  มุนิ  หรือผู้คงแก่เรียน  เชี่ยวชาญในความรู้พระเวทวิยาสะยิ่งใหญ่ที่สุดเนื่องจากทรงอธิบายความรู้พระเวทใน  หลายวิธีเพื่อให้คนธรรมดาสามัญส่วนใหญ่ในคะลิยุคนี้สามารถเข้าใจได้  และเป็นที่  ทราบกันว่าวิยาสะเป็นอวตารของคริชณะ  ดังนั้น  วิยาสะเป็นผู้แทนคริชณะ  คะวิ  คือพวก  ที่สามารถคิดได้ทะลุปรุโปร่งในทุก  ๆ  เรื่อง  ในบรรดา  คะวิ,  อุชะนา,  ชุคราชารยะ  เป็นพระ  อาจารย์ทิพย์ของเหล่ามาร  ท่านเป็นผู้ที่มีความเฉลียวฉลาดมาก  และเป็นนักการเมืองที่มี  วิสัยทัศน์กว้างไกล  ชุคราชาระยะ  จึงเป็นผู้แทนอีกท่านหนึ่งแห่งความมั่งคั่งของคริชณะ

โศลก 38 (10.38)

ดัณโด ดะมะยะทาม อัสมิ
นีทิร อัสมิ จิกีชะทาม

โมนัม ไชวาสมิ กุฮยานาม
กยานัม กยานะวะทาม อฮัม

ดัณดะฮ  -  การลงโทษ, ดะมะยะทาม  -  ในวิธีการปราบทั้งหลาย, อัสมิ  -  ข้าเป็น, นีทิฮ  -  ศีลธรรม, อัสมิ  -  ข้าเป็น, จิกีชะทาม  -  ของพวกที่แสวงหาชัยชนะ, โมนัม  -  เงียบ, ชะ  -  และ, เอวะ  -  เช่นกัน, อัสมิ  -  ข้าเป็น, กุฮยานาม  -  ของบรรดาความลับ, กยานัม  -  ความรู้, กยานะ  -  วะทาม  -  ของคนมีปัญญา, อฮัม  -  ข้าเป็น

คำแปล

ในบรรดาวิธีการปราบผู้ทำผิดกฎหมายทั้งหลายข้าคือการลงโทษ  และในบรรดา  ผู้แสวงหาชัยชนะข้าคือหลักศีลธรรม  ในบรรดาสิ่งที่เป็นความลับข้าคือความเงียบ  สงบ  และในบรรดาคนฉลาดข้าคือปัญญา

คำอธิบาย

มีผู้แทนในการปราบมากมาย  สิ่งสำคัญคือตัดจำนวนคนสารเลว  เมื่อพวกคน  สารเลวถูกลงโทษ  ผู้แทนในการลงโทษเป็นผู้แทนของคริชณะ  ในบรรดาผู้ที่พยายามได้  รับชัยชนะจากกิจกรรมบางอย่าง  สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดแห่งชัยชนะคือหลักศีลธรรม  ใน  บรรดากิจกรรมแห่งความลับในการฟัง  การคิด  และการทำสมาธิ  ความเงียบสงบสำคัญ  ที่สุดเพราะว่าจากความเงียบสงบ  เราจึงสามารถเจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว  คนมี  ปัญญาคือผู้ที่สามารถแยกแยะระหว่างวัตถุและวิญญาณ  ระหว่างธรรมชาติเบื้องสูง  และธรรมชาติเบื้องต่ำขององค์ภควาน  ความรู้เช่นนี้คือองค์ชรีคริชณะเอง

โศลก 39 (10.39)

ยัช ชาพิ สารวะ-บํูทานาม
บีจัม ทัด อฮัม อารจุนะ

นะ ทัด อัสทิ วินา ยัท สยาน
มะยา บํูทัม ชะราชะรัม

ยัช  -  อะไรก็แล้วแต่, ชะ  -  เช่นกัน, อพิ  -  อาจ, สารวะ-บํูทานาม  -  ของการสร้างทั้งหลาย, บีจัม  -  เมล็ดพันธุ์, ทัท  -  นั้น, อฮัม  -  ข้าเป็น, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ, นะ  -  ไม่, ทัท  -  นั้น, อัสทิ  -  มี, วินา  -  ปราศจาก, ยัท  -  ซึ่ง, สยาท  -  มีอยู่, มะยา  -  ข้า, บํูทัม  -  สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมา, ชะระ- อชะรัม  -  เคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่

คำแปล

ยิ่งไปกว่านั้น  โอ้  อารจุนะ  ข้าคือเมล็ดพันธุ์ที่ให้กำเนิดทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่  ไม่มี  ชีวิตใดไม่ว่าเคลื่อนที่หรือไม่เคลื่อนที่สามารถดำรงอยู่ได้โดยปราศจากข้า

คำอธิบาย

ทุกสิ่งทุกอย่างมีต้นกำเนิด  และต้นกำเนิดหรือเมล็ดพันธุ์แห่งปรากฏการณ์  นั้น  ๆ  คือคริชณะ  ปราศจากซึ่งพลังงานของคริชณะไม่มีสิ่งใดมีอยู่ได้  ดังนั้น  องค์  ภควานทรงได้ชื่อว่าเป็นผู้มีอำนาจทั้งปวง  ปราศจากพลังอำนาจของพระองค์  ทั้งสิ่งที่  เคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้  สิ่งใดที่มีอยู่และไม่พบอยู่ในพลังงานของคริชณะ  เรียกว่า  มายา  หรือ  “สิ่งที่ไม่ใช่”

โศลก 40 (10.40)

นานโท ่สทิ มะมะ ดิพยานาม
วิบํูทีนาม พะรันทะพะ

เอชะ ทูดเดชะทะฮ โพรคโท
วิบํูเทร วิสทะโร มะยา

นะ  -  ไม่, อันทะฮ  -  จำกัด, อัสทิ  -  มี, มะมะ  -  ของข้า, ดิพยานาม  -  ของความเป็นทิพย์, วิบํูทีนาม  -  ความมั่งคั่ง, พะรันทะพะ  -  โอ้ ผู้ชนะศัตรู, เอชะฮ  -  ทั้งหมดนี้, ทุ  -  แต่, อุดเดชะทะฮ  -  เป็นตัวอย่าง, โพรคทะฮ  -  พูด, วิบํูเทฮ  -  ของความมั่งคั่ง, วิชทะระฮ  -  อันกว้างใหญ่, มะยา  -  โดยข้า

คำแปล

โอ้  ผู้ปราบศัตรูที่ยิ่งใหญ่  ไม่มีจุดจบสำหรับปรากฏการณ์ทิพย์ของข้า  สิ่งที่ข้าได้  พูดกับเธอนั้นเป็นเพียงการแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งอันหาที่สุดไม่ได้ของข้า

คำอธิบาย

ดังที่ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระเวท  ถึงแม้ว่าความมั่งคั่งและพลังงานของ  องค์ภควานสามารถเข้าใจได้หลาย  ๆ  ทาง  ไม่มีขีดจำกัดในความมั่งคั่งเหล่านี้  ฉะนั้น  ไม่ใช่ว่าความมั่งคั่งและพลังงานทั้งหมดของพระองค์สามารถอธิบายได้  เพียงไม่กี่  ตัวอย่างเท่านั้นที่อธิบายให้อารจุนะเพื่อให้ความอยากรู้อยากเห็นสงบลง

โศลก 41 (10.41)

ยัด ยัด วิบํูทิมัท สัททวัม
ชรีมัด อูรจิทัม เอวะ วา

ทัท ทัด เอวาวะกัชชฺะ ทวัม
มะมะ เทโจ-่มชะ-สัมบฺะวัม

ยัทยัท  -  อะไรก็แล้วแต่, วิบํูทิ  -  ความมั่งคั่ง, มัท  -  มี, สัททวัม  -  มีอยู่, ชรี-มัท  -  ความ สวยงาม, อูรจิทัม  -  น่าสรรเสริญ, เอวะ  -  แน่นอน, วา  -  หรือ, ทัท ทัท  -  ทั้งหมดนั้น, เอวะ  -  แน่นอน, อวะ กัชชฺะ  -  ต้องรู้, ทวัม  -  เธอ, มะมะ  -  ของข้า, เทจะฮ  -  ของความวิเศษงดงาม, อัมชะ  -  ส่วนหนึ่ง, สัมบฺะวัม  -  เกิดจาก

คำแปล

จงรู้ด้วยว่าสิ่งที่สร้างขึ้นมาทั้งหมดที่มีความมั่งคั่ง  ความสวยงาม  และน่า  สรรเสริญ  กำเนิดมาจากประกายเพียงนิดเดียวแห่งความวิเศษงดงามของข้า

คำอธิบาย

สิ่งใดที่มีอยู่ซึ่งมีความสวยงามหรือน่าสรรเสริญ  ควรเข้าใจว่าเป็นเพียง  ปรากฏการณ์เพียงเล็กน้อยแห่งความมั่งคั่งของคริชณะ  ไม่ว่าในโลกทิพย์หรือโลกวัตถุ  ความมั่งคั่งพิเศษใด  ๆ  ควรพิจารณาว่าเป็นผู้แทนแห่งความมั่งคั่งของคริชณะ

โศลก 42 (10.42)

อทฺะ วา บะฮูไนเทนะ
คิม กยาเทนะ ทะวารจุนะ
วิชทับฺยาฮัม อิดัม คริทสนัม
เอคามเชนะ สทิฺโท จะกัท

อทฺะ วา  -  หรือ, บะฮูนา  -  หลาย, เอเทนะ  -  ด้วยชนิดนี้, คิม  -  อะไร, กยาเทนะ  -  ด้วยความรู้, ทะวะ  -  ของเธอ, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ, วิชทับฺยะ  -  แผ่กระจาย, อฮัม  -  ข้า, อิดัม  -  นี้, คริทสนัม  -  ทั้งหมด, เอคะ  -  โดยหนึ่ง, อัมเชนะ  -  ส่วน, สทิฺทะฮ  -  สถิต, จะกัท  -  จักรวาล

คำแปล

แต่จะมีประโยชน์อันใด  โอ้  อารจุนะ  กับรายละเอียดความรู้ทั้งหมดนี้?  ด้วยเพียง  ส่วนนิดเดียวของตัวข้า  ข้าได้แผ่กระจายและค้ำจุนทั่วทั้งจักรวาลนี้

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงมีผู้แทนทั่วทุกจักรวาลวัตถุ  ด้วยการเสด็จเข้าไปทุกสิ่งทุกอย่าง  ในรูปอภิวิญญาณ  ณ  ที่นี้พระองค์ตรัสแด่อารจุนะว่า  ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะเข้าใจว่าสิ่ง  ต่าง  ๆ  มีอยู่ได้อย่างไร  ในความมั่งคั่งและความยิ่งใหญ่อลังการที่แบ่งแยกออกไป  อาร-  จุนะควรทราบว่าทุกสิ่งทุกย่างมีอยู่ได้เนื่องจากคริชณะเสด็จเข้าไปในฐานะอภิวิญญาณ  จากพระพรหมชีวิตที่ใหญ่โตมโหฬารที่สุดลงไปจนถึงมดตัวเล็กที่สุด  ทั้งหมดดำรงอยู่ได้  เพราะคริชณะทรงเสด็จเข้าไปในแต่ละชีวิตและทุกชีวิต  พระองค์ทรงค้ำจุนทุกชีวิต

มีกลุ่มเผยแพร่ศาสนาที่แสดงอยู่เสมอว่า  การบูชาเทวดาองค์ใดก็แล้วแต่  จะ  นำไปถึงองค์ภควาน  หรือเป้าหมายสูงสุด  แต่  ณ  ที่นี้การบูชาเทวดาไม่สนับสนุนเพราะ  แม้แต่เทวดาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด  เช่น  พระพรหมและพระศิวะทรงเป็นเพียงตัวแทนส่วนหนึ่ง  แห่งความมั่งคั่งขององค์ภควานเท่านั้น  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุก  ๆ  คนที่  เกิดมา  ไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์  พระองค์ทรงเป็น  อสะโมรดฺวะ  ซึ่งหมายความว่า  ไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าและไม่มีผู้ใดเทียบเท่าพระองค์ได้  ใน  พัดมะ  พุราณะ  กล่าวไว้ว่า  ผู้  พิจารณาว่าองค์ภควานชรีคริชณะทรงอยู่ในระดับเดียวกันกับเทวดา  เช่น  พระพรหมหรือ  พระศิวะ  ทันทีที่คิดเช่นนี้  ผู้นี้กลายมาเป็นผู้ที่ไม่เชื่อในองค์ภควาน  อย่างไรก็ดี  หากผู้ใด  ศึกษารายละเอียดในความมั่งคั่งต่าง  ๆ  และภาคที่แบ่งแยกต่าง  ๆ  แห่งพลังงาน  ของ  คริชณะจะเข้าใจสถานภาพของชรีคริชณะได้อย่างไม่ต้องสงสัย  และสามารถตั้งมั่น  จิตใจในการบูชาคริชณะโดยไม่เบี่ยงเบน  องค์ภควานทรงแผ่กระจายไปทั่วด้วยภาคที่  แบ่งแยกแห่งผู้แทนอันสมบูรณ์ของพระองค์  นั่นคืออภิวิญญาณผู้เสด็จเข้าไปในทุก  สิ่งทุกอย่าง  ฉะนั้น  สาวกผู้บริสุทธิ์ตั้งสมาธิจิตในคริชณะจิตสำนึกด้วยการอุทิศตน  เสียสละรับใช้อย่างเต็มที่  ดังนั้น  จึงสถิตในสถานภาพทิพย์เสมอ  การอุทิศตนเสียสละ  รับใช้และการบูชาคริชณะได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนมากในโศลกแปดถึงโศลกสิบเอ็ด  ของบทนี้  นี่คือวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์  เราจะบรรลุถึงความสมบูรณ์  แห่งการอุทิศตนเสียสละที่สูงสุดในการมาอยู่ใกล้ชิดกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าได้  อย่างไรนั้น  อธิบายไว้อย่างชัดเจนในบทนี้  ชรีละ  บะละเดวะ  วิดยาบํูชะณะ  อาชารยะ  ผู้  ยิ่งใหญ่ในสาย  พะรัมพะรา  จากคริชณะ  ได้สรุปคำบรรยายในบทนี้ด้วยการกล่าวว่า

ยัช-ชัฺคทิ-เลชาท สุรยาดยา
บฺะวันทิ อทิ-อุกระ-เทจะสะฮ

ยัด-อัมเชนะ ดฺริทัม วิชวัม
สะ คริชโณ ดะชะเม ่รชยะเท

แม้แต่พระอาทิตย์ผู้ทรงพลังยังได้รับพลังจากพลังอันมหาศาลขององค์คริชณะ  และจาก  ภาคที่แบ่งแยกจากส่วนของคริชณะ  โลกทั้งโลกจึงได้รับการค้ำจุน  ดังนั้น  องค์ชรีคริชณะ  ทรงเป็นที่สักการะบูชา

ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย บัฺคธิเวดันธะ บทที่สิบของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทา ในหัวข้อเรื่องความมั่งคั่งแห่งสัจธรรม

บทที่ สิบเอ็ด

รูปลักษณ์จักรวาล

โศลก 1 (11.1)

อารจุนะ อุวาชะ
มัด-อนุกระฮายะ พะระมัม
กุฮยัม อัดฺยาทมะ-สัมกยิทัม

ยัท ทวะโยคทัม วะชัส เทนะ
โมโฮ ่ยัม วิกะโท มะมะ

อารจุนะฮ อุวาชะ-อารจุนะตรัส, มัท  -  อนุกระฮายะ  -  เพื่อแสดงความอนุเคราะห์ต่อข้า, พะระมัม  -  สูงสุด, กุฮยัม  -  เรื่องลับ, อัดฺยาทมะ  -  ทิพย์, สัมกยิทัม  -  ในเรื่องของ, ยัท  -  อะไร, ทวะยา  -  โดยพระองค์, อุคทัม  -  ตรัส, วะชะฮ  -  คำพูด, เทนะ  -  ด้วยนั้น, โมฮะฮ  -  ความหลง, อยัม  -  นี้, วิกะทะฮ  -  ขจัดออกไป, มะมะ  -  ของข้า

คำแปล

อารจุนะตรัสว่า  จากการสดับฟังคำสั่งสอนที่พระองค์ทรงกรุณาประทานแก่ข้า  เกี่ยวกับเรื่องราวทิพย์ที่ลับที่สุดเหล่านี้  บัดนี้ความหลงของข้าพเจ้าได้ถูกขจัด  ออกไปแล้ว

คำอธิบาย

บทนี้เปิดเผยว่าคริชณะทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  ทรง  เป็นแหล่งกำเนิดของ  มะฮา-วิชณุ  ผู้ให้กำเนิดจักรวาลวัตถุทั้งหมด  คริชณะทรงไม่ใช่  อวตารแต่ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของมวลอวตาร  ซึ่งได้อธิบายไว้อย่างสมบูรณ์ในบทที่แล้ว

บัดนี้  อารจุนะกล่าวว่า  ความหลงของท่านได้มลายหายไปสิ้นแล้ว  เช่นนี้  หมายความว่า  อารจุนะทรงมิได้คิดว่าคริชณะเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนธรรมดาหรือเป็น  เพียงเพื่อนเท่านั้น  แต่ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง  อารจุนะได้รับแสงสว่าง  และดีใจที่มีสหายที่ยิ่งใหญ่เช่นคริชณะ  แต่บัดนี้  ถึงแม้จะยอมรับคริชณะว่าเป็นแหล่ง  กำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งผู้อื่นอาจไม่ยอมรับ  ดังนั้น  เพื่อสถาปนาความเป็นทิพย์  ของคริชณะสำหรับทุก  ๆ  คน  อารจุนะจึงขอร้องให้คริชณะทรงแสดงรูปลักษณ์จักรวาล  ในบทนี้  อันที่จริงเมื่อผู้ใดเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของคริชณะ  ผู้นั้นจะตกใจเช่นเดียวกับ  อารจุนะ  แต่คริชณะทรงมีพระเมตตามาก  เพราะหลังจากที่แสดงรูปลักษณ์จักรวาล  แล้วทรงเปลี่ยนพระวรกายของพระองค์ให้มาอยู่ในรูปลักษณ์เดิมอีกครั้งหนึ่ง  อารจุนะ  ทรงยอมรับสิ่งที่คริชณะตรัสมาแล้วหลายครั้ง  คริชณะตรัสเพื่อผลประโยชน์ของอาร-  จุนะ  ดังนั้น  อารจุนะทรงทราบดีว่าสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับตัวท่านนี้ก็ด้วยพระ  กรุณาธิคุณของคริชณะ  บัดนี้  อารจุนะมั่นใจว่าคริชณะทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่ง  กำเนิดทั้งปวง  และทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกชีวิตในรูปองค์อภิวิญญาณ

โศลก 2 (11.2)

บฺะวาพยะโย ฮิ บํูทานาม
ชรุโท วิสทะระโช มะยา

ทวัททะฮ คะมะละ-พะทราคชะ
มาฮาทมยัม อพิ ชาพยะยัม

บฺะวะ  -  การปรากฏ, อัพยะโย  -  การไม่ปรากฏ, ฮิ  -  แน่นอน, บํูทานาม  -  ของมวลชีวิต, ชรุโท  -  ได้ยินแล้ว, วิสทะระชะฮ  -  โดยละเอียด, มะยา  -  โดยข้า, ทวัททะฮ  -  จากพระองค์, คะมะละ-พะทระ-อัคชะ  -  โอ้ ผู้มีพระเนตรคล้ายดอกบัว, มาฮาทมยัม  -  บารมี, อพิ  -  เช่น กัน, ชะ  -  และ, อัพพะยัม  -  ไม่มีสิ้นสุด

คำแปล

โอ้  ผู้มีพระเนตรเหมือนดอกบัว  ข้าพเจ้าสดับฟังจากพระองค์โดยละเอียดเกี่ยว  กับการปรากฏและการไม่ปรากฏของทุก  ๆ  ชีวิต  และได้รู้แจ้งถึงพระบารมีอันหา  ที่สุดมิได้ของพระองค์

คำอธิบาย

อารจุนะทรงเรียกองค์ชรีคริชณะว่า  “พระเนตรรูปดอกบัว”  (ดวงตาของ  คริชณะเหมือนกับกลีบดอกบัว)  ด้วยความยินดีที่คริชณะทรงให้ความมั่นใจแก่ท่านใน  บทที่แล้ว  โดยตรัสว่า  อฮัม  คริทสนัสยะ  จะกะทะฮ  พระบฺะวะฮ  พระละยัส  ทะทฺา  “ข้า  คือแหล่งกำเนิดของสิ่งที่ปรากฏและสิ่งที่ไม่ปรากฏในปรากฏการณ์ทางวัตถุทั้งหมด”  อารจุนะทรงได้ยินเช่นนี้จากองค์ภควานโดยละเอียด  อารจุนะยังทราบอีกว่าถึงแม้  คริชณะทรงเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งปรากฏและสิ่งไม่ปรากฏทั้งหลาย  พระองค์ยังทรง  อยู่ห่างจากสิ่งเหล่านี้  ดังที่ได้ตรัสไว้ในบทที่เก้าว่า  พระองค์ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  ถึง  กระนั้น  พระองค์ทรงมิได้ปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งด้วยพระองค์เอง  นั่นคือความมั่งคั่ง  ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ของคริชณะ  ซึ่งอารจุนะทรงยอมรับว่าตัวท่านเข้าใจเป็นอย่างดี

โศลก 3 (11.3)

เอวัม เอทัด ยะทฺาททะ ทวัม
อาทมานัม พะระเมชวะระ

ดรัชทุม อิชชฺามิ เท รูพัม
ไอชวะรัม พุรุโชททะมะ

เอวัม  -  ดังนั้น, เอทัท  -  นี้, ยะทฺา  -  ตามความเป็นจริง, อาททฺะ  -  ได้ตรัสแล้ว, ทวัม  -  พระองค์, อาทมานัม  -  ตัวพระองค์เอง, พะระมะ-อีชวะระ  -  โอ้ พระผู้เป็นเจ้าสูงสุด, ดรัชทุม  -  เห็น, อิชชฺามิ  -  ข้าพเจ้าปรารถนา, เท  -  ของพระองค์, รูพัม  -  รูปลักษณ์, ไอชวะรัม  -  ทิพย์, พุรุชะ- อุททะมะ  -  โอ้ บุคลิกภาพผู้ยอดเยี่ยมที่สุด

คำแปล

โอ้  ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาบุคลิกภาพทั้งหลาย  โอ้  รูปลักษณ์สูงสุด  ถึงแม้ข้าพเจ้า  เห็นอยู่ต่อหน้า  ณ  ที่นี้  ในสถานภาพอันแท้จริงของพระองค์  ดังที่ทรงอธิบาย  เกี่ยวกับตัวพระองค์เอง  ข้าพเจ้าปรารถนาจะเห็นว่าพระองค์ทรงสด็จเข้าไปใน  ปรากฏการณ์ทางจักรวาลได้อย่างไร  ข้าพเจ้าปรารถนาจะเห็นรูปลักษณ์นั้น

คำอธิบาย

องค์ภควานตรัสว่าเนื่องจากเสด็จเข้าไปในจักรวาลวัตถุโดยผู้แทนส่วน  พระองค์  ปรากฏการณ์ในจักรวาลจึงบังเกิดขึ้นและดำเนินต่อไป  อารจุนะทรงได้รับแรง  ดลใจจากคำดำรัสของคริชณะ  แต่เพื่อให้ผู้อื่นมีความมั่นใจว่า  ในอนาคตอาจมีผู้คิดว่า  คริชณะทรงเป็นบุคคลธรรมดาสามัญ  อารจุนะจึงปรารถนาที่จะเห็นพระองค์ในรูป  ลักษณ์จักรวาลโดยแท้จริง  เพื่อให้เห็นว่าพระองค์ทรงปฏิบัติตนอย่างไรภายในจักรวาล  ถึงแม้ทรงอยู่ห่าง  อารจุนะเรียกองค์ภควานว่า  พุรุโชททะมะ  มีความสำคัญเช่นกัน  เนื่องจากทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และทรงปรากฏอยู่ภายในร่างกาย  ของอารจุนะเอง  ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงทราบถึงความปรารถนาของอารจุนะ  และ  เข้าใจว่าอารจุนะไม่มีความปรารถนาเป็นพิเศษที่จะเห็นพระองค์ในรูปลักษณ์จักรวาล  เพราะอารจุนะมีความพึงพอใจโดยสมบูรณ์ที่ได้เห็นรูปลักษณ์ส่วนพระองค์ในรูปลักษณ์  คริชณะ  แต่พระองค์ทรงเข้าใจเช่นกันว่า  อารจุนะปรารถนาจะเห็นรูปลักษณ์จักรวาล  เพื่อให้ผู้อื่นมีความมั่นใจอารจุนะทรงไม่มีความปรารถนาส่วนตัวที่จะต้องยืนยัน  คริชณะ  ทรงเข้าใจเช่นเดียวกันว่า  อารจุนะปรารถนาจะเห็นรูปลักษณ์จักรวาลเพื่อวางเป็น  บรรทัดฐาน  เพราะในอนาคตจะมีคนหลอกลวงมากมายที่อ้างตนเองว่า  เป็นอวตาร  ขององค์ภควาน  ฉะนั้น  ผู้คนควรระมัดระวังคนที่จะมาอ้างตนเองว่าเป็นคริชณะ  และ  เขาควรเตรียมพร้อมที่จะแสดงรูปลักษณ์จักรวาลของตนเพื่อยืนยันกับสิ่งที่ได้อวดอ้างไว้

โศลก 4 (11.4)

มันยะเส ยะดิ ทัช ชัฺคยัม
มะยา ดรัชทุม อิทิ พระโบฺ

โยเกชวะระ ทะโท เม ทวัม
ดารชะยาทมานัม อัพยะยัม

มันยะเส  -  พระองค์ทรงคิด, ยะดิ  -  อาจ, ทัท  -  นั้น, ชัคยัม  -  สามารถ, มะยา  -  โดยข้า, ดรัช ทุม  -  ได้เห็น, อิทิ  -  ดังนั้น, พระโบฺ  -  โอ้ องค์ภควาน, โยกะ  -  อีชวะระ  -  โอ้ เจ้าแห่งพลัง อิทธิฤทธิ์ทั้งหลาย, ทะทะฮ  -  จากนั้น, เม  -  แด่ข้า, ทวัม  -  พระองค์, ดารชะยะ  -  แสดง, อาทมานัม  -  ตัวพระองค์เอง, อัพพะยัม  -  อมตะ

คำแปล

หากทรงคิดว่าข้าพเจ้าสามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของพระองค์  โอ้  องค์  ภควาน  โอ้  เจ้าแห่งพลังอิทธิฤทธิ์ทั้งปวง  โปรดกรุณาแสดงรูปลักษณ์จักรวาล  อันหาที่สุดมิได้ของพระองค์แด่ข้าพเจ้าด้วย

คำอธิบาย

ได้กล่าวไว้ว่าเราไม่สามารถเห็น  ได้ยิน  เข้าใจ  หรือสำเหนียกองค์ภควาน  คริช  ณะด้วยประสาทสัมผัสวัตถุ  แต่หากเราปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วย  ความรักทิพย์ต่อพระองค์ตั้งแต่ต้น  เราจะสามารถเห็นองค์ภควานจากการเปิดเผยของ  พระองค์  ทุก  ๆ  ชีวิตเป็นเพียงละอองอณูทิพย์  ฉะนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะเห็น  หรือเข้าใจองค์ภควาน  อารจุนะในฐานะที่ทรงเป็นสาวก  จึงมิได้ขึ้นอยู่กับพลังแห่งการ  คาดคะเนของตนเอง  แต่ยอมรับขีดจำกัดในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิต  และเข้าใจถึงสถาน  ภาพของคริชณะที่ไม่สามารถประเมินได้  อารจุนะทรงเข้าใจว่าเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งมีชีวิต  จะเข้าใจผู้ที่ไร้ขอบเขตอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้  หากผู้ไร้ขอบเขตทรงเปิดเผยตัวพระองค์  จึง  เป็นไปได้ที่เราจะเข้าใจธรรมชาติแห่งความไร้ขอบเขตด้วยพระกรุณาธิคุณของพระองค์  คำว่า  โยเกชวะระ  มีความสำคัญมากในที่นี้  เพราะองค์ภควานทรงมีพลังอำนาจที่ไม่  สามารถมองเห็นได้  หากปรารถนา  ทรงสามารถเปิดเผยตนเองด้วยพระกรุณาธิคุณ  ของพระองค์  แม้ไร้ขีดจำกัด  ฉะนั้น  อารจุนะทรงอ้อนวอนพระกรุณาธิคุณของคริชณะที่  ไม่สามารถมองเห็นได้  มิใช่เป็นการสั่งคริชณะ  คริชณะทรงไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตนเอง  เว้นเสียแต่เราจะศิโรราบในคริชณะจิตสำนึก  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่าง  สมบูรณ์  ดังนั้น  ผู้ที่ขึ้นอยู่กับพลังแห่งการคาดคะเนทางจิตใจของตนเอง  จึงเป็นไปไม่  ได้ที่จะเห็นคริชณะ

โศลก 5 (11.5)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
พัชยะ เม พารทฺะ รูพาณิ
ชะทะโช ่ทฺะ สะฮัสระชะฮ

นานา-วิดฺานิ ดิพยานิ
นานา-วารณาคริทีนิ ชะ

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  องค์ภควานตรัส, พัสยะ  -  จงดู, เม  -  ของข้า, พารทฺะ  -  โอ้ โอรส พระนางพริทฺา, รูพาณิ  -  รูปลักษณ์ต่าง ๆ, ชะทะชะฮ  -  เป็นร้อย ๆ, อทฺะ  -  เช่นกัน, สะฮัส ระชะฮ  -  เป็นพัน ๆ, นานา-วิดฺานิ  -  หลากหลาย, ดิพยานิ  -  ทิพย์, นานา  -  หลากหลาย, วารณะ  -  หลากสี, อาคริทีนิ  -  รูปลักษณ์ต่าง ๆ, ชะ  -  เช่นกัน

คำแปล

องค์ภควานตรัสว่า  อารจุนะที่รัก  โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  บัดนี้จงดูความมั่งคั่ง  ของข้า  รูปลักษณ์ทิพย์ที่มีสีสันหลากหลายเป็นจำนวนร้อย  ๆ  พัน  ๆ  รูป

คำอธิบาย

อารจุนะทรงปรารถนาที่จะเห็นคริชณะในรูปลักษณ์จักรวาล  ถึงแม้ว่าเป็น  รูปลักษณ์ทิพย์  แต่ทรงปรากฏเพื่อปรากฏการณ์ในจักรวาล  ดังนั้น  จึงอยู่ภายใต้  การกำหนดของกาลเวลาที่ไม่ถาวรแห่งธรรมชาติวัตถุนี้  เช่นเดียวกับธรรมชาติวัตถุที่  ปรากฏและไม่ปรากฏ  รูปลักษณ์จักรวาลของคริชณะนี้ก็ทรงปรากฏและไม่ปรากฏ  รูป  ลักษณ์นี้มิได้สถิตในท้องฟ้าทิพย์ชั่วนิรันดรเหมือนกับรูปลักษณ์อื่น  ๆ  ของคริชณะ  สาวก  ไม่กระตือรือร้นที่จะเห็นรูปลักษณ์จักรวาล  แต่เนื่องจากอารจุนะทรงปรารถนาที่จะเห็น  คริชณะในรูปนี้  คริชณะจึงทรงเปิดเผยให้เห็น  รูปลักษณ์จักรวาลนี้ซึ่งปุถุชนคนธรรมดา  ไม่สามารถเห็นได้  คริชณะทรงต้องให้พลังในการเห็นแก่ผู้นั้นจึงจะสามารถเห็นได้

โศลก 6 (11.6)

พัชยาดิทยาน วะสูน รุดราน
อัชวิโน มะรุทัส ทะทฺา

บะฮูนิ อดริชทะ-พูรวาณิ
พัชยาชารยาณิ บฺาระทะ

พัชยะ  -  เห็น, อาดิทยาน  -  บุตรสิบสองคนของอดิทิ, วะสูน  -  วะสุทั้งแปด, รุดราน  -  รูป ลักษณ์สิบเอ็ดรูปของรุดระ, อัชวิโน  -  อัชวินีทั้งสอง, มะรุทะฮ  -  มะรุททั้งสี่สิบเก้า (เทพเจ้า แห่งลม), ทะทฺา  -  เช่นกัน, บะฮูนิ  -  มากมาย, อดริชทะ  -  ที่เธอยังไม่เห็น, พูรวาณิ  -  ก่อนหน้า นี้, พัชยะ  -  เห็น, อาชชารยาณิ  -  ความอัศจรรย์ทั้งหลาย, บฺาระทะ  -  โอ้ ผู้ยอดเยี่ยมแห่ง บฺาระทะ

คำแปล

โอ้  ผู้ยอดเยี่ยมแห่งบฺาระทะ  ณ  ที่นี้จงดูปรากฏการณ์ต่าง  ๆ  ของอาดิทยะ  วะสุ  รุดระ  อัชวินี-คุมาระ  และเทวดาองค์อื่น  ๆ  ทั้งหมด  จงดูสิ่งมหัศจรรย์มากมายซึ่ง  ไม่มีผู้ใดเคยเห็นหรือได้ยินมาก่อน

คำอธิบาย

แม้ว่าอารจุนะทรงเป็นเพื่อนสนิทของคริชณะ  และยังเป็นผู้มีความรู้ที่สูงสุด  ถึงกระนั้น  ก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่อารจุนะจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับคริชณะ  ณ  ที่นี้  ได้  กล่าวไว้ว่า  มนุษย์ไม่เคยได้ยินหรือรู้รูปลักษณ์และปรากฏการณ์ต่าง  ๆ  ทั้งหมดนี้มาก่อน  คริชณะทรงเปิดเผยรูปลักษณ์อันน่าอัศจรรย์เหล่านี้  ณ  บัดนี้

โศลก 7 (11.7)

อิไฮคะ-สทัฺม จะกัท คริทสนัม
พัชยาดยะ สะ-ชะราชะรัม

มะมะ เดเฮ กุดาเคชะ
ยัช ชานยัด ดรัชทุม อิชชฺะสิ

อิฮะ  -  ในนี้, เอคะ-สทัฺม  -  ในที่หนึ่ง, จะกัท  -  จักรวาล, คริทสนัม  -  สมบูรณ์, พัชยะ  -  เห็น, อัดยะ  -  ทันที, สะ  -  กับ, ชะระ  -  เคลื่อนที่, อชะรัม  -  ไม่เคลื่อนที่, มะมะ  -  ของข้า, เดเฮ  -  ใน ร่างกายนี้, กุดา เคชะ  -  โอ้ อารจุนะ, ยัท  -  ซึ่ง, ชะ-เช่นกัน, อันยัท  -  ผู้อื่น, ดรัชทุม  -  เห็น, อิชชฺะสิ  -  เธอปรารถนา

คำแปล

โอ้  อารจุนะ  สิ่งใดที่เธอปรารถนาจะเห็น  จงดูในร่างนี้ของข้าได้ทันที  รูปลักษณ์  จักรวาลนี้สามารถแสดงทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอปรารถนาจะเห็น  ณ  บัดนี้  และทุก  สิ่งทุกอย่างที่เธอปรารถนาจะเห็นในอนาคต  ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งเคลื่อนที่และไม่  เคลื่อนที่  ได้มาอยู่  ณ  ที่นี้  อยู่ในสถานที่เดียวกันโดยสมบูรณ์

คำอธิบาย

ไม่มีผู้ใดสามารถเห็นจักรวาลทั้งหมดขณะที่นั่งอยู่ที่เดียว  แม้นักวิทยาศาสตร์  ผู้ก้าวหน้าที่สุดก็ไม่สามารถเห็นสิ่งต่าง  ๆ  ที่เกิดขึ้นในส่วนอื่นของจักรวาล  แต่สาวก  เช่นอารจุนะทรงสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในส่วนต่าง  ๆ  ของจักรวาล  คริชณะ  ทรงให้พลังอำนาจในการเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อารจุนะทรงปรารถนาจะเห็นทั้งในอดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต  ดังนั้น  ด้วยพระเมตตาธิคุณของคริชณะ  อารจุนะจึงทรงสามารถ  เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง

โศลก 8 (11.8)

นะ ทุ มาม ชัคยะเส ดรัชทุม
อเนไนวะ สวะ-ชัคชุชา

ดิพยัม ดะดามิ เท ชัคชุฮ
พัชยะ เม โยกัม ไอชวะรัม

นะ  -  ไม่เคย, ทุ  -  แต่, มาม  -  ข้า, ชัคยะเส  -  สามารถ, ดรัชทุม  -  เห็น, อเนนะ  -  ด้วยสิ่งเหล่านี้, เอวะ  -  แน่นอน, สวะ-ชัคชุชา  -  จักษุของเธอ, ดิพยัม  -  ทิพย์, ดะดามิ  -  ข้าให้, เท  -  แก่เธอ, ชัคชุฮ  -  จักษุ, พัชยะ  -  เห็น, เม  -  ของข้า, โยกัม ไอชวะรัม  -  พลังอิทธิฤทธิ์ที่ไม่สามารถมอง เห็นได้

คำแปล

แต่เธอไม่สามารถเห็นข้าด้วยดวงตาปัจจุบันของเธอ  ดังนั้น  ข้าจะให้จักษุทิพย์  แก่เธอ  จงดูอิทธิฤทธิ์ความมั่งคั่งของข้า!

คำอธิบาย

สาวกผู้บริสุทธิ์ไม่ชอบเห็นคริชณะในรูปลักษณ์อื่นใดนอกจากรูปลักษณ์สองกร  ของพระองค์  สาวกจะเห็นรูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควานด้วยพระกรุณาธิคุณของ  พระองค์  ไม่ใช่ด้วยจิตใจแต่ด้วยจักษุทิพย์  ในการเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของคริชณะ  อารจุนะทรงถูกสั่งไม่ให้เปลี่ยนจิตใจ  แต่ให้เปลี่ยนจักษุ  รูปลักษณ์จักรวาลของคริชณะ  ไม่สำคัญเท่าใดนัก  ประเด็นนี้จะทำให้กระจ่างขึ้นในโศลกต่อ  ๆ  ไป  แต่เนื่องจากอารจุนะ  ทรงปรารถนาที่จะเห็น  คริชณะทรงให้จักษุแก่อารจุนะโดยเฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อที่จะ  ได้เห็นรูปลักษณ์จักรวาล

เหล่าสาวกผู้สถิตอย่างถูกต้องในความสัมพันธ์ทิพย์กับคริชณะ  ยึดมั่นอยู่กับ  รูปลักษณ์อันน่ารักของพระองค์  ไม่ใช่ยึดติดอยู่กับการแสดงความมั่งคั่งโดยปราศจาก  องค์ภควาน  เพื่อน  ๆ  และผู้ปกครองของคริชณะไม่เคยปรารถนาที่จะให้คริชณะแสดง  ความมั่งคั่ง  แต่หมกมุ่นอยู่ในความรักอันบริสุทธิ์จนกระทั่งไม่รู้ว่าคริชณะคือบุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้า  ในการแลกเปลี่ยนความรัก  ทุกคนลืมไปว่าคริชณะคือองค์ภควาน  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ได้กล่าวไว้ว่า  เด็ก  ๆ  ทั้งหมดที่เล่นกับคริชณะเป็นดวงวิญญาณ  ที่มีบุญบารมีสูงมาก  หลังจากหลายต่อหลายชาติ  จึงสามารถมาเล่นกับคริชณะได้  เด็ก  ๆ  เหล่านี้ไม่รู้ว่าคริชณะคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  จึงได้แต่ปฏิบัติต่อคริชณะ  เสมือนเป็นเพื่อนสนิท  ชุคะเดวะ  โกสวามี  กล่าวโศลกต่อไปนี้

อิทัฺม สะทาม บระฮมะ-สุคฺานุบํูทยา
ดาสยัม กะทานาม พะระ-ไดวะเทนะ

มายาชริทานาม นะระ-ดาระเคณะ
สาคัม วิจะฮรุฮ คริทะ-พุณยะ-พุนจาฮ

“นี่คือบุคคลสูงสุดที่นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่พิจารณาว่าเป็น  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  สาวกพิจารณาว่าเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และมนุษย์ปุถุชนธรรมดาพิจารณา  ว่าเป็นผลผลิตของธรรมชาติวัตถุ  บัดนี้เด็ก  ๆ  ผู้ทำบุญมาหลายต่อหลายชาติเหล่านี้ได้  มาเล่นอยู่กับองค์ภควาน”  (ชรีมัด-บฺากะวะธัม  10.12.11)

ความจริงคือ  สาวกไม่สนใจกับการเห็น  วิชวะ-รูพะ  หรือรูปลักษณ์จักรวาล  แต่อารจุนะทรงปรารถนาจะเห็นเพื่อยืนยันคำดำรัสของคริชณะ  เพื่อในอนาคตผู้คน  สามารถเข้าใจว่า  คริชณะทรงไม่ใช่แสดงตนเองว่าเป็นองค์ภควานในทางทฤษฎีหรือทาง  ปรัชญาเท่านั้น  แต่พระองค์ทรงแสดงให้อารจุนะเห็นจริง  อารจุนะทรงต้องยืนยันเช่นนี้  เพราะเป็นผู้เริ่มต้นระบบ  พะรัมพะรา  พวกที่สนใจจะเข้าใจองค์ภควานคริชณะจริงโดย  ปฏิบัติตามรอยพระบาทของอารจุนะ  ควรเข้าใจว่าคริชณะทรงไม่ใช่เพียงแต่อวดอ้างว่า  เป็นภควานในทางทฤษฏีเท่านั้น  แต่ทรงเปิดเผยในฐานะที่เป็นองค์ภควานโดยแท้จริง

ชรีคริชณะทรงให้พลังอำนาจที่จำเป็นแด่อารจุนะในการเห็นรูปลักษณ์จักรวาล  เพราะทราบดีว่าอารจุนะทรงมิได้ปรารถนาเจาะจงที่จะเห็น  ดังที่ได้อธิบายไว้แล้ว

โศลก 9 (11.9)

สันจะยะ อุวาชะ
เอวัม อุคเทวา ทะโท ราจัน
มะฮา-โยเกชวะโร ฮะริฮ

ดารชะยาม อาสะ พารทฺายะ
พะระมัม รูพัม ไอชวะรัม

สันจะยะฮ อุวาชะ  -  สันจะยะกล่าว, เอวัม  -  ดังนั้น, อุคทวา  -  กล่าว, ทะทะฮ  -  หลังจากนั้น, ราจัน  -  โอ้กษัตริย์, มะฮา-โยกะ-อีชวะระฮ  -  ผู้มีพลังอิทธิฤทธิ์สูงสุด, ฮะริฮ  -  องค์ภควาน คริชณะ, ดารชะยาม อาสะ  -  แสดง, พารทฺายะ  -  แด่อารจุนะ, พะระมัม  -  ทิพย์, รูพัม ไอชวะรัม  -  รูปลักษณ์จักรวาล

คำแปล

สันจะยะกล่าวว่า  โอ้  กษัตริย์  หลังจากดำรัสเช่นนั้นแล้ว  พระผู้เป็นเจ้าสูงสุดแห่ง  พลังอิทธิฤทธิ์ทั้งหลาย  องค์ภควานทรงแสดงรูปลักษณ์จักรวาลแด่อารจุนะ

โศลก 10-11 (11.10-11)

อเนคะ-วัคทระ-นะยะนัม
อเนคาดบํุทะ-ดารชะนัม

อเนคะ-ดิพยาบฺะระณัม
ดิพยาเนโคดยะทายุดัฺม
ดิพยะ-มาลยามบะระ-ดฺะรัม
ดิพยะ-กันดฺานุเลพะนัม

สารวาชชารยะ-มะยัม เดวัม
อนันทัม วิชวะโท-มุคัฺม

อเนคะ  -  มากมาย, วัคทระ  -  พระโอษฐ์, นะยะนัม  -  พระเนตร, อเนคะ  -  มากมาย, อัดบํุทะ  -  น่าอัศจรรย์, ดารชะนัม  -  ทัศนียภาพ, อเนคะ  -  มากมาย, ดิพยะ  -  ทิพย์, อาบฺะระณัม  -  เครื่องประดับต่าง ๆ, ดิพยะ  -  ทิพย์, อเนคะ  -  มากมาย, อุดยะทะ  -  ยกขึ้น, อายุดัฺม  -  อาวุธ ต่าง ๆ, ดิพยะ  -  ทิพย์, มาลยะ  -  พวงมาลัยต่าง ๆ, อัมบะระ  -  อาภรณ์ต่าง ๆ, ดฺะรัม  -  สวม, ดิพยะ  -  ทิพย์, กันดฺะ  -  กลิ่นหอม, อนุเลพะนัม  -  ทาด้วย, สารวะ  -  ทั้งหมด, อาชชารยะ- มะยัม  -  น่าอัศจรรย์, เดวัม  -  ส่องแสง, อนันทัม  -  ไม่สิ้นสุด, วิชวะทะฮ-มุคัฺม  -  แผ่กระจาย ไปทั่ว

คำแปล

อารจุนะทรงเห็นภายในรูปลักษณ์จักรวาลนั้นว่ามีพระโอษฐ์ไม่มีที่สิ้นสุด  พระเนตรไม่มีที่สิ้นสุด  ภาพอัศจรรย์ไม่มีที่สิ้นสุด  รูปลักษณ์ที่ประดับไปด้วยเครื่อง  ประดับสวรรค์มากมาย  และทรงถืออาวุธทิพย์มากมาย  ทรงคล้องพวกมาลัยและ  อาภรณ์สวรรค์มากมาย  มีน้ำหอมมากมายที่ชโลมไปทั่วพระวรกายของพระองค์  ทั้งหมดน่าอัศจรรย์  สว่างไสว  ไม่มีที่สิ้นสุด  และแผ่กระจายไปทั่ว

คำอธิบาย

สองโศลกนี้ได้ใช้คำว่ามากมายหลายครั้ง  แสดงให้เห็นว่าไม่มีขีดจำกัดใน  จำนวนของพระหัตถ์  พระโอษฐ์  พระเพลา  และปรากฏการณ์อื่น  ๆ  ที่อารจุนะทรงได้เห็น  ปรากฏการณ์เหล่านี้แจกจ่ายไปทั่วทั้งจักรวาล  แต่ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควาน  ทำให้อารจุนะทรงสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ขณะที่นั่งอยู่  ณ  ที่เดียว  ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เนื่องมา  จากพลังอำนาจที่ไม่สามารถมองเห็นได้ของคริชณะ

โศลก 12 (11.12)

ดิวิ สูรยะ-สะอัสรัสยะ
บฺะเวด ยุกะพัด อุททิฺทา

ยะดิ บฺาฮ สะดริชี สา สยาด
บฺาสัส ทัสยะ มะฮาทมะณะฮ

ดิวิ  -  ในท้องฟ้า, สูรยะ  -  หมู่ดวงอาทิตย์, สะฮัสรัสยะ  -  หลาย ๆ พัน, บฺะเวท  -  มี, ยุกะพัท  -  พร้อม ๆ กัน, อุททิฺทา  -  ปรากฏ, ยะดิ  -  ถ้า, บฺาฮ  -  แสง, สะดริชี  -  เหมือนเช่นนั้น, สา  -  นั้น, สยาท  -  อาจเป็น, บฺาสะฮ  -  รัศมี, ทัสยะ  -  ของพระองค์, มะฮา-อาทมะณะฮ  -  องค์ภควานผู้ ยิ่งใหญ่

คำแปล

หากดวงอาทิตย์เป็นร้อย  ๆ  พัน  ๆ  ดวงขึ้นบนท้องฟ้าในบัดดล  แสงของดวงอาทิตย์  เหล่านี้อาจคล้ายกับรัศมีขององค์ภควานในรูปลักษณ์จักรวาลนั้น

คำอธิบาย

สิ่งที่อารจุนะทรงได้เห็น  อธิบายไม่ได้  ถึงกระนั้น  สันจะยะ  พยายามให้  เห็นจินตนาการแห่งการเปิดเผยอันยิ่งใหญ่นั้นแด่  ดฺริทะราชทระ  ทั้ง  สันจะยะและ  ดฺริทะราชทระ  ไม่ได้อยู่  ณที่นั้น  แต่ด้วยพระกรุณาธิคุณของ  วิยาสะ,  สันจะยะ  จึงสามารถ  เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  บัดนี้  สันจะยะ  เปรียบเทียบสถานการณ์กับปรากฏการณ์ทาง  จินตนาการ  (ตัวอย่างเช่น  ดวงอาทิตย์ขึ้นเป็นพัน  ๆ  ดวง)  เท่าที่พอจะเข้าใจได้

โศลก 13 (11.13)

ทะไทรคะ-สทัฺม จะกัท คริทสนัม
พระวิบัฺคทัม อเนคะดฺา

อพัชยัด เดวะ-เดวัสยะ
ชะรีเร พาณดะวัส ทะดา

ทะทระ  -  ที่นั่น, เอคะ-สทัฺม  -  ในที่เดียว, จะกัท  -  จักรวาล, คริทสนัม  -  สมบูรณ์, พระ วิบัฺคทัม  -  แบ่งออก, อเนคะดฺา  -  เป็นหลาย ๆ, อพัชยัท  -  สามารถเห็น, เดวะ-เดวัสยะ  -  องค์ ภควาน, ชะรีเร  -  ในรูปลักษณ์จักรวาล, พาณดะวะฮ  -  อารจุนะ, ทะดา  -  ในขณะนั้น

คำแปล

ในขณะนั้นอารจุนะทรงสามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควาน  ภาคที่  แบ่งแยกอันไม่สิ้นสุดของจักรวาลสถิต  ณ  ที่เดียว  ถึงแม้ว่าแบ่งแยกออกไปเป็น  หลาย  ๆ  พัน

คำอธิบาย

คำว่า  ทะทระ  (“ที่นั่น”)  มีความสำคัญมาก  แสดงให้เห็นว่าทั้งอารจุนะและ  คริชณะทรงประทับอยู่บนราชรถ  ขณะที่อารจุนะทรงได้เห็นรูปลักษณ์จักรวาล  บุคคล  อื่น  ๆ  ในสมรภูมิไม่สามารถเห็นรูปลักษณ์นี้  เพราะว่าคริชณะทรงให้จักษุแด่อารจุนะ  เท่านั้น  อารจุนะทรงสามารถเห็นดาวเคราะห์เป็นจำนวนพัน  ๆ  ดวง  ภายในพระวรกาย  ของคริช  ณะ  ดังที่เราได้เรียนรู้จากคัมภีร์พระเวทว่ามีจักรวาลและมีดาวเคราะห์  มากมาย  บางดวงทำมาจากดิน  บางดวงทำมาจากทองคำ  บางดวงทำมาจากอัญมณี  บางดวงยิ่งใหญ่มาก  บางดวงไม่ยิ่งใหญ่เท่าใดนัก  ฯลฯ  ขณะที่นั่งอยู่บนราชรถอารจุนะ  ทรงเห็นทั้งหมดนี้แต่ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นระหว่างอารจุนะและ  คริชณะ

โศลก 14 (11.14)

ทะทะฮ สะ วิสมะยาวิชโท
อริชทะ-โรมา ดฺะนันจะยะฮ

พระณัมยะ ชิระสา เดวัม
คริทานจะลิร อบฺาชะทะ

ทะทะฮ  -  หลังจากนั้น, สะฮ  -  เขา, วิสมะยะ  -  อาวิชทะฮ  -  ปลาบปลื้มด้วยความอัศจรรย์ใจ, ฮริชทะ-โรมา  -  ขนบนผิวหนังลุกชันเนื่องจากความปลื้มปีติสุขอย่างใหญ่หลวง, ดฺะนัน- จะยะ  -  อารจุนะ, พระณัมยะ  -  ถวายความเคารพ, ชิระสา  -  ด้วยศรีษะ, เดวัม  -  แด่องค์ ภควาน, คริทะ-อันจะลิฮ  -  ด้วยสองมือพนม, อบฺาชะทะ  -  เริ่มตรัส

คำแปล

จากนั้น  ด้วยความสับสนและอัศจรรย์ใจ  อารจุนะขนลุกตั้งชันทรงก้มศีรษะ  แสดงความเคารพด้วยสองมือพนม  อารจุนะทรงเริ่มถวายบทมนต์แด่องค์ภควาน

คำอธิบาย

เมื่อจักษุทิพย์เปิดเผยขึ้น  ความสัมพันธ์ระหว่างคริชณะและอารจุนะได้เปลี่ยน  ไปทันที  ก่อนหน้านี้คริชณะและอารจุนะทรงมีความสัมพันธ์กันในฐานะเพื่อน  แต่  ณ  บัดนี้  หลังจากได้เปิดเผยรูปลักษณ์จักรวาลแล้ว  อารจุนะทรงแสดงความเคารพด้วย  ความเคารพบูชาอย่างยิ่ง  และด้วยสองมือพนม  อารจุนะทรงถวายบทมนต์แด่คริชณะ  สรรเสริญรูปลักษณ์จักรวาล  ดังนั้น  ความสัมพันธ์ของอารจุนะกลายมาเป็นความน่า  อัศจรรย์มากกว่าความเป็นเพื่อน  เหล่าสาวกผู้ยิ่งใหญ่เห็นคริชณะในฐานะที่เป็นแหล่ง  กำเนิดของความสัมพันธ์ทั้งหลายทั้งปวง  ในพระคัมภีร์ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์พื้น  ฐานสิบสองประเภท  และทั้งหมดนี้มีอยู่ในคริชณะ  ได้กล่าวไว้ว่า  พระองค์ทรงเป็น  มหาสมุทรแห่งความสัมพันธ์ทั้งหลายที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างสองชีวิต  ระหว่างเทวดา  หรือระหว่างองค์ภควานและสาวกของพระองค์

ณ  ที่นี้  อารจุนะทรงได้รับแรงดลใจด้วยความสัมพันธ์แห่งความอัศจรรย์  และ  ภายในความอัศจรรย์นั้น  ถึงแม้โดยธรรมชาติอารจุนะทรงเป็นผู้ที่มีความสุขุม  สงบ  และเงียบมาก  แต่อารจุนะได้กลายมาเป็นผู้ที่มีความปลื้มปีติสุข  ขนลุกตั้งชัน  และ  ทรงเริ่มถวายความเคารพแด่องค์ภควานด้วยมือทั้งสองพนม  แน่นอนว่าอารจุนะทรง  มิได้กลัว  แต่ได้รับผลกระทบจากความอัศจรรย์ของพระองค์  สภาพแวดล้อมในขณะนั้น  คือความอัศจรรย์  ธรรมชาติความสัมพันธ์แห่งความรักฉันเพื่อนท่วมท้นไปด้วยความ  อัศจรรย์  ดังนั้น  อารจุนะจึงทรงแสดงออกมาเช่นนี้

โศลก 15 (11.15)

อารจุนะ อุวาชะ
พัชยามิ เดวามส ทะวะ เดวะ เดเฮ
สารวามส ทะทฺา บํูทะ-วิเชชะ-สังกฺาน

บระฮมาณัม อีชัม คะมะลาสะนะ-สทัฺม
ริชีมช ชะ สารวาน อุระกามช ชะ ดิพยาน

อารจุนะฮ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, พัชยามิ  -  ข้าพเจ้าเห็น, เดวาน  -  เทวดาทั้งหลาย, ทะวะ  -  ของพระองค์, เดวะ  -  องค์ภควาน, เดเฮ  -  ในร่าง, สารวาน  -  ทั้งหมด, ทะทฺา  -  เช่นกัน, บํูทะ  -  สิ่งมีชีวิต, วิเชชะ-สังกฺาน  -  มารวมกันโดยเฉพาะ, บระฮมาณัม  -  พระพรหม, อีชัม  -  พระศิวะ, คะมะละ-อาสะนะ-สทัฺม  -  ประทับอยู่บนดอกบัว, ริชีน  -  เหล่านักปราชญ์ผู้ยิ่ง ใหญ่, ชะ  -  เช่นกัน,สารวาน  -  ทั้งหมด, อุระกาน  -  พวกนาค, ชะ  -  เช่นกัน, ดิพยาน  -  ทิพย์

คำแปล

อารจุนะตรัสว่า  ชรี  คริชณะที่รัก  ข้าพเจ้าเห็นมวลเทวดาและมวลสิ่งมีชีวิตมา  รวมกันอยู่ในพระวรกายของพระองค์  ข้าพเจ้าเห็นพระพรหมทรงประทับอยู่บน  ดอกบัว  พร้อมทั้งพระศิวะ  เหล่านักปราชญ์  และนาคทิพย์ทั้งหลาย

คำอธิบาย

อารจุนะทรงเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล  ดังนั้น  จึงทรงเห็นพระพรหมผู้ทรง  เป็นชีวิตแรกในจักรวาล  และพญานาคทิพย์ที่  การโบฺดะคะชายี  วิชณุ  ทรงบรรทมอยู่  ในช่วงล่างของจักรวาล  แท่นบรรทมนาคราชนี้เรียกว่า  วาสุคิ  ยังมีนาคอื่น  ๆ  ที่ชื่อว่า  วาสุคิ  อารจุนะทรงสามารถเห็น  เริ่มต้นจาก  การโบฺดะคะชายี  วิชณุ  ไปจนถึงส่วนสูงสุด  ของจักรวาลบนโลกรูปดอกบัว  ที่พระพรหมผู้ทรงเป็นชีวิตแรกในจักรวาลประทับอยู่  เช่นนี้หมายความว่าจากจุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดจบ  อารจุนะผู้ทรงประทับอยู่บนราชรถ  เพียงแห่งเดียวสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง  เป็นเช่นนี้ได้ก็เนื่องมาจากพระกรุณาธิคุณ  ขององค์ภควาน  คริชณะ

โศลก 16 (11.16)

อเนคะ-บาฮูดะระ-วัคทระ-เนทรัม
พัชยามิ ทวาม สารวะโท ่นันทะ-รูพัม

นานทัม นะ มัดอยัม นะ พุนัส ทะวาดิม
พัชยามิ วิชเวชวะระ วิชวะ-รูพะ

อเนคะ  -  มากมาย, บาฮุ  -  พระกร, อุดะระ  -  พระนาภี, วัคทระ  -  พระโอษฐ์, เนทรัม  -  พระเนตร, พัชยามิ  -  ข้าพเจ้าเห็น, ทวาม  -  พระองค์, สารวะทะฮ  -  จากทุก ๆ ด้าน, อนัน ทะ-รูพัม  -  รูปลักษณ์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด, นะ อันทัม  -  ไม่มีจุดจบ, นะ มัดฮยัม  -  ไม่มีตรง กลาง, นะ พุนะฮ  -  ไม่มีอีกครั้งหนึ่ง, ทะวะ  -  ของพระองค์, อาดิม  -  จุดเริ่มต้น, พัชยามิ  -  ข้าพเจ้าเห็น, วิชวะ  -  อีชวะระ  -  โอ้ พระผู้เป็นเจ้าแห่งจักรวาล, วิชวะ-รูพะ  -  ในรูปของ จักรวาล

คำแปล

โอ้  พระผู้เป็นเจ้าแห่งจักรวาล  โอ้  รูปลักษณ์จักรวาล  ข้าพเจ้าทรงเห็นพระกร  พระนาภี  พระโอษฐ์  และพระเนตรมากมายในพระวรกายของพระองค์  แผ่ขยาย  ไปทุกหนทุกแห่ง  ไม่มีที่สิ้นสุด  ข้าพเจ้าทรงไม่เห็นจุดจบ  จุดตรงกลาง  และจุด  เริ่มต้นในพระองค์

คำอธิบาย

คริชณะคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้ทรงไร้ขอบเขตไม่มีที่สิ้นสุด  ดังนั้น  เราจึงสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยผ่านทางพระองค์

โศลก 17 (11.17)

คิรีทินัม กะดินัม ชัคริณัม ชะ
เทโจ-ราชิม สารวะโท ดีพทิมันทัม

พัชยามิ ทวาม ดุรนิรีคชยัม สะมันทาด
ดีพทานะลารคะ-ดยุทิม อพระเมยัม

คิรีทินัม  -  ด้วยมงกุฎ, กะดินัม  -  ด้วยคทา, ชัคริณัม  -  ด้วยกงจักร, ชะ  -  และ, เทจะฮ-ราชิม  -  รัศมี, สารวะทะฮ  -  ในทุก ๆ ด้าน, ดีพทิ-มันทัม  -  ส่องแสง, พัชยามิ  -  ข้าพเจ้าเห็น, ทวาม  -  พระองค์, ดุรนิรีคชยัม  -  ยากที่จะเห็น, สะมันทาท  -  ทุกหนทุกแห่ง, ดีพทะ-อนะละ  -  ไฟที่ โชติช่วง, อารคะ  -  ของดวงอาทิตย์, ดยุทิม  -  แสงอาทิตย์, อัพระเมยัม  -  วัดไม่ได้

คำแปล

รูปลักษณ์ของพระองค์นั้นเห็นได้ยากเนื่องจากรัศมีอันโชติช่วงที่แผ่ขยายไปทุก  ๆ  ด้านเหมือนกับไฟอันโชติช่วงหรือแสงรัศมีของดวงอาทิตย์ที่วัดไม่ได้  ถึงกระนั้น  ข้าพเจ้ายังเห็นรูปลักษณ์อันโชติช่วงนี้ทุกหนทุกแห่ง  ทรงประดับไปด้วยมงกุฎ  คทา  และกงจักร

โศลก 18 (11.18)

ทวัม อัคชะรัม พะระมัม เวดิทัพยัม
ทวัม อัสยะ วิชวัสยะ พะรัม นิดฺานัม

ทวัม อัพยะยะฮ ชาชวะทะ-ดฺารมะ-โกพทา
สะนาทะนัส ทวัม พุรุโช มะโท เม

ทวัม  -  พระองค์, อัคชะรัม  -  ผู้ไม่มีความผิดพลาด, พะระมัม  -  สูงสุด, เวดิทัพยัม  -  เข้าใจ, ทวัม  -  พระองค์, อัสยะ  -  ของสิ่งนี้, วิชวัสยะ  -  จักรวาล, พะรัม  -  สูงสุด, นิดฺานัม  -  พื้นฐาน, ทวัม  -  พระองค์, อัพยะยะฮ  -  ผู้ไม่รู้จักหมด, ชาชวะทะ-ดฺารมะ-โกพทา  -  ผู้บำรุงรักษา ศาสนานิรันดร, สะนาทะนะฮ  -  นิรันดร, ทวัม  -  พระองค์, พุรุชะฮ  -  องค์ภควาน, มะทะฮ เม  -  นี่คือความเห็นของข้าพเจ้า

คำแปล

พระองค์ทรงเป็นจุดมุ่งหมายแรกที่สูงสุด  ทรงเป็นที่พำนักพักพิงสุดท้ายของ  จักรวาลทั้งหมดนี้  ทรงไม่รู้จักหมดสิ้น  และทรงเป็นผู้อาวุโสที่สุด  พระองค์ทรง  เป็นผู้ทะนุบำรุงศาสนานิรันดร  องค์ภควาน  นี่คือความเห็นของข้าพเจ้า

โศลก 19 (11.19)

อนาดิ-มัดฮยานทัม อนันทะ-วีรยัม
อนันทะ-บาฮุม ชะชิ-สูรยะ-เนทรัม

พัชยามิ ทวาม ดีพทะ-ฮุทาชะ-วัคทรัม
สวะ-เทจะสา วิชวัม อิดัม ทะพันทัม

อนาดิ  -  ปราศจากจุดเริ่มต้น, มัดฮยะ  -  ตรงกลาง, อันทัม  -  หรือจุดจบ, อนันทะ  -  ไม่มีที่สิ้น สุด,วีรยัม  -  พระบารมี, อนันทะ  -  ไม่มีที่สิ้นสุด, บาฮุม  -  พระกร, ชะชิ  -  ดวงจันทร์, สูรยะ  -  ดวงอาทิตย์, เนทรัม  -  พระเนตร, พัชยามิ  -  ข้าพเจ้าเห็น, ทวาม  -  พระองค์, ดีพทะ  -  โชติ ช่วง, ฮุทาชะ-วัคทรัม  -  ไฟออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์, สวะ-เทจะสา  -  ด้วยรัศมี ของพระองค์, วิชวัม  -  จักรวาล, อิดัม  -  นี้, ทะพันทัม  -  ความร้อน

คำแปล

พระองค์ทรงปราศจากจุดเริ่มต้น  จุดตรงกลาง  และจุดจบ  พระบารมีของพระองค์  นั้นไม่มีที่สิ้นสุด  พระองค์ทรงมีพระกรจำนวนนับไม่ถ้วน  ดวงอาทิตย์และดวง  จันทร์คือพระเนตรของพระองค์  ข้าพเจ้าทรงเห็นพระองค์พร้อมกับไฟอันโชติช่วง  ออกมาจากพระโอษฐ์  เผาไหม้จักรวาลทั้งหมดนี้ด้วยรัศมีของพระองค์

คำอธิบาย

ความมั่งคั่งหกประการของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงไม่มีขีดจำกัด  ได้  มีการกล่าวซ้ำ  ณ  ที่นี้  และอีกหลายแห่ง  พระคัมภีร์กล่าวว่า  การกล่าวซ้ำถึงพระบารมี  ของคริชณะมิใช่เป็นความอ่อนแอของวรรณกรรม  ในขณะที่งงงวย  อัศจรรย์ใจ  หรือมี  ความปลื้มปีติสุขอย่างใหญ่หลวงจะกล่าวประโยคซ้ำไปซ้ำมา  เช่นนี้ไม่ใช่ข้อบกพร่อง

โศลก 20 (11.20)

ดยาพ อา-พริทิฺพโยร อิดัม อันทะรัม ฮิ
วิยานทัม ทวะไยเคนะ ดิชัช ชะ สารวาฮ

ดริชทวาดบํุทัม รูพัม อุกรัม ทะเวดัม
โลคะ-ทระยัม พรัพยะทิฺ มะฮาทมัน

ดโย  -  จากนอกอวกาศ, อา-พริทิฺพโยฮ  -  มาถึงโลก, อิดัม  -  นี้, อันทะรัม  -  ระหว่าง, ฮิ  -  แน่นอน, วิยาพทัม  -  แผ่กระจาย, ทวะยา  -  โดยพระองค์, เอเคนะ  -  ผู้เดียว, ดิชะฮ  -  ทิศทาง ต่าง ๆ, ชะ  -  และ, สารวาฮ  -  ทั้งหมด, ดริชทวา  -  ด้วยการเห็น, อัคบํุทัม  -  น่าอัศจรรย์, รูพัม  -  รูปลักษณ์, อุกรัม  -  น่าสะพรึงกลัว, ทะวะ  -  ของพระองค์, อิดัม  -  นี้, โลคะ  -  ระบบ ดาวเคราะห์ต่าง ๆ, ทระยัม  -  สาม, พรัพยะทิฺทัม  -  ยุ่งเหยิง, มะฮา-อาทมัน  -  โอ้ ผู้ยิ่งใหญ่

คำแปล

ถึงแม้ทรงเป็นหนึ่ง  พระองค์ยังทรงแผ่กระจายไปทั่วนภากาศ  ดาวเคราะห์ต่างๆ  และช่องว่างระหว่างสิ่งทั้งหลาย  โอ้  ผู้ยิ่งใหญ่  เมื่อได้เห็นรูปลักษณ์อันน่า  อัศจรรย์และน่าสะพรึงกลัวนี้  ระบบดาวเคราะห์ทั้งหลายยุ่งเหยิงไปหมด

คำอธิบาย

คำว่า  ดยาพ  อา-พริทิฺพโยฮ  (“อวกาศหรือช่องว่างระหว่างสวรรค์และโลก”)  และ  โลคะ-ทระยัม  (“สามโลก”)  มีความสำคัญในโศลกนี้  เพราะปรากฏว่าไม่เพียงแต่  อารจุนะเท่านั้นที่ทรงเห็นรูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควาน  แต่บุคคลอื่น  ๆ  ในระบบ  ดาวเคราะห์อื่นก็ได้เห็นด้วยเช่นกัน  การเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของอารจุนะทรงไม่ใช่  เป็นความฝัน  ทุกคนที่พระองค์ทรงประทานจักษุทิพย์ให้จะได้เห็นรูปลักษณ์จักรวาลที่  สมรภูมินี้

โศลก 21 (11.21)

อมี ฮิ ทวาม สุระ-สังกฮา วิชันทิ
เคชิด บีฺทาฮ พรานจะละโย กริณันทิ

สวัสทีทิ อุคทวา มะฮารชิ-สิดดฺะ-สังกฺาฮ
สทุวันทิ ทวาม สุททิบิฺฮ พุชคะลาบิฺฮ

อมี  -  ทั้งหมดเหล่านั้น, ฮิ  -  แน่นอน,ทวาม  -  พระองค์, สุระ-สังกฮาฮ  -  เทวดากลุ่มต่าง ๆ, วิชันทิ  -  เข้าไป, เคชิท  -  บางท่าน, บีฺทาฮ  -  เนื่องจากความกลัว, พรานจะละยะฮ  -  ด้วยมือ ที่พนม, กริณันทิ  -  ถวายบทมนต์, สวัสทิ  -  ความสงบทั้งหมด, อิทิ  -  ดังนั้น, อุคทวา  -  พูด, มะฮา-ริชิ  -  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่, สิดดฺะ  -  สังกฮาฮ  -  สิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์, สทุวันทิ  -  ร้อง เพลงบทมนต์, ทวาม  -  แด่พระองค์, สทุทิบิฺฮ  -  ด้วยบทมนต์, พุชคะลาบิฺฮ  -  บทมนต์พระเวท

คำแปล

กองทัพเทวดาทั้งหลายศิโรราบต่อหน้าพระองค์และเสด็จเข้าไปในพระองค์  บาง  องค์กลัวมากทรงถวายบทมนต์ด้วยมือพนม  กลุ่มนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่และมนุษย์  ผู้สมบูรณ์ร้องว่า  “สันติภาพทั้งปวง!”  ภาวนาแด่พระองค์ด้วยการร้องเพลงจาก  บทมนต์พระเวท

คำอธิบาย

เหล่าเทวดาในระบบดาวเคราะห์ทั้งหลายทรงกลัวปรากฏการณ์อันน่าสะพรึง  กลัวแห่งรูปลักษณ์จักรวาลและรัศมีอันเจิดจรัสนี้  ดังนั้น  จึงทรงภาวนาเพื่อให้ช่วย  คุ้มครอง

โศลก 22 (11.22)

รุดราดิทยา วะสะโว เย ชะ สาดฺยา
วิชเว ่ชวิโน มะรุทัช โชชมะพาช ชะ

กันดฺารวะ-ยัคชาสุระ-สิดดฺะ-สังกฺา
วีคชันเท ทวาม วิสมิทาช ไชวะ สารเว

รุดระ  -  ปรากฏการณ์ของพระศิวะ, อาดิทยาฮ  -  เหล่าอาดิทยะ, วะสะวะฮ  -  เหล่าวะสุ, เย  -  ทั้งหมดนั้น, ชะ  -  และ, สาดฺยาฮ  -  เหล่าสาดฺยะ, วิชเว  -  เหล่าวิชเวเดวะ, อัชวิโน  -  อัชวินี- คุมาระ, มะรุทะฮ  -  เหล่ามะรุท, ชะ  -  และ, อุชมะ-พาฮ  -  เหล่าบรรพบุรุษ, ชะ  -  และ, กันดฺารวะ  -  ของเหล่ากันดฺารวะ, ยัคชะ  -  เหล่ายัคชะ, อสุระ  -  เหล่ามาร, สิดดฺะ  -  และเหล่า เทวดาที่สมบูรณ์, สังกฺาฮ  -  ที่มาชุมนุมกัน, วีคชันเท  -  ได้เห็น, ทวาม  -  พระองค์, วิสมิทาฮ  -  ในความอัศจรรย์, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, สารเว  -  ทั้งหมด

คำแปล

ปรากฏการณ์ต่าง  ๆ  ของพระศิวะ  บรรดาอาดิทยะ  วะสุ  สาดฺยะ  วิชเวเดวะ  อัชวีทั้งสอง  เหล่ามะรุท  บรรพบุรุษ  กันดฺารวะ  ยัคชะ  อสุระ  และเหล่าเทวดา  ที่สมบูรณ์  ทั้งหมดเห็นพระองค์ด้วยความมหัศจรรย์ใจ

โศลก 23 (11.23)

รูพัม มะฮัท เท บะฮุ-วัคทระ-เนทรัม
มะฮา-บาโฮ บะฮุ-บาฮูรุ-พาดัม

บะฮูดะรัม บะฮุ-ดัมชทรา-คะราลัม
ดริชทวา โลคาฮ พรัพยะทิฺทาส ทะทฺาฮัม

รูพัม  -  รูปลักษณ์, มะฮัท  -  ยิ่งใหญ่มาก, เท  -  ของพระองค์, บะฮุ  -  มากมาย, วัคทระ  -  พระ พักตร์, เนทรัม  -  พระเนตร, มะฮา-บาโฮ  -  โอ้ นักรบผู้ยิ่งใหญ่, บะฮุ  -  มากมาย, บาฮุ  -  พระกร, อูรุ  -  พระอุรุ, พาดัม  -  พระเพลา, บะฮุ-อุดะรัม  -  พระนาภีมากมาย, บะฮุ-ดัมช ทรา  -  พระทนต์มากมาย, คะราลัม  -  น่ากลัว, ดริชทวา  -  เห็น, โลคาฮ  -  โลกทั้งหมด, พรัพ ยะทิฺทาฮ  -  ยุ่งเหยิง, ทะทฺา  -  คล้าย ๆ กัน, อฮัม  -  ข้าพเจ้า

คำแปล

โอ้  นักรบผู้ยิ่งใหญ่  ดาวเคราะห์ทั้งหมดรวมทั้งเหล่าเทวดาทรงตกใจที่ได้เห็นรูป  ลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่ทรงมีพระพักตร์  พระเนตร  พระกร  พระเพลา  พระนาภี  และพระทนต์อันน่ากลัวมากมาย  ขณะที่ทั้งหมดตกใจข้าพเจ้าก็ตกใจ  เช่นเดียวกัน

โศลก 24 (11.24)

นะบฺะฮ-สพริชัม ดีพทัม อเนคะ-วารณัม
วิยาททานะนัม ดีพทะ-วิชาละ-เนทรัม

ดริชทวา ฮิ ทวาม พรัพยะทิฺทานทาร-อาทมา
ดฺริทิม นะ วินดามิ ชะมัม ชะ วิชโณ

นะบฺะฮ-สพริชัม  -  จรดท้องฟ้า, ดีพทัม  -  ส่องแสง, อเนคะ  -  มากมาย, วารณัม  -  หลากสี, วิยาททะ  -  เปิด, อานะนัม  -  พระโอษฐ์, ดีพทะ  -  ส่องแสง, วิชาละ  -  ยิ่งใหญ่มาก, เนทรัม  -  พระเนตร, ดริชทวา  -  เห็น, ฮิ  -  แน่นอน, ทวาม  -  พระองค์, พรัพยะทิฺทะ  -  ยุ่งเหยิง, อันทะฮ  -  ภายใน, อาทมา  -  วิญญาณ, ดฺริทิม  -  มั่นคง, นะ  -  ไม่, วินดามิ  -  ข้าพเจ้ามี, ชะมัม  -  จิตใจที่ สงบ, ชะ  -  เช่นกัน, วิชโณ  -  โอ้ พระวิชณุ

คำแปล

โอ้  พระวิชณุผู้ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  การที่ได้เห็นพระองค์พร้อมทั้งรัศมีที่มี  สีสันเจิดจรัสมากมายจรดท้องฟ้า  ช่องว่าระหว่างพระโอษฐ์ของพระองค์  และ  พระเนตรที่แวววาวมาก  จิตใจของข้ายุ่งเหยิงด้วยความกลัว  ข้าพเจ้าทรงไม่  สามารถรักษาความมั่นคงหรือความสงบของจิตใจไว้ได้

โศลก 25 (11.25)

ดัมชทรา-คะราลานิ ชะ เท มุคฺานิ
ดริชทไววะ คาลานะละ-สันนิบฺานิ

ดิโช นะ จาเน นะ ละเบฺ ชะ ชารมะ
พระสีดะ เดเวชะ จะกัน-นิวาสะ

ดัมชทรา  -  พระทนต์, คะราลานิ  -  น่ากลัว, ชะ  -  เช่นกัน, เท  -  ของพระองค์, มุคฺานิ  -  พระ พักตร์, ดริชทวา  -  เห็น, เอวะ  -  ดังนั้น, คาละ-อนะละ  -  ไฟแห่งความตาย, สันนิบฺานิ  -  ประหนึ่ง, ดิชะฮ  -  ทิศทางต่าง ๆ ,นะ  -  ไม่, จาเน  -  ข้าพเจ้าทราบ, นะ  -  ไม่, ละเบฺ  -  ข้าพเจ้า ได้รับ, ชะ  -  และ, ชารมะ  -  พระกรุณาธิคุณ, พระสีดะ  -  ได้โปรดยินดี, เดวะ-อีชะ  -  โอ้ พระ ผู้เป็นเจ้าของมวลเทวดา, จะกัท-นิวาสะ  -  โอ้ ที่พักพิงของโลกต่าง ๆ

คำแปล

โอ้  ภควานของปวงเทวดา  โอ้  ที่พักพิงของหมู่ดาวเคราะห์  ทรงโปรดเมตตาต่อ  ข้าพเจ้า  ผู้ไม่สามารถรักษาความสมดุลไว้ได้เมื่อได้เห็นพระพักตร์อันเจิดจรัสและ  พระทนต์อันน่ากลัวเสมือนดั่งพญายมของพระองค์  ในทุก  ๆ  ทิศทางข้ารู้สึกสับสน

โศลก 26-27 (11.26-27)

อมี ชะ ทวาม ดฺริทะราชทรัสยะ พุทราฮ
สารเว สะไฮวาวะนิ-พาละ-สังไกฺฮ

บีฺชโม โดรณะฮ สูทะ-พุทรัส ทะทฺาโส
สะฮาสมะดีไยร อพิ โยดฺะ-มุคฮไยฮ
วัคทราณิ เท ทวะระมาณา วิชันทิ
ดัมชทรา-คะราลานิ บฺะยานะคานิ

เคชิด วิลักนา ดะชะนานทะเรชุ
สันดริชยันเท ชูรณิไทร อุททะมางไกฮ

อมี  -  เหล่านี้, ชะ  -  เช่นกัน, ทวาม  -  พระองค์, ดฺริทะราชทรัสยะ  -  ของดฺริทะราชทระ, พุทราฮ  -  บรรดาบุตร, สารเว  -  ทั้งหมด, สะฮะ  -  กับ, เอวะ  -  แน่นอน, อวันนิ  -  พาละ  -  กษัตริย์ นักรบ, สังไกฺฮ  -  กลุ่มต่าง ๆ, บีฺชมะฮ  -  บีฺชมะเดวะ, โดรณะฮ  -  โดรณาชารยะ, สูทะ- พุทระฮ  -  คารณะ, ทะทฺา  -  เช่นกัน, อโส  -  นั้น, สะฮะ  -  กับ, อัสมะดีไยฮ  -  ของเรา, อพิ  -  เช่น กัน, โยดฺะ-มุคฮไยฮ  -  ผู้นำในหมู่นักรบ, วัคทราณิ  -  พระโอษฐ์, เท  -  ของพระองค์, ทวะระ มาณาฮ  -  รีบเร่ง, วิชันทิ  -  เข้าไป, ดัมชทรา  -  พระทนต์, คะราลานิ  -  น่ากลัว, บฺะยานะคานิ  -  น่ากลัวมาก, เคชิท  -  บ้าง, วิลักนาฮ  -  ยึดติดอยู่, ดะชะนะ-อันทะเรชุ  -  ระหว่างพระทนต์, สันดริชยันเท  -  ได้เห็น, ชูรณิไทฮ  -  ด้วยการฟาด, อุททะมะ-อังไกฮ  -  ศีรษะ

คำแปล

บุตรของดฺริทะราชทระทั้งหมด  และเหล่ากษัตริย์พันธมิตร  รวมทั้ง  บีฺชมะ  โดรณะ  คารณะ  พร้อมทั้งผู้นำทหารของพวกเราด้วย  ทั้งหมดรีบเร่งเข้าไปในพระโอษฐ์อัน  น่าสะพรึงกลัวของพระองค์  ข้าพเจ้าเห็นบางคนศีรษะฟาดไปติดอยู่ที่ระหว่าง  พระทนต์ของพระองค์

คำอธิบาย

โศลกก่อนหน้านี้  คริชณะทรงสัญญากับอารจุนะว่าจะแสดงสิ่งที่อารจุนะทรง  สนใจมาก  บัดนี้อารจุนะทรงเห็นผู้นำของฝ่ายตรงข้าม  (บีฺชมะ  โดรณะ  คารณะ  และบุตร  ทั้งหมดของดฺริทะราชทระ)  และกองกำลังทหารของทั้งสองฝ่าย  ทั้งหมดกำลังถูกทำลาย  เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าหลังจากผู้ที่มาชุมนุมกันที่  คุรุเชทระ  เกือบทั้งหมดตายไป  อารจุนะ  จะทรงได้รับชัยชนะ  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ด้วย  บีฺชมะ  ผู้ที่ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะได้จะถูก  บดขยี้  และคารณะก็จะถูกทำลายเช่นเดียวกัน  ไม่เพียงแต่นักรบผู้ยิ่งใหญ่ของฝ่ายตรง  ข้ามเช่นบีฺชมะถูกทำลาย  แม้แต่ยอดนักรบของฝ่ายอารจุนะเองบางคนจะถูกทำลายเช่น  เดียวกัน

โศลก 28 (11.28)

ยะทฺา นะดีนาม บะฮะโว ่มบุ-เวกาฮ
สะมุดรัม เอวาบิฺมุคฺา ดระวันทิ

ทะทฺา ทะวามี นะระ-โลคะ-วีรา
วิชันทิ วัคทราณิ อบิฺวิจวะลันทิ

ยะทฺา  -  ดังที่, นะดีนาม  -  ของแม่น้ำ, บะฮะวะฮ  -  มากมาย, อัมบุ  -  เวกาฮ  -  คลื่นของน้ำ, สะมุดรัม  -  มหาสมุทร, เอวะ  -  แน่นอน, อบิฺมุคฮาฮ  -  ไปสู่, ดระวันทิ  -  ไหล, ทะทฺา  -  เช่น เดียวกัน, ทะวะ  -  ของพระองค์, อมี  -  ทั้งหมดนี้, นะระ-โลคะ-วีราฮ  -  เหล่ากษัตริย์ของ สังคมมนุษย์, วิชันทิ  -  เข้าไป, วัคทราณิ  -  พระโอษฐ์, อบิฺวิจวะลันทิ  -  และกำลังโชติช่วง

คำแปล

เหมือนกับคลื่นในแม่น้ำมากมายที่ไหลลงสู่มหาสมุทร  ฉันใด  นักรบผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง  หลายเหล่านี้ก็ไหลเข้าไปในพระโอษฐ์อันร้อนโชติช่วงของพระองค์  ฉันนั้น

โศลก 29 (11.29)

ยะทฺา พระดีพทัม จวะละนัม พะทังกา
วิชันทิ นาชายะ สัมริดดฺะ-เวกาฮ

ทะไทฺวะ นาชายะ วิชันทิ โลคาส
ทะวาพิ วัคทราณิ สัมริดดฺะ-เวกาฮ

ยะทฺา  -  เหมือนดัง, พระดีพทัม  -  โชติช่วง, จวะละนัม  -  ไฟ, พะทังกาฮ  -  พระโอษฐ์, วิชัน- ทิ  -  เข้าไป, นาชายะ  -  เพื่อทำลาย, สัมริดดฺะ  -  สูงสุด, เวกาฮ  -  ความเร็ว, ทะทฺา เอวะ-ใน ทำนองเดียวกัน, นาชายะ  -  เพื่อการทำลาย, วิชันทิ  -  เข้าไป, โลคาฮ  -  ผู้คนทั้งหมด, ทะ- วะ  -  พระองค์, อพิ  -  เช่นกัน, วัคทราณิ  -  พระโอษฐ์, สัมริดดฺะ-เวกาฮ  -  ด้วยความเร็วสูงสุด

คำแปล

ข้าพเจ้าเห็นผู้คนทั้งหลายรีบเร่งด้วยความเร็วสูงเข้าไปในพระโอษฐ์ของพระองค์  เหมือนกับแมลงเม่าพุ่งเข้าสู่ความตายในกองไฟที่ลุกโชติช่วง

โศลก 30 (11.30)

เลลิฮยะเส กระสะมานะฮ สะมันทาล
โลคาน สะมะกราน วะดะไนร จวะลัดบิฺฮ

เทโจบิฺร อาพูรยะ จะกัท สะมะกรัม
บฺาสัส ทะโวกราฮ พระทะพันทิ วิชโณ

เลลิฮยะเส  -  พระองค์ทรงเลีย, กระสะมานะฮ  -  กลืน, สะมันทาท  -  จากทั่วทุกสารทิศ, โลคาน  -  ผู้คน, สะมะกราน  -  ทั้งหมด, วะดะไนฮ  -  ด้วยพระโอษฐ์มากมาย, จวะลัดบิฺฮ  -  โชติช่วง, เทโจบิฺฮ  -  ด้วยรัศมี, อาพูรยะ  -  ปกคลุม, จะกัท  -  จักรวาล, สะมะกรัม  -  ทั้งหมด, บฺาสะฮ  -  แสง, ทะวะ  -  ของพระองค์, อุกราฮ  -  น่ากลัว, พระทะพันทิ  -  แผดจ้า, วิชโณ  -  โอ้ องค์ภควานผู้ทรงแผ่กระจายไปทั่ว

คำแปล

โอ้  พระวิชณุ  ข้าพเจ้าเห็นพระองค์ทรงกลืนผู้คนทั้งหมดจากทั่วทุกสารทิศด้วย  พระโอษฐ์มากมายที่ลุกเป็นไฟ  ทรงปกคลุมจักรวาลทั้งหมดด้วยรัศมีของพระองค์  พระองค์ทรงปรากฏด้วยแสงรัศมีที่ร้อนแผดเผาอย่างน่ากลัว

โศลก 31 (11.31)

อาคฮยาฮิ เม โค บฺะวาน อุกระ-รูโพ
นะโม ่สทุ เท เดวะ-วะระ พระสีดะ

วิกยาทุม อิชชฺามิ บฺะวันทัม อาดยัม
นะ ฮิ พระจานามิ ทะวะ พระวริททิม

อาคฮยาฮิ  -  ทรงโปรดกรุณาอธิบาย, เม  -  แด่ข้าพเจ้า, คะฮ  -  ผู้ซึ่ง,บฺะวาน  -  พระองค์, อุกระ-รูพะฮ  -  รูปลักษณ์อันดุร้าย, นะมะฮ อัสทุ  -  ความเคารพ, เท  -  แด่พระองค์, เดวะ- วะระ  -  โอ้ ผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่เทวดา, พระสีดะ  -  ได้โปรดกรุณา, วิกยาทุม  -  ทราบ, อิชชฺามิ  -  ข้าพเจ้าปรารถนา, บฺะวันทัม  -  พระองค์, อาดยัม  -  องค์เดิม, นะ  -  ไม่,ฮิ  -  แน่นอน, พระจา นามิ  -  ข้าพเจ้าทราบ, ทะวะ  -  ของพระองค์, พระวริททิม  -  พระภารกิจ

คำแปล

โอ้  พระผู้เป็นเจ้าของปวงเทวดา  ผู้ทรงมีรูปลักษณ์ที่ดุร้ายมาก  ได้โปรดบอกข้าว่า  พระองค์คือใคร  ข้าขอแสดงความเคารพแด่พระองค์ผู้ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าองค์  แรก  ได้โปรดกรุณาต่อข้า  ข้าปรารถนาที่จะทราบเกี่ยวกับพระองค์  เนื่องจาก  ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าอะไรคือพระภารกิจของพระองค์

โศลก 32 (11.32)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
คาโล ่สมิ โลคะ-คชะยะ-คริท พระวริดโดฺ
โลคาน สะมาฮารทุม อิฮะ พระวริททะฮ

ริเท ่พิ ทวาม นะ บฺะวิชยันทิ สารเว
เย ่วัสทิฺทาฮ พรัทยะนีเคชุ โยดฺาฮ

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, คาละฮ  -  กาลเวลา, อัสมิ  -  ข้า เป็น, โลคะ  -  ของหมู่โลก, คชะยะ-คริท  -  ผู้ทำลาย, พระวริดดฺะฮ  -  ยิ่งใหญ่, โลคาน  -  ผู้คน ทั้งหมด, สะมาฮารทุม  -  ในการทำลาย, อิฮะ  -  ในโลกนี้, พระวริททะฮ  -  ปฏิบัติ, ริเท  -  ปราศจาก, ยกเว้น, อพิ  -  แม้, ทวาม  -  เธอ, นะ  -  ไม่เคย, บฺะวิชยันทิ  -  จะเป็น, สารเว  -  ทั้งหมด, เย  -  ใคร, อวัสทิฺทาฮ  -  สถิต, พระทิ-อนีเคชุ  -  ฝ่ายตรงข้าม, โยดาฮ  -  เหล่าทหาร

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  ข้าคือกาลเวลาอันยิ่งใหญ่ที่ทำลายโลกทั้ง  หลาย  ข้ามาที่นี่เพื่อทำลายผู้คนทั้งหมด  ยกเว้นแต่เธอ  (พวกพาณดะวะ)  ทหาร  ทั้งสองฝ่าย  ณ  ที่นี้จะถูกสังหารหมด

คำอธิบาย

ถึงแม้อารจุนะทรงทราบดีว่าคริชณะทรงเป็นสหายและทรงเป็นบุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้า  แต่ยังงุนงงจากรูปลักษณ์ต่าง  ๆ  ที่คริชณะทรงแสดงให้เห็น  ดังนั้น  อารจุนะจึงทรงถามต่อ  ถึงพระภารกิจอันแท้จริงของพลังแห่งการทำลายล้างนี้  ได้เขียน  ไว้ในคัมภีร์พระเวทว่า  สัจธรรมสูงสุดจะทำลายทุกสิ่งอย่างแม้แต่พวกพราหมณ์  ดังที่ได้  กล่าวไว้ใน  คะทฺะ  อุพะนิชัด  (1.2.25)  ว่า

ยัสยะ บระฮมะ ชะ คชัทรัม ชะ
อุเบฺ บฺะวะทะ โอดะนะฮ
มริทยุร ยัสโยพะเสชะนัม
คะ อิททฺา เวดะ ยะทระ สะฮ

ในอนาคตทั้งพราหมณ์  กษัตริย์ทั้งหมด  และทุก  ๆ  คนจะถูกองค์ภควานกลืนเข้าไป  เหมือนกับอาหาร  รูปลักษณ์ขององค์ภควานนี้คือยักษ์ใหญ่ที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง  ณ  ที่นี้  คริชณะทรงแสดงพระองค์เองในรูปลักษณ์ของกาลเวลาที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง  ยกเว้นพาณดะวะไม่กี่คน  นอกนั้นที่อยู่  ณ  สมรภูมินี้จะถูกพระองค์กลืนเข้าไปหมด  อารจุนะทรงไม่ชอบสงครามครั้งนี้และคิดว่าไม่รบดีกว่าจะได้ไม่ต้องหนักใจ  องค์ภควานทรงตอบด้วยการกล่าวว่า  แม้หากอารจุนะไม่ต่อสู้  ทุก  ๆ  คนก็จะถูกทำลาย  เพราะนั่นคือแผนของพระองค์  หากอารจุนะหยุดการต่อสู้พวกเขาจะตายด้วยวิธีอื่น  แม้อารจุนะไม่รบก็หยุดความตายไม่ได้  อันที่จริงพวกนี้ได้ตายไปแล้ว  กาลเวลาคือการ  ทำลาย  ปรากฏการณ์ทั้งหมดจะถูกทำลายไปด้วยความปรารถนาขององค์ภควาน  นั่น  คือกฎแห่งธรรมชาติ

โศลก 33 (11.33)

ทัสมาท ทวัม อุททิทฺะ ยะโช ละบัฺสวะ
จิทวา ชะทรูน บํุงคชวะ ราจยัม สัมริดดัฺม

มะไยไวเท นิฮะทาฮ พูรวัม เอวะ
นิมิททะ-มาทรัม บฺะวะ สัพยะ-สาชิน

ทัสมาท  -  ดังนั้น, ทวัม  -  เธอ, อุททิชทฺะ  -  ลุกขึ้น, ยะชะฮ  -  เกียรติยศ, ละบัฺสวะ  -  ได้รับ, จิทวา  -  ชัยชนะ, ชะทรูน  -  เหล่าศัตรู, บํุงคชวะ  -  รื่นเริง, ราจยัม  -  อาณาจักร, สัมริดดัฺ  -  ความเจริญรุ่งเรือง, มะยา  -  โดยข้า, เอวะ  -  แน่นอน, เอเท  -  ทั้งหมดนี้, นิฮะทาฮ  -  ถูก สังหาร, พูรวัม เอวะ-จากการตระเตรียมในอดีต, นิมิททะ-มาทรัม  -  เพียงเป็นเหตุ, บฺะวะ  -  กลายเป็น, สัพยะ-สาชิน  -  โอ้ สัพยะสาชี

คำแปล

ดังนั้น  จงลุกขึ้น  เตรียมตัวสู้  แล้วเธอจะได้รับการสรรเสริญ  เอาชนะศัตรูและมี  ความสุขกับอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรือง  จากการตระเตรียมของข้าพวกเขาได้ตาย  ไปแล้ว  และเธอ  โอ้  สัพยะสาชี  เป็นเพียงเครื่องมือในการต่อสู้

คำอธิบาย

สัพยะ-สาชิน  หมายถึงผู้ที่สามารถยิงธนูชำนาญมากในสนามรบ  ดังนั้น  อารจุนะทรงถูกเรียกว่าเป็นนักรบผู้ชำนาญในการยิงธนูเพื่อสังหารศัตรู  “เพียงแต่มา  เป็นเครื่องมือ”  นิมิททะ-มาทรัม  คำนี้มีความสำคัญมากเช่นกัน  โลกทั้งโลกเคลื่อนไหว  ไปตามแผนขององค์ภควาน  คนโง่เขลาที่ไม่มีความรู้เพียงพอคิดว่าธรรมชาติเคลื่อนไหว  ไปโดยปราศจากแผนการ  และปรากฏการณ์ทั้งหลายเป็นเพียงอุบัติเหตุของขบวนการ  สร้าง  มีพวกที่สมมติว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์มากมายแนะนำว่าบางทีเป็นอย่างนี้หรือ  บางทีก็เป็นอย่างนั้น  แต่อันที่จริงไม่มีคำว่า  “บางที”  หรือ  “อาจจะ”  เพราะมีแผนการ  เฉพาะเจาะจงที่ดำเนินไปในโลกวัตถุนี้  แผนนี้คืออะไร?  ปรากฏการณ์ในจักรวาลเปิด  โอกาสสำหรับพันธวิญญาณที่จะกลับคืนสู่องค์ภควานคืนสู่เหย้า  ตราบใดที่ยังมีความ  คิดโอหังพยายามที่จะเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุ  พวกเขาต้องถูกพันธนาการ  หากผู้  ใดเข้าใจแผนขององค์ภควานและพัฒนาคริชณะจิตสำนึกจะเป็นผู้ที่มีปัญญาสูงสุด  การ  สร้างและการทำลายของปรากฏการณ์ในจักรวาลอยู่ภายใต้การนำที่สูงกว่าขององค์  ภควาน  ดังนั้น  สงครามในสนามรบคุรุคเชทระเป็นไปตามแผนของพระองค์  อารจุนะทรง  ปฏิเสธที่จะต่อสู้  แต่ได้รับคำแนะนำให้สู้ตามความปรารถนาขององค์ภควาน  แล้วชีวิต  จะมีความสุข  หากผู้ใดอยู่ในคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  และอุทิศชีวิตในการรับใช้  ทิพย์ต่อพระองค์  ผู้นั้นจะเป็นบุคคลที่บริบูรณ์

โศลก 34 (11.34)

โดรณัม ชะ บีฺชมัม ชะ จะยะดระทัฺม ชะ
คารนัม ทะทฺานยาน อพิ โยดฺะ-วีราน

มะยา ฮะทามส ทวัม จะฮิ มา วิยะทิฺชทา
ยุดฺยัสวะ เจทาสิ ระเณ สะพัทนาน

โดรณัม ชะ  -  โดรณะก็เช่นกัน, บีฺชมัม ชะ  -  บีฺชมะก็เช่นกัน, จะยะดระทัฺม ชะ  -  จะยะดระทฺะ ก็เช่นกัน, คารณัม  -  คารณะ, ทะทฺา  -  เช่นกัน, อันยาน  -  บุคคลอื่น ๆ, อพิ  -  แน่นอน, โยดฺะ- วีราน  -  เหล่านักรบผู้ยิ่งใหญ่, มะยา  -  โดยข้า, ฮะทาน  -  ถูกสังหารแล้ว, ทวัม  -  เธอ, จะฮิ  -  ทำลาย, มา  -  ไม่, วิยะทิฺชทฺาฮ  -  กังวลใจ, ยุดฮยัสวะ  -  เพียงแต่สู้, เจทา อสิ  -  เธอจะได้รับ ชัยชนะ, ระเณ  -  ในการต่อสู้, สะพัทนาน  -  เหล่าศัตรู

คำแปล

โดรณะ  บีฺชมะ  จะยะดระทฺะ  คารณะ  และนักรบผู้ยิ่งใหญ่อื่น  ๆ  ข้าได้ทำลายไป  เรียบร้อยแล้ว  ฉะนั้น  จงสังหารพวกเขาและไม่ต้องกังวลใจ  เพียงแต่สู้  แล้วเธอ  จะกำราบเหล่าศัตรูในสนามรบ

คำอธิบาย

ทุก  ๆ  แผน  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นผู้กำหนด  แต่พระองค์ทรง  มีพระเมตตากรุณาต่อสาวกของพระองค์มาก  จึงทรงอยากให้สาวกผู้ปฏิบัติตามแผนที่  พระองค์ปรารถนาได้รับชื่อเสียง  ฉะนั้น  ชีวิตควรขับเคลื่อนไปในวิถีทางที่ทุก  ๆ  คนควร  ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกและเข้าใจองค์ภควานผ่านทางสื่อแห่งพระอาจารย์ทิพย์  แผน  ต่าง  ๆ  ขององค์ภควานเข้าใจได้ด้วยพระเมตตาธิคุณของพระองค์  และแผนต่าง  ๆ  ของ  สาวกก็ดีเท่ากับแผนขององค์ภควาน  ดังนั้น  เราจึงควรปฏิบัติตามแผนเหล่านี้และได้รับ  ชัยชนะในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด

โศลก 35 (11.35)

สันจะยะ อุวาชะ
เอทัช ชฺรุทวา วะชะนัม เคชะวัสยะ
คริทานจะลิร เวพะมานะฮ คิรีที

นะมัสคริทวา บํูยะ เอวะฮะ คริชณัม
สะ-กัดกะดัม บีฺทะฮ-บีทะฮ พระณัมยะ

สันจะยะฮ อุวาชะ  -  สันจะยะกล่าว, เอทัท  -  ดังนั้น, ชรุทวา  -  ได้ยิน, วะชะนัม  -  คำพูด, เคชะวัสยะ  -  ของคริชณะ, คริทะ  -  อันจะลิฮ  -  ด้วยสองมือพนม, เวพะมานะฮ  -  สั่น, คิรี- ที  -  อารจุนะ, นะมัสคริทวา  -  ถวายความเคารพ, บํูยะฮ  -  อีกครั้ง, เอวะ  -  เช่นกัน, อาฮะ  -  กล่าว, คริชณัม  -  แด่คริชณะ, สะ-กัดกะดัม  -  ด้วยเสียงที่ตะกุกตะกัก, บีฺทะ-บีฺทะฮ  -  ความกลัว, พระณัมยะ  -  ถวายความเคารพ

คำแปล

สันจะยะกล่าวต่อดฺริทะราชทระว่า  โอ้  พระราชา  หลังจากทรงได้ยินคำพูดเหล่านี้  จากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าแล้ว  อารจุนะตัวสั่นทรงถวายความเคารพด้วย  สองมือพนมหลายต่อหลายครั้ง  อารจุนะตรัสต่อองค์คริชณะด้วยความกลัวและ  ด้วยเสียงที่ตะกุกตะกักดังต่อไปนี้

คำอธิบาย

ดังที่ได้อธิบายไว้แล้ว  เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดจากรูปลักษณ์จักรวาลของ  องค์ภควาน  ทำให้อารจุนะทรงรู้สึกตกตะลึงในความอัศจรรย์  จึงเริ่มถวายความเคารพ  อย่างสูงแด่คริชณะหลายต่อหลายครั้ง  และด้วยเสียงที่ตะกุกตะกักอารจุนะทรงเริ่มสวด  มนต์มิใช่ในฐานะเพื่อน  แต่ในฐานะสาวกผู้ทรงอยู่ในความอัศจรรย์ใจ

โศลก 36 (11.36)

อารจุนะ อุวาชะ
สทฺาเน ฮริชีเคชะ ทะวะ พระคีรทยา
จะกัท พระฮริชยะทิ อนุรัจยะเท ชะ

รัคชามสิ บีฺทานิ ดิโช ดระวันทิ
สารเว นะมัสยันทิ ชะ สิดดฺะ-สังกฺาฮ

อารจุนะ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, สทฺาเน  -  ถูกต้อง, ฮริชีคะ-อีชะ  -  โอ้ เจ้าแห่งประสาท สัมผัสทั้งหลาย, ทะวะ  -  ของพระองค์, พระคีรทยา  -  ด้วยพระบารมี, จะกัท  -  ทั่วทั้งโลก, พระฮริชยะทิ  -  รื่นเริง, อนุรัจยะเท  -  ยึดมั่น, ชะ  -  และ, รัคชามสิ  -  เหล่ามาร, บีฺทานิ  -  จาก ความกลัว, ดิชะฮ  -  ในทุก ๆ สารทิศ, ดระวันทิ  -  หนี, สารเว  -  ทั้งหมด, นะมัสยันทิ  -  ถวาย ความเคารพ, ชะ  -  เช่นกัน, สิดดะ  -  สังกฺาฮ  -  มนุษย์ที่สมบูรณ์

คำแปล

อารจุนะตรัสว่า  โอ้  เจ้าแห่งประสาทสัมผัส  ทั้งโลกรื่นเริงยินดีที่ได้ยินพระนามของ  พระองค์  ดังนั้น  ทุกคนจึงมายึดมั่นอยู่ที่พระองค์  แม้ว่ามนุษย์ผู้สมบูรณ์ถวาย  ความเคารพแด่พระองค์  เหล่ามารกลัวและหลบหนีไปที่นั่นที่นี่  ทั้งหมดนี้ได้  กระทำไปอย่างถูกต้อง

คำอธิบาย

หลังจากได้ยินเกี่ยวกับผลสรุปของสนามรบคุรุคเชทระ  อารจุนะทรงได้รับแสง  สว่างในฐานะที่เป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่และเป็นสหายขององค์ภควาน  อารจุนะทรงกล่าวว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างที่คริชณะทรงกระทำไปนั้นเหมาะสมถูกต้อง  และยืนยันว่าคริชณะทรง  เป็นผู้ค้ำจุน  ทรงเป็นจุดมุ่งหมายแห่งการบูชาของสาวก  และทรงเป็นผู้ทำลายสิ่งที่ไม่พึง  ปรารถนา  การกระทำของพระองค์นั้นดีเท่า  ๆ  กันสำหรับทุก  ๆ  คน  ณ  ที่นี้  อารจุนะทรง  เข้าใจว่าขณะที่กำลังสรุปเหตุการณ์ที่สมรภูมิคุรุคเชทระ  ในอวกาศมีเทวดามากมาย  เช่นสิดดฺะ  และพวกมีปัญญาจากดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  ได้มาสังเกตการสู้รบเพราะ  ว่าคริชณะทรงอยู่  ณ  ที่นั้น  เมื่ออารจุนะทรงได้เห็นรูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควาน  เหล่าเทวดาชื่นชมยินดีไปด้วย  แต่พวกมารและพวกที่ไม่เชื่อในองค์ภควานทนไม่ได้ที่เห็น  พระองค์ได้รับการสรรเสริญ  จากความกลัวรูปลักษณ์แห่งการทำลายของบุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้า  มารจึงวิ่งหนีไปโดยธรรมชาติ  อารจุนะทรงสรรเสริญคริชณะที่ทรง  ปฏิบัติต่อเหล่าสาวกและพวกที่ไม่เชื่อในพระองค์  ในทุก  ๆ  กรณีสาวกจะสรรเสริญ  พระองค์  เพราะทราบดีว่าทุกสิ่งที่คริชณะทรงกระทำจะเป็นผลดีสำหรับทุก  ๆ  คน

โศลก 37 (11.37)

คัสมาช ชะ เท นะ นะเมรัน มะฮาทมัน
กะรียะเส บระฮมะโณ ่พิ อาดิ-คารเทร

อนันทะ เดเวชะ จะกัน-นิวาสะ
ทวัม อัคชะรัม สัด-อสัท ทัท พะรัม ยัท

คัสมาท  -  ทำไม, ชะ  -  เช่นกัน,เท  -  แด่พระองค์, นะ  -  ไม่, นะเมรัน  -  พวกเขาควรถวาย ความเคารพอย่างเหมาะสม, มะฮา-อาทมัน  -  โอ้ ผู้ยิ่งใหญ่, กะรียะเส  -  ผู้ที่ดีกว่า, บระฮมะณะฮ  -  กว่าพระพรหม, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, อาดิ-คารเทร  -  แด่ผู้สร้างสูงสุด, อนันทะ  -  โอ้ ผู้ไม่มีที่สิ้นสุด, เดวะ-อีชะ  -  โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของปวงเทวดา, จะกัท-นิวาสะ  -  โอ้ ที่พัก พิงของจักรวาล, ทวัม  -  พระองค์ทรงเป็น, อัคชะรัม  -  ผู้ไม่มีวันถูกทำลาย, สัท  -  อสัท  -  เหตุ และผล, ทัท พะรัม  -  ทิพย์, ยัท  -  เพราะว่า

คำแปล

โอ้  ผู้ยิ่งใหญ่  ยิ่งใหญ่กว่าแม้แต่พระพรหม  พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างองค์แรก  แล้ว  เหตุไฉนพวกเขาจึงไม่ถวายความเคารพแด่พระองค์?  โอ้  ผู้ไร้ขีดจำกัด  พระผู้เป็น  เจ้าของปวงเทวดา  ที่พักพิงของจักรวาล!  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดที่อยู่ยง  คงกระพัน  แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  เป็นทิพย์เหนือปรากฏการณ์  ทางวัตถุนี้

คำอธิบาย

จากการถวายความเคารพนี้  อารจุนะทรงแสดงให้เห็นว่าคริชณะทรงเป็นที่  เคารพบูชาสำหรับทุก  ๆ  คน  พระองค์ทรงแผ่กระจายไปทั่วและทรงเป็นวิญญาณของ  ทุกดวงวิญญาณ  อารจุนะทรงเรียกคริชณะว่า  มะฮาทมา  ซึ่งหมายความว่าพระองค์  ทรงมีใจกว้างขวางและไม่มีขีดจำกัด  อนันทะ  แสดงว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่ถูกปกคลุมด้วย  อิทธิพลและพลังงานขององค์ภควาน  และ  เดเวชะ  หมายความว่าพระองค์ทรงเป็น  ผู้ควบคุมและอยู่เหนือเทวดาทั้งหลาย  พระองค์ทรงเป็นที่พักพิงของจักรวาลทั้งหมด  อารจุนะทรงคิดเช่นกันว่า  เป็นการเหมาะสมที่สิ่งมีชีวิตผู้สมบูรณ์และเทวดาผู้มีอำนาจ  ทั้งหลายควรถวายความเคารพแด่องค์ภควาน  เพราะว่าไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์  อารจุนะทรงกล่าวโดยเฉพาะว่าคริชณะทรงยิ่งใหญ่กว่าพระพรหมเพราะคริชณะทรง  เป็นผู้สร้างพระพรหม  พระพรหมทรงถือกำเนิดมาจากก้านดอกบัวที่เจริญเติบโตมา  จากพระนาภีของ  การโบฺดะคะชายี  วิชณุ  ผู้ทรงเป็นภาคที่แบ่งแยกอันสมบูรณ์ของ  คริชณะ  ดังนั้น  พระพรหมและพระศิวะ  (กำเนิดมาจากพระพรหม)  และเทวดาองค์อื่น  ๆ  ทั้งหลายต้องถวายความเคารพแด่ชรีคริชณะ  ได้กล่าวไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ว่า  พระศิวะ  พระพรหม  และเทวดาองค์อื่น  ๆ  ที่คล้ายกันนี้เคารพบูชาองค์ภควาน  คำว่า  อัคชะรัม  มีความสำคัญมากเพราะว่าการสร้างทางวัตถุนี้จะหนีไม่พ้นการทำลาย  แต่  พระองค์ทรงอยู่เหนือการสร้างทางวัตถุ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  เมื่อเป็นเช่นนี้  ทรงเหนือกว่าพันธวิญญาณทั้งหลายภายในธรรมชาติวัตถุนี้  รวมทั้ง  ปรากฏการณ์ทางจักรวาลวัตถุเอง  ดังนั้นพระองค์ทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด

โศลก 38 (11.38)

ทวัม อาดิ-เดวะฮ พุรุชะฮ พุราณัส
ทวัม อัสยะ วิชวัสยะ พะรัม นิดฺานัม

เวททาสิ เวดยัม ชะ พะรัม ชะ ดฺามะ
ทวะยา ทะทัม วิชวัม อนันทะ-รูพะ

ทวัม  -  พระองค์, อาดิ  -  เดวะฮ  -  ภควานองค์แรก, พุรุชะฮ  -  บุคลิกภาพ, พุราณะฮ  -  โบราณ, ทวัม  -  พระองค์, อัสยะ  -  ของสิ่งนี้, วิชวัสยะ  -  จักรวาล, พะรัม  -  ทิพย์, นิดฺานัม  -  ที่พักพิง, เวททา  -  ผู้รู้, อสิ  -  พระองค์ทรงเป็น, เวดยัม  -  รู้, ชะ  -  และ, พะรัม  -  ทิพย์, ชะ  -  และ, ดฺามะ  -  ที่พักพิง, ทวะยา  -  โดยพระองค์, ทะทัม  -  แผ่กระจาย, วิชวัม  -  จักรวาล, อนันทะ-รูพะ  -  โอ้ รูปลักษณ์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

คำแปล

พระองค์ทรงเป็นภควานองค์เดิม  อาวุโสที่สุด  ทรงเป็นร่มบรมโพธิสมภารของ  โลกจักรวาลที่ปรากฏนี้  ทรงเป็นผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง  และทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่  ควรรู้  พระองค์ทรงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรสูงสุด  ทรงอยู่เหนือระดับต่าง  ๆ  ทางวัตถุ  โอ้  รูปลักษณ์ที่ไร้ขอบเขต!  ปรากฏการณ์ทางจักรวาลทั้งหมดนี้แผ่กระจายออก  มาจากพระองค์!

คำอธิบาย

ทุกสิ่งทุกอย่างพำนักอยู่ที่องค์ภควาน  ฉะนั้น  พระองค์ทรงเป็นที่พักพิงสูงสุด  นิดฺานัม  หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่รัศมี  บระฮมัน  ยังพำนักอยู่ที่บุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้าคริชณะ  พระองค์ทรงเป็นผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้  และ  หากความรู้มีจุดจบ  พระองค์ทรงเป็นที่สุดของความรู้นั้นทั้งหมด  ดังนั้น  พระองค์  ทรงเป็นผู้รู้และเป็นผู้ที่เราควรรู้  พระองค์ทรงเป็นจุดมุ่งหมายแห่งความรู้เพราะทรง  แผ่กระจายไปทั่ว  เนื่องจากทรงเป็นแหล่งกำเนิดในโลกทิพย์  พระองค์ทรงเป็นทิพย์  พระองค์ยังทรงเป็นประธานผู้นำในโลกทิพย์

โศลก 39 (11.39)

วายุร ยะโม ่กนิร วะรุณะฮ ชะชางคะฮ
พระจาพะทิส ทวัม พระพิทามะฮัช ชะ

นะโม นะมัส เท ่สทุ สะฮัสระ-คริทวะฮ
พุนัช ชะ บํูโย ่พิ นะโม นะมัส เท

วายุฮ  -  ลม,ยะมะฮ  -  ผู้ควบคุม, อักนิฮ  -  ไฟ, วะรุณะฮ  -  น้ำ, ชะชะ  -  อังคะฮ  -  พระจันทร์, พระจาพะทิฮ  -  พระพรหม, ทวัม  -  พระองค์, พระพิทามะฮะฮ  -  พระปัยกา, ชะ  -  เช่นกัน, นะมะฮ  -  ความเคารพของข้าพเจ้า, นะมะฮ  -  ความเคารพของข้าพเจ้าอีกครั้งหนึ่ง, เท  -  แด่พระองค์, อัสทุ  -  ให้เป็นไป, สะฮัสระ-คริทวะฮ  -  พันครั้ง, พุนะฮ ชะ  -  และอีกครั้งหนึ่ง, บํูยะฮ  -  อีกครั้งหนึ่ง, อพิ  -  เช่นกัน, นะมะฮ  -  ถวายความเคารพของข้า, นะมะฮ เท  -  ข้าขอ ถวายความเคารพแด่พระองค์

คำแปล

พระองค์ทรงเป็นลม  และทรงเป็นผู้ควบคุมสูงสุด  ทรงเป็นไฟ  ทรงเป็นน้ำ  และทรง  เป็นพระจันทร์  พระองค์ทรงเป็นพระพรหมผู้ทรงเป็นชีวิตแรก  และทรงเป็นพระ  ปัยกา  ดังนั้น  ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่พระองค์หนึ่งพันครั้ง  และ  อีกหนึ่งพันครั้ง  และอีกหนึ่งพันครั้ง

คำอธิบาย

ณ  ที่นี้  ทรงเรียกองค์ภควานว่าเป็นลม  เพราะว่าลมเป็นผู้แทนที่สำคัญที่สุดของ  มวลเทวดาซึ่งแผ่กระจายไปทั่ว  อารจุนะทรงเรียกคริชณะว่าเป็นพระปัยกา  เพราะว่า  พระองค์ทรงเป็นพระบิดาของพระพรหม  ผู้ทรงเป็นชีวิตแรกในจักรวาล

โศลก 40 (11.40)

นะมะฮ พุรัสทาด อทฺะ พริชทฺะทัส เท
นะโม ่สทุ เท สารวะทะ เอวะ สารวะ

อนันทะ-วีรยามิทะ-วิคระมัส ทวัม
สารวัม สะมาพโนชิ ทะโท ่สิ สารวะฮ

นะมะฮ  -  ถวายความเคารพ, พุรัสทาท  -  จากด้านหน้า, อทฺะ  -  เช่นกัน, พริชทฺะทะฮ  -  จาก ด้านหลัง, เท  -  แด่พระองค์, นะมะฮ อัสทุ  -  ข้าพเจ้าถวายความเคารพ, เท  -  แด่พระองค์, สารวะทะฮ  -  จากทุก ๆ ด้าน, เอวะ  -  แน่นอน, สารวะ  -  เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นทุกสิ่ง ทุกอย่าง, อนันทะ-วีรยะ  -  พลังที่ไร้ขอบเขต, อมิทะ-วิคระมะฮ  -  และอำนาจที่ไร้ขอบเขต, ทวัม  -  พระองค์, สารวัม  -  ทุกสิ่งทุกอย่าง, สะมาพโนชิ  -  พระองค์ทรงปกคลุม, ทะทะฮ  -  ดังนั้น, อสิ  -  พระองค์ทรงเป็น, สารวะฮ  -  ทุกสิ่งทุกอย่าง

คำแปล

ขอถวายความเคารพแด่พระองค์จากด้านหน้า  จากด้านหลัง  และจากทุก  ๆ  ด้าน!  โอ้  พลังที่ไร้ขีดจำกัด  พระองค์ทรงเป็นเจ้าของอำนาจที่ไร้ขอบเขต!  พระองค์ทรง  แผ่กระจายไปทั่ว  ดังนั้น  พระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง!

คำอธิบาย

ด้วยความรักอันปลาบปลื้มที่มีต่อคริชณะ  สหายอารจุนะทรงถวายความ  เคารพจากทุก  ๆ  ด้าน  โดยยอมรับว่าคริชณะทรงเป็นเจ้าของพลังและอำนาจทั้งหมด  และทรงยิ่งใหญ่กว่านักรบผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่มาชุมนุมกันที่สมรภูมิ  ได้กล่าวไว้ใน  วิชณุ  พุราณะ  (1.9.69)  ดังนี้

โย ่ยัม ทะวากะโท เดวะ
สะมีพัม เดวะทา-กะณะฮ

สะ ทวัม เอวะ จะกัท-สรัชทา
ยะทะฮ สารวะ-กะโท บฺะวาน

“โอ้  ภควาน  พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างทุกชีวิตที่มาอยู่ต่อหน้าพระองค์  แม้แต่เทวดา”

โศลก 41-42 (11.41-42)

สะเคฺทิ มัทวา พระสะบัฺม ยัด อุคทัม
เฮ คริชณะ เฮ ยาดะวะ เฮ สะเคฺทิ

อจานะทา มะฮิมานัม ทะเวดัม
มะยา พระมาดาท พระณะเยนะ วาพิ
ยัช ชาวะฮาสารทัฺม อสัท-คริโท ่สิ
วิฮาระ-ชัยยาสะนะ-โบฺจะเนชุ

เอโค ่ทฺะ วาพิ อัชยุทะ ทัท-สะมัคชัม
ทัท คชามะเย ทวาม อฮัม อัพระเมยัม

สะคฺา  -  เพื่อน, อิทิ  -  ดังนั้น, มัทวา  -  คิด, พระสะบัฺม  -  ถือเอา, ยัท  -  อะไรก็แล้วแต่, อุคทัม  -  กล่าว, เฮ คริชณะ  -  โอ้ คริชณะ, เฮ ยาดะวะ  -  โอ้ ยาดะวะ, เฮ สะเคฺ  -  โอ้ เพื่อนรักของข้า, อิทิ  -  ดังนั้น, อจานะทา  -  โดยไม่รู้, มะฮิมานัม  -  พระบารมี, ทะวะ  -  ของพระองค์, อิดัม  -  นี้, มะยา  -  โดยข้า, พระมาดาท  -  จากความโง่เขลา, พระณะเยนะ  -  จากความรัก, วา อพิ  -  ไม่ ว่าสิ่งใด, ยัท  -  อะไรก็แล้วแต่, ชะ  -  เช่นกัน, อวะฮาสะ-อารทัฺม  -  เพื่อความขบขัน, อสัท- คริทะฮ  -  ไม่ให้เกียรติ, อสิ  -  พระองค์ทรงเป็น, วิฮาระ  -  ในการพักผ่อนหย่อนใจ, ชัยยา  -  ใน ขณะนอนอยู่, อาสะนะ  -  ในขณะนั่งอยู่, โบฺจะเนชุ  -  หรือขณะที่รับประทานอาหารด้วยกัน, เอคะฮ  -  คนเดียว, อทฺะ วา  -  หรือ, อพิ  -  เช่นกัน, อัชยุทะ  -  โอ้ ผู้ไม่มีความผิดพลาด, ทัท- สะมัคชัม  -  ในระหว่างเพื่อน ๆ, ทัท  -  ทั้งหมดนั้น, คชามะเย  -  ขออภัยโทษ, ทวาม  -  จาก พระองค์, อฮัม  -  ข้าพเจ้า, อัพระเมยัม  -  โดยวัดไม่ได้

คำแปล

คิดว่าพระองค์ทรงเป็นพระสหาย  ข้าเรียกพระองค์อย่างไม่ใคร่ครวญว่า  “โอ้  คริชณะ”  “โอ้  ยาดะวะ”  “โอ้  เพื่อนข้า”  โดยไม่ทราบพระบารมีของพระองค์  ได้โปรดให้อภัยโทษแก่ข้าที่กระทำต่อพระองค์ด้วยความบ้าคลั่งหรือด้วยความรัก  ข้าพเจ้าไม่ให้เกียรติ  ต่อพระองค์หลายครั้ง  ได้ล้อเล่นกับพระองค์ขณะที่เราพัก  ผ่อนหย่อนใจ  นอนบนเตียงเดียวกัน  นั่ง  หรือรับประทานอาหารด้วยกัน  บางครั้ง  อยู่ด้วยกันสองคน  และบางครั้งอยู่ต่อหน้าเพื่อน  ๆ  มากมาย  โอ้  ผู้ไม่มีความผิด  พลาด  ได้โปรดกรุณายกโทษแก่ข้าพเจ้ากับความผิดพลาดทั้งหลาย

คำอธิบาย

ถึงแม้ว่าคริชณะทรงปรากฏต่อหน้าอารจุนะในรูปลักษณ์จักรวาล  อารจุนะ  ทรงระลึกถึงความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่มีต่อคริชณะ  ดังนั้น  จึงขออภัยโทษและทรงขอ  ร้องคริชณะเพื่อยกโทษให้ในการที่ปฏิบัติตัวเป็นกันเองหลายครั้ง  อันเนื่องจากความ  สนิทสนม  อารจุนะทรงยอมรับว่าในอดีตไม่รู้ว่าคริชณะทรงสามารถแสดงรูปลักษณ์  จักรวาลนี้ถึงแม้ว่าคริชณะทรงอธิบายในฐานะที่เป็นเพื่อนสนิท  อารจุนะไม่ทราบว่า  กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ไม่ให้เกียรติคริชณะด้วยการเรียกว่าพระองค์ว่า  “โอ้  สหายข้า”  “โอ้  คริชณะ”  “โอ้  ยาดะวะ”  ฯลฯ  โดยไม่ทราบถึงความมั่งคั่งของพระองค์  แต่คริชณะทรง  มีพระเมตตากรุณามาก  ถึงแม้ว่าจะมีความมั่งคั่งเช่นนี้  พระองค์ยังทรงล้อเล่นกับ  อารจุนะเสมือนเพื่อน  นี่คือการสนองตอบในความรักทิพย์ระหว่างสาวกและองค์ภควาน  ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและคริชณะมีความมั่นคงนิรันดร  โดยไม่มีวันที่จะลืม  เลือนไปได้  ดังที่เราได้เห็นจากพฤติกรรมของอารจุนะ  ถึงแม้ว่าอารจุนะทรงเห็นความ  มั่งคั่งในรูปลักษณ์จักรวาล  ก็ยังไม่สามารถลืมความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่มีต่อคริชณะได้

โศลก 43 (11.43)

พิทาสิ โลคัสยะ ชะราชะรัสยะ
ทวัม อัสยะ พูจยัช ชะ กุรุร กะรียาน

นะ ทวัท-สะโม ่สทิ อับฺยะดิฺคะฮ คุโท ่นโย
โลคะ-ทระเย ่พิ อพระทิมะ-พระบฺาวะ

พิทา  -  พระบิดา, อสิ  -  พระองค์ทรงเป็น, โลคัสยะ  -  ของโลกทั้งหลาย, ชะระ  -  เคลื่อนที่, อชะรัสยะ  -  และไม่เคลื่อนที่, ทวัม  -  พระองค์ทรงเป็น, อัสยะ  -  ของสิ่งนี้, พูจยะฮ  -  บูชา, ชะ  -  เช่นกัน, กุรุฮ  -  พระอาจารย์, กะรียาน  -  พระบารมี, นะ  -  ไม่เคย, ทวัท-สะมะฮ  -  เทียบ เท่าพระองค์, อัสทิ  -  มี, อับฺยะดิฺคะฮ  -  ยิ่งใหญ่กว่า, คุทะฮ  -  เป็นไปได้อย่างไร, อันยะฮ  -  ผู้อื่น, โลคะ  -  ทระเย  -  ในระบบดาวเคราะห์ทั้งสาม, อพิ  -  เช่นกัน, อพระทิมะ-พระบฺาวะ  -  โอ้ พลังที่วัดไม่ได้

คำแปล

พระองค์ทรงเป็นพระบิดาแห่งปรากฏการณ์ทางจักรวาลที่สมบูรณ์ของสิ่งที่  เคลื่อนไหวและไม่เคลื่อนไหวนี้  พระองค์ทรงเป็นผู้นำที่ควรเคารพบูชา  ทรงเป็น  พระอาจารย์ทิพย์สูงสุด  ไม่มีผู้ใดเทียบเท่าพระองค์  และไม่มีผู้ใดสามารถมา  เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์  แล้วจะมีผู้ใดภายในสามโลกยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์ได้  อย่างไร?  โอ้พระผู้เป็นเจ้าแห่งพลังที่วัดไม่ได้

คำอธิบาย

องค์ภควานชรีคริชณะทรงเป็นที่เคารพบูชาในฐานะที่เป็นพระบิดาสำหรับบุตร  พระองค์ทรงเป็นพระอาจารย์ทิพย์เนื่องจากเดิมทีพระองค์ทรงให้คำสอนพระเวทนี้แก่  พระพรหม  และมาบัดนี้ยังทรงให้คำสอน  ภควัต-คีตา  แก่อารจุนะ  ฉะนั้น  พระองค์ทรง  เป็นพระอาจารย์ทิพย์องค์แรก  และพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้องค์ใดในปัจจุบันนี้  จะต้องสืบทอดมาจากสาย  พะรัมพะรา  ที่เริ่มมาจากคริชณะ  หากผู้ใดไม่ใช่ผู้แทนของ  คริชณะจะไม่สามารถมาเป็นครูหรือพระอาจารย์เกี่ยวกับวิชาทิพย์เหนือโลกนี้ได้

องค์ภควานทรงได้รับการถวายความเคารพในทุก  ๆ  ด้าน  พระองค์ทรงเป็นผู้  ยิ่งใหญ่ที่ไม่สามารถประมาณได้  ไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าองค์ภควานชรีคริชณะ  เพราะ  ว่าไม่มีผู้ใดเทียบเท่าหรือสูงกว่าคริชณะภายในปรากฏการณ์  ไม่ว่าในโลกทิพย์หรือโลก  วัตถุ  ทุก  ๆ  ชีวิตด้อยกว่า  ไม่มีผู้ใดเกินไปกว่าพระองค์  ได้กล่าวไว้ใน  ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  (6.8)  ว่า

นะ ทัสยะ คารยัม คะระณัม ชะ วิดยะเท
นะ ทัท-สะมัช ชาบฺยะดิฺคัช ชะ ดริชยะเท

องค์ภควานชรีคริชณะทรงมีประสาทสัมผัสและร่างกายเหมือนมนุษย์ธรรมดา  แต่  สำหรับพระองค์จะไม่มีข้อแตกต่างระหว่างประสาทสัมผัส  ร่างกาย  จิตใจ  และตัวพระ  องค์เอง  คนโง่เขลาผู้ไม่รู้จักพระองค์อย่างสมบูรณ์จะกล่าวว่า  คริชณะทรงแตกต่างไป  จากดวงวิญญาณของพระองค์  จิตใจ  หัวใจ  และทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์  คริชณะ  ทรงมีความสมบูรณ์บริบูรณ์  ดังนั้น  กิจกรรมและพลังอำนาจของพระองค์จึงสูงสุด  ได้  กล่าวไว้ว่า  ถึงแม้ว่าทรงไม่มีประสาทสัมผัสเหมือนพวกเรา  พระองค์ทรงสามารถปฏิบัติ  กิจกรรมทางประสาทสัมผัสทั้งหมดได้  ดังนั้น  ประสาทสัมผัสของพระองค์ทรงมิใช่ไม่  สมบูรณ์  หรือมีขีดจำกัด  ไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์  ไม่มีผู้ใดสามารถเทียบเท่า  พระองค์  และทุก  ๆ  คนต่ำกว่าพระองค์

ความรู้  พละกำลัง  และกิจกรรมทั้งหมดขององค์ภควานทรงเป็นทิพย์  ดังที่ได้  กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  (4.9)  ดังนี้

จันมะ คารมะ ชะ เม ดิพยัม
เอวัม โย เวททิ ทัททวะทะฮ

ทยัคทวา เดฮัม พุนาร จันมะ
ไนทิ มาม เอทิ โส ่รจุนะ

ผู้ใดรู้ร่างทิพย์  กิจกรรมทิพย์  และความสมบูรณ์ทิพย์ของคริชณะ  หลังจากออกจาก  ร่างนี้ไปจะกลับไปหาพระองค์และไม่ต้องกลับมายังโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์นี้อีก  ต่อไป  ฉะนั้น  เราจึงควรรู้ว่ากิจกรรมของคริชณะทรงไม่เหมือนกับผู้ใด  นโยบายที่ดี  ที่สุดคือเราควรปฏิบัติตามหลักธรรมของคริชณะ  เพราะเช่นนี้จะทำให้เราสมบูรณ์  ยังได้กล่าวไว้ว่า  ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้านายของคริชณะ  ทุกคนเป็นผู้รับใช้ของพระองค์  เชธันญะ-ชะริทามริทะ  (อาดิ  5.142)  ยืนยันไว้ว่า  เอคะเล  อีชวะระ  คริชณะ,  อาระ  สะบะ  บฺริทยะ  คริชณะเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงเป็นองค์ภควานและทุกคนเป็นผู้รับใช้  ของพระองค์  ทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์  ไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธคำสั่งของ  พระองค์ได้  ทุกคนปฏิบัติตามคำแนะนำของคริชณะในฐานะที่อยู่ภายใต้การดูแลของ  พระองค์  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  ว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของ  แหล่งกำเนิดทั้งปวง

โศลก 44 (11.44)

ทัสมาท พระณัมยะ พระณิดฺายะ คายัม
พระสาดะเย ทวาม อฮัม อีชัม อีดยัม

พิเทวะ พุทรัสยะ สะเคฺวะ สัคฺยุฮ
พริยะฮ พริยายารฮะสิ เดวะ โสดํุม

ทัสมาท  -  ฉะนั้น, พระณัมยะ  -  ถวายความเคารพ, พระณิดฺายะ  -  นอนลง, คายัม  -  ร่างกาย, พระสาดะเย  -  เพื่อขอพระเมตตา, ทวาม  -  แด่พระองค์, อฮัม  -  ข้าพเจ้า, อีชัม  -  แด่องค์ ภควาน, อีดยัม  -  ที่เคารพบูชา, พิทา-อิวะ  -  เหมือนพระบิดา, พุทรัสยะ  -  กับบุตร, สะคฺา อิวะ  -  เหมือนกับเพื่อน, สัคฺยุฮ  -  กับเพื่อน, พริยะฮ  -  คู่รัก, พริยายาฮ  -  กับคนที่รักที่สุด, อารฮะสิ  -  พระองค์ควร, เดวะ  -  พระผู้เป็นเจ้าของข้า, โสดํุม  -  อดทน

คำแปล

พระองค์ทรงเป็นองค์ภควานที่ทุก  ๆ  ชีวิตเคารพบูชา  ดังนั้น  ข้าพเจ้าขอก้มลง  กราบแสดงความเคารพอย่างสูง  และขอพระเมตตาจากพระองค์  เหมือนกับ  บิดาอดทนต่อความอวดดีของบุตร  เพื่อนอดทนต่อความทะลึ่งของเพื่อน  หรือ  สามีอดทนต่อความสนิทสนมของภรรยา  ได้โปรดกรุณาอดทนต่อความผิดพลาด  ที่ข้าพเจ้าอาจล่วงเกินต่อพระองค์

คำอธิบาย

บรรดาสาวกของคริชณะเชื่อมกับพระองค์ในความสัมพันธ์หลายรูปแบบ  บาง  คนอาจดูแลคริชณะในฐานะที่เป็นบุตร  บางคนอาจดูแลคริชณะในฐานะที่เป็นสามี  ใน  ฐานะที่เป็นเพื่อน  หรือในฐานะที่เป็นอาจารย์  คริชณะและอารจุนะมีความสัมพันธ์กัน  ฉันเพื่อน  เสมือนดังบิดา  สามี  หรืออาจารย์ที่มีความอดทน  คริชณะก็ทรงมีความอดทน  ในลักษณะเดียวกัน

โศลก 45 (11.45)

อดริชทะ-พูรวัม ฮริชิโท ่สมิ ดริชทวา
บฺะเยนะ ชะ พรัพยะทิฺทัม มะโน เม

ทัด เอวะ เม ดารชะยะ เดวะ รูพัม
พระสีดะ เดเวชะ จะกัน-นิวาสะ

อดริชทะ-พูรวัม  -  ไม่เคยเห็นมาก่อน, ฮริชิทะฮ  -  ดีใจ, อัสมิ  -  ข้าพเจ้าเป็น, ดริชทวา  -  ด้วย การเห็น, บฺะเยนะ  -  จากความกลัว, ชะ  -  เช่นกัน, พรัพยะทิฺทัม  -  ยุ่งเหยิง, มะนะฮ  -  จิตใจ, เม  -  ของข้าพเจ้า, ทัท  -  นั้น, เอวะ  -  แน่นอน, เม  -  แด่ข้าพเจ้า, ดารชะยะ  -  แสดง, เดวะ  -  โอ้ องค์ภควาน, รูพัม  -  รูปลักษณ์, พระสีดะ  -  ได้โปรดกรุณา, เดวะ  -  อีชะ  -  โอ้ พระผู้เจ้าของ ปวงเทวดา, จะกัท-นิวาสะ  -  โอ้ ที่พักพิงของจักรวาล

คำแปล

หลังจากได้เห็นรูปลักษณ์จักรวาลที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนี้  ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจ  แต่ใน  ขณะเดียวกันจิตใจของข้าสับสนด้วยความกลัว  ฉะนั้น  ได้โปรดกรุณาเปิดเผยรูป  ลักษณ์องค์ภควานอีกครั้ง  โอ้  พระเจ้าของปวงเทวดา  โอ้  ที่พักพิงแห่งจักรวาล

คำอธิบาย

อารจุนะทรงมีความมั่นใจต่อคริชณะเสมอ  เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นเพื่อน  ที่รักมาก  และในฐานะเพื่อนรักที่ดีใจกับความมั่งคั่งของเพื่อน  อารจุนะทรงมีความยินดี  มากที่เห็นว่าสหายคริชณะทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และทรงสามารถแสดง  รูปลักษณ์จักรวาลอันน่าอัศจรรย์เช่นนี้  แต่ในขณะเดียวกัน  หลังจากที่ได้เห็นรูปลักษณ์  จักรวาลแล้ว  รู้สึกกลัวว่าตนเองได้กระทำผิดมากมายต่อคริชณะอันเนื่องมาจากความ  สัมพันธ์ฉันเพื่อนสนิท  ดังนั้น  จิตใจของอารจุนะสับสนเนื่องจากความกลัว  ถึงแม้ว่าไม่มี  เหตุผลที่จะต้องกลัว  ฉะนั้น  อารจุนะทรงขอร้องให้คริชณะแสดงรูปลักษณ์พระ  นารายณ์  เนื่องจากคริชณะทรงสามารถแสดงรูปลักษณ์ใดก็ได้  รูปลักษณ์จักรวาลนี้  เป็นวัตถุและไม่ถาวรเช่นเดียวกับโลกวัตถุที่ไม่ถาวร  แต่ที่ดาวเคราะห์ไวคุณธฺะ  พระองค์  ทรงมีรูปลักษณ์ทิพย์พระนารายณ์สี่กร  มีดาวเคราะห์จำนวนนับไม่ถ้วนในท้องฟ้าทิพย์  แต่ละดวงคริชณะทรงปรากฏด้วยภาคแบ่งแยกที่สมบูรณ์ของพระองค์ในพระนาม  ต่างๆ  กัน  ดังนั้น  อารจุนะปรารถนาจะเห็นหนึ่งในรูปลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ในดาวเคราะห์  ไวคุณธฺะ  แน่นอนว่าในแต่ละดาวเคราะห์ไวคุณธฺะ  พระนารายณ์ทรงมีสี่กร  แต่ละองค์  ทรงหอยสังข์  คทา  ดอกบัว  และกงจักร  ในตำแหน่งที่ไม่เหมือนกัน  เนื่องจากสี่สิ่งนี้อยู่ที่  พระกรต่างกัน  พระนารายณ์จึงทรงมีพระนามที่ไม่เหมือนกัน  รูปลักษณ์ทั้งหมดเหล่านี้  เป็นหนึ่งเดียวกับคริชณะ  ดังนั้น  อารจุนะจึงทรงขอดูรูปลักษณ์สี่กรของพระองค์

โศลก 46 (11.46)

คิรีทินัม กะดินัม ชัคระ-ฮัสทัม
อิชชฺามิ ทวาม ดรัชทุม อฮัม ทะไทฺวะ

เทไนวะ รูเพณะ ชะทุร-บํุเจนะ
สะฮัสระ-บาโฮ บฺะวะ วิชวะ-มูรเท

คิรีทินัม  -  พร้อมทั้งมงกุฎ, กะดินัม  -  กับคทา, ชัคระ-ฮัสทัม  -  กงจักรในมือ, อิชชฺามิ  -  ข้าพเจ้าปรารถนา, ทวาม  -  พระองค์, ดรัชทุม  -  เห็น, อฮัม  -  ข้าพเจ้า, ทะทฺา เอวะ  -  ใน ตำแหน่งนั้น, เทนะ เอวะ  -  ในสิ่งนั้น, รูเพณะ  -  รูปลักษณ์, ชะทุฮ-บํุเจนะ  -  สี่กร, สะฮัสระ- บาโฮ  -  โอ้ ผู้ทรงมีพันกร, บฺะวะ  -  กลายมาเป็น, วิชวะ-มูรเท  -  โอ้รูปลักษณ์จักรวาล

คำแปล

โอ้  รูปลักษณ์จักรวาล  โอ้  พระเจ้าพันกร  ข้าพเจ้าทรงปรารถนาเห็นพระองค์  ในรูปลักษณ์สี่กรที่ทรงมงกุฏ  พร้อมทั้งคทา  กงจักร  สังข์  และดอกบัวที่พระกร  ข้าพเจ้าปรารถนาจะเห็นพระองค์ในรูปลักษณ์นั้น

คำอธิบาย

ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.39)  กล่าวไว้ว่า  รามาดิ-มูรทิชุ  คะลา-นิยะเมนะ  ทิชทัฺน  องค์ภควานสถิตชั่วกัลปวสานในรูปลักษณ์นับจำนวนเป็นร้อย  ๆ  พัน  ๆ  และรูป  ลักษณ์  ที่สำคัญ  ๆ  คือ  รามะ  นริสิมฮะ  นารายะณะ  ฯลฯ  มีรูปลักษณ์ที่นับจำนวนไม่  ถ้วน  แต่อารจุนะทรงทราบว่า  คริชณะทรงเป็นภควานองค์เดิม  และทรงแสดงรูปลักษณ์  จักรวาลชั่วคราว  บัดนี้  อารจุนะทรงปรารถนาที่จะเห็นรูปลักษณ์ทิพย์แห่งองค์นารา-  ยะณะ  โศลกนี้ได้สถาปนาข้อความของ  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  โดยปราศจากความสงสัย  ว่า  คริชณะคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์แรกและรูปลักษณ์อื่น  ๆ  ทั้งหมดกำเนิด  มาจากพระองค์  คริชณะทรงไม่แตกต่างจากภาคแบ่งแยกอันสมบูรณ์ของพระองค์  และ  ทรงเป็นองค์ภควานไม่ว่าจะอยู่ในรูปลักษณ์ใด  ในรูปลักษณ์ทั้งหมดเหล่านี้พระองค์ทรง  มีความสดชื่นเหมือนกับเด็กหนุ่ม  นี่คือลักษณะนิรันดรของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้ที่รู้จักคริชณะจะเป็นผู้มีอิสระภาพจากมลทินทั้งหมดแห่งโลกวัตถุทันที

โศลก 47 (11.47)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
มะยา พระสันเนนะ ทะวารจุเนดัม
รูพัม พะรัม ดารชิทัม อาทมะ-โยกาท

เทโจ-มะยัม วิชวัม อนันทัม อาดยัม
ยัน เม ทวัด อันเยนะ นะ ดริชทะ-พูรวัม

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, มะยา  -  โดยข้า, พระสันเนนะ  -  ความสุข, ทะวะ  -  แด่เธอ, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ, อิดัม  -  นี้, รูพัม  -  รูป, พะรัม  -  ทิพย์, ดาร ชิทัม  -  แสดง, อาทมะ-โยกาท  -  ด้วยพลังเบื้องสูงของข้า, เทจะฮ-มะยัม  -  เต็มไปด้วยรัศมี, วัชวัม  -  ทั่วทั้งจักรวาล, อนันทัม  -  ไม่มีที่สิ้นสุด, อาดยัม  -  องค์แรก, ยัท  -  ซึ่ง, เม  -  ของข้า, ทวัท  -  อันเยนะ  -  นอกจากเธอ, นะ ดริชทะ-พูรวัม  -  ไม่มีผู้ใดเคยเห็นมาก่อน

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  อารจุนะที่รัก  ด้วยพลังเบื้องสูงของข้า  ข้า  ยินดีจะแสดงให้เธอเห็นรูปลักษณ์จักรวาลที่สูงสุดภายในโลกวัตถุนี้  ไม่มีผู้ใดเคย  เห็นรูปลักษณ์เดิมนี้มาก่อน  ซึ่งไร้ขอบเขตและเต็มไปด้วยรัศมีที่เจิดจรัส

คำอธิบาย

อารจุนะทรงปรารถนาที่จะเห็นรูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควาน  ดังนั้น  ด้วย  พระเมตตาที่คริชณะทรงมีต่อสาวกจึงทรงแสดงรูปลักษณ์จักรวาลของพระองค์ที่เต็ม  ไปด้วยรัศมีและความมั่งคั่ง  รูปลักษณ์นี้ส่องแสงเหมือนกับดวงอาทิตย์  พระพักตร์  มากมายเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  คริชณะทรงแสดงรูปลักษณ์ที่มาจากพลังเบื้อง  สูงของพระองค์เพื่อสนองตอบความปรารถนาของสหายอารจุนะ  การคาดคะเนของ  มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้  ไม่เคยมีผู้ใดเห็นรูปลักษณ์จักรวาลนี้ก่อนอารจุนะ  เนื่องจาก  รูปลักษณ์นี้ได้แสดงให้อารจุนะทรงเห็น  เหล่าสาวกบนสรวงสวรรค์และดาวเคราะห์  อื่นๆ  ในอวกาศไม่เคยเห็นมาก่อน  อีกนัยหนึ่ง  ด้วยพระเมตตาของคริชณะ  สาวกทั้ง  หลายขององค์ภควานใน  สายพะรัมพะรา  จึงสามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลที่ได้แสดง  ให้อารจุนะ  บางคนวิจารณ์ว่ารูปลักษณ์นี้ได้แสดงให้ดุรโยดฺะนะ  แต่ด้วยความอับโชค  ดุรโยดฺะนะไม่ยอมรับข้อเสนอเพื่อสันติภาพ  ตอนนั้นคริชณะทรงแสดงรูปลักษณ์จักรวาล  แต่รูปลักษณ์เหล่านั้นแตกต่างไปจากรูปลักษณ์ที่ทรงแสดงให้อารจุนะขณะนี้  ได้กล่าว  ไว้อย่างชัดเจนว่าไม่เคยมีผู้ใดเห็นรูปลักษณ์นี้มาก่อน

โศลก 48 (11.48)

นะ เวดะ-ยะกยาดฺยะยะไนร นะ ดาไนร
นะ ชะ คริยาบิฺร นะ ทะโพบิฺร อุไกรฮ

เอวัม-รูพะฮ ชัคยะ อฮัม นริ-โลเค
ดรัชทุม ทวัด อันเยนะ คุรุ-พระวีระ

นะ  -  ไม่เคย, เวดะ-ยะกยะ  -  ด้วยการบูชา, อัดฺยะยะไนฮ  -  หรือการศึกษาคัมภีร์พระเวท, นะ  -  ไม่เคย, ดาไนฮ  -  ด้วยการทำบุญ, นะ  -  ไม่เคย, ชะ  -  เช่นกัน, คริยาบิฺฮ  -  ด้วยการทำบุญ, นะ  -  ไม่เคย, ทะโพบิฺฮ  -  ด้วยการบำเพ็ญเพียรอย่างจริงจัง, อุไกรฮ  -  อย่างเคร่งครัด, เอวัม -รูพะฮ  -  ในรูปลักษณ์นี้, ชัคยะฮ  -  สามารถ, อฮัม  -  ข้า, นริ-โลเค  -  ในโลกวัตถุนี้, ดรัชทุม  -  ได้เห็น, ทวัท  -  กว่าเธอ, อันเยนะ  -  โดยผู้อื่น, คุรุ-พระวีระ  -  โอ้ ผู้ยอดเยี่ยมในหมู่นักรบคุรุ

คำแปล

โอ้  ผู้ยอดเยี่ยมในหมู่นักรบแห่งคุรุ  ไม่เคยมีผู้ใดก่อนหน้าเธอเห็นรูปลักษณ์  จักรวาลของข้านี้  ไม่ว่าจากการศึกษาคัมภีร์พระเวท  จากการปฏิบัติพิธีบูชา  ต่างๆ  จากการให้ทาน  จากการทำบุญ  หรือจากการบำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัด  ก็ไม่มีผู้ใดสามารถเห็นรูปลักษณ์นี้ในโลกวัตถุ

คำอธิบาย

จักษุทิพย์ในความสัมพันธ์กับประเด็นนี้ควรทำความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า  ผู้  ใดสามารถมีจักษุทิพย์?  ทิพย์หมายความว่า  แห่งเทพ  นอกจากเราบรรลุถึงระดับทิพย์  เหมือนกับเทพ  เราจะไม่สามารถมีจักษุทิพย์ได้  และเทพคือใคร?  ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์  พระเวทว่า  พวกที่เป็นสาวกของพระวิชณุคือ  เทพ  (วิชณุ-บัฺคธะฮ  สมริโท  เดวะฮ)  พวกที่  ไม่เชื่อในองค์ภควาน  หรือพวกที่ไม่เชื่อในพระวิชณุ  หรือพวกที่รู้เพียงส่วนที่ไร้รูปลักษณ์  ของคริชณะ  ไม่สามารถมีจักษุทิพย์  เป็นไปไม่ได้ที่ประณามคริชณะแล้วจะมีจักษุทิพย์ใน  ขณะเดียวกัน  เราไม่สามารถมีจักษุทิพย์หากไม่มาเป็นบุคคลทิพย์  อีกนัยหนึ่ง  พวกที่มี  จักษุทิพย์จะสามารถเห็นสิ่งที่อารจุนะทรงเห็น

ภควัต-คีตา  ได้พรรณนาถึงรูปลักษณ์จักรวาล  ถึงแม้การพรรณนานี้ไม่เคยมีผู้  ใดรู้มาก่อนอารจุนะ  บัดนี้  เรามีแนวความคิดบางอย่างเกี่ยวกับ  วิชวะ-รูพะ  หลังจาก  เหตุการณ์นี้  บุคคลที่เป็นทิพย์จริง  ๆ  สามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควาน  แต่เราไม่สามารถเป็นทิพย์หากไม่มาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ของคริชณะ  อย่างไรก็ดีสาวก  ผู้ที่อยู่ในธรรมชาติทิพย์จริงและมีจักษุทิพย์  จะไม่สนใจในการเห็นรูปลักษณ์จักรวาล  ขององค์ภควานเท่าใดนัก  ดังที่ได้อธิบายในโศลกก่อนหน้านี้  อารจุนะทรงปรารถนาที่  จะเห็นรูปลักษณ์สี่กรขององค์คริชณะในรูปพระวิชณุ  อันที่จริงท่านทรงกลัวรูปลักษณ์  จักรวาล

โศลกนี้มีคำพูดสำคัญ  ๆ  เช่น  เวดะ-ยะกยาดฺยะยะไนฮ  ซึ่งหมายถึง  การศึกษา  วรรณกรรมพระเวทและเรื่องราวกฎเกณฑ์ในพิธีบูชา  พระเวทหมายถึงวรรณกรรม  พระเวททั้งหมด  เช่น  พระเวททั้งสี่เล่ม  (ริก,  ยะจุร,  สามะ  และ  อทฺารวะ)  และ  พุราณะ  ทั้งสิบแปดเล่ม  อุพะนิชัด  และ  เวดานธะ-สูทระ  เราสามารถศึกษาคัมภีร์เหล่านี้ที่บ้าน  หรือที่ใดก็ได้  ในทำนองเดียวกันมี  สูทระ  เช่น  คัลพะ-สูทระ  และ  มีมามสา-สูทระ  เพื่อ  ศึกษาพิธีกรรมบวงสรวงบูชา  ดาไนฮ  หมายถึงการให้ทานซึ่งถวายให้แก่ผู้ที่เหมาะสม  เช่นบุคคลผู้ที่ปฏิบัติรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อองค์ภควาน  เช่น  บราฮมะณะ  และ  ไวช-  ณะวะ  ในทำนองเดียวกัน  “การทำบุญ”  หมายถึง  อักนิ-โฮทระ  และหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้  สำหรับวรรณะต่าง  ๆ  การอาสายอมทำให้ร่างกายเจ็บปวดบ้างเรียกว่า  ทะพัสยะ  ดังนั้น  เราสามารถปฏิบัติตามรายการทั้งหมดนี้  ยอมรับการบำเพ็ญเพียรทางร่างกาย  การให้  ทาน  การศึกษาคัมภีร์พระเวท  ฯลฯ  แต่นอกจากมาเป็นสาวกเหมือนกับอารจุนะ  มิฉะนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นรูปลักษณ์จักรวาล  พวกที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์จินตนาการว่าได้เห็น  รูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควาน  แต่จาก  ภควัต-คีตา  เราเข้าใจว่าพวกไม่เชื่อในรูป  ลักษณ์ไม่ใช่สาวก  ดังนั้น  จึงไม่สามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของพระองค์ได้

มีหลายคนสร้างอวตารต่าง  ๆ  และอวดอ้างอย่างผิด  ๆ  ว่ามนุษย์ธรรมดาเป็น  องค์อวตาร  แต่นี่เป็นความโง่เขลาเบาปัญญาทั้งสิ้น  เราควรปฏิบัติตามหลักธรรมของ  ภควัต-คีตา  มิฉะนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุถึงความรู้ทิพย์อย่างสมบูรณ์  แม้จะถือว่า  ภควัต-คีตา  เป็นระดับประถมศึกษาของศาสตร์แห่งองค์ภควาน  ถึงกระนั้นก็มีความ  สมบูรณ์พอที่จะทำให้เราแยกแยะว่าอะไรคืออะไร  เหล่าสาวกของอวตารจอมปลอม  อาจกล่าวว่า  พวกตนก็เห็นอวตารทิพย์รูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควานเช่นกัน  แต่  เช่นนี้ยอมรับไม่ได้  เพราะได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้  ว่า  นอกจากมาเป็นสาวกของ  คริชณะ  มิฉะนั้น  จะไม่สามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควาน  ดังนั้น  ก่อนอื่น  เขาต้องมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ของคริชณะ  จากนั้น  จึงอ้างได้ว่าตนสามารถแสดงรูป  ลักษณ์จักรวาลที่ได้เห็นมา  สาวกของคริชณะไม่ยอมรับอวตารจอมปลอม  หรือบรรดา  สาวกของอวตารจอมปลอม

โศลก 49 (11.49)

มา เท วิยะทฺา มา ชะ วิมูดฺะ-บฺาโว
ดริชทวา รูพัม โกฺรัม อีดริง มะเมดัม

วิยะเพทะ-บีฺฮ พรีทะ-มะนาฮ พุนัส ทวัม
ทัด เอวะ เม รูพัม อิดัม พระพัชยะ

มา  -  จงอย่าเป็นเช่นนั้น, เท  -  แด่เธอ,วิยะทฺา  -  ปัญหา, มา  -  จงอย่าเป็นเช่นนั้น, ชะ  -  เช่นกัน, วิมูดฺะ  -  บฺาวะฮ  -  สับสน, ดริชทวา  -  จากการเห็น, รูพัม  -  รูปลักษณ์, โกฺรัม  -  น่ากลัว, อีดริค  -  ตามความจริง, มะมะ  -  ของข้า, อิดัม  -  นี้,วิยะเพทะ-บีฺฮ  -  ปราศจากความกลัวทั้งหมด, พรีทะ-มะนาฮ  -  ทำให้จิตใจยินดี, พุนะฮ  -  อีกครั้งหนึ่ง, ทวัม  -  เธอ, ทัท  -  นั้น, เอวะ  -  ดังนั้น, เม  -  ของข้า, รูพัม  -  รูปลักษณ์, อิดัม  -  นี้, พระพัชยะ  -  จงดู

คำแปล

จากการเห็นรูปลักษณ์อันน่ากลัวของข้านี้ทำให้เธอยุ่งเหยิงและสับสน  บัดนี้ขอให้  จบลง  สาวกของข้าเป็นอิสระจากสิ่งรบกวนทั้งหลายอีกครั้ง  ด้วยจิตที่สงบ  เธอ  จะสามารถเห็นรูปลักษณ์ที่เธอปรารถนา  ณ  บัดนี้

คำอธิบาย

ในตอนต้นของ  ภควัต-คีตา  อารจุนะทรงรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับการสังหาร  บีฺชมะและโดรณะผู้เป็นเสด็จปู่และอาจารย์ที่เคารพบูชา  แต่คริชณะตรัสว่าไม่จำเป็น  ต้องกลัวการสังหารเสด็จปู่  เพราะเมื่อตอนที่โอรสของดฺริทะราชทระพยายามเปลื้อง  ผ้าพระนางโดรพะดีในที่ชุมนุมของเหล่าคุรุ  บีฺชมะและโดรณะมิได้ปริปากเลย  จากการ  ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้ทั้งคู่สมควรถูกสังหาร  คริชณะทรงแสดงรูปลักษณ์จักรวาล  แด่อารจุนะเพื่อแสดงให้เห็นว่า  บุคคลเหล่านี้ถูกสังหารเรียบร้อยแล้วจากการกระทำที่  ผิดกฎหมาย  ที่แสดงเหตุการณ์นั้นให้อารจุนะเห็นเพราะว่า  สาวกมีความสงบอยู่เสมอ  และไม่สามารถกระทำสิ่งที่ร้ายกาจเช่นนี้  จุดมุ่งหมายในการเปิดเผยรูปลักษณ์จักรวาล  แสดงให้เห็นว่า  บัดนี้อารจุนะทรงปรารถนาที่จะเห็นรูปลักษณ์สี่กร  และคริชณะจะ  ทรงแสดงให้เห็น  สาวกไม่สนใจกับรูปลักษณ์จักรวาลเท่าใดนัก  เพราะไม่สามารถแลก  เปลี่ยนความรู้สึกในความรักได้  สาวกปรารถนาจะถวายความเคารพบูชาด้วยความ  รู้สึก  หรือปรารถนาจะเห็นรูปลักษณ์สองกรของคริชณะ  ก็เพื่อที่จะสามารถแลกเปลี่ยน  ในการรับใช้ด้วยความรักต่อองค์ภควาน

โศลก 50 (11.50)

สันจะยะ อุวาชะ
อิทิ อารจุนัม วาสุเดวัส ทะโทฺคทวา
สวะคัม รูพัม ดารชะยาม อาสะ บํูยะฮ

อาชวาสะยาม อาสะ ชะ บีฺทัม เอนัม
บูทวา พุนะฮ โสมยะ-วะพุร มะฮาทมา

สันจะยะฮ อุวาชะ  -  สันจะยะกล่าว, อิทิ  -  ดังนั้น, อารจุนัม  -  แด่อารจุนะ, วาสุเดวะฮ  -  คริชณะ, ทะทฺา  -  เช่นนั้น, อุคทวา  -  ตรัส, สวะคัม  -  ด้วยพระองค์เอง, รูพัม  -  รูปลักษณ์, ดารชะยาม อาสะ  -  แสดง, บํูยะฮ  -  อีกครั้ง, อาชวาสะยาม อาสะ  -  ส่งเสริม, ชะ  -  เช่นกัน, บีฺทัม  -  น่ากลัว, เอนัม  -  เขา, บํูทวา  -  มาเป็น, พุนะฮ  -  อีกครั้ง, สะอุมยะ-วะพุฮ  -  รูปลักษณ์ที่ สง่างาม, มะฮา-อาทมา  -  ผู้ยิ่งใหญ่

คำแปล

สันจะยะกล่าวต่อดฺริทะราชทระว่า  องค์ภควานชรีคริชณะ  หลังจากตรัสกับอาร-  จุนะแล้ว  ทรงแสดงรูปลักษณ์สี่กรอันแท้จริงของพระองค์  และในที่สุดทรงแสดง  รูปลักษณ์สองกร  เพื่อเป็นการให้กำลังใจอารจุนะที่ทรงกำลังกลัวอยู่

คำอธิบาย

เมื่อคริชณะทรงปรากฏเป็นบุตรของวะสุเดวะและเดวะคี  ตอนแรกพระองค์  ทรงปรากฏในรูปนารายะณะสี่กร  เมื่อพระบิดาและพระมารดาขอร้อง  พระองค์ทรง  เปลี่ยนร่างมาเป็นทารกน้อยธรรมดา  ลักษณะเดียวกัน  คริชณะทรงทราบว่าอารจุนะ  ไม่สนใจที่จะเห็นรูปลักษณ์สี่กร  แต่เนื่องจากอารจุนะขอร้องที่จะได้เห็นรูปลักษณ์สี่กร  นี้  คริชณะจึงทรงแสดงรูปลักษณ์นี้อีกครั้งหนึ่ง  จากนั้นพระองค์ก็ทรงแสดงรูปลักษณ์  สองกร  คำว่า  สะอุมยะ-วะพุฮ  มีความสำคัญมาก  สะอุมยะ-วะพุฮ  เป็นรูปลักษณ์ที่สง่า  งามมาก  รู้กันว่าสง่างามที่สุด  เมื่อพระองค์ทรงปรากฏ  ทุกคนได้แต่หลงรักรูปลักษณ์นี้  เนื่องจากคริชณะทรงเป็นผู้กำกับจักรวาลจึงทรงจำกัดความกลัวของสาวกอารจุนะ  และ  ทรงแสดงรูปลักษณ์คริชณะอันสง่างามอีกครั้งหนึ่ง  ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.38)  กล่าว  ไว้ว่า  เพรมานจะนะ-ชชํุริทะ-บัฺคธิ-วิโลชะเนนะ  บุคคลผู้มีดวงตาที่ชโลมไปด้วยสายใย  แห่งความรักเท่านั้นจึงสามารถเห็นรูปลักษณ์อันสง่างามของชรีคริชณะได้

โศลก 51 (11.51)

อารจุนะ อุวาชะ
ดริชทเวดัม มานุชัม รูพัม
ทะวะ สะอุมยัม จะนารดะนะ

อิดานีม อัสมิ สัมวริททะฮ
สะ-เชทาฮ พระคริทิม กะทะฮ

อารจุนะฮ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, ดริชทวา  -  เห็น, อิดัม  -  นี้, มานุชัม  -  มนุษย์, รูพัม  -  รูป ลักษณ์, ทะวะ  -  ของพระองค์, สะอุมยัม  -  สง่างามมาก, จะนารดะนะ  -  โอ้ ผู้กำราบศัตรู, อิดานีม  -  บัดนี้, อัสมิ  -  ข้าเป็น, สัมวริททะฮ  -  สงบลง, สะ-เชทาฮ  -  ในจิตสำนึกของข้าพเจ้า, พระคริทิม  -  ธรรมชาติของตัวข้าพเจ้า, กะทะฮ  -  กลับคืน

คำแปล

ดังนั้น  เมื่ออารจุนะทรงเห็นคริชณะในรูปลักษณ์เดิมของพระองค์แล้ว  จึงตรัสว่า  โอ้  จะนารดะนะ  เมื่อได้เห็นรูปลักษณ์คล้ายมนุษย์ที่มีความสง่างามมากนี้  บัดนี้  ข้าตั้งสติได้แล้ว  และได้กลับคืนมาสู่สภาพตามธรรมชาติเดิมของข้าพเจ้า

คำอธิบาย

ณ  ที่นี้  คำว่า  มานุชัม  รูพัม  แสดงให้เห็นถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  รูป  เดิมที่มีสองกรอย่างชัดเจน  พวกที่เยาะเย้ยคริชณะประหนึ่งว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคล  ธรรมดา  แสดงให้เห็นถึงความโง่เขลาเบาปัญญาของตนเกี่ยวกับธรรมชาติทิพย์ของ  พระองค์  ณ  ที่นี้  หากคริชณะทรงเหมือนกับมนุษย์ธรรมดาแล้วเป็นไปได้อย่างไรที่ทรง  แสดงรูปลักษณ์จักรวาล  ทรงแสดงรูปลักษณ์พระนารายณ์สี่กร?  ดังนั้น  จึงได้กล่าว  ไว้อย่างชัดเจนมากใน  ภควัต-คีตา  ว่าผู้ที่คิดว่าคริชณะทรงเป็นบุคคลธรรมดาและนำพา  ผู้อ่านไปในทางที่ผิด  โดยอ้างว่า  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์ที่อยู่ภายในคริชณะเป็นผู้  ตรัส  บุคคลนี้กำลังกระทำผิดอย่างมหันต์  คริชณะทรงแสดงรูปลักษณ์จักรวาล  และ  ทรงแสดงรูปลักษณ์วิชณุสี่กรจริง  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วพระองค์จะทรงเป็นมนุษย์ธรรมดา  สามัญได้อย่างไร  สาวกผู้บริสุทธิ์ไม่สับสนกับคำวิจารณ์  ภควัต-คีตา  ที่นำพาไปในทาง  ที่ผิด  เพราะทราบดีว่าอะไรเป็นอะไร  โศลกเดิมแท้ของ  ภควัต-คีตา  นั้นสว่างไสวชัดเจน  เหมือนกับดวงอาทิตย์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้แสงตะเกียงจากนักตีความผู้เบาปัญญา

โศลก 52 (11.52)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
สุ-ดุรดารชัม อิดัม รูพัม
ดริชทะวาน อสิ ยัน มะมะ

เดวะ อพิ อัสยะ รูพัสยะ
นิทยัม ดารชะนะ-คางคชิณะฮ

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, สุ-ดุรดารชัม  -  เห็นได้ยาก มาก, อิดัม  -  นี้, รูพัม  -  รูปลักษณ์, ดริชทะวาน อสิ  -  ดังที่เธอได้เห็น, ยัท  -  ซึ่ง, มะมะ  -  ของ ข้า, เดวาฮ  -  เหล่าเทวดา, อพิ  -  เช่นกัน, อัสยะ  -  นี้, รูพัสยะ  -  รูปลักษณ์, นิทยัม  -  อมตะ, ดารชะนะ-คางคชิณะฮ  -  ปรารถนาที่จะได้เห็น

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  อารจุนะที่รัก  รูปลักษณ์ของข้าที่เธอกำลัง  เห็นอยู่นี้เป็นสิ่งยากมากที่จะเห็นได้  แม้แต่เหล่าเทวดายังแสวงหาโอกาสเสมอที่  จะได้เห็นรูปลักษณ์อันเป็นที่รักยิ่งนี้

คำอธิบาย

โศลกที่สี่สิบแปดของบทนี้  คริชณะทรงสรุปการเปิดเผยรูปลักษณ์จักรวาล  ของพระองค์และตรัสแก่อารจุนะว่า  จากการทำบุญมาก  ๆ  และทำพิธีบูชา  ฯลฯ  จะไม่  สามารถเห็นรูปลักษณ์นี้ได้  ณ  ที่นี้ได้ใช้คำว่า  สุ-ดุรดารชัม  แสดงให้เห็นว่ารูปลักษณ์  สองกรของคริชณะเป็นความลับยิ่งขึ้นไปอีก  เราอาจสามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของ  คริชณะด้วยการบวกการอุทิศตนเสียสละรับใช้เข้าไปอีกนิดหนึ่งกับกิจกรรมต่าง  ๆ  เช่น  การบำเพ็ญเพียร  การศึกษาคัมภีร์พระเวท  และการคาดคะเนทางปรัชญา  ซึ่งอาจจะ  เป็นไปได้  แต่หากปราศจากการเจือ  บัฺคธิ  เข้าไปเราจะไม่สามารถเห็น  ดังที่ได้อธิบาย  ไว้แล้ว  แต่เหนือไปกว่ารูปลักษณ์จักรวาล  รูปลักษณ์คริชณะสองกรยิ่งเห็นได้ยากขึ้น  ไปอีก  แม้แต่เทวดา  เช่น  พระพรหม  และพระศิวะ  ทรงปรารถนาที่จะเห็นคริชณะ  เรา  มีหลักฐานใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ว่า  ขณะที่คริชณะทรงประทับอยู่ในครรภ์ของพระ  มารดาเดวะคี  เหล่าเทวดาทั้งหลายจากสรวงสวรรค์มาดูความอัศจรรย์ของคริชณะ  และได้ถวายบทมนต์อันไพเราะแด่องค์ภควาน  ถึงแม้ว่าขณะนั้นพระองค์ยังไม่ทรง  ปรากฏให้เห็นแต่เหล่าเทวดาทรงรอที่จะเห็นพระองค์  คนโง่เขลาอาจเยาะเย้ยองค์  ภควาน  คิดว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลธรรมดาและอาจถวายความเคารพต่อ  “บางสิ่ง  บางอย่าง”  ที่ไร้รูปลักษณ์ภายในพระองค์ซึ่งมิใช่เป็นการเคารพพระองค์  เช่นนี้เป็น  ลักษณะที่ไร้สาระทั้งสิ้น  เหล่าเทวดา  เช่น  พระพรหมและพระศิวะทรงปรารถนาจะเห็น  คริชณะในรูปลักษณ์สองกรของพระองค์จริง  ๆ

ใน  ภควัต-คีตา  (9.11)  ได้ยืนยันไว้ว่า  อวะจานันทิ  มาม  มูดฺา  มานุชีม  ทะนุม  อาชริทัม  พระองค์ไม่ทรงปรากฏให้คนโง่เขลาที่เยาะเย้ยพระองค์เห็น  ดังที่ได้ยืนยันไว้  โดย  บระฮมะ-สัมฮิทา  และโดยคริชณะเองใน  ภควัต-คีตา  ว่า  พระวรกายของคริชณะ  ทรงเป็นทิพย์โดยสมบูรณ์  เปี่ยมไปด้วยความสุขเกษมสำราญและเป็นอมตะนิรันดร  พระ  วรกายของพระองค์ทรงไม่เหมือนกับร่างกายวัตถุ  แต่สำหรับบางคนที่ศึกษาเกี่ยวกับ  คริชณะด้วยการอ่าน  ภควัต-คีตา  หรือคัมภีร์พระเวทในทำนองเดียวกันนี้  คริชณะกลาย  มาเป็นปัญหาเพราะเขาใช้กรรมวิธีทางวัตถุพิจารณาว่าคริชณะทรงเป็นบุคลิกภาพผู้  ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์และเป็นนักปราชญ์ผู้มีปัญญาเลอเลิศ  แต่พระองค์ทรงเป็น  มนุษย์ธรรมดา  ถึงแม้พระองค์ทรงมีพลังอำนาจมากก็ยังต้องยอมรับร่างวัตถุ  ในที่สุด  พวกเขาคิดว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์เป็นสิ่งที่ไม่มีรูปลักษณ์และยึดติดอยู่กับธรรมชาติ  วัตถุ  เช่นนี้  เป็นการคำนวณทางวัตถุเกี่ยวกับองค์ภควาน  การคำนวณอีกแบบหนึ่ง  คือการคาดคะเน  พวกที่แสวงหาความรู้จึงคาดคะเนเกี่ยวกับคริชณะ  และพิจารณาว่า  พระองค์ทรงมีความสำคัญน้อยกว่ารูปลักษณ์จักรวาลของพระองค์  ดังนั้น  บางคนคิด  ว่ารูปลักษณ์จักรวาลของคริชณะที่ทรงปรากฏให้อารจุนะเห็นมีความสำคัญมากกว่า  รูปลักษณ์ส่วนพระองค์  ตามบุคคลเหล่านี้รูปลักษณ์ส่วนพระองค์ขององค์ภควานเป็น  บางสิ่งบางอย่างที่จินตนาการขึ้นมา  โดยเชื่อว่าในระดับสุดท้ายสัจธรรมที่สมบูรณ์  ไม่ใช่เป็นบุคคล  แต่กรรมวิธีทิพย์ได้อธิบายไว้ใน  ภควัต-คีตา  บทที่สี่ว่า  ให้สดับฟังเกี่ยว  กับคริชณะจากบุคคลที่เชื่อถือได้  เช่นนี้คือกรรมวิธีของพระเวทโดยแท้จริง  พวกที่อยู่  ในสายพระเวทโดยแท้จริงสดับฟังเกี่ยวกับคริชณะจากผู้ที่เชื่อถือได้  ด้วยการสดับฟัง  เกี่ยวกับพระองค์เป็นอาจิณแล้วคริชณะจะกลายมาเป็นที่รัก  ดังที่เราได้กล่าวไว้หลาย  ครั้งว่า  คริชณะทรงถูกปกคลุมด้วยพลัง  โยกะ-มายา  ของพระองค์  ทรงไม่เปิดเผยหรือ  ให้ผู้ใดเห็น  คนที่พระองค์ทรงเปิดเผยให้เท่านั้นจึงสามารถเห็นพระองค์  ได้ยืนยันไว้เช่น  นี้ในวรรณกรรมพระเวทว่า  สำหรับดวงวิญญาณที่ศิโรราบจึงสามารถเข้าใจสัจธรรม  โดยแท้จริง  นักทิพย์นิยมผู้ปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกอย่างต่อเนื่อง  และด้วยการอุทิศตน  เสียสละรับใช้ต่อคริชณะ  จึงสามารถมีจักษุทิพย์ที่สว่างไสวขึ้นและสามารถเห็นคริชณะ  จากการเปิดเผย  การเปิดเผยเช่นนี้เป็นไปไม่ได้แม้แต่เทวดา  ดังนั้น  จึงเป็นการยาก  แม้แต่พวกเทวดาที่จะเข้าใจคริชณะ  และเหล่าเทวดาที่เจริญแล้วหวังเสมอว่าจะได้เห็น  คริชณะในรูปลักษณ์สองกร  โดยสรุปก็คือ  การเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของคริชณะเป็น  สิ่งที่ยาก  จึงเป็นไปไม่ได้สำหรับทุก  ๆ  คน  และยากยิ่งขึ้นไปอีกที่จะเข้าใจรูปลักษณ์ของ  พระองค์ในรูป  ชยามะสุนดะระ

โศลก 53 (11.53)

นาฮัม เวไดร นะ ทะพะสา
นะ ดาเนนะ นะ เชจยะยา

ชัคยะ เอวัม-วิโดฺ ดรัชทุม
ดริชทะวาน อสิ มาม ยะทฺา

นะ  -  ไม่เคย, อฮัม  -  ข้า, เวไดฮ  -  ด้วยการศึกษาคัมภีร์พระเวท, นะ  -  ไม่เคย, ทะพะสา  -  ด้วยการบำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัด, นะ  -  ไม่เคย, ดาเนนะ  -  ด้วยการให้ทาน, นะ  -  ไม่ เคย, ชะ  -  เช่นกัน, อิจยะยา  -  ด้วยการบูชา, ชัคยะฮ  -  เป็นไปได้, เอวัม-วิดฺะฮ  -  เหมือนกัน, ดรัชทุม  -  เห็น, ดริชทะวาน  -  การเห็น, อสิ  -  เธอเป็น, มาม  -  ข้า, ยะทฺา  -  ตามเป็นจริง

คำแปล

รูปลักษณ์ที่กำลังเห็นด้วยจักษุทิพย์ของเธอ  การศึกษาคัมภีร์พระเวท  การปฏิบัติ  บำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัด  การให้ทาน  หรือการบูชาไม่สามารถเข้าใจได้  มิใช่ว่า  ปฏิบัติตามวิธีเหล่านี้แล้วจะสามารถเห็นข้าตามความเป็นจริง

คำอธิบาย

ครั้งแรกคริชณะทรงปรากฏต่อหน้าพระมารดาเดวะคีและพระบิดาวะสุเดวะ  ในรูปลักษณ์สี่กร  จากนั้นพระองค์ทรงเปลี่ยนพระวรกายมาเป็นรูปลักษณ์สองกร  อิทธิฤทธิ์เช่นนี้เข้าใจได้ยากมากสำหรับพวกที่ไม่เชื่อในองค์ภควาน  หรือพวกที่ปราศจาก  การอุทิศตนเสียสละรับใช้  สำหรับพวกนักวิชาการที่ได้แต่ศึกษาวรรณกรรมพระเวทโดย  ผ่านทางความรู้ไวยากรณ์  หรือมีแต่เพียงคุณสมบัติทางวิชาการเท่านั้น  เป็นไปไม่ได้ที่  จะเข้าใจคริชณะ  สำหรับบุคลลที่ไปวัดเพื่อถวายการบูชาแด่พระองค์ตามพิธีกรรม  ได้  แต่ไปเยี่ยมเยียนพระองค์เท่านั้น  แต่ไม่สามารถเข้าใจคริชณะตามความเป็นจริง  เราจะ  สามารถเข้าใจคริชณะได้ด้วยวิถีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้เท่านั้น  ดังที่คริชณะทรง  อธิบายด้วยพระองค์เองในโศลกต่อไป

โศลก 54 (11.54)

บัฺคธยา ทุ อนันยะยา ชัคยะ
อฮัม เอวัม-วิโดฺ ่รจุนะ

กยาทุม ดรัชทุม ชะ ทัททเวนะ
พระเวชทุม ชะ พะรันทะพะ

บัฺคธยา  -  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้, ทุ  -  แต่, อนันยะยา  -  โดยไม่ผสมกับกิจกรรม เพื่อหวังผลหรือความรู้จากการคาดคะเน, ชัคยะฮ  -  เป็นไปได้, อฮัม  -  ข้า, เอวัม-วิดฺะฮ  -  เหมือนนี้, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ, กยาทุม  -  รู้, ดรัชทุม  -  เห็น, ชะ  -  และ, ทัททเวนะ  -  ความ จริง, พระเวชทุม  -  เข้าไปข้างใน, ชะ  -  และ, พะรันทะพะ  -  โอ้ นักรบผู้ยอดเยี่ยม

คำแปล

อารจุนะที่รัก  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่ไม่แบ่งปันเท่านั้นจึงสามารถเข้าใจข้า  ตามความเป็นจริง  ซึ่งยืนอยู่ต่อหน้าเธอ  สามารถเห็นได้โดยตรง  ด้วยวิธีนี้เท่านั้น  ที่เธอสามารถเข้าไปในความเร้นลับแห่งการเข้าใจข้า

คำอธิบาย

เราสามารถเข้าใจคริชณะด้วยกรรมวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่ไม่แบ่ง  ปันเท่านั้น  พระองค์ทรงอธิบายอย่างแจ่มแจ้งในโศลกนี้  เพื่อบรรดานักตีความที่เชื่อ  ถือไม่ได้พยายามเข้าใจ  ภควัต-คีตา  ด้วยวิธีการคาดคะเนจะได้รู้ว่าพวกตนได้แต่เสีย  เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์  ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจคริชณะ  ไม่เข้าใจว่าทรงมาจากพระ  บิดาพระมารดาในรูปลักษณ์สี่กรได้อย่างไร  และเปลี่ยนพระวรกายมาเป็นรูปลักษณ์  สองกรโดยทันทีได้อย่างไร  สิ่งเหล่านี้เข้าใจได้ยากมากจากการศึกษาคัมภีร์พระเวท  หรือจากการคาดคะเนทางปรัชญา  ดังนั้น  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  ไม่มีผู้  ใดสามารถเห็นพระองค์หรือเข้าถึงการเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้  อย่างไรก็ดี  พวกที่เป็น  นักศึกษาวรรณกรรมพระเวทที่มีประสบการณ์มาก  สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์  จากวรรณกรรมพระเวทได้หลาย  ๆ  ทาง  มีกฏเกณฑ์มากมายหากเราปรารถนาจะเข้า  ใจคริชณะ  เราต้องปฏิบัติตามหลักกฏเกณฑ์ที่ได้ให้ไว้ในวรรณกรรมที่เชื่อถือได้  เรา  สามารถปฏิบัติการบำเพ็ญเพียรตามหลักธรรมเหล่านั้น  ตัวอย่างเช่น  ปฏิบัติการบำเพ็ญ  เพียรอย่างเคร่งครัด  เราอาจถือศีลอดอาหารในวัน  จันมาชทะมี  วันที่คริชณะทรงปรากฏ  และวัน  เอคาดะชี  เดือนละสองวัน  (วันขึ้นสิบเอ็ดค่ำและวันแรมสิบเอ็ดค่ำ)  สำหรับการ  ให้ทานได้กล่าวไว้อย่างเรียบง่ายว่า  ทานควรให้แก่สาวกของคริชณะผู้ปฏิบัติในการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้แด่พระองค์เพื่อเผยแพร่ปรัชญาคริชณะ  หรือคริชณะจิตสำนึกไปทั่ว  โลก  คริชณะจิตสำนึกเป็นพรสำหรับมนุษยชาติ  รูพะ  โกสวามี  ได้ชื่นชม  องค์เชธันญะ  ว่าทรงเป็นบุคคลผู้มีจิตใจกว้างขวางที่สุดในการให้ทาน  เพราะความรักคริชณะเป็นสิ่ง  ยากมากที่จะบรรลุถึง  แต่องค์เชธันญะทรงแจกจ่ายโดยไม่คิดมูลค่าใด  ๆ  ทั้งสิ้น  ดังนั้น  หากผู้ใดให้เงินแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแจกจ่ายคริชณะจิตสำนึก  ทานนั้นให้ไปเพื่อ  เผยแพร่คริชณะจิตสำนึกจึงเป็นการให้ทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและหากผู้ใดปฏิบัติบูชา  เหมือนที่กำหนดไว้ในวัด  (วัดในประเทศอินเดียโดยทั่วไปจะมีพระปฏิมาของวิชณุหรือ  คริชณะเสมอ)  นั่นเป็นโอกาสที่จะก้าวหน้าด้วยการถวายการบูชาและถวายความเคารพ  แด่พระองค์  สำหรับผู้ที่เริ่มต้นการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควาน  การบูชาในวัดเป็น  สิ่งสำคัญ  ได้ยืนยันไว้ในวรรณกรรมพระเวท  (ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  6.23)  ว่า

ยัสยะ เดเว พะรา บัฺคธิร
ยะทฺา เดเว ทะทฺา กุโร

ทัสไยเท คะทิฺทา ฮิ อารทฺาฮ
พระคาชันเท มะฮาทมะนะฮ

ผู้ที่มีความแน่วแน่ในการอุทิศตนเสียสละเพื่อองค์ภควานและมีพระอาจารย์ทิพย์ที่มี  ศรัทธาอย่างแน่วแน่เช่นเดียวกันนี้เป็นผู้ชี้นำ  สามารถเห็นองค์ภควานด้วยการเปิดเผย  เราไม่สามารถเข้าใจคริชณะจากการคาดคะเนทางจิตใจ  สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับการฝึกฝน  โดยตรงภายใต้การนำทางของพระอาจาร์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้  เป็นไปไม่ได้แม้แต่ในการที่  จะเริ่มเข้าใจคริชณะ  ได้ใช้คำว่า  ทุ  เป็นพิเศษ  ณ  ที่นี้เพื่อแสดงว่าไม่มีวิธีอื่นใดที่สามารถ  ใช้ได้  แนะนำได้  หรือสามารถประสบผลสำเร็จในการเข้าใจคริชณะ

รูปลักษณ์ส่วนพระองค์ของคริชณะ  เช่น  รูปลักษณ์สองกรและสี่กรอธิบาย  ด้วยคำว่า  สุ-ดุรดารชัม  หมายความว่า“เห็นได้ยากมาก”  ซึ่งแตกต่างจากรูปลักษณ์  จักรวาลชั่วคราวที่แสดงให้อารจุนะเห็นโดยสิ้นเชิง  รูปลักษณ์สี่กรของนารายะณะและ  รูปลักษณ์สองกรของคริชณะทรงเป็นอมตะและเป็นทิพย์  ในขณะที่รูปลักษณ์จักรวาลที่  แสดงให้อารจุนะนั้นชั่วคราวไม่ถาวร  คำว่า  ทวัด  อันเยนะ  นะ  ดริชทะ-พูรวัม  (โศลก  47)  กล่าวว่า  ก่อนหน้าอารจุนะไม่เคยมีผู้ใดเห็นรูปลักษณ์จักรวาลนั้นมาก่อน  และยังแนะนำ  ว่าในหมู่สาวกไม่มีความจำเป็นที่ต้องแสดงรูปลักษณ์นี้  ที่คริชณะทรงแสดงตามที่  อารจุนะขอร้องเพื่อในอนาคตเมื่อมีคนอ้างว่าตนเองเป็นอวตารขององค์ภควาน  ผู้คนจะ  ได้ขอร้องให้แสดงรูปลักษณ์จักรวาลของเขาให้เห็น

คำว่า  นะ  ได้ใช้หลายครั้งในโศลกก่อนหน้านี้  แสดงให้เห็นว่าเราไม่ควรภูมิใจ  มากกับประกาศณียบัตร  ในฐานะที่เป็นนักศึกษาทางวิชาการในวรรณกรรมพระเวท  เหล่านี้  เราต้องปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อคริชณะ  ตรงนี้เท่านั้นจึงสามารถ  พยายามเขียนคำอธิบายเกี่ยวกับ  ภควัต-คีตา

คริชณะทรงเปลี่ยนรูปลักษณ์จักรวาลมาเป็นรูปลักษณ์สี่กร  นารายะณะ  จาก  นั้นทรงเปลี่ยนมาเป็นรูปลักษณ์ตามธรรมชาติสองกรของพระองค์  แสดงให้เห็นว่ารูป  ลักษณ์สี่กรและรูปลักษณ์อื่น  ๆ  ที่กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระเวท  ทั้งหมดออกมาจาก  คริชณะสองกรองค์แรกสุด  คริชณะทรงเป็นองค์แรกของอวตารที่ออกมาทั้งหมด  คริชณะทรงแตกต่างแม้จากรูปลักษณ์เหล่านี้  จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงแนวคิดที่ไร้รูป  ลักษณ์  สำหรับรูปลักษณ์สี่กรของคริชณะได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  แม้รูปลักษณ์สี่  กรของคริชณะที่คล้ายพระองค์มากที่สุด  (ทรงมีพระนามว่า  มะฮา-วิชณุ  ที่บรรทมอยู่  ในมหาสมุทรจักรวาล  และจากการหายใจของพระองค์จักรวาลมากมายจนนับไม่ถ้วน  ปรากฏออกมาและเข้าไปในพระวรกายของพระองค์)  ก็เป็นภาคที่แบ่งแยกขององค์  ภควานเช่นเดียวกัน  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.48)  ว่า

ยัสไยคะ-นิชวะสิทะ-คาลัม อทฺาวะลัมบยะ
จีวันทิ โลมะ-วิละ-จา จะกัด-อัณดะ-นาทฺาฮ

วิชณุร มะฮาณ สะ อิฮะ ยัสยะ คะลา-วิเชโช
โกวินดัม อาดิ-พุรุชัม ทัม อฮัม บฺะจามิ

“องค์  มะฮา-วิชณุ  ที่จักรวาลอันนับไม่ถ้วนทั้งหลายได้เข้าไปและออกมาอีกครั้งจาก  พระวรกายของพระองค์  ด้วยวิธีการหายใจของพระองค์  มะฮา-วิชณุ  ทรงเป็นภาคที่  แบ่งแยกโดยสมบูรณ์ของคริชณะ  ฉะนั้น  ข้าขอบูชาโกวินดะ  คริชณะ  แหล่งกำเนิดของ  แหล่งกำเนิดทั้งปวง”  ดังนั้น  โดยสรุป  เราควรบูชารูปลักษณ์ส่วนพระองค์ของคริชณะ  ว่าเป็นองค์ภควานผู้ทรงมีความสุขเกษมสำราญนิรันดรและความรู้  พระองค์ทรงเป็น  แหล่งกำเนิดของรูปลักษณ์วิชณุทั้งหมด  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของรูปลักษณ์อวตาร  ทั้งหมด  และทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดองค์แรก  ดังที่ได้ยืนยันไว้ใน  ภควัต-คีตา

ในวรรณกรรมพระเวท  (โกพาละ-ทาพะนี  อุพะนิชัด  1.1)  ข้อความนี้ปรากฏ

สัช-ชิด-อานันดะ-รูพะยะ
คริชณายาคลิชทะ-คาริเณ

นะโม เวดานธะ-เวดยายะ
กุระเว บุดดิฺ-สาคชิเณ

“ข้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่คริชณะผู้ทรงมีรูปลักษณ์ทิพย์แห่งความสุขเกษม  สำราญ  เป็นอมตะ  และความรู้  ข้าขอแสดงความเคารพแด่พระองค์  เพราะว่าการ  เข้าใจพระองค์หมายถึงการเข้าใจคัมภีร์พระเวท  ดังนั้น  พระองค์ทรงเป็นพระอาจารย์  ทิพย์สูงสุด”  และได้กล่าวต่อไปว่า  คริชโณ  ไว  พะระมัม  ไดวะทัม  “คริชณะทรงเป็น  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า”  (โกพาละ-ทาพะนี  อุพะนิชัด  1.3)  เอโค  วะชี  สารวะ-กะฮ  คริชณะ  อีดยะฮ  “คริชณะองค์เดียวเท่านั้นทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และ  ทรงเป็นที่เคารพบูชา”  เอโค  ่พิ  สัน  บะฮุดฺา  โย  ่วะบฺาทิ  “คริชณะทรงเป็นหนึ่ง  แต่  พระองค์ทรงปรากฏในรูปลักษณ์ที่ไม่จำกัด  โดยอวตารที่แบ่งภาคออกไป”  (โกพาละ-  ทาพะนี  อุพะนิชัด  1.21)

บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.1)  กล่าวว่า

อีชวะระฮ พะระมะฮ คริชณะฮ
สัช-ชิด-อานันดะ-วิกระฮะฮ

อนาดิร อาดิร โกวินดะฮ
สารวะ-คาระณา-คาระณัม

“บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าคือคริชณะ  ผู้ทรงมีพระวรกายแห่งความเป็นอมตะ  ความรู้และความสุขเกษมสำราญ  พระองค์ทรงไม่มีจุดเริ่มต้น  เพราะทรงเป็นจุดเริ่มต้น  ของทุกสิ่งทุกอย่าง  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง”

ได้กล่าวไว้ที่อื่นว่า  ยะทราวะทีรณัม  คริชณาคฺยัม  พะรัม  บระฮมะ  นะรา  คริทิ  “สัจธรรมสูงสุดทรงเป็นบุคคลมีพระนามว่าคริชณะ  และบางครั้งพระองค์เสด็จ  มาบนโลกนี้”  ทำนองเดียวกัน  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  เราพบการพรรนาถึงอวตารต่างๆ  ทั้งหลายของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และในรายพระนามนี้  พระนามคริชณะ  ทรงปรากฏ  แต่ได้กล่าวไว้ว่าคริชณะองค์นี้ไม่ใช่อวตารขององค์ภควาน  แต่ทรงเป็น  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์เดิมด้วยพระองค์เอง  (เอเท  ชามชะ-คะลาฮ  พุมสะฮ  คริชณัส  ทุ  บฺะกะวาน  สวะยัม)

ทำนองเดียวกัน  ใน  ภควัต-คีตา  องค์ภควานตรัสว่า  มัททะฮ  พะระทะรัม  นาน  ยัท  “ไม่มีอะไรเหนือไปกว่ารูปลักษณ์ของข้าในรูปองค์ภควานชรีคริชณะ”  พระองค์  ตรัสใน  ภควัต-คีตา  อีกแห่งหนึ่งว่า  อฮัม  อาดิร  ฮิ  เดวานาม  “ข้าคือแหล่งกำเนิดของ  มวลเทวดา”  และหลังจากเข้าใจ  ภควัต-คีตา  จากคริชณะ  อารจุนะทรงยืนยันด้วยคำ  พูดเหล่านี้  พะรัม  บระฮมะ  พะรัม  ดฺามะ  พะวิทรัม  พะระมัม  บฺะวาน  “บัดนี้  ข้าพเจ้า  เข้าใจโดยสมบูรณ์ว่า  พระองค์คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  พระองค์คือสัจธรรมที่  สมบูรณ์  และพระองค์คือที่พักพิงของทุกสิ่งทุกอย่าง”  ฉะนั้น  รูปลักษณ์จักรวาล  ที่คริชณะทรงแสดงให้อารจุนะเห็นไม่ใช่รูปลักษณ์เดิมแท้ของพระองค์  รูปลักษณ์เดิมแท้  คือคริชณะ  รูปลักษณ์จักรวาลที่มีพระเศียรและพระกรเป็นพัน  ๆ  และพัน  ๆ  ทรงปรากฏ  เพื่อเรียกความสนใจของพวกที่ไม่มีความรักต่อองค์ภควานซึ่งไม่ใช่รูปลักษณ์เดิมแท้ของ  พระองค์

รูปลักษณ์จักรวาลไม่เป็นที่น่ารักสำหรับสาวกผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ในความรักกับพระ  องค์ในความสัมพันธ์ทิพย์ที่แตกต่างกันไป  องค์ภควานทรงแลกเปลี่ยนความรักทิพย์ใน  รูปลักษณ์เดิมคือคริชณะ  ฉะนั้น  สำหรับอารจุนะผู้มีความสัมพันธ์กับคริชณะอย่างใกล้  ชิดในฐานะเพื่อน  รูปลักษณ์แห่งปรากฏการณ์ทางจักรวาลนี้ไม่เป็นที่น่ายินดี  แต่น่ากลัว  อารจุนะทรงเป็นเพื่อนสนิทของคริชณะเสมอ  จะต้องมีจักษุทิพย์ไม่ใช่บุคคลธรรมดา  ดังนั้นท่านจึงไม่หลงอยู่กับรูปลักษณ์จักรวาล  รูปลักษณ์นี้อาจดูน่าอัศจรรย์สำหรับ  บุคคลที่ยุ่งอยู่กับการพัฒนาตนเองในกิจกรรมทางวัตถุ  แต่สำหรับผู้ปฏิบัติการอุทิศตน  เสียสละรับใช้  รูปลักษณ์สองกรแห่งองค์ชรีคริชณะจะเป็นที่รักยิ่ง

โศลก 55 (11.55)

มัท-คารมะ-คริน มัท-พะระโม
มัด-บัฺคธะฮ สังกะ-วารจิทะฮ

นิรไวระฮ สารวะ-บํูเทชุ
ยะฮ สะ มาม เอทิ พาณดะวะ

มัท-คารมะ-คริท  -  ปฏิบัติการทำงานให้ข้า, มัท-พะระมะฮ  -  พิจารณาว่าข้าคือผู้สูงสุด, มัท-บัฺคธะฮ  -  ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่ข้า, สังกะ-วารจิทะฮ  -  เป็นอิสระจาก มลทินแห่งกิจกรรมทางวัตถุและการคาดคะเนทางจิต, นิรไวระฮ  -  ปราศจากศัตรู, สารวะ-บํูเทชุ  -  ในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, สะฮ  -  เขา, มาม  -  แต่ข้า, เอทิ  -  มา, พาณดะวะ  -  โอ้ โอรสพาณดุ

คำแปล

อารจุนะที่รัก  ผู้ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ข้าด้วยความบริสุทธิ์ใจ  เป็น  อิสระจากมลทินแห่งกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  และการคาดคะเนทางจิต  ผู้ที่  ทำงานให้แก่ข้า  มีข้าเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในชีวิต  และเป็นมิตรกับทุก  ๆ  ชีวิต  แน่นอนว่าเขาจะมาหาข้า

คำอธิบาย

ผู้ใดปรารถนาที่จะเข้าพบบุคคลสูงสุดแห่งบุคลิกภาพของพระผู้เป็นเจ้าทั้งปวง  ที่คริชณะโลคะในท้องฟ้าทิพย์  และเชื่อมสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดสนิทสนมกับคริชณะองค์  ภควานต้องรับเอาสูตรนี้ไปปฏิบัติดังที่พระองค์ตรัส  ฉะนั้น  โศลกนี้พิจารณว่าเป็นเนื้อหา  สาระสำคัญของ  ภควัต-คีตา,  ภควัต-คีตา  เป็นหนังสือที่นำทางให้พันธวิญญาณผู้  ปฏิบัติอยู่ในโลกวัตถุด้วยจุดมุ่งหมายที่จะเป็นเจ้าแห่งธรรมชาติ  และไม่รู้ถึงชีวิตทิพย์อัน  แท้จริง  ภควัต-คีตา  มีไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราสามารถเข้าใจความเป็นอยู่ทิพย์  และ  ความสัมพันธ์นิรันดรของเรากับบุคลิกภาพสูงสุดได้อย่างไร  และสอนให้เรากลับคืนสู่  เหย้าคืนสู่องค์ภควานได้อย่างไร  โศลกนี้อธิบายอย่างชัดเจนถึงวิธีการที่เราสามารถ  ประสบผลสำเร็จในกิจกรรมทิพย์หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้

สำหรับงาน  เราควรถ่ายโอนพลังงานทั้งหมดไปยังกิจกรรมเพื่อคริชณะ  จิตสำนึกดังที่กล่าวไว้ใน  บัฺคธิ-ระสามริทะ-สินดํุ  (1.2.255)

อนาสัคทัสยะ วิชะยาน
ยะทฺารฮัม อุพะยุนจะทะฮ

นิรบันดฺะฮ คริชณะ-สัมบันเดฺ
ยุคทัม ไวรากยัม อุชยะเท

ไม่มีผู้ใดควรทำงานอื่นใดนอกจากงานที่สัมพันธ์กับคริชณะเช่นนี้เรียกว่า  คริชณะ-  คาร  มะ  เราอาจปฏิบัติกิจกรรมมากมาย  แต่ไม่ควรยึดติดกับผลงานของตน  ผลของ  งานควรทำไปเพื่อคริชณะ  ตัวอย่างเช่น  เราอาจทำธุรกิจแต่ควรเปลี่ยนกิจกรรมนั้นมา  เป็นคริชณะจิตสำนึก  เราต้องทำธุรกิจเพื่อคริชณะ  หากคริชณะทรงเป็นเจ้าของธุรกิจ  ดังนั้น  คริชณะควรได้รับความสุขกับผลกำไรของธุรกิจ  หากนักธุรกิจเป็นเจ้าของเงิน  เป็นจำนวนแสนๆ  ล้าน  ๆ  บาท  และหากเราต้องถวายทั้งหมดนี้แด่คริชณะเราสามารถ  กระทำได้นี่คืองานเพื่อคริชณะ  แทนที่จะก่อสร้างอาคารสูง  ๆ  เพื่อสนองประสาทสัมผัส  ของตนเอง  เราสามารถก่อสร้างวัดอันวิจิตรตระการตาเพื่อคริชณะ  อัญเชิญพระปฏิ  มาของคริชณะและบริหารจัดการเพื่อการรับใช้ต่อพระปฏิมาดังที่ได้กำหนดไว้ในหนังสือ  แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่เชื่อถือได้  ทั้งหมดนี้คือ  คริชณะ-คารมะ  เราไม่ควรยึด  ติดกับผลงานของตน  แต่ผลงานควรถวายให้คริชณะและควรรับเอา  พระสาดัม  หรือ  ส่วนที่เหลือจากการถวายให้คริชณะแล้ว  หากผู้ใดก่อสร้างอาคารใหญ่  ๆ  เพื่อคริชณะ  และอัญเชิญพระปฏิมาของคริชณะมาประทับ  ผู้นั้นจะไม่ถูกห้ามให้มาอยู่ในอาคาร  แต่  ต้องเข้าใจว่าเจ้าของอาคารคือคริชณะ  เช่นนี้เรียกว่าคริชณะจิตสำนึก  อย่างไรก็ดี  หาก  ไม่สามารถสร้างวัดเพื่อคริชณะ  เราสามารถทำความสะอาดวัดให้คริชณะ  นั่นก็เป็น  คริชณะ-คารมะ  เช่นเดียวกัน  หากมีที่ดินเราสามารถทำสวน  ในประเทศอินเดียอย่าง  น้อยคนจนจะมีที่ดินหนึ่งแปลง  สามารถใช้ประโยชน์ในผืนดินนั้นเพื่อคริชณะด้วยการ  ปลูกไม้ดอกเพื่อถวายให้คริชณะ  เราสามารถปลูกต้น  ทุละสี  เพราะว่าใบ  ทุละสี  มีความ  สำคัญมาก  คริชณะทรงแนะนำไว้ใน  ภควัต-คีตา  ว่า  พัทรัม  พุชพัม  พฺะลัม  โทยัม  คริชณะ  ทรงปรารถนาให้เราถวายใบไม้  ดอกไม้  ผลไม้  หรือน้ำเพียงเล็กน้อยแด่พระองค์และจาก  การถวายเช่นนี้พระองค์จะทรงพอพระทัย  ใบไม้นี้หมายถึงใบ  ทุละสี  โดยเฉพาะ  ดังนั้น  เราสามารถปลูกต้น  ทุละสี  และรดน้ำ  ฉะนั้น  แม้แต่คนที่ยากจนที่สุดสามารถปฏิบัติการ  รับใช้คริชณะ  นี่คือตัวอย่างบางประการว่าเราสามารถปฏิบัติในการทำงานเพื่อคริชณะ  ได้อย่างไร

คำว่า  มัท-พะระมะฮ  หมายถึงผู้พิจารณาว่า  การได้มาอยู่ใกล้ชิดกับคริชณะ  ที่พระตำหนักสูงสุดของพระองค์เป็นความสมบูรณ์สูงสุดของชีวิต  บุคคลเช่นนี้ไม่  ปรารถนาพัฒนาไปยังดาวเคราะห์ที่สูงกว่าเช่น  ดวงจันทร์  ดวงอาทิตย์  หรือโลกสวรรค์  หรือแม้แต่โลกที่สูงสุดของจักรวาลนี้คือ  บระฮมะโลคะ  หรือพรหมโลก  เขาไม่หลงใหล  อยู่กับสิ่งเหล่านี้  แต่ยึดมั่นเพียงที่จะย้ายไปยังท้องฟ้าทิพย์เท่านั้น  และแม้ในท้องฟ้าทิพย์  เขาก็ไม่พึงพอใจที่จะกลืนเข้าไปในรัศมี  บระฮมะจโยทิ  อันเจิดจรัส  เพราะปรารถนา  ที่จะเข้าไปในโลกทิพย์สูงสุดชื่อว่า  คริชณะโลคะ  โกโลคะ  วรินดาวะนะ  ซึ่งตนเองมี  ความรู้ที่สมบูรณ์เกี่ยวกับโลกนี้  ดังนั้น  จึงไม่สนใจโลกอื่น  ๆ  ดังที่ได้แสดงไว้ด้วยคำว่า  มัด-บัฺคธะฮ  เขาจะปฏิบัติอย่างเต็มที่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  โดยเฉพาะในเก้าวิธี  แห่งการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละเช่น  การสดับฟัง  การสวดภาวนา  การระลึกถึง  การบูชา  การรับใช้พระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควาน  การถวายบทมนต์  การปฏิบัติตามคำสั่ง  ของพระองค์  การเป็นมิตรกับพระองค์  และการศิโรราบทุกสิ่งทุกอย่างแด่พระองค์  เขา  สามารถปฏิบัติในกระบวนการอุทิศตนเสียสละทั้งเก้าวิธีนี้หรือแปด  หรือเจ็ด  หรืออย่าง  น้อยหนึ่ง  วิธี  เช่นนี้จะทำให้ชีวิตเขาสมบูรณ์อย่างแน่นอน

คำว่า  สังกะ-วารจิทะฮ  มีความสำคัญมาก  ชีวิตไม่ควรไปคบหาสมาคมกับ  บุคคลผู้ต่อต้านคริชณะ  ไม่เพียงแต่ผู้ที่ไม่เชื่อในองค์ภควานเท่านั้นที่ต่อต้านคริชณะ  แม้แต่พวกที่ยึดติดกับกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  และพวกที่คาดคะเนทางจิตก็เป็นผู้ต่อ  ต้านคริชณะเช่นกัน  ดังนั้น  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ในรูปแบบที่บริสุทธิ์ได้อธิบายไว้ใน  บัฺคธิ-ระสามริทะ-สินดํุ  (1.1.11)  ดังนี้

อันยาบิฺลาชิทา-ชูนยัม
กยานะ-คารมาดิ-อนาวริทัม

อานุคูลเยนะ คริชณานุ-
ชีละนัม บัฺคธิร อุททะมา

โศลกนี้  ชรีละ  รูพะ  โกสวามี  กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  หากผู้ใดปรารถนาการอุทิศตนเสีย  สละรับใช้ที่บริสุทธิ์  ต้องเป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุทั้งหมด  และต้องเป็นอิสระจาก  การคบหาสมาคมกับบุคคลผู้ยึดติดอยู่กับกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  และยึดติดอยู่กับการ  คาดคะเนทางจิต  เมื่อเป็นอิสระจากการคบหาสมาคมที่ไม่พึงปรารถนา  และจากมลทิน  แห่งความปรารถนาทางวัตถุเช่นนี้  เขาจะพัฒนาความรู้แห่งองค์คริชณะด้วยความชื่น  ชอบ  เช่นนี้เรียกว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์  อานุคูลยัสยะ  สังคัลพะฮ  พราทิ  คูลยัสยะ  วารจะนัม  (ฮะริ-บัฺคธิ-วิลาสะ  11.676)  เขาควรคิดถึงคริชณะ  และปฏิบัติเพื่อ  พระองค์ด้วยความชื่นชอบไม่ใช่ในเชิงลบ  คัมสะเป็นศัตรูของคริชณะ  จากจุดเริ่มต้น  แห่งการประสูติของคริชณะ  คัมสะได้วางแผนมากมายหลายวิธีที่จะสังหารพระองค์และ  เนื่องจากล้มเหลวทุกครั้ง  เขาจึงคิดถึงคริชณะอยู่ตลอดเวลา  ดังนั้น  ขณะที่ทำงาน  ขณะ  ที่รับประทานอาหาร  และขณะที่นอนอยู่  คัมสะจะมีคริชณะจิตสำนึกตลอดเวลาในทุก  ๆ  ด้าน  แต่คริชณะจิตสำนึกเช่นนี้ไม่เป็นที่ชื่นชอบ  ฉะนั้น  ถึงแม้ว่าคัมสะจะคิด  ถึงคริชณะวันละยี่สิบสี่ชั่วโมง  แต่ถือว่าเป็นมารและในที่สุดก็ถูกคริชณะสังหาร  แน่นอน  ว่าผู้ใดที่คริชณะสังหารจะบรรลุถึงความหลุดพ้นทันที  แต่นั่นไม่ใช่จุดมุ่งหมายของสาวก  ผู้บริสุทธิ์  สาวกผู้บริสุทธิ์ไม่ต้องการแม้แต่ความหลุดพ้น  ท่านไม่ต้องการแม้แต่จะโอน  ย้ายไปยังโลกที่สูงที่สุด  โกโลคะ  วรินดาวะนะ  จุดมุ่งหมายเดียวของท่านคือ  ไม่ว่าจะอยู่  ที่ใดก็ขอให้ได้รับใช้คริชณะ

สาวกของคริชณะเป็นมิตรกับทุก  ๆ  คน  ดังนั้น  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  ท่านไม่มี  ศัตรู  (นิรไวระฮ)  เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?  สาวกสถิตในคริชณะจิตสำนึกทราบว่า  การอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้แด่คริชณะเท่านั้นที่สามารถปลดเปลื้องบุคคลจากปัญหาทั้งหลายทั้ง  ปวงของชีวิต  ท่านมีประสบการณ์โดยตรงเช่นกัน  ดังนั้น  จึงปรารถนาจะแนะนำระบบ  คริชณะจิตสำนึกนี้แด่สังคมมนุษย์  มีตัวอย่างในประวัติสาวกขององค์ภควานมากมาย  ที่เสี่ยงชีวิตเพื่อเผยแพร่พระเจ้าจิตสำนึก  ตัวอย่างที่น่าชื่นชมคือ  พระเยซู  คริสต์  ทรง  ถูกพวกที่ไม่ใช่สาวกตรึงไว้บนไม้กางเขน  แต่พระองค์ทรงยอมสละชีวิตเพื่อเผยแพร่  พระเจ้าจิตสำนึก  แน่นอนว่าเป็นเพียงผิวเผินเท่านั้นที่เข้าใจว่าพระองค์ทรงถูกสังหาร  ที่ประเทศอินเดียมีตัวอย่างมากมายในทำนองเดียวกันนี้  เช่น  ทฺาคุระ  ฮะริดาสะ  และ  พระฮลาดะ  มะฮาราจะ  ทำไมจึงเสี่ยงเช่นนี้?  เพราะพวกท่านปรารถนาที่จะเผยแพร่  คริชณะจิตสำนึกซึ่งเป็นงานที่ยาก  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกรู้ว่า  หากมนุษย์ได้รับความ  ทุกข์ก็เนื่องจากพวกเขาลืมความสัมพันธ์นิรันดรกับคริชณะ  ดังนั้น  ประโยชน์สูงสุดที่  สามารถให้แก่สังคมมนุษย์คือปลดเปลื้องเพื่อนบ้านจากปัญหาทางวัตถุทั้งหลายทั้งปวง  ด้วยวิธีนี้ที่สาวกผู้บริสุทธิ์ปฏิบัติในการรับใช้องค์ภควาน  บัดนี้เราสามารถจินตานาการ  ได้ว่า  คริชณะทรงมีพระเมตตาเพียงไรต่อพวกที่ปฏิบัติตนรับใช้พระองค์  ยอมเสี่ยงทุกสิ่ง  ทุกอย่างเพื่อพระองค์  ดังนั้น  แน่นอนว่าบุคคลเช่นนี้ต้องบรรลุถึงโลกสูงสุดหลังจากออก  จากร่างนี้ไป

โดยสรุป  รูปลักษณ์จักรวาลของคริชณะซึ่งเป็นปรากฏการณ์ไม่ถาวรและ  รูปลักษณ์แห่งกาลเวลาที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง  และแม้แต่รูปลักษณ์แห่งพระวิชณุ  สี่กร  คริชณะทรงเป็นผู้แสดงให้เห็นทั้งหมด  ฉะนั้น  คริชณะทรงเป็นแหล่งกำเนิดของ  ปรากฏการณ์ทั้งหลายเหล่านี้  คริชณะทรงมิใช่เป็นปรากฏการณ์ของ  วิชวะ-รูพะ  องค์  เดิม  หรือพระวิชณุเท่านั้น  คริชณะทรงเป็นแหล่งกำเนิดของรูปลักษณ์ทั้งหมด  มีพระ  วิชณุเป็นร้อย  ๆ  พัน  ๆ  องค์  แต่สำหรับสาวกไม่มีรูปลักษณ์ใดของคริชณะที่จะมีความ  สำคัญนอกจากรูปลักษณ์เดิมสองกร  ชยามะ  สุนดะระ  ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  ได้กล่าว  ไว้ว่า  พวกที่ยึดมั่นอยู่กับรูปลักษณ์  ชยามะ  สุนดะระ  แห่งองค์คริชณะด้วยความรัก  และ  ด้วยการอุทิศตนเสียสละ  จะสามารถเห็นพระองค์เสมอภายในหัวใจและสามารถเห็นทุก  สิ่งทุกอย่าง  ดังนั้น  เราควรเข้าใจว่าคำอธิบายของบทที่สิบเอ็ดนี้คือ  รูปลักษณ์แห่งองค์  ชรีคริชณะเป็นเนื้อหาสาระสำคัญและสูงที่สุด

ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย บัฺคธิเวดันธะ บทที่สิบเอ็ดของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทา ในหัวข้อเรื่องรูปลักษณ์จักรวาล

บทที่ สิบสอง

การอุทิศตนเสียสละรับใช้

โศลก 1 (12.1)

อารจุนะ อุวาชะ
เอวัม สะทะทะ-ยุคทา เย
บัฺคธาส ทวาม พารยุพาสะเท

เย ชาพิ อัคชะรัม อัพยัคทัม
เทชาม เค โยกะ-วิททะมาฮ

อารจุนะฮ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, เอวัม  -  ดังนั้น, สะทะทะ  -  เสมอ, ยุคทาฮ  -  ปฏิบัติ, เย  -  ผู้ ซึ่ง, บัคฺธาฮ  -  สาวก, ทวาม  -  พระองค์, พารยุพาสะเท  -  บูชาอย่างถูกต้อง, เย  -  ผู้ซึ่ง, ชะ  -  เช่นกัน, อพิ  -  อีกครั้ง, อัคชะรัม  -  เหนือประสาทสัมผัส, อัพยัคทัม  -  ที่ไม่ปรากฏ, เทชาม  -  ของพวกเขา, เค  -  ผู้ซึ่ง, โยกะ-วิท-ทะมาฮ  -  มีความสมบูรณ์มากที่สุดในความรู้แห่งโยคะ

คำแปล

อารจุนะทรงถามว่า  ระหว่างพวกที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่พระองค์  อย่างถูกต้องเสมอ  และพวกที่บูชา  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์ที่ไม่ปรากฏ  พิจารณาว่าพวกไหนสมบูรณ์กว่ากัน

คำอธิบาย

บัดนี้  คริชณะทรงอธิบายเกี่ยวกับมีรูปลักษณ์  ไม่มีรูปลักษณ์  และรูปลักษณ์  จักรวาล  พร้อมทั้งอธิบายถึงสาวกและโยคีทั้งหลาย  โดยทั่วไปนักทิพย์นิยมแบ่งออกเป็น  สองพวก  พวกหนึ่งไม่เชื่อในรูปลักษณ์  และอีกพวกหนึ่งเชื่อในรูปลักษณ์  สาวกผู้เชื่อใน  รูปลักษณ์ปฏิบัติด้วยพลังงานทั้งหมดเพื่อรับใช้องค์ภควาน  ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์มีการ  ปฏิบัติเช่นกันโดยการทำสมาธิอยู่ที่  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์ที่ไม่ปรากฏ  แต่จะไม่รับใช้  คริชณะโดยตรง

เราพบในบทนี้ว่า  ในวิธีการต่าง  ๆ  เพื่อรู้แจ้งสัจธรรม  ภักดี-โยคะ  หรือการ  อุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นวิธีที่สูงสุด  หากผู้ใดปรารถนามาอยู่ใกล้ชิดกับบุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้นั้นต้องปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้

พวกที่บูชาองค์ภควานโดยตรงด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้เรียกว่าพวกเชื่อ  ในรูปลักษณ์  พวกปฏิบัติสมาธิอยู่ที่  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์เรียกว่าพวกไม่เชื่อในรูป  ลักษณ์  ณ  ที่นี้  อารจุนะทรงถามว่าสถานภาพไหนดีกว่ากัน  มีวิธีต่างๆ  เพื่อรู้แจ้งสัจธรรม  แต่คริชณะทรงแสดงในบทนี้ว่า  ภักดี-โยคะ  หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์  เป็นสิ่งที่สูงสุด  โดยตรงที่สุด  และเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดเพื่อมาอยู่ใกล้ชิดกับองค์ภควาน

ในบทที่สองของ  ภควัต-คีตา  องค์ภควานทรงอธิบายว่า  สิ่งมีชีวิตไม่ใช่ร่างวัตถุ  แต่เป็นละอองอณูทิพย์  และสัจธรรมเป็นส่วนทิพย์ที่สมบูรณ์  ในบทที่เจ็ดองค์ภควาน  ทรงแนะนำว่า  สิ่งมีชีวิตในฐานะที่เป็นละอองอณูของส่วนที่สมบูรณ์สูงสุด  จึงควรย้าย  ความสนใจทั้งหมดไปสู่ส่วนที่สมบูรณ์  จากนั้นในบทที่แปดได้กล่าวไว้ว่า  หากผู้ใดระลึก  ถึงคริชณะในขณะที่ออกจากร่างวัตถุ  จะย้ายไปสู่ท้องฟ้าทิพย์ที่พระตำหนักของพระองค์  โดยทันที  และในตอนท้ายของบทที่หก  องค์ภควานตรัสอย่างชัดเจนว่า  ในบรรดาโยคี  ทั้งหลาย  ผู้ที่ระลึกถึงคริชณะภายในตนเองเสมอพิจารณาว่าเป็นผู้ที่สมบูรณ์สูงสุด  ดัง  นั้น  ในทุก  ๆ  บทจะเห็นข้อสรุปว่า  เราควรยึดมั่นอยู่ที่รูปลักษณ์ส่วนพระองค์ของคริชณะ  เพราะนั่นคือความรู้แจ้งทิพย์ที่สูงสุด

อย่างไรก็ดี  มีพวกที่ไม่ยึดมั่นอยู่กับรูปลักษณ์ส่วนพระองค์ของคริชณะ  ไม่ยึด  มั่นอย่างแน่วแน่แม้ในการเตรียมคำอธิบาย  ภควัต-คีตา  แต่ต้องการทำให้ผู้คนไขว้เขว  ไปจากคริชณะเพื่อเปลี่ยนย้ายการอุทิศตนเสียสละทั้งหมดไปที่  บระฮมะจโยทิ  ซึ่งไร้รูป  ลักษณ์  และชอบทำสมาธิอยู่กับสิ่งที่ไม่มีรูปลักษณ์แห่งสัจธรรมมากกว่า  ซึ่งอยู่เหนือ  การเอื้อมถึงของประสาทสัมผัสและไม่เป็นที่ปรากฏ

อันที่จริง  มีนักทิพย์นิยมอยู่สองกลุ่ม  บัดนี้อารจุนะทรงพยายามสรุปคำถามว่า  วิธีใดง่ายกว่ากันและกลุ่มไหนสมบูรณ์ที่สุด  อีกนัยหนึ่ง  ท่านทำให้สถานภาพของท่าน  เองกระจ่างขึ้นเนื่องจากท่านยึดมั่นอยู่กับรูปลักษณ์ส่วนพระองค์ของคริชณะ  อารจุนะ  ทรงไม่ยึดติดอยู่กับ  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  และปรารถนาจะทราบว่าสถานภาพของ  ท่านนั้นปลอดภัยหรือไม่  ปรากฏการณ์อันไร้รูปลักษณ์ไม่ว่าในโลกวัตถุนี้หรือในโลก  ทิพย์ขององค์ภควานจะเป็นปัญหาในการทำสมาธิ  อันที่จริงเราไม่สามารถสำเหนียก  เกี่ยวกับลักษณะอันไร้รูปลักษณ์แห่งสัจธรรมได้อย่างถ่องแท้  ดังนั้น  อารจุนะทรง  ปรารถนาจะกล่าวว่า  “จะมีประโยชน์อันใดกับการสูญเสียเวลาไปเช่นนี้?”  อารจุนะทรง  อธิบายในบทที่สิบเอ็ดว่า  การยึดมั่นอยู่กับรูปลักษณ์ส่วนพระองค์ของคริชณะดีที่สุด  เพราะทำให้ท่านเข้าใจรูปลักษณ์อื่น  ๆ  ทั้งหมดในขณะเดียวกันและไม่มารบกวนกับความ  รักที่ท่านมีต่อคริชณะ  อารจุนะทรงได้ถามคำถามสำคัญนี้ต่อคริชณะจะทำให้ข้อแตก  ต่างระหว่างแนวคิดที่ไร้รูปลักษณ์และแนวคิดที่มีรูปลักษณ์แห่งสัจธรรมกระจ่างขึ้น

โศลก 2 (12.2)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
มะยิ อาเวชยะ มะโน เย มาม
นิทยะ-ยุคทา อุพาสะเท

ชรัดดฺะยา พะระโยเพทาส
เท เม ยุคทะทะมา มะทาฮ

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  องค์ภควานตรัส, มะยิ  -  แด่ข้า, อาเวชยะ  -  ตั้งมั่น, มะนะฮ  -  จิตใจ, เย  -  พวกที่, มาม  -  ข้า, นิทยะ  -  เสมอ, ยุคทาฮ  -  ปฏิบัติ, อุพาสะเท  -  บูชา, ชรัดดฺะยา  -  ด้วย ศรัทธา, พะระยา  -  ทิพย์, อุเพทาฮ  -  ได้รับ, เท  -  พวกเขา, เม  -  จากข้า, ยุคทะ-ทะมาฮ  -  สมบูรณ์ที่สุดในโยคะ, มะทาฮ  -  พิจารณา

คำแปล

องค์ภควานตรัสว่า  พวกที่ตั้งมั่นจิตอยู่ที่รูปลักษณ์ส่วนตัวของข้า  และปฏิบัติ  ในการบูชาข้าด้วยความศรัทธาทิพย์อันยิ่งใหญ่เสมอ  ข้าพิจารณาว่าเป็นพวกที่  สมบูรณ์ที่สุด

คำอธิบาย

ในการตอบคำถามของอารจุนะ  คริชณะตรัสอย่างชัดเจนว่า  ผู้ที่ตั้งสมาธิอยู่  ที่รูปลักษณ์ส่วนตัวของพระองค์  บูชาพระองค์ด้วยความศรัทธา  และอุทิศตนเสียสละ  พิจารณาว่าเป็นผู้สมบูรณ์สูงสุดในโยคะ  สำหรับผู้ที่อยู่ในคริชณะจิตสำนึกเช่นนี้จะไม่มี  กิจกรรมทางวัตถุ  เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างกระทำไปเพื่อคริชณะ  สาวกผู้บริสุทธิ์ปฏิบัติ  อยู่ตลอดเวลา  บางครั้งสวดภาวนา  บางครั้งสดับฟัง  หรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับคริชณะ  บางครั้งปรุง  พระสาดัม  หรือไปตลาดเพื่อซื้อสิ่งของให้คริชณะ  บางครั้งทำความสะอาด  วัดหรือล้างจาน  เขาจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อไม่ให้เวลาแม้แต่นาทีเดียวผ่านไปโดยไม่  อุทิศตนเสียสละกิจกรรมให้คริชณะ  การกระทำเช่นนี้พิจารณาว่าอยู่ในสมาธิที่สมบูรณ์

โศลก 3-4 (12.3-4)

เย ทุ อัคชะรัม อนิรเดชยัม
อัพยัคทัม พารยุพาสะเท

สารวะทระ-กัม อชินทยัม ชะ
คูทะ-สทัฺม อชะลัม ดฺรุวัม
สันนิยัมเยนดริยะ-กรามัม
สารวะทระ สะมะ-บุดดฺะยะฮ

เท พราพนุวันทิ มาม เอวะ
สารวะ-บํูทะ-ฮิเท ระทาฮ

เย  -  พวกที่, ทุ  -  แต่, อัคชะรัม  -  ซึ่งอยู่เหนือความเข้าใจของประสาทสัมผัส, อนิรเดชยัม  -  ไม่มีที่สิ้นสุด, อัพยัคทัม  -  ไม่ปรากฏ, พารยุพาสะเท  -  ปฏิบัติการบูชาอย่างสมบูรณ์, สาร วะทระ-กัม  -  แผ่กระจายไปทั่ว, อชินทยัม  -  ไม่สามารถเห็นได้, ชะ  -  เช่นกัน, คูทะ-สทัฺม  -  ไม่เปลี่ยนแปลง, อชะลัม  -  ไม่เคลื่อนที่, ดฺรุวัม  -  ตั้งมั่น, สันนิยัมยะ  -  ควบคุม, อินดริยะ- กรามัม  -  ประสาทสัมผัสทั้งหมด, สารวะทระ  -  ทุกหนทุกแห่ง, สะมะ-บุดดฺะยะฮ  -  ปฏิบัติ เสมอภาค, เท  -  พวกเขา, พราพนุวันทิ  -  บรรลุ, มาม  -  ข้า, เอวะ  -  แน่นอน, สารวะ-บํูทะ- ฮิเท  -  เพื่อประโยชน์สุขของมวลชีวิต, ระทาฮ  -  ปฏิบัติ

คำแปล

แต่พวกที่บูชาอย่างจริงจังกับสิ่งที่ไม่ปรากฏ  ซึ่งอยู่เหนือความเข้าใจของประสาท  สัมผัส  แผ่กระจายไปทั่ว  ไม่สามารถมองเห็นได้  ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  มั่นคง  และ  ไม่เคลื่อนที่  ซึ่งเป็นแนวคิดอันไร้รูปลักษณ์แห่งสัจธรรม  ด้วยการควบคุมประสาท  สัมผัส  และปฏิบัติเสมอภาคกับทุก  ๆ  คน  บุคคลเช่นนี้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของ  มวลชีวิต  ในที่สุดจะบรรลุถึงข้า

คำอธิบาย

พวกที่ไม่บูชาองค์ภควานคริชณะโดยตรง  แต่พยายามบรรลุถึงเป้าหมาย  เดียวกันด้วยวิถีทางอ้อม  ในที่สุดจะบรรลุถึงเป้าหมายเช่นเดียวกันคือชรีคริชณะ  “หลัง  จากหลายต่อหลายชาติ  มนุษย์ผู้มีปัญญาจะแสวงหาที่พึ่งในข้า  รู้แจ้งว่าวาสุเดวะคือทุก  สิ่งทุกอย่าง“  เมื่อบุคคลมีความรู้อย่างสมบูรณ์หลังจากหลายต่อหลายชาติจะศิโรราบ  ต่อองค์ชรีคริชณะ  หากเข้าหาองค์ภควานด้วยวิธีที่กล่าวไว้ในโศลกนี้เขาต้องควบคุม  ประสาทสัมผัส  รับใช้ทุก  ๆ  คนและปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของมวลชีวิต  สรุปแล้วว่าต้อง  เข้าพบคริชณะ  มิฉะนั้น  จะไม่รู้แจ้งอย่างสมบูรณ์  ส่วนใหญ่จะปฏิบัติบำเพ็ญเพียรกัน  อย่างมากก่อนที่จะศิโรราบต่อพระองค์โดยสมบูรณ์

เพื่อสำเหนียกถึงองค์อภิวิญญาณภายในปัจเจกวิญญาณ  เขาต้องหยุด  กิจกรรมทางประสาทสัมผัสเช่น  การเห็น  การสดับฟัง  การลิ้มรส  การทำงาน  ฯลฯ  จาก  นั้นจึงมาถึงจุดที่เข้าใจว่า  อภิวิญญาณทรงปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง  เมื่อรู้แจ้งเช่นนี้เขา  จะไม่อิจฉาชีวิตใด  จะเห็นมนุษย์และสัตว์เท่าเทียมกันเพราะเห็นแต่ดวงวิญญาณเท่านั้น  มิใช่สิ่งปกคลุมภายนอก  สำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไปวิธีแห่งการรู้แจ้งที่ไร้รูปลักษณ์เช่น  นี้ยากลำบากมาก

โศลก 5 (12.5)

คเลโช ่ดิฺคะทะรัส เทชาม
อัพยัคทาสัคทะ-เชทะสาม

อัพยัคทา ฮิ กะทิร ดํุคัฺม
เดฮะวัดบฺิร อวาพยะเท

คเลชะฮ  -  ปัญหา, อดิฺคะ-ทะระฮ  -  มาก, เทชาม  -  ของพวกเขา, อัพยัคทะ  -  ต่อสิ่งที่ไม่ ปรากฏ, อาสัคทะ  -  ยึดติด, เชทะสาม  -  จิตใจของพวกเขา, อัพยัคทา  -  ต่อสิ่งที่ไม่ปรากฏ, ฮิ  -  แน่นอน, กะทิฮ  -  ก้าวหน้า, ดํุคัฺม  -  ด้วยปัญหา, เดฮะ-วัดบิฺฮ  -  โดยร่างกาย, อวาพยะ เท  -  บรรลุ

คำแปล

สำหรับพวกที่จิตใจยึดติดอยู่กับลักษณะที่ไร้รูปลักษณ์อันไม่ปรากฏขององค์  ภควาน  ความเจริญก้าวหน้านั้นมีปัญหามาก  การทำความเจริญก้าวหน้าใน  นิกายนี้ยากเสมอสำหรับผู้ที่อยู่ในร่างกาย

คำอธิบาย

กลุ่มนักทิพย์นิยมผู้ปฏิบัติตามวิถีทางที่มองไม่เห็น  ไม่เป็นที่ปรากฏ  ลักษณะ  ไร้รูปลักษณ์ขององค์ภควานเรียกว่า  กยานะ-โยกี  และบุคคลผู้อยู่ในคริชณะจิตสำนึก  โดยสมบูรณ์ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานเรียกว่า  บัฺคธิ-โยกี  บัดนี้ข้อ  แตกต่างระหว่าง  กยานะ-โยกะ  และ  บัคธิ-โยกะ  ได้อธิบายอย่างชัดเจน  วิธีการของ  กยานะ-โยกะ  ถึงแม้ว่าในที่สุดจะนำมาถึงเป้าหมายเดียวกัน  แต่มีปัญหามาก  ขณะที่  วิถีทางของ  บัฺคธิ-โยกะ  วิธีการรับใช้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าโดยตรงง่ายกว่าและ  เป็นธรรมชาติสำหรับวิญญาณที่อยู่ในร่างกาย  ปัจเจกวิญญาณอยู่ภายในร่างกายตั้งแต่  สมัยดึกดำบรรพ์  จึงเป็นสิ่งยากมากที่จะให้เข้าใจเพียงแค่ทฤษฎีว่าตัวเขาไม่ใช่ร่างกาย  ดังนั้น  บัฺคธิ-โยกี  ยอมรับพระปฏิมาของคริชณะ  เป็นที่สักการบูชา  เพราะมีแนวความคิด  ทางร่างกายบางอย่างตั้งมั่นอยู่ในจิตใจซึ่งนำมาปฏิบัติได้  แน่นอนว่าการบูชาบุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้าในรูปลักษณ์ของพระองค์ภายในวัด  มิใช่เป็นการบูชารูปปั้น  มีหลัก  ฐานในวรรณกรรมพระเวทว่าการบูชาอาจเป็น  สะกุณะ  องค์ภควานผู้ครอบครอง  และ  นิรกุณะ  องค์ภควานในลักษณะไม่ครอบครอง  การบูชาพระปฏิมาในวัดเป็นการบูชา  สะกุณะ  เพราะว่าองค์ภควานมีลักษณะทางวัตถุเป็นผู้แทน  แต่รูปลักษณ์ขององค์  ภควานถึงแม้ว่ามีลักษณะทางวัตถุเป็นผู้แทน  เช่น  หิน  ไม้  หรือภาพวาดสีน้ำมัน  อันที่จริง  ไม่ใช่วัตถุ  นั่นคือธรรมชาติอันสมบูรณ์บริบูรณ์ขององค์ภควาน

ตัวอย่างง่าย  ๆ  ให้ไว้  ณ  ที่นี้  คือเราอาจพบตู้ไปรษณีย์ริมถนน  หากเราหย่อน  ซองจดหมายลงไปในตู้ไปรษณีย์เหล่านั้น  โดยธรรมชาติจดหมายจะไปถึงจุดหมาย  ปลายทางโดยไม่ยากลำบาก  แต่หากเป็นตู้เก่าหรือตู้ไปรษณีย์ปลอมที่เราอาจพบซึ่ง  กรมไปรษณีย์ไม่รับรอง  การส่งจดหมายนี้จะไม่ประสบผลสำเร็จ  ในทำนองเดียวกัน  องค์ภควานทรงมีผู้แทนที่รับรองได้ในรูปลักษณ์พระปฏิมาเรียกว่า  อารชา-วิกระฮะ,  อารชา-วิกระฮะ  นี้เป็นอวตารขององค์ภควาน  พระองค์จะทรงรับบริการรับใช้ผ่าน  รูปลักษณ์นั้น  องค์ภควานผู้ทรงเดชมีพลังทั้งหมด  ฉะนั้น  อวตารในรูป  อารชา-วิกระ-  ฮะ  ทรงสามารถรับการรับใช้ของสาวกเพื่ออำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ในชีวิตที่อยู่ใน  สภาวะ

ดังนั้น  สำหรับสาวกจะไม่มีความยากลำบากในการเข้าถึงองค์ภควานโดยตรง  และรวดเร็ว  แต่สำหรับพวกที่ปฏิบัติตามวิธีที่ไร้รูปลักษณ์เพื่อความรู้แจ้งทิพย์  วิถีทาง  นั้นยาก  เพราะต้องทำความเข้าใจกับผู้แทนที่ไม่ปรากฏของพระองค์ผ่านทางวรรณกรรม  พระเวท  เช่น  อุพะนิชัด  และต้องเรียนภาษา  ต้องเข้าใจความรู้สึกที่มองไม่เห็น  และต้อง  รู้แจ้งถึงวิธีกรรมทั้งหลายเหล่านี้  ซึ่งไม่ใช่ของง่ายสำหรับมนุษย์ธรรมดา  บุคคลใน  คริชณะจิตสำนึกปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  จากการชี้นำของพระอาจารย์ทิพย์  ผู้ที่เชื่อถือได้  ถวายความเคารพต่อพระปฏิมาสม่ำเสมอ  สดับฟังพระบารมีขององค์  ภควานและรับประทานอาหารส่วนที่เหลือหลังจากถวายให้พระองค์แล้ว  เพียงแต่ทำ  สิ่งเหล่านี้  ผู้นี้สามารถรู้แจ้งถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าโดยง่ายดาย  พวกไม่เชื่อใน  รูปลักษณ์รับเอาวิธีปฏิบัติที่มีปัญหาด้วยความเสี่ยงที่จะไม่รู้แจ้งถึงสัจธรรมในบั้นปลาย  โดยไม่ต้องสงสัย  แต่ผู้ที่เชื่อในรูปลักษณ์โดยปราศจากความเสี่ยง  ปัญหา  หรือ  ความ  ยากลำบาก  เข้าถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าโดยตรง  มีข้อความในทำนองเดียวกัน  นี้ปรากฏใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ว่า  หากผู้ใดในที่สุดต้องศิโรราบต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้า  (วิธีการศิโรราบนี้เรียกว่าบัฺคธิ)  แต่ไปรับเอาความยากลำบากในการเข้าใจว่า  อะไรคือ  บระฮมัน  และอะไร  ไม่ใช่บระฮมัน  และได้ใช้เวลาของตนตลอดชีวิตปฏิบัติเช่น  นี้ผลที่ได้ก็มีแต่ปัญหา  ฉะนั้น  จึงแนะนำไว้  ณ  ที่นี้ว่า  เราไม่ควรรับเอาวิถีทางเพื่อการรู้  แจ้งแห่งตนที่เป็นปัญหา  เพราะว่าผลขั้นสุดท้ายจะไม่แน่นอน

สิ่งมีชีวิตเป็นปัจเจกวิญญาณชั่วกัลปวสาน  หากปรารถนาจะกลืนเข้าไปใน  ส่วนทิพย์  เขาอาจบรรลุถึงความรู้แจ้งแง่มุมของความเป็นอมตะและความรู้ในธรรมชาติ  เดิมแท้ของตน  แต่ส่วนที่เป็นความปลื้มปีติสุขจะไม่สามารถรู้แจ้ง  ด้วยพระกรุณาธิคุณ  ของสาวกบางรูปทำให้นักทิพย์นิยมผู้มีความรู้สูงในวิธีของ  กยานะ-โยกะ  นี้อาจมาถึง  จุดแห่ง  บัฺคธิ-โยกะ  หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เมื่อถึงเวลานั้นการฝึกปฏิบัติตาม  ลัทธิไร้รูปลักษณ์เป็นเวลายาวนานจะกลายมาเป็นปัญหาเพราะไม่สามารถยกเลิกความ  คิดนั้นได้  ดังนั้น  วิญญาณผู้อยู่ในร่างจะมีความยากลำบากกับสิ่งที่ไม่ปรากฏ  ทั้งใน  ขณะที่ปฏิบัติและในขณะที่รู้แจ้ง  ทุกดวงวิญญาณมีเสรีภาพบางส่วน  และควรรู้อย่าง  แน่ชัดว่า  ความรู้แจ้งที่ไม่เป็นที่ปรากฏนี้  ฝืนต่อธรรมชาติของตนเองซึ่งเป็นทิพย์และมี  ความปลื้มปีติสุข  จึงไม่ควรปฏิบัติตามวิธีนี้  สำหรับทุก  ๆ  ปัจเจกชีวิต  วิธีแห่งคริชณะ  จิตสำนึกจะนำมาซึ่งการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างสมบูรณ์จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด  หากละเลยการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้จะเป็นอันตรายในการกลับไปสู่ลัทธิที่ไม่เชื่อใน  องค์ภควาน  ดังนั้น  วิธีที่มุ่งความตั้งใจไปยังสิ่งที่ไม่เป็นที่ปรากฏ  ไม่สามารถมองเห็น  ได้  อยู่เหนือการเข้าถึงของประสาทสัมผัส  ได้แสดงไว้ในโศลกนี้ว่า  ไม่ควรได้รับการส่ง  เสริมไม่ว่าในเวลาใด  โดยเฉพาะในยุคนี้  ซึ่งองค์ชรีคริชณะทรงไม่แนะนำ

โศลก 6-7 (12.6-7)

เย ทุ สารวารณิ คารมาณิ
มะยิ สันนยัสยะ มัท-พะราฮ

อนันเยไนวะ โยเกนะ
มาม ดฺยายันทะ อุพาสะเท
เทชาม อฮัม สะมุดดฺารทา
มริทยุ-สัมสาระ-สากะราท

บฺะวามิ นะ ชิราท พารทฺะ
มะยิ อาเวชิทะ-เชทะสาม

เย  -  พวกซึ่ง, ทุ  -  แต่, สารวาณิ  -  ทั้งหมด, คารมาณิ  -  กิจกรรม, มะยิ  -  แด่ข้า, สันนยัสยะ  -  ยกเลิก, มัท  -  พะราฮ  -  ยึดมั่นต่อข้า, อนันเยนะ  -  โดยไม่แบ่งแยก, เอวะ  -  แน่นอน, โยเกนะ  -  จากการปฏิบัติ บัฺคธิ-โยกะ เช่นนี้, มาม  -  แด่ข้า, ดฺยายันทะฮ  -  ทำสมาธิ, อุพาสะเท  -  บูชา, เทชาม  -  ของพวกเขา, อฮัม  -  ข้า, สะมุดดฺารทา  -  ผู้ส่ง, มริทยุ  -  แห่งความตาย, สัมสาระ  -  ใน ความเป็นอยู่ทางวัตถุ, สากะราท  -  จากมหาสมุทร, บฺะวามิ  -  ข้ามาเป็น, นะ  -  ไม่, ชิราท  -  หลังจากเวลายาวนาน, พาทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, มะยิ  -  แด่ข้า, อาเวชิทะ  -  ตั้งมั่น, เชทะสาม  -  จิตใจของพวกเขา

คำแปล

แต่พวกที่บูชาข้า  ถวายกิจกรรมทั้งหมด  และเสียสละแด่ข้าโดยไม่เบี่ยงเบน  ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  และทำสมาธิอยู่ที่ข้าเสมอ  ตั้งจิตมั่นอยู่ที่ข้า  โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  ข้าคือผู้จัดส่งพวกเขาให้ออกจากมหาสมุทรแห่งการเกิด  และการตายโดยเร่งด่วน

คำอธิบาย

ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  สาวกโชคดีมากที่องค์ภควานทรงจัดส่งให้  ออกจากความเป็นอยู่ทางวัตถุโดยเร็ว  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์  เรา  รู้แจ้งว่าองค์ภควานนั้นทรงยิ่งใหญ่  และปัจเจกวิญญาณเป็นผู้น้อยด้อยกว่าพระองค์  หน้าที่ของเราคือถวายการรับใช้องค์ภควาน  หากไม่กระทำเช่นนี้เราจะต้องรับใช้  มายา

ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า  องค์ภควานทรงชื่นชมยินดีกับการอุทิศตนเสียสละรับ  ใช้เท่านั้น  ฉะนั้น  เราควรอุทิศตนเสียสละอย่างเต็มที่  ควรตั้งมั่นจิตอยู่ที่คริชณะอย่าง  สมบูรณ์เพื่อบรรลุถึงพระองค์  เราควรทำงานเพื่อคริชณะเท่านั้น  ไม่สำคัญว่าเป็นงาน  อะไร  แต่งานนั้นควรทำไปเพื่อคริชณะเท่านั้น  นั่นคือมาตรฐานการอุทิศตนเสียสละรับ  ใช้  สาวกไม่ปรารถนาจะบรรลุถึงเป้าหมายอื่นใดนอกจากทำให้บุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้าทรงชื่นชมยินดี  ภารกิจในชีวิตของเราคือทำให้คริชณะทรงพอพระทัย  จนเรา  สามารถเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความพึงพอพระทัยของพระองค์  เหมือนกับอาร-  จุนะทรงกระทำที่สมรภูมิคุรุคเชทระ  วิธีการนั้นง่ายมาก  เราสามารถอุทิศตนเสีย  สละอยู่ในอาชีพของเรา  และในขณะเดียวกันสวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  การสวด  ภาวนาทิพย์เช่นนี้จะดึงดูดสาวกมาที่องค์ภควาน

ณ  ที่นี้  องค์ภควานทรงสัญญาว่า  โดยไม่ล่าช้าพระองค์จะจัดส่งสาวกผู้  ปฏิบัติโดยบริสุทธิ์เช่นนี้จากมหาสมุทรแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุ  พวกที่เจริญในการ  ปฏิบัติโยคะสามารถโอนย้ายดวงวิญญาณตามความปรารถนาของตนไปยังโลกใดก็ได้  ที่ตนชอบด้วยวิธีโยคะ  บุคคลอื่นจะฉวยโอกาสจากหลายวิธี  แต่สำหรับสาวกได้กล่าว  ไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  องค์ภควานเองจะทรงมารับเขา  สาวกไม่จำเป็นต้องรอให้มี  ประสบการณ์มากเพื่อย้ายโอนตนเองไปยังท้องฟ้าทิพย์

ใน  วะราฮะ  พุราณะ  โศลกนี้ปรากฏ

นะยามิ พะระมัม สทฺานัม
อารชิร-อาดิ-กะทิม วินา

กะรุดะ-สคันดัฺม อาโรพยะ
ยะเทฺชชัฺม อนิวาริทะฮ

คำอธิบายคือ  สาวกไม่จำเป็นต้องฝึกปฏิบัติ  อัชทางกะ-โยกะ  เพื่อโอนย้ายดวงวิญญาณ  ของตนไปยังโลกทิพย์  องค์ภควานเองทรงเป็นผู้รับผิดชอบโดยกล่าวไว้อย่างชัดเจน  ว่า  พระองค์เองจะกลายมาเป็นผู้จัดส่ง  เด็กน้อยที่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง  โดยสมบูรณ์  สถานภาพของเขานั้นปลอดภัย  ในทำนองเดียวกัน  สาวกไม่จำเป็น  ต้องพยายามโอนย้ายตนเองด้วยการฝึกปฏิบัติโยคะเพื่อไปยังโลกอื่น  ๆ  แต่ด้วยพระ  มหากรุณาธิคุณพระองค์เสด็จมาทันที  ทรงประทับอยู่บนหลังพญาครุฑ  (กะรุดะ)  และ  จัดส่งสาวกจากความเป็นอยู่ทางวัตถุโดยทันที  แม้ว่ามนุษย์ผู้ตกลงไปในมหาสมุทรอาจ  ดิ้นรนด้วยความยากลำบากมาก  อาจเป็นผู้ชำนาญในการว่ายน้ำ  แต่ไม่สามารถช่วยตัว  เองได้  ถ้าหากมีใครคนหนึ่งมารับให้ขึ้นจากน้ำ  เขาจะได้รับความปลอดภัยโดยง่ายดาย  ในทำนองเดียวกัน  พระองค์ทรงรับสาวกจากความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้  เราเพียงแต่ต้อง  ปฏิบัติวิธีง่าย  ๆ  ของคริชณะจิตสำนึก  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้โดยสมบูรณ์  ผู้มีปัญญาควรชอบวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้มากกว่าวิถีทางอื่นทั้งหมดเสมอ  ใน  นารายะณียะ  ได้ยืนยันไว้ดังนี้

ยา ไว สาดฺะนะ-สัมพัททิฮ
พุรุชารทฺะ-ชะทุชทะเย

ทะยา วินา ทัด อาพโนทิ
นะโร นารายะณาชระยะฮ

คำอธิบายของโศลกนี้คือ  เราไม่ควรปฏิบัติวิธีต่าง  ๆ  ในกิจกรรมเพื่อหวังผลทางวัตถุ  หรือพัฒนาความรู้ด้วยวิธีการคาดคะเนทางจิต  ผู้ที่อุทิศตนเสียสละแด่บุคลิกภาพสูงสุด  สามารถได้รับประโยชน์ทั้งหลายที่ได้รับจากวิธีโยคะอื่น  ๆ  เช่น  จากการคาดคะเน  จาก  พิธีบูชา  จากการบวงสรวง  จากการให้ทาน  ฯลฯ  นั่นคือ  พรโดยเฉพาะจากการอุทิศตน  เสียสละรับใช้

เพียงแต่สวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของชรีคริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  สาวกขององค์ภควานสามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดโดยง่ายดายอย่างมีความสุข  แต่จุดมุ่งหมายนี้  วิธีการทางศาสนาอื่นไม่สามารถบรรลุถึง

ข้อสรุปของ  ภควัต-คีตา  กล่าวไว้ในบทที่สิบแปด  ดังนี้

สารวะ-ดฺารมาน พะริยัจยะ
มาม เอคัม ชะระณัม วระจะ

อฮัม ทวาม สารวะ-พาเพบฺโย
โมคชะยิชยามิ มา ชุชะฮ

เราควรยกเลิกวิธีการอื่น  ๆ  ทั้งหมดเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  และเพียงแต่ปฏิบัติอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้ในคริชณะจิตสำนึกเท่านั้น  เช่นนี้จะทำให้เราบรรลุถึงความสมบูรณ์  สูงสุดแห่งชีวิต  ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงบาปกรรมของตนในชาติปางก่อน  เพราะว่าองค์ภควานทรงดูแลเราอย่างสมบูรณ์  ฉะนั้น  เราไม่ควรพยายามจัดส่งตนเอง  ในความรู้แจ้งทิพย์โดยไร้สาระประโยชน์  ทุกคนควรมาพึ่งชรีคริชณะองค์ภควานผู้ทรง  เดชสูงสุด  นั่นคือความสมบูรณ์สูงสุดแห่งชีวิต

โศลก 8 (12.8)

มะยิ เอวะ มะนะ อาดัฺทสวะ
มะยิ บุดดิฺม นิเวชะยะ

นิวะสิชยะสิ มะยิ เอวะ
อทะ อูรดฺวัม นะ สัมชะยะฮ

มะยิ  -  แด่ข้า, เอวะ  -  แน่นอน, มะนะฮ  -  จิตใจ, อาดัฺทสวะ  -  ตั้งมั่น, มะยิ  -  แด่ข้า, บุดดิฺม  -  ปัญญา, นิเวชะยะ  -  ใช้, นิวัสอิชยะสิ  -  เธอจะอยู่, มะยิ  -  ในข้า, เอวะ  -  แน่นอน, อทะ ฮอู รดฺวัม  -  หลังจากนั้น, นะ  -  ไม่เคย, สัมชะยะฮ  -  สงสัย

คำแปล

เพียงแต่ตั้งมั่นจิตของเธออยู่ที่ข้า  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และใช้ปัญญา  ของเธอทั้งหมดในข้า  เช่นนี้  เธอจะอยู่ในข้าเสมอโดยไม่ต้องสงสัย

คำอธิบาย

ผู้ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อชรีคริชณะ  มีชีวิตอยู่ในความสัมพันธ์โดย  ตรงกับพระองค์  จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าสถานภาพของเขานั้นเป็นทิพย์ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น  สาวกมิได้อยู่ในระดับวัตถุ  แต่อยู่ในคริชณะ  พระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควานและ  องค์ภควานไม่แตกต่างกัน  ดังนั้น  เมื่อสาวกภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  ทั้งคริชณะและพลัง  เบื้องสูงของพระองค์ลีลาศอยู่บนลิ้นของสาวก  เมื่อเราถวายอาหารให้คริชณะ  พระองค์  ทรงรับอาหารนั้นไปเสวยโดยตรง  จากการรับประทานอาหารส่วนที่เหลือทำให้สาวกมี  คริชณะจิตสำนึก  ผู้ที่ไม่ปฏิบัติการรับใช้เช่นนี้  จะไม่สามารถเข้าใจว่าเป็นไปได้อย่างไร  ถึงแม้ว่าวิธีนี้ได้แนะนำไว้ใน  ภควัต-คีตา  และในวรรณกรรมพระเวทอื่น  ๆ

โศลก 9 (12.9)

อทฺะ ชิททัม สะมาดฺาทุม
นะ ชัคโนชิ มะยิ สทิฺรัม

อับฺยาสะ-โยเกนะ ทะโท
มาม อิชชฺาพทุม ดฺะนันจะยะ

อทฺะ  -  ถ้าหาก,ฉะนั้น, ชิททัม-จิต, สะมาดฺาทุม  -  ตั้งมั่น, นะ  -  ไม่, ชัคโนชิ  -  เธอสามารถ, มะยิ  -  แด่ข้า, สทิฺรัม-มั่นคง, อับฺยาสะ  -  โยเกนะ  -  ด้วยการปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับ ใช้, ทะทะฮ  -  จากนั้น, มาม  -  ข้า, อิชชฺา  -  ปรารถนา, อาพทุม-ได้รับ, ดฺะนัม  -  จะยะ  -  โอ้ อารจุนะ ผู้ชนะความร่ำรวย

คำแปล

อารจุนะที่รัก  โอ้  ผู้ชนะความร่ำรวย  หากไม่สามารถตั้งจิตมั่นอยู่ที่ข้าโดยไม่  เบี่ยงเบน  เธอก็ปฏิบัติตามหลักธรรมของ  บัฺคธิ-โยกะ  เช่นนี้  เธอจะพัฒนาความ  ปรารถนาที่จะบรรลุถึงข้า

คำอธิบาย

โศลกนี้แสดงให้เห็น  บัฺคธิ-โยกะ  สองวิธี  วิธีแรกสำหรับผู้ที่ได้พัฒนาความยึด  มั่นด้วยความรักทิพย์ต่อคริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าแล้วอย่างแท้จริง  และ  อีกวิธีหนึ่งสำหรับผู้ที่ยังไม่พัฒนาความยึดมั่นต่อองค์ภควานด้วยความรักทิพย์  สำหรับ  กลุ่มที่สองนี้  มีกฎเกณฑ์ต่าง  ๆ  ที่กำหนดไว้ซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติตามได้  และในที่สุด  จะพัฒนามาถึงระดับแห่งความยึดมั่นต่อ  คริชณะ

ภักดี-โยคะ  เป็นวิธีทำให้ประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  บริสุทธิ์ขึ้น  ในความเป็นอยู่  ปัจจุบันประสาทสัมผัสไม่บริสุทธิ์เสมอเนื่องจากมาคลุกคลีอยู่ในการสนองประสาท  สัมผัส  แต่จากการปฏิบัติ  ภักดี-โยคะ  ประสาทสัมผัสเหล่านี้ถูกทำให้บริสุทธิ์ขึ้นได้  และ  ในระดับที่บริสุทธิ์เราจะมาสัมผัสกับองค์ภควานโดยตรง  ในความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้เรา  อาจปฏิบัติรับใช้บางสิ่งบางอย่างให้เจ้านายบางคน  แต่มิได้ทำไปด้วยความรักเจ้านาย  จริง  เราเพียงแต่รับใช้เพื่อให้ได้เงินมาเท่านั้น  เจ้านายก็ไม่มีความรักเช่นเดียวกัน  ได้แต่  ใช้บริการและจ่ายเงินให้เรา  ดังนั้น  จึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความรักเลย  แต่สำหรับ  ชีวิตทิพย์เราต้องพัฒนามาถึงระดับแห่งความรักที่บริสุทธิ์  ระดับแห่งความรักที่บริสุทธิ์  นั้นบรรลุได้ด้วยการปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ซึ่งใช้ประสาทสัมผัสที่ปัจจุบันมีอยู่  ปฏิบัติการ

ปัจจุบัน  ความรักแห่งองค์ภควานนี้ซ่อนเร้นอยู่ภายในหัวใจของทุก  ๆ  คน  ความ  รักแห่งพระองค์จึงปรากฏออกมาในรูปแบบต่าง  ๆ  กัน  แต่ที่ปรากฏมีมลทินเนื่องจากมา  สัมพันธ์กับวัตถุ  ดังนั้น  ต้องทำให้หัวใจบริสุทธิ์ขึ้นจากการที่มาคบหาสมาคมกับวัตถุ  จากนั้นความรักคริชณะที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตามธรรมชาติของเราจะได้รับการฟื้นฟูขึ้น  มา  นี่คือวิธีการทั้งหมด

ในการปฏิบัติตามหลักธรรมของ  ภักดี-โยคะ  ภายใต้การแนะนำของพระ  อาจารย์ทิพย์ผู้มีความชำนาญ  เราควรปฏิบัติตามหลักธรรมบางประการ  เช่น  ตื่นนอน  แต่เช้าตรู่  อาบน้ำ  เข้าวัด  ถวายบทมนต์  และสวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  จากนั้นไปเก็บ  ดอกไม้มาถวายให้พระปฏิมา  ปรุงอาหารและถวายให้พระปฏิมา  รับประทานอาหาร  ทิพย์  (พระสาดัม)  ฯลฯ  มีกฎเกณฑ์ต่าง  ๆ  ที่ควรปฏิบัติตาม  เราควรสดับฟัง  ภควัต-  คีตา  และ  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  จากเหล่าสาวกผู้บริสุทธิ์เสมอ  การปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยทุก  คนให้เจริญขึ้นมาถึงระดับแห่งความรักองค์ภควาน  หลังจากนั้น  เราจะมั่นใจในความ  เจริญก้าวหน้าไปสู่อาณาจักรทิพย์แห่งองค์ภควาน  การปฏิบัติ  ภักดี-โยคะ  ภายใต้  กฎเกณฑ์จากการนำทางของพระอาจารย์ทิพย์นี้  จะนำให้เรามาถึงระดับแห่งความรัก  องค์ภควานอย่างแน่นอน

โศลก 10 (12.10)

อับฺยาเส ่พิ อสะมารโทฺ ่สิ
มัท-คารมะ-พะระโม บฺะวะ

มัด-อารทัฺม อพิ คารมาณิ
คุรวัน สิดดิฺม อวาพสยะสิ

อับฺยาเส  -  ในการปฏิบัติ, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, อสะมารทฺะฮ  -  ไม่สามารถ, อสิ  -  เธอเป็น, มัท- คารมะ  -  งานของข้า, พะระมะฮ  -  อุทิศตนเสียสละแด่, บฺะวะ  -  มาเป็น, มัท-อารทัฺม  -  เพื่อ ประโยชน์ของข้า, อพิ  -  แม้, คารมาณิ  -  งาน, คุรวัน  -  ปฏิบัติ, สิดดิฺม  -  สมบูรณ์, อวาพสยะ สิ  -  เธอจะบรรลุ

คำแปล

หากไม่สามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของ  บัคฺธิ-โยกะ  เธอก็พยายามทำงานให้แก่  ข้า  เพราะจากการทำงานให้ข้า  เธอจะมาถึงระดับที่สมบูรณ์

คำอธิบาย

ผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักธรรมของ  ภักดี-โยคะ  ภายใต้การแนะนำของ  พระอาจารย์ทิพย์  ยังถูกนำพาให้มาถึงระดับสมบูรณ์นี้ได้ด้วยการทำงานให้แด่องค์  ภควาน  จะทำงานนี้ได้อย่างไรได้อธิบายไว้แล้วในโศลกที่ห้าสิบห้าของบทที่สิบเอ็ด  เรา  ควรเห็นใจในการเผยแพร่คริชณะจิตสำนึก  มีสาวกมากมายปฏิบัติตนในการเผยแพร่  คริชณะจิตสำนึกซึ่งต้องการความช่วยเหลือ  ดังนั้น  แม้เราไม่สามารถปฏิบัติตามหลัก  ธรรมของ  ภักดี-โยคะ  โดยตรง  เราอาจพยายามช่วยงานนี้ได้  การริเริ่มกระทำสิ่งใด  จำเป็นต้องใช้ที่ดิน  เงินทุน  องค์กร  และแรงงาน  เช่นเดียวกับธุรกิจ  เราจำเป็นต้องมีสถาน  ที่อยู่อาศัย  มีเงินทุนสำหรับใช้จ่าย  มีแรงงาน  และมีองค์กรเพื่อขยาย  สิ่งต่าง  ๆ  เหล่านี้  มีความจำเป็นในการรับใช้คริชณะ  ข้อแตกต่างก็คือ  ในลัทธิวัตถุนิยมงานทำไปเพื่อ  สนองประสาทสัมผัส  อย่างไรก็ดีงานที่คล้ายกันนี้สามารถกระทำได้เพื่อความพึงพอ  พระทัยของคริชณะและนั่นคือกิจกรรมทิพย์  หากมีเงินเพียงพอเราสามารถช่วยก่อสร้าง  สำนักงาน  หรือสร้างวัดเพื่อเผยแพร่คริชณะจิตสำนึก  หรืออาจช่วยในการพิมพ์หนังสือ  ยังมีกิจกรรมอื่น  ๆ  อีกมากมายที่น่าสนใจ  หากเราไม่สามารถสละผลของกิจกรรม  เราก็สามารถสละบางส่วนเพื่อเผยแพร่คริชณะจิตสำนึก  การอาสาบริการรับใช้เพื่อ  คริชณะจิตสำนึกนี้  จะช่วยให้เจริญขึ้นมาถึงระดับแห่งความรักองค์ภควานที่สูงกว่า  ซึ่ง  จะทำให้เราสมบูรณ์

โศลก 11 (12.11)

อไทฺทัด อพิ อชัคโท ่สิ
คารทุม มัด-โยกัม อาชริทะฮ

สารวะ-คารมะ-พฺะละ-ทยากัม
ทะทะฮ คุรุ ยะทาทมะวาน

อทฺะ  -  ถึงแม้ว่า, เอทัท  -  นี้, อพิ  -  เช่นกัน, อชัคทะฮ  -  ไม่สามารถ, อสิ  -  เธอเป็น, คารทุม  -  ปฏิบัติ, มัท  -  แด่ข้า, โยกัม  -  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้, อาชริทะฮ  -  เป็นที่พึ่ง, สารวะ- คารมะ  -  กิจกรรมทั้งหลาย, พฺะละ  -  ของผล, ทยากัม  -  เสียสละ, ทะทะฮ  -  จากนั้น, คุรุ  -  ทำ, ยะทะ-อาทมะ-วาน  -  ตั้งมั่นในตนเอง

คำแปล

อย่างไรก็ดี  หากไม่สามารถทำงานในจิตสำนึกแห่งข้านี้ได้  ก็พยายามเสียสละผล  งานของเธอทั้งหมด  และพยายามตั้งมั่นอยู่ในตนเอง

คำอธิบาย

อาจเป็นไปได้ที่เราไม่สามารถแม้แต่จะเห็นอกเห็นใจกับกิจกรรมต่าง  ๆ  ใน  คริชณะจิตสำนึก  อันเนื่องมาจากข้อพิจารณาทางสังคม  ทางครอบครัว  หรือทางศาสนา  หรือเนื่องมาจากอุปสรรคอื่น  ๆ  หากเรายึดมั่นกับกิจกรรมในคริชณะจิตสำนึกโดยตรง  อาจมีการคัดค้านจากสมาชิกในครอบครัว  หรือมีความยุ่งยากอื่น  ๆ  มากมาย  สำหรับ  ผู้ที่มีปัญหาเช่นนี้  ได้แนะนำไว้ว่า  เขาควรสละผลแห่งกิจกรรมที่สะสมมาเพื่อทำคุณ  ประโยชน์บางประการ  ขั้นตอนเหล่านี้ได้อธิบายไว้ในกฎเกณฑ์พระเวท  ซึ่งอธิบายไว้  มากมายเกี่ยวกับการเสียสละ  และพิธีกรรมพิเศษเพื่อผลบุญ  (พุณยะ)  หรืองานพิเศษซึ่ง  ผลกรรมในอดีตของเขาอาจใช้ได้  เพื่ออาจค่อย  ๆ  พัฒนามาถึงระดับแห่งความรู้  ยังพบ  อีกว่าเมื่อไม่สนใจแม้ในกิจกรรมของคริชณะจิตสำนึก  การให้ทานกับโรงพยาบาลหรือ  สถาบันเพื่อสังคมบางแห่ง  จะทำให้เขาสละผลงานที่ได้มาด้วยความเหนื่อยยาก  ซึ่ง  แนะนำไว้  ณ  ที่นี้  เพราะเมื่อฝึกปฏิบัติการเสียสละผลจากกิจกรรมของตนเอง  จิตใจจะ  ค่อย  ๆ  บริสุทธิ์ขึ้นอย่างแน่นอน  ในระดับจิตที่บริสุทธิ์นั้น  เขาจะสามารถเข้าใจคริชณะ  จิตสำนึก  แน่นอนว่าคริชณะจิตสำนึกไม่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ใด  ๆ  ทั้งสิ้น  เพราะว่า  ในตัวของคริชณะจิตสำนึกเองสามารถทำให้จิตบริสุทธิ์  แต่หากมีอุปสรรคในการรับเอา  คริชณะจิตสำนึกมาปฏิบัติเขาอาจพยายามเสียสละผลของงาน  ในกรณีนี้  การบริการ  รับใช้สังคม  รับใช้ชุมชน  รับใช้ประเทศชาติ  การเสียสละเพื่อประเทศของตนเอง  ฯลฯ  อาจยอมรับได้  เพื่อวันหนึ่งอาจมาถึงระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์ภควาน  ด้วยใจบริสุทธิ์  ใน  ภควัต-คีตา  (18.46)  เราพบข้อความว่า  ยะทะฮ  พระวริททิร  บํูทานาม  หากตัดสินใจเสียสละเพื่อแหล่งกำเนิดสูงสุด  ถึงแม้ไม่รู้ว่าแหล่งกำเนิดสูงสุดคือคริชณะ  เขาจะค่อย  ๆ  เข้าใจว่า  คริชณะคือแหล่งกำเนิดสูงสุด  ด้วยวิธีการเสียสละ

โศลก 12 (12.12)

ชเรโย ฮิ กยานัม อับฺยาสาจ
กยานาด ดฺยานัม วิชิชยะเท

ดฺยานาท คารมะ-พฺะละ-ทยากัส
ทยากาช ชฺานทิร อนันทะรัม

ชเรยะฮ  -  ดีกว่า, ฮิ  -  แน่นอน, กยานัม  -  ความรู้, อับฺยาสาท  -  กว่าการปฏิบัติ, กยานาท  -  กว่าความรู้, ดฺยานัม  -  การทำสมาธิ, วิชิชยะเท  -  พิจารณาว่าดีกว่า, ดฺยานาท  -  กว่าการ ทำสมาธิ, คารมะ-พฺะละ  -  ทยากะฮ  -  สละผลของงาน, ทยากาท  -  จากการเสียสละนี้, ชานทิฮ  -  ความสงบ, อนันทะรัม  -  หลังจากนั้น

คำแปล

หากไม่สามารถปฏิบัติเช่นนี้  เธอก็ไปปฏิบัติเพื่อพัฒนาความรู้  อย่างไรก็ดี  ที่ดี  กว่าความรู้คือการทำสมาธิ  และดีกว่าการทำสมาธิคือการสละผลของงาน  จาก  การเสียสละเช่นนี้เธอสามารถได้รับความสงบแห่งจิตใจ

คำอธิบาย

ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกก่อนหน้านี้  มีการอุทิศตนเสียสละรับใช้สองวิธีคือ  วิธี  ปฏิบัติตามหลักธรรม  และวิธีการยึดมั่นในความรักต่อองค์ภควานโดยสมบูรณ์  สำหรับ  พวกที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักธรรมในคริชณะจิตสำนึกโดยแท้จริง  การไปพัฒนา  ความรู้จะดีกว่า  เพราะว่าจากความรู้จะสามารถเข้าใจสถานภาพอันแท้จริง  แล้วจะ  ค่อยๆ  พัฒนาถึงจุดแห่งการทำสมาธิ  และจากการทำสมาธิจะสามารถเข้าใจองค์  ภค  วาน  โดยวิธีการที่ค่อยเป็นค่อยไป  มีวิธีการอื่น  ๆ  ที่ทำให้เข้าใจว่าตนเองคือองค์  ภควาน  วิธีทำสมาธิเช่นนี้เป็นทางเลือกก็ต่อเมื่อไม่สามารถปฏิบัติในการอุทิศตนเสีย  สละรับใช้  หากไม่สามารถทำสมาธิเช่นนี้  ก็มีหน้าที่ที่กำหนดไว้  ดังที่ได้กำหนดไว้ใน  วรรณกรรมพระเวทสำหรับ  บราฮมะณะ  คชัทริยะ  ไวชยะ  และ  ชูดระ  ซึ่งจะพบในบท  สุดท้ายของ  ภควัต-คีตา  แต่ในทุก  ๆ  กรณี  เราควรสละผลงานของเรา  เช่นนี้หมายความ  ว่า  ใช้ผลกรรมหรือผลจากการกระทำของเราเพื่อสิ่งที่ดี

โดยสรุป  ในการบรรลุถึงองค์ภควานซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดมีสองวิธี  วิธีหนึ่ง  ค่อย  ๆ  พัฒนา  และอีกวิธีหนึ่งโดยตรง  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ในคริชณะจิตสำนึก  เป็นวิธีโดยตรง  และวิธีอื่น  ๆ  เกี่ยวกับการเสียสละผลแห่งกิจกรรมของตน  จะสามารถ  มาถึงระดับแห่งความรู้  จากนั้นก็มาถึงระดับแห่งการทำสมาธิ  จากนั้นมาถึงระดับแห่ง  การเข้าใจองค์อภิวิญญาณ  และจากนั้นก็มาถึงระดับแห่งองค์ภควาน  เราอาจปฏิบัติ  ตามวิธีทีละขั้นตอนหรือปฏิบัติตามวิธีโดยตรง  วิธีโดยตรงไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้  ฉะนั้น  วิธีทางอ้อมก็ดีเช่นกัน  อย่างไรก็ดี  ต้องเข้าใจว่าวิธีทางอ้อมไม่ได้แนะนำไว้สำหรับ  อารจุนะเพราะทรงอยู่ในระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความรักต่อคริชณะ  เรียบร้อยแล้ว  วิธีทางอ้อมจึงมีไว้สำหรับบุคคลอื่น  ๆ  ที่ไม่ได้อยู่ในระดับนี้  สำหรับพวก  นี้ควรปฏิบัติตามวิธีที่ค่อยเป็นค่อยไปในการเสียสละ  ความรู้  การทำสมาธิ  และการรู้แจ้ง  ถึงองค์อภิวิญญาณ  และ  บระฮมัน  แต่สำหรับ  ภควัต-คีตา  ได้เน้นวิธีโดยตรง  ทุก  ๆ  คน  ได้รับคำแนะนำให้รับเอาวิธีโดยตรงมาปฏิบัติและศิโรราบต่อองค์ภควานชรีคริชณะ

โศลก 13-14 (12.13-14)

อัดเวชทา สารวะ-บํูทานาม
ไมทระฮ คะรุณะ เอวะ ชะ

นิรมะโม นิระฮังคาระฮ
สะมะ-ดุฮคฺะ-สุคฺะฮ คชะมี
สันทุชทะฮ สะทะทัม โยกี
ยะทาทมา ดริดฺะ-นิชชะยะฮ

มะยิ อารพิทะ-มะโน-บุดดิฺร
โย มัค-บัฺคธะฮ สะ เม พริยะฮ

อัดเวชทา  -  ไม่อิจฉาริษยา, สารวะ-บํูทานาม  -  ต่อมวลชีวิต, ไมทระฮ  -  เป็นมิตร, คะรุณะฮ  -  กรุณา, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  เช่นกัน, นิรมะมะฮ  -  ไม่สำคัญตัวว่าเป็นเจ้าของ, นิระฮังคาระฮ  -  ปราศจากอหังการ, สะมะ  -  เสมอภาค, ดุฮคฺะ  -  ในความทุกข์, สุคฺะฮ  -  และความสุข, คชะมี  -  ให้อภัย, สันทุชทะฮ  -  พึงพอใจ, สะทะทัม  -  เสมอ, โยกี  -  ผู้ปฏิบัติ ในการอุทิศตนเสียสละ, ยะทะ-อาทมา  -  ควบคุมตนเอง, ดริดฺะ-นิชชะยะฮ  -  ด้วยความ มุ่งมั่น, มะยิ  -  แด่ข้า, อารพิทะ  -  ปฏิบัติ, มะนะฮ  -  จิตใจ, บุดดิฺฮ  -  และปัญญา, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, มัท-บัฺคธะฮ  -  สาวกของข้า, สะฮ  -  เขา, เม  -  แก่ข้า, พริยะฮ  -  ที่รัก

คำแปล

ผู้ที่ไม่อิจฉาริษยา  แต่เป็นเพื่อนผู้มีความกรุณาต่อมวลชีวิต  ผู้ไม่คิดว่าตนเองเป็น  เจ้าของ  และเป็นอิสระจากอหังการ  ผู้ที่มีความเสมอภาคทั้งในความสุขและ  ความทุกข์  ผู้มีความอดทน  พึงพอใจเสมอ  ควบคุมตนเองได้  และปฏิบัติในการ  อุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความมุ่งมั่น  จิตใจและปัญญาตั้งมั่นอยู่ที่ข้า  สาวกเช่น  นี้เป็นที่รักยิ่งของข้า

คำอธิบาย

เรามาถึงจุดแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง  องค์ภควาน  ทรงอธิบายคุณลักษณะทิพย์ของสาวกผู้บริสุทธิ์ด้วยสองโศลกนี้  สาวกผู้บริสุทธิ์ไม่  เคยกังวลใจไม่ว่าในสถานการณ์ใด  ๆ  หรือว่าจะอิจฉาริษยาผู้ใด  สาวกไม่เป็นศัตรูต่อ  ศัตรู  โดยคิดว่า  “คนนี้ทำตัวเป็นศัตรูข้าก็เนื่องมาจากกรรมเก่าของข้าเอง  ฉะนั้น  จึง  ยอมรับทุกข์ดีกว่าที่จะต่อต้าน”  ในชรีมัด-บฺากะวะธัม  (10.14.8)  ได้กล่าวไว้ว่า  ทัท  เท  ่  นุคัมพาม  สุ-สะมีคชะมาโณ  บํุนจานะ  เอวาทมะ-คริทัม  วิพาคัม  เมื่อใดที่สาวกมีความ  ทุกข์หรือตกอยู่ในความยากลำบาก  จะคิดว่าเป็นพระเมตตาธิคุณขององค์ภควานที่มี  ต่อท่าน  โดยคิดว่า  “ขอบคุณต่อกรรมเก่าของข้า  ข้าควรได้รับทุกข์มากกว่าที่ได้รับใน  ปัจจุบันนี้  นี่เป็นเพราะพระเมตตาขององค์ภควานจึงไม่ได้รับการลงโทษทั้งหมดที่ควรจะ  ได้รับด้วยพระเมตตาธิคุณของคริชณะ  ข้าจึงได้รับโทษเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”  ดังนั้น  จึง  มีความสุขุม  สงบ  และอดทนเสมอ  แม้จะอยู่ในสภาวะแห่งความทุกข์มากมาย  สาวกจะ  มีความกรุณาต่อทุก  ๆ  คนเสมอ  แม้แต่ศัตรู  นิรมะมะ  หมายถึงสาวกไม่ให้ความสำคัญ  กับความเจ็บปวดและปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกายมากนัก  เพราะทราบดีว่าตัวท่าน  ไม่ใช่ร่างกายวัตถุ  จึงไม่สำคัญตนเองว่าเป็นร่างกาย  ดังนั้น  จึงเป็นอิสระจากแนวคิด  แห่งอหังการ  และเป็นกลางต่อความสุขและความทุกข์  มีความอดทนและพึงพอใจกับ  ทุกสิ่งทุกอย่างที่มาสัมผัส  ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควาน  ท่านไม่พยายามมาก  จนเกินไปเพื่อให้ได้รับบางสิ่งบางอย่างที่ยากลำบากมาก  ดังนั้น  จึงมีความร่าเริงเสมอ  ท่านเป็นโยคีที่สมบูรณ์บริบูรณ์  เพราะยึดมั่นในคำสั่งสอนที่ได้รับจากพระอาจารย์ทิพย์  และเนื่องจากสามารถควบคุมประสาทสัมผัสได้  จึงมีความมั่นใจ  ไม่เอนเอียงไปกับการ  ถกเถียงที่ผิด  เพราะว่าไม่มีผู้ใดสามารถนำพาให้ออกไปจากการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ที่ท่านมีความมั่นใจอย่างแน่วแน่  ท่านมีจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ว่าคริชณะทรงเป็นองค์  ภควานนิรันดร  ดังนั้น  จึงไม่มีผู้ใดสามารถรบกวนจิตใจได้  คุณลักษณะทั้งหลายเหล่านี้  ทำให้มีจิตใจและปัญญาตั้งมั่นอยู่ที่พระองค์โดยสมบูรณ์  มาตรฐานแห่งการอุทิศตนเสีย  สละเช่นนี้หาได้ยากมากโดยไม่ต้องสงสัย  แต่สาวกสถิตในระดับนี้ด้วยการปฏิบัติตาม  หลักธรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ยิ่งไปกว่านั้น  องค์ภควานตรัสว่า  สาวกเช่นนี้  เป็นที่รักยิ่งของพระองค์  เพราะชรีคริชณะทรงชื่นชมยินดีเสมอกับกิจกรรมทั้งหมดของ  สาวกในคริชณะจิตสำนึกที่สมบูรณ์

โศลก 15 (12.15)

ยัสมาน โนดวิจะเท โลโค
โลคาน โนดวิจะเท ชะ ยะฮ

ฮารชามารชะ-บฺะโยดเวไกร
มุคโท ยะฮ สะ ชะ เม พริยะฮ

ยัสมาท  -  จากผู้ซึ่ง, นะ  -  ไม่เคย, อุดวิจะเท  -  ร้อนใจ, โลคะฮ  -  ผู้คน, โลคาท  -  จากผู้คน, นะ  -  ไม่เคย, อุดวิจะเท  -  กระวนกระวายใจ, ชะ  -  เช่นกัน, ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, ฮารชะ  -  จากความ สุข, อมารชะ  -  ความทุกข์, บฺะยะ  -  ความกลัว, อุดเวไกฮ  -  และความวิตกกังวล, มุคทะฮ  -  เป็นอิสระ, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, สะฮ  -  ผู้ใด, ชะ  -  เช่นกัน, เม  -  แด่ข้า, พริยะฮ  -  เป็นที่รักยิ่ง

คำแปล

ผู้ที่ไม่มีผู้ใดสามารถทำให้เขาตกอยู่ในความลำบาก  และไม่มีผู้ใดสามารถรบกวน  จิตใจเขาได้  มีความเป็นกลางทั้งในความสุขและความทุกข์  ทั้งความกลัวและ  ความวิตกกังวล  เป็นที่รักยิ่งของข้า

คำอธิบาย

คุณลักษณะบางประการของสาวกได้อธิบายต่อไปอีกคือ  ไม่มีผู้ใดสามารถ  ทำให้ท่านตกอยู่ในความยากลำบาก  วิตกกังวล  กลัว  หรือไม่พึงพอใจ  เนื่องจากสาวก  มีความกรุณาต่อทุกคน  จึงไม่ทำสิ่งใดที่จะทำให้ผู้อื่นมีความวิตกกังวล  ในขณะเดียวกัน  หากผู้อื่นพยายามทำให้สาวกวิตกกังวล  ท่านจะไม่เร่าร้อนใจด้วยพระกรุณาธิคุณของ  องค์ภควาน  ทำให้ท่านปฏิบัติจนไม่ได้รับความวุ่นวายใจจากสิ่งรบกวนภายนอก  อันที่  จริง  เนื่องจากสาวกเพลินอยู่ในคริชณะจิตสำนึกเสมอ  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละ  รับใช้  สถานการณ์ทางวัตถุเช่นนี้ไม่ทำให้ท่านหวั่นไหว  โดยทั่วไปนักวัตถุนิยมจะมีความ  สุขมากเมื่อได้รับบางสิ่งบางอย่างที่มาสนองประสาทสัมผัส  สนองร่างกาย  และเมื่อเห็น  ว่าคนอื่นได้รับบางสิ่งบางอย่างเพื่อสนองประสาทสัมผัส  แต่ตนเองไม่ได้รับ  จะเสียใจ  และอิจฉาริษยา  เมื่อคาดว่าศัตรูจะมาแก้แค้นก็จะอยู่ในความกลัว  และเมื่อไม่สามารถ  ทำบางอย่างให้ประสบผลสำเร็จก็จะเศร้าสลด  สาวกผู้เป็นทิพย์อยู่เหนือสิ่งรบกวนทั้ง  หลายเหล่านี้เสมอเป็นที่รักยิ่งของคริชณะ

โศลก 16 (12.16)

อนะเพคชะฮ ชุชิร ดัคชะ
อุดาสีโน กะทะ-วิยะทฺะฮ

สารวารัมบฺะ-พะริทยากี
โย มัด-บัฺคธะฮ สะ เม พริยะฮ

อนะเพคชะฮ  -  เป็นกลาง, ชุชิฮ  -  บริสุทธิ์, ดัดชะฮ  -  ชำนาญ, อุดาสีนะฮ  -  ไม่วิตกกังวล, กะทะ-วิยะทฺะฮ  -  ปราศจากความทุกข์ทั้งปวง, สารวะ-อารัมบฺะ  -  ความพยายามทั้งหมด, พะริทยากี  -  ผู้เสียสละ, ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, มัท-บัฺคธะฮ  -  สาวกของข้า, สะฮ  -  เขา, เม  -  แด่ข้า, พริยะฮ  -  ที่รักยิ่ง

คำแปล

สาวกของข้าผู้ไม่ขึ้นอยู่กับแนวคิดแห่งกิจกรรมทั่วไป  มีความบริสุทธิ์  มีความ  ชำนาญ  ไม่วิตกกังวล  ปราศจากความเจ็บปวดทั้งปวง  และไม่ดิ้นรนเพื่อผล  ประโยชน์บางอย่าง  เป็นที่รักยิ่งของข้า

คำอธิบาย

เงินทองอาจถวายให้สาวกแต่ไม่ควรดิ้นรนเพื่อได้มันมา  หากด้วยพระกรุณา  ขององค์ภควานเงินทองไหลมาตามครรลองก็ไม่รู้สึกหวั่นไหว  โดยธรรมชาติสาวกอาบ  น้ำอย่างน้อยวันละสองครั้ง  และตื่นนอนแต่เช้าตรู่เพื่ออุทิศตนเสียสละรับใช้  ฉะนั้น  จึง  มีความสะอาดทั้งภายในและภายนอกโดยปริยาย  สาวกมีความชำนาญเสมอ  เพราะ  ทราบถึงสาระสำคัญของกิจกรรมแห่งชีวิตทั้งหมดเป็นอย่างดี  และมั่นใจในพระคัมภีร์  ที่เชื่อถือได้  สาวกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด  ดังนั้น  จึงไม่กังวล  และไม่เคยได้รับความเจ็บปวด  เนื่องจากท่านเป็นอิสระจากชื่อระบุทั้งปวง  ทราบดีว่าร่างกายเป็นชื่อระบุ  ดังนั้น  หากมี  ความเจ็บปวดทางร่างกาย  ตัวท่านเป็นอิสระ  สาวกผู้บริสุทธิ์จะไม่พยายามทำสิ่งใด  ๆ  ที่  ละเมิดหลักธรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ตัวอย่างเช่น  การก่อสร้างอาคารใหญ่ๆ  จำเป็นต้องใช้พลังงานมาก  สาวกจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจเช่นนี้หากไม่เป็นประโยชน์ที่  จะเจริญก้าวหน้าในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  งานสร้างวัดให้องค์ภควานอาจมีความยุ่ง  ยากนานัปการ  สาวกยินดีและเต็มใจทำ  แต่จะไม่ไปสร้างบ้านใหญโตเพื่อตนเอง

โศลก 17 (12.17)

โย นะ ฮริชยะทิ นะ ดเวชทิ
นะ โชชะทิ นะ คางคชะทิ

ชุบฺาชุบฺะ-พะริทยากี
บัฺคธิมาน ยะฮ สะ เม พริยะฮ

ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, นะ  -  ไม่เคย, ฮริชยะทิ  -  ได้รับความสุข, นะ  -  ไม่เคย, ดเวชทิ  -  ความทุกข์, นะ  -  ไม่เคย, โชชะทิ  -  เสียใจ, นะ  -  ไม่เคย, คางคชะทิ  -  ปรารถนา, ชุบฺะ  -  ของความเป็นมงคล, อชุบฺะ  -  และความอัปมงคล, พะริทยากี  -  ผู้เสียสละ, บัฺคธิ  -  มาน  -  สาวก, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, สะฮ  -  ท่านเป็น, เม  -  แด่ข้า, พริยะฮ  -  ที่รัก

คำแปล

ผู้ที่ไม่ดีใจหรือทุกข์ใจ  ผู้ที่ไม่เสียใจหรือปรารถนา  และผู้ที่สละทั้งสิ่งที่เป็นมงคล  หรือไม่เป็นมงคล  สาวกเช่นนี้เป็นที่รักยิ่งของข้า

คำอธิบาย

สาวกผู้บริสุทธิ์ไม่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์กับการได้มาหรือสูญเสียไปกับวัตถุ  ท่านไม่วิตกกังวลกับการที่จะได้บุตรหรือสานุศิษย์  ท่านไม่กลุ้มใจเมื่อไม่ได้รับสิ่งเหล่า  นี้  หากสูญเสียบางสิ่งบางอย่างที่ท่านรักมาก  ก็ไม่เสียใจ  ในทำนองเดียวกันหากท่าน  ไม่ได้รับสิ่งที่ปรารถนา  ก็ไม่กลุ้มใจ  ท่านเป็นทิพย์อยู่เหนือสิ่งที่ต้องเผชิญหน้าทั้งหลาย  ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่เป็นมงคลหรือกิจกรรมบาปที่ไม่เป็นมงคล  ท่านเตรียมพร้อมที่  จะยอมรับความเสี่ยงทั้งหลายเพื่อความพึงพอพระทัยขององค์ภควาน  ไม่มีสิ่งใดเป็น  อุปสรรคในการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้ของท่าน  สาวกเช่นนี้เป็นที่รักยิ่งของคริชณะ

โศลก 18-19 (12.18-19)

สะมะฮ ชะโทร ชะ มิเทร ชะ
ทะทฺา มานาพะมานะโยฮ

ชีโทชณะ-สุคฺะ-ดุฮเคฺชุ
สะมะฮ สังกะ-วิวารจิทะฮ
ทุลยะ-นินดา-สทุทิร โมนี
สันทุชโท เยนะ เคนะชิท

อนิเคทะฮ สทิฺระ-มะทิร
บัฺคธิมาน เม พริโย นะระฮ

สะมะฮ  -  เสมอภาค, ชะโทร  -  ต่อศัตรู, ชะ  -  เช่นกัน, มิเทร  -  ต่อมิตร, ชะ  -  เช่นกัน, ทะทฺา  -  ดังนั้น, มานะ  -  ในการได้รับเกียรติ, อพะมานะโยฮ  -  และการเสียเกียรติ, ชีทะ  -  ในความ เย็น, อุชณะ  -  ความร้อน, สุคฺะ  -  ความสุข, ดุฮเคฺชุ  -  และความทุกข์, สะมะฮ  -  เป็นกลาง, สัง กะ-วิวารจิทะฮ  -  ปราศจากการคบหาสมาคมทั้งปวง, ทุลยะ  -  เสมอภาค, นินดา  -  ในการ สบประมาท, สทุทิฮ  -  และชื่อเสียง, โมนี  -  นิ่งเงียบ, สันทุชทะฮ  -  พึงพอใจ, เยนะ เคนะชิท  -  กับทุกสิ่งทุกอย่าง, อนิเคทะฮ  -  ไม่มีบ้านพัก, สทิฺระ  -  ตั้งมั่น, มะทิฮ  -  มั่นใจ, บัฺคธิ-มาน  -  ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละ, เม  -  แด่ข้า, พริยะฮ  -  ที่รัก, นะระฮ  -  บุคคล

คำแปล

ผู้ที่เสมอภาคทั้งกับเพื่อนและศัตรู  ผู้ที่เป็นกลางเมื่อได้รับเกียรติและเสียเกียรติ  ทั้งในความร้อนและความเย็น  ความสุขและความทุกข์  ได้รับชื่อเสียงและหมิ่น  ประมาท  ผู้ที่มีอิสระจากการคบหาสมาคมที่เป็นมลทิน  นิ่งสงบเสมอ  และพึง  พอใจต่อทุกสิ่ง  ผู้ที่ไม่ห่วงใยกับที่พักอาศัย  ตั้งมั่นอยู่ในความรู้  และเป็นผู้ที่ปฏิบัติ  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  บุคคลเช่นนี้เป็นที่รักยิ่งของข้า

คำอธิบาย

สาวกเป็นอิสระจากการคบเพื่อนไม่ดีทั้งหลาย  บางครั้งท่านได้รับการ  สรรเสริญและบางครั้งถูกดูหมิ่น  นั่นคือธรรมชาติของสังคมมนุษย์  แต่สาวกเป็นทิพย์  เหนือเกียรติยศชื่อเสียงและการดูหมิ่นเหยียดหยาม  รวมทั้งความทุกข์และความสุขที่  เสแสร้งเหล่านี้  ท่านมีความอดทนสูง  ไม่พูดสิ่งใดนอกจากเรื่องราวที่เกี่ยวกับคริชณะ  ดังนั้น  จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความสงบนิ่ง  สงบนิ่งไม่ได้หมายความว่าไม่พูด  แต่สงบนิ่ง  หมายความว่าไม่ควรพูดสิ่งที่ไร้สาระ  ควรพูดเฉพาะเนื้อหาสาระสำคัญเท่านั้น  และ  การพูดเนื้อหาสาระสำคัญที่สุดของสาวกคือ  พูดเพื่อประโยชน์ขององค์ภควาน  สาวก  มีความสุขในทุกสภาวะ  บางครั้งอาจได้รับอาหารอันโอชะมากมาย  บางครั้งไม่ได้  รับ  แต่ก็พึงพอใจและไม่เป็นห่วงกับสิ่งเอื้ออำนวยที่อยู่อาศัย  บางครั้งท่านอาจนอน  ใต้ต้นไม้  และบางครั้งท่านอาจนอนในราชวังอันมโหฬาร  ทั้งสองสิ่งนี้ไม่ทำให้หลงใหล  ท่านมีความมั่นคง  เพราะว่าแน่วแน่ในความมุ่งมั่นและความรู้  เราอาจพบว่าได้กล่าว  ถึงคุณลักษณะของสาวกหลายครั้ง  แต่เพื่อเน้นความจริงที่ว่า  สาวกต้องมีคุณลักษณะ  ทั้งหลายเหล่านี้  ปราศจากคุณลักษณะที่ดีเราไม่สามารถเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ได้  ฮะราพ  อบัฺคธัสยะ  คุโท  มะฮัด-กุณาฮ  ผู้ไม่ใช่สาวกจะไม่มีคุณสมบัติที่ดี  ผู้ปรารถนาให้คนจำ  ได้ว่าเป็นสาวกควรพัฒนาคุณสมบัติที่ดี  แน่นอนว่าเราไม่ต้องพยายามเป็นพิเศษเพื่อให้  มีคุณสมบัติเหล่านี้  หากปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกและอุทิศตนเสียสละรับใช้  คุณสมบัติที่  ดีเหล่านี้จะพัฒนาขึ้นมาโดยปริยาย

โศลก 20 (12.20)

เย ทุ ดฺารมามริทัม อิดัม
ยะโทฺคทัม พารยุพาสะเท

ชรัดดะดฺานา มัท-พะระมา
บัฺคธาส เท ่ทีวะ เม พริยาฮ

เย  -  ผู้ซึ่ง, ทุ  -  แต่, ดฺารมะ  -  ของศาสนา, อมริทัม  -  น้ำทิพย์, อิดัม  -  นี้, ยะทฺา  -  ประหนึ่ง, อุคทัม  -  กล่าว, พารยุพาสะเท  -  ปฏิบัติโดยสมบูรณ์, ชรัดดะดฺานาฮ  -  ด้วยศรัทธา, มัท- พะระมาฮ  -  ยอมรับองค์ภควานว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง, บัฺคธาฮ  -  เหล่าสาวก, เท  -  พวกเขา, อทีวะ  -  มาก ๆ, เม-แด่ข้า, พริยะฮ  -  ที่รัก

คำแปล

พวกที่ปฏิบัติตามวิธีที่ไม่มีวันสูญสลายแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้  ปฏิบัติ  ด้วยความศรัทธาอย่างสมบูรณ์  มีข้าเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด  เป็นที่รักยิ่งของข้า

คำอธิบาย

ในบทนี้  จากโศลกสองถึงโศลกสุดท้าย  เริ่มจาก  มะยิ  อาเวชยะ  มะโน  เย  มาม  (“ตั้งจิตมั่นอยู่ที่ข้า”)  มาถึง  เย  ทุ  ดฺารมามริทัม  อิดัม  (“ศาสนาแห่งการปฏิบัตินิรันดร  นี้”)  องค์ภควานทรงอธิบายกรรมวิธีแห่งการรับใช้ทิพย์เพื่อบรรลุถึงพระองค์  กรรมวิธี  เหล่านี้เป็นที่รักยิ่งของพระองค์  และพระองค์ทรงยอมรับบุคคลผู้ปฏิบัติตามกรรมวิธี  เหล่านี้  คำถามคือ  ใครดีกว่ากัน  ผู้ปฏิบัติในวิธีของ  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  หรือผู้  ปฏิบัติในการรับใช้ส่วนพระองค์ต่อองค์ภควาน  คำถามนี้อารจุนะทรงได้ยกขึ้นมา  และ  องค์ภควานทรงตอบอย่างชัดเจนว่า  โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ต่อบุคลิกภาพแห่งพระเจ้าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในบรรดาวิธีแห่งความรู้แจ้งทิพย์ทั้งหลายทั้ง  ปวง  อีกนัยหนึ่ง  บทนี้อธิบายว่าจากการคบหากัลยาณมิตร  เราจะพัฒนาความยึดมั่น  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความบริสุทธิ์  และต่อมายอมรับพระอาจารย์ทิพย์  ผู้ที่เชื่อถือได้  จากนั้นเริ่มสดับฟังและสวดภาวนา  และถือปฏิบัติตามหลักธรรมแห่ง  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความศรัทธา  ยึดมั่นและอุทิศตนเสียสละ  ดังนั้น  จึงมา  ปฏิบัติการรับใช้ทิพย์ต่อองค์ภควาน  วิธีนี้ได้แนะนำไว้ในบทนี้  โดยไม่ต้องสงสัยว่าการ  อุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นวิธีเดียวที่สมบูรณ์ที่สุด  เพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  เพื่อบรรลุถึง  องค์ภควาน  ได้อธิบายไว้ในบทนี้ว่า  แนวคิดที่ไร้รูปลักษณ์แห่งสัจธรรมสูงสุด  จะนำมา  ถึงเพียงแค่จุดที่เราศิโรราบเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  อีกนัยหนึ่ง  ตราบใดที่ยังไม่มีโอกาส  มาพบกับสาวกผู้บริสุทธิ์  แนวคิดที่ไร้รูปลักษณ์อาจเป็นประโยชน์  เพราะแนะนำให้เรา  ทำงานโดยไม่หวังผลทางวัตถุ  ฝึกสมาธิ  และพัฒนาความรู้เพื่อให้เข้าใจดวงวิญญาณ  และวัตถุ  ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นตราบเท่าที่เรายังไม่พบสาวกผู้บริสุทธิ์  หากโชคดีพอจน  พัฒนาความต้องการมาปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกโดยตรง  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้  อย่างบริสุทธิ์  ก็ไม่จำเป็นต้องไปพัฒนาการรู้แจ้งทิพย์ทีละขั้นตอน  ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  หกบทกลางของ  ภควัต-คีตา  ว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นที่น่าพึงพอใจกว่า  เราไม่  จำเป็นต้องไปยุ่งเรื่องทางวัตถุเพื่อรักษาร่างกายและดวงวิญญาณให้อยู่ด้วยกัน  เพราะ  ด้วยพระกรุณาธิคุณของคริชณะ  ทุกสิ่งทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยดีโดยปริยาย

ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดยบัฺคธิเวดันธะ บทที่สิบสอง ของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทา ในหัวข้อเรื่อง
การอุทิศตนเสียสละรับใช้

บทที่ สิบสาม

ธรรมชาติ ผู้รื่นเริง
และจิตสำนึก

โศลก 1-2 (13.1-2)

อารจุนะ อุวาชะ
พระคริทิม พุรุชัม ไชวะ
คเชทรัม คเชทระ-กยัม เอวะ ชะ

เอทัด เวดิทุม อิชชฺามิ
กยานัม กเยยัม ชะ เคชะวะ
ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
อิดัม ชะรีรัม คะอุนเทยะ
คเชทรัม อิทิ อบิฺดีฺยะเท

เอทัด โย เวททิ ทัม พราฮุฮ
คเชทระ-กยะ อิทิ ทัด-วิดะฮ

อารจุนะฮ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัสว่า, พระคริทิม  -  ธรรมชาติ, พุรุชัม  -  ผู้รื่นเริง, ชะ  -  เช่น กัน, เอวะ  -  แน่นอน, คเชทรัม  -  สนาม, คเชทระ-กยัม  -  ผู้รู้สนาม, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  เช่น กัน, เอทัท  -  ทั้งหมดนี้, เวดิทุม  -  เข้าใจ, อิชชฺามิ  -  ข้าพเจ้าปรารถนา, กยานัม  -  ความรู้, กเยยัม  -  เป้าหมายของความรู้, ชะ  -  เช่นกัน, เคชะวะ  -  โอ้ คริชณะ, ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  องค์ภควานตรัส, อิดัม  -  นี้, ชะรีรัม  -  ร่างกาย, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, คเช- ทรัม  -  สนาม, อิทิ  -  ดังนั้น, อบิฺดีฺยะเท  -  เรียกว่า, เอทัท  -  นี้, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, เวททิ  -  รู้, ทัม  -  เขา, พราฮุฮ  -  เรียกว่า, คเชทระ-กยะฮ  -  ผู้รู้สนาม, อิทิ  -  ดังนั้น, ทัท-วิดะฮ  -  โดยพวกที่รู้สิ่งนี้

คำแปล

อารจุนะตรัสว่า  โอ้  คริชณะที่รัก  ข้าปรารถนาจะรู้เกี่ยวกับพระคริทิ  (ธรรมชาติ)  พุรุชะ  (ผู้รื่นเริง)  สนาม  และผู้รู้สนาม  ความรู้  และจุดมุ่งหมายแห่งความรู้  องค์ภควานตรัสว่า  โอ้  โอรสพระนางคุนที  ร่างกายนี้เรียกว่าสนาม  และผู้ที่รู้  ร่างกายนี้เรียกว่าผู้รู้สนาม

คำอธิบาย

อารจุนะทรงถามเกี่ยวกับ  พระคริทิ  (ธรรมชาติ)  พุรุชะ  (ผู้รื่นเริง)  คเชทระ  (สนาม)  คเชทระ-กยะ  (ผู้รู้สนาม)  ความรู้และจุดมุ่งหมายแห่งความรู้  เมื่อทรงถาม  ทั้งหมดนี้  คริชณะตรัสว่า  ร่างกายนี้เรียกว่าสนาม  และผู้รู้ร่างกายนี้เรียกว่าผู้รู้สนาม  ร่างกายนี้เป็นสนามแห่งกิจกรรมสำหรับพันธวิญญาณ  พันธวิญญาณได้มาติดกับอยู่  ในความเป็นอยู่ทางวัตถุ  พยายามเป็นเจ้าและครอบครองธรรมชาติวัตถุตามกำลัง  ความสามารถของตน  จึงได้รับสนามแห่งกิจกรรม  สนามแห่งกิจกรรมนี้คือร่างกาย  และร่างกายนี้คืออะไร?  ร่างกายประกอบไปด้วยประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  พันธวิญญาณ  ปรารถนาจะรื่นเริงอยู่กับการสนองประสาทสัมผัส  ตามกำลังความสามารถที่จะรื่นเริง  กับการสนองประสาทสัมผัส  เราจึงได้รับร่างกายหรือสนามแห่งกิจกรรมมา  ดังนั้น  ร่างกายจึงเรียกว่า  คเชทระ  หรือสนามแห่งกิจกรรมสำหรับพันธวิญญาณ  เช่นนี้บุคคล  ที่สำคัญตนเองกับร่างกายเรียกว่า  คเชทระ-กยะ  หรือผู้รู้สนาม  มิใช่เป็นสิ่งลำบาก  ที่จะเข้าใจข้อแตกต่างระหว่างสนามและผู้รู้สนาม  ร่างกายและผู้รู้ร่างกาย  ใคร  ๆ  ก็  สามารถพิจารณาได้  ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา  เราได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย  มามากมาย  ถึงกระนั้น  เรายังคงเป็นบุคคลคนเดียวกัน  ดังนั้น  จึงมีข้อแตกต่างระหว่าง  ผู้รู้สนามแห่งกิจกรรมและตัวสนามแห่งกิจกรรม  พันธวิญญาณผู้มีชีวิตสามารถเข้าใจ  ว่าตนเองแตกต่างไปจากร่างกายได้อธิบายไว้ในตอนต้นว่า  -เดฮิโน  ่สมิน-  สิ่งมีชีวิตอยู่  ภายในร่างกาย  และร่างกายเปลี่ยนแปลงจากทารกมาเป็นเด็ก  จากเด็กมาเป็นหนุ่มสาว  และจากหนุ่มสาวมาเป็นผู้สูงอายุ  ผู้ที่เป็นเจ้าของร่างกายรู้ว่าร่างกายนี้เปลี่ยนแปลง  เจ้าของคือ  คเชทระ-กยะ  ที่แตกต่างออกไป  บางครั้งเราคิดว่า  “ฉันมีความสุข”  “ฉัน  เป็นผู้ชาย”  “ฉันเป็นผู้หญิง”  “ฉันเป็นสุขนัข”  “ฉันเป็นแมว”  เหล่านี้เป็นชื่อระบุทาง  ร่างกายของผู้รู้  แต่ผู้รู้แตกต่างไปจากร่างกาย  ถึงแม้ว่าเราอาจใช้สิ่งของมากมายเช่น  เสื้อผ้าอาภรณ์ต่าง  ๆ  ฯลฯ  แต่เรารู้ว่าตัวเราแตกต่างไปจากสิ่งของที่เราใช้  ในทำนอง  เดียวกัน  จากการพิจารณาเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจได้ว่าเราแตกต่างไปจากร่างกาย  อาตมา  ท่าน  หรือผู้ใดที่เป็นเจ้าของร่างกายเรียกว่า  คเชทระ-กยะ  หรือผู้รู้สนามแห่ง  กิจกรรม  และร่างกายเรียกว่า  คเชทระ  หรือตัวสนามแห่งกิจกรรม

ในหกบทแรกของ  ภควัต-คีตา  ได้อธิบายถึงผู้รู้ร่างกาย  (สิ่งมีชีวิต)  และตำแหน่ง  ที่เขาสามารถเข้าใจองค์ภควาน  ในหกบทกลางของ  ภควัต-คีตา  ได้อธิบายถึงบุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้าและความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณซึ่งเกี่ยว  เนื่องกับการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ได้นิยามสถานภาพที่สูงกว่าขององค์ภควาน  และ  สถานภาพที่ด้อยกว่าของปัจเจกวิญญาณอย่างชัดเจนในบทเหล่านี้  เนื่องจากลืมไปว่า  ตนเองด้อยกว่าในทุก  ๆ  สถานการณ์  สิ่งมีชีวิตจึงได้รับทุกข์  เมื่อสว่างไสวขึ้นด้วยบุญ  บารมี  สิ่งมีชีวิตจึงเข้าพบองค์ภควานในสภาวะที่แตกต่างกัน  เช่น  สภาวะที่มีความทุกข์  สภาวะที่ต้องการเงิน  สภาวะชอบถาม  และสภาวะที่แสวงหาความรู้  ซึ่งได้อธิบายไว้เช่น  กัน  เริ่มจากบทที่สิบสามจะอธิบายว่าสิ่งมีชีวิตมาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุได้อย่างไร  และ  องค์ภควานทรงจัดส่งเขาด้วยวิธีต่าง  ๆ  อย่างไร  โดยผ่านทางกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  การพัฒนาความรู้  และการปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตแตกต่าง  จากร่างกายวัตถุโดยสิ้นเชิง  แต่ก็มีความสัมพันธ์กัน  ประเด็นนี้ได้อธิบายไว้เช่นเดียวกัน

โศลก 3 (13.3)

คเชทระ-กยัม ชาพิ มาม วิดดิฺ
สารวะ-คเชเทรชุ บฺาระทะ

คเชทระ-คเชทระยะโยร กยานัม
ยัท ทัจ กยานัม มะทัม มะมะ

คเชทระ-กยัม  -  ผู้รู้สนาม, ชะ  -  เช่นกัน, อพิ  -  แน่นอน, มาม  -  ข้า, วิดดิฺ  -  รู้, สารวะ  -  ทั้งหมด, คเชเทรชุ  -  ในสนามแห่งร่างกาย, บฺาระทะ  -  โอ้ โอรสแห่ง บฺาระทะ, คเชทระ  -  สนามแห่ง กิจกรรม (ร่างกาย), คเชทระ-กยะโยฮ  -  และผู้รู้สนาม, กยานัม  -  ความรู้แห่ง, ยัท  -  ซึ่ง, ทัท  -  นั้น, กยานัม  -  ความรู้, มะทัม  -  ความเห็น, มะมะ  -  ของข้า

คำแปล

โอ้  ผู้สืบราชวงศ์แห่งบฺาระทะ  เธอควรเข้าใจว่าข้าเป็นผู้รู้ร่างกายทั้งหมดเช่นกัน  การเข้าใจร่างกายและผู้รู้ร่างกายนี้เรียกว่าความรู้  นั่นคือความเห็นของข้า

คำอธิบาย

ขณะที่สนทนาถึงประเด็นเรื่องร่างกายและผู้รู้ร่างกาย  วิญญาณและอภิ  วิญญาณ  เราจะพบสามประเด็นในการศึกษาคือ  องค์ภควาน  สิ่งมีชีวิต  และวัตถุ  ในทุก  ๆ  สนามแห่งกิจกรรม  หรือในทุกร่างกายจะมีดวงวิญญาณอยู่สองดวงคือ  ปัจเจกวิญญาณ  และอภิวิญญาณ  เพราะว่าอภิวิญญาณทรงเป็นภาคแบ่งแยกขององค์ภควานคริชณะ  คริชณะตรัสว่า  “ข้าเป็นผู้รู้เช่นกัน  แต่ไม่ใช่ปัจเจกผู้รู้แห่งร่างกาย  ข้าคืออภิผู้รู้ที่ประทับ  อยู่ในทุก  ๆ  ร่างกายในรูปของ  พระระมาทมา  หรืออภิวิญญาณ”

ผู้ที่ศึกษาประเด็นของสนามแห่งกิจกรรมและผู้รู้สนามอย่างละเอียดถี่ถ้วนตาม  ภควัต-คีตา  นี้  จะสามารถบรรลุถึงความรู้

องค์ภควานตรัสว่า  “ข้าคือผู้รู้ของสนามแห่งกิจกรรมในทุกๆ  ปัจเจกร่างกาย”  ปัจเจกวิญญาณอาจเป็นผู้รู้ร่างกายของตนเอง  แต่จะไม่มีความรู้ร่างกายของผู้อื่น  องค์  ภควานทรงประทับอยู่ในทุก  ๆ  ร่างกายในฐานะอภิวิญญาณ  พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งทุก  อย่างเกี่ยวกับทุก  ๆ  ร่างกาย  และทรงทราบร่างกายที่แตกต่างกันทั้งหมดของเผ่าพันธุ์อัน  หลากหลายแห่งชีวิตทั้งหลาย  ประชาชนอาจรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับผืนแผ่นดินของตน  เท่านั้น  แต่พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบไม่เพียงแต่พระราชวังของพระองค์  แต่ยังทรงทราบ  ถึงแผ่นดินในราชอาณาจักรทุกแปลงที่ปัจเจกชนครอบครอง  ในทำนองเดียวกัน  เราอาจ  เป็นเจ้าของปัจเจกร่างกาย  แต่องค์ภควานทรงเป็นเจ้าของร่างกายทั้งหมด  พระเจ้าแผ่น  ดินทรงเป็นเจ้าขององค์แรกของราชอาณาจักร  และประชาชนเป็นเจ้าของรองลงมา  ใน  ลักษณะเดียวกัน  องค์ภควานทรงเป็นเจ้าของสูงสุดของร่างกายทั้งหมด

ร่างกายประกอบไปด้วยประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  องค์ภควานคือ  ฮริชีเคชะ  ซึ่ง  หมายความว่า  “ผู้ควบคุมประสาทสัมผัส”  พระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมประสาทสัมผัส  องค์แรกเหมือนกับพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงเป็นผู้ควบคุมองค์แรกแห่งกิจกรรมทั้งหลายใน  รัฐ  ประชาชนเป็นผู้ควบคุมรองลงมา  องค์ภควานตรัสว่า  “ข้าคือผู้รู้เช่นกัน”  หมายความ  ว่า  พระองค์ทรงเป็นผู้รู้สูงสุด  ปัจเจกวิญญาณรู้เฉพาะร่างกายของตนเองเท่านั้น  ใน  วรรณกรรมพระเวทได้กล่าวไว้ดังนี้

คเชทราณิ ฮิ ชะรีราณิ
บีจัม ชาพิ ชุบฺาชุเบฺ

ทานิ เวททิ สะ โยกาทมา
ทะทะฮ คเชทระ-กยะ อุชยะเท

ร่างกายนี้เรียกว่าคเชทระ  องค์ภควานและเจ้าของร่างกายอยู่ภายในร่างกายนี้  พระองค์  ทรงทราบทั้งร่างกายและเจ้าของร่างกาย  ดังนั้น  องค์ภควานทรงถูกเรียกว่าเป็นผู้รู้สนาม  ทั้งหมด  ข้อแตกต่างระหว่างสนามแห่งกิจกรรม  ผู้รู้กิจกรรม  และผู้รู้สูงสุดแห่งกิจกรรม  ได้อธิบายไว้ดังนี้  ความรู้ที่สมบูรณ์แห่งพื้นฐานของร่างกาย  พื้นฐานของปัจเจกวิญญาณ  และพื้นฐานของอภิวิญญาณ  วรรณกรรมพระเวทเรียกว่า  กยานะ  นั่นคือความเห็นของ  คริชณะ  การเข้าใจทั้งดวงวิญญาณและอภิวิญญาณว่าเป็นหนึ่งแต่ก็ไม่เหมือนกันเรียก  ว่าความรู้  ผู้ที่ไม่เข้าใจสนามแห่งกิจกรรมและผู้รู้กิจกรรมไม่มีความรู้ที่สมบูรณ์  เราต้อง  เข้าใจสถานภาพของพระคริทิ(ธรรมชาติ)  พุรุชะ  (ผู้รื่นเริงแห่งธรรมชาติ)  และ  อิชวะระ  (ผู้รู้ที่ครอบครองหรือควบคุมธรรมชาติและปัจเจกวิญญาณ)  ไม่ควรสับสนกับศักยภาพ  ที่แตกต่างกันของทั้งสามนี้  เราไม่ควรสับสนเกี่ยวกับจิตรกร  ภาพวาด  และขาตั้งภาพ  โลกวัตถุซึ่งเป็นสนามแห่งกิจกรรมนี้คือธรรมชาติ  ผู้รื่นเริงกับธรรมชาติคือสิ่งมีชีวิต  และ  เหนือไปกว่าทั้งสองคือผู้ควบคุมสูงสุดองค์ภควาน  ได้กล่าวไว้ในภาษาพระเวท  (ชเวทา  ชวะทะระ  อุพะนิชัด  1.12)  ว่า  :  โบฺคทา  โบฺกยัม  เพรริทารัม  ชะ  มัทวา/  สารวัม  โพรคทัม  ทริ-วิดัฺม  บระฮมัน  เอทัท  มีสามแนวคิดเกี่ยวกับ  บระฮมัน  คือ  พระคริทิ  เป็น  บระฮ-  มัน  ของสนามแห่งกิจกรรม  และ  จีวะ  (ปัจเจกวิญญาณ)  เป็น  บระฮมัน  เช่นกันและเขา  พยายามควบคุมธรรมชาติวัตถุ  และผู้ควบคุมทั้งสองก็เป็นบระฮมัน  แต่องค์ภควานคือผู้  ควบคุมที่แท้จริง

ในบทนี้จะอธิบายว่าทั้งสองคือผู้รู้  ผู้หนึ่งมีข้อผิดพลาด  และอีกผู้หนึ่งไร้ข้อ  ผิดพลาด  ผู้หนึ่งเหนือกว่า  และอีกผู้หนึ่งด้อยกว่า  ผู้เข้าใจสองผู้รู้แห่งสนามว่าเป็นหนึ่ง  เดียวกันและเหมือนกัน  เป็นผู้ที่ขัดแย้งกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าซึ่งตรัสไว้อย่าง  ชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  “ข้าคือผู้รู้ของสนามแห่งกิจกรรมเช่นกัน”  ผู้เข้าใจผิดว่าเชือกคืองูเป็น  ผู้ไม่มีความรู้  มีร่างกายแตกต่างกันและมีเจ้าของร่างกายที่แตกต่างกัน  เนื่องจากแต่ละ  ปัจเจกวิญญาณมีปัจเจกศักยภาพในการเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุ  จึงมีร่างกายที่  แตกต่างกัน  แต่องค์ภควานทรงประทับอยู่ภายในพวกเขาในฐานะผู้ควบคุม  คำว่า  ชะ  มี  ความสำคัญ  แสดงถึงจำนวนของร่างกายทั้งหมด  นั่นคือความเห็นของ  ชรีละ  บะละเดวะ  วิดยาบูชะณะ  คริชณะทรงเป็นอภิวิญญาณในแต่ละและทุก  ๆ  ร่างกายซึ่งแตกต่างไปจาก  ปัจเจกวิญญาณ  พระองค์ตรัสอย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  อภิวิญญาณทรงเป็นผู้ควบคุมทั้ง  สนามแห่งกิจกรรมและผู้รื่นเริงที่มีขีดจำกัด

โศลก 4 (13.4)

ทัท คเชทรัม ยัช ชะ ยาดริค ชะ
ยัด-วิคาริ ยะทัช ชะ ยัท

สะ ชะ โย ยัท-พระบฺาวัช ชะ
ทัท สะมาเสนะ เม ชริณุ

ทัท  -  นั้น, คเชทรัม  -  สนามแห่งกิจกรรม, ยัท  -  อะไร, ชะ  -  เช่นกัน, ยาดริค  -  เหมือนเดิม, ชะ  -  เช่นกัน, ยัท  -  มีอะไร, วิคาริ  -  เปลี่ยนแปลง. ยะทะฮ  -  จากอะไร, ชะ  -  เช่นกัน, ยัท  -  อะไร, สะฮ  -  เขา, ชะ  -  เช่นกัน, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, ยัท  -  มีอะไร, พระบฺาวะฮ  -  อิทธิพล, ชะ  -  เช่นกัน, ทัท  -  นั้น, สะมาเสนะ  -  โดยสรุป, เม  -  จากข้า, ชริณุ  -  เข้าใจ

คำแปล

บัดนี้จงฟังคำอธิบายโดยย่อจากข้าเกี่ยวกับสนามแห่งกิจกรรมนี้ว่าประกอบขึ้น  อย่างไร  เปลี่ยนแปลงอย่างไร  ผลิตมาจากไหน  ใครคือผู้รู้สนามแห่งกิจกรรม  และอิทธิพลของมันเป็นอย่างไร

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงอธิบายถึงสนามแห่งกิจกรรมและผู้รู้สนามแห่งกิจกรรมใน  สถานภาพเดิมแท้  เราต้องรู้วัตถุที่ผลิตร่างกายนี้ขึ้นมา  รู้ว่าร่างกายนี้ประกอบขึ้น  อย่างไร  ใครคือผู้ควบคุมร่างกายนี้ให้ทำงาน  การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อย่างไร  การ  เปลี่ยนแปลงมาจากไหน  อะไรคือสาเหตุ  อะไรคือเหตุผล  อะไรคือจุดมุ่งหมายสูงสุดของ  ปัจเจกวิญญาณและรูปลักษณ์อันแท้จริงของปัจเจกวิญญาณคืออะไร  เราควรรู้ข้อแตก  ต่างระหว่างปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณ  อิทธิพลและศักยภาพที่แตกต่างของทั้ง  สอง  ฯลฯ  เราเพียงแต่ต้องเข้าใจ  ภควัต-คีตา  นี้โดยตรงจากดำรัสของบุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้า  และทั้งหมดนี้จะชัดเจนขึ้น  แต่เราต้องระวังที่จะไม่พิจารณาว่าองค์ภควาน  ผู้ทรงประทับในทุก  ๆ  ร่างเป็นหนึ่งเดียวกับ  จีวะ  หรือปัจเจกวิญญาณ  เช่นนี้เหมือนกับ  การเปรียบเทียบผู้มีอำนาจและผู้ไม่มีอำนาจว่าเท่าเทียมกัน

โศลก 5 (13.5)

ริชิบิฺร บะฮุดฺา กีทัม
ชฺานโดบิฺร วิวิไดฺฮ พริทัฺค

บระฮมะ-สูทระ-พะไดช ไชวะ
เฮทุมัดบิฺร วินิชชิไทฮ

ริชิบิฺฮ  -  โดยปราชญ์ผู้มีปัญญา, บะฮุดฺา  -  ในหลายทาง, กีทัม  -  อธิบาย, ชัฺนโดบิฺฮ  -  โดย บทมนต์พระเวท, วิวิไดฺฮ  -  ต่าง ๆ, พริทัฺค  -  แตกต่างกัน, บระฮมะ-สูทระ  -  ของเวดานธะ, พะไดฮ  -  โดยคำพังเพย, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ-แน่นอน, เฮทุ-มัดบิฺฮ  -  ด้วยเหตุและผล, วินิช ชิไทฮ  -  แน่นอน

คำแปล

ความรู้สนามแห่งกิจกรรมและผู้รู้กิจกรรมนั้น  นักปราชญ์หลายท่านได้อธิบาย  ไว้ในบทความพระเวทต่าง  ๆ  ได้แสดงไว้โดยเฉพาะใน  เวดานธะ-สูทระ  ด้วย  วิจารณญาณทั้งหมดของเหตุและผล

คำอธิบาย

องค์ภควานคริชณะทรงเป็นผู้เชื่อถือได้สูงสุดในการอธิบายความรู้นี้  ถึงกระนั้น  เพื่อเป็นการศึกษา  นักวิชาการผู้คงแก่เรียนและผู้เชื่อถือได้ที่มีมาตรฐานจะอ้างอิงหลัก  ฐานจากผู้เชื่อถือได้ในอดีตเสมอ  คริชณะทรงอธิบายถึงประเด็นที่ขัดแย้งกันมากที่สุด  นี้  ซึ่งเกี่ยวกับปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณว่าเป็นหนึ่งดวงหรือสองดวง  โดยอ้างอิง  คัมภีร์  เวดานธะ  ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเชื่อถือได้  ก่อนอื่นพระองค์ตรัสว่า  “เช่นนี้ตาม  นักปราชญ์ต่าง  ๆ”  เกี่ยวกับนักปราชญ์ต่าง  ๆ  นอกจากตัวพระองค์เอง  วิยาสะเดวะ  (ผู้เขียน  เวดานธะ-สูทระ)  เป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่  ความเป็นสองดวงนี้ได้อธิบายไว้  อย่างสมบูรณ์ใน  เวดานธะ-สูทระ  พะราชะระผู้เป็นบิดาของวิยาสะเดวะก็เป็นนัก  ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่  ได้เขียนในหนังสือศาสนาของท่านว่า  อฮัม  ทวัม  ชะ  ทะทฺานเย  ...  “พวก  เรา  ท่าน  ข้าพเจ้า  และสิ่งมีชีวิต  ทั้งหมดเป็นทิพย์แม้อยู่ในร่างกายวัตถุ  บัดนี้เราตกลงมา  อยู่ในวิถีทางของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุตามกรรมที่แตกต่างกันไป  ดังนั้น  บาง  คนอยู่ในระดับที่สูงกว่า  และบางคนอยู่ในธรรมชาติที่ต่ำกว่า  ธรรมชาติที่สูงกว่าและต่ำ  กว่าดำเนินไปก็เนื่องมาจากอวิชชา  และจะปรากฏอยู่ในจำนวนสิ่งมีชีวิตที่นับไม่ถ้วน  แต่  อภิวิญญาณผู้ไม่มีความผิดพลาด  ไม่มีมลทินจากสามระดับแห่งธรรมชาติ  พระองค์ทรง  เป็นทิพย์”  ทำนองเดียวกัน  ในคัมภีร์พระเวทฉบับเดิม  ข้อแตกต่างระหว่างดวงวิญญาณ  อภิวิญญาณ  และร่างกายได้กล่าวไว้โดยเฉพาะใน  คะทฺะ  อุพะนิชัด  มีนักปราชญ์ผู้ยิ่ง  ใหญ่มากมายได้อธิบายไว้  และพะราชะระพิจารณาว่าเป็นบุคคลสำคัญในบรรดานัก  ปราชญ์เหล่านี้

คำว่า  ชัฺนโดบิฺฮ  หมายถึง  วรรณกรรมพระเวทต่าง  ๆ  ตัวอย่างเช่น  ไททิรียะ  อุพะนิชัด  ซึ่งแยกออกมาจาก  ยะจุรเวดะ  อธิบายถึงธรรมชาติ  สิ่งมีชีวิต  และองค์ภควาน

ดังที่กล่าวไว้แล้วว่า  คเชทระ  คือสนามแห่งกิจกรรม  และมีสอง  คเชทระ-กยะ  คือปัจเจกดวงชีวิต  และดวงชีวิตสูงสุด  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ไททิรียะ  อุพะนิชัด  (2.9)  บระฮ-  มะ  พุชชัฺม  พระทิชทฺา  มีปรากฎการณ์แห่งพลังงานขององค์ภควานเรียกว่า  อันนะ-มะยะ  ซึ่งขึ้นอยู่กับอาหารเพื่อดำรงอยู่  เช่นนี้เป็นความรู้แจ้งแห่งองค์ภควานทางวัตถุ  จากนั้น  ใน  พราณะ-มะยะ  หลังจากรู้แจ้งสัจธรรมสูงสุดในอาหารเราสามารถรู้แจ้งสัจธรรมใน  อาการชีวิตหรือรูปลักษณ์ชีวิต  ใน  กยานะ-มะยะ  การรู้แจ้งขยายไปสูงกว่าอาการชีวิต  โดยมาถึงจุดแห่งความคิด  ความรู้สึก  และความเต็มใจ  จากนั้นก็มีความรู้แจ้ง  บระฮ  มัน  เรียกว่า  วิกยานะ-มะยะ  ซึ่งจิตใจและอาการชีวิตของสิ่งมีชีวิตแตกต่างไปจากตัวสิ่ง  มีชีวิตเอง  ถัดไปเป็นระดับสูงสุดคือ  อนันดะ-มะยะ  รู้แจ้งแห่งธรรมชาติความปลื้มปีติสุข  ทั้งหมด  ดังนั้น  มีความรู้แจ้งแห่ง  บระฮมัน  ห้าระดับเรียกว่า  บระฮมะ  พุชชัฺม  ทั้งหมด  นี้สามระดับแรก  อันนะ-มะยะ,  พราณะ-มะยะ,  และกยานะ-มะยะ  เกี่ยวข้องกับสนาม  แห่งกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตผู้ที่เป็นทิพย์เหนือสนามแห่งกิจกรรมทั้งหมดเหล่านี้คือ  องค์  ภควานสูงสุดซึ่งเรียกว่า  อานันดะ-มะยะ,  เวดานธะ-สูทระ  ยังอธิบายถึงพระองค์ด้วย  การกล่าวว่า  อานันดะ-มะโย  ่บฺยาสารท  องค์ภควานโดยธรรมชาติทรงเปี่ยมไปด้วย  ความรื่นเริงเพื่อเสวยสุขกับความสุขเกษมสำราญทิพย์ของพระองค์  พระองค์ทรงแบ่ง  แยกมาเป็น  วิกยานะ-มะยะ,  พราณะ-มะยะ,  กยานะ-มะยะ  และ  อันนะ-มะยะ  ในสนาม  แห่งกิจกรรม  สิ่งมีชีวิตถือว่าเป็นผู้รื่นเริง  ที่แตกต่างไปจากตัวเขาคือ  อานันดะ-มะยะ  นั่นหมายความว่าหากสิ่งมีชีวิตตัดสินใจจะเสวยสุขด้วยการประสานตนเองกับ  อานันดะ  -มะยะ  จะทำให้เขาสมบูรณ์  นี่คือภาพอันแท้จริงขององค์ภควานในฐานะที่เป็นผู้รู้สนาม  สูงสุด  สิ่งมีชีวิตในฐานะที่เป็นผู้รู้ที่รองลงมา  และธรรมชาติของสนามแห่งกิจกรรม  เรา  ต้องค้นหาความจริงนี้ใน  เวดานธะ-สูทระ  หรือ  บระฮมะ-สูทระ

ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  การประมวล  บระฮมะ-สูทระ  ได้เรียบเรียงไว้อย่างดีตาม  เหตุและผล  บาง  สูทระ  หรือคำพังเพยต่าง  ๆ  เช่น  นะ  วิยัด  อัชรุเทฮ  (2.3.2)  นาทมา  ชรุเทฮ  (2.3.18)  และพะราท  ทุ  ทัช-ชฺรุเทฮ  (2.3.40)  คำพังเพยแรกแสดงถึงสนามแห่ง  กิจกรรม  คำพังเผยที่สองแสดงถึงสิ่งมีชีวิต  และคำพังเผยที่สามแสดงถึงองค์ภควาน  ผู้  สูงสุดอย่างสมบูรณ์แบบในปรากฏการณ์ทั้งหลายแห่งชีวิตอันหลากหลาย

โศลก 6-7 (13.6-7)

มะฮา-บํูทานิ อฮังคาโร
บุดดิฺร อัพยัคทัม เอวะ ชะ

อินดริยาณิ ดะไชคัม ชะ
พันชะ เชนดริยะ-โกชะราฮ
อิชชฺา ดเวชะฮ สุคัฺม ดุฮคัฺม
สังกฺาทัช เชทะนา ดฺริทิฮ

เอทัท คเชทรัม สะมาเสนะ
สะ-วิคารัม อุดาฮริทัม

มะฮา-บํูทานิ  -  ธาตุที่ยิ่งใหญ่, อฮังคาระฮ  -  อหังการ, บุดดิฺฮ  -  ปัญญา, อัพยัคทัม  -  ไม่ ปรากฏ, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  เช่นกัน, อินดริยาณิ  -  ประสาทสัมผัสต่าง ๆ, ดะชะ-เอคัม  -  สิบเอ็ด, ชะ  -  เช่นกัน, พันชะ  -  ห้า, ชะ  -  เช่นกัน, อินดริยะ-โก-ชะราฮ  -  อายตนะภายนอก, อิชชฺา  -  ความปรารถนา, ดเวชะฮ  -  ความเกลียด, สุคัฺม  -  ความสุข, ดุฮคัฺม  -  ความทุกข์, สังกฺาทะฮ  -  การรวมกัน, เชทะนา  -  อาการแห่งชีวิต, ดฺริทิฮ  -  ความมั่นใจ, เอทัท  -  ทั้งหมด นี้, คเชทรัม  -  สนามแห่งกิจกรรม, สะมาเสนะ  -  โดยสรุป, สะ-วิคารัม  -  มีผลกระทบซึ่งกัน และกัน, อุดาฮริทัม  -  ให้ตัวอย่างเพื่อแสดง

คำแปล

ธาตุยิ่งใหญ่ทั้งห้า  อหังการ  ปัญญา  สิ่งที่ไม่ปรากฏ  ประสาทสัมผัสทั้งสิบและ  จิตใจ  อายตนะภายนอกทั้งห้า  ความต้องการ  ความเกลียดชัง  ความสุข  ความ  ทุกข์  ผลรวม  อาการแห่งชีวิต  และความมั่นใจ  ทั้งหมดนี้โดยสรุปพิจารณาว่า  เป็นสนามแห่งกิจกรรมและผลกระทบซึ่งกันและกันของมัน

คำอธิบาย

จากคำกล่าวของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เชื่อถือได้ทั้งหลาย  บทมนต์พระเวท  และคำพังเพยของ  เวดานธะ-สูทระ  ในส่วนต่าง  ๆ  ของโลกนี้สามารถเข้าใจได้ดังนี้  ก่อนอื่นมี  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลมและอากาศเหล่านี้คือธาตุยิ่งใหญ่ทั้งห้า  (มะฮา-บํูทะ)  จาก  นั้นมีอหังการ  ปัญญา  และสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุในสภาวะที่ไม่ปรากฏ  จากนั้น  มีประสาทสัมผัสทั้งห้าที่รับความรู้  เช่น  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  และผิวหนัง  จากนั้นมีประสาท  สัมผัสที่ทำงานทั้งห้า  คือ  เสียง  ขา  มือ  ทวารหนัก  และอวัยวะสืบพันธุ์  จากนั้นที่เหนือ  ไปกว่าประสาทสัมผัสมีจิตใจซึ่งอยู่ภายใน  และอาจเรียกว่าประสาทสัมผัสภายใน  ฉะนั้น  เมื่อรวมจิตใจเข้าไปด้วยจะมีประสาทสัมผัสทั้งหมดสิบเอ็ด  จากนั้นมีอายตนะภายนอก  ห้าคือ  กลิ่น  รส  รูป  สัมผัส  และเสียง  ตอนนี้ผลรวมของธาตุทั้งยี่สิบสี่นี้เรียกว่า  สนาม  แห่งกิจกรรม  หากผู้ใดทำการศึกษาวิเคราะห์ยี่สิบสี่สาขาวิชานี้เขาจะสามารถเข้าใจ  สนามแห่งกิจกรรมได้เป็นอย่างดี  จากนั้นก็มีความต้องการ  ความเกลียดชัง  ความสุข  และความทุกข์  ซึ่งเป็นผลกระทบซึ่งกันและกัน  และเป็นผู้แทนของธาตุยิ่งใหญ่ทั้งห้าใน  ร่างกายอันหยาบ  ลักษณะอาการของชีวิตแสดงออกมาทางจิตสำนึกและความมั่นใจ  ซึ่ง  เป็นปรากฏการณ์ของร่างที่ละเอียด  เช่น  จิตใจ  อหังการ  และปัญญา  ธาตุอันละเอียดนี้  รวมอยู่ในสนามแห่งกิจกรรม

ธาตุยิ่งใหญ่ทั้งห้าเป็นตัวแทนของอหังการ  ซึ่งเป็นตัวแทนของระดับพื้นฐาน  ของอหังการเรียกทางเทคนิคว่า  แนวความคิดทางวัตถุหรือ  ทามะสะ-บุดดิฺ  หรือปัญญา  ในอวิชชา  ยิ่งไปกว่านั้น  ยังเป็นตัวแทนระดับที่ไม่ปรากฏของสามระดับแห่งธรรมชาติ  วัตถุ  ระดับที่ไม่ปรากฏของธรรมชาติวัตถุเรียกว่า  พระดานะ

ผู้ปรารถนาจะรู้ธาตุทั้งยี่สิบสี่โดยละเอียด  พร้อมทั้งผลกระทบซึ่งกันและกัน  ควรศึกษาปรัชญาอย่างละเอียดถี่ถ้วน  ภควัต-คีตา  นี้ให้ไว้แต่เพียงบทสรุปเท่านั้น

ร่างกายเป็นตัวแทนของปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้  และมีการเปลี่ยนแปลงหกขั้น  ตอนคือ  ร่างกายเกิดขึ้นมา  เจริญเติบโต  เป็นอยู่ชั่วขณะ  สืบพันธุ์  จากนั้นเริ่มเสื่อมลง  และในที่สุดก็สูญสลายไป  ดังนั้น  สนามจึงเป็นวัตถุที่ไม่ถาวร  อย่างไรก็ดี  คเชทระ-กยะ  ผู้รู้สนามหรือตัวเจ้าของสนามนั้นแตกต่างกัน

โศลก 8-12 (13.8-12)

อมานิทวัม อดัมบิฺทวัม
อฮิมสา คชานทิร อารจะวัม

อาชาร โยพาสะนัม โชชัม
สไทรยัม อาทมะ-วินิกระฮะฮ
อินดริยารเทฺชุ ไวรากยัม
อนะฮังคาระ เอวะ ชะ

จันมะ-มริทยุ-จะรา-วิยาดิฺ
ดุฮคฺะ-โดชานุดารชะนัม
อสัคทิร อนะบิฺชวังกะฮ
พุทระ-ดาระ-กริฮาดิชุ

นิทยัม ชะ สะมะ-ชิททัททวัม
อิชทานิชโทพะพัททิชุ
มะยิ ชานันยะ-โยเกนะ
บัฺคธิร อัพยะบิฺชาริณี

วิวิคทะ-เดชะ-เสวิทวัม
อระทิร จะนะ-สัมสะดิ
อัดฺยาทมะ-กยานะ-นิทยัทวัม
ทัททวะ-กยานารทฺะ-ดารชะนัม

เอทัจ กยานัม อิทิ โพรคทัม
อกยานัม ยัด อโท ่นยะทฺา

อมานิทวัม  -  การถ่อมตน, อดัมบิฺทวัม  -  ไม่หยิ่งยะโส, อฮิมสา  -  ไม่เบียดเบียน, คชานทิฮ  -  อดทน, อารจะวัม  -  เรียบง่าย, อาชารยะ-อุพาสะนัม  -  เข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ผู้มีความ จริงใจ, โชชัม  -  ความสะอาด, สไทฺรยัม  -  ความมั่นคง, อาทมะ-วินิกระฮะฮ  -  ควบคุมตนเอง ได้, อินดริยะ-อารเทฺชุ  -  ในเรื่องของประสาทสัมผัสต่าง ๆ, ไวรากยัม  -  การเสียสละ, อนะ ฮังคาระฮ  -  ไม่มีอหังการ, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  เช่นกัน, จันมะ  -  แห่งการเกิด, มริทยุ  -  การ ตาย, จะรา  -  ความชรา, วิยาดิฺ  -  และโรคภัยไข้เจ็บ, ดุฮคฺะ  -  แห่งความทุกข์, โดชะ  -  ความ ผิด, อนุดารชะนัม  -  การสังเกต, อสัคทิฮ  -  ไม่ยึดติด, อนะบิชวังกะฮ  -  ไม่คบหาสมาคม, พุทระ  -  สำหรับบุตร, ดาระ  -  ภรรยา, กริฮะ-อาดิชุ  -  บ้าน ฯลฯ, นิทยัม  -  เสมอ, ชะ  -  เช่นกัน, สะมะ-ชิทัทวัม  -  เสมอภาค, อิชทะ  -  สิ่งที่ต้องการ, อนิชทะ  -  และสิ่งที่ไม่ต้องการ, อุพะพัท ทิชุ  -  ได้รับ, มะยิ  -  แด่ข้า, ชะ  -  เช่นกัน, อนันยะ-โยเกนะ  -  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้ ที่บริสุทธิ์, บัฺคธิฮ  -  การอุทิศตนเสียสละ, อัพยะบิฺชาริณี  -  ไม่ขาดตอน, วิวิคทะ  -  สันโดษ, เดชะ  -  สถานที่, เสวิทวัม  -  ปรารถนา, อระทิฮ  -  ไม่ยึดติด, จะนะ-สัมสะดิ  -  ต่อผู้คนโดย ทั่วไป, อัดฺยาทมะ  -  เกี่ยวกับชีวิต, กยานะ  -  ในความรู้, นิทยัทวัม  -  เสมอ, ทัททวะ-กยานะ  -  ความรู้แห่งสัจจะ, อารทฺะ  -  เพื่อจุดมุ่งหมาย, ดารชะนัม  -  ปรัชญา, เอทัท  -  ทั้งหมดนี้, กยา นัม  -  ความรู้, อิทิ  -  ดังนั้น, โพรคทัม  -  ประกาศ, อกยานัม  -  อวิชชา, ยัท  -  ซึ่ง, อทะฮ  -  จากนี้, อันยะทฺา  -  ผู้อื่น

คำแปล

ถ่อมตน  ไม่หยิ่งยะโส  ไม่เบียดเบียน  อดทน  เรียบง่าย  เข้าพบพระอาจารย์ทิพย์  ผู้ที่เชื่อถือได้  สะอาด  มั่นคง  ควบคุมตนเองได้  ละทิ้งอายตนะภายนอกเพื่อสนอง  ประสาทสัมผัส  ปราศจากอหังการ  มองเห็นโทษภัยแห่งการเกิด  แก่  เจ็บ  และ  ตาย  ไม่ยึดติด  เป็นอิสระจากพันธนาการกับลูกหลาน  ภรรยา  บ้าน  ฯลฯ  เสมอ  ภาคท่ามกลางเหตุการณ์ที่ชื่นชอบและไม่ชื่นชอบ  อุทิศตนเสียสละแก่ข้าด้วย  ความบริสุทธิ์  สม่ำเสมอ  ปรารถนาอยู่ในสถานที่สันโดษ  ไม่ยึดติดกับฝูงชนโดย  ทั่วไป  ยอมรับความสำคัญในการรู้แจ้งแห่งตน  และแสวงหาสัจธรรมทางปรัชญา  ข้าประกาศว่าทั้งหมดนี้คือความรู้  อะไรที่นอกเหนือไปจากนี้คืออวิชชา

คำอธิบาย

วิธีการแห่งความรู้นี้บางครั้งมนุษย์ผู้ด้อยปัญญาเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผลกระทบ  ซึ่งกันและกันของสนามแห่งกิจกรรม  แต่อันที่จริงนี่คือวิธีการที่แท้จริงแห่งความรู้  หาก  เรายอมรับวิธีการนี้  ความเป็นไปได้ในการเข้าพบสัจธรรมก็บังเกิดขึ้น  นี่ไม่ใช่ผลกระทบ  ซึ่งกันและกันของยี่สิบสี่ธาตุ  ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว  อันที่จริงนี่คือวิถีทางที่จะออกไป  จากพันธนาการของธาตุเหล่านี้  วิญญาณในร่างติดกับอยู่ในร่างกายซึ่งเป็นกล่องที่ทำ  ด้วยธาตุทั้งยี่สิบสี่  ได้อธิบายไว้  ณ  ที่นี้ว่า  วิธีการแห่งความรู้เป็นหนทางเพื่อที่จะออกไป  จากมัน  วิธีการแห่งความรู้ที่กล่าวมาทั้งหมด  จุดสำคัญที่สุดได้กล่าวไว้ในบรรทัดแรก  ของโศลกสิบเอ็ด  มะยิ  ชานันยะ-โยเกนะ  บัฺคธิร  อัพยะบิฺชาริณี  วิธีการแห่งความรู้สิ้น  สุดลงที่การอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควานด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ฉะนั้น  หากเราเข้าไป  ไม่ถึงหรือไม่สามารถเข้าถึงการรับใช้ทิพย์แห่งองค์ภควาน  อีกสิบเก้ารายการก็ไม่มี  คุณค่าใด  ๆ  แต่ถ้าหากเรารับเอาการอุทิศตนเสียสละรับใช้ในคริชณะจิตสำนึกมาปฏิบัติ  อย่างสมบูรณ์  อีกสิบเก้ารายการจะพัฒนาขึ้นภายในตัวเราโดยปริยายดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (5.18.12)  ยัสยาสทิ  บัฺคธิร  บฺะกะวะทิ  อคินชะนา  สารไวร  กุไณส  ทะทระ  สะมาสะเท  สูราฮ  คุณสมบัติดี  ๆ  ทั้งหลายแห่งความรู้  พัฒนาในบุคคลที่บรรลุ  ถึงระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  หลักการในการยอมรับพระอาจารย์ทิพย์  ดังที่ได้  กล่าวไว้ในโศลกแปดนั้นสำคัญมาก  แม้สำหรับผู้ที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อยู่ก็  ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  ชีวิตทิพย์เริ่มจากที่เรายอมรับพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้  องค์  ภควานชรีคริชณะตรัสอย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  วิธีการแห่งความรู้นี้คือวิถีทางที่แท้จริง  สิ่ง  ใดที่คาดคะเนนอกเหนือไปจากนี้เป็นสิ่งไร้สาระ

สำหรับความรู้ที่สรุปไว้นี้อาจวิเคราะห์ตามรายการได้ดังนี้  การถ่อมตน  หมายความว่าเราไม่ควรกระตือรือร้นที่จะได้รับความพึงพอใจในการได้รับเกียรติจาก  ผู้อื่น  แนวความคิดทางชีวิตวัตถุทำให้เรากระตือรือร้นมากที่จะได้รับเกียรติจากผู้อื่น  แต่จากสายตาของผู้มีความรู้ที่สมบูรณ์  ผู้ที่รู้ว่าตนเองไม่ใช่ร่างกายนี้  ไม่ว่าจะได้เกียรติ  หรือเสียเกียรติที่เกี่ยวกับร่างกายนี้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด  เราไม่ควรทะเยอทะยานอยาก  ได้ภาพลวงตาทางวัตถุนี้  ผู้คนกระตือรือร้นมากที่จะมีชื่อเสียงเพื่อศาสนาของตน  ดังนั้น  บางครั้งจะพบว่าแม้ปราศจากความเข้าใจหลักธรรมแห่งศาสนา  เราเข้าไปร่วมกับบาง  กลุ่มซึ่งอันที่จริงมิได้ปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนา  และต้องการโฆษณาตนเองว่าเป็น  ผู้ให้คำแนะนำทางศาสนา  สำหรับความเจริญก้าวหน้าในศาสตร์ทิพย์อย่างแท้จริง  ควร  ตรวจสอบว่าตัวเราเจริญก้าวหน้าไปมากเพียงใด  ซึ่งสามารถพิจารณาตามรายการดัง  ต่อไปนี้

การไม่เบียดเบียน  โดยทั่วไปคิดว่าหมายความถึงไม่ฆ่าหรือไม่ทำลายร่างกาย  แต่อันที่จริง  การไม่เบียดเบียนหมายความถึงไม่ทำให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์  ผู้คนโดย  ทั่วไปติดกับอยู่ในอวิชชา  อยู่ในแนวคิดชีวิตทางวัตถุ  และได้รับความเจ็บปวดทางวัตถุ  ตลอดเวลา  เราจะเป็นผู้เบียดเบียนหากเราไม่พัฒนาความรู้ทิพย์ให้พวกเขา  เราควร  พยายามอย่างดีที่สุดในการแจกจ่ายความรู้อันแท้จริงแก่ผู้อื่น  เพื่ออาจได้รับแสงสว่าง  และหลุดออกไปจากพันธนาการทางวัตถุนี้  นี่คือการไม่เบียดเบียน

ความอดทน  หมายความว่าเราควรฝึกความอดทนต่อการดูถูกเหยียดหยาม  จากผู้อื่น  หากเราปฏิบัติเพื่อความเจริญก้าวหน้าแห่งความรู้ทิพย์  จะโดนดูถูกเหยียด  หยามจากผู้อื่นมากมาย  เช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา  เพราะว่าเป็นองค์ประกอบของ  ธรรมชาติวัตถุ  แม้แต่เด็กน้อยเช่นพระฮลาดะมีอายุเพียงห้าขวบ  ปฏิบัติในการพัฒนา  ความรู้ทิพย์  ยังได้รับอันตรายเมื่อบิดาของตนเองมาเป็นปรปักษ์ต่อการอุทิศตนเสียสละ  ของพระฮลาดะ  บิดาพยายามฆ่าบุตรน้อยด้วยวิธีการต่าง  ๆ  แต่พระฮลาดะก็ยังอดทน  ดังนั้น  อาจมีอุปสรรคกีดขวางมากมายในการที่จะเจริญก้าวหน้าในความรู้ทิพย์  แต่เรา  ต้องอดทนและก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่องด้วยความมั่นใจ

ความเรียบง่าย  หมายความว่าไม่มีชั้นเชิงทางการทูต  เราควรปฏิบัติตนอย่าง  ตรงไปตรงมาจนสามารถเปิดเผยความจริงใจให้แม้กระทั่งศัตรู  ในเรื่องการยอมรับพระ  อาจารย์ทิพย์  เรื่องนี้สำคัญเพราะว่าหากปราศจากคำสั่งสอนของพระอาจารย์ทิพย์ผู้  ที่เชื่อถือได้เราจะไม่สามารถเจริญก้าวหน้าในศาสตร์ทิพย์  เราควรเข้าพบพระอาจารย์  ทิพย์ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยประการทั้งปวงและถวายการรับใช้ต่าง  ๆ  เพื่อให้  ท่านยินดีและให้พรแก่สาวก  เนื่องจากพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้เป็นผู้แทนคริชณะ  หากท่านให้พรแก่สาวกจะทำให้สาวกเจริญก้าวหน้าทันที  แม้สาวกยังไม่ปฏิบัติตามหลัก  ธรรม  หลักธรรมจะเป็นสิ่งที่ง่ายดายสำหรับผู้ที่รับใช้พระอาจารย์ทิพย์อย่างเต็มที่

ความสะอาด  มีความสำคัญเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  มีความสะอาด  อยู่สองอย่างคือ  ภายนอกและภายใน  ความสะอาดภายนอกคือการอาบน้ำ  แต่สำหรับ  ความสะอาดภายใน  เราต้องระลึกถึงคริชณะอยู่เสมอ  และสวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  วิธีนี้จะชะล้างฝุ่นแห่งกรรมเก่าในอดีตที่สะสมอยู่ภายในจิตใจ

ความมั่นคง  หมายความว่าเราควรมั่นใจ  เราควรมีความมุ่งมั่นมากที่จะเจริญ  ก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  หากปราศจากความมุ่งมั่นเช่นนี้  เราจะไม่สามารถทำความเจริญ  ก้าวหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม  การควบคุมตนเองหมายความว่า  เราไม่ควรยอมรับสิ่ง  ใดที่จะมาเป็นอุปสรรคต่อหนทางเพื่อความก้าวหน้าในวิถีทิพย์  เราควรคุ้นเคยกับสิ่ง  เหล่านี้  และปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่ขัดต่อวิถีทางเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  นี่คือ  การเสียสละที่แท้จริง  ประสาทสัมผัสนั้นแข็งแกร่งมากจะคอยกระตุ้นเพื่อให้เราสนอง  ความต้องการของมันอยู่ตลอดเวลา  เราไม่ควรสนองตอบความต้องการที่ไม่จำเป็นเหล่า  นี้  ประสาทสัมผัสควรได้รับการสนองตอบเพียงเพื่อรักษาร่างกายนี้ให้พอเหมาะ  เพื่อ  สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้เจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  ประสาทสัมผัสที่สำคัญและควบคุม  ยากที่สุดคือลิ้น  หากเราสามารถควบคุมลิ้นของเราได้ก็เป็นไปได้ที่จะควบคุมประสาท  สัมผัสอื่น  ๆ  หน้าที่ของลิ้นคือรับรสและเปล่งเสียง  ฉะนั้น  ด้วยการควบคุมอย่างเป็น  ระบบลิ้นควรใช้ในการรับรสอาหารที่เป็นส่วนเหลือหลังจากถวายให้คริชณะ  และสวด  ภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  อยู่เสมอ  สำหรับดวงตาไม่ควรปล่อยให้ดูสิ่งอื่นใดนอกจากรูป  ลักษณ์อันสง่างามของคริชณะ  เช่นนี้คือการควบคุมดวงตา  ในทำนองเดียวกัน  หูควรใช้  ไปในการสดับฟังเกี่ยวกับคริชณะ  และจมูกควรดมกลิ่นดอกไม้ที่ถวายให้คริชณะ  นี่คือ  วิธีการอุทิศตนเสียสละรับใช้  และเป็นที่เข้าใจ  ณ  ที่นี้ว่า  ภควัต-คีตา  เพียงแต่ส่งเสริม  ศาสตร์แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้เท่านั้น  การอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นจุดมุ่งหมาย  หลัก  และเป็นจุดมุ่งหมายเดียว  นักตีความ  ภควัต-คีตา  ผู้ด้อยปัญญาพยายามเบี่ยงเบน  จิตใจของผู้อ่านไปในประเด็นอื่น  แต่  ภควัต-คีตา  ไม่มีประเด็นอื่นใด  นอกจาการอุทิศตน  เสียสละรับใช้เท่านั้น

อหังการ  หมายถึงการยอมรับร่างกายนี้ว่าเป็นตนเอง  เมื่อเราเข้าใจว่าตัวเรา  ไม่ใช่ร่างกายนี้  แต่เป็นจิตวิญญาณ  เท่ากับเราเข้าใจตนเองหรือสำคัญตนเองอย่างถูก  ต้อง  การสำคัญตนเองนั้นมีอยู่  การสำคัญตนเองที่ผิดหรือมีอหังการควรถูกยกเลิก  และควรสำคัญตนเองให้ถูกต้อง  ในวรรณกรรมพระเวท  (บริฮัด-อารัณยะคะ  อุพะ-  นิชัด  1.4.10)  กล่าวไว้ว่า  อฮัม  บระฮมาสมิ  ข้าคือ  บระฮมัน  ข้าคือดวงวิญญาณ  คำ  ว่า  “ข้าคือ”  นี้มีความหมายถึงตัวเองและจะมีอยู่แม้ในระดับที่หลุดพ้นในความรู้แจ้ง  แห่งตนแล้ว  ความรู้สึกว่า  “ข้าคือ”  คือการสำคัญตัว  แต่เมื่อความรู้สึกว่า  “ข้าคือ”  ใช้  กับร่างกายที่ผิดนี้จึงเป็นอหังการหรือการสำคัญตัวผิด  เมื่อความรู้สึกแห่งตัวเองใช้กับ  ความเป็นจริง  นั่นเป็นการสำคัญตัวที่ถูกต้องอย่างแท้จริง  มีนักปราชญ์บางคนกล่าวว่า  เราควรยกเลิกการสำคัญตัวของเรา  แต่เราไม่สามารถยกเลิกการสำคัญตัวของเราได้  เพราะว่าการสำคัญตัวหมายถึงบุคลิกลักษณะ  แน่นอนว่าเราควรยกเลิกบุคลิกลักษณะ  ที่ผิดแห่งร่างกาย

เราควรพยายามเข้าใจความทุกข์ในการยอมรับการเกิด  การตาย  ความแก่  และ  โรคภัยไข้เจ็บ  มีคำอธิบายในวรรณกรรมพระเวทมากมายเกี่ยวกับการเกิด  ใน  ชรีมัด-  บฺากะวะธัม  ซึ่งเป็นโลกที่ไม่มีการเกิด  ได้อธิบายถึงทารกน้อยที่อยู่ในครรภ์มารดาและ  ความทุกข์ทรมานของเด็กน้อย  ฯลฯ  อย่างเห็นภาพได้ชัด  เราควรเข้าใจอย่างชัดเจน  ว่า  การเกิดเป็นความทุกข์  เนื่องจากลืมไปว่าเราได้รับความทุกข์และเจ็บปวดมากเพียง  ใดขณะอยู่ในครรภ์มารดา  เราจึงไม่หาทางออกจากการเกิดและการตายซ้ำซาก  ใน  ลักษณะเดียวกัน  ขณะตายก็มีความทุกข์ทรมานมากมาย  ซึ่งได้อธิบายไว้ในพระคัมภีร์  ที่เชื่อถือได้เช่นกัน  ประเด็นเหล่านี้ควรนำมาปรึกษากัน  สำหรับโรคภัยไข้เจ็บและความ  ชราภาพทุก  ๆ  คนมีประสบการณ์  ไม่มีผู้ใดต้องการโรคภัยไข้เจ็บและไม่มีผู้ใดต้องการ  ความชราภาพ  แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถหลีกเลี่ยงได้นอกจากเรามองเห็นชีวิตวัตถุในแง่ร้าย  และพิจารณาเห็นความทุกข์ทรมานในการเกิด  การตาย  ความแก่  และความเจ็บ  มิฉะนั้น  จะไม่มีแรงกระตุ้นเพื่อทำความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์

สำหรับการไม่ยึดติดกับลูกหลาน  ภรรยา  และบ้าน  มิได้หมายความว่าเราไม่  ควรมีความรู้สึกใด  ๆ  เลย  บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่เราให้ความรัก  ผู้ที่เรารักและเอ็นดูโดย  ธรรมชาติ  แต่ถ้าหากไม่เอื้ออำนวยกับความก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  เราก็ไม่ควรยึดติด  วิธี  ที่ดีที่สุดในการทำให้บ้านมีความสุขคือมีคริชณะจิตสำนึก  หากอยู่ในคริชณะจิตสำนึก  อย่างสมบูรณ์  จะสามารถทำให้บ้านของเรามีความสุขมาก  เนื่องจากวิธีแห่งคริชณะ  จิตสำนึกนี้ง่ายมาก  เราเพียงแต่สวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  รับประทานอาหาร  ที่เหลือหลังจากถวายให้คริชณะ  สนทนาเกี่ยวกับหนังสือ  ภควัต-คีตา  และ  ชรีมัด-  บฺากะวะธัม  และปฏิบัติบูชาพระปฏิมา  สี่ประการนี้จะทำให้เรามีความสุข  เราควรฝึกฝน  สมาชิกในครอบครัว  ดังนั้น  สมาชิกในครอบครัวสามารถนั่งรวมกันในตอนเช้าและตอน  เย็น  แล้วสวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร  /  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  ด้วยกัน  หากสามารถหล่อหลอมชีวิตครอบครัว  ของเราเช่นนี้  เพื่อพัฒนาคริชณะจิตสำนึก  และปฏิบัติตามหลักธรรมสี่ประการนี้ก็ไม่มี  ความจำเป็นต้องเปลี่ยนจากชีวิตครอบครัวมาเป็นสันนยาสี  หรือผู้สละโลก  แต่หากไป  ด้วยกันไม่ได้หรือไม่เอื้ออำนวยต่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  ชีวิตครอบครัวก็  ควรจะสละทิ้ง  เราต้องสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความรู้แจ้งหรือรับใช้คริชณะ  เหมือนกับ  ที่อารจุนะปฏิบัติ  อารจุนะทรงไม่ปรารถนาสังหารสมาชิกในครอบครัว  แต่เมื่อเข้าใจว่า  สมาชิกในครอบครัวเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อความรู้แจ้งแห่งคริชณะ  ท่านจึงยอมรับคำสั่ง  สอน  ของคริชณะ  ลุกขึ้นต่อสู้และสังหารพวกเขา  ในทุก  ๆ  กรณี  เราไม่ควรยึดติดกับทั้ง  ความสุขอย่างสมบูรณ์หรือความทุกข์ในชีวิตครอบครัว  เพราะว่าในโลกนี้เราไม่สามารถ  มีความสุขอย่างสมบูรณ์หรือมีความทุกข์อย่างบริบูรณ์ได้

ความสุขและความทุกข์เป็นของคู่กันกับชีวิตวัตถุ  เราควรฝึกฝนความอดทนดัง  ที่ได้แนะนำไว้ใน  ภควัต-คีตา  เราไม่สามารถห้ามไม่ให้ความสุขและความทุกข์ไปหรือ  มาได้  ดังนั้น  เราจึงไม่ควรยึดติดกับวิถีชีวิตทางวัตถุ  และมีความเสมอภาคกับทั้งสอง  กรณีโดยปริยาย  โดยทั่วไปเมื่อได้รับบางสิ่งบางอย่างที่เราปรารถนา  เราจะมีความสุข  มาก  และเมื่อได้รับบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่ปรารถนาเราก็จะมีความทุกข์แต่ถ้าหากว่า  เราอยู่ในสถานภาพทิพย์จริง  สิ่งเหล่านี้จะไม่รบกวนจิตใจเรา  ในการบรรลุถึงระดับนี้  เรา  ต้องฝึกปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้โดยไม่ขาดตอน  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อ  คริชณะโดยไม่เบี่ยงเบนหมายถึงปฏิบัติตนในเก้าวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้คือ  การสวดภาวนา  การสดับฟัง  การบูชา  การถวายความเคารพ  ฯลฯ  ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  โศลกสุดท้ายของบทที่เก้า  วิธีนี้เราควรปฏิบัติตาม

โดยธรรมชาติเมื่อเราปรับตัวกับวิถีชีวิตทิพย์  เราจะไม่ต้องการไปมั่วสุมกับนัก  วัตถุนิยม  เพราะจะเป็นการสวนทางกัน  เราอาจทดสอบตัวเองว่า  มีแนวโน้มที่จะอยู่อย่าง  สันโดษมากเพียงไรโดยไม่คบหาสมาคมกับผู้ไม่พึงปรารถนา  โดยธรรมชาติสาวกไม่ชอบ  กีฬาหรือไปโรงภาพยนตร์โดยไม่จำเป็น  หรือหรรษาไปกับงานรื่นเริงทางสังคม  เพราะ  เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการเสียเวลา  มีนักวิชาการและนักปราชญ์มากมายที่ศึกษาค้นคว้า  เกี่ยวกับชีวิตเพศสัมพันธ์หรือประเด็นอื่น  ๆ  แต่ตาม  ภควัต-คีตา  งานศึกษาวิจัยและ  คาดคะเนทางปรัชญาเหล่านี้ไม่มีคุณค่าใด  ๆ  เลย  เป็นสิ่งที่ไร้สาระทั้งสิ้น  ตาม  ภควัต-  คีตา  เราควรศึกษาวิจัยด้วยการใคร่ครวญพิจารณาทางปรัชญาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับ  ธรรมชาติของดวงวิญญาณ  เราควรค้นคว้าเพื่อให้เข้าใจดวงชีวิต  นี่คือคำแนะนำ  ณ  ที่นี้

สำหรับความรู้แจ้งแห่งตนได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  ภักดี-โยคะ  ปฏิบัติ  ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้โดยเฉพาะ  ทันทีที่มีคำถามเกี่ยวกับการอุทิศตนเสียสละ  เราต้อง  พิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างอภิวิญญาณและปัจเจกวิญญาณ  ปัจเจกวิญญาณ  และอภิวิญญาณไม่สามารถเป็นหนึ่ง  อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ใช่แนวคิดของ  บัฺคธิ  หรือ  แนวคิดแห่งการอุทิศตนเสียสละของชีวิต  การรับใช้ของปัจเจกวิญญาณต่ออภิวิญญาณ  ผู้สูงสุดเป็นอมตะ  นิทยัม  ดังที่ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ดังนั้น  บัฺคธิ  หรือการอุทิศตนเสีย  สละรับใช้เป็นอมตะ  เราควรสถิตอย่างมั่นใจในปรัชญาเช่นนั้น

ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (1.2.11)อธิบายไว้ดังนี้  วะดันทิ  ทัท  ทัททวะ-วิดัส  ทัทท  วัม  ยัจ  กยานัม  อัดวะยัม  “พวกที่เป็นผู้รู้สัจธรรมโดยแท้จริง  รู้ว่าองค์ภควานทรงรู้แจ้งได้  ในสามระดับที่ไม่เหมือนกันคือ  บระฮมัน  พะระมาทมา  และบฺะกะวาน”  บฺะกะวาน  เป็น  คำสุดท้ายแห่งการรู้แจ้งสัจธรรม  ฉะนั้น  เราควรมาถึงระดับแห่งการเข้าใจองค์ภควาน  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์  นั่นคือความสมบูรณ์แห่งความรู้

เริ่มต้นจากการฝึกปฏิบัติความอ่อนน้อมถ่อมตนจนมาถึงจุดแห่งการรู้แจ้ง  สัจธรรมสูงสุด  องค์ภควานผู้สมบูรณ์  วิธีนี้เหมือนกับขั้นบันได  เริ่มต้นจากพื้นฐานขั้น  แรกและขึ้นไปจนถึงขั้นสูงสุด  บนขั้นบันไดนี้มีหลายคนที่มาถึงชั้นหนึ่ง  ชั้นสอง  หรือชั้น  สาม  ฯลฯ  แต่นอกจากเรามาถึงชั้นสูงสุดซึ่งเป็นการเข้าใจคริชณะ  มิฉะนั้น  เรายังอยู่ใน  ความรู้ระดับที่ต่ำ  หากผู้ใดต้องการแข่งขันกับองค์ภควาน  และในขณะเดียวกันพยายาม  เจริญก้าวหน้าในความรู้ทิพย์  จะไม่สมหวัง  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  หากปราศจาก  ความอ่อนน้อมถ่อมตนจะไม่มีทางเข้าใจ  การคิดว่าตนเองเป็นพระเจ้าเป็นการผยอง  ที่สุด  ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตถูกกฎอันเหนียวแน่นแห่งธรรมชาติวัตถุเตะอยู่ตลอดเวลา  เรายัง  คิดว่า  “ข้าคือพระเจ้า”  เนื่องมาจากอวิชชา  ฉะนั้น  จุดเริ่มต้นของความรู้คือ  อมานิทวะ  หรือความอ่อนน้อมถ่อมตน  เราควรถ่อมตนและรู้ว่าตัวเราต่ำกว่าองค์ภควาน  เนื่องจาก  ฝ่าฝืนพระองค์  เราจึงต้องมาอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของธรรมชาติวัตถุ  เราควรรู้และ  มั่นใจความจริงเช่นนี้

โศลก 13 (13.13)

กเยยัม ยัท ทัท พระวัคชยามิ
ยัจ กยาทวามริทัม อัชนุเท

อนาดิ มัท-พะรัม บระฮมะ
นะ สัท ทัน นาสัด อุชยะเท

กเยยัม  -  สิ่งควรรู้, ยัท  -  ซึ่ง, ทัท  -  นั้น, พระวัคชยามิ  -  บัดนี้ข้าจะอธิบาย, ยัท  -  ซึ่ง, กยา ทวา  -  รู้, อมริทัม  -  น้ำทิพย์, อัชนุเท  -  เขาได้รับรส, อนาดิ  -  ไม่มีจุดเริ่มต้น, มัท-พะรัม  -  เป็น รองข้า, บระฮมะ  -  วิญญาณ, นะ  -  ไม่, สัท  -  เหตุ, ทัท  -  นั้น, นะ  -  ไม่, อสัท  -  ผล, อุชยะเท  -  กล่าวไว้ว่า

คำแปล

บัดนี้  ข้าจะอธิบายถึงสิ่งที่ควรรู้  เมื่อรู้แล้วเธอจะได้รับรสอมตะว่า  บระฮมัน  หรือ  ดวงวิญญาณไม่มีจุดเริ่มต้น  เป็นรองข้า  อยู่เหนือเหตุและผลของโลกวัตถุนี้

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงอธิบายถึงสนามแห่งกิจกรรม  และผู้รู้สนาม  พระองค์ยังได้  อธิบายถึงวิธีการเพื่อรู้ผู้รู้สนามแห่งกิจกรรม  บัดนี้ทรงเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่ควรรู้  ครั้งแรก  ทรงอธิบายถึงดวงวิญญาณ  จากนั้นอธิบายถึงอภิวิญญาณ  ด้วยความรู้ของผู้รู้ทั้งดวง  วิญญาณและอภิวิญญาณ  ทำให้เราสามารถได้รับรสน้ำทิพย์แห่งชีวิต  ดังที่ได้อธิบาย  ไว้ในบทที่สองว่า  สิ่งมีชีวิตเป็นอมตะ  ได้ยืนยันไว้  ณ  ที่นี้  โดยเฉพาะเช่นกันว่า  จีวะ  ไม่มี  วันเกิด  และไม่มีผู้ใดสามารถสืบร่องรอยประวัติศาสตร์การปรากฏออกมาของ  จีวาทมา  จากองค์ภควาน  ดังนั้น  จีวะ  จึงไม่มีจุดเริ่มต้น  วรรณกรรมพระเวทได้ยืนยันว่า  นะ  จายะ  เท  มริยะเท  วา  วิพัชชิท  (คะทฺะ  อุพะนิชัด  1.2.18)  ผู้รู้ร่างกายไม่เคยเกิด  ไม่เคยตาย  และ  เปี่ยมไปด้วยความรู้

ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระเวท  (ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  6.16)  ว่าองค์  ภควานในฐานะอภิวิญญาณทรงเป็น  พระดฺานะ-คเชทระกยะ-พะทิร  กุเณชะฮ  ผู้รู้สูงสุด  ของร่างกาย  และเป็นเจ้านายของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  ใน  สมริทิ  ได้กล่าวไว้ว่า  ดาสะ-บํูโทฮะเรร  เอวะ  นานยัสไววะ  คะดาชะนะ  สิ่งมีชีวิตเป็นผู้รับใช้องค์ภควานนิรันดร  องค์เชธันญะทรงยืนยันในคำสอนของพระองค์เช่นกัน  ฉะนั้น  คำว่า  บระฮมัน  ที่กล่าวไว้  ในโศลกนี้สัมพันธ์กับปัจเจกวิญญาณ  และเมื่อคำว่า  บระฮมัน  ใช้กับสิ่งมีชีวิต  เข้าใจได้  ว่าเขาคือ  วิกยานะ-บระฮมะ  ซึ่งตรงข้ามกับ  อานันดะ-บระฮมะ,  อานันดะ-บระฮมะ  คือ  บระฮมัน  สูงสุดองค์ภควาน

โศลก 14 (13.14)

สารวะทะฮ พาณิ-พาดัม ทัท
สารวะโท ่คชิ-ชิโร-มุคัฺม

สารวะทะฮ ชรุทิมัล โลเค
สารวัม อาพริทยะ ทิชทฺะทิ

สารวะทะฮ  -  ทุกหนทุกแห่ง, พาณิ  -  พระกร, พาดัม  -  เพระเพลา, ทัท  -  นั้น, สารวะทะฮ  -  ทุกหนทุกแห่ง, อัคชิ  -  พระเนตร, ชิระฮ  -  พระเศียร, มุคัฺม  -  พระพักตร์, สารวะทะฮ  -  ทุกหน ทุกแห่ง, ชรุทิ-มัท  -  พระกรรณ, โลเค  -  ในโลก, สารวัม  -  ทุกสิ่ง, อาพริทยะ  -  ปกคลุม, ทิชทฺะทิ  -  เป็นอยู่

คำแปล

ทุกแห่งหนเป็นพระกรและพระเพลาของพระองค์  พระเนตร  พระเศียร  และพระ  พักตร์ของพระองค์  พระองค์ทรงมีพระกรรณอยู่ทุกหนทุกแห่ง  องค์อภิวิญญาณ  ทรงเป็นเช่นนี้  ทรงแผ่กระจายอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง

คำอธิบาย

เสมือนดังดวงอาทิตย์ที่แผ่กระจายรัศมีของตนเองไปโดยไม่มีขีดจำกัด  อภิ  วิญญาณหรือองค์ภควานก็เช่นเดียวกัน  ทรงมีรูปลักษณ์ที่แผ่กระจายไปทั่ว  และปัจเจก  ชีวิตทั้งหมดอยู่ในพระองค์  เริ่มต้นจากปฐมบรมครูคือ  พระพรหม  ลงมาจนถึงมดตัว  เล็กๆ  มีพระเศียร  พระเพลา  พระกร  และพระเนตรนับจำนวนไม่ถ้วน  และมีสิ่งมีชีวิต  นับจำนวนไม่ถ้วน  ทั้งหมดอยู่ทั้งภายในและบนอภิวิญญาณ  ฉะนั้น  อภิวิญญาณทรง  แผ่กระจายไปทั่ว  อย่างไรก็ดี  ปัจเจกวิญญาณไม่สามารถกล่าวได้ว่า  ตนเองมีมือ  มีขา  และมีตาอยู่ทุกหนทุกแห่ง  หากภายใต้อวิชชาโดยไม่รู้สึกตัว  คิดว่ามือและขาของตนแผ่  กระจายไปทั่ว  ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้  แต่เมื่อได้รับความรู้ที่ถูกต้อง  ก็จะมาถึงระดับที่เข้าใจ  ว่าความคิดของตนเองขัดแย้งกัน  เช่นนี้หมายความว่า  ปัจเจกวิญญาณผู้มาอยู่ภายใต้  สภาวะของธรรมชาติวัตถุ  มิใช่เป็นผู้สูงสุด  องค์ภควานไม่เหมือนกับปัจเจกวิญญาณ  พระองค์ทรงสามารถยื่นพระหัตถ์ของพระองค์ออกไปโดยไร้เขตจำกัด  ปัจเจกวิญญาณ  จะทำไม่ได้  ใน  ภควัต-คีตา  พระองค์ตรัสว่า  หากผู้ใดถวายดอกไม้  ผลไม้  หรือน้ำเพียง  เล็กน้อยแด่พระองค์  พระองค์จะทรงรับไว้  หากพระองค์ทรงอยู่ไกลมาก  แล้วจะสามารถ  รับสิ่งของไว้ได้อย่างไร?  นี่คือพระเดชของพระองค์  ถึงแม้ว่าจะทรงสถิตที่พระตำหนักซึ่ง  อยู่ห่างไกลจากโลกนี้มาก  ยังทรงสามารถยื่นพระหัตถ์มารับสิ่งของที่เราถวาย  นั่นคือ  พระเดชขององค์ภควาน  ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  (5.37)  กล่าวไว้ว่า  โกโลคะ  เอวะ  นิวะสะทิ  อคิฺลาทมะ-บํูทะฮ  แม้ว่าทรงแสดงลีลาอยู่ในโลกทิพย์เสมอ  พระองค์ยังทรงแผ่กระจาย  ไปทั่ว  ปัจเจกวิญญาณไม่สามารถอ้างว่าตนเองแผ่กระจายไปทั่ว  ดังนั้น  โศลกนี้ได้  อธิบายถึงดวงวิญญาณสูงสุดซึ่งเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ไม่ใช่ปัจเจกวิญญาณ

โศลก 15 (13.15)

สารเวนดริยะ-กุณาบฺาสัม
สารเวนดริยะ-วิวารจิทัม

อสัคทัม สารวะ-บฺริช ไชวะ
นิรกุณัม กุณะ-โบฺคทริ ชะ

สารวะ  -  ทั้งหมด, อินดริยะ  -  ประสาทสัมผัส, กุณะ  -  ของคุณสมบัติ, อาบฺาสัม  -  แหล่ง กำเนิดเดิม, สารวะ  -  ทั้งหลาย, อินดริยะ  -  ประสาทสัมผัส, วิวารจิทัม  -  ปราศจาก, อสัค ทัม  -  ไม่ยึดติด, สารวะ  -  บฺริท  -  ผู้ค้ำจุนทุกคน, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, นิรกุณัม  -  ไม่มี คุณสมบัติทางวัตถุ, กุณะ-โบฺคทริ  -  เจ้านายของกุณะ, ชะ  -  เช่นกัน

คำแปล

องค์อภิวิญญาณทรงเป็นแหล่งกำเนิดเดิมของประสาทสัมผัสทั้งหมด  ถึงกระนั้น  พระองค์ทรงไม่มีประสาทสัมผัส  ทรงไม่ยึดติด  ถึงแม้ว่าทรงเป็นผู้ค้ำจุนมวลชีวิต  พระองค์ทรงเป็นทิพย์อยู่เหนือระดับธรรมชาติ  และในขณะเดียวกันทรงเป็นเจ้า  นายของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุทั้งหมด

คำอธิบาย

องค์ภควานถึงแม้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของประสาทสัมผัสทั้งหมดของสิ่งมี  ชีวิต  พระองค์ทรงไม่มีประสาทสัมผัสวัตถุเหมือนพวกเรา  อันที่จริงปัจเจกวิญญาณ  มีประสาทสัมผัสทิพย์  แต่ในพันธชีวิต  พวกเราถูกปกคลุมด้วยธาตุวัตถุต่าง  ๆ  ดังนั้น  กิจกรรมของประสาทสัมผัสแสดงออกผ่านทางวัตถุ  ประสาทสัมผัสขององค์ภควานไม่  ถูกปกคลุม  ประสาทสัมผัสของพระองค์ทรงเป็นทิพย์  ฉะนั้น  จึงเรียกว่า  นิรกุณะ,  กุณะ  หมายความถึงระดับวัตถุ  แต่ประสาทสัมผัสของพระองค์ทรงไม่ถูกวัตถุปกคลุม  ควร  เข้าใจว่าประสาทสัมผัสของพระองค์ไม่เหมือนกับของพวกเรา  ถึงแม้ว่าพระองค์ทรง  เป็นแหล่งกำเนิดแห่งกิจกรรมทางประสาทสัมผัสของพวกเราทั้งหมด  พระองค์ทรงมี  ประสาทสัมผัสทิพย์ซึ่งไม่มีวันเป็นมลทิน  ได้อธิบายไว้อย่างสวยงามใน  ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  (3.19)  โศลก  อพานิ-พาโด  จะวะโน  กระฮีทา  องค์ภควานทรงไม่มีพระกรที่  แปดเปื้อนมลทินทางวัตถุ  แต่พระองค์ทรงมีพระกรและทรงรับเครื่องบวงสรวงที่ถวาย  ให้พระองค์  นั่นคือข้อแตกต่างระหว่างพันธวิญญาณและอภิวิญญาณ  พระองค์ทรง  ไม่มีพระเนตรวัตถุแต่ทรงมีพระเนตรทิพย์  มิฉะนั้น  จะทรงเห็นได้อย่างไร?  พระองค์  ทรงเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง  อดีต  ปัจจุบันและอนาคต  พระองค์ประทับอยู่ภายในหัวใจของ  มวลชีวิตและทรงทราบว่า  เราได้ทำอะไรไว้ในอดีต  เรากำลังทำอะไรอยู่ในปัจจุบัน  และ  อะไรที่รอคอยเราอยู่ในอนาคต  ได้ยืนยันไว้ใน  ภควัต-คีตา  เช่นกันว่า  พระองค์ทรงรู้ทุก  สิ่งทุกอย่าง  แต่ไม่มีผู้ใดรู้พระองค์  กล่าวไว้ว่า  องค์ภควานทรงไม่มีพระเพลาเหมือนพวก  เรา  แต่พระองค์ทรงสามารถเดินทางไปในอวกาศ  เพราะว่าทรงมีพระเพลาทิพย์  อีกนัย  หนึ่ง  มิใช่ว่าจะไม่มีรูปลักษณ์  พระองค์ทรงมีพระเนตร  พระเพลา  พระกร  และทุกสิ่งทุก  อย่าง  เนื่องจากเราเป็นละอองอณูขององค์ภควาน  เราก็มีสิ่งเหล่านี้เช่นกัน  แต่พระกร  พระเพลา  พระเนตร  และประสาทสัมผัสของพระองค์  ไม่เปื้อนมลทินจากธรรมชาติวัตถุ

ภควัต-คีตา  ยืนยันไว้เช่นกันว่าเมื่อทรงปรากฏ  พระองค์ทรงปรากฏในรูป  ลักษณ์เดิมด้วยพลังงานเบื้องสูงของพระองค์  โดยไม่แปดเปื้อนมลทินจากพลังงานทาง  วัตถุ  เนื่องจากทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าของพลังงานวัตถุ  ในวรรณกรรมพระเวท  เราพบว่า  ทั่วทั้งพระวรกายของพระองค์ทรงเป็นทิพย์  ทรงมีรูปลักษณ์อมตะเรียกว่า  สัช-ชิด-อา  นันดะ-วิกระฮะ  พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งทั้งหลาย  พระองค์ทรงเป็นเจ้าของ  ความร่ำรวยทั้งหมด  และทรงเป็นเจ้าของพลังงานทั้งหมด  ทรงเป็นผู้มีปัญญาสูงสุด  และ  เปี่ยมไปด้วยความรู้  เหล่านี้คือลักษณะบางประการขององค์ภควาน  พระองค์ทรงเป็น  ผู้ค้ำจุนมวลชีวิตและทรงเป็นพยานของกิจกรรมทั้งหลาย  เท่าที่เราสามารถเข้าใจจาก  วรรณกรรมพระเวทว่าองค์ภควานทรงเป็นทิพย์เสมอ  ถึงแม้ว่า  เราไม่เห็นพระเศียร  พระ  พักตร์  พระกร  หรือพระเพลาของพระองค์  พระองค์ทรงมีสิ่งเหล่านี้  และเมื่อเราพัฒนา  มาถึงสภาวะทิพย์  เราจะสามารถเห็นรูปลักษณ์ขององค์ภควาน  เนื่องจากประสาท  สัมผัสแปดเปื้อนไปด้วยมลทินทางวัตถุ  เราจึงไม่สามารถเห็นรูปลักษณ์ของพระองค์  ดัง  นั้น  พวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์ที่ยังมีเชื้อโรคทางวัตถุอยู่  จะไม่สามารถเข้าใจองค์ภควาน

โศลก 16 (13.16)

บะฮิร อันทัช ชะ บํูทานาม
อชะรัม ชะรัม เอวะ ชะ

สูคชมัทวาท ทัด อวิกเยยัม
ดูระ-สทัฺม ชานทิเค ชะ ทัท

บะฮิฮ  -  ข้างนอก, อันทะฮ  -  ข้างใน, ชะ  -  เช่นกัน, บํูทานาม  -  ของมวลชีวิต, อชะรัม  -  ไม่ เคลื่อนที่, ชะรัม  -  เคลื่อนที่, เอวะ  -  เช่นกัน, ชะ  -  และ, สูคชมัทวาท  -  เนื่องจากมีความ ละเอียดอ่อน, ทัท  -  นั้น, อวิกเยยัม  -  ไม่สามารถรู้ได้, ดูระ-สทัฺม  -  ไกลมาก, ชะ  -  เช่นกัน, อันทิเค  -  ใกล้, ชะ  -  และ, ทัท  -  นั้น

คำแปล

สัจธรรมสูงสุดทรงอยู่ภายนอกและภายในของมวลชีวิต  ทั้งที่เคลื่อนที่และ  ไม่เคลื่อนที่  เนื่องจากพระองค์ทรงมีความละเอียดอ่อน  จึงทรงอยู่เหนือพลัง  อำนาจของประสาทสัมผัสวัตถุที่จะเห็นหรือจะรู้ได้  ถึงแม้ว่าทรงอยู่ไกลแสนไกล  พระองค์ก็ทรงอยู่ใกล้กับมวลชีวิต

คำอธิบาย

ในวรรณกรรมพระเวท  เราเข้าใจว่าองค์ภควาน  นารายะณะ  ทรงประทับอยู่  ทั้งภายนอกและภายในของทุก  ๆ  ชีวิต  พระองค์ทรงประทับอยู่ทั้งในโลกทิพย์และใน  โลกวัตถุ  ถึงแม้ว่าทรงอยู่ห่างไกลจากเรามาก  แต่ก็ทรงอยู่ใกล้กับพวกเราเช่นกัน  นี่คือ  ข้อความจากวรรณกรรมพระเวท  อาสีโน  ดูรัม  วระจะทิ  ชะยาโน  ยาทิ  สารวะทะฮ  (คะทฺะ  อุพะนิชัด  1.2.21)  เนื่องจากพระองค์ทรงมีความสุขเกษมสำราญทิพย์เสมอ  เรา  ไม่สามารถเข้าใจว่าทรงรื่นเริงอยู่กับความมั่งคั่งอันสมบูรณ์ของพระองค์ได้อย่างไร  เรา  ไม่สามารถเห็นหรือเข้าใจด้วยประสาทสัมผัสวัตถุเหล่านี้  ดังนั้น  ในภาษาพระเวทกล่าว  ไว้ว่า  ในการเข้าใจพระองค์  จิตใจและประสาทสัมผัสวัตถุของเราใช้ไม่ได้  แต่ผู้ที่มีจิตใจ  และประสาทสัมผัสที่บริสุทธิ์ด้วยการปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกในการอุทิศตนเสียสละ  รับใช้จะสามารถเห็นพระองค์อยู่ตลอดเวลา  ได้ยืนยันไว้ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  ว่า  สาวก  ผู้พัฒนาความรักต่อองค์ภควานจะสามารถเห็นพระองค์ตลอดเวลา  และได้ยืนยันไว้  ใน  ภควัต-คีตา  (11.54)  ว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้เท่านั้นที่สามารถทำให้เข้าใจองค์  ภควานได้  บัฺคธยา  ทุ  อนันยะยา  ชัคยะฮ

โศลก 17 (13.17)

อวิบัฺคทัม ชะ บํูเทชุ
วิบัฺคทัม อิวะ ชะ สทิฺทัม

บํูทะ-บฺารทริ ชะ ทัจ กเยยัม
กระสิชณุ พระบฺะวิชณุ ชะ

อวิบัฺคทัม  -  โดยไม่แบ่งแยก, ชะ  -  เช่นกัน, บํูเทชุ  -  ในมวลชีวิต, วิบัฺคทัม  -  แบ่งแยก, อิวะ  -  ประหนึ่ง, ชะ  -  เช่นกัน, สทิฺทัม  -  สถิต, บํูทะ-บฺารทริ  -  ผู้ค้ำจุนมวลชีวิต, ชะ  -  เช่นกัน, ทัท  -  นั้น, กเยยัม  -  เข้าใจ, กระสิชณุ  -  กลืน, พระบฺะวิชณุ  -  พัฒนา, ชะ  -  เช่นกัน

คำแปล

ถึงแม้ว่าองค์อภิวิญญาณดูเหมือนจะแบ่งแยกในชีวิตทั้งหลาย  พระองค์ทรงไม่  เคยแบ่งแยก  ทรงสถิตเสมือนเป็นหนึ่ง  ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ค้ำจุนทุก  ๆ  ชีวิต  เข้าใจว่าพระองค์ทรงกลืนและพัฒนาทั้งหมด

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงสถิตในหัวใจของทุก  ๆ  คนในฐานะอภิวิญญาณ  เช่นนี้พระองค์  ทรงแบ่งแยกใช่หรือไม่?  ไม่ใช่  อันที่จริงพระองค์ทรงเป็นหนึ่ง  ได้ให้ตัวอย่างดวงอาทิตย์  ไว้ว่า  ดวงอาทิตย์อยู่ที่เส้นทางโคจรของตนเอง  แต่หากว่าเราไปห้าพันไมล์ทุก  ๆ  ทิศทาง  และถามว่า  “ดวงอาทิตย์อยู่ที่ไหน?”  ทุกคนจะกล่าวว่าดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงอยู่  เหนือศีรษะ  ตัวอย่างในวรรณกรรมพระเวทนี้แสดงให้เห็นว่า  ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงไม่  แบ่งแยก  แต่ดูเหมือนกับแบ่งแยก  ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระเวทเช่นกันว่า  วิชณุองค์  เดียวทรงปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งด้วยพระเดชของพระองค์  เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ที่  ปรากฏอยู่ในหลาย  ๆ  แห่งสำหรับหลาย  ๆ  คน  และองค์ภควานถึงแม้ว่าทรงเป็นผู้ค้ำจุน  มวลชีวิต  พระองค์ทรงกลืนทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อถึงเวลาทำลายล้าง  ได้ยืนยันไว้เช่นนี้ใน  บทที่สิบเอ็ดเมื่อตรัสว่า  พระองค์เสด็จมาเพื่อกลืนนักรบทั้งหลายที่มาชุมนุมกันที่  คุรุค  เชทระ  ทรงกล่าวด้วยว่า  พระองค์ทรงกลืนพวกเขาในรูปของกาลเวลาเช่นกัน  ทรงเป็นผู้  ทำลายและผู้สังหารทั้งหมด  เมื่อมีการสร้างพระองค์ทรงพัฒนาทุกสิ่งจากระดับพื้นฐาน  เดิมของพวกเขา  และเมื่อถึงเวลาทำลายล้างพระองค์ทรงกลืนพวกเขา  บทมนต์พระเวท  ยืนยันความจริงว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของมวลชีวิต  และส่วนอื่น  ๆ  ทั้งหมด  หลังจากการสร้างทุกสิ่งทุกอย่างพำนักอยู่ในพลังอำนาจของพระองค์  และหลังจากการ  ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับเข้าไปพำนักอยู่ในพระองค์อีกครั้งหนึ่ง  มีคำยืนยันของ  บทมนต์พระเวทดังนี้  ยะโท  วา  อิมานิ  บํูทานิ  จายันเท  เยนะ  จาทานิ  จีวันทิ  ยัท  พระยันทิ  อบิฺ  สัม-วิชันทิ  ทัด  บระฮมะ  ทัด  วิจิกยาสัสวะ  (ไทททิรียะ  อุพะนิชัด  3.1)

โศลก 18 (13.18)

จโยทิชาม อพิ ทัจ จโยทิส
ทะมะสะฮ พะรัม อุชยะเท

กยานัม กเยยัม กยานะ-กัมยัม
ฮริดิ สารวัสยะ วิชทิฺทัม

จโยทิชาม  -  ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจิดจรัส, อพิ  -  เช่นกัน, ทัท  -  นั้น, จโยทิฮ  -  แหล่งกำเนิด ของแสง, ทะมะสะฮ  -  ความมืด, พะรัม  -  เหนือ, อุชยะเท  -  กล่าวไว้ว่า, กยานัม  -  ความรู้, กเยยัม  -  ตัวรู้, กยานะ  -  กัมยัม  -  เข้าพบได้ด้วยความรู้, ฮริดิ  -  ในหัวใจ, สารวัสยะ  -  ของทุก คน, วิชทิฺทัม  -  สถิต

คำแปล

พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแสงในสิ่งที่เจิดจรัสทั้งหลาย  ทรงอยู่เหนือ  ความมืดแห่งวัตถุ  และทรงไม่ปรากฏ  พระองค์คือความรู้  พระองค์คือตัวแห่ง  ความรู้  และพระองค์คือจุดมุ่งหมายแห่งความรู้  พระองค์ทรงสถิตอยู่ภายใน  หัวใจของทุก  ๆ  ชีวิต

คำอธิบาย

อภิวิญญาณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแสงในสิ่ง  ที่เจิดจรัสทั้งหมด  เช่น  ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และหมู่ดวงดาว  ในวรรณกรรมพระเวท  เราพบว่า  ในอาณาจักรทิพย์ไม่มีความจำเป็นต้องมีดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์เพราะว่ามี  รัศมีขององค์ภควานอยู่ที่นั่น  ในโลกวัตถุ  บระฮมะจโยทิ  หรือรัศมีทิพย์ของพระองค์  ถูก  มะฮัท-ทัททวะ  หรือธาตุวัตถุต่าง  ๆ  ปกคลุมอยู่  ดังนั้น  ในโลกวัตถุนี้จึงจำเป็นต้องได้รับ  การช่วยเหลือจากดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  ไฟฟ้า  ฯลฯ  เพื่อให้แสงสว่าง  แต่ในโลกทิพย์ไม่มี  ความจำเป็นกับสิ่งเหล่านี้  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในวรรณกรรมพระเวทว่า  เนื่องจาก  รัศมีอันเจิดจรัสของพระองค์  ทุกสิ่งทุกอย่างจึงสว่างไสว  เป็นที่ชัดเจนว่า  สถานภาพ  ของพระองค์มิได้อยู่ในโลกวัตถุ  พระองค์ทรงสถิตในโลกทิพย์ซึ่งอยู่ในท้องฟ้าทิพย์ที่  ห่างไกลมาก  ได้ยืนยันไว้ในวรรณกรรมพระเวทเช่นกันว่า  อาดิทยะ-วารณัม  ทะมะสะฮ  พะรัสทาท  (ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  3.8)  พระองค์ทรงเหมือนดวงอาทิตย์ที่ส่องแสง  อยู่ตลอดเวลา  แต่ทรงอยู่เหนือจากความมืดแห่งโลกวัตถุนี้มากมายนัก

ความรู้ของพระองค์ทรงเป็นทิพย์  และวรรณกรรมพระเวทยืนยันว่า  บระฮมัน  คือความรู้ทิพย์ที่มารวมกัน  สำหรับผู้ที่กระตือรือร้นจะย้ายไปยังโลกทิพย์  องค์ภควานผู้  สถิตในหัวใจของทุก  ๆ  คนทรงให้ความรู้  มนต์พระเวทบทหนึ่ง  (ชเวทาชวะทะระ  อุพะ  นิชัด  6.18  )  กล่าวว่า  ทัม  ฮะ  เดวัม  อาทมะ-บุดดิฺ-พระคาชัม  มุมุคชุร  ไว  ชะระณัม  อฮัม  พระพัดเย  หากต้องการความหลุดพ้น  เราต้องศิโรราบต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ได้ยืนยันไว้ในวรรณกรรมพระเวทเช่นกันเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งความรู้  ทัม  เอวะ  วิดิทวาทิ  มริทยุม  เอทิ  “ด้วยการรู้ถึงพระองค์เท่านั้นที่เราสามารถข้ามพ้นอาณาเขต  แห่งการเกิดและการตายได้”  (ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  3.8)

องค์ภควานทรงสถิตในหัวใจของทุก  ๆ  ชีวิตในฐานะผู้ควบคุมสูงสุด  ทรงมี  พระเพลา  และพระกรที่กระจายไปทุกหนทุกแห่ง  เราจะกล่าวเช่นนี้ไม่ได้กับปัจเจก  วิญญาณ  ดังนั้น  จึงมีสองผู้รู้สนามแห่งกิจกรรม  คือปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณ  เช่นนี้  ต้องยอมรับว่าแขนและขาของเราอยู่เฉพาะที่ตัวเราเท่านั้น  แต่พระหัตถ์และพระ  เพลาของคริชณะทรงกระจายไปทุกหนทุกแห่ง  ได้ยืนยันไว้ใน  ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  (3.17)  ว่า  สารวัสยะ  พระบํุม  อีชานัม  สารวัสยะ  ชะระณัม  บริฮัท  บุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้าองค์อภิวิญญาณทรงเป็น  พระบํุ  หรือพระอาจารย์ของมวลชีวิต  ทรงเป็นที่พัก  พิงสูงสุดของมวลชีวิต  ดังนั้น  จึงเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า  องค์อภิวิญญาณและ  ปัจเจกวิญญาณจะแตกต่างกันเสมอ

โศลก 19 (13.19)

อิทิ คเชทรัม ทะทฺา กยานัม
กเยยัม โชคทัม สะมาสะทะฮ
มัด-บัฺคธะ เอทัด วิกยายะ
มัด-บฺาวาโยพะพัดยะเท

อิทิ  -  ดังนั้น, คเชทรัม  -  สนามแห่งกิจกรรม (ร่างกาย), ทะทฺา  -  เช่นกัน, กยานัม  -  ความรู้, กเยยัม  -  สิ่งรู้, ชะ  -  เช่นกัน, อุคทัม  -  อธิบาย, สะมาสะทะฮ  -  โดยสรุป, มัท-บัฺคธะฮ  -  สาวก ของข้า, เอทัท  -  ทั้งหมดนี้, วิกยายะ  -  หลังจากเข้าใจ, มัท-บฺาวายะ  -  ธรรมชาติของข้า, อุพะพัดยะเท  -  บรรลุ

คำแปล

ดังนั้น  ข้าได้อธิบายโดยสรุปถึงสนามแห่งกิจกรรม  (ร่างกาย)  ความรู้  และสิ่ง  ที่รู้ถึงได้  บรรดาสาวกของข้าเท่านั้นที่สามารถเข้าใจโดยตลอดและบรรลุถึง  ธรรมชาติของข้า

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงอธิบายถึงร่างกาย  ความรู้  และสิ่งรู้โดยสรุป  ความรู้นี้ประกอบ  ด้วยสามสิ่งคือ  ผู้รู้  สิ่งรู้  และวิธีที่จะรู้  ทั้งหมดนี้รวมกันเข้าเรียกว่า  วิกยานะ  หรือ  ศาสตร์แห่งความรู้  สาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์ภควานโดยตรงจึงสามารถเข้าใจความรู้  โดยสมบูรณ์  บุคคลอื่นไม่สามารถเข้าใจได้  พวกที่เชื่อว่าเป็นหนึ่งเดียวกันกล่าวว่า  ใน  ระดับท้ายสุดทั้งสามสิ่งนี้กลายมาเป็นหนึ่ง  แต่เหล่าสาวกไม่ยอมรับเช่นนี้  ความรู้และ  การพัฒนาความรู้หมายความว่าเข้าใจตนเองในคริชณะจิตสำนึก  เราได้ถูกวัตถุจิตสำนึก  นำพาไป  แต่ทันทีที่เราย้ายจิตสำนึกทั้งหมดมาที่กิจกรรมของคริชณะ  และรู้แจ้งว่า  คริช  ณะคือทุกสิ่งทุกอย่าง  ตรงนี้จะทำให้เราบรรลุถึงความรู้ที่แท้จริง  อีกนัยหนึ่งความ  รู้มิใช่อะไรอื่น  นอกจากระดับพื้นฐานแห่งความเข้าใจการอุทิศตนเสียสละรับใช้โดย  สมบูรณ์  ในบทที่สิบห้าจะอธิบายประเด็นนี้อย่างชัดเจน

โดยสรุปเราอาจเข้าใจว่าโศลก  6  และโศลก  7  เริ่มจาก  มะฮา-บํูทานิ  มาจนถึง  เชทะนา  ดฺริทิฮ  ได้วิเคราะห์ธาตุวัตถุต่าง  ๆ  และปรากฏการณ์บางอย่างของลักษณะ  อาการแห่งชีวิตรวมกันเข้าเป็นร่างกายหรือสนามแห่งกิจกรรม  และโศลก  8  ถึง  โศลก  12  จาก  อมานิทวัม  จนถึง  ทัททวะ-กยานารทฺะ-ดารชะนัม  ได้อธิบายวิธีแห่งความรู้เพื่อ  เข้าใจทั้งผู้รู้สนามแห่งกิจกรรมคือปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณ  จากนั้นโศลก  13  ถึง  โศลก  18  เริ่มจาก  อนาดิ  มัท-พะรัม  มาจนถึง  ฮริดิ  สารวัสยะ  วิชทิฺทัม  ได้อธิบายถึงดวง  วิญญาณและองค์ภควานหรืออภิวิญญาณ

ได้อธิบายถึงสามประเด็นดังนี้  สนามแห่งกิจกรรม  (ร่างกาย)  วิธีแห่งการเข้าใจ  ทั้งดวงวิญญาณ  และอภิวิญญาณ  ณ  ที่นี้  อธิบายโดยเฉพาะว่า  เหล่าสาวกผู้บริสุทธิ์  ของพระองค์เท่านั้นจึงสามารถเข้าใจสามประเด็นนี้อย่างชัดเจน  ดังนั้นสาวกเหล่านี้จะ  ได้รับประโยชน์จาก  ภควัต-คีตา  อย่างสมบูรณ์  และสามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด  นั่นคือธรรมชาติขององค์ภควานชรีคริชณะ  อีกนัยหนึ่ง  สาวกเท่านั้นที่สามารถเข้าใจ  ภควัต-คีตา  และได้รับผลสมดังใจปรารถนา  มิใช่บุคคลอื่น

โศลก 20 (13.20)

พระคริทิม พุรุชัม ไชวะ
วิดดิฺ อนาดี อุบฺาพ อพิ

วิคารามช ชะ กุณามช ไชวะ
วิดดิฺ พระคริทิ-สัมบฺะวาน

พระคริทิม  -  ธรรมชาติวัตถุ, พุรุชัม  -  สิ่งมีชีวิต, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, วิดดิฺ  -  เธอต้อง รู้, อนาดี  -  ไม่มีจุดเริ่มต้น, อุโบฺ  -  ทั้งคู่, อพิ  -  เช่นกัน, วิคาราน  -  การเปลี่ยนแปลง, ชะ  -  เช่น กัน, กุณาณ  -  สามระดับของธรรมชาติ, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, วิดดิฺ  -  รู้, พระคริทิ  -  ธรรมชาติวัตถุ, สัมบฺะวาน  -  ผลิตจาก

คำแปล

ควรเข้าใจว่าธรรมชาติวัตถุและสิ่งมีชีวิตไม่มีจุดเริ่มต้น  การเปลี่ยนแปลงและ  ระดับของวัตถุเป็นผลผลิตของธรรมชาติวัตถุ

คำอธิบาย

จากความรู้ที่ให้ไว้ในบทนี้  เราสามารถเข้าใจร่างกาย  (สนามแห่งกิจกรรม)  และผู้รู้ร่างกาย  (ทั้งปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณ)  ร่างกายเป็นสนามแห่งกิจกรรม  ซึ่งประกอบไปด้วยธรรมชาติวัตถุ  ปัจเจกวิญญาณที่ถูกร่างกายปกคลุมและรื่นเริงไป  กับกิจกรรมของร่างกายคือ  พุรุชะ  หรือสิ่งมีชีวิต  เราเป็นผู้รู้ผู้หนึ่ง  และผู้รู้อีกผู้หนึ่งคือ  อภิวิญญาณ  เข้าใจว่าทั้งอภิวิญญาณและปัจเจกวิญญาณเป็นปรากฏการณ์ที่ต่างกัน  ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  สิ่งมีชีวิตอยู่ในกลุ่มของพลังงานของพระองค์  และ  อภิวิญญาณอยู่ในกลุ่มของภาคที่แบ่งแยกส่วนมาจากองค์ภควาน

ทั้งธรรมชาติวัตถุและสิ่งมีชีวิตเป็นอมตะ  หมายความว่าทั้งคู่มีอยู่ก่อนการ  สร้าง  ปรากฏการณ์ทางวัตถุมาจากพลังงานขององค์ภควาน  สิ่งมีชีวิตก็เช่นเดียวกัน  แต่สิ่งมีชีวิตเป็นพลังงานที่สูงกว่า  ทั้งสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติวัตถุมีอยู่ก่อนที่จักรวาลนี้  จะปรากฏ  ธรรมชาติวัตถุถูกซึมซาบอยู่ในองค์ภควาน  มะฮา-วิชณุ  และเมื่อถึงเวลา  จำเป็นจะปรากฏออกมาผ่านทางผู้แทน  มะฮัท-ทัททวะ  ในทำนองเดียวกัน  สิ่งมีชีวิตก็  อยู่ในพระองค์  เนื่องจากอยู่ภายใต้พันธสภาวะ  จึงไม่ชอบรับใช้องค์ภควาน  ดังนั้น  จึง  ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในท้องฟ้าทิพย์  แต่จากการที่ธรรมชาติวัตถุปรากฏออกมา  สิ่ง  มีชีวิตเหล่านี้จึงได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการในโลกวัตถุและเตรียมตัวเพื่อเข้าไปในโลก  ทิพย์  นั่นคือความเร้นลับแห่งการสร้างทางวัตถุนี้  อันที่จริงสิ่งมีชีวิตโดยเนื้อแท้เดิมทีเป็น  ละอองอณูทิพย์ขององค์ภควาน  แต่เนื่องจากธรรมชาติที่ชอบต่อต้านจึงได้มาอยู่ในพันธ  สภาวะภายใต้ธรรมชาติวัตถุ  ไม่สำคัญว่าสิ่งมีชีวิตหรือชีวิตที่สูงกว่าขององค์ภควานมา  สัมผัสกับธรรมชาติวัตถุได้อย่างไร  อย่างไรก็ดี  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงทราบ  ว่า  สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและทำไมมันจึงเกิดขึ้น  ในพระคัมภีร์พระองค์ตรัสว่า  ผู้  ที่หลงใหลอยู่กับธรรมชาติวัตถุนี้จะต้องเผชิญกับการดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดด้วย  ความยากลำบาก  แต่จากไม่กี่โศลกนี้เราควรรู้อย่างแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงและ  อิทธิพลทั้งหลายของธรรมชาติวัตถุทั้งสามระดับก็เป็นผลผลิตของธรรมชาติวัตถุเช่น  กัน  การเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตก็เนื่องมาจาก  ร่างกาย  สำหรับดวงวิญญาณแล้วสิ่งมีชีวิตทั้งหมดเหมือนกัน

โศลก 21 (13.21)

คารยะ-คาระณะ-คารทริทเว
เฮทุฮ พระคริทิร อุชยะเท

พุรุชะฮ-สุคฺะ-ดุฮคฺานาม
โบฺคคริทเว เฮทุร อุชยะเท

คารยะ  -  ของผล, คาระณะ  -  และเหตุ, คารทริทเว  -  ในเรื่องของการสร้าง, เฮทุฮ  -  เครื่อง มือ, พระคริทิฮ  -  ธรรมชาติวัตถุ, อุชยะเท  -  กล่าวว่า, พุรุชะฮ  -  สิ่งมีชีวิต, สุคฺะ  -  ความสุข, ดุฮคฺานาม  -  และความทุกข์, โบฺคทริทเว  -  ในความรื่นเริง, เฮทุฮ  -  เครื่องมือ-อุชยะเท  -  กล่าวว่า

คำแปล

กล่าวไว้ว่าธรรมชาติเป็นแหล่งกำเนิดของเหตุและผลทางวัตถุทั้งหลาย  ขณะที่สิ่ง  มีชีวิตเป็นแหล่งกำเนิดของความทุกข์และความสุขต่าง  ๆ  ในโลกนี้

คำอธิบาย

ปรากฏการณ์ที่ไม่เหมือนกันของร่างกายและประสาทสัมผัสในสิ่งมีชีวิตต่างๆ  ก็เนื่องมาจากธรรมชาติวัตถุ  มี  8,400,000  เผ่าพันธุ์ชีวิตที่แตกต่างกัน  ความหลาก  หลายเหล่านี้เป็นการสร้างของธรรมชาติวัตถุ  มันเกิดขึ้นมาจากความสุขทางประสาท  สัมผัสที่ไม่เหมือนกันของสิ่งมีชีวิตผู้ปรารถนาจะอยู่ในร่างนี้หรือร่างนั้น  เมื่อถูกส่งไปอยู่  ในร่างกายต่าง  ๆ  เขารื่นเริงอยู่กับความสุขและความทุกข์ที่ไม่เหมือนกัน  ความสุขและ  ความทุกข์ทางวัตถุก็เนื่องมาจากร่างกาย  ซึ่งตามความเป็นจริงไม่ใช่ตัวเขา  ในระดับ  เดิมแท้ของตัวเขา  ความรื่นเริงเป็นสิ่งแน่นอน  เพราะนั่นคือสถานภาพอันแท้จริงของเขา  เนื่องจากความปรารถนาที่จะเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุเขาจึงมาอยู่ในโลกวัตถุ  ใน  โลกทิพย์ไม่มีสิ่งเหล่านี้  โลกทิพย์นั้นบริสุทธิ์  แต่ในโลกวัตถุทุกคนดิ้นรนด้วยความยาก  ลำบากเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขทางร่างกาย  อาจทำให้ชัดเจนขึ้นที่กล่าวว่า  ร่างกายนี้  คือผลของประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  ประสาทสัมผัสเป็นเครื่องมือเพื่อสนองความต้องการ  บัดนี้ผลมวลรวมคือ  ร่างกายและประสาทสัมผัสที่เป็นเครื่องมือธรรมชาติวัตถุเป็นผู้ให้  จะชัดเจนยิ่งขึ้นในโศลกต่อไป  สิ่งมีชีวิตได้รับพรหรือถูกสาปในสถานการณ์ต่าง  ๆ  ตาม  ความปรารถนาและตามกรรมในอดีตของตน  ธรรมชาติวัตถุได้วางเขาลง  ณ  ที่พำนัก  ต่างๆ  ตามความต้องการและตามกรรมของเขา  สิ่งมีชีวิตเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ได้สถาน  ที่พำนักเช่นนี้  และได้รับความสุขหรือความทุกข์ซึ่งเป็นผลที่ตามมา  เมื่อถูกจับให้มาอยู่ใน  ร่างกายโดยเฉพาะนี้  เขาได้มาอยู่ภายใต้การควบคุมของธรรมชาติ  เพราะว่าร่างกายเป็น  วัตถุซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎแห่งธรรมชาติ  ในขณะนั้น  สิ่งมีชีวิตไม่มีอำนาจที่จะไปเปลี่ยน  กฎเกณฑ์  สมมติว่าสิ่งมีชีวิตถูกจับให้ไปอยู่ในร่างสุนัขเขาต้องทำตัวให้เหมือนกับสุนัข  ทันที  จะทำตัวเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้  และหากว่าสิ่งมีชีวิตถูกจับให้ไปอยู่ในร่างสุกร  เขาก็  จะถูกบังคับให้กินอุจจาระและทำตัวเหมือนกับสุกร  ในทำนองเดียวกัน  หากสิ่งมีชีวิตถูก  จับไปอยู่ในร่างเทวดา  เขาจะต้องทำตัวตามสถานภาพทางร่างกายของเขา  นี่คือกฎแห่ง  กฎแห่งธรรมชาติ  แต่ในทุก  ๆ  กรณีอภิวิญญาณทรงอยู่กับปัจเจกวิญญาณ  ได้อธิบายไว้  ในคัมภีร์พระเวท  (มุณดะคะ  อุพะนิชัด  3.1.1)  ดังนี้  ดวา  สุพารณา  สะยุจา  สะคฺายะฮ  องค์  ภควานทรงมีพระเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตจึงทรงอยู่ร่วมกับปัจเจกวิญญาณเสมอ  และในทุกๆ  สถานการณ์พระองค์ทรงปรากฏในฐานะอภิวิญญาณหรือพระมาทมา

โศลก 22 (13.22)

พุรุชะฮ พระคริทิ-สโทฺ ฮิ
บํุงคเท พระคริทิ-จาน กุณาน

คาระณัม กุณะ-สังโก ่สยะ
สัด-อสัด-โยนิ-จันมะสุ

พุรุชะฮ  -  สิ่งมีชีวิต, พระคริทิ-สทฺะฮ  -  สถิตในพลังงานวัตถุ, ฮิ  -  แน่นอน, บํุงคเท  -  รื่นเริง, พระคริทิ-จาน  -  ผลิตโดยธรรมชาติวัตถุ, กุณาน  -  ระดับของธรรมชาติ, คาระณัม  -  แหล่ง กำเนิด, กุณะ-สังกะฮ  -  คบหาสมาคมกับระดับต่าง ๆ ของธรรมชาติ, อัสยะ-ของสิ่งมี ชีวิต, สัท-อสัท  -  ในความดีและความชั่ว, โยนิ  -  เผ่าพันธุ์แห่งชีวิต, จันมะสุ  -  ในการเกิด

คำแปล

สิ่งมีชีวิตในธรรมชาติวัตถุปฏิบัติตามวิถีแห่งชีวิต  รื่นเริงกับสามระดับของธรรม  ชาติ  เป็นเช่นนี้เนื่องจากมาคบหาสมาคมกับธรรมชาติวัตถุนั้น  ดังนั้น  เขาจึงพบ  กับความดีและความชั่วในเผ่าพันธุ์ต่าง  ๆ

คำอธิบาย

โศลกนี้สำคัญมากในการที่จะเข้าใจว่า  สิ่งมีชีวิตเปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปสู่ร่าง  หนึ่งได้อย่างไร  ได้อธิบายไว้ในบทที่สองว่า  สิ่งมีชีวิตเปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง  เหมือนกับการเปลี่ยนเสื้อผ้า  การเปลี่ยนเสื้อผ้านี้เนื่องมาจากการยึดติดกับความเป็น  อยู่ทางวัตถุ  ตราบใดที่ยังหลงอยู่ในเสน่ห์แห่งการปรากฏที่ผิด  ๆ  นี้  เขาจะต้องเปลี่ยน  จากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่งต่อไปเรื่อย  ๆ  เนื่องจากความปรารถนาที่จะเป็นเจ้าเหนือ  ธรรมชาติวัตถุ  จึงถูกจับให้มาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่พึงปรารถนาเช่นนี้  ภายใต้อิทธิพล  แห่งความปรารถนาทางวัตถุ  บางครั้งสิ่งมีชีวิตเกิดมาเป็นเทวดา  บางครั้งเป็นมนุษย์  บาง  ครั้งเป็นสัตว์  เป็นนก  เป็นหนอน  เป็นสัตว์น้ำ  เป็นนักปราชญ์หรือเป็นแมลง  ดำเนินต่อไป  เช่นนี้  และในทุก  ๆ  กรณีสิ่งมีชีวิตคิดว่าตนเองเป็นเจ้านายแห่งสถานการณ์ของตน  แต่  เขาอยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติวัตถุ

เขาถูกจับให้มาอยู่ภายในร่างกายต่าง  ๆ  เหล่านี้ได้อย่างไร  อธิบาย  ณ  ที่นี้  เนื่องจากมาคบหาสมาคมกับระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติ  ฉะนั้น  เขาจะต้องทำความ  เจริญขึ้นให้อยู่เหนือสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  และสถิตในสถานภาพทิพย์เช่นนี้เรียก  ว่าคริชณะจิตสำนึก  นอกจากสถิตในคริชณะจิตสำนึก  มิฉะนั้น  วัตถุจิตสำนึกของตนเอง  จะบังคับให้ย้ายจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง  เนื่องจากมีความปรารถนาทางวัตถุตั้งแต่  กาลสมัยดึกดำบรรพ์  จึงจำต้องเปลี่ยนแนวความคิดนั้น  การเปลี่ยนแปลงจะเป็นผลดีก็  จากการสดับฟังจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น  ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ  อารจุนะทรงสดับฟัง  ศาสตร์แห่งองค์ภควานจากคริชณะ  หากสิ่งมีชีวิตยอมรับวิธีการสดับฟังนี้  เขาจะละทิ้ง  ความปรารถนาที่หวังไว้เป็นเวลายาวนานว่าจะครอบครองธรรมชาติวัตถุ  และจะค่อย  ๆ  เปลี่ยนแปลงอย่างมีดุลยภาพ  ในขณะที่ตัดทอนความปรารถนาอันยาวนานที่จะครอบ  ครองธรรมชาติ  เขาจะรื่นเริงกับความสุขทิพย์  บทมนต์พระเวทกล่าวไว้ว่า  ขณะที่ได้รับ  ความรู้ในการมาใกล้ชิดกับองค์ภควาน  เขาได้รับรสชีวิตแห่งความปลื้มปีติสุขอมตะตาม  สัดส่วนนั้น  ๆ

โศลก 23 (13.23)

อุพะดรัชทานุมันทา ชะ
บฺารทา โบฺคทา มะเฮชวะระฮ

พะระมาทเมทิ ชาพิ อุคโท
เดเฮ ่สมิน พุรุชะฮ พะระฮ

อุพะดรัชทา  -  ผู้ดูแล, อนุมันทา  -  ผู้ให้อนุญาต, ชะ  -  เช่นกัน, บฺารทา  -  เจ้านาย, โบฺคทา  -  ผู้มีความรื่นเริงสูงสุด, มะฮา-อีชวะระฮ  -  องค์ภควานสูงสุด, พะระมะ-อาทมา  -  อภิวิญญาณ, อิทิ  -  เช่นกัน, ชะ  -  และ, อพิ  -  แน่นอน, อุคทะฮ  -  กล่าวว่า, เดเฮ  -  ในร่างกาย, อัสมิน, นี้, พุรุชะฮ  -  ผู้รื่นเริง, พะระฮ  -  ทิพย์

คำแปล

ในร่างกายนี้  มีผู้รื่นเริงทิพย์อีกองค์หนึ่งซึ่งเป็นองค์ภควาน  ทรงเป็นเจ้าของ  สูงสุด  ประทับอยู่ในฐานะผู้ดูแลและผู้ให้อนุญาต  ที่รู้กันว่าเป็นองค์อภิวิญญาณ

คำอธิบาย

ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  อภิวิญญาณผู้ประทับอยู่กับปัจเจกวิญญาณเสมอ  ทรง  เป็นผู้แทนขององค์ภควาน  ทรงมิใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดา  เพราะว่าเหล่านักปราชญ์ผู้เชื่อว่า  เป็นหนึ่งเดียวกันคิดว่า  ผู้รู้ร่างกายเป็นหนึ่ง  โดยไม่มีข้อแตกต่างระหว่างอภิวิญญาณ  และปัจเจกวิญญาณ  เพื่อให้ประเด็นนี้กระจ่างขึ้น  ทรงตรัสว่า  พระองค์ทรงมีผู้แทนใน  ฐานะพะระมาทมาอยู่ในทุก  ๆ  ร่าง  พระองค์ทรงแตกต่างจากปัจเจกวิญญาณ  ทรงเป็น  พะระ  หรือเป็นทิพย์  ปัจเจกวิญญาณได้รับความสุขกับสนามเฉพาะของตน  แต่  อภิวิญญาณทรงปรากฏไม่ใช่ในฐานะผู้มีความสุขที่มีขีดจำกัด  หรือผู้ที่มีส่วนร่วมใน  กิจกรรมทางร่างกาย  แต่ในฐานะพยานผู้ดูแล  ผู้ให้อนุญาต  และผู้มีความสุขสูงสุด  พระองค์  ทรงพระนามว่า  พะระมาทมา  ไม่ใช่อาทมาและทรงเป็นทิพย์  ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า  อาทมา  และ  พะระมาทมา  แตกต่างกัน  อภิวิญญาณ  พะระมาทมา  มีพระเพลาและ  พระกรทุกหนทุกแห่ง  แต่ปัจเจกวิญญาณไม่มี  และเนื่องจาก  พะระมาทมา  ทรงเป็นองค์  ภค  วานผู้ประทับอยู่ภายในเพื่ออนุมัติความสุขทางวัตถุตามที่ปัจเจกวิญญาณปรารถนา  หากปราศจากการอนุมัติของอภิวิญญาณ  ปัจเจกวิญญาณจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย  ปัจเจกวิญญาณเป็น  บํุคทะ  หรือผู้ได้รับการอนุเคราะห์  และพระองค์คือ  โบฺคทา  หรือผู้  อนุเคราะห์  มีสิ่งมีชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วน  และพระองค์ทรงประทับอยู่ภายในร่างกายของ  พวกเขาในฐานะเป็นสหาย

ความจริงคือทุก  ๆ  ปัจเจกชีวิตเป็นละอองอณูนิรันดรขององค์ภควานและทั้ง  คู่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันมากในฐานะเพื่อน  แต่สิ่งมีชีวิตมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธ  การอนุมัติของพระองค์  และทำไปโดยพละการเพื่อพยายามที่จะครอบครองธรรมชาติ  เนื่องจากมีแนวโน้มเช่นนี้เขาจึงถูกเรียกว่าเป็นพลังงานพรมแดนของพระองค์  สิ่งมีชีวิต  สามารถสถิตในพลังงานวัตถุหรือในพลังงานทิพย์  ตราบใดที่ยังอยู่ภายใต้พันธสภาวะ  ของพลังงานวัตถุ  องค์ภควานหรืออภิวิญญาณในฐานะสหายจะอยู่กับเขาเพื่อให้เขา  กลับคืนสู่พลังงานทิพย์  พระองค์ทรงมีความกระตือรือร้นที่จะนำเขากลับไปยังพลังงาน  ทิพย์เสมอ  แต่เนื่องจากเสรีภาพเพียงนิดเดียว  ทำให้ปัจเจกชีวิตปฏิเสธการมาอยู่ใกล้ชิด  กับประทีปทิพย์อยู่ตลอดเวลา  การใช้เสรีภาพไปในทางที่ผิดเช่นนี้  ทำให้ต้องดิ้นรนทาง  วัตถุในสภาวะธรรมชาติ  ดังนั้น  พระองค์ทรงให้คำสั่งสอนทั้งจากภายในและภายนอก  เสมอ  จากภายนอกทรงให้คำสั่งสอนดังที่ตรัสไว้ใน  ภควัต-คีตา  และจากภายในทรง  พยายามทำให้สิ่งมีชีวิตมั่นใจว่า  กิจกรรมของเขาในสนามวัตถุจะไม่นำมาซึ่งความสุขอัน  แท้จริง  โดยตรัสว่า  “จงยกเลิกมันเสียและหันความศรัทธามาที่ข้า  แล้วเจ้าจะมีความ  สุข”  ดังนั้น  ปัญญาชนผู้มอบความศรัทธาให้แก่  พะระมาทมา  หรือองค์ภควาน  จะเริ่ม  เจริญก้าวหน้าไปสู่ชีวิตแห่งความปลื้มปีติสุขที่เป็นอมตะ  และเปี่ยมไปด้วยความรู้

โศลก 24 (13.24)

ยะ เอวัม เวททิ พุรุชัม
พระคริทิม ช กุไณฮ สะฮะ

สารวะทฺา วารทะมาโน ่พิ
นะ สะ บํูโย ่บิฺจายะเท

ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, เอวัม  -  ดังนั้น, เวททิ  -  เข้าใจ, พุรุชัม  -  สิ่งมีชีวิต, พระคริทิม  -  ธรรมชาติวัตถุ, ชะ  -  และ, กุไนฮ  -  ระดับต่าง ๆ ของธรรมชาติวัตถุ, สะฮะ  -  กับ, สารวะทฺา  -  ในทุก ๆ วิธี, วารทะมานะฮ  -  สถิต, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, นะ  -  ไม่เคย, สะฮ  -  เขา, บํูยะฮ  -  อีกครั้งหนึ่ง, อบิฺจา ยะเท  -  เกิด

คำแปล

ผู้เข้าใจปรัชญาเกี่ยวกับธรรมชาติวัตถุ  สิ่งมีชีวิต  และผลกระทบซึ่งกันและกัน  ของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาตินี้  แน่นอนว่าจะได้รับอิสรภาพ  เขาจะไม่มาเกิดที่  นี่อีก  ไม่ว่าสถานภาพปัจจุบันเป็นเช่นไร

คำอธิบาย

การเข้าใจธรรมชาติวัตถุ  อภิวิญญาณ  ปัจเจกวิญญาณ  และผลกระทบซึ่งกัน  และกันของทั้งหมดนี้อย่างชัดเจน  ทำให้มีสิทธิ์ได้รับเสรีภาพและกลับคืนสู่บรรยากาศ  ทิพย์  โดยไม่ต้องถูกบังคับให้กลับคืนมาสู่ธรรมชาติวัตถุนี้อีก  นั่นคือผลแห่งความรู้  จุด  มุ่งหมายแห่งความรู้คือการเข้าใจอย่างชัดเจนว่า  โดยบังเอิญสิ่งมีชีวิตได้ตกลงมามีความ  เป็นอยู่ทางวัตถุนี้  แต่ด้วยความพยายามส่วนตัวที่มาคบหาสมาคมกับบุคคลผู้เชื่อถือได้  เช่น  นักบุญและพระอาจารย์ทิพย์ทำให้เข้าใจสถานภาพของตนเองจากนั้นก็กลับคืนไปสู่  จิตสำนึกทิพย์หรือคริชณะจิตสำนึก  ด้วยการเข้าใจ  ภควัต-คีตา  ตามที่องค์ภควานทรง  อธิบาย  จึงเป็นที่แน่นอนว่าเราจะไม่กลับมามีความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้อีกครั้ง  และจะถูก  ย้ายไปยังโลกทิพย์เพื่อชีวิตอมตะที่มีความปลื้มปีติสุขและเปี่ยมไปด้วยความรู้

โศลก 25 (13.25)

ดฺยาเนนาทมะนิ พัชยันทิ
เคชิด อาทมานัม อาทมะนา

อันเย สางคฺเยนะ โยเกนะ
คารมะ-โยเกนะ ชาพะเร

ดฺยาเนนะ  -  ด้วยการทำสมาธิ, อาทมะนิ  -  ภายในตนเอง, พัชยันทิ  -  เห็น, เคชิท  -  บางคน, อาทมานัม  -  อภิวิญญาณ, อาทมะนา  -  ด้วยจิต, อันเย  -  ผู้อื่น, สางคฺเยนะ  -  ของการสนทนา ปรัชญา, โยเกนะ  -  ด้วยระบบโยคะ, คารมะ-โยเกนะ  -  ด้วยกิจกรรมที่ปราศจากความ ต้องการผลทางวัตถุ, ชะ  -  เช่นกัน, อพะเร  -  ผู้อื่น

คำแปล

บางคนสำเหนียกองค์อภิวิญญาณภายในตนเองด้วยการทำสมาธิ  บางคน  สำเหนียกด้วยการพัฒนาความรู้  และยังมีผู้อื่นที่สำเหนียกด้วยการทำงานโดยไม่  ต้องการผลทางวัตถุ

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงให้ข้อมูลแด่อารจุนะว่าพันธวิญญาณผู้เสาะแสวงหาความรู้  แจ้งแห่งตนแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม  คือกลุ่มที่ไม่เชื่อในองค์ภควาน  ไม่เชื่อว่ามีนรกสวรรค์  และมีความเคลือบแคลงสงสัย  บุคคลเหล่านี้ความเข้าใจวิถีทิพย์อยู่เหนือความรู้สึก  นึกคิดของพวกตน  และมีอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความศรัทธาในการเข้าใจชีวิตทิพย์เรียกว่า  สาวกผู้ใคร่ครวญ  นักปราชญ์  และผู้ที่ทำงานสละผลทางวัตถุ  ผู้ที่พยายามสถาปนาลัทธิ  ความเชื่อว่าเป็นหนึ่งเดียวกันก็นับอยู่ในกลุ่มที่ไม่เชื่อในองค์ภควาน  และไม่เชื่อในนรก  สวรรค์  อีกนัยหนึ่ง  บรรดาสาวกของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเท่านั้นที่สถิตดีที่สุดใน  การเข้าใจวิถีทิพย์  เพราะมีความเข้าใจว่าสูงกว่าธรรมชาติวัตถุนี้ยังมีโลกทิพย์และองค์  ภควานผู้ทรงแบ่งภาคมาเป็น  พะระมาทมา  หรือ  องค์อภิวิญญาณภายในหัวใจของทุกๆ  คน  ผู้ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  แน่นอนว่ามีบุคคลที่พยายามเข้าใจสัจธรรมสูงสุดด้วยการ  พัฒนาความรู้  ซึ่งนับว่าอยู่ในกลุ่มของผู้มีศรัทธา  บรรดานักปราชญ์  สางคฺยะ  วิเคราะห์  โลกวัตถุนี้ว่ามียี่สิบสี่ธาตุ  และจัดปัจเจกวิญญาณว่าเป็นรายการที่ยี่สิบห้า  เมื่อสามารถ  เข้าใจธรรมชาติของปัจเจกวิญญาณว่าเป็นทิพย์เหนือธาตุวัตถุต่าง  ๆ  พวกนี้ก็สามารถ  เข้าใจเช่นกันว่า  เหนือไปกว่าปัจเจกวิญญาณยังมีบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  พระองค์  ทรงเป็นธาตุที่ยี่สิบหก  ดังนั้น  พวกนี้จะค่อย  ๆ  มาถึงมาตรฐานแห่งการอุทิศตนเสียสละ  รับใช้ในคริชณะจิตสำนึก  พวกที่ทำงานโดยไม่หวังผลทางวัตถุก็มีความสมบูรณ์ในท่าที  ของตนเองเช่นกัน  และได้รับโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้ามาสู่ระดับแห่งการอุทิศตนเสีย  สละรับใช้ในคริชณะจิตสำนึก  ณ  ที่นี้กล่าวไว้ว่า  มีบางคนที่มีจิตสำนึกบริสุทธิ์  พยายาม  ค้นหาอภิวิญญาณด้วยการทำสมาธิ  และเมื่อค้นพบอภิวิญญาณภายในตนเองแล้ว  จะ  สถิตในระดับทิพย์  ในลักษณะเดียวกัน  มีผู้พยายามเข้าใจดวงวิญญาณสูงสุดด้วยการ  พัฒนาความรู้  และยังมีผู้ที่พัฒนาระบบ  ฮะทฺะ-โยกะ  และพยายามทำให้บุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้าทรงพอพระทัยด้วยกิจกรรมแบบเด็ก  ๆ

โศลก 26 (13.26)

อันเย ทุ เอวัม อจานันทะฮ
ชรุทวานเยบฺยะ อุพาสะเท

เท ่พิ ชาทิทะรันทิ เอวะ
มริทยุม ชุรทิ-พะรายะณาฮ

อันเย  -  ผู้อื่น, ทุ-แต่, เอวัม  -  ดังนั้น, อจานันทะฮ  -  โดยปราศจากความรู้ทิพย์, ชรุทวา  -  ด้วย การสดับฟัง, อันเยบฺยะฮ  -  จากผู้อื่น, อุพาสะเท  -  เริ่มบูชา, เท  -  พวกเขา, อพิ  -  เช่นกัน, ชะ  -  และ, อทิทะรันทิ  -  ข้ามพ้น, เอวะ  -  แน่นอน, มริทยุม  -  วิถีทางแห่งความตาย, ชรุทิ  -  พะรา ยะณาฮ  -  ชอบวิธีการสดับฟัง

คำแปล

ยังมีพวกที่ถึงแม้ไม่ชำนาญในความรู้ทิพย์  แต่เมื่อสดับฟังเกี่ยวกับองค์ภควาน  จากผู้อื่นก็เริ่มบูชาพระองค์  เนื่องจากมีแนวโน้มชอบสดับฟังจากผู้ที่เชื่อถือได้  พวกเขาจะข้ามพ้นวิถีแห่งการเกิดและการตายเช่นเดียวกัน

คำอธิบาย

โศลกนี้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบันโดยเฉพาะ  เพราะว่าสังคมปัจจุบันเกือบ  ไม่มีการศึกษาในเรื่องทิพย์เลย  บางคนอาจดูเหมือนว่าเป็นผู้ไม่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้าหรือ  ไม่เชื่อในนรกสวรรค์  หรือไม่เชื่อในปรัชญา  แต่อันที่จริงไม่มีความรู้ปรัชญา  สำหรับคน  ธรรมดาทั่วไป  หากผู้ใดเป็นดวงวิญญาณที่ดีก็จะมีโอกาสเจริญก้าวหน้าด้วยการสดับฟัง  วิธีการสดับฟังนี้สำคัญมาก  องค์เชธันญะผู้ตรัสสอนคริชณะจิตสำนึกในโลกปัจจุบันทรง  เน้นการสดับฟังเป็นอย่างมาก  หากคนธรรมดาเพียงแต่สดับฟังจากแหล่งที่เชื่อถือได้  เขาก็สามารถเจริญก้าวหน้า  โดยเฉพาะ  หากสดับฟังคลื่นเสียงทิพย์  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  ตาม  ที่องค์เชธันญะตรัส  ดังนั้น  จึงกล่าวไว้ว่ามนุษย์ทั้งหลายควรถือโอกาสในการสดับฟังจาก  จิตวิญญาณผู้รู้แจ้ง  เมื่อค่อย  ๆ  เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง  การบูชาองค์ภควานจะบังเกิดขึ้น  โดยไม่ต้องสงสัย  องค์เชธันญะตรัสว่าในยุคนี้ไม่มีผู้ใดจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานภาพของ  ตนเอง  แต่เราควรยกเลิกความพยายามที่จะเข้าใจสัจธรรมด้วยเหตุผลจากการคาด  คะเน  เราควรเรียนรู้และมาเป็นผู้รับใช้ของผู้ที่มีความรู้แห่งองค์ภควาน  หากโชคดีพอที่  ได้มาพึ่งสาวกผู้บริสุทธิ์  สดับฟังจากท่านเกี่ยวกับความรู้แจ้งแห่งตน  และปฏิบัติตามรอย  พระบาทของท่าน  เราจะค่อย  ๆ  พัฒนามาสู่สถานภาพของสาวกผู้บริสุทธิ์  ในโศลกนี้  ได้แนะนำวิธีการสดับฟังมากเป็นพิเศษซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่ง  ถึงแม้ว่าคนธรรมดาทั่วไป  ส่วนใหญ่จะไม่มีความสามารถเทียบเท่านักปราชญ์  แต่ด้วยความศรัทธาในการสดับฟัง  จากบุคคลที่เชื่อถือได้  จะช่วยเราให้ข้ามพ้นไปจากความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้  และกลับคืนสู่  เหย้าคืนสู่องค์ภควาน

โศลก 27 (13.27)

ยาวัท สันจายะเท คินชิท
สัททวัม สทฺาวะระ-จังกะมัม

คเชทระ-คเชทระกยะ-สัมโยกาท
ทัด วิดดิฺ-บฺะระทารชะบฺะ

ยาวัท  -  อะไรก็แล้วแต่, สันจายะเท  -  มามีชีวิต, คินชิท  -  สิ่งใด, สัททวัม  -  เป็นอยู่, สทฺาวะ ระ  -  ไม่เคลื่อนที่, จังกะมัม  -  เคลื่อนที่, คเชทระ  -  ของร่างกาย, คเชทระ-กยะ  -  และผู้รู้ ร่างกาย, สัมโยกาท  -  จากการรวมกันระหว่าง, ทัท วิดดิฺ  -  เธอต้องรู้, บฺะระทะ-ริชะบฺะ  -  โอ้ ผู้นำแห่งบฺาระทะ

คำแปล

โอ้  ผู้นำแห่งบฺาระทะ  จงรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอเห็นปรากฏอยู่ทั้งเคลื่อนที่และไม่  เคลื่อนที่  เป็นเพียงการรวมตัวของสนามแห่งกิจกรรมและผู้รู้สนาม

คำอธิบาย

ทั้งธรรมชาติวัตถุและสิ่งมีชีวิตซึ่งมีอยู่ก่อนการสร้างจักรวาลอธิบายไว้ในโศลก  นี้  ทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างขึ้นมาเป็นเพียงการผสมผสานระหว่างสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติ  วัตถุ  มีปรากฏการณ์มากมาย  เช่น  ต้นไม้  ภูเขา  และเนินเขาซึ่งไม่เคลื่อนที่และมีสิ่งที่  ปรากฏอยู่มากมายที่เคลื่อนที่  ทั้งหมดเป็นเพียงการผสมผสานของธรรมชาติวัตถุ  และ  สิ่งมีชีวิตจะดำเนินต่อไปชั่วกัลปวสาน  องค์ภควานทรงทำให้การผสมผสานกันนี้เกิด  เป็นผล  ดังนั้น  พระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมทั้งธรรมชาติที่สูงกว่าต่ำกว่า  พระองค์ทรง  เป็นผู้สร้างธรรมชาติวัตถุและธรรมชาติที่สูงกว่าถูกวางลงไปในธรรมชาติวัตถุนี้  ดังนั้น  กิจกรรมและปรากฏการณ์ทั้งหลายเหล่านี้จึงบังเกิดขึ้น

โศลก 28 (13.28)

สะมัม สารเวชุ บํูเทชุ
ทิชฮันทัม พะระเมชวะรัม

วินัชยัทสุ อวินัชยันทัม
ยะฮ พัชยะทิ สะ พัชยะทิ

สะมัม  -  เสมอภาค, สารเวชุ  -  ในทั้งหมด, บํูเทชุ  -  สิ่งมีชีวิต, ทิชทัฺนทัม  -  อาศัยอยู่, พะระมะ- อีชวะรัม  -  องค์อภิวิญญาณ, วินัชยัทสุ  -  ในการทำลาย, อวินัชยันทัม  -  ไม่ถูกทำลาย, ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, พัชยะทิ  -  เห็น, สะฮ  -  เขา, พัชยะทิ  -  เห็นโดยแท้จริง

คำแปล

ผู้เห็นองค์อภิวิญญาณพร้อมกับปัจเจกวิญญาณในทุก  ๆ  ร่าง  และเข้าใจว่าทั้ง  ดวงวิญญาณและอภิวิญญาณภายในร่างกายที่สูญสลายนี้ไม่มีวันถูกทำลาย  เป็น  ผู้เห็นโดยแท้จริง

คำอธิบาย

ผู้ใดคบกัลยาณมิตรจะสามารถเห็นสามสิ่งรวมกันคือ  ร่างกาย  เจ้าของร่างกาย  หรือปัจเจกวิญญาณ  และสหายของปัจเจกวิญญาณ  ผู้เห็นเช่นนี้เป็นผู้มีความรู้ที่แท้จริง  นอกจากมาคบหาสมาคมกับผู้รู้วิชาทิพย์โดยแท้จริง  มิฉะนั้น  เราจะไม่สามารถเห็นสาม  สิ่งนี้  ผู้ที่ไม่มีการคบหาสมาคมเช่นนี้อยู่ในอวิชชา  เพราะเห็นแต่เพียงร่างกายและคิดว่า  เมื่อร่างกายถูกทำลายทุกสิ่งทุกอย่างก็จบลง  อันที่จริงไม่เป็นเช่นนั้น  หลังจากร่างกาย  ถูกทำลายลง  ทั้งดวงวิญญาณและอภิวิญญาณยังคงอยู่  ทั้งคู่ยังคงดำเนินต่อไปใน  ร่างต่าง  ๆ  มากมาย  ทั้งเคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่  คำสันสกฤต  พะระเมชวะระ  บางครั้ง  แปลเป็น  “ปัจเจกวิญญาณ”  เพราะว่าดวงวิญญาณเป็นเจ้าของร่างกาย  และหลังจาก  ร่างกายถูกทำลายลง  ดวงวิญญาณจะย้ายไปสู่อีกร่างหนึ่ง  เช่นนี้เขาเป็นเจ้านาย  แต่มีผู้  อื่นแปลคำว่า  พะระเมชวะระ  นี้เป็นอภิวิญญาณ  ทั้งสองกรณี  ทั้งอภิวิญญาณและปัจเจก  วิญญาณยังคงดำเนินต่อไป  ทั้งคู่ไม่ถูกทำลายผู้สามารถเห็นเช่นนี้เป็นผู้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น  ตามความเป็นจริง

โศลก 29 (13.29)

สะมัม พัชยัน ฮิ สารวะทระ
สะมะวัสทิฺทัม อีชวะรัม

นะ ฮินัสทิ อาทมะนาทมานัม
ทะโท ยาทิ พะราม กะทิม

สะมัม  -  เสมอภาค, พัชยัน  -  เห็น, ฮิ  -  แน่นอน, สารวะทระ  -  ทุกหนทุกแห่ง, สะมะวัสทิฺทัม  -  สถิตเสมอภาค, อีชวะรัม  -  อภิวิญญาณ, นะ  -  ไม่, ฮินัสทิ  -  ตกต่ำ, อาทมะนา  -  ด้วยจิต, อาทมานัม  -  ดวงวิญญาณ, ทะทะฮ  -  จากนั้น, ยาทิ  -  มาถึง, พะราม  -  ทิพย์, กะทิม  -  จุดมุ่ง หมาย

คำแปล

ผู้เห็นอภิวิญญาณปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งอย่างเสมอภาคภายในทุก  ๆ  ชีวิต  ไม่  ปล่อยให้จิตของตนทำให้ตัวเองตกลงต่ำ  ดังนั้น  เขาจึงบรรลุถึงจุดมุ่งหมายทิพย์

คำอธิบาย

จากการยอมรับความเป็นอยู่ทางวัตถุ  สิ่งมีชีวิตจึงมาสถิตแตกต่างจากความ  เป็นอยู่ทิพย์ของตน  แต่เมื่อเข้าใจว่าองค์ภควานทรงสถิตในรูป  พะระมาทมา  อยู่ทุกหน  ทุกแห่ง  นั่นคือ  หากสามารถเห็นว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงปรากฏอยู่ภายใน  ทุก  ๆ  ชีวิต  เราจะไม่ทำตัวเองให้ตกต่ำด้วยความคิดในการทำลาย  จากนั้นจะค่อย  ๆ  พัฒนาไปสู่โลกทิพย์  โดยทั่วไปจิตใจจะเสพติดอยู่กับวิธีกรรมเพื่อสนองประสาทสัมผัส  แต่เมื่อจิตใจหันไปหาองค์อภิวิญญาณ  เขาจะก้าวหน้าในความเข้าใจวิถีทิพย์

โศลก 30 (13.30)

พระคริทไยวะ ชะ คารมาณิ
คริยะมาณานิ สารวะชะฮ

ยะฮ พัชยะทิ ทะทฺาทมานัม
อคารทารัม สะ พัชยะทิ

พระคริทยา  -  โดยธรรมชาติวัตถุ, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  เช่นกัน, คารมาณิ  -  กิจกรรม, คริยะ มาณานิ  -  ปฏิบัติ, สารวะชะฮ  -  ในทุก ๆ ด้าน, ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, พัชยะทิ  -  เห็น, ทะทฺ  -  เช่นกัน, อาทมานัม  -  ตัวเขา, อคารทารัม  -  ไม่ใช่ผู้ทำ, สะฮ  -  เขา, พัชยะทิ  -  เห็นโดยสมบูรณ์

คำแปล

ผู้สามารถเห็นว่ากิจกรรมทั้งหลายที่ร่างกายกระทำ  ธรรมชาติวัตถุเป็นผู้สร้าง  และเห็นว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรเลย  เป็นผู้เห็นที่แท้จริง

คำอธิบาย

ร่างกายนี้ผลิตมาจากธรรมชาติวัตถุภายใต้การกำกับของอภิวิญญาณ  และ  กิจกรรมใด  ๆ  ที่ดำเนินไปเกี่ยวกับร่างกาย  ไม่ใช่เป็นการกระทำของตัวเรา  สิ่งที่ทำไม่  ว่าจะเพื่อความสุขหรือความทุกข์  เราถูกบังคับให้ทำเนื่องมากจากพื้นฐานของร่างกาย  อย่างไรก็ดี  ตัวเราเองอยู่ภายนอกกิจกรรมทั้งหลายเหล่านี้  ร่างกายนี้ได้มาตามความ  ปรารถนาของเราในอดีต  เพื่อสนองกับความต้องการเราจึงได้ร่างกายซึ่งแสดงออกไป  ตามนั้น  อันที่จริงร่างกายคือเครื่องจักรที่องค์ภควานทรงออกแบบให้เพื่อสนองความ  ต้องการ  เนื่องมาจากความต้องการ  เราจึงถูกจับให้มาอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก  เพื่อให้ได้รับความทุกข์หรือความสุข  วิสัยทัศน์ทิพย์ของสิ่งมีชีวิตเมื่อพัฒนาขึ้น  จะทำให้  เราแยกออกมาจากกิจกรรมทางร่างกาย  ผู้มีวิสัยทัศน์เช่นนี้เป็นผู้เห็นโดยแท้จริง

โศลก 31 (13.31)

ยะดาบํูทะ-พริทัฺก-บฺาวัม
เอคะ-สทัฺม อนุพัชยะทิ

ทะทะ เอวะ ชะ วิสทารัม
บระฮมะ สัมพัดยะเท ทะดา

ยะดา  -  เมื่อ, บํูทะ  -  ของสิ่งมีชีวิต, พริทัฺค-บฺาวัม  -  ลักษณะที่แยกออก, เอคะ-สทัฺม  -  สถิตเป็นหนึ่ง, อนุพัชยะทิ  -  ผู้พยายามเห็นผ่านทางผู้เชื่อถือได้, ทะทะฮ เอวะ  -  หลังจาก นั้น, ชะ  -  เช่นกัน, วิสทารัม  -  ภาคแบ่งแยก, บระฮมะ  -  สมบูรณ์, สัมพัดยะเท  -  เขาบรรลุ, ทะดา  -  ในขณะนั้น

คำแปล

เมื่อมนุษย์ผู้มีเหตุผล  หยุดการเห็นลักษณะที่แตกต่างกันอันเนื่องมาจากร่างกาย  ที่ไม่เหมือนกัน  และเห็นว่าสิ่งมีชีวิตแผ่กระจายไปทุกหนทุกแห่งได้อย่างไร  เขา  บรรลุถึงแนวคิดบระฮมัน

คำอธิบาย

เมื่อเห็นว่าร่างกายต่าง  ๆ  ของสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาได้  เนื่องมาจากความต้องการ  ที่แตกต่างกันของปัจเจกวิญญาณ  และแท้ที่จริงไม่ใช่เป็นของดวงวิญญาณ  เราจะเป็นผู้  เห็นที่แท้จริง  ในแนวคิดชีวิตทางวัตถุ  เราพบบางคนเป็นเทวดา  บางคนเป็นมนุษย์  เป็น  สุนัข  เป็นแมว  ฯลฯ  นี่คือวิสัยทัศน์ทางวัตถุซึ่งไม่ใช่วิสัยทัศน์ที่แท้จริง  ความแตกต่าง  ทางวัตถุนี้เนื่องมาจากแนวคิดชีวิตทางวัตถุ  หลังจากร่างวัตถุถูทำลายลงดวงวิญญาณ  เป็นหนึ่ง  เนื่องจากมาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุดวงวิญญาณจึงได้รับร่างกายที่แตกต่าง  กัน  เมื่อเห็นเช่นนี้เขาบรรลุถึงวิสัยทัศน์ทิพย์  เมื่อเป็นอิสระจากความแตกต่างเช่น  มนุษย์  สัตว์  สูง  ต่ำ  ฯลฯ  จิตสำนึกของเราบริสุทธิ์ขึ้นและจะพัฒนาคริชณะจิตสำนึกในบุคลิก  ทิพย์แห่งตนเอง  เขาเห็นสิ่งต่าง  ๆ  เหล่านี้ได้อย่างไรนั้นจะอธิบายในโศลกต่อไป

โศลก 32 (13.32)

อนาดิทวาน นิรกุณัทวาท
พะระมาทมายัม อัพยะยะฮ

ชะรีระ-สโทฺ ่พิ คะอุนเทยะ
นะ คะโรทิ นะ ลิพยะเท

อนาดิทวาท  -  เนื่องจากความเป็นอมตะ, นิรกุณัทวาท  -  เนื่องจากเป็นทิพย์, พะระมะ  -  เหนือธรรมชาติวัตถุ, อาทมา  -  ดวงวิญญาณ, อยัม  -  นี้, อัพยะยะฮ  -  ไม่รู้จักหมด, ชะรีระ- สทฺะฮ  -  อาศัยอยู่ในร่างกาย, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, นะ คะ โรทิ  -  ไม่เคยทำสิ่งใด, นะ ลิพยะเท  -  ไม่ถูกพันธนาการ

คำแปล

พวกที่มีวิสัยทัศน์แห่งความเป็นอมตะสามารถเห็นว่าดวงวิญญาณที่ไม่มีวันสูญ  สลาย  เป็นทิพย์  เป็นอมตะ  และอยู่เหนือระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติ  ถึงแม้มา  สัมผัสกับร่างวัตถุ  โอ้  อารจุนะ  ดวงวิญญาณมิได้ทำอะไร  และไม่ได้ถูกพันธนาการ

คำอธิบาย

สิ่งมีชีวิตดูเหมือนเกิด  เนื่องมาจากการเกิดของร่างวัตถุ  แต่อันที่จริงสิ่งมีชีวิต  เป็นอมตะ  ไม่มีการเกิดถึงแม้สถิตในร่างวัตถุ  แต่เป็นทิพย์และเป็นอมตะ  ดังนั้น  สิ่งมีชีวิต  จึงไม่มีวันถูกทำลาย  โดยธรรมชาติจะเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุข  และไม่ปฏิบัติตนเอง  ในกิจกรรมทางวัตถุใด  ๆ  ทั้งสิ้น  ดังนั้น  กิจกรรมที่กระทำไปอันเนื่องจากมาสัมผัสกับ  ร่างกายวัตถุ  จะไม่สามารถพันธนาการตัวเขาได้

โศลก 33 (13.33)

ยะทฺา สารวะ-กะทัม โสคชมยาด
อาคาชัม โนพะลิพยะเท

สารวะทราวัสทิฺโท เดเฮ
ทะทฺาทมา โนพะลิพยะเท

ยะทฺา  -  เหมือนกับ, สารวะ-กะทัม  -  แผ่กระจายไปทั่ว, โสคชมยาท  -  เนื่องจากความ ละเอียดอ่อน, อาคาชัม  -  ท้องฟ้า, นะ  -  ไม่เคย, อุพะลิพยะเท  -  ผสม, สารวะทระ  -  ทุกหน ทุกแห่ง, อวัสทิฺทะฮ-สถิต, เดเฮ  -  ในร่างกาย, ทะทฺา  -  ดังนั้น, อาทมา  -  ตัวเขา, นะ  -  ไม่เคย, อุพะลิพยะเท  -  ผสม

คำแปล

เนื่องด้วยธรรมชาติที่ละเอียดอ่อน  ท้องฟ้ามิได้ผสมกับสิ่งใด  ถึงแม้จะแผ่กระจาย  ไปทั่ว  ในทำนองเดียวกัน  ดวงวิญญาณผู้สถิตในวิสัยทัศน์บระฮมัน  ก็มิได้ผสมกับ  ร่างกาย  ถึงแม้สถิตในร่างกายนั้น

คำอธิบาย

ลมเข้าไปในน้ำ  เข้าไปในดิน  ในอุจจาระ  และในทุกสิ่งทุกอย่าง  ถึงกระนั้นลมก็  มิได้ผสมกับสิ่งใด  ในทำนองเดียวกัน  สิ่งมีชีวิตถึงแม้สถิตในร่างกายต่าง  ๆ  แต่ก็อยู่ห่าง  จากร่างกายเหล่านี้  เนื่องจากธรรมชาติอันละเอียดอ่อน  ดังนั้น  จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็น  ด้วยดวงตาวัตถุว่าสิ่งมีชีวิตมาสัมผัสกับร่างนี้ได้อย่างไร  และเราจะออกจากร่างนี้ได้  อย่างไรหลังจากร่างนี้ถูกทำลายลง  ไม่มีนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดสามารถยืนยันเรื่องนี้ได้

โศลก 34 (13.34)

ยะทฺา พระคาชะยะทิ เอคะฮ
คริทสนัม โลคัม อิมัม ระวิฮ

คเชทรัม คเชทรี ทะทฺา คริทสนัม
พระคาชะยะทิ บฺาระทะ

ยะทฺา  -  เหมือน, พระคาชะยะทิ  -  ส่องแสง, เอคะฮ  -  หนึ่ง, คริทสนัม  -  ทั้งหมด, โลคัม  -  จักรวาล, อิมัม  -  นี้, ระวิฮ  -  ดวงอาทิตย์, คเชทรัม  -  ร่างกายนี้, คเชทรี  -  ดวงวิญญาณ, ทะทฺา  -  ในทำนองเดียวกัน, คริทสนัม  -  ทั้งหมด, พระคาชะยะทิ  -  ส่องแสง, บฺาระทะ  -  โอ้ โอรสแห่งบฺาระทะ

คำแปล

โอ้  โอรสแห่งบฺาระทะ  ดังเช่นดวงอาทิตย์ดวงเดียวส่องแสงสว่างไปทั่วทั้งจักรวาล  นี้  สิ่งมีชีวิตภายในร่างกายก็เช่นเดียวกัน  แผ่กระจายไปทั่วร่างกายด้วยจิตสำนึก

คำอธิบาย

มีทฤษฎีต่าง  ๆ  เกี่ยวกับจิตสำนึก  ใน  ภควัต-คีตา  ได้ให้ตัวอย่างดวงอาทิตย์  และแสงอาทิตย์  เสมือนดังดวงอาทิตย์สถิต  ณ  ที่นี้แต่ส่องแสงไปทั่วทั้งจักรวาล  ละออง  เล็ก  ๆ  ของดวงวิญญาณก็เช่นเดียวกัน  ถึงแม้สถิตในหัวใจของร่างกายนี้  แต่ส่องแสง  ไปทั่วร่างกายด้วยจิตสำนึก  ฉะนั้น  จิตสำนึกคือข้อพิสูจน์การปรากฏของดวงวิญญาณ  เช่นเดียวกับรัศมีหรือแสงอาทิตย์  พิสูจน์ให้เห็นถึงการปรากฏของดวงอาทิตย์  เนื่องจาก  ดวงวิญญาณอยู่ในร่าง  จึงทำให้มีจิตสำนึกไปทั่วร่างกาย  ทันทีที่ดวงวิญญาณออกจาก  ร่าง  จะไม่มีจิตสำนึกอีกต่อไป  ผู้ใดมีปัญญาจะสามารถเข้าใจประเด็นนี้ได้โดยง่าย  ฉะนั้น  จิตสำนึกไม่ใช่ผลผลิตจากการมารวมตัวกันของวัตถุ  แต่เป็นลักษณะอาการของสิ่งมี  ชีวิต  จิตสำนึกของสิ่งมีชีวิตถึงแม้ว่ามีคุณสมบัติเป็นหนึ่งเดียวกันกับจิตสำนึกสูงสุด  ตัว  เขาไม่ใช่จิตสำนึกสูงสุด  เพราะว่าจิตสำนึกของร่างหนึ่งโดยเฉพาะไม่ได้แบ่งความรู้สึก  ไปให้อีกร่างหนึ่ง  แต่องค์อภิวิญญาณผู้สถิตในทุก  ๆ  ร่างในฐานะที่เป็นสหายของปัจเจก  วิญญาณ  มีจิตสำนึกของทุก  ๆ  ร่าง  นั่นคือข้อแตกต่างระหว่างจิตสำนึกสูงสุดและ  ปัจเจกจิตสำนึก

โศลก 35 (13.35)

คเชทระ-คเชทระกยะโยร เอวัม
อันทะรัม กยานะ-ชัคชุชา

บํูทะ-พระคริทิ-โมคชัม ชะ
เย วิดุร ยานทิ เท พะรัม

คเชทระ  -  ของร่างกาย, คเชทระ-กยะโยฮ  -  ของเจ้าของร่างกาย, เอวัม  -  ดังนั้น, อันทะ รัม  -  แตกต่าง, กยานะ-ชัคชุชา  -  ด้วยวิสัยทัศน์แห่งความรู้, บํูทะ  -  ของสิ่งมีชีวิต, พระคริทิ -จากธรรมชาติวัตถุ, โมคชัม  -  ความหลุดพ้น, ชะ  -  เช่นกัน, เย  -  พวกซึ่ง, วิดุฮ-รู้, ยาน ทิ  -  เข้าพบ, เท  -  พวกเขา, พะรัม  -  องค์ภควาน

คำแปล

พวกที่เห็นด้วยดวงตาแห่งความรู้  ถึงข้อแตกต่างระหว่างร่างกายและผู้รู้ร่างกาย  และยังสามารถเข้าใจวิธีกรรมแห่งความหลุดพ้นจากพันธนาการในธรรมชาติ  วัตถุ  บรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด

คำอธิบาย

คำอธิบายของบทที่สิบสามนี้คือ  เราควรรู้ข้อแตกต่างระหว่างร่างกาย  เจ้าของ  ร่างกาย  และองค์อภิวิญญาณ  เราควรรู้วิธีการเพื่อความหลุดพ้น  ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  โศลกแปดถึงโศลกสิบสอง  จากนั้น  เราจะสามารถไปถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด

บุคคลผู้มีความศรัทธา  ก่อนอื่นควรคบหากัลยาณมิตรเพื่อสดับฟังเกี่ยวกับ  องค์ภควาน  และค่อย  ๆ  ได้รับแสงสว่าง  หากยอมรับพระอาจารย์ทิพย์  เราจะเรียนรู้  ข้อแตกต่างระหว่างวัตถุและดวงวิญญาณ  และความรู้นี้จะกลายมาเป็นขั้นบันไดเพื่อ  ความรู้แจ้งทิพย์ต่อไป  คำสั่งสอนมากมายจากพระอาจารย์ทิพย์เพื่อให้เราเป็นอิสระจาก  แนวคิดชีวิตทางวัตถุ  ตัวอย่างเช่นใน  ภควัต-คีตา  เราพบว่าคริชณะทรงสั่งสอนอารจุนะ  ให้เป็นอิสระจากการพิจารณาทางวัตถุ

เราสามารถเข้าใจว่าร่างกายนี้เป็นวัตถุ  วิเคราะห์ได้ว่ามียี่สิบสี่ธาตุ  ร่างกาย  เป็นปรากฏการณ์ที่หยาบ  ปรากฏการณ์ที่ละเอียดคือจิตใจและผลกระทบทางจิตวิทยา  ลักษณะอาการของชีวิตคือผลกระทบซึ่งกันและกันของปัจจัยเหล่านี้  แต่เหนือไปจากนี้  มีดวงวิญญาณและยังมีอภิวิญญาณ  ดวงวิญญาณและอภิวิญญาณเป็นสอง  โลกวัตถุ  นี้ทำงานด้วยการร่วมกันของดวงวิญญาณและธาตุวัตถุทั้งยี่สิบสี่  ผู้ที่สามารถเห็นหลัก  พื้นฐานของปรากฏการณ์ทางวัตถุทั้งหมดว่าเป็นการรวมกันของดวงวิญญาณและธาตุ  วัตถุ  และยังสามารถเห็นสถานภาพของดวงวิญญาณสูงสุด  ได้กลายมาเป็นผู้มีสิทธิ์เพื่อ  โอนย้ายไปสู่โลกทิพย์  สิ่งเหล่านี้มีไว้เพื่อการเพ่งพิจารณาดู  เพื่อความรู้แจ้งและเราควร  เข้าใจบทนี้โดยสมบูรณ์ด้วยการช่วยเหลือจากพระอาจารย์ทิพย์

ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย บัฺคธิเวดันธะ บทที่สิบสามของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทาในหัวข้อเรื่องธรรมชาติ ผู้รื่นเริง และจิตสำนึก

บทที่ สิบสี่

สามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ

โศลก 1 (14.1)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
พะรัม บํูยะฮ พระวัคชยามิ
กยานานาม กยานัม อุททะมัม

ยัจ กยาทวา มุนะยะฮ สารเว
พะราม สิดดิฺม อิโท กะทาฮ

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, พะรัม  -  ทิพย์, บํูยะฮ  -  อีกครั้ง หนึ่ง, พระวัคชยามิ  -  ข้าจะตรัส, กยานานาม  -  ในบรรดาความรู้ทั้งหมด, กยานัม  -  ความ รู้, อุททะมัม  -  สูงสุด, ยัท  -  ซึ่ง, กยาทวา  -  เมื่อรู้, มุนะยะฮ  -  นักปราชญ์, สารเว  -  ทั้งหมด, พระราม  -  ทิพย์, สิดดิฺม  -  สมบูรณ์, อิทะฮ  -  จากโลกนี้, กะทาฮ  -  บรรลุ

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  อีกครั้งหนึ่งที่ข้าจะประกาศถึงภูมิปัญญาอัน  สูงสุดนี้แก่เจ้าซึ่งดีที่สุดในบรรดาความรู้ทั้งหมด  เมื่อรู้แล้วนักปราชญ์ทั้งหลายจะ  บรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุด

คำอธิบาย

จากบทที่เจ็ดมาถึงท้ายบทที่สิบสอง  ชรี  คริชณะ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทรงเปิดเผยสัจธรรมอย่างละเอียด  บัดนี้พระองค์ทรงให้แสงสว่างแก่อารจุนะมากขึ้นไป  อีก  หากผู้ใดเข้าใจบทนี้ผ่านวิธีการคาดคะเนทางปรัชญา  เขาจะเข้าใจถึงการอุทิศตน  เสียสละรับใช้  บทที่สิบสามได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าจากการพัฒนาความรู้ด้วยความ  ถ่อมตน  เขาอาจเป็นอิสระจากพันธนาการทางวัตถุ  และอธิบายไว้ด้วยว่าเนื่องจากมา  คบหาสมาคมกับระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติ  ทำให้สิ่งมีชีวิตถูกพันธนาการอยู่ในโลกวัตถุ  ในบทนี้องค์ภควานทรงอธิบายว่าระดับแห่งธรรมชาติวัตถุเป็นอย่างไร  ทำงานอย่างไร  พันธนาการอย่างไร  และให้ความหลุดพ้นได้อย่างไร  องค์ภควานทรงประกาศว่าความ  รู้ที่อธิบายในบทนี้สูงกว่าความรู้ที่ให้ไว้ในบทอื่น  ๆ  ทั้งหมด  จากการเข้าใจความรู้นี้  นัก  ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่มากมายได้บรรลุถึงความสมบูรณ์และย้ายไปสู่โลกทิพย์  บัดนี้พระองค์  ทรงอธิบายถึงความรู้เดียวกันนี้ในวิธีที่ดีกว่า  ความรู้นี้สูงกว่าวิธีการแห่งความรู้ทั้งหลาย  ที่อธิบายมาแล้วมากมาย  เมื่อรู้แล้ว  หลาย  ๆ  คนได้บรรลุถึงความสมบูรณ์  ดังนั้น  จึง  คาดว่าผู้ที่เข้าใจบทที่สิบสี่นี้จะบรรลุถึงความสมบูรณ์

โศลก 2 (14.2)

อิดัม กยานัม อุพาชริทยะ
มะมะ สาดฺารมยัม อากะทาฮ

สารเก ่พิ โนพะจายันเท
พระละเย นะ วิยะทัฺนทิ ชะ

อิดัม  -  นี้, กยานัม  -  ความรู้, อุพาชริทยะ  -  มาพึ่ง, มะมะ  -  ของข้า, สารดฺารมยัม  -  ธรรมชาติ เดียวกัน, อากะทาฮ  -  บรรลุ, สารเก อพิ  -  แม้ในการสร้าง, นะ  -  ไม่เคย, อุพะจายันเท  -  เกิด, พระละเย  -  ในการทำลาย, นะ  -  ไม่, วิยะทัฺนทิ  -  วุ่นวายใจ, ชะ  -  เช่นกัน

คำแปล

เมื่อมาตั้งมั่นในความรู้นี้  เขาสามารถบรรลุถึงธรรมชาติทิพย์เหมือนกับตัวข้า  เมื่อ  สถิตเช่นนี้  เขาจะไม่เกิดเมื่อถึงเวลาสร้างและจะไม่วุ่นวายใจเมื่อถึงเวลาทำลาย

คำอธิบาย

หลังจากได้ความรู้ทิพย์อันสมบูรณ์  เราจะได้รับคุณลักษณะเดียวกันกับองค์  ภควาน  และมาเป็นผู้ที่มีอิสระจากการเกิดและการตายซ้ำซาก  อย่างไรก็ดี  เราไม่สูญ  เสียบุคลิกลักษณะของตนเองในฐานะที่เป็นปัจเจกวิญญาณ  เข้าใจจากวรรณกรรม  พระเวทว่า  ดวงวิญญาณผู้หลุดพ้นที่มาถึงดาวเคราะห์ทิพย์ในท้องฟ้าทิพย์หมายจะมา  พึ่งพระบาทรูปดอกบัวขององค์ภควาน  และปฏิบัติรับใช้พระองค์ด้วยความรักทิพย์เสมอ  ฉะนั้น  แม้หลังจากหลุดพ้นแล้ว  สาวกจะไม่สูญเสียปัจเจกบุคลิกลักษณะของตนเอง

โดยทั่วไปในโลกวัตถุ  ความรู้ใด  ๆ  ที่เราได้รับจะแปดเปื้อนไปด้วยมลทินจาก  สามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  ความรู้ที่ไม่เปื้อนมลทินจากสารระดับแห่งธรรมชาติเรียก  ว่าความรู้ทิพย์  ทันทีที่สถิตในความรู้ทิพย์เราได้อยู่ในระดับเดียวกันกับองค์ภควาน  พวก  ที่ไม่มีความรู้แห่งท้องฟ้าทิพย์เชื่อว่าหลังจากได้รับอิสรภาพจากกิจกรรมทางวัตถุในรูป  ลักษณ์ทางวัตถุ  บุคลิกลักษณะทิพย์นี้จะกลายมาเป็นผู้ที่ไร้รูปลักษณ์  ไม่มีความหลาก  หลาย  อย่างไรก็ดี  ในโลกทิพย์มีความหลากหลายเหมือนกับโลกวัตถุเช่นเดียวกัน  พวก  ที่อยู่ในอวิชชาเช่นนี้คิดว่าความเป็นอยู่ทิพย์ตรงกันข้ามกับความหลากหลายทางวัตถุแต่  อันที่จริงในท้องฟ้าทิพย์  เรามีรูปทิพย์  มีกิจกรรมทิพย์  และมีสถานภาพทิพย์ซึ่งเรียกว่า  ชีวิตแห่งการอุทิศตนเสียสละ  ในบรรยากาศนั้นกล่าวไว้ว่าไม่มีมลทินแปดเปื้อน  ณ  ที่นั้น  เราเสมอภาคกับองค์ภควานในคุณภาพ  เมื่อได้รับความรู้เช่นนี้เราต้องพัฒนาคุณสมบัติ  ทิพย์ทั้งหมด  ดังนั้น  ผู้ที่พัฒนาคุณสมบัติทิพย์จะไม่ได้รับผลกระทบจากการสร้างหรือ  การทำลายของโลกวัตถุ

โศลก 3 (14.3)

มะมะ โยนิร มะฮัด บระฮมะ
ทัสมิน การบัฺม ดะดฺามิ อฮัม
สัมบฺะวะฮ สารวะ-บํูทานาม
ทะโท บฺะวะทิ บฺาระทะ

มะมะ  -  ของข้า, โยนิฮ  -  ต้นเหตุแห่งการเกิด, มะฮัท  -  ความเป็นอยู่ทางวัตถุทั้งหมด, บระฮ- มะ  -  สูงสุด, ทัสมิน  -  ในนั้น, การบัฺม  -  การตั้งครรภ์, ดะดฺามิ  -  สร้าง, อฮัม  -  ข้า, สัมบฺะวะฮ  -  ความเป็นไปได้, สารวะ-บํูทานาม  -  ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย, ทะทะฮ  -  หลังจากนั้น, บฺะ- วะทิ  -  โอ้ โอรสแห่งบฺาระทะ

คำแปล

แก่นสารทางวัตถุทั้งหมดเรียกว่าบระฮมัน  ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งการเกิด  และข้า  ทำให้บระฮมันตั้งครรภ์  การเกิดของมวลชีวิตจึงเป็นไปได้  โอ้  โอรสแห่งบฺาระทะ

คำอธิบาย

นี่คือคำอธิบายของโลก  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากการผสมผสาน  ของ  เคเชทระ  และ  คเชทระ-กยะ  หรือร่างกายและดวงวิญญาณ  การผสมผสานกันของ  ธรรมชาติวัตถุและสิ่งมีชีวิตเป็นไปได้โดยองค์ภควาน  มะฮัท-ทัททวะ  เป็นแหล่งกำเนิด  ทั้งหมดของปรากฏการณ์ในจักรวาลทั้งหมด  และแก่นสารทั้งหมดของแหล่งกำเนิดทาง  วัตถุนั้นมีสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  บางครั้งเรียกว่า  บระฮมัน  องค์ภควานทรง  ทำให้แก่นสารทั้งหมดตั้งครรภ์  ดังนั้น  จักรวาลอันนับไม่ถ้วนจึงเกิดขึ้นมาได้  แก่นสาร  ทางวัตถุทั้งหมดนี้หรือ  มะฮัท-ทัททวะ  อธิบายว่าเป็น  บระฮมัน  ในวรรณกรรมพระเวท  (มุณดะคะ  อุพะนิดชัด  1.1.19  )  กล่าวว่า  ทัสมาด  เอ  ทัด  บระฮมะ  นามะ-รูพัม  อันนัม  ชะ  จายะเท  องค์ภควานทรงทำให้  บระฮมัน  ตั้งครรภ์ด้วยเมล็ดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  ธาตุทั้ง  ยี่สิบสี่เริ่มต้นจาก  ดิน  น้ำ  ไฟ  และลมทั้งหมดเป็นพลังงานวัตถุ  และสิ่งเหล่านี้รวมกันเรียก  ว่า  มะฮัด  บระฮมะ  หรือ  บระฮมัน  ที่ยิ่งใหญ่  นั่นคือธรรมชาติวัตถุดังที่ได้อธิบายในบทที่  เจ็ด  ยังมีธรรมชาติที่สูงไปกว่านี้นั่นคือสิ่งมีชีวิต  ภายในธรรมชาติวัตถุจะมีธรรมชาติที่สูง  กว่าเข้าไปผสม  ด้วยความปรารถนาขององค์ภควาน  และหลังจากนั้นมวลชีวิตได้กำเนิด  มาจากธรรมชาติวัตถุนี้

แมลงป่องวางไข่ในกองข้าว  บางครั้งกล่าวกันว่าแมลงป่องเกิดจากข้าว  แต่  ข้าวไม่ใช่แหล่งกำเนิดของแมลงป่อง  อันที่จริง  แม่ของแมลงป่องเป็นผู้ว่างไข่  ในทำนอง  เดียวกัน  ธรรมชาติวัตถุไม่ใช่แหล่งกำเนิดแห่งการเกิดของสิ่งมีชีวิต  บุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้าทรงเป็นผู้ให้เมล็ดพันธุ์และดูเหมือนว่าพวกเขาเกิดมาจากผลผลิตของธรรมชาติ  วัตถุ  ดังนั้น  ตามกรรมเก่าของตนเอง  ทุก  ๆ  ชีวิตจึงมีร่างกายแตกต่างกันซึ่งธรรมชาติ  วัตถุนี้เป็นผู้สร้าง  สิ่งมีชีวิตสามารถได้รับความสุขหรือความทุกข์ตามกรรมในอดีตของ  ตน  องค์ภควานทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งปรากฏการณ์ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกวัตถุนี้

โศลก 4 (14.4)

สารวะ-โยนิชุ คะอุนเทยะ
มูรทะยะฮ สัมบฺะวันทิ ยาฮ
ทาสาม บระฮมะ มะฮัด โยนิร
อฮัม บีจะ-พระดะฮ พิทา

สารวะ-โยนิชุ  -  ในเผ่าพันธุ์ของชีวิตทั้งหมด, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, มูรทะ ยะฮ  -  รูปร่างต่าง ๆ, สัมบฺะวันทิ  -  พวกเขาปรากฏ, ยาฮ  -  ซึ่ง, ทาสาม  -  พวกเขาทั้งหมด, บระฮมะ  -  สูงสุด, มะฮัท โยนิฮ  -  ต้นเหตุของการเกิดในแก่นสารทางวัตถุ, อฮัม  -  ข้า, บีจะ  -  พระดะฮ  -  ผู้ให้เมล็ดพันธุ์, พิทา  -  พระบิดา

คำแปล

โอ้  โอรสพระนางคุนที  ควรเข้าใจว่าที่เผ่าพันธุ์ชีวิตทั้งหมดเป็นไปได้ก็จากการเกิด  ในธรรมชาติวัตถุนี้  และข้าคือพระบิดาผู้ให้เมล็ดพันธุ์

คำอธิบาย

โศลกนี้อธิบายอย่างชัดเจนว่า  คริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็น  พระบิดาองค์แรกของมวลชีวิต  สิ่งมีชีวิตเป็นการผสมผสานกันระหว่างธรรมชาติวัตถุ  และธรรมชาติทิพย์  สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มิใช่เห็นกันเพียงแต่ในโลกนี้เท่านั้น  แต่จะเห็นในทุก  ๆ  โลก  แม้ในโลกสูงสุดที่พระพรหมทรงประทับอยู่  ทุกแห่งหนจะมีสิ่งมีชีวิตภายในดิน  มี  สิ่งมีชีวิตแม้แต่ภายในน้ำ  และภายในไฟก็มีสิ่งมีชีวิต  การปรากฏทั้งหลายเหล่านี้  เนื่องมา  จากกรรมวิธีของมารดาคือธรรมชาติวัตถุและการให้เมล็ดพันธุ์ของบิดาคือคริชณะ  คำ  อธิบายคือ  โลกวัตถุถูกทำให้ตั้งครรภ์และออกมาเป็นสิ่งมีชีวิต  ตามแต่กรรมเก่าในอดีต  จึงมีรูปร่างลักษณะต่างกันในเวลาสร้าง

โศลก 5 (14.5)

สัททวัม ระจัส ทะมะ อิทิ
กุณาฮ พะคริทิ-สัมบฺะวาฮ

นิบัดฺนันทิ มะฮา-บาโฮ
เดเฮ เดฮินัม อัพยะยัม

สัททวัม  -  ระดับความดี, ระจะฮ  -  ระดับตัณหา, ทะมะฮ  -  ระดับอวิชชา, อิทิ  -  ดังนั้น, กุณาฮ  -  คุณลักษณะ, พระคริทิ  -  ธรรมชาติวัตถุ, สัมบฺะวาฮ  -  ผลิตจาก, นิบัดฺนันทิ  -  อยู่ ภายใต้พันธสภาวะ, มะฮา  -  บาโฮ-โอ้ นักรบผู้ยอดเยี่ยม, เดเฮ  -  ในร่างนี้, เดฮินัม  -  สิ่งมี ชีวิต, อัพยะยัม  -  อมตะ

คำแปล

ธรรมชาติวัตถุประกอบด้วยสามระดับคือ  ความดี  ตัณหา  และอวิชชา  เมื่อสิ่งมี  ชีวิตอมตะมาสัมผัสกับธรรมชาติ  โอ้  อารจุนะนักรบผู้ยอดเยี่ยม  เขามาอยู่ภายใต้  สภาวะของสามระดับนี้

คำอธิบาย

เนื่องจากสิ่งมีชีวิตเป็นทิพย์จึงไม่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติวัตถุนี้  แต่เพราะว่ามา  อยู่ภายใต้สภาวะของโลกวัตถุ  สิ่งมีชีวิตจึงปฏิบัติตนภายใต้มนต์สะกดของสามระดับแห่ง  ธรรมชาติวัตถุ  เพราะมีร่างกายที่ต่างกันตามทิศทางของธรรมชาติที่ต่างกันจึงถูกกระตุ้น  ให้ปฏิบัติไปตามธรรมชาตินั้น  ๆ  นี่คือสาเหตุแห่งความสุขและความทุกข์ที่หลากหลาย

โศลก 6 (14.6)

ทะทระ สัททวัม นิรมะลัทวาท
พระคาชะคัม อนามะยัม

สุคฺะ-สังเกนะ บัดฺนาทิ
กยานะ-สังเกนะ ชานะกฺะ

ทะทระ  -  ที่นั่น, สัททวัม  -  ระดับความดี, นิรมะลัทวาท  -  บริสุทธิ์ที่สุดในโลกวัตถุ, พระคา ชะคัม  -  ส่องแสงสว่าง, อนามะยัม  -  ปราศจากผลบาป, สุคฺะ  -  ด้วยความสุข, สังเกนะ  -  จาก การคบหาสมาคม, บัดฺนาทิ  -  พันธสภาวะ, กยานะ  -  ด้วยความรู้, สังเกนะ  -  จากการคบหา สมาคม, ชะ  -  เช่นกัน, อนะกฺะ  -  โอ้ ผู้ไร้บาป

คำแปล

โอ้  ผู้ไร้บาป  ระดับความดี  บริสุทธิ์กว่าระดับอื่น  จะส่องแสงสว่างและทำให้เป็น  อิสระจากผลบาปทั้งปวง  พวกที่สถิตในระดับนั้นอยู่ในพันธสภาวะด้วยความรู้สึก  ว่ามีความสุขและมีความรู้

คำอธิบาย

สิ่งมีชีวิตอยู่ภายใต้สภาวะของธรรมชาติวัตถุมีหลายลักษณะ  พวกหนึ่งมีความ  สุข  อีกพวกหนึ่งตื่นตัวมาก  และอีกพวกหนึ่งหมดหนทางที่จะช่วยเหลือได้  ปรากฏการณ์  ทางจิตวิทยาทั้งหมดนี้เป็นต้นเหตุของพันธสภาวะในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต  พวกเขามา  อยู่ภายใต้สภาวะที่แตกต่างกันได้อย่างไร  ได้อธิบายไว้ในส่วนนี้ของ  ภควัต-คีตา  เรามา  พิจารณาถึงระดับความดีก่อน  ผลจากการพัฒนาระดับความดีในโลกวัตถุคือ  จะมีความ  ฉลาดกว่าพวกที่อยู่ในสภาวะด้วยกัน  พวกนี้ไม่ได้รับความทุกข์ทางวัตถุมากมายนัก  และ  จะมีความรู้สึกว่าเจริญก้าวหน้าในความรู้ทางวัตถุ  ตัวแทนของระดับนี้คือพราหมณ์  ซึ่ง  ควรสถิตในระดับความดี  ความรู้สึกว่ามีความสุขเช่นนี้เนื่องจากเข้าใจว่าในระดับความดี  ทำให้ตนเป็นอิสระจากผลบาป  อันที่จริงในวรรณกรรมพระเวทได้กล่าวไว้ว่า  ระดับความ  ดีหมายถึงมีความรู้มากกว่า  และมีความรู้สึกว่ามีความสุขมากกว่า

ความยากลำบากที่นี่คือ  เมื่อสิ่งมีชีวิตอยู่ในระดับความดี  เขาอยู่ภายใต้สภาวะ  ที่มีความรู้สึกว่าตนเองเจริญก้าวหน้าในความรู้  และดีกว่าคนอื่น  เช่นนี้ทำให้ตกอยู่ใน  พันธสภาวะ  ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ  นักวิทยาศาสตร์และนักปราชญ์  แต่ละท่านภูมิใจมาก  กับความรู้ที่ตนมี  โดยทั่วไปพวกนี้จะพัฒนามาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า  และรู้สึก  ว่ามีความสุขทางวัตถุ  ความรู้สึกว่ามีความสุขมากในสภาวะเช่นนี้ทำให้ถูกพันธนาการ  โดยระดับความดีของธรรมชาติวัตถุ  เมื่อเป็นเช่นนี้  จะหลงติดทำงานอยู่ในระดับความ  ดี  ตราบใดที่ยังหลงติดอยู่กับการทำงานเช่นนี้  จะต้องได้รับร่างกายในระดับต่าง  ๆ  ของ  ธรรมชาติวัตถุ  ดังนั้น  จึงไม่มีโอกาสจะหลุดพ้นหรือย้ายไปยังโลกทิพย์  เขาอาจกลับมา  เป็นนักปราชญ์  นักวิทยาศาสตร์  หรือนักกวีซ้ำซาก  และถูกพันธนาการในสภาวะที่ได้  รับโทษแห่งการเกิดและการตายเช่นเดียวกันนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก  แต่เนื่องจากความหลงใน  พลังงานวัตถุ  ทำให้เขาคิดว่าชีวิตเช่นนี้สุขสบายดี

โศลก 7 (14.7)

ระโจ รากาทมะคัม วิดดิฺ
ทริชณา-สังกะ-สะมุดบฺะวัม

ทัน นิบัดฺนาทิ คะอุนเทยะ
คารมะ-สังเกนะ เดฮินัม

ระจะฮ  -  ระดับตัณหา, รากะ-อาทมะคัม  -  เกิดจากความต้องการหรือราคะ, วิดดิฺ  -  รู้, ทริชณา  -  ด้วยความทะเยอทะยาน, สังกะ  -  คบหาสมาคม, สะมุดบฺะวัม  -  ผลิตจาก, ทัท  -  นั้น, นิบัดฺนาทิ  -  พันธนาการ, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, คารมะ-สังเกนะ  -  จาก การคบหาสมาคมกับกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, เดฮินัม  -  ร่างกาย

คำแปล

ระดับตัณหาเกิดจากความต้องการและความใคร่ที่ไม่รู้จักพอ  โอ้  โอรสพระนาง  คุนทีด้วยเหตุนี้สิ่งมีชีวิตในร่างจึงถูกพันธนาการอยู่กับการกระทำเพื่อผลทางวัตถุ

คำอธิบาย

ระดับตัณหามีลักษณะแห่งความเสน่หาระหว่างหญิงและชาย  ผู้หญิงมีความ  เสน่หาสำหรับผู้ชาย  และผู้ชายมีความเสน่หาสำหรับผู้หญิง  เช่นนี้เรียกว่าระดับตัณหา  เมื่อระดับตัณหาเพิ่มพูนขึ้นจะพัฒนาความทะเยอทะยานเพื่อความสุขทางวัตถุ  ต้องการ  ความสุขในการสนองประสาทสัมผัส  บุคคลในระดับตัณหาต้องการเกียรติยศชื่อเสียงใน  สังคมหรือในชาติ  และต้องการมีครอบครัวที่มีความสุขพร้อมกับลูกหลาน  ภรรยา  และ  บ้านที่ดี  เหล่านี้คือผลผลิตของระดับตัณหา  ตราบใดที่ยังทะเยอทะยานใฝ่ฝันสิ่งเหล่า  นี้  เขาต้องทำงานหนักมาก  ดังนั้น  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่าเมื่อมาสัมผัสกับ  ผลแห่งกิจกรรมของตนเอง  และถูกพันธนาการด้วยกิจกรรมเหล่านี้เพื่อให้ภรรยา  ลูก  หลาน  และสังคมได้รับความพึงพอใจ  และยังต้องรักษาเกียรติยศชื่อเสียงเอาไว้  เขาจึง  ต้องทำงาน  ดังนั้น  โลกวัตถุทั้งหมดส่วนใหญ่อยู่ในระดับตัณหา  ความศิวิไลสมัยปัจจุบัน  พิจารณาว่าเจริญก้าวหน้าในมาตรฐานของระดับตัณหา  ในอดีตสภาวะความเจริญ  ก้าวหน้าพิจารณาว่าอยู่ในระดับความดี  แม้พวกที่อยู่ในระดับความดียังหลุดพ้นไม่ได้  แล้วพวกที่ถูกพันธนาการอยู่ในระดับตัณหาจะหลุดพ้นได้อย่างไร

โศลก 8 (14.8)

ทะมัส ทุ อกยานะ-จัม วิดดิฺ
โมฮะนัม สารวะ-เดฮินาม

พระมาดาลัสยะ-นิดราบิฺส
ทัน นิบัดฮนาทิ บฺาระทะ

ทะมะฮ  -  ระดับอวิชชา, ทุ  -  แต่, อกยานะ-จัม  -  ผลิตจากอวิชชา, วิดดิฺ  -  รู้, โมฮะนัม  -  ความ หลง, สารวะ-เดฮินาม  -  ของสิ่งมีชีวิตในร่างทั้งหมด, พระมาดะ  -  ด้วยความบ้าคลั่ง, อสัส ยะ  -  เกียจคร้าน, นิดราบิฺฮ  -  และนอน, ทัท  -  นั้น, นิบัดฮนาทิ  -  พันธนาการ, บฺาระทะ  -  โอ้ โอรสแห่งบฺาระทะ

คำแปล

โอ้  โอรสแห่งบฺาระทะ  จงรู้ว่าระดับแห่งความมืดเกิดจากอวิชชาเป็นความหลง  ของมวลชีวิตที่อยู่ในร่าง  ผลของระดับนี้คือ  ความบ้าคลั่ง  ความเกียจคร้าน  และ  การนอน  ซึ่งผูกมัดพันธวิญญาณ

คำอธิบาย

โศลกนี้ได้ใช้คำว่า  ทุ  โดยเฉพาะและสำคัญมาก  เช่นนี้หมายความว่า  ระดับ  อวิชชามีคุณสมบัติของวิญญาณในร่างที่แปลก  ระดับอวิชชาตรงกันข้ามกับระดับความ  ดี  จากการพัฒนาความรู้ทำให้ผู้อยู่ในระดับความดีสามารถเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร  แต่  ในระดับอวิชชาตรงกันข้าม  เพราะทุกคนที่อยู่ภายใต้มนต์ขลังของระดับอวิชชากลายเป็น  บ้า  คนบ้าไม่สามารถเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร  แทนที่จะเจริญก้าวหน้า  กลับทำตัวให้ตกต่ำ  ลง  คำนิยามของระดับอวิชชาได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระเวทว่า  วัสทุ-ยาทฺาทมยะ-  กยานาวะระคัม  วิพารยะยะ-กยานะ-จะนะคัม  ทะมะฮ  ภายใต้มนต์สะกดแห่งอวิชชา  ทำให้ไม่สามารถเข้าใจสิ่งใดตามความเป็นจริง  ตัวอย่างเช่น  ทุกคนเห็นว่าคุณปู่คุณตาได้  ตายไปแล้ว  ดังนั้น  ตัวเราเองจะต้องตายเช่นกัน  มนุษย์ต้องตาย  ลูกหลานที่เราให้กำเนิด  ก็จะต้องตายเช่นเดียวกัน  ดังนั้น  ความตายเป็นสิ่งที่แน่นอน  ถึงกระนั้นผู้คนก็ยังสะสมเงิน  ทองอย่างบ้าคลั่ง  และทำงานหนักมากทั้งวันทั้งคืนโดยไม่สนใจกับดวงวิญญาณอมตะ  นี่  คือความบ้าคลั่ง  และในความบ้าคลั่ง  จะไม่เต็มใจที่จะเจริญก้าวหน้าในความเข้าใจวิถี  ทิพย์  บุคคลเหล่านี้เกียจคร้านมาก  เมื่อได้รับเชิญให้ไปคบหาสมาคมเพื่อความเข้าใจวิถี  ทิพย์  จะไม่ค่อยสนใจ  พวกนี้จะไม่ตื่นตัวเหมือนพวกที่ถูกระดับตัณหาควบคุม  ดังนั้น  อีก  อาการหนึ่งของคนที่อยู่ในระดับอวิชชาคือ  นอนเกินความจำเป็น  นอนหกชั่วโมงก็เพียง  พอแล้ว  แต่บุคคลในระดับอวิชชานอนอย่างน้อยวันละสิบหรือสิบสองชั่วโมง  บุคคลเช่นนี้  จะดูเศร้าสลดเสมอ  มึนเมาอยู่กับสิ่งเสพติดและการนอน  เหล่านี้คือลักษณะอาการของ  บุคคลที่อยู่ในสภาวะระดับอวิชชา

โศลก 9 (14.9)

สัททวัม สุเคฺ สันจะยะทิ
ระจะฮ คารมะณิ บฺาระทะ

กยานัม อาวริทยะ ทุ ทะมะฮ
พระมาเด สันจะยะทิ อุทะ

สัททวัม  -  ระดับความดี, สุเคฺ  -  ในความสุข, สันจะยะทิ  -  ผูกมัด, ระจะฮ  -  ระดับตัณหา, คารมะณิ  -  ในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, บฺาระทะ  -  โอ้ โอรสแห่งบฺารทะ, กยานัม  -  ความ รู้, อาวริทยะ  -  ปกคลุม, ทุ  -  แต่, ทะมะฮ  -  ระดับอวิชชา, พระมาเด  -  ในความบ้าคลั่ง, สันจะยะทิ  -  ผูกมัด, อุทะ  -  ได้กล่าวไว้

คำแปล

โอ้  โอรสแห่งบฺาระทะ  ระดับความดีผูกมัดเขาให้อยู่ในความสุข  ระดับตัณหา  ผูกมัดเขาให้อยู่ในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  และระดับอวิชชาปกคลุมความรู้ของ  เขา  และผูกมัดเขาให้บ้าคลั่ง

คำอธิบาย

บุคคลที่อยู่ในระดับความดีจะพึงพอใจกับงาน  หรือเพิ่มพูนปัญญาให้ตนเอง  ดังเช่นนักปราชญ์  นักวิทยาศาสตร์  หรือนักวิชาการซึ่งปฏิบัติในสาขาวิชาโดยเฉพาะตน  และอาจพึงพอใจอยู่เช่นนั้น  บุคคลในระดับตัณหาอาจปฏิบัติในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  ครอบครองเป็นเจ้าของให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  และจะใช้จ่ายไปในการทำบุญ  บาง  ครั้งพยายามเปิดโรงพยาบาล  หรือให้ทานกับสถาบันต่าง  ๆ  ฯลฯ  เหล่านี้คือลักษณะของ  ผู้ที่อยู่ในระดับตัณหา  ระดับอวิชชาปกคลุมความรู้  ทำอะไรก็ไม่ดีทั้งกับตนเองและผู้อื่น

โศลก 10 (14.10)

ระจัส ทะมัช ชาบิฺบํูยะ
สัททวัม บฺะวะทิ บฺาระทะ

ระจะฮ สัททวัม ทะมัช ไชวะ
ทะมะฮ สัททวัม ระจัส ทะทฺา

ระจะฮ  -  ระดับตัณหา, ทะมะฮ  -  ระดับอวิชชา, ชะ  -  เช่นกัน, อบิฺบํูยะ  -  ข้ามพ้น, สัททวัม  -  ระดับความดี, บฺะวะทิ  -  โดดเด่น, บฺาระทะ  -  โอ้ โอรสแห่งบฺาระทะ, ระจะฮ  -  ระดับตัณหา, สัททวัม  -  ระดับความดี, ทะมะฮ  -  ระดับอวิชชา, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  เช่นนั้น, ทะมะฮ  -  ระดับอวิชชา, สัททวัม  -  ระดับความดี, ระจะฮ  -  ระดับตัณหา, ทะทฺา  -  ดังนั้น

คำแปล

บางครั้งระดับความดีโดดเด่น  ชนะระดับตัณหาและอวิชชา  โอ้  โอรสแห่งบฺาระทะ  บางครั้งระดับตัณหาชนะความดีและอวิชชา  และบางครั้งระดับอวิชชาชนะความ  ดีและตัณหา  เช่นนี้จะมีการแข่งขันเพื่อความยิ่งใหญ่อยู่เสมอ

คำอธิบาย

เมื่อระดับตัณหาโดดเด่น  ระดับความดีและอวิชชาก็พ่ายแพ้  เมื่อระดับความ  ดีโดดเด่นตัณหาและอวิชชาพ่ายแพ้  และเมื่อระดับอวิชชาโดดเด่นตัณหาและความดี  พ่ายแพ้  การแข่งขันเช่นนี้จะดำเนินต่อไปตลอดเวลา  ฉะนั้น  ผู้ที่ตั้งใจจะเจริญก้าวหน้า  ในคริชณะจิตสำนึกจริงๆ  ต้องข้ามให้พ้นเหนือทั้งสามระดับนี้  ความโดดเด่นของระดับ  หนึ่งระดับใดแห่งธรรมชาติจะปรากฏในการมาสัมพันธ์กับกิจกรรม  และในการรับ  ประทานอาหาร  ฯลฯ  ของบุคคลนั้น  ทั้งหมดนี้จะอธิบายในบทต่อ  ๆ  ไป  หากปรารถนา  เราสามารถพัฒนาด้วยการปฏิบัติในระดับความดี  และเอาชนะระดับอวิชชาและตัณหา  ถึงแม้ว่ามีสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุนี้  หากมีความมั่นใจเราอาจได้รับพรจากระดับ  ความดี  และเมื่อข้ามพ้นเหนือระดับความดี  เราจะสถิตในความดีที่บริสุทธิ์  เรียกว่า  ระดับ  วะสุเดวะ  ซึ่งเป็นระดับที่เราสามารถเข้าใจศาสตร์แห่งองค์ภควาน  จากกิจกรรม  ต่าง  ๆ  ที่ปรากฏทำให้เข้าใจได้ว่า  บุคคลนี้สถิตในระดับใดของธรรมชาติ

โศลก 11 (14.11)

สารวะ-ดวาเรชุ เดเฮ ่สมิน
พระคาชะ อุพะจายะเท

กยานัม ยะดา ทะดา วิดยาด
วิวริดดัฺม สัททวัม อิทิ อุทะ

สารวะ-ดวาเรชุ  -  ในทวารทั้งหมด, เดเฮ อัสมิน  -  ในร่างกายนี้, พระคาชะฮ  -  คุณสมบัติ แห่งแสงสว่าง, อุพะจายะเท  -  พัฒนา, กยานัม  -  ความรู้, ยะดา  -  เมื่อ, ทะดา  -  ในขณะนั้น, วิดยาท  -  รู้, วิวริดดัฺม  -  เพิ่มพูน, สัททวัม  -  ระดับความดี, อิทิ อุทะ  -  ได้กล่าวไว้ดังนี้

คำแปล

ปรากฏการณ์ของระดับความดีพบเห็นได้  เมื่อทวารของร่างกายทั้งหมดสว่างไสว  ไปด้วยความรู้

คำอธิบาย

มีเก้าประตูในร่างกายคือ  สองตา  สองหู  สองจมูก  หนึ่งปาก  หนึ่งอวัยวะสืบพันธุ์  และหนึ่งทวารหนัก  เมื่อทุกประตูสว่างไสวไปด้วยลักษณะอาการแห่งความดี  ควรเข้าใจ  ว่าบุคคลนี้ได้พัฒนาระดับความดี  ทำให้เขาสามารถเห็นสิ่งต่าง  ๆ  อย่างถูกต้อง  ฟังสิ่ง  ต่าง  ๆ  อย่างถูกต้อง  และลิ้มรสต่าง  ๆ  อย่างถูกต้อง  เขามีความสะอาดทั้งภายในและ  ภายนอก  ทุกประตูมีการพัฒนาลักษณะอาการแห่งความสุข  นั่นคือสภาวะแห่งความดี

โศลก 12 (14.12)

โลบฺะฮ พระวิรททิร อารัมบฺะฮ
คารมะณาม อชะมะฮ สพริฮา

ระจะสิ เอทานิ จายันเท
วิวริดเดฺ บฺะระทารชะบฺะ

โลบฺะฮ  -  ความโลภ, พระวริททิฮ  -  กิจกรรม, อารัมบฺะฮ  -  ความพยายาม, คารมะณาม  -  ใน กิจกรรม, อชะมะฮ  -  ควบคุมไม่ได้, สพริฮา  -  ความต้องการ, ระจะสิ  -  ของระดับตัณหา, เอทานิ  -  ทั้งหมดนี้, จายันเท  -  พัฒนา, วิวริดเดฺ  -  เมื่อมีมากเกินไป, บฺะระทะ-ริชะบฺะ  -  โอ้ ผู้นำแห่งผู้สืบราชวงศ์บฺาระทะ

คำแปล

โอ้  ผู้นำแห่งบฺาระทะ  เมื่อระดับตัณหาเพิ่มพูนลักษณะอาการที่จะพัฒนาขึ้นมาก  คือความยึดติด  กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  ความพยายามอย่างแรงกล้า  ความ  ปรารถนา  และความทะเยอทะยานที่ควบคุมไม่ได้

คำอธิบาย

ผู้ที่อยู่ในระดับตัณหาไม่เคยมีความพึงพอใจกับสภาวะที่ตนเองได้รับ  มักจะ  ทะเยอทะยานเพื่อเลื่อนสถานภาพ  หากต้องการสร้างบ้านพักเขาพยายามอย่างดีที่สุดที่  จะให้เป็นราชวัง  ประหนึ่งว่าตนเองจะสามารถพักอยู่ในบ้านนั้นชั่วกัลปวสาน  และพัฒนา  ความทะเยอทะยานอย่างยิ่งใหญ่เพื่อสนองประสาทสัมผัส  การสนองประสาทสัมผัส  จะดำเนินไปอย่างไม่สิ้นสุด  เขาปรารถนาที่จะอยู่กับบ้านและครอบครัวเสมอ  และสนอง  ประสาทสัมผัสไปเรื่อย  ๆ  โดยไม่มีวันสิ้นสุด  อาการเหล่านี้ทั้งหมดควรเข้าใจว่าเป็น  ลักษณะของระดับตัณหา

โศลก 13 (14.13)

อพระคาโช ่พระวริททิช ชะ
พระมาโด โมฮะ เอวะ ชะ

ทะมะสิ เอทานิ จายันเท
วิวริดเดฺ คุรุ-นันดะนะ

อพระคาชะฮ  -  ความมืด, อพระวริททิฺฮ  -  ไม่มีกิจกรรม, ชะ  -  และ, พระมาดะฮ  -  บ้าคลั่ง, โมฮะฮ  -  ความหลง, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  เช่นกัน, ทะมะสิ  -  ระดับอวิชชา, เอทานิ  -  เหล่านี้, จายันเท  -  ปรากฏ, วิวริดเดฺ  -  เมื่อพัฒนา, คุรุ-นันดะนะ  -  โอ้ โอรสแห่งคุรุ

คำแปล

เมื่อระดับอวิชชาเพิ่มพูน  โอ้  โอรสแห่งคุรุ  ความมืด  ความเฉื่อยชา  ความบ้าคลั่ง  และความหลงปรากฏ

คำอธิบาย

เมื่อไม่มีแสงสว่าง  ขาดความรู้  ผู้อยู่ในระดับอวิชชาจะไม่ทำงานตามหลักธรรม  และชอบทำอะไรตามอำเภอใจโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย  แม้มีความสามารถในการทำงานแต่  จะไม่พยายาม  การกระทำเช่นนี้เรียกว่าความหลง  แม้จิตสำนึกยังดำเนินต่อไปแต่ชีวิต  ไม่มีกิจกรรม  เหล่านี้คือลักษณะอาการของผู้ที่อยู่ในระดับอวิชชา

โศลก 14 (14.14)

ยะดา สัททเว พระวริดเดฺ ทุ
พระละยัม ยาทิ เดฮะ-บฺริท

ทะโดททะมะ-วิดาม โลคาน
อมะลาน พระทิพัดยะเท

ยะดา  -  เมื่อ, สัททเว  -  ระดับความดี, พระวิริเดฺ  -  พัฒนา, ทุ  -  แต่, พระละยัม  -  สิ้นสุด, ยาทิ  -  ไป, เดฮะ-บฺริท  -  ร่างกาย, ทะดา  -  ในขณะนั้น, อุททมะ-วิดาม  -  เหล่านักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่, โลคาน  -  โลก, อมะลาน  -  บริสุทธิ์, พระทิพัดยะเท  -  บรรลุ

คำแปล

เมื่อตายในระดับความดี  เขาบรรลุถึงโลกบริสุทธิ์แห่งนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สูง  ส่งกว่า

คำอธิบาย

ผู้ที่อยู่ในระดับความดีจะบรรลุถึงระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่าเช่น  บระฮมะโลคะ  หรือ  จะนะโลคะ  ณ  ที่นั้น  เขาจะมีความรื่นเริงกับความสุขแบบเทพ  คำว่า  อมะลาน  มี  ความสำคัญ  หมายความว่า  “เป็นอิสระจากระดับตัณหาและอวิชชา”  ในโลกวัตถุจะมี  ความไม่บริสุทธิ์  แต่ระดับแห่งความดีเป็นรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุดในความเป็นอยู่ทางโลก  วัตถุ  มีดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  สำหรับสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกัน  พวกที่ตายในระดับความดีจะ  พัฒนาไปยังโลกที่นักปราชญ์และสาวกผู้ยิ่งใหญ่อาศัยอยู่

โศลก 15 (14.15)

ระจะสิ พระละยัม กัทวา
คารมะ-สังกิชุ จายะเท
ทะทฺา พระลีนัส ทะมะสิ
มูดฺะ-โยนิชุ จายะเท

ระจะสิ  -  ในตัณหา, พระละยัม  -  สิ้นสุด, กัทวา  -  บรรลุ, คารมะ-สังกิชุ  -  ในการคบหา สมาคมกับพวกที่ปฏิบัติกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, จายะเท  -  เกิด, ทะทฺา  -  ในทำนองเดียว กัน, พระลีนะฮ  -  สิ้นสุด, ทะมะสิ  -  ในอวิชชา, มูดฺะ-โยนิชุ  -  ในเผ่าพันธุ์สัตว์, จายะเท  -  เกิด

คำแปล

เมื่อตายในระดับตัณหาเขาเกิดในหมู่ชนที่ปฏิบัติกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  และ  เมื่อตายในระดับอวิชชา  เขาเกิดในอาณาจักรสัตว์

คำอธิบาย

บางคนมีความรู้สึกว่าเมื่อดวงวิญญาณมาถึงระดับชีวิตมนุษย์แล้วจะไม่  ตกลงต่ำอีก  เช่นนี้ไม่ถูกต้อง  ตามโศลกนี้  หากผู้ใดพัฒนาระดับอวิชชา  หลังจากตาย  ไปจะตกต่ำลงไปใช้ชีวิตในร่างสัตว์เดรัจฉาน  ณ  ที่นั้น  เขาต้องพัฒนาตนเองด้วยวิธี  วิวัฒนาการเพื่อให้ได้ร่างชีวิตมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง  ดังนั้น  พวกที่จริงจังกับชีวิตมนุษย์อย่าง  แท้จริงควรอยู่ในระดับความดี  จากการคบหากัลยาณมิตรจะทำให้ตนเองข้ามพ้นระดับ  ต่าง  ๆ  เหล่านี้  และมาสถิตในคริชณะจิตสำนึก  นี่คือจุดมุ่งหมายของชีวิตมนุษย์  มิฉะนั้น  ไม่รับประกันว่ามนุษย์จะได้รับร่างมนุษย์อีกครั้งหนึ่งหรือไม่

โศลก 16 (14.16)

คารมะณะฮ สุคริทัสยาฮุอ
สาททวิคัม นิรมะลัม พฺะลัฺม

ระจะสัส ทุ พะลัม ดํุคัฺม
อกยานัม ทะมะสะฮ พฺะลัม

คารมะณะฮ  -  ของงาน, สุ-คริทัสยะ  -  บุญ, อาฮุฮ  -  กล่าวว่า, สาททวิคัม  -  ในระดับความดี, นิรมะลัม  -  บริสุทธิ์, พฺะลัม  -  ผล, ระจะสะฮ  -  ในระดับตัณหา, ทุ  -  แต่, พฺะลัม  -  ผล, ดํุคัฺม  -  ความทุกข์, อกยานัม  -  ไร้สาระ, ทะมะสะฮ  -  ของระดับอวิชชา, พฺะลัม  -  ผล

คำแปล

ผลแห่งการทำบุญที่บริสุทธิ์กล่าวว่าอยู่ในระดับความดี  แต่กิจกรรมทำไปในระดับ  ตัณหา  ผลคือความทุกข์  และกิจกรรมทำไปในระดับอวิชชา  ผลคือความโง่งมงาย

คำอธิบาย

ผลของการทำบุญอยู่ในระดับความดีบริสุทธิ์  ดังนั้น  นักปราชญ์ผู้เป็นอิสระ  จากความหลงทั้งปวงสถิตในความสุข  แต่กิจกรรมในระดับตัณหาให้แต่ความทุกข์  กิจกรรมใด  ๆ  ทำไปเพื่อความสุขทางวัตถุต้องได้รับความพ่ายแพ้อย่างแน่นอน  ตัวอย่าง  เช่น  หากต้องการมีตึกระฟ้า  มนุษย์ต้องมีความทุกข์มากมายก่อนที่จะได้ตึกระฟ้าอันสูง  ใหญ่ขึ้นมา  นักการเงินต้องมีปัญหามากในการหาเงินทุนจำนวนมหาศาล  และพวกที่ใช้  แรงงานก่อสร้างต้องอาบเหงื่อต่างน้ำทำงานอย่างหนักด้วยความทุกข์ยากลำบาก  ดังนั้น  ภควัต-คีตา  กล่าวว่า  กิจกรรมใดทำลงไปภายใต้มนต์สะกดของระดับตัณหา  แน่นอนว่า  ต้องมีความทุกข์มหาศาล  เราอาจคิดว่ามีความสุขทางใจอยู่บ้าง  เช่น  “ฉันมีบ้าน  หรือว่า  ฉันมีเงิน”  แต่นี่ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง

สำหรับระดับอวิชชา  ผู้กระทำไม่มีความรู้  ดังนั้น  กิจกรรมทั้งหมดมีผลเป็น  ความทุกข์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต  เพราะจะมีชีวิตเป็นสัตว์เดรัจฉาน  ชีวิตสัตว์มีความ  ทุกข์อยู่เสมอ  ถึงแม้ว่าอยู่ภายใต้มนต์สะกดของพลังแห่งความหลงหรือ  มายา  สัตว์  เดรัจฉานจะไม่เข้าใจ  การฆ่าสัตว์ผู้น่าสงสารก็เนื่องมาจากระดับอวิชชาเช่นกัน  คน  ฆ่าสัตว์ไม่รู้ว่าในอนาคตสัตว์ตัวนั้นจะมีร่างกายเหมาะสมที่จะมาฆ่าตน  นั่นคือกฎแห่ง  ธรรมชาติ  ในสังคมมนุษย์  หากผู้ใดฆ่าคน  ตามกฎของรัฐจะถูกลงโทษขั้นประหารชีวิต  เช่นกัน  เนื่องด้วยอวิชชา  ผู้คนจึงไม่สำเหนียกว่ามีองค์ภควานควบคุมรัฐอย่างสมบูรณ์  ทุก  ๆ  ชีวิตเป็นบุตรขององค์ภควาน  พระองค์ทรงทนไม่ได้ที่แม้แต่มดตัวหนึ่งถูกฆ่า  ผู้  ฆ่าต้องชดใช้กรรม  ดังนั้น  การตามใจตัวในการฆ่าสัตว์เพื่อให้ได้รับรสเป็นอวิชชาที่  หยาบที่สุด  มนุษย์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฆ่าสัตว์  เพราะว่าองค์ภควานทรงจัดส่งสิ่ง  ดี  ๆ  ให้มากมาย  หากยังตามใจตัวเองและรับประทานเนื้อสัตว์อีก  เท่ากับกระทำไปใน  อวิชชา  และจะทำให้อนาคตของตนเองมืดมน  ในบรรดาการฆ่าสัตว์ทั้งหมด  การฆ่าวัว  เป็นสิ่งที่โหดร้ายที่สุดเพราะวัวให้ความสุขแก่มนุษย์มากมายด้วยการให้นม  การฆ่าวัว  เป็นการกระทำในอวิชชาที่หยาบที่สุด  ในวรรณกรรมพระเวท  (ริก  เวดะ  9.46.4)  คำว่า  โกบิฺฮ  พรีณิทะ-มัทสะรัม  แสดงว่า  ผู้ใดที่พึงพอใจกับการดื่มนมเป็นอย่างมาก  แล้วยัง  ปรารถนาที่จะฆ่าวัวอีก  ผู้นั้นอยู่ในอวิชชาที่หยาบที่สุด  มีบทมนต์ในพระเวทกล่าวว่า

นะโม บระฮมันยะ-เดวะยะ
โก-บราฮมะณะ-ฮิทายะ ชะ

จะกัด-ดิฺทายะ คริชณายะ
โกวินดายะ นะโม นะมะฮ

“โอ้  องค์ภควาน  พระองค์ทรงเป็นผู้ปรารถนาดีต่อโคและพราหมณ์  (บราฮมะณะ)  ทรง  เป็นผู้ปรารถนาดีต่อสังคมมนุษย์และโลกทั้งหมด”  (วิชณุ  พุราณะ  1.19.65)  คำอธิบาย  ก็คือ  ได้กล่าวไว้เป็นพิเศษในบทมนต์นี้เพื่อเป็นการปกป้องโคและพราหมณ์,  พราหมณ์  เป็นสัญลักษณ์แห่งการศึกษาวิถีทิพย์  และโคเป็นสัญลักษณ์แห่งอาหารที่มีคุณค่ามาก  ที่สุด  สองชีวิตนี้คือทั้งพราหมณ์และโคต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างดีที่สุด  นั่น  คือความเจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริงแห่งความศิวิไล  สังคมมนุษย์ปัจจุบันละเลยความรู้  ทิพย์  และสนับสนุนการฆ่าวัว  เข้าใจได้ว่าสังคมมนุษย์พัฒนาไปในทิศทางที่ผิด  และกำลัง  เปิดทางเพื่อทำลายตัวเอง  ความศิวิไลที่ชี้นำประชาชนให้กลายมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน  ในชาติหน้า  แน่นอนว่าไม่ใช่เป็นความศิวิไลของมนุษย์  และแน่นอนว่าความศิวิไลของ  มนุษย์ปัจจุบันถูกนำโดยระดับตัณหาและอวิชชาอย่างหยาบ  เป็นยุคที่อันตรายมาก  ทุก  ประเทศควรสนใจและส่งเสริมการเผยแพร่คริชณะจิตสำนึก  ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดเพื่อ  ช่วยมนุษยชาติจากภัยอันตรายอันใหญ่หลวงนี้

โศลก 17 (14.17)

สัททวาท สันจายะเท กยานัม
ระจะโส โลบฺะ เอวะ ชะ

พระมาดะ-โมโฮ ทะมะโส
บฺะวะโท ่กยานัม เอวะ ชะ

สัททวาท  -  จากระดับความดี, สันจายะเท  -  พัฒนา, กยานัม  -  ความรู้, ระจะสะฮ  -  จาก ระดับตัณหา, โลบฺะฮ  -  ความโลภ, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  เช่นกัน, พระมาดะ  -  ความบ้าคลั่ง, โมโฮ  -  และความหลง, ทะมะสะฮ  -  จากระดับอวิชชา, บฺะวะทะฮ  -  พัฒนา, อกยานัม  -  ไร้ สาระ, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  เช่นกัน

คำแปล

จากระดับความดีพัฒนาความรู้ที่แท้จริง  จากระดับตัณหาพัฒนาความโลภ  และ  จากระดับอวิชชาพัฒนาความโง่เขลา  ความบ้าคลั่ง  และความหลง

คำอธิบาย

เนื่องจากความศิวิไลในปัจจุบันไม่เป็นที่พึงพอใจสำหรับสิ่งมีชีวิตเท่าใดนัก  เรา  จึงได้แนะนำคริชณะจิตสำนึก  จากคริชณะจิตสำนึกสังคมจะพัฒนามาถึงระดับความ  ดี  เมื่อระดับความดีพัฒนาขึ้น  ผู้คนจะเห็นสิ่งต่าง  ๆ  ตามความเป็นจริง  ในระดับอวิชชา  ผู้คนก็เหมือนกับสัตว์เดรัจฉานไม่สามารถเห็นสิ่งต่าง  ๆ  ชัดเจนนัก  ตัวอย่างเช่น  ในระดับ  อวิชชาจะไม่เห็นว่าจากการฆ่าสัตว์ตัวหนึ่ง  เป็นการเปิดโอกาสให้สัตว์ตัวเดียวกันนั้นมา  ฆ่าตนในชาติหน้า  เนื่องจากไม่ได้รับการศึกษาในความรู้ที่แท้จริง  พวกเขาจึงไม่รับผิด  ชอบ  เพื่อหยุดความไม่รับผิดชอบนี้  การศึกษาเพื่อพัฒนาระดับความดีสำหรับประชาชน  โดยทั่วไปจำเป็นต้องมีขึ้น  เมื่อได้รับการศึกษาอย่างแท้จริง  และมาอยู่ในระดับความดี  จะมีความสุขุมรอบคอบและมีความรู้ในสิ่งต่าง  ๆ  ตามความเป็นจริงอย่างถูกต้อง  จาก  นั้นประชาชนก็จะมีความสุขและมีความเจริญรุ่งเรือง  ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีความ  สุขและไม่เจริญรุ่งเรือง  หากส่วนหนึ่งของประชากรพัฒนาคริชณะจิตสำนึก  และสถิตใน  ระดับความดีจะก่อให้เกิดความสงบและความเจริญรุ่งเรืองทั่วโลก  มิฉะนั้น  หากทั่วทั้ง  โลกอุทิศตนให้กับระดับตัณหาและอวิชชา  ก็จะไม่มีความสงบหรือความเจริญรุ่งเรือง  ใน  ระดับตัณหาผู้คนมีความโลภและทะเยอทะยานเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัสโดยไม่รู้  จักพอ  เราจะเห็นว่าแม้ผู้ที่มีเงินพอเพียงและมีการตระเตรียมเพื่อสนองประสาทสัมผัส  เป็นอย่างดี  เขาก็ยังไม่มีความสุขหรือความสงบภายในใจ  เพราะว่าสถิตในระดับตัณหา  หากเราต้องการความสุข  เงินนั้นช่วยไม่ได้  เราต้องพัฒนาตนเองให้มาถึงระดับความดี  ด้วยการปฏิบัติคริชณะจิตสำนึก  เมื่อปฏิบัติอยู่ในระดับตัณหา  ไม่เพียงแต่ไม่มีความสุข  ทางใจเท่านั้น  แต่อาชีพและการงานก็จะเป็นปัญหาอย่างมากเช่นกัน  เพราะต้องวางแผน  และออกอุบายมากมายเพื่อให้ได้เงินมามากเพียงพอ  เพื่อรักษาสถานภาพของตนใน  สังคม  เช่นนี้เป็นความทุกข์  ในระดับอวิชชาผู้คนบ้าคลั่ง  และเนื่องจากอยู่ในสภาวะที่มี  ความทุกข์  จึงต้องไปพึ่งยาเสพติด  ดังนั้น  จึงจมปรักลงไปในอวิชชามากยิ่งขึ้น  อนาคตใน  ชีวิตของคนพวกนี้มืดมนสิ้นดี

โศลก 18 (14.18)

อูรดฺวัม กัชชัฺนทิ สัททวะ-สทฺา
มัดฺเย ทิชทัฺนทิ ราจะสาฮ

จะกัฺนยะ-กุณะ-วริททิ-สทฺา
อโดฺ กัชชัฺนทิ ทามะสาฮ

อูรดฺวัม  -  ขึ้นไป, กัชชัฺนทิ  -  ไป, สัททวะ-สทฺาฮ  -  พวกที่สถิตในระดับความดี, มัดฺเย  -  ตรง กลาง, ทัชทัฺนทิ  -  อาศัย, ราจะสาฮ  -  พวกสถิตในระดับตัณหา, จะกัฺนยะ  -  น่ารังเกียจ, กุณะ  -  คุณสมบัติ, วริททิ-สทฺาฮ  -  อาชีพของเขา, อดฺะฮ  -  ตกต่ำ, กัชชัฺนทิ  -  ไป, ทามะสาฮ  -  บุคคลในระดับอวิชชา

คำแปล

พวกที่สถิตในระดับความดี  จะค่อย  ๆ  เจริญขึ้นไปยังหมู่ดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  พวก  ที่อยู่ในระดับตัณหาจะอยู่ในดาวเคราะห์โลก  และพวกที่อยู่ในระดับน่ารังเกียจ  แห่งอวิชชาจะตกลงไปในนรก

คำอธิบาย

โศลกนี้ผลกรรมของสามระดับแห่งธรรมชาติกำหนดไว้ชัดเจนยิ่งขึ้น  มีระบบ  ดาวเคราะห์ที่สูงกว่าประกอบไปด้วยโลกสวรรค์ที่ประชากรมีการพัฒนาสูงมาก  ตาม  ระดับการพัฒนาในระดับความดีสิ่งมีชีวิตสามารถย้ายไปยังโลกต่าง  ๆ  ในระบบนี้  ดาว  เคราะห์ที่สูงสุดคือ  สัทยะโลคะ  หรือ  บระฮมะโลคะ  สถานที่ที่พระพรหมซึ่งเป็นบุคคล  แรกของจักรวาลนี้ประทับอยู่  ได้เห็นแล้วว่าเราคำนวณสภาวะอันน่าอัศจรรย์ของชีวิต  บระฮมะโลคะ  ได้ลำบากมาก  แต่สภาวะสูงสุดของชีวิตในระดับความดีสามารถนำเราไป  ถึงที่นั่น

ระดับตัณหาเป็นการผสมผสานอยู่ตรงกลางระหว่างระดับความดีและอวิชชา  บุคคลจะไม่บริสุทธิ์เสมอไป  แม้หากบริสุทธิ์ในระดับตัณหา  เขาก็ยังคงอยู่ในโลกนี้เป็น  กษัตริย์หรือเป็นเศรษฐี  แต่เนื่องจากมีการผสมผสานกัน  จึงอาจตกลงต่ำได้  ผู้คนในโลก  นี้ที่อยู่ในระดับตัณหาหรืออวิชชา  ไม่สามารถบังคับเครื่องจักรกลให้ไปถึงดาวเคราะห์ที่  สูงกว่าได้  ในระดับตัณหามีโอกาสที่จะกลายมาเป็นคนบ้าคลั่งในชาติหน้าได้เหมือนกัน

คุณสมบัติต่ำสุดคือระดับอวิชชา  อธิบาย  ณ  ที่นี้ว่าน่ารังเกียจ  ผลของการ  พัฒนาอวิชชามีความเสี่ยงมาก  เป็นคุณสมบัติต่ำสุดในธรรมชาติวัตถุ  ที่ต่ำกว่าระดับ  มนุษย์มีอยู่แปดล้านเผ่าพันธุ์ของชีวิต  เช่น  นก  สัตว์เดรัจฉาน  สัตว์เลื้อยคลาน  ต้นไม้  ฯลฯ  เมื่อพัฒนาระดับอวิชชาผู้คนถูกนำให้ลงไปสู่สภาวะอันน่ารังเกียจเหล่านี้  คำว่า  ทามะ-  สาฮ  มีความสำคัญมาก  ทามะสาฮ  แสดงให้เห็นว่า  พวกที่อยู่ในระดับอวิชชาอย่างต่อ  เนื่องโดยไม่เจริญขึ้นมาสู่ระดับที่สูงกว่า  อนาคตของพวกนี้มืดมนมาก

สำหรับมนุษย์ผู้อยู่ในระดับอวิชชาและตัณหามีโอกาสที่จะพัฒนามาสู่ระดับ  ความดี  ระบบที่จะพัฒนาเช่นนี้เรียกว่าคริชณะจิตสำนึก  แต่ผู้ที่ไม่ฉวยประโยชน์จาก  โอกาสนี้แน่นอนว่าจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าต่อเนื่องกันไป

โศลก 19 (14.19)

นานยัม กุเณบฺยะฮ คารทารัม
ยะดา ดรัชทานุพัชยะทิ
กุเณบฺยัช ชะ พะรัม เวททิ
มัด-บฺาวัม โส ่ดิฺกัชชฺะทิ

นะ  -  ไม่, อันยัม  -  ผู้อื่น, กุเณบฺยะฮ  -  กว่าคุณสมบัติต่าง ๆ, คารทารัม  -  ผู้ปฏิบัติ, ยะดา  -  เมื่อ, ดรัชทา  -  ผู้เห็น, อนุพัชยะทิ  -  เห็นอย่างถูกต้อง, กุเณบฺยะฮ  -  ต่อระดับต่าง ๆ แห่ง ธรรมชาติ, ชะ  -  และ, พะรัม  -  ทิพย์, เวททิ  -  รู้, มัท-บฺาวัม  -  ธรรมชาติทิพย์ของข้า, สะฮ  -  เขา, อดิฺกัชชฺะทิ  -  ส่งเสริม

คำแปล

เมื่อเห็นอย่างถูกต้องว่าในกิจกรรมทั้งหมดนี้  ไม่มีนักแสดงผู้ใดทำงานมากไปกว่า  สามระดับแห่งธรรมชาติ  และผู้รู้ว่าองค์ภควานทรงเป็นทิพย์อยู่เหนือระดับทั้ง  หลายเหล่านี้  เขาบรรลุถึงธรรมชาติทิพย์ของข้า

คำอธิบาย

เราสามารถข้ามพ้นกิจกรรมของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุทั้งหมด  ได้  เพียงแต่ต้องเข้าใจอย่างถูกต้องด้วยการเรียนรู้จากดวงวิญญาณที่เหมาะสม  พระ  อาจารย์ทิพย์ที่แท้จริงคือคริชณะ  พระองค์ทรงถ่ายทอดความรู้ทิพย์นี้แด่อารจุนะ  ใน  ทำนองเดียวกัน  เราต้องเรียนรู้ศาสตร์แห่งกิจกรรมเกี่ยวกับระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติ  นี้จากพวกที่อยู่ในคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  มิฉะนั้น  ชีวิตของเราจะถูกนำไปในทาง  ที่ผิด  จากคำสั่งสอนของพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  สิ่งมีชีวิตสามารถรู้ตำแหน่งทิพย์  ของตน  รู้ร่างกายวัตถุของตน  รู้ประสาทสัมผัสของตน  รู้ว่าตนเองมาอยู่ในกับดักนี้ได้  อย่างไร  และมาอยู่ภายใต้มนต์สะกดของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุได้อย่างไร  เรา  สิ้นหวังที่มาอยู่ในอุ้งมือของระดับต่าง  ๆ  เหล่านี้  แต่เมื่อสามารถเห็นสภาวะอันแท้จริง  ของตนเอง  ตรงนี้  เราจะบรรลุถึงระดับทิพย์และเห็นภาพชีวิตทิพย์  อันที่จริงสิ่งมีชีวิต  ไม่ใช่ผู้แสดงกิจกรรมต่าง  ๆ  แต่ถูกบังคับให้แสดงเพราะมาอยู่ในร่างเฉพาะนี้ซึ่งระดับ  แห่งธรรมชาติวัตถุเป็นผู้กำกับ  นอกจากจะได้รับการช่วยเหลือจากผู้ที่เชื่อถือได้ในวิถี  ทิพย์  มิฉะนั้น  เราจะไม่สามารถเข้าใจว่าอันที่จริงตนเองควรสถิตในตำแหน่งใหน  จาก  การมาคบหาสมาคมกับพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้  เขาสมาารถเห็นสถานภาพอัน  แท้จริงของตนเอง  และจากการเข้าใจเช่นนี้  เขาจะตั้งมั่นอยู่ในคริชณะจิตสำนึกอย่าง  สมบูรณ์  บุคคลในคริชณะจิตสำนึกไม่ถูกมนต์สะกดของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุควบคุม  ได้กล่าวไว้ในบทที่เจ็ดว่า  ผู้ที่ศิโรราบต่อคริชณะจะได้รับการปลดเปลื้องจากกิจกรรม  ต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุ  สำหรับผู้ที่สามารถเห็นสิ่งต่าง  ๆ  ตามความเป็นจริง  อิทธิพล  ของธรรมชาติวัตถุจะค่อย  ๆ  หยุดลง

โศลก 20 (14.20)

กุณาน เอทาน อทีทยะ ทรีน
เดฮี เดฮะ-สะมุดบฺะวาน
จันมะ-มริทยุ-จะรา-ดุฮไคฺร
วิมุคโท ่มริทัม อัชนุเท

กุณาน  -  คุณสมบัติ, เอทาน  -  ทั้งหมดนี้, อทีทยะ  -  ข้ามพ้น, ทรีน  -  สาม, เดฮี  -  ร่างกาย, เดฮะ  -  ร่างกาย, สะมุดบฺะวาน  -  ผลิตจาก, จันมะ  -  แห่งการเกิด, มริทยุ  -  การตาย, จะ รา  -  และความชรา, ดุฮไคฺรฮ  -  ความทุกข์, วิมุคทะฮ  -  เป็นอิสระจาก, อมริทัม  -  น้ำทิพย์, อัชนุเท  -  เขามีความสุข

คำแปล

เมื่อชีวิตที่อยู่ในร่างสามารถข้ามพ้นทั้งสามระดับที่สัมพันธ์กับร่างกายวัตถุนี้  เขา  สามารถเป็นอิสระจากการเกิด  การตาย  ความชรา  และความทุกข์ต่าง  ๆ  และ  สามารถรื่นเริงกับน้ำทิพย์แม้ในชีวิตนี้

คำอธิบาย

เราจะอยู่ในสถานภาพทิพย์ในคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร  แม้  ขณะอยู่ในร่างกายนี้  โศลกนี้ได้อธิบายคำสันสฤต  เดฮี  ซึ่งหมายถึง  “ร่างกาย”  จาก  ความเจริญก้าวหน้าในความรู้ทิพย์  ถึงแม้ว่าอยู่ภายในร่างกายวัตถุนี้เราจะสามารถ  เป็นอิสระจากอิทธิพลของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติ  รื่นเริงกับความสุขแห่งชีวิตทิพย์  และหลังจากออกไปจากร่างกายนี้ก็จะไปยังท้องฟ้าทิพย์อย่างแน่นอน  ดังนั้น  แม้อยู่ใน  ร่างกายนี้  เราก็สามารถรื่นเริงกับความสุขทิพย์ได้  อีกนัยหนึ่ง  การอุทิศตนเสียสละรับใช้  ในคริชณะจิตสำนึก  เป็นสัญลักษณ์แห่งความหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุ  ประเด็น  นี้จะอธิบายในบทที่สิบแปด  เมื่อเป็นอิสระจากอิทธิพลของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติ  วัตถุแล้ว  เราจะเข้าถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้

โศลก 21 (14.21)

อารจุนะ อุวาชะ
ไคร ลิงไกส ทรีน กุณาน เอทาน
อทีโท บฺะวะทิ พระโบฺ

คิม อาชาระฮ คะทัฺม ไชทามส
ทรีน กุณาน อทิวารทะเท

อารจุนะฮ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, ไคฮ  -  ซึ่ง, ลิงไกฮ  -  อาการต่าง ๆ, ทรีน  -  สาม, กุณาน  -  คุณสมบัติ, เอทาน-ทั้งหมดนี้, อทีทะฮ  -  ข้ามพ้น, บฺะวะทิ  -  เป็น, พระโบฺ  -  โอ้ องค์ภควาน ของข้า, คิม  -  อะไร, อาชาระฮ  -  พฤติกรรม, คะทัฺม  -  อย่างไร, ชะ  -  เช่นกัน, เอทาน  -  เหล่านี้, ทรีน  -  สาม, กุณาน  -  คุณสมบัติ, อทิวารทะเท  -  ข้ามพ้น

คำแปล

อารจุนะทรงถามว่า  โอ้  องค์ภควานที่รัก  ผู้ที่ข้ามพ้นเหนือสามระดับนี้มีลักษณะ  อาการอย่างไร?  ความประพฤติของเขาเป็นเช่นไร?  และเขาข้ามพ้นระดับแห่ง  ธรรมชาติวัตถุได้อย่างไร?

คำอธิบาย

โศลกนี้คำถามของอารจุนะเหมาะสมมาก  เพราะปรารถนาที่จะทราบลักษณะ  อาการของบุคคลผู้ข้ามพ้นระดับวัตถุต่าง  ๆ  ก่อนอื่นท่านทรงถามถึงลักษณะอาการ  ของบุคคลทิพย์เช่นนี้  เราจะเข้าใจได้อย่างไรว่าบุคคลนี้ได้ข้ามพ้นอิทธิพลของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุ?  คำถามที่สองถามว่า  เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างไร  และมีกิจกรรมอะไร  มีระเบียบหรือไร้ระเบียบ?  จากนั้นอารจุนะทรงถามถึงวิธีที่จะทำให้บรรลุถึงธรรมชาติ  ทิพย์  ประเด็นนี้สำคัญมาก  นอกเสียจากว่ารู้วิธีโดยตรงที่ทำให้สถิตในวิถีทิพย์ตลอด  เวลา  มิฉะนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะแสดงลักษณะอาการเหล่านี้  ดังนั้น  คำถามทั้งหมดที่  อารจุนะทรงถามมีความสำคัญมาก  และองค์ภควานจะทรงให้คำตอบ

โศลก 22-25 (14.22-25)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
พระคาชัม ชะ พระวริททิม ชะ
โมฮัม เอวะ ชะ พาณดะวะ

นะ ดเวชทิ สัมพระวริททานิ
นะ นิวริททานิ คางคชะทิ
อุดาสีนะ-วัด อาสีโน
กุไณร โย นะ วิชาลยะเท

กุณา วารทันทะ อิทิ เอวัม
โย ่วะทิชทฺะทิ เนงกะเท
สะมะ-ดุฮคฺะ-สุคฺะฮ สวะ-สทฺะฮ
สะมะ-โลชทาชมะ-คานชะนะฮ

ทุลยะ-พริยาพริโย ดีฺรัส
ทุลยะ-นินดาทมะ-สัมสทุทิฮ
มานาพะมานะโยส ทุลยัส
ทุลโย มิทราริ-พัคชะโยฮ

สารวารัมบฺะ-พะริทยากี
กุณาทีทะฮ สะ อุชยะเท

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, พระคาชัม  -  สว่างไสว, ชะ  -  และ, พระวริททิม  -  ยึดติด, ชะ  -  และ, โมฮัม  -  ความหลง, เอวะ ชะ  -  เช่นกัน, พาณดะวะ  -  โอ้ โอรสพาณดุ, นะ-ดเวชทิ  -  ไม่เกลียด, สัมพระวริททานิ  -  ถึงแม้พัฒนา, นะนิวริททานิ  -  ไม่ หยุดพัฒนา, คางคชะทิ  -  ปรารถนา, อุดาสะ-วัท  -  ประหนึ่งเป็นกลาง, อาสีนะฮ  -  สถิต, กุไณฮ  -  ด้วยคุณสมบัติ, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, นะ  -  ไม่เคย, วิชาลยะเท  -  เร่าร้อน, กุณาฮ  -  คุณสมบัติ, วารทันเท  -  ปฏิบัติ, อิทิ เอวัม  -  รู้ดังนี้, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, อวะทิชทฺะทิ  -  ยังคง, นะ  -  ไม่เคย, อิงกะ เท  -  นิดเดียว, สะมะ  -  เสมอภาค, ดุฮคฺะ  -  ในความทุกข์, สุคะฮ  -  ในความสุข, สวะ-สทะฮ  -  กระตุ้นอยู่ในตัวเขา, สะมะ  -  เสมอภาค, โลชทะ  -  ก้อนดิน, อัชมะ  -  หิน, คานชะนะฮ  -  ทอง, ทุลยะ  -  ปฏิบัติเสมอภาค, พริยะ  -  ต่อสิ่งที่รัก, อพริยะฮ  -  และสิ่งที่ไม่ต้องการ, ดีฺระฮ  -  มั่นคง, ทุลยะ  -  เท่าเทียม, นินดา  -  ในการดูหมิ่น, อาทมะ-สัมสทุทิฮ  -  และสรรเสริญตัว เขา, มานะ  -  ในเกียรติยศ, อพะมานะโยฮ  -  และเสียเกียรติ, ทุลยะฮ  -  เท่าเทียม, ทุลยะฮ  -  เท่าเทียม, มิทระ  -  เพื่อน, อริ  -  และศัตรู, พัคชะโยฮ  -  ต่อพรรค, สารวะ  -  ทั้งหมด, อารัม บฺะ  -  ความพยายาม, พะริทยากี  -  ผู้เสียสละ, กุณะ-อทีทะฮ  -  ข้ามพ้นระดับแห่งธรรมชาติ วัตถุ, สะฮ  -  เขา, อุชยะเท  -  กล่าวว่าเป็น

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  โอ้  โอรสแห่งพาณดุ  ผู้ที่ไม่เกลียดแสง  สว่าง  ความยึดติด  และความหลง  เมื่อสิ่งเหล่านี้ปรากฏ  หรือไม่ปรารถนาเมื่อสิ่ง  เหล่านี้ไม่ปรากฏ  ผู้ที่ไม่เอนเอียง  และไม่หวั่นไหวกับผลกระทบซึ่งกันและกันของ  คุณลักษณะต่าง  ๆ  ทางวัตถุทั้งหลาย  คงความเป็นกลางและเป็นทิพย์  รู้ว่าระดับ  ต่าง  ๆ  เท่านั้นที่ทำงาน  ผู้ที่สถิตในตนเอง  และปฏิบัติต่อความสุขและความทุกข์  เหมือนกัน  ผู้ที่มองเห็นก้อนดิน  ก้อนหิน  และทองคำด้วยสายตาที่เท่าเทียมกัน  ผู้  ที่เสมอภาคต่อสิ่งที่ปรารถนาและสิ่งที่ไม่ปรารถนา  ผู้ที่มีความมั่นคง  สถิตเสมอ  ภาคเป็นอย่างดีทั้งในคำสรรเสริญและคำเหยียดหยาม  ได้เกียรติและเสียเกียรติ  ผู้ที่ปฏิบัติต่อเพื่อนและศัตรูเหมือนกัน  และเป็นผู้ที่สละกิจกรรมทางวัตถุทั้งหมด  บุคคลเช่นนี้กล่าวว่าได้ข้ามพ้นเหนือระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติแล้ว

คำอธิบาย

อารจุนะทรงถามสามคำถาม  โศลกเหล่านี้องค์ภควานทรงตอบทีละข้อ  ก่อน  อื่นคริชณะทรงแสดงให้เห็นว่า  บุคคลสถิตในระดับทิพย์จะไม่มีความอิจฉาริษยาและไม่  ทะเยอทะยานกับสิ่งใด  ๆ  เมื่อสิ่งมีชีวิตมาอยู่ในโลกวัตถุนี้และถูกร่างวัตถุปกคลุม  เข้าใจ  ว่าเขาต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหนึ่งในสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุจนกว่าจะออก  จากร่างกายจริง  ๆ  เขาจึงจะออกจากเงื้อมมือของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  ตราบใดที่  ยังไม่ออกไปจากร่างวัตถุเขาควรทำตัวเป็นกลาง  และควรปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละ  รับใช้องค์ภควาน  เพื่อจะได้ลืมการสำคัญตนเองกับร่างกายวัตถุไปโดยปริยาย  เมื่อมี  จิตสำนึกอยู่กับร่างกายวัตถุ  เขาจะทำสิ่งต่าง  ๆ  เพื่อสนองประสาทสัมผัสเท่านั้น  แต่เมื่อ  ย้ายจิตสำนึกไปที่คริชณะ  การสนองประสาทสัมผัสจะหยุดลงโดยปริยาย  ร่างกายวัตถุ  นี้ไม่มีความจำเป็น  และตัวเขาก็ไม่จำเป็นต้องยอมรับคำบงการจากร่างวัตถุ  คุณสมบัติ  ต่าง  ๆ  ของระดับวัตถุในร่างกายจะทำงาน  แต่ดวงวิญญาณหรือตัวเขาเองอยู่ออกห่าง  เหนือไปจากกิจกรรมต่าง  ๆ  เหล่านี้  เขาอยู่เหนือและห่างออกไปได้อย่างไร?  เขาไม่  ปรารถนาหาความสุขกับร่างกายและไม่ปรารถนาที่จะออกไปจากร่างกาย  ดังนั้น  จึง  สถิตในวิถีทิพย์  สาวกเป็นอิสระโดยปริยาย  ไม่จำเป็นต้องพยายามมาเป็นอิสระจาก  อิทธิพลของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุ

คำถามต่อไปเกี่ยวกับบุคคลผู้สถิตในวิถีทิพย์  บุคคลสถิตทางวัตถุได้รับผลกระ  ทบจากสิ่งที่สมมติว่าเป็นการได้รับเกียรติและเสียเกียรติที่เสนอให้กับร่างกาย  แต่บุคคล  ผู้สถิตในวิถีทิพย์ไม่ได้รับผลกระทบจากการได้เกียรติและการเสียเกียรติอย่างผิดๆ  เหล่า  นี้  เขาปฏิบัติหน้าที่ในคริชณะจิตสำนึก  และไม่สนใจว่าใครจะให้เกียรติหรือจะทำให้เสีย  เกียรติ  เขายอมรับสิ่งต่าง  ๆ  ที่เอื้ออำนวยต่อหน้าที่การงานของตนในคริชณะจิตสำนึก  มิ  ฉะนั้น  ไม่มีความจำเป็นกับสิ่งใด  ๆ  ที่เป็นวัตถุ  ไม่ว่าจะเป็นก้อนหินหรือทองคำ  ถือเสียว่า  ทุก  ๆ  คนที่ช่วยเขาในการปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกเป็นเพื่อนรัก  และไม่เกลียดคนที่สมมติ  ว่าเป็นศัตรู  เขาปฏิบัติเสมอภาคกับทุกคน  และมองดูทุกสิ่งทุกอย่างในระดับเดียวกัน  เพราะทราบดีว่าตัวเขาไม่มีอะไรยุ่งเกี่ยวกับความเป็นอยู่ทางวัตถุ  ประเด็นทางสังคม  และทางการเมืองจะไม่มีผลกระทบต่อเขา  เพราะเขารู้ถึงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง  และความยุ่งยากต่าง  ๆ  ที่ไม่ถาวร  และไม่พยายามทำสิ่งใด  ๆ  เพื่อประโยชน์ส่วนตัว  แต่  จะพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคริชณะ  สำหรับส่วนตัวจะไม่พยายามเพื่อสิ่งใด  จาก  พฤติกรรมเช่นนี้เขาสถิตในวิถีทิพย์โดยแท้จริง

โศลก 26 (14.26)

มาม ชะ โย ่วิยะบิฺชาเรณะ
บัฺคธิ-โยเกนะ เสวะเท

สะ กุณาน สะมะทีทไยทาน
บระฮมะ-บํูยายะ คัลพะเท

มาม  -  แด่ข้า, ชะ  -  เช่นกัน, ยะฮ  -  บุคคลซึ่ง, อัพยะบิฺชาเรณะ  -  ไม่ผิดพลาด, บัฺคธิ-โยเกนะ  -  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้, เสวะเท  -  ถวายการรับใช้, สะฮ  -  เขา, กุณาน  -  ระดับต่าง ๆ แห่งธรรมชาติวัตถุ, สะมะทีทยะ  -  ข้ามพ้น, เอทาน  -  ทั้งหมดนี้, บระฮมะ-บํูยายะ  -  พัฒนา มาถึงระดับบระฮมัน, คัลพะเท  -  กลายมาเป็น

คำแปล

ผู้ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างเต็มที่  ไม่หยุดยั้งในทุก  ๆ  สถานการณ์  ข้ามพ้นระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุ  และมาถึงระดับแห่งบระฮมันทันที

คำอธิบาย

โศลกนี้ทรงตอบคำถามที่สามของอารจุนะที่ว่าอะไรคือวิถีทางที่บรรลุถึง  สถานภาพทิพย์?  ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วว่า  โลกวัตถุทำงานภายใต้มนต์สะกดของระดับ  ต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุ  เราไม่ควรหวั่นไหวไปกับกิจกรรมของระดับต่าง  ๆ  แห่ง  ธรรมชาติ  แทนที่จะปล่อยจิตสำนึกไปในกิจกรรมเหล่านี้  เราอาจย้ายจิตสำนึกไปที่  กิจกรรมของคริชณะ  ซึ่งเรียกว่า  ภักดี-โยคะ  หรือปฏิบัติเพื่อคริชณะเสมอ  เช่นนี้มิได้  หมายเพียงแต่คริชณะเท่านั้น  แต่รวมถึงภาคแบ่งแยกที่สมบูรณ์ต่าง  ๆ  ของพระองค์  เช่น  พระราม  และพระนารายณ์  พระองค์ทรงมีอวตารนับไม่ถ้วน  ผู้ปฏิบัติในการรับใช้  รูปลักษณ์ใดของคริชณะหรืออวตารที่สมบูรณ์องค์ใดก็ได้พิจารณาว่าสถิตในระดับทิพย์  ควรสังเกตด้วยว่า  รูปลักษณ์ของคริชณะทั้งหมดเป็นทิพย์โดยสมบูรณ์  มีความสุขเกษม  สำราญ  เปี่ยมไปด้วยความรู้  และเป็นอมตะ  องค์ภควานเหล่านี้ทรงพระเดชทั้งหมด  ทรง  เป็นสัพพัญญู  และทั้งหมดมีคุณลักษณะทิพย์อย่างสมบูรณ์  ดังนั้น  หากเราปฏิบัติในการ  รับใช้  คริชณะหรือภาคแบ่งแยกที่สมบูรณ์ของพระองค์ด้วยความมั่นใจอย่างแน่วแน่  ถึง  แม้ว่าระดับทั้งสามแห่งธรรมชาติวัตถุเอาชนะได้ยากมาก  เราจะสามารถข้ามพ้นระดับ  เหล่านี้ได้โดยง่ายดาย  ได้อธิบายไว้แล้วในบทที่เจ็ดว่า  ผู้ที่ศิโรราบต่อคริชณะจะข้าม  พ้นอิทธิพลของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุทันที  การอยู่ในคริชณะจิตสำนึก  หรือในการอุทิศตนเสียสละรับใช้หมายความว่าเราได้รับความเสมอภาคกับคริชณะ  คริชณะตรัสว่าธรรมชาติของพระองค์เป็นอมตะ  มีความสุขเกษมสำราญและเปี่ยมไป  ด้วยความรู้  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูขององค์ภควาน  เศษละอองทองก็เป็นส่วนหนึ่งของ  เหมืองทอง  ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตในสถานภาพทิพย์ดีเท่า  ๆ  กับทองคำ  ดีเท่า  ๆ  กับคริชณะ  ในเชิงคุณสมบัติ  ความแตกต่างแห่งปัจเจกบุคคลยังคงดำเนินต่อไป  มิฉะนั้น  จะไม่มีคำ  ว่า  ภักดี-โยคะ,  ภักดี-โยคะ  หมายความว่าองค์ภควานยังทรงมีอยู่  สาวกก็มีอยู่  และ  กิจกรรมในการแลกเปลี่ยนความรักระหว่างองค์ภควานและสาวกก็มีอยู่  ฉะนั้น  ความ  เป็นปัจเจกของสองบุคคลมีอยู่ในองค์ภควานและปัจเจกชีวิต  มิฉะนั้น  ภักดี-โยคะ  จะ  ไม่มีความหมาย  หากไม่สถิตในสถานภาพทิพย์เหมือนกับองค์ภควาน  เราจะไม่สามารถ  รับใช้พระองค์ได้  ในการเป็นผู้รับใช้ส่วนพระองค์ของกษัตริย์  เราต้องมีคุณสมบัติเพียง  พอ  ดังนั้น  คุณสมบัติก็คือมาเป็น  บระฮมัน  หรือเป็นอิสระจากมลทินทั้งหลายทางวัตถุ  ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระเวทว่า  บระฮไมวะ  สัน  บระฮมาพิ  เอทิ  เราสามารถบรรลุ  ถึง  บระฮมัน  สูงสุดด้วยการมาเป็น  บระฮมัน  เช่นนี้หมายความว่า  เราต้องมาเป็นหนึ่ง  เดียวกับ  บระฮมัน  ในเชิงคุณสมบัติ  จากการบรรลุถึง  บระฮมัน  เรามิได้สูญเสียบุคลิก  บระฮมัน  อมตะของตนเองในฐานะที่เป็นปัจเจกวิญญาณ

โศลก 27 (14.27)

บระฮมะโณ ฮิ พระทิชทฺาฮัม
อมริทัสยาพยะยัสยะ ชะ
ชาชวะทัสยะ ชะ ดฺารมัสยะ
สุคัฺสไยคานทิคัสยะ ชะ

บระฮมะณะฮ  -  ของ บระฮมะจโยทิ ที่ไร้รูปลักษณ์, ฮิ  -  แน่นอน, พระทิชทฺา  -  ที่เหลือ, อฮัม  -  ข้าเป็น, อมริทัสยะ  -  ของไม่รู้จักตาย, อัพยะยัสยะ  -  ของที่ไม่สูญสิ้น, ชะ  -  เช่นกัน, ชาชวะทัสยะ  -  ของอมตะ, ชะ  -  และ, ดฺารมัสยะ  -  ของตำแหน่งพื้นฐานเดิม, สุคัฺสยะ  -  แห่ง ความสุข, ไอคานทิคัสยะ  -  ในที่สุด, ชะ  -  เช่นกัน

คำแปล

และข้าคือฐานของบระฮมันอันไร้รูปลักษณ์ซึ่งไม่รู้จักตาย  ไม่สูญสิ้น  เป็นอมตะ  และเป็นสถานภาพพื้นฐานเดิมแห่งความสุขสูงสุด

คำอธิบาย

สถานภาพพื้นฐานเดิมของ  บระฮมัน  คือ  ความไม่ตาย  ความไม่สูญสิ้น  เป็น  อมตะและมีความสุข  บระฮมัน  คือความรู้แจ้งทิพย์ขั้นแรก  พะระมาทมา  หรืออภิ  วิญญาณคือความรู้แจ้งในระดับกลางหรือระดับที่สอง  และบุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้าคือความรู้แจ้งสูงสุดแห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์  ดังนั้น  ทั้ง  พะระมาทมา  และ  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์อยู่ภายในบุคคลสูงสุดองค์ภควาน  ได้อธิบายไว้ในบทที่เจ็ดว่า  ธรรมชาติวัตถุเป็นปรากฏการณ์ของพลังงานเบื้องต่ำขององค์ภควาน  พระองค์ทรงทำให้  ธรรมชาติเบื้องต่ำหรือธรรมชาติวัตถุตั้งครรภ์ด้วยละอองแห่งธรรมชาติเบื้องสูง  และนั่น  คือการสัมผัสทิพย์ในธรรมชาติวัตถุ  และค่อย  ๆ  เจริญขึ้นมาจนถึงแนวคิด  บระฮมัน  แห่ง  องค์ภควาน  การบรรลุถึงแนวคิดชีวิตแห่ง  บระฮมัน  นี้  เป็นระดับแรกในความรู้แจ้งแห่ง  ตน  ในระดับนี้บุคคลผู้รู้แจ้ง  บระฮมัน  นี้  เป็นระดับแรกในความรู้แจ้งแห่งตน  ในระดับนี้  บุคคลผู้รู้แจ้งบระฮมัน  เป็นทิพย์เหนือสถานภาพทางวัตถุ  แต่จะไม่มีความสมบูรณ์อย่าง  แท้จริงในความรู้แจ้ง  บระฮมัน  หากปรารถนาจะสามารถอยู่ในสถานภาพ  บระฮมัน  ต่อ  ไปและค่อย  ๆ  เจริญขึ้นมาถึงความรู้แจ้ง  พะระมาทมา  จากนั้น  ก็รู้แจ้งถึงบุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้า  มีตัวอย่างเช่นนี้มากมายในวรรณกรรมพระเวท  คุมาระ  ทั้งสี่  ตอน  แรกสถิตในแนวคิดแห่งสัจธรรม  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  และค่อย  ๆ  เจริญขึ้นมาจนถึง  ระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ผู้ที่ไม่สามารถพัฒนาตนเองให้อยู่เหนือแนวคิดอัน  ไร้รูปลักษณ์แห่ง  บระฮมัน  จะมีความเสี่ยงในการตกลงต่ำ  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  กล่าว  ว่าถึงแม้บุคคลอาจเจริญขึ้นมาถึงระดับ  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  หากไม่พัฒนาให้สูงขึ้น  เนื่องจากไม่มีข้อมูลแห่งองค์ภควาน  ปัญญาของเขาจะไม่ผ่องใสโดยสมบูรณ์  ฉะนั้น  ถึง  แม้ว่าจะเจริญมาถึงระดับ  บระฮมัน  ก็ยังมีโอกาสตกลงต่ำ  หากไม่ปฏิบัติในการอุทิศตน  เสียสละรับใช้ต่อพระองค์  ในภาษาพระเวทกล่าวไว้เช่นกันว่า  ระโส  ไว  สะฮ,  ระสัม  ฮิ  เอ  วายัม  ลับฺดฺวานันดี  บฺะวะทิ  “เมื่อเข้าใจบุคลิกภาพแห่งพระเจ้าคริชณะผู้ทรงเป็นแหล่ง  กำเนิดแห่งความสุข  เขาจะมาเป็นผู้มีความปลื้มปีติสุขทิพย์อย่างแท้จริง”  (ไททิรียะ  อุ-  พะนิชัด  2.7.1)  องค์ภควานทรงเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งหกประการ  และเมื่อสาวกเข้า  พบพระองค์  จะมีการแลกเปลี่ยนความมั่งคั่งทั้งหกประการนี้  ผู้รับใช้พระเจ้าแผ่นดินได้  รับความรื่นเริงเกือบระดับเดียวกันกับพระเจ้าแผ่นดิน  ดังนั้น  ความสุขนิรันดร  ความสุขที่  ไม่มีวันสูญสลาย  และชีวิตอมตะรวมอยู่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เช่นเดียวกัน  ความ  รู้แจ้ง  บระฮมัน  หรือความเป็นอมตะ  หรือความไม่รู้จักตาย  รวมอยู่ในการอุทิศตนเสีย  สละรับใช้  บุคคลผู้ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในตัวเรียบร้อยแล้ว

สิ่งมีชีวิตถึงแม้เป็น  บระฮมัน  โดยธรรมชาติ  มีความปรารถนาเป็นเจ้าเหนือโลก  วัตถุ  ด้วยเหตุนี้  จึงตกต่ำลง  ในสถานภาพพื้นฐานเดิมของตนสิ่งมีชีวิตอยู่เหนือสามระดับ  แห่งธรรมชาติวัตถุ  แต่การที่มาคบหาสมาคมกับธรรมชาติวัตถุทำให้ถูกพันธนาการอยู่  ในระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุ  เช่น  ความดี  ตัณหา  และอวิชชา  เนื่องจากการมาคบหา  สมาคมกับสามระดับเหล่านี้  ความปรารถนาที่จะครอบครองโลกวัตถุจึงมีอยู่  เมื่อปฏิบัติ  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ในคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  เราสถิตในสถานภาพ  ทิพย์ทันที  และความปรารถนาที่ผิดกฎหมายในการมาควบคุมธรรมชาติวัตถุจะถูก  ขจัดไป  ดังนั้น  วิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้เริ่มจากการสดับฟัง  การสวดภาวนา  การระลึกถึง  ฯลฯ  มีอยู่เก้าวิธีเพื่อรู้แจ้งถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่ได้อธิบายไว้  เรา  ควรฝึกปฏิบัติร่วมกับเหล่าสาวก  จากการมาร่วมกันและด้วยอิทธิพลของพระอาจารย์  ทิพย์  ความปรารถนาที่จะครอบครองธรรมชาติวัตถุจะค่อย  ๆ  ถูกขจัดไป  และเราจะ  สถิตอย่างมั่นคงในการรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อองค์ภควาน  วิธีนี้ได้อธิบายจากโศลก  ที่ยี่สิบสองจนมาถึงโศลกสุดท้ายของบทนี้  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควาน  เป็นสิ่งที่ง่ายมาก  เราควรปฏิบัติในการรับใช้พระองค์เสมอ  ควรรับประทานอาหารส่วน  เหลือหลังจากที่ได้ถวายต่อพระปฏิมาแล้ว  ดมกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ถวายต่อพระบาท  รูปดอกบัวขององค์ภควาน  ดูสถานที่ต่าง  ๆ  ที่พระองค์ทรงแสดงลีลาทิพย์  อ่านกิจกรรม  ต่าง  ๆ  ของพระองค์รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรักของพระองค์กับเหล่าสาวก  สวด  ภาวนาคลื่นเสียงทิพย์  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร  /  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  เสมอ  และถือวันอดอาหารเพื่อระลึกถึงการ  ปรากฏและการจากไปของพระองค์และบรรดาสาวกของพระองค์  ด้วยการปฏิบัติตาม  วิธีการเหล่านี้  ทำให้เราไม่ยึดติดกับกิจกรรมต่าง  ๆ  ทางวัตถุทั้งหมดโดยสมบูรณ์  ดังนั้น  ผู้ที่สามารถสถิตใน  บระฮมะจโยทิ  หรือแนวคิดแห่ง  บระฮมัน  อันหลากหลายต่าง  ๆ  มี  ความทัดเทียมกันกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าในเชิงคุณสมบัติ

ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย บัฺคธิเวดันธะ บทที่สิบสี่ของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทาในหัวข้อเรื่องสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ

บทที่ สิบห้า

โยคะแห่งองค์ภควาน

โศลก 1 (15.1)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
อูรดฺวะ-มูลัม อดฺะฮ-ชาคัฺม
อัชวัททัฺม พราฮุร อัพยะยัม

ชัฺนดามสิ ยัสยะ พารณานิ
ยัส ทัม เวดะ สะ เวดะ-วิท

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, อูรดฺวะ-มูลัม  -  ด้วยรากอยู่ ข้างบน, อดฺะฮ  -  ลงข้างล่าง, ชาคัฺม  -  แยกแขนง, อัชวัททัฺม  -  ต้นไทร, พราฮุฮ  -  กล่าวไว้ว่า, อัพยะยัม  -  อมตะ, ชัฺนดามสิ  -  ในบทมนต์พระเวท, ยัสยะ  -  ซึ่ง, พารณานิ  -  ใบ, ยะฮ  -  ผู้ใด ซึ่ง, ทัม  -  นั้น, เวดะ  -  รู้, สะฮ  -  เขา, เวดะ-วิท  -  ผู้รู้พระเวท

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  ได้กล่าวไว้ว่า  มีต้นไทรที่ไม่มีวันตาย  มีราก  ขึ้นข้างบน  และกิ่งก้านสาขาลงข้างล่าง  มีใบคือบทมนต์พระเวท  ผู้รู้ต้นไม้นี้คือผู้  รู้คัมภีร์พระเวท

คำอธิบาย

หลังจากที่ได้สนทนากันถึงความสำคัญของ  ภักดี-โยคะ  อาจมีคำถามขึ้นมา  ว่า  “คัมภีร์พระเวทคืออะไร?”  ได้อธิบายในบทนี้ว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาคัมภีร์  พระเวทคือมาเข้าใจคริชณะ  ดังนั้น  ผู้ที่อยู่ในคริชณะจิตสำนึก  หรือผู้ปฏิบัติในการอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้เป็นผู้รู้คัมภีร์พระเวทเรียบร้อยแล้ว

การพันธนาการของโลกวัตถุนี้เปรียบเทียบกับต้นไทร  ณ  ที่นี้  สำหรับผู้ปฏิบัติ  กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  ต้นไทรนี้ไม่มีที่สิ้นสุด  เขาจะเดินทางจากกิ่งก้านหนึ่งไปสู่อีกกิ่ง  ก้านหนึ่งและไปยังอีกกิ่งก้านหนึ่ง  ต้นไม้แห่งธรรมชาติวัตถุนี้ไม่มีจุดจบ  และผู้ที่ยึดติดกับ  ต้นไม้นี้จะไม่มีทางหลุดพ้นออกไปได้  บทมนต์พระเวทที่หมายไว้เพื่อพัฒนาตัวเราเป็นใบ  ของต้นไม้นี้  รากของต้นงอกขึ้นข้างบนเนื่องจากรากเหล่านี้เริ่มจากสถานที่ที่พระพรหม  ทรงประทับอยู่  ซึ่งเป็นดาวเคราะห์สูงสุดแห่งจักรวาลนี้  หากผู้ใดสามารถเข้าใจต้นไม้  แห่งความหลงที่ไม่มีวันถูกทำลายนี้  เขาจึงสามารถออกไปจากมันได้

เราควรเข้าใจวิธีการแก้เพื่อให้หลุดพ้น  ในบทก่อน  ๆ  ได้อธิบายไว้ว่ามีหลายวิธี  ที่จะให้หลุดออกไปจากพันธนาการทางวัตถุ  จนกระทั่งมาถึงบทที่สิบสาม  เราพบว่าการ  อุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานเป็นวิธีที่ดีที่สุด  บัดนี้  หลักพื้นฐานแห่งการอุทิศตน  เสียสละรับใช้คือการไม่ยึดติดกับกิจกรรมทางวัตถุ  และมายึดมั่นกับการรับใช้ทิพย์ต่อ  พระองค์  วิธีการที่จะตัดการยึดติดกับโลกวัตถุได้กล่าวไว้ในตอนต้นของบทนี้  รากแห่ง  ความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้งอกขึ้นข้างบน  เช่นนี้หมายความว่าเริ่มจากแก่นสารทางวัตถุมวล  รวม  จากดาวเคราะห์สูงสุดแห่งจักรวาล  และจากที่นั่นจักรวาลทั้งหมดขยายออกด้วย  สาขาที่แยกแขนงออกมากมายซึ่งมาเป็นระบบดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  ผลทางวัตถุที่ได้รับ  คือผลลัพธ์แห่งกิจกรรมต่าง  ๆ  ของสิ่งมีชีวิต  เช่น  การศาสนา  การพัฒนาเศรษฐกิจ  การ  สนองประสาทสัมผัส  และความหลุดพ้น

ในโลกนี้ไม่มีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับต้นไม้ที่มีกิ่งก้านสาขาแยกแขนงลง  ข้างล่าง  และมีรากขึ้นข้างบน  ต้นไม้ชนิดนี้พบได้ที่ขอบสระน้ำ  เราสามารถเห็นต้นไม้นี้  สะท้อนอยู่ในน้ำมีกิ่งก้านสาขาแยกลงข้างล่างและรากขึ้นข้างบน  อีกนัยหนึ่ง  ต้นไม้แห่ง  โลกวัตถุนี้เป็นเพียงภาพสะท้อนของต้นไม้จริงในโลกทิพย์  การสะท้อนของโลกทิพย์นี้  สถิตอยู่ในความปรารถนาเหมือนกับการสะท้อนของต้นไม้สถิตอยู่ในน้ำ  ความปรารถนา  หรือความต้องการเป็นต้นเหตุของสิ่งต่าง  ๆ  ที่สถิตในแสงแห่งวัตถุที่สะท้อนมานี้  ผู้ที่  ปรารถนาจะออกไปจากความเป็นอยู่ทางวัตถุต้องรู้ถึงต้นไม้นี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน  ด้วย  การวิเคราะห์ศึกษาเราจึงสามารถตัดความสัมพันธ์จากมันออกไปได้

ต้นไม้ที่เป็นภาพสะท้อนจากของจริงนี้  ถอดแบบออกมาเหมือนกันทุกอย่าง  มี  ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกทิพย์  พวกที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์คิดว่า  บระฮมัน  เป็นรากของ  ต้นไม้วัตถุนี้  ตามปรัชญา  สางคฺยะ  กล่าวว่าจากรากนี้  พระคริทิ,  พุรุชะ  ออกมา  จาก  นั้นสาม  กุณะ  ออกมา  จากนั้นธาตุหยาบทั้งห้า  (พันชะ-มะฮา-บํูทะ)  ออกมา  จากนั้น  ประสาทสัมผัสทั้งสิบ  (ดะเชนดริยะ)  จิตใจ  ฯลฯ  ดังนี้  พวกเขาแบ่งโลกวัตถุทั้งหมดเป็น  ยี่สิบสี่ธาตุ  หาก  บระฮมัน  เป็นศูนย์กลางของปรากฏการณ์ทั้งหมด  โลกวัตถุนี้ก็เป็น  ปรากฏการณ์ของศูนย์กลาง  180  องศาและอีก  180  องศา  เป็นโลกทิพย์  โลกวัตถุเป็น  ภาพสะท้อนที่กลับตาลปัตร  ดังนั้น  โลกทิพย์จะต้องมีความหลากหลายเช่นเดียวกัน  แต่  ในความเป็นจริง  พระคริทิ  เป็นพลังงานเบื้องต่ำขององค์ภควาน  และ  พุรุชะ  คือตัวองค์  ภควาน  นั่นคือคำอธิบายใน  ภควัต-คีตา  เนื่องจากปรากฏการณ์นี้เป็นวัตถุ  จึงไม่ถาวร  ภาพสะท้อนไม่ถาวรเพราะว่าบางครั้งมองเห็นและบางครั้งมองไม่เห็น  แต่ของแท้ที่ทำให้  ได้ภาพสะท้อนมานั้นเป็นอมตะ  ภาพสะท้อนวัตถุจากต้นไม้จริงจะต้องถูกตัดออก  เมื่อ  กล่าวว่าบุคคลรู้คัมภีร์พระเวทหมายความว่า  เขารู้ว่าจะตัดการยึดติดกับโลกวัตถุนี้ให้  ออกไปได้อย่างไร  หากรู้วิธีการนี้  เขาเป็นผู้รู้คัมภีร์พระเวทโดยแท้จริง  ผู้ที่หลงใหลอยู่กับ  สูตรพิธีกรรมต่าง  ๆ  ของพระเวทเท่ากับหลงอยู่กับใบสีเขียวอันสวยงามของต้นไม้  โดย  ไม่รู้จุดมุ่งหมายของคัมภีร์พระเวทอย่างแท้จริง  จุดมุ่งหมายของคัมภีร์พระเวทเหมือนดัง  ที่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเปิดเผยคือ  ให้ตัดภาพสะท้อนของต้นไม้นี้ออกและ  บรรลุถึงต้นไม้ที่แท้จริงแห่งโลกทิพย์

โศลก 2 (15.2)

อดัฺช โชรดฺวัม พระสริทาส ทัสยะ ชาคฺา
กุณะ-พระวริดดฺา วิชะยะ-พระวาลาฮ

อดัฺช ชะ มูลานิ อนุสันทะทานิ
คารมานุบันดีฺนิ มะนุชยะ-โลเค

อดฺะฮ  -  ลงข้างล่าง, ชะ  -  และ, อูรดฺวัม  -  ขึ้นข้างบน, พระสริทาฮ  -  ขยายออก, ทัสยะ  -  ของ มัน, ชา คฺาฮ  -  แยกแขนง, กุณะ  -  โดยระดับต่าง ๆ ของธรรมชาติวัตถุ, พระวริดดฺาฮ  -  พัฒนา, วิชะยะ  -  อาตยนะภายนอก, พระวาลาฮ  -  กิ่งก้าน, อดฺะฮ  -  ลงข้างล่าง, ชะ  -  และ, มูลานิ  -  ราก, อนุสันทะทานิ  -  ขยาย, คารมะ  -  งาน, อนุบันดีฺนิ  -  ผูกมัด, มะนุชยะ-โลเค  -  ใน โลกของสังคมมนุษย์

คำแปล

สาขาของต้นไม้นี้แตกแขนงลงข้างล่างและขึ้นข้างบน  บำรุงเลี้ยงด้วยสามระดับ  แห่งธรรมชาติวัตถุ  กิ่งก้านคืออายตนะภายนอก  ต้นไม้นี้มีรากลงข้างล่างเช่น  เดียวกัน  และถูกพันธนาการอยู่ในการกระทำเพื่อผลทางวัตถุของสังคมมนุษย์

คำอธิบาย

ได้อธิบายถึงต้นไทรนี้ต่อไปอีกว่ามีสาขาแยกแขนงออกไปทุกทิศทาง  ในส่วน  ล่างมีปรากฏการณ์อันหลากหลายของสิ่งมีชีวิตเช่น  มนุษย์  สัตว์  ม้า  วัว  สุนัข  แมว  ฯลฯ  ชีวิตเหล่านี้สถิตในส่วนล่าง  ขณะที่ส่วนบนเป็นรูปของสิ่งมีชีวิตที่สูงกว่า  เช่น  เทวดา  กัน  ดฺฺารวะ  และเผ่าพันธุ์ชีวิตอื่น  ๆ  ที่สูงกว่ามากมาย  เหมือนกับต้นไม้ที่ได้รับการบำรุงเลี้ยง  จากน้ำ  ต้นไม้นี้ก็ได้รับการบำรุงเลี้ยงจากสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  บางครั้งเราพบ  ว่าที่ดินผืนนี้แห้งแล้งเนื่องจากมีน้ำไม่เพียงพอ  และบางครั้งเราพบว่าที่ดินอีกผืนหนึ่งมี  ความเขียวชอุ่มมาก  ในทำนองเดียวกัน  สถานที่ที่ระดับแห่งธรรมชาติวัตถุใดมีอัตราส่วน  ในปริมาณมากกว่า  เผ่าพันธุ์ชีวิตต่าง  ๆ  ในระดับนั้นก็ปรากฏ

กิ่งก้านของต้นไม้พิจารณาว่าเป็นอายตนะภายนอก  จากการพัฒนาระดับ  ต่างๆ  แห่งธรรมชาติ  เราพัฒนาประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  และจากประสาทสัมผัสเราได้รับ  ความสุขอันหลากหลายจากอายตนะภายนอก  ยอดของสาขาต่าง  ๆ  คือประสาทสัมผัส  เช่น  หู  จมูก  ตา  ฯลฯ  ซึ่งยึดติดอยู่กับความเพลิดเพลินกับอายตนะภายนอก  กิ่งก้านคือ  อายตนะภายนอก  เช่น  เสียง  รูป  สัมผัส  ฯลฯ  รากรองคือความยึดติดและความเกลียดชัง  ซึ่งเป็นผลพลอยได้ของความทุกข์และความสุขทางประสาทสัมผัสอันหลากหลาย  แนว  โน้มที่จะเป็นคนใจบุญหรือเป็นคนใจบาปพิจารณาว่าพัฒนาจากรากรองเหล่านี้ซึ่งแผ่  ขยายไปทุกทิศทาง  รากอันแท้จริงมาจาก  บระฮมะโลคะ  และรากอื่น  ๆ  อยู่ในระบบดาว  เคราะห์มนุษย์  หลังจากรื่นเริงกับผลบุญที่ได้ไปอยู่ในระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่าแล้ว  เขา  จะตกลงมาในโลกนี้และสร้างกรรมหรือกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุต่อไป  เพื่อความเจริญ  ก้าวหน้าทางวัตถุ  ดาวเคราะห์ของมนุษย์นี้พิจารณาว่าเป็นสนามแห่งกิจกรรม

โศลก 3-4 (15.3-4)

นะ รูพัม อัสเยฮะ ทะโทฺพะลับฺยะเท
นานโท นะ ชาดิร นะ ชะ สัมพระทิชทฺา

อัชวัททัฺม เอนัม สุ-วิรูดฺะ-มูลัม
อสังกะ-ชัสเทรณะ ดริเดฺนะ ชิฺทวา
ทะทะฮ พะดัม ทัท พะริมารกิทัพยัม
ยัสมิน กะทา นะ นิวารทันทิ บํูยะฮ

ทัม เอวะ ชาดยัม พุรุชัม พระพัดเย
ยะทะฮ พระวริททิฮ พระสริทา พุราณี

นะ  -  ไม่, รูพัม  -  รูปลักษณ์, อัสยะ  -  ของต้นไม้นี้, อิฮะ  -  ในโลกนี้, ทะทฺา  -  เช่นกัน, อุพะลับฺยะ เท  -  สามารถสำเหนียกได้, นะ  -  ไม่เคย, อันทะฮ  -  จบ, นะ  -  ไม่เคย, ชะ  -  เช่นกัน, อาดิฮ  -  เริ่ม ต้น, นะ  -  ไม่เคย, ชะ  -  เช่นกัน, สัมพระทิชทฺา  -  รากฐาน, อัชวัททัฺม  -  ต้นไทร, เอนัม  -  นี้, สุ- วิรูดฺะ  -  แข็งแรง, มูลัม  -  ราก, อสังกะ-ชัสเทรณะ  -  ด้วยอาวุธแห่งความไม่ยึดติด, ดริเดฺ นะ  -  แข็งแรง, ชิฺททวา  -  ตัด, ทะทะฮ  -  หลังจากนั้น, พะดัม  -  สถานการณ์, ทัท  -  นั้น, พะริ- มารกิทัพยัม  -  ต้องค้นหา, ยัสมิน  -  ที่ซึ่ง, กะทาฮ  -  ไป, นะ  -  ไม่เคย, นิวารทันทิ  -  พวกเขา กลับมา, บํูยะฮ  -  อีกครั้ง, ทัม  -  ถึงพระองค์, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  เช่นกัน, อาดยัม  -  แหล่ง กำเนิด, พุรุชัม  -  องค์ภควาน, พระพัดเย  -  ศิโรราบ, ยะทะฮ  -  จากผู้ซึ่ง, พระวริททิฮ  -  เริ่ม ต้น, พระสริทา  -  ขยายออกไป, พุราณี  -  โบราณมาก

คำแปล

รูปลักษณ์อันแท้จริงของต้นไม้นี้สำเหนียกไม่ได้ในโลกนี้  ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจ  ว่ามันจบลงที่ใด  เริ่มต้นจากที่ใด  หรือรากฐานอยู่ที่ไหน  แต่ด้วยความมุ่งมั่น  เขา  ต้องตัดต้นไม้ที่ฝังรากลึกอย่างแข็งแกร่งนี้ด้วยอาวุธแห่งการไม่ยึดติด  ดังนั้น  เขาต้องแสวงหาสถานที่ที่เมื่อไปถึงแล้วจะไม่กลับมาอีก  ณ  ที่นั้นเขาศิโรราบต่อ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่าง  และทุกสิ่งทุกอย่าง  ขยายออกมาจากพระองค์ตั้งแต่กาลสมัยดึกดำบรรพ์

คำอธิบาย

บัดนี้ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่ารูปลักษณ์อันแท้จริงของต้นไทรนี้ไม่สามารถเข้าใจ  ได้ในโลกวัตถุ  เนื่องจากรากของมันขึ้นข้างบนและการแผ่ขยายของต้นไม้จริงอยู่อีกด้าน  หนึ่ง  เมื่อถูกพันธนาการด้วยการแพร่ขยายทางวัตถุของต้นไม้  เราไม่สามารถเห็นว่า  ต้นไม้นี้ขยายออกไปไกลเท่าใด  และก็ไม่สามารถเห็นจุดเริ่มต้นของต้นไม้นี้  ถึงกระนั้นเรา  ต้องค้นหาสาเหตุว่า  “ข้าเป็นบุตรของบิดา  บิดาข้าเป็นบุตรของบุคคลคนนี้  ฯลฯ”  จาก  การค้นหาเช่นนี้จะมาถึงพระพรหมผู้ซึ่ง  การโบฺดะคะชายี  วิชณุ  ทรงเป็นผู้ให้กำเนิด  ใน  ที่สุดเมื่อมาถึงองค์ภควานงานวิจัยก็เสร็จสิ้น  เราต้องค้นหาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของต้นไม้นี้  ด้วยการคบหาสมาคมกับบุคคลผู้มีความรู้แห่งองค์  ภควานนั้น  จากความเข้าใจเช่นนี้จะค่อย  ๆ  ไม่ยึดติดกับภาพสะท้อนที่ผิดซึ่งไม่ใช่ของจริง  จากความรู้นี้จึงสามารถตัดขาดความสัมพันธ์กับมันและสถิตอย่างแท้จริงในต้นไม้จริง

คำว่า  อสังกะ  มีความสำคัญมากในประเด็นนี้  เพราะว่าการยึดติดกับความ  รื่นเริงทางประสาทสัมผัสและความเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุมีความแข็งแกร่งมาก  ฉะนั้น  เราต้องเรียนรู้การไม่ยึดติดด้วยการสนทนาศาสตร์ทิพย์  ซึ่งมีพื้นฐานอยู่ที่พระ  คัมภีร์ที่เชื่อถือได้  และต้องสดับฟังจากบุคคลผู้อยู่ในความรู้จริง  ๆ  จากผลของการ  สนทนาในการคบหาสมาคมกับเหล่าสาวกเช่นนี้  เราจะมาถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้า  สิ่งแรกที่ต้องกระทำคือศิโรราบต่อพระองค์  การบรรยายถึงสถานที่ซึ่งเมื่อไปถึง  แล้วจะไม่กลับมายังภาพสะท้อนของต้นไม้ที่ผิด  ๆ  นี้อีก  ได้ให้ไว้  ณ  ที่นี้ว่า  องค์  ภควาน  คริชณะทรงเป็นรากเดิมแท้ที่ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏออกมา  เพื่อให้พระองค์ทรง  พระกรุณาเราต้องศิโรราบอย่างเดียว  และนี่คือผลแห่งการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้  ด้วยการสดับฟัง  การสวดภาวนา  ฯลฯ  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งการแผ่ขยาย  ของโลกวัตถุ  ซึ่งพระองค์ทรงอธิบายไว้แล้วว่า  อฮัม  สารวัสยะ  พระบฺะวะฮ  “ข้าคือแหล่ง  กำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง”  ฉะนั้น  ในการออกจากพันธนาการของต้นไทรแห่งชีวิตวัตถุที่  แข็งแกร่งนี้เราต้องศิโรราบต่อคริชณะ  ทันทีที่ศิโรราบต่อคริชณะเราจะไม่ยึดติดกับการ  แผ่ขยายทางวัตถุนี้โดยปริยาย

โศลก 5 (15.5)

นิรมานะ-โมฮา จิทะ-สังกะ-โดชา
อัดฺยาทมะ-นิทยา วินิวริททะ-คามาฮ

ดวันดไวร วิมุคทาฮ สุคฺะ-ดุฮคฺะ-สัมกไยร
กัชชัฺนทิ อมูดฺาฮ พะดัม อัพยะยัม ทัท

นิฮ  -  ปราศจาก, มานะ  -  เกียรติยศที่ผิด, โมฮาฮ  -  และความหลง, จิทะ  -  เอาชนะ, สังกะ  -  การคบหาสมาคม, โดชาฮ  -  ความผิด, อัดฺยาทมะ  -  ในความรู้ทิพย์, นิทยาฮ  -  ในความ เป็นอมตะ, วินิวริททะ  -  ไม่คบหาสมาคม, คามาฮ  -  จากราคะ, ดวันดไวฮ  -  จากสิ่งคู่, วิมุคทาฮ  -  หลุดพ้น, สุคฺะ-ดุฮคฺะ  -  ความสุขและความทุกข์, สัมกไยฮ  -  ชื่อ, กัชชัฺนทิ  -  บรรลุ, อมูดฺาฮ  -  ไม่สับสน, พะดัม  -  สถานการณ์, อัพยะยัม  -  อมตะ, ทัท  -  นั้น

คำแปล

พวกที่เป็นอิสระจากเกียรติยศที่ผิด  ความหลง  และการคบหาสมาคมที่ผิด  ผู้  ที่เข้าใจความเป็นอมตะ  จบสิ้นกับราคะทางวัตถุ  ผู้เป็นอิสระจากสิ่งคู่แห่งความ  สุขและความทุกข์  ไม่สับสน  รู้ว่าจะศิโรราบต่อองค์ภควานอย่างไรบรรลุถึง  อาณาจักรอมตะนั้น

คำอธิบาย

วิธีการศิโรราบได้อธิบายไว้อย่างสวยงาม  ณ  ที่นี้ว่า  เราไม่ควรหลงอยู่กับ  ความหยิ่งยะโส  เนื่องจากพันธวิญญาณผยองคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าแห่งธรรมชาติวัตถุ  จึงเป็นการยากมากที่จะศิโรราบต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  จากการพัฒนาความ  รู้ที่แท้จริง  เราควรรู้ว่าตัวเราไม่ใช่เจ้าแห่งธรรมชาติวัตถุ  องค์ภควานทรงเป็นเจ้าของ  เมื่อเป็นอิสระจากความหลงอันเนื่องมาจากความหยิ่งยะโส  เราจะสามารถเริ่มวิธีการ  ศิโรราบ  สำหรับผู้ที่คาดหวังเกียรติยศบางอย่างในโลกวัตถุนี้เสมอ  เป็นไปไม่ได้ที่จะ  ศิโรราบต่อองค์ภควาน  ความหยิ่งยะโสเนื่องมาจากความหลง  ถึงแม้ว่าเรามาที่นี่อยู่  เพียงระยะเวลาสั้นแล้วต้องจากไป  ยังมีความเห็นอย่างโง่  ๆ  ว่าเราคือเจ้าโลก  ดังนั้น  จึง  ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสับสนและมีปัญหาเสมอ  โลกทั้งโลกหมุนไปภายใต้ความรู้สึกเช่น  นี้  ผู้คนพิจารณาว่าแผ่นดินและโลกนี้เป็นของสังคมมนุษย์  และได้แบ่งที่ดินภายใต้ความ  รู้สึกผิด  ๆ  ว่าพวกตนเป็นเจ้าของ  เราต้องออกจากความเห็นที่ผิดนี้ว่าสังคมมนุษย์เป็น  เจ้าของโลกใบนี้  เมื่อเป็นอิสระจากความเห็นผิดเช่นนี้  เราจึงเป็นอิสระจากการคบหา  สมาคมที่ผิดทั้งหลาย  อันเนื่องมาจากความหลงผิดอยู่กับครอบครัว  สังคม  และประเทศ  ชาติ  การคบหาสมาคมที่ผิดเหล่านี้ผูกมัดเราให้อยู่ในโลกวัตถุ  หลังจากระดับนี้เราต้อง  พัฒนาความรู้ทิพย์  ต้องพัฒนาความรู้ว่าอะไรเป็นของตนที่แท้จริง  และอะไรไม่ใช่ของตน  ที่แท้จริง  และเมื่อเข้าใจสิ่งต่าง  ๆ  ตามความเป็นจริงก็จะเป็นอิสระจากแนวคิดที่เป็นสิ่งคู่  ทั้งหลายเช่น  ความสุขและความทุกข์  ความรื่นเริงและความเจ็บปวด  เราจะเปี่ยมไปด้วย  ความรู้  จากนั้นจึงเป็นไปได้ที่จะศิโรราบต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า

โศลก 6 (15.6)

นะ ทัด บฺาสะยะเท สูรโย
นะ ชะชางโค นะ พาวะคะฮ

ยัด กัทวา นะ นิวารทันเท
ทัด ดฺามะ พะระมัม มะมะ

นะ  -  ไม่, ทัท  -  นั้น, บฺาสะยะเท  -  ส่องแสง, สูรยะฮ  -  ดวงอาทิตย์, นะ  -  ไม่, ชะชางคะฮ  -  ดวง จันทร์, นะ  -  ไม่, พาวะคะฮ  -  ไฟ, ไฟฟ้า, ยัท  -  ที่ไหน, กัทวา  -  ไป, นะ  -  ไม่, นิวารทันเท  -  พวก เขากลับมา, ทัท ดฺามะ  -  สถานที่นั้น, พะระมัม  -  สูงสุด, มะมะ  -  ของข้า

คำแปล

พระตำหนักสูงสุดของข้านั้นมิใช่สว่างไสวด้วยดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  ไฟ  หรือ  ไฟฟ้า  ผู้ที่ไปถึงที่นั่นจะไม่กลับมายังโลกวัตถุนี้อีก

คำอธิบาย

โลกทิพย์หรือพระตำหนักของคริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้ามีชื่อว่า  คริชณะ  โลคะ  โกโลคะ  วรินดาวะนะ  อธิบายไว้  ณ  ที่นี้ว่า  ในท้องฟ้าทิพย์ไม่จำเป็นต้อง  มีแสงอาทิตย์  แสงจันทร์  แสงไฟ  หรือไฟฟ้า  เพราะว่าดาวเคราะห์ทั้งหมดมีแสงสว่างอยู่  ในตัว  ในจักรวาลนี้มีดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวที่มีแสงอยู่ในตัวคือดวงอาทิตย์  แต่ดาว  เคราะห์ในท้องฟ้าทิพย์ทั้งหมดมีแสงสว่างอยู่ในตัว  รัศมีที่ส่องออกมาจากดาวเคราะห์  ทั้งหมด  (ไวคุณธฺะ)  ประกอบกันเป็นท้องฟ้าที่เจิดจรัสเรียกว่า  บระฮมะจโยทิ  อันที่จริง  รัศมีได้สาดส่องออกมาจากดาวเคราะห์ของคริชณะคือ  โกโลคะ  วรินดาวะนะ  ส่วนหนึ่ง  ของรัศมีที่สาดส่องออกมานั้นถูก  มะฮัท-ทัททวะ  หรือโลกวัตถุปกคลุม  นอกนั้นส่วน  ใหญ่ของท้องฟ้าที่สาดแสงจะเต็มไปด้วยดาวเคราะห์ทิพย์เรียกว่า  ไวคุณธฺะ  ดวงที่สำคัญ  ที่สุดคือ  โกโลคะ  วรินดาวะนะ

ตราบใดที่สิ่งมีชีวิตยังอยู่ในโลกวัตถุอันมืดมนนี้  เขาต้องติดอยู่ในชีวิตที่ถูก  พันธนาการแต่ทันทีที่ไปถึงท้องฟ้าทิพย์ด้วยการตัดต้นไม้ไม่จริงที่กลับตาลปัตรแห่งโลก  วัตถุนี้  เขาจะเป็นอิสระและไม่มีโอกาสกลับมาที่นี่อีก  ในชีวิตที่ถูกพันธนาการสิ่งมีชิวิต  พิจารณาว่าตนเองเป็นเจ้าของแห่งโลกวัตถุนี้  แต่ในระดับหลุดพ้นเขาเข้าไปในอาณาจักร  ทิพย์อยู่ใกล้ชิดกับองค์ภควาน  ณ  ที่นั้น  เขารื่นเริงอยู่กับความปลื้มปีติสุขนิรันดร  มีชีวิต  เป็นอมตะ  และเปี่ยมไปด้วยความรู้

เราควรยินดีกับข้อมูลนี้  และควรปรารถนาที่จะย้ายตนเองไปยังโลกอมตะ  นั้น  เราควรแก้ไขตนเองให้หลุดพ้นจากภาพสะท้อนที่ผิดไปจากความจริงนี้  สำหรับผู้ที่  ยึดติดมากอยู่กับโลกวัตถุ  การตัดจากความยึดติดนั้นเป็นสิ่งที่ยากมาก  ถ้าหากว่าเรา  ปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกก็จะค่อย  ๆ  ยึดติดน้อยลง  เราต้องคบหาสมาคมกับสาวกผู้อยู่ใน  คริชณะจิตสำนึก  ควรแสวงหาสมาคมที่อุทิศตนให้แก่คริชณะจิตสำนึก  และเรียนรู้การ  ปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้  เช่นนี้จะทำให้สามารถตัดความยึดติดกับโลกวัตถุนี้ได้  หาก  ครองผ้าสีส้มเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถทำให้เราตัดความยึดติดกับความหลงใหลใน  โลกวัตถุได้  เราต้องยึดมั่นกับการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควาน  และควรปฏิบัติ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างจริงจัง  ดังที่ได้อธิบายไว้ในบทที่สิบสอง  ซึ่งเป็นวิถีทาง  เดียวเท่านั้นที่จะทำให้เราออกไปจากตัวแทนจอมปลอมของต้นไม้จริงนี้  ในบทที่สิบสี่ได้  อธิบายถึงวิธีการทั้งหลายของธรรมชาติวัตถุที่ทำให้มีมลทิน  ได้กล่าวไว้ว่าการอุทิศตน  เสียสละรับใช้เท่านั้นที่เป็นทิพย์อย่างบริสุทธิ์

คำว่า  พะระมัม  มะมะ  มีความสำคัญมาก  ณ  ที่นี้  อันที่จริงทุกซอกทุกมุมเป็น  สมบัติขององค์ภควาน  แต่โลกทิพย์เป็น  พะระมัม  ซึ่งเต็มไปด้วยความมั่งคั่งหกประการ  คะทฺะ  อุพะนิชัด  (2.2.15)  ยืนยันไว้เช่นกันว่า  ในโลกทิพย์ไม่จำเป็นต้องมีแสงอาทิตย์  แสงจันทร์  หรือหมู่ดวงดาว  (นะ  ทะทระ  สูรโย  บฺาทิ  นะ  ชันดระ-ทาระคัม  )  เนื่องจาก  พลังงานเบื้องสูงขององค์ภควานส่องแสงสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้าทิพย์ทั้งหมด  พระตำ  หนักสูงสุดจะบรรลุได้ด้วยการศิโรราบเท่านั้น  มิใช่ด้วยวิธีอื่นใดทั้งสิ้น

โศลก 7 (15.7)

มะไมวามโช จีวะ-โลเค
จีวะ-บํูทะฮ สะนาทะนะฮ

มะนะฮ-ชัชทฺานีนดริยาณิ
พระคริทิ-สทฺานิ คารชะทิ

มะมะ  -  ของข้า, เอวะ  -  แน่นอน, อัมชะฮ  -  ละอองน้อย ๆ, จีวะ-โลเค  -  ในโลกแห่ง ชีวิตพันธนาการ, จีวะ-บํูทะฮ  -  พันธชีวิต, สะนาทะนะฮ  -  อมตะ, มะนะฮ  -  ด้วยจิตใจ, ชัชทฺานิ  -  หก, อินดริยาณิ  -  ประสาทสัมผัส, พระคริทิ  -  ธรรมชาติวัตถุ, สทฺานิ  -  สถิต, คารชะทิ  -  ดิ้นรนด้วยความยากลำบาก

คำแปล

สิ่งมีชีวิตในโลกแห่งพันธนาการนี้เป็นละอองน้อย  ๆ  นิรันดรของข้า  เนื่องจาก  ชีวิตที่ถูกพันธนาการ  พวกเขาจึงต้องดิ้นรนด้วยความยากลำบากมากกับประสาท  สัมผัสทั้งหกซึ่งรวมทั้งจิตใจ

คำอธิบาย

โศลกนี้บุคลิกลักษณะของสิ่งมีชีวิตได้ให้ไว้อย่างชัดเจน  สิ่งมีชีวิตเป็นละออง  น้อย  ๆ  ขององค์ภควานชั่วกัลปวสาน  ไม่ใช่ว่าเราเป็นปัจเจกบุคคลในพันธชีวิตและเมื่อ  หลุดพ้นแล้วจะมาเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์  เรายังคงเป็นละอองน้อย  ๆ  ชั่วนิรันดร  ได้  กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  เป็น  สะนาทะฮ  ตามความเห็นของพระเวท  องค์ภควานทรง  ปรากฏและแบ่งภาคเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน  ภาคที่แบ่งแยกครั้งแรกเรียกว่า  วิชณุ-ทัทท-  วะ  และภาคแบ่งแยกครั้งที่สองคือสิ่งมีชีวิต  อีกนัยหนึ่ง  วิชณุ-ทัททวะ  คือภาคแบ่งแยก  ส่วนพระองค์และสิ่งมีชีวิตเป็นภาคแบ่งแยกที่แยกออกไปจากภาคแบ่งแยกส่วนพระองค์  พระองค์ทรงปรากฏในรูปลักษณ์ต่าง  ๆ  เช่น  พระราม  นริสิมฮะเดวะ  วิชณุมูรทิ  และพระ  ปฏิมาผู้ปกครองสูงสุดในดาวเคราะห์ไวคุณธฺะทั้งหมด  สิ่งมีชีวิตผู้เป็นภาคแบ่งแยกที่แยก  ออกมาเป็นผู้รับใช้นิรันดร  ภาคแบ่งแยกส่วนพระองค์ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ซึ่งเป็นปัจเจกบุคคลแห่งองค์ภควานทรงปรากฏอยู่เสมอ  ในทำนองเดียวกัน  ภาคแบ่ง  แยกที่แยกออกไปแห่งสิ่งมีชีวิตก็มีบุคลิกลักษณะของตนเองเช่นกัน  ในฐานะที่เป็นละออง  อณูขององค์ภควาน  สิ่งมีชีวิตก็มีคุณสมบัติส่วนน้อย  ๆ  ของพระองค์  ดังเช่นอิสรภาพก็  เป็นหนึ่งในคุณสมบัติ  ทุก  ๆ  ชีวิตในฐานะที่เป็นปัจเจกวิญญาณมีบุคลิกลักษณะส่วนตัว  และมีรูปแบบแห่งความเป็นอิสระอยู่เล็กน้อย  จากการใช้อิสระภาพไปในทางที่ผิด  ทำให้  กลายมาเป็นพันธวิญญาณ  และจากการใช้อิสรภาพไปในทางที่ถูกจะทำให้เขาหลุดพ้น  อยู่เสมอ  ไม่ว่าในกรณีใดปัจเจกวิญญาณมีคุณสมบัติเหมือนกับองค์ภควานชั่วนิรันดร  ในสภาวะหลุดพ้นเขาเป็นอิสระจากสภาวะทางวัตถุ  และอยู่ภายใต้การปฏิบัติรับใช้ทิพย์  ต่อองค์ภควาน  ในพันธชีวิตเขาถูกสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุครอบงำจนทำให้ลืมการ  รับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อพระองค์  ผลก็คือต้องดิ้นรนด้วยความยากลำบากเพื่อดำรงไว้  ซึ่งความเป็นอยู่ในโลกวัตถุ

สิ่งมีชีวิตไม่เฉพาะแต่มนุษย์  แมว  และสุนัข  แม้แต่บรรดาผู้ควบคุมโลกวัตถุผู้  ยิ่งใหญ่  เช่น  พระพรหม  พระศิวะ  หรือแม้แต่พระวิชณุ  ทั้งหมดเป็นละอองอณูขององค์  ภควาน  ทั้งหมดเป็นอมตะไม่ใช่ปรากฏการณ์ชั่วคราว  คำว่า  คารชะทิ  (“ดิ้นรน”  หรือ  “ต่อสู้อย่างหนัก”)  มีความสำคัญมาก  พันธวิญญาณถูกพันธนาการเหมือนถูกล่ามด้วย  โซ่ตรวน  ถูกอหังการล่ามโซ่  และจิตใจเป็นหัวหน้าผู้แทนซึ่งผลักให้เขามีความเป็นอยู่ทาง  วัตถุนี้  เมื่อจิตใจอยู่ในระดับความดีกิจกรรมก็ดี  แต่เมื่อจิตใจอยู่ในระดับตัณหากิจกรรม  จะสร้างปัญหา  และเมื่อจิตใจอยู่ในระดับอวิชชาเขาจะเดินทางอยู่ในเผ่าพันธุ์ชีวิตที่ต่ำ  กว่า  อย่างไรก็ดี  ในโศลกนี้  มีความชัดเจนว่า  พันธวิญญาณพร้อมทั้งจิตใจและประสาท  สัมผัสต่าง  ๆ  ถูกร่างวัตถุปกคลุม  และเมื่อหลุดพ้นแล้วสิ่งปกคลุมทางวัตถุนี้จะสูญ  สลายไป  แต่ร่างทิพย์ของเขาจะปรากฏปัจเจกศักยภาพในตัวเอง  มีข้อมูลนี้ใน  มาดฺยัน  ดินายะนะ-ชรุทิ  ดังนั้น  สะ  วา  เอชะ  บระฮมะ-นิฺชทฺะ  อิดัม  ชะรีรัม  มารทยัม  อทิสริจยะ  บระฮมาบิฺสัมพัดยะ  บระฮมะณา  พัชยะทิ  บระฮมะณา  ชริโณทิ  บระฮมะไณเวดัม  สารวัม  อนุบฺะวะทิ  ได้กล่าว  ณ  ที่นี้ว่า  เมื่อสิ่งมีชีวิตยกเลิกร่างวัตถุนี้  และเข้าไปในโลกทิพย์เขา  ฟื้นฟูร่างทิพย์ของตนเอง  ในร่างทิพย์เขาสามารถเห็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าซึ่ง  ๆ  หน้า  สามารถสดับฟังและพูดกับพระองค์ซึ่ง  ๆ  หน้าและสามารถเข้าใจ  องค์ภควานตาม  ความเป็นจริง  จาก  สมริทิ  เช่นกัน  เข้าใจว่า  วะสันทิ  ยะทระ  พุรุชาฮ  สารเว  ไวคุณทธะ-  มูรทะยะฮ  ในดาวเคราะห์ทิพย์  ทุก  ๆ  ชีวิตอยู่ในร่างกายที่มีลักษณะคล้ายพระวรกาย  ขององค์ภควาน  สำหรับโครงสร้างของร่างกายไม่มีข้อแตกต่างระหว่างละอองอณูสิ่งมี  ชีวิตและภาคแบ่งแยกของ  วิชณุ-มูรทิ  อีกนัยหนึ่ง  เมื่อเป็นอิสรภาพสิ่งมีชีวิตจะได้รับ  ร่างทิพย์ด้วยพระกรุณาธิคุณของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า

คำว่า  มะไมวามชะฮ  (“ละอองอณูขององค์ภควาน”)  มีความสำคัญมากเช่น  เดียวกัน  ส่วนน้อย  ๆ  ขององค์ภควานไม่เหมือนกับส่วนที่แตกหักของวัตถุบางอย่าง  เรา  ทราบจากบทที่สองว่า  ดวงวิญญาณถูกตัดเป็นชิ้น  ๆ  ไม่ได้  ละอองน้อย  ๆ  นี้ไม่สามารถ  สำเหนียกได้ในเชิงวัตถุ  ไม่เหมือนกับวัตถุที่ถูกตัดเป็นชิ้น  ๆ  และนำมาต่อเข้าด้วยกันอีก  ครั้งได้  แนวคิดนั้นใช้ไม่ได้  ณ  ที่นี้  ได้ใช้คำสันสฤต  สะนาทะนะ  (“อมตะ”)  หมายความ  ว่าละอองอณูเป็นอมตะ  ได้กล่าวไว้ในตอนต้นของบทที่สองเช่นกันว่า  ในแต่ละและทุก  ๆ  ปัจเจกร่างกายมีละอองอณูขององค์ภควานปรากฏอยู่  (เดฮิโน  ่สมิน  ยะทฺา  เดเฮ)  ละออง  อณูนั้นเมื่อหลุดพ้นจากพันธนาการทางร่างกายแล้ว  จะฟื้นฟูร่างทิพย์เดิมแท้ของตนใน  ท้องฟ้าทิพย์ภายในดาวเคราะห์ทิพย์และรื่นเริงในการอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์  อย่างไร  ก็ดี  เข้าใจได้  ณ  ที่นี้ว่าสิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูขององค์ภควาน  มีคุณภาพเช่นเดียวกับ  พระองค์เปรียบเสมือนเศษทองก็เป็นทองเช่นเดียวกัน

โศลก 8 (15.8)

ชะรีรัม ยัด อวาพโนทิ
ยัช ชาพิ อุทครามะทีชวะระฮ

กริฮีทไวทานิ สัมยาทิ
วายุร กันดฺาน อิวาชะยาท

ชะรีรัม  -  ร่างกาย, ยัท  -  ประหนึ่ง, อวาพโนทิ  -  ได้รับ, ยัท  -  ประหนึ่ง, ชะ-อพิ  -  เช่นกัน, อุทครามะทิ  -  ยกเลิก, อีชวะระฮ  -  เจ้าแห่งร่างกาย, กริฮีทวา  -  ได้รับ, เอทานิ  -  ทั้งหมดนี้, สัมยาทิ  -  ไป, วายุฮ  -  ลม, กันดฺาน  -  กลิ่น, อิวะ  -  เหมือน, อาชะยาท  -  จากแหล่งของพวกเขา

คำแปล

สิ่งมีชีวิตในโลกวัตถุนำเอาแนวคิดแห่งชีวิตที่ไม่เหมือนกันจากร่างหนึ่งไปยังอีก  ร่างหนึ่ง  เหมือนกับลมที่นำพาเอากลิ่นไป  ดังนั้นเขาจึงรับเอาร่างหนึ่งมา  แล้ว  ออกไปเพื่อรับเอาอีกร่างหนึ่ง

คำอธิบาย

ณ  ที่นี้  อธิบายว่าสิ่งมีชีวิตเป็น  อีชวะระ  หรือผู้ควบคุมร่างกายของตนเอง  หากปรารถนาเขาสามารถเปลี่ยนร่างกายให้ได้คุณภาพที่สูงกว่า  ในลักษณะเดียวกัน  ก็สามารถย้ายลงไปในชั้นที่ต่ำกว่า  เขามีอิสรภาพเพียงเล็กน้อย  การเปลี่ยนร่างกาย  ขึ้นอยู่กับตัวเขาเองในขณะตายจิตสำนึกที่สร้างขึ้นมาจะนำพาเขาไปยังร่างต่อไป  หาก  ทำให้จิตสำนึกเหมือนกับแมวหรือสุนัข  แน่นอนว่าต้องเปลี่ยนเป็นร่างแมวหรือสุนัข  และ  หากตั้งมั่นจิตสำนึกในคุณสมบัติเทพ  เขาจะเปลี่ยนร่างเป็นเทพ  และหากอยู่ในคริชณะ  จิตสำนึกเขาจะย้ายไปยังคริชณะโลคะในโลกทิพย์  และจะอยู่ใกล้กับคริชณะ  เป็นการ  อ้างผิด  ๆ  ที่ว่าหลังจากร่างกายนี้ถูกทำลายไป  ทุกสิ่งทุกอย่างจะจบสิ้นลง  อันที่จริง  ปัจเจกวิญญาณย้ายจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง  ร่างกายและกิจกรรมปัจจุบันเป็นพื้น  ฐานสำหรับร่างต่อไป  เราได้รับร่างกายที่ไม่เหมือนกันตามกรรม  และต้องออกจากร่าง  นี้ไปตามกาลเวลา  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่าร่างละเอียดจะนำพาแนวคิดไปยังร่างต่อไป  และ  พัฒนาอีกร่างหนึ่งในชาติหน้า  กรรมวิธีแห่งการเปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปยังอีกร่างหนึ่ง  และดิ้นรนต่อสู้ขณะอยู่ในร่างกายเรียกว่าคารชะทิ  หรือการดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด

โศลก 9 (15.9)

ชโรทรัม ชัคชุฮ สพารชะนัม ชะ
ระสะนัม กฺราณัม เอวะ ชะ

อดิฺชทฺายะ มะนัช ชายัม
วิชะยาน อุพะเสวะเท

ชโรทรัม-หู, ชัคชุฮ  -  ตา, สพะชะนัม  -  สัมผัส, ชะ  -  เช่นกัน, ระสะนัม  -  ลิ้น, กฺราณัม  -  อำนาจ ในการดมกลิ่น, เอวะ  -  เช่นกัน, ชะ  -  และ, อดิฺชทฺายะ  -  สถิตใน, มะนะฮ  -  จิตใจ, ชะ  -  เช่นกัน, อยัม  -  เขา, วิชะยาน  -  อายตะนภายนอก, อุพะเสวะเท  -  รื่นเริง

คำแปล

ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตได้ร่างหยาบอีกร่างหนึ่ง  มีชนิดของหู  ตา  ลิ้น  จมูก  และความ  รู้สึกในการสัมผัสโดยเฉพาะซึ่งรวมกันอยู่รอบ  ๆ  จิตใจ  จากนั้นเขาก็รื่นเริงกับ  อายตนะภายนอกอีกชุดหนึ่งโดยเฉพาะ

คำอธิบาย

อีกนัยหนึ่ง  หากสิ่งมีชีวิตเจือปนจิตสำนึกของตนเองกับคุณสมบัติของแมว  และสุนัข  ในชาติหน้าจะได้รับร่างแมวหรือร่างสุนัข  และรื่นเริงกับมัน  เดิมทีจิตสำนึก  บริสุทธิ์เหมือนน้ำ  แต่ถ้าเราผสมน้ำกับสีมันจะเปลี่ยนสี  ในทำนองเดียวกัน  จิตสำนึก  บริสุทธิ์เพราะว่าดวงวิญญาณนั้นบริสุทธิ์  แต่จิตสำนึกเปลี่ยนไปตามที่เรามาใกล้ชิดกับ  คุณลักษณะทางวัตถุ  จิตสำนึกที่แท้จริงคือคริชณะจิตสำนึก  ดังนั้น  เมื่อสถิตในคริชณะ  จิตสำนึก  เราจะอยู่ในชีวิตที่บริสุทธิ์แห่งตนเอง  แต่หากว่าจิตสำนึกเจือปนกับแนวคิดทาง  วัตถุบางอย่าง  ในชาติหน้าเราจะได้รับร่างกายตามนั้น  ไม่จำเป็นที่ต้องได้รับร่างมนุษย์  อีกครั้งหนึ่ง  เราอาจได้รับร่างแมว  ร่างสุนัข  ร่างสุกร  ร่างเทวดา  หรือหนึ่งในหลาย  ๆ  ร่าง  เพราะมีถึง  8,  4000,  000  เผ่าพันธุ์

โศลก 10 (15.10)

อุทครามันทัม สทิฺทัม วาพิ
บํุนจานัม วา กุณานวิทัม

วิมูดฺา นานุพัชยันทิ
พัชยันทิ กยานะ-ชัคชุชะฮ

อุทครามันทัม  -  ออกจากร่างกาย, สทิฺทัม  -  สถิตในร่างกาย, วา อพิ  -  ทั้งสอง, บํุนจานัม  -  รื่นเริง, วา  -  หรือ, กุณะ-อันวิทัม  -  ภายใต้มนต์สะกดของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ, วิมูดฺาฮ  -  คนโง่, นะ  -  ไม่เคย, อนุพัชยันทิ  -  สามารถเห็น, พัชยันทิ  -  สามารถเห็น, กยานะ- ชัคชุชะฮ  -  พวกที่มีจักษุแห่งความรู้

คำแปล

คนโง่เขลาไม่สามารถเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตจะออกจากร่างกายของตนเองได้อย่างไร  และก็ไม่สามารถเข้าใจว่าร่างกายชนิดไหนที่เขาจะรื่นเริงภายใต้มนต์สะกดของ  ระดับแห่งธรรมชาติ  แต่ผู้มีสายตาที่ได้รับการฝึกฝนในความรู้จะสามารถเห็น  ทั้งหมดนี้

คำอธิบาย

คำว่า  กยานะ-ชัคชุชะฮ  สำคัญมาก  ปราศจากความรู้จะไม่สามารถเข้าใจ  ว่า  สิ่งมีชีวิตออกจากร่างปัจจุบันได้อย่างไร  ร่างกายชนิดไหนที่เขาจะได้รับในชาติหน้า  และทำไมจึงมาอยู่ในร่างนี้โดยเฉพาะ  สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องมีความรู้มากพอสมควร  ที่เข้าใจมาจาก  ภควัต-คีตา  และวรรณกรรมคล้ายกันนี้  รวมทั้งสดับฟังมาจากพระ  อาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือ  ผู้ใดที่ได้รับการฝึกฝนให้สำเหนียกสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นผู้โชค  ดี  ทุกๆ  ชีวิตออกจากร่างของตนภายใต้สถานการณ์เฉพาะ  ซึ่งอยู่ภายใต้มนต์สะกดของ  ธรรมชาติวัตถุ  ผลก็คือเราได้รับความทรมานต่าง  ๆ  จากความสุขและความทุกข์  ภาย  ใต้ความหลงแห่งการรื่นรมณ์ในประสาทสัมผัส  คนที่โง่อยู่กับราคะและความต้องการ  อยู่ตลอดเวลา  ได้สูญเสียพลังอำนาจในการเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนร่าง  และการที่ตนเองมาอยู่ในร่างเฉพาะนี้  บุคคลเหล่านี้ไม่สามารถทำความเข้าใจ  อย่างไรก็  ดี  พวกที่ได้พัฒนาความรู้ทิพย์จะสามารถเห็นว่าดวงวิญญาณนั้นแตกต่างจากร่างกาย  ดวงวิญญาณเปลี่ยนร่างและรื่นเริงในวิถีทางต่าง  ๆ  ผู้มีความรู้เช่นนี้สามารถเข้าใจว่า  ชีวิตที่ถูกพันธนาการได้รับความทุกข์ทรมานในความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้ได้อย่างไร  ดังนั้น  บุคคลผู้ที่พัฒนาในคริชณะจิตสำนึกอย่างจริงจังพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อแจกจ่ายความ  รู้นี้แก่ผู้คนโดยทั่วไป  เนื่องจากพันธชีวิตมีปัญหามาก  เราจึงควรออกไปจากมันและมี  คริชณะจิตสำนึกซึ่งจะทำให้ตนเองได้รับอิสรภาพและย้ายไปอยู่โลกทิพย์

โศลก 11 (15.11)

ยะทันโท โยกินัช ไชนัม
พัชยันทิ อาทมะนิ อวัสทิฺทัม

ยะทันโท ่พิ อคริทาทมาโน
ไนนัม พัชยันทิ อเชทะสะฮ

ยะทันทะฮ  -  ความพยายาม, โยกินะฮ  -  นักทิพย์นิยม, ชะ  -  เช่นกัน, เอนัม  -  นี้, พัชยินทิ  -  สามารถเห็น, อาทมะนิ  -  ในตัว, อวัสทิฺทัม  -  สถิต, ยะทันทะฮ  -  พยายาม, อพิ  -  ถึงแม้, อคริทะ-อาทมานะฮ  -  พวกที่ไม่มีความรู้แจ้งแห่งตน, นะ  -  ไม่, เอนัม  -  นี้, พัชยันทิ  -  เห็น, อเชทะสะฮ  -  มีจิตใจที่ไม่พัฒนา

คำแปล

นักทิพย์นิยมผู้มีความพยายามสถิตในความรู้แจ้งแห่งตนสามารถเห็นทั้งหมด  นี้อย่างชัดเจน  แต่พวกที่จิตใจไม่พัฒนาและไม่สถิตในความรู้แจ้งแห่งตนไม่  สามารถเห็นว่าอะไรเกิดขึ้นแม้อาจพยายาม

คำอธิบาย

มีนักทิพย์นิยมมากมายบนหนทางแห่งความรู้แจ้งแห่งตน  แต่ผู้ที่ไม่สถิตใน  ความรู้แจ้งแห่งตน  จะไม่สามารถเห็นว่าสิ่งต่าง  ๆ  ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตเปลี่ยนแปลง  ไปได้อย่างไร  คำว่า  โยกินะฮ  มีความสำคัญในประเด็นนี้  ปัจจุบันมีพวกที่สมมติว่าเป็น  โยคีมากมาย  และมีสถานที่ที่สมมติว่าเป็นสมาคมของพวกโยคีมากมายเช่นกัน  แต่อัน  ที่จริงมืดมนเกี่ยวกับเรื่องความรู้แจ้งแห่งตน  พวกเขาเพียงแต่มัวเมาอยู่กับท่าบริหาร  ยิมนาสติกต่าง  ๆ  และมีความพึงพอใจหากร่างกายสวยงามและสุขภาพดี  โดยไม่มี  ข้อมูลอื่น  พวกนี้เรียกว่า  ยะทันโท  ่พิ  อคริทามานะฮ  ถึงแม้ว่าพยายามในสิ่งที่สมมติ  ว่าเป็นระบบโยคะ  แต่จะไม่รู้แจ้งตนเองและไม่สามารถเข้าใจวิธีการเปลี่ยนร่างของดวง  วิญญาณ  พวกที่อยู่ในระบบโยคะที่แท้จริงเท่านั้น  จึงรู้แจ้งตนเอง  รู้แจ้งโลก  และรู้  แจ้งองค์ภควาน  อีกนัยหนึ่ง  พวก  ภักดี-โยคี  ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ในคริชณะ  จิตสำนึกอย่างบริสุทธิ์  จึงจะเข้าใจว่าสิ่งต่าง  ๆ  เกิดขึ้นได้อย่างไร

โศลก 12 (15.12)

ยัด อาดิทยะ-กะทัม เทโจ
จะกัด บฺาสะยะเท ่คิฺลัม

ยัช ชันดระมะสิ ยัช ชากโน
ทัท เทโจ วิดดิฺ มามะคัม

ยัท  -  ซึ่ง, อาดิทยะ-กะทัม  -  ในแสงอาทิตย์, เทจะฮ  -  วิเศษ, จะกัท  -  ทั่วทั้งโลก, บฺาสะยะ เท  -  สว่างไสว, อคิฺลัม  -  ทั้งหมด, ยัท  -  ซึ่ง, ชันดระมะสิ  -  ในดวงจันทร์, ยัท  -  ซึ่ง, ชะ  -  เช่นกัน, อักโน  -  ในไฟ, ทัท  -  นั้น, เทจะฮ  -  วิเศษ, วิดดิฺ  -  เข้าใจ, มามะคัม  -  จากข้า

คำแปล

ความวิเศษของดวงอาทิตย์ที่ขจัดความมืดแห่งโลกนี้ทั้งหมดมาจากข้า  ความ  วิเศษของดวงจันทร์และความวิเศษของไฟก็มาจากข้าเช่นกัน

คำอธิบาย

ผู้ไม่มีปัญญาไม่สามารถเข้าใจว่าสิ่งต่าง  ๆ  เกิดขึ้นได้อย่างไร  แต่เริ่มสถิตใน  ความรู้ด้วยการเข้าใจสิ่งที่องค์ภควานทรงอธิบาย  ณ  ที่นี้  ทุก  ๆ  คนเห็นดวงอาทิตย์  ดวง  จันทร์  คบเพลิง  และไฟฟ้า  เราควรพยายามเข้าใจว่าความวิเศษของดวงอาทิตย์  ดวง  จันทร์  ไฟฟ้า  หรือคบเพลิงมาจากองค์ภควาน  แนวคิดแห่งชีวิตเช่นนี้ทำให้จุดเริ่มต้นของ  คริชณะจิตสำนึกเจริญก้าวหน้าอย่างมหาศาลสำหรับพันธวิญญาณภายในโลกวัตถุนี้  โดยเนื้อแท้สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูขององค์ภควาน  ทรงชี้แนะ  ณ  ที่นี้ว่า  พวกเราสามารถ  กลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์ภควานได้อย่างไร

จากโศลกนี้  เราสามารถเข้าใจว่าดวงอาทิตย์ส่องแสงไปทั่วทั้งระบบสุริยะ  มี  จักรวาลและระบบสุริยะต่าง  ๆ  มีดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์หลายดวง  และมีดาวเคราะห์  มากมายเช่นกัน  ซึ่งในแต่ละจักรวาลมีดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียว  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  (10.21)  ว่า  ดวงจันทร์เป็นหนึ่งในหมู่ดวงดาว  (นัคชะทราณาม  อฮัม  ชะชี)  ที่มีแสงอาทิตย์ก็เนื่องมาจากรัศมีทิพย์ในท้องฟ้าทิพย์ขององค์ภควาน  เมื่อดวงอาทิตย์  ขึ้นกิจกรรมของมนุษย์จึงเริ่มดำเนินขึ้น  เราจุดไฟเพื่อปรุงอาหาร  จุดไฟเพื่อเริ่มปฏิบัติ  งานในโรงงาน  ฯลฯ  ดังนั้น  หลายสิ่งหลายอย่างดำเนินไปเนื่องจากการช่วยเหลือของ  ไฟ  ฉะนั้น  แสงอาทิตย์  แสงไฟ  และแสงจันทร์เป็นที่น่าชื่นชมยินดีอย่างมากมายสำหรับ  สิ่งมีชีวิต  หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากสิ่งเหล่านี้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้  ดัง  นั้น  หากสามารถเข้าใจว่าแสงและความวิเศษของดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และไฟออก  มาจากคริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  จากตรงนี้คริชณะจิตสำนึกของเราเริ่ม  ต้นขึ้น  จากแสงจันทร์พืชผักทั้งหลายได้รับการบำรุงเลี้ยง  แสงจันทร์เป็นที่ชื่นชมยินดี  มากจนผู้คนสามารถเข้าใจได้โดยง่ายว่าพวกเรามีชีวิตอยู่ได้ก็เนื่องจากพระเมตตาของ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าคริชณะ  หากปราศจากพระเมตตาของพระองค์แล้วจะไม่มี  ดวงอาทิตย์  ปราศจากพระเมตตาของพระองค์จะไม่มีดวงจันทร์  ปราศจากพระเมตตา  ของพระองค์จะไม่มีไฟ  และปราศจากการช่วยเหลือของดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และไฟ  จะไม่มีผู้ใดสามารถมีชีวิตอยู่ได้  เหล่านี้เป็นแนวคิดบางประการที่จะช่วยกระตุ้นคริชณะ  จิตสำนึกในพันธวิญญาณ

โศลก 13 (15.13)

กาม อาวิชยะ ชะ บํูทานิ
ดฺาระยามิ อฮัม โอจะสา

พุชณามิ โชชะดีฺฮ สารวาฮ
โสโม บํูทวา ระสารทมะคะฮ

กาม  -  ดาวเคราะห์, อาวิชยะ  -  เข้าไป, ชะ  -  เช่นกัน, บํูทานิ  -  สิ่งมีชีวิต, ดฺาระยามิ  -  ค้ำจุน, อฮัม  -  ข้า, โอจะสา  -  ด้วยพลังงานของข้า, พุชณามิ  -  บำรุงเลี้ยง, ชะ  -  และ, โอชะดีฺฮ  -  พวก ผัก, สารวาฮ  -  ทั้งหมด, โสมะฮ  -  ดวงจันทร์, บํูทวา  -  มาเป็น, ระสะ-อาทมะคะฮ  -  ส่งน้ำให้

คำแปล

ข้าเข้าไปในแต่ละดาวเคราะห์  ด้วยพลังงานของข้าทั้งหมดมันจึงโคจรไปรอบตัว  ข้า  กลายมาเป็นดวงจันทร์ที่ส่งน้ำแห่งชีวิตไปให้พืชผักทั้งหลาย

คำอธิบาย

เข้าใจว่าดาวเคราะห์ทั้งหมดลอยอยู่ในอากาศได้ก็เนื่องด้วยพลังงานขององค์  ภควานเท่านั้น  พระองค์เสด็จเข้าไปในทุกๆ  อณู  ทุกๆ  ดาวเคราะห์  และทุกๆ  ชีวิต  ได้  อธิบายไว้ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  ว่า  หนึ่งในภาคแบ่งแยกอันสมบูรณ์ของบุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้า  พะระมาทมา  ได้เสด็จเข้าไปในดาวเคราะห์  ในจักรวาล  ในสิ่งมีชีวิต  และ  แม้แต่ในอณู  เนื่องจากพระองค์เสด็จเข้าไป  ทุกสิ่งทุกอย่างจึงปรากฏอย่างเหมาะสม  เมื่อมีดวงวิญญาณอยู่ในร่าง  มนุษย์จึงสามารถลอยอยู่ในน้ำได้  แต่เมื่อละอองชีวิตออก  ไปจากร่าง  ร่างกายจะตายและจมน้ำ  แน่นอนว่าเมื่อร่างกายเน่าเปื่อยก็จะลอยขึ้น  มาเหมือนกับฟางและสิ่งอื่นๆ  แต่ทันทีที่คนตายศพจะจมลงไปในน้ำ  ลักษณะเดียวกัน  ดาวเคราะห์ทั้งหมดลอยอยู่ในอวกาศ  เป็นเช่นนี้ได้ก็เนื่องจากพลังงานเบื้องสูงขององค์  ภควานเข้าไป  พลังงานของพระองค์ทรงค้ำจุนแต่ละดาวเคราะห์เหมือนกับฝุ่นในกำ  มือ  หากผู้ใดกำฝุ่นอยู่ในมือ  ฝุ่นก็จะไม่หลุดลอยไป  แต่หากปาออกไปในอากาศฝุ่นก็จะ  กระจายตกลงพื้นดิน  ทำนองเดียวกัน  ดาวเคราะห์เหล่านี้ที่ลอยอยู่ในอากาศ  อันที่จริง  อยู่ในกำมือของรูปลักษณ์จักรวาลแห่งองค์ภควาน  ด้วยพลังและอำนาจของพระองค์สิ่ง  ต่างๆ  ทั้งหมดทั้งเคลื่อนที่และไม่เคลื่อนจึงอยู่ในตำแหน่งของตนเอง  ได้กล่าวไว้ในบท  มนต์พระเวทว่าเนื่องมาจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าดวงอาทิตย์จึงส่องแสง  และ  ดาวเคราะห์ต่างๆ  จึงเคลื่อนไปอย่างมั่นคง  หากพระองค์ทรงไม่ทำเช่นนี้ดาวเคราะห์  ทั้งหมดจะกระจัดกระจายเหมือนกับฝุ่นในอากาศและสูญสลายไป  ในทำนองเดียวกัน  เนื่องจากพระองค์ที่ทำให้ดวงจันทร์บำรุงเลี้ยงพืชผักต่างๆ  ทั้งหมด  และด้วยอิทธิพลของ  ดวงจันทร์พืชผักต่างๆ  จึงมีรสอร่อยปราศจากแสงจันทร์พืชผักต่างๆ  เจริญเติบโตไม่ได้  และจะไม่มีรสชุ่มฉ่่ำ  สังคมมนุษย์ดำเนินต่อไป  มีชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายและรื่นเริง  ไปกับอาหาร  ทั้งหมดนี้เนื่องมาจากองค์ภควานทรงเป็นผู้จัดส่งให้  มิฉะนั้นมนุษยชาติจะ  ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้  คำว่า  ระสาทมะคะฮ  มีความสำคัญมาก  ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นที่  อร่อยปากก็เนื่องมาจากผู้แทนขององค์ภควานโดยผ่านทางอิทธิพลของดวงจันทร์

โศลก 14 (15.14)

อฮัม ไวชวานะโร บํูทวา
พราณินาม เดฮัม อาชริทะฮ

พราณาพานะ-สะมายุคทะฮ
พะชามิ อันนัม ชะทุร-วิดัฺม

อฮัม  -  ข้า, ไวชวานะระฮ  -  ส่วนอันสมบูรณ์ของข้าที่เป็นไฟสำหรับย่อยอาหาร, บํูทวา  -  มา เป็น, พราณินาม  -  ของมวลชีวิต, เดฮัม  -  ในร่างกาย, อาชริทะฮ  -  สถิต, พราณะ  -  ลมหายใจ ออก, อพานะ  -  ลมลงข้างล่าง, สะมายุคทะฮ  -  รักษาดุลยภาพ, พะชามิ  -  ข้าย่อย, อันนัม  -  อาหาร, ชะทุฮ-วิดัฺม  -  สี่ชนิด

คำแปล

ข้าคือไฟในการย่อยอาหารภายในร่างกายของมวลชีวิต  และข้าได้ร่วมกับ  ลมปราณแห่งชีวิตทั้งออกและเข้าเพื่อย่อยอาหารสี่ชนิด

คำอธิบาย

ตามอยุรเวท  ชาสทระ  เราเข้าใจว่ามีไฟในท้องซึ่งย่อยอาหารทั้งหมดที่ถูกส่ง  ไป  เมื่อไฟไม่ร้อนจะไม่มีความหิว  เมื่อไฟทำงานเป็นปกติเราจะรู้สึกหิว  บางครั้งไฟไม่  ทำงานจำเป็นต้องรักษา  ในทุกกรณี  ไฟนี้คือผู้แทนของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  มันทระ  พระเวท  (บริฮัด-อารัณยะคะ  อุพะนิชัด  5.9.1)  ได้ยืนยันไว้เช่นกันว่าองค์ภควาน  หรือ  บระฮมัน  ทรงสถิตในรูปของไฟภายในท้องและย่อยอาหารทุกชนิด  (อยัม  อักนิร  ไวชวานะโร  โย  ่ยัม  อันทะฮ  พุรุเช  เยเนดัม  อันนัม  พัชยะเท)  เนื่องจากพระองค์ทรงช่วยใน  การย่อยอาหารทั้งหมด  สิ่งมีชีวิตจึงไม่เป็นอิสระในกรรมวิธีของการรับประทานอาหาร  หากพระองค์ไม่ทรงช่วยเหลือในการย่อย  เราจะไม่สามารถรับประทานอาหารได้  ดังนั้น  พระองค์ทรงเป็นผู้ผลิตและทรงเป็นผู้ย่อยอาหาร  และด้วยพระกรุณาของพระองค์  พวก  เราจึงได้รื่นเริงกับชีวิตใน  เวดานธะ-สูทระ  (1.2.27)  ได้ยืนยันไว้เช่นกันดังนี้  ชับดาดิบฺ  โย  ่นทะฮ  พระทิชทฺานาช  ชะ  องค์ภควานทรงสถิตภายในเสียงและภายในร่างกาย  ภายใน  อากาศ  และแม้แต่ภายในท้อง  ในรูปของพลังแห่งการย่อย  มีอาหารสี่ชนิดคือ  ชนิดกลืน  ชนิดเคี้ยว  ชนิดเลีย  และชนิดดูด  พระองค์ทรงเป็นพลังในการย่อยอาหารทั้งหมด

โศลก 15 (15.15)

สารวัสยะ ชาฮัม ฮริดิ สันนิวิชโท
มัททะฮ สมริทิร กยานัม อโพฮะนัม ชะ

เวไดช ชะ สารไวร อฮัม เอวะ เวดโย
เวดานธะ-คริด เวดะ-วิด เอวะ ชาฮัม

สารวัสยะ  -  ของมวลชีวิต, ชะ  -  และ, อฮัม  -  ข้า, ฮริดิ  -  ในหัวใจ, สันนิวิชทะฮ  -  สถิต, มัททะฮ  -  จากข้า, สมริทิฮ  -  ความจำ, กยานัม  -  ความรู้, อโพฮะนัม  -  การลืม, ชะ  -  และ, เวไดฮ  -  โดยคัมภีร์พระเวท, ชะ  -  เช่นกัน, สารไวฮ  -  ทั้งหมด, อฮัม  -  ข้าเป็น, เอวะ  -  แน่นอน, เวดยะฮ  -  สิ่งรู้, เวดานธะ-คริท  -  ผู้รวบรวมเวดานธะ, เวดะ-วิท  -  ผู้รู้คัมภีร์พระเวท, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  และ, อฮัม  -  ข้า

คำแปล

ข้าประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกคน  ความจำ  ความรู้  และการลืม  มาจากข้า  คัมภีร์พระเวททั้งหมดสอนให้รู้จักข้า  แน่นอนว่าข้าคือผู้รวบรวมเวดานธะ  และ  ข้าคือผู้รู้คัมภีร์พระเวท

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงสถิตในหัวใจของทุกคนในฐานะ  พะระมาทมา  จากพระองค์  กิจกรรมทั้งหลายจึงเริ่มต้นขึ้น  สิ่งมีชีวิตลืมทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตชาติของตนเอง  แต่  ต้องปฏิบัติตามการชี้นำขององค์ภควานผู้ทรงเป็นพยานในกิจกรรมทั้งหลาย  เขาจึง  สามารถเริ่มกิจกรรมตามกรรมเก่าได้  ทั้งความรู้และความจำที่จำเป็นได้ให้แก่เขา  แล้ว  เขาก็ลืมเกี่ยวกับอดีตชาติของตนเอง  ดังนั้น  พระองค์ไม่ทรงเป็นเพียงผู้แผ่กระจายไป  ทั่วเท่านั้นแต่ยังทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกคน  พระองค์ทรงให้ผลทางวัตถุต่าง  ๆ  เป็นรางวัล  ไม่เพียงทรงได้รับการบูชาในฐานะ  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  องค์ภควาน  และ  พะระมาทมา  ในหัวใจของทุกคนเท่านั้น  แต่ยังทรงได้รับการบูชาในรูปลักษณ์ของ  อวตารต่าง  ๆ  ในคัมภีร์พระเวทด้วยเช่นกัน  คัมภีร์พระเวทให้ทิศทางที่ถูกต้องแก่ผู้คน  เพื่อสามารถหล่อหลอมชีวิตของตนเองอย่างถูกต้องในการกลับคืนสู่องค์ภควานคืนสู่  เหย้า  คัมภีร์พระเวทให้ความรู้แห่งบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าคริชณะ  และ  คริชณะใน  รูปอวตาร  วิยาสะเดวะ  ทรงเป็นผู้รวบรวม  เวดานธะ-สูทระ  คำอธิบาย  เวดานธะ-สูทระ  โดย  วิยาสะเดวะ  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ได้ให้ความเข้าใจที่แท้จริงของ  เวดานธะ-สูทระ  องค์ภควานทรงมีความบริบูรณ์ในการจัดส่งพันธวิญญาณ  พระองค์ทรงเป็นผู้ส่งอาหาร  และย่อยอาหาร  ทรงเป็นพยานในกิจกรรม  และทรงให้ความรู้ในรูปของพระเวท  และ  ในฐานะที่เป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ชรีคริชณะทรงสอน  ภควัต-คีตา  พระองค์  ทรงเป็นที่เคารพบูชาของพันธวิญญาณ  ดังนั้น  พระองค์ทรงดีไปทั้งหมด  และทรงมีพระ  เมตตาธิคุณด้วยประการทั้งปวง

อันทะฮ-พระวิชทะฮ  ชาสทา  จะนานาม  สิ่งมีชีวิตลืมทันทีที่ออกจากร่าง  ปัจจุบันไป  แต่จะเริ่มทำงานอีกครั้งหนึ่งซึ่งองค์ภควานทรงเป็นผู้ริเริ่ม  ถึงแม้ว่าตนเอง  ลืมพระองค์ทรงให้ปัญญาเพื่อสานต่องานที่จบลงจากชาติก่อน  ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตไม่เพียง  แต่รื่นเริงหรือได้รับความทุกข์ในโลกนี้ตามคำสั่งจากองค์ภควานผู้ทรงสถิตในหัวใจ  แต่ยังได้รับโอกาสเพื่อเข้าใจคัมภีร์พระเวทจากพระองค์  หากเขาจริงจังเกี่ยวกับการ  เข้าใจความรู้พระเวทคริชณะจะทรงให้ปัญญาที่จำเป็น  ทำไมทรงให้ความรู้พระเวทเพื่อ  การเข้าใจ?  เพราะว่าปัจเจกชีวิตจำเป็นต้องเข้าใจคริชณะ  วรรณกรรมพระเวทยืนยัน  ไว้ดังนี้  โย  ่โส  สารไวร  เวไดร  กียะเท  ในวรรณกรรมพระเวททั้งหมดเริ่มจากพระเวท  ทั้งสี่เล่ม  เวดานธะ-สูทระ  อุพะนิชัด  และ  พุราณะ  พระบารมีขององค์ภควานทรงได้  รับการสรรเสริญด้วยการปฏิบัติพิธีกรรมทางพระเวท  สนทนาปรัชญาพระเวท  และ  บูชาองค์ภควานด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้  แล้วจะบรรลุถึงพระองค์  ดังนั้น  จุดมุ่ง  หมายของคัมภีร์พระเวทคือให้เข้าใจคริชณะ  คัมภีร์พระเวทให้ทิศทางแก่เราเพื่อเข้าใจ  คริชณะและวิธีการเพื่อรู้แจ้งพระองค์  จุดมุ่งหมายสูงสุดคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เวดานธะ-สูทระ  (1.1.4)  ยืนยันดังนี้  ทัท  ทุ  สะมันวะยาท  เราสามารถบรรลุถึงความ  สมบูรณ์ในสามระดับ  จากการเข้าใจวรรณกรรมพระเวทเราจะเข้าใจความสัมพันธ์ของ  เรากับองค์ภควาน  จากการปฏิบัติตามวิธีต่าง  ๆ  เราสามารถเข้าถึงพระองค์  และในที่สุด  เราสามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดซึ่งมิใช่ผู้ใดอื่นนอกจากองค์ภควาน  โศลกนี้จุดมุ่ง  หมายของคัมภีร์พระเวท  การเข้าใจคัมภีร์พระเวท  และเป้าหมายของคัมภีร์พระเวทได้ให้  คำนิยามไว้อย่างชัดเจน

โศลก 16 (15.16)

ดวาพ อิโม พุรุโช โลเค
คชะรัช ชาคชะระ เอวะ ชะ

คชะระฮ สารวาณิ บํูทานิ
คูทะ-สโทฺ ่คชะระ อุชยะเท

ดโว  -  สอง, อิโม  -  เหล่านี้, พุรุโช  -  สิ่งมีชีวิต, โลเค  -  ในโลก, คชะระฮ  -  ผิดพลาด, ชะ  -  และ, อัคชะระฮ  -  ไม่ผิดพลาด, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  และ, คชะระฮ  -  ผิดพลาด, สารวาณิ  -  ทั้งหมด, บํูทานิ  -  สิ่งมีชีวิต, คูทะ-สทฺะฮ  -  ในความเป็นหนึ่ง, อัคชะระฮ  -  ไม่ผิดพลาด, อุชยะเท  -  ได้กล่าวไว้

คำแปล

มีชีวิตอยู่สองประเภท  ผิดพลาดและไม่ผิดพลาด  ในโลกวัตถุทุกชีวิตผิดพลาด  และในโลกทิพย์ทุกชีวิตไม่ผิดพลาด

คำอธิบาย

ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วว่าองค์ภควานในรูปอวตาร  วิยาสะเดวะ  ทรงรวบรวม  เวดานธะ-สูทระ  ณ  ที่นี้  พระองค์ทรงให้ข้อสรุปของ  เวดานธะ-สูทระ  โดยตรัสว่าสิ่งมี  ชีวิตซึ่งมีจำนวนนับไม่ถ้วนแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ  กลุ่มที่ผิดพลาดและกลุ่มที่ไม่ผิด  พลาด  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูที่แยกออกมาจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้านิรันดร  เมื่อมาสัมผัสกับโลกวัตถุเรียกว่า  จีวะ-บํูทะ  ได้ให้คำสันสฤต  ณ  ที่นี้  คชะระฮ  สารวาณิ  บํูทานิ  หมายความว่าพวกนี้ผิดพลาด  อย่างไรก็ดี  พวกที่เป็นหนึ่งเดียวกับองค์ภควาน  เรียกว่าไม่ผิดพลาด  ความเป็นหนึ่งเดียวกันมิได้หมายความว่าไม่ได้เป็นปัจเจกบุคคล  หากแต่ไม่มีความแตกแยกกัน  ทั้งหมดยอมรับจุดมุ่งหมายแห่งการสร้าง  แน่นอนว่าใน  โลกทิพย์ไม่มีการสร้าง  แต่เนื่องจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิด  ของทุกสิ่งทุกอย่างที่ออกมา  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  เวดานธะ-สูทระ  จึงได้อธิบายแนวคิดนั้น

ตามข้อความของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์ชรีคริชณะว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่  สองกลุ่ม  คัมภีร์พระเวทให้หลักฐานนี้จึงไม่มีข้อสงสัย  สิ่งมีชีวิตดิ้นรนต่อสู้ในโลกนี้ด้วย  จิตใจและประสาทสัมผัสทั้งห้า  มีร่างกายวัตถุที่มีการเปลี่ยนแปลง  ตราบใดที่สิ่งมีชีวิต  อยู่ในพันธสภาวะ  ร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงเนื่องจากมาสัมผัสกับวัตถุ  เพราะวัตถุ  เปลี่ยนแปลง  ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตจึงดูเหมือนว่าเปลี่ยนแปลง  แต่ในโลกทิพย์ร่างกายมิได้ทำ  มาจากวัตถุดังนั้นจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ในโลกวัตถุสิ่งมีชีวิตผ่านการเปลี่ยนแปลงหก  ขั้นตอน  คือ  เกิด  เจริญเติบโต  คงอยู่ระยะเวลาหนึ่ง  สืบพันธุ์  หดตัวลง  และสูญสลาย  ไป  เหล่านี้คือการเปลี่ยนแปลงของร่างวัตถุ  แต่ในโลกทิพย์ร่างกายไม่เปลี่ยนแปลง  ไม่มี  ความชรา  ไม่มีการเกิด  ไม่มีการตาย  ทั้งหมดเป็นอยู่ในความเป็นหนึ่ง  คชะระฮ  สารวาณิ  บํูทานิ  สิ่งมีชีวิตใด  ๆ  ที่มาสัมผัสกับวัตถุเริ่มต้นจากดวงชีวิตแรกคือ  พระพรหมลงไป  จนถึงมดตัวเล็ก  ๆ  ร่างกายต้องเปลี่ยนแปลง  ฉะนั้น  พวกเขาทั้งหมดจึงมีความผิดพลาด  อย่างไรก็ดี  ในโลกทิพย์ทุกชีวิตเป็นอิสระในความเป็นหนึ่งอยู่เสมอ

โศลก 17 (15.17)

อุททะมะฮ พุรุชัส ทุ อันยะฮ
พะระมาทเมทิ อุดาฮริทะฮ

โย โลคะ-ทระยัม อาวิชยะ
บิบฺารทิ อัพยะยะ อีชวะระฮ

อุททะมะฮ  -  ดีที่สุด, พุรุชะฮ  -  บุคลิกภาพ, ทุ  -  แต่, อันยะฮ  -  อีกผู้หนึ่ง, พะระมะ  -  สูงสุด, อาทมา  -  ตัวเอง, อิทิ  -  ดังนั้น, อุดาฮริทะฮ  -  กล่าวไว้ว่า, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, โลคะ  -  ของจักรวาล, ทระยัม  -  สามส่วน, อาวิชยะ  -  เข้าไป, บิบฺารทิ  -  ค้ำจุน, อัพยะยะฮ  -  ไม่มีที่สิ้นสุด, อีชวะ- ระฮ  -  องค์ภควาน

คำแปล

นอกจากสองกลุ่มนี้แล้วยังมีบุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด  ที่เป็นดวงวิญญาณสูงสุด  องค์ภควานผู้ทรงไม่มีวันสูญสลาย  ทรงเสด็จเข้าไป  และทรงค้ำจุนทั้งสามโลก

คำอธิบาย

แนวคิดจักรวาลนี้ได้แสดงไว้อย่างสวยงามมากใน  คะทฺะ  อุพะนิชัด  (2.2.13)  และ  ชเวทาชวะทะระ  อุพะนิชัด  (6.13)  กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตที่นับ  จำนวนไม่ถ้วนซึ่งบ้างอยู่ในพันธสภาวะและบ้างก็หลุดพ้น  ยังมีบุคลิกภาพสูงสุดผู้ทรง  เป็น  พะระมาทมา  โศลกใน  อุพะนิชัด  กล่าวดังนี้  นิทโย  นิทยานาม  เชทะ  นัช  เชทะนา-  นาม  คำอธิบายคือ  ในมวลชีวิตทั้งในพันธสภาวะและทั้งหลุดพ้นยังมีอีกหนึ่งบุคลิกภาพ  สูงสุดองค์ภควานผู้ทรงค้ำจุนพวกเขา  และทรงให้สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายเพื่อ  ความรื่นเริงตามแต่กรรมที่ต่างกันไป  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงสถิตในหัวใจของ  ทุกคนในรูป  พะระมาทมา  ผู้มีปัญญาที่สามารถเข้าใจพระองค์มีสิทธิ์ที่จะบรรลุถึงความ  สงบอย่างสมบูรณ์  มิใช่บุคคลอื่น

โศลก 18 (15.18)

ยัสมาท คชะรัม อทีโท ่ฮัม
อัคชะราด อพิ โชททะมะฮ

อโท ่สมิ โลเค เวเด ชะ
พระทิฺทะฮ พุรุโชททะมะฮ

ยัสมาท  -  เพราะว่า, คชะรัม  -  ผู้ผิดพลาด, อทีทะฮ  -  เป็นทิพย์, อฮัม  -  ข้าเป็น, อัคชะราท  -  เหนือผู้ไม่ผิดพลาด, อพิ  -  เช่นกัน, ชะ  -  และ, อุททะมะฮ  -  ดีที่สุด, อทะฮ  -  ดังนั้น, อัสมิ  -  ข้าเป็น, โลเค  -  ในโลก, เวเด  -  ในวรรณกรรมพระเวท, ชะ  -  และ, พระทิฺทะฮ  -  มีชื่อเสียง, พุรุชะ-อุททะมะฮ  -  ในฐานะบุคลิกภาพสูงสุด

คำแปล

เพราะว่าข้าเป็นทิพย์อยู่เหนือทั้งผู้ผิดพลาดและผู้ไม่ผิดพลาด  และเนื่องจากข้า  ยิ่งใหญ่ที่สุด  ข้าจึงมีชื่อเสียงทั้งในโลกและในคัมภีร์พระเวทในฐานะที่เป็นองค์  ภควาน

คำอธิบาย

ไม่มีผู้ใดมีความสามารถเกินไปกว่าคริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ไม่  ว่าพันธวิญญาณหรืออิสรวิญญาณ  ดังนั้น  พระองค์ทรงเป็นบุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด  ณ  ที่นี้  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  ทั้งสิ่งมีชีวิตและองค์ภควานเป็นปัจเจกบุคคล  ข้อแตก  ต่างคือสิ่งมีชีวิตไม่ว่าอยู่ในระดับที่ถูกพันธนาการหรือในระดับที่มีอิสรภาพ  ไม่สามารถมี  ปริมาณเหนือกว่าพลังอำนาจที่ไม่สามารถมองเห็นได้ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  จึงเป็นการไม่ถูกต้องที่คิดว่าองค์ภควานและสิ่งมีชีวิตอยู่ในระดับเดียวกัน  หรือเท่าเทียม  กันในทุก  ๆ  ด้าน  จะมีคำถามเกี่ยวกับความสูงกว่าและต่ำกว่าระหว่างบุคลิกภาพเหล่านี้  เสมอ  คำว่า  อุททะมะ  มีความสำคัญมาก  ไม่มีผู้ใดสามารถอยู่เหนือองค์ภควาน

คำว่า  โลเค  แสดงถึง  “ใน  โพรุชะ  อากะมะ  (พระคัมภีร์  สมริทิ)”  ดังที่ยืนยัน  ไว้ในพจนานุกรม  นิรุคทิ  ว่า  โลคยะเท  เวดารโทฺ  ่เนนะ  “จุดมุ่งหมายของคัมภีร์พระเวท  พระคัมภีร์  สมริทิ  ได้อธิบายไว้”

องค์ภควานในรูปลักษณ์  พะระมาทมา  ภายในหัวใจทุกคน  ได้อธิบายไว้ในคัมภีร์  พระเวทเช่นกัน  โศลกเหล่านี้ปรากฏในคัมภีร์พระเวท  (ชฺานโดกยะ  อุพะนิชัด  8.12.3)  ทาวัด  เอชะ  สัมพระสาโด  ่สมาช  ชฺะรีราท  สะมุททฺายะ  พะรัม  จโยทิ-รูพัม  สัมพัดยะ  สเว  นะ  รูเพณาบิฺนิชพัดยะเท  สะ  อุททะมะฮ  พุรุชะฮ  “องค์อภิวิญญาณที่ทรงออกมา  จากร่างกายแล้วจึงเสด็จเข้าไปใน  บระฮมะจโยทิ  ที่ไร้รูปลักษณ์  จากนั้นด้วยรูปลักษณ์  ของพระองค์  พระองค์ทรงไว้ซึ่งบุคลิกลักษณะทิพย์  ภควานองค์นั้นเรียกว่าบุคลิกภาพ  สูงสุด”  เช่นนี้หมายความว่า  บุคลิกภาพสูงสุดทรงแสดงและทรงแพร่กระจายรัศมีทิพย์  ของพระองค์ซึ่งเป็นแสงอันเจิดจรัสสูงสุด  บุคลิกภาพสูงสุดพระองค์นั้นทรงมีรูปลักษณ์  อยู่ภายในหัวใจของทุก  ๆ  คนด้วยเช่นกันในรูปของ  พะระมาทมา  จากการอวตารมาเป็น  บุตรของ  สัทยะวะที  และ  พะราชะระ  องค์  วิยาสะเดวะ  ทรงอธิบายความรู้พระเวท

โศลก 19 (15.19)

โย มาม เอวัม อสัมมูโดฺ
จานาทิ พุรุโชททะมัม

สะ สารวะ-วิด บฺะจะทิ มาม
สารวะ-บฺาเวนะ บฺาระทะ

ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, มาม  -  ข้า, เอวัม  -  ดังนั้น, อสัมมูดฺะฮ  -  ปราศจากความสงสัย, จานาทิ  -  รู้, พุรุชะ-อุททะมัม  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า, สะฮ  -  เขา, สารวะ-วิท  -  ผู้รู้ทุกสิ่งทุก อย่าง, บฺะจะทิ  -  ถวายการอุทิศตนเสียสละรับใช้, มาม  -  แด่ข้า, สารวะ-บฺาเวนะ  -  ในทุก ๆ ด้าน, บฺาระทะ  -  โอ้ โอรสแห่งบฺาระทะ

คำแปล

ผู้ใดรู้จักข้าในฐานะองค์ภควานโดยไม่มีความสงสัยเป็นผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง  ฉะนั้น  เขาปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่ข้าอย่างสมบูรณ์  โอ้  โอรสแห่งบฺาระทะ

คำอธิบาย

มีการคาดคะเนทางปรัชญามากมายเกี่ยวกับสถานภาพเดิมแท้ของสิ่งมีชีวิต  และสัจธรรมสูงสุด  โศลกนี้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงอธิบายอย่างชัดเจนว่า  ผู้  ใดรู้ว่าองค์คริชณะทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดเป็นผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยแท้จริง  ผู้รู้ที่ไม่  สมบูรณ์ได้แต่คาดคะเนเกี่ยวกับสัจธรรมเรื่อยไป  ผู้รู้ที่สมบูรณ์จะไม่เสียเวลาอันมีค่า  ไป  แต่จะปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควานโดยตรง  ตลอดทั้งเล่มของ  ภควัต-คีตา  ความจริงนี้ได้เน้นทุก  ๆ  ขั้นตอน  แต่ยังมีนักตีความ  ภควัต-คีตา  ที่หัวรั้นมากมายพิจารณาว่าสัจธรรมสูงสุดและสิ่งมีชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกัน  และเหมือนกัน

ความรู้พระเวทเรียกว่า  ชรุทิ  เรียนรู้ด้วยการสดับฟัง  เราควรรับสาส์นพระเวท  จากผู้ที่เชื่อถือได้อย่างแท้จริง  เช่น  จากคริชณะและผู้แทนของพระองค์  ณ  ที่นี้คริชณะ  ทรงแยกแยะทุกสิ่งทุกอย่างได้งดงามมาก  และเราควรสดับฟังจากแหล่งนี้  เพียงแต่สดับ  ฟังเหมือนกับสุกรนั้นไม่เพียงพอ  เราต้องเข้าใจจากผู้ที่เชื่อถือได้  ไม่ใช่เพียงคาดคะเนเชิง  วิชาการ  แต่เราควรสดับฟัง  ภควัต-คีตา  ด้วยยอมจำนนว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เป็นรององค์  ภควานเสมอ  ผู้ใดเข้าใจเช่นนี้ตามบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าชรีคริชณะ  เป็นผู้รู้จุดมุ่ง  หมายของคัมภีร์พระเวท  นอกนั้นจะไม่มีใครรู้จุดมุ่งหมายของคัมภีร์พระเวท

คำว่า  บฺะจะทิ  สำคัญมาก  มีหลายแห่งได้เน้นคำ  บฺะจะทิ  ในความสัมพันธ์  กับการรับใช้องค์ภควาน  หากบุคคลปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกในการอุทิศตนเสียสละรับ  ใช้องค์ภควานอย่างสมบูรณ์  เข้าใจได้ว่าเขาเข้าใจความรู้พระเวททั้งหมดใน  ไวชณะวะ  พะรัมพะรา  กล่าวไว้ว่า  หากผู้ใดปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่คริชณะ  ก็ไม่มีความ  จำเป็นกับวิถีทิพย์อื่นใดเพื่อให้เข้าใจสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดเพราะได้มาถึงจุดหมาย  ปลายทางเรียบร้อยแล้ว  จากการปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควาน  ทำให้  เสร็จสิ้นวิธีการพื้นฐานเพื่อความเข้าใจทั้งหมด  แต่หากผู้ใดหลังจากคาดคะเนเป็นเวลา  ร้อย  ๆ  พัน  ๆ  ชาติ  และมาไม่ถึงจุดที่ว่าคริชณะคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าและตัว  เขาต้องศิโรราบต่อพระองค์  ตรงนี้การคาดคะเนทั้งหมดเป็นเวลาหลายปีและหลายชาติ  จะเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

โศลก 20 (15.20)

อิทิ กุฮยะทะมัม ชาสทรัม
อิดัม อุคทัม มะยานะกฺะ

เอทัด บุดดฮวา บุดดิฺมาน สยาท
คริทะ-คริทยัช ชะ บฺาระทะ

อิทิ  -  ดังนั้น, กุฮยะ-ทะมัม  -  ลับสุด, ชาสทรัม  -  พระคัมภีร์ที่เปิดเผย, อิดัม  -  นี้, อุคทัม  -  เปิดเผย, มะยา  -  โดยข้า, อนะกฺะ  -  โอ้ ผู้ไร้บาป, เอทัท  -  นี้, บุดดฮวา  -  เข้าใจ, บุดดิฺ  -  มาน- ปัญญา, สยาท  -  เขามาเป็น, คริทะ-คริทยะฮ  -  ผู้สมบูรณ์ที่สุดในความพยายามของเขา, ชะ-และ, บฺาระทะ-โอ้ โอรสแห่งบฺาระทะ

คำแปล

โอ้  ผู้ไร้บาป  บัดนี้ข้าจะเปิดเผยส่วนลับที่สุดของคัมภีร์พระเวท  ผู้ใดเข้าใจจะเป็น  ผู้มีปัญญา  และความพยายามของเขาจะบรรลุผลโดยสมบูรณ์

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงอธิบายอย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  นี่คือแก่นสารสาระของพระ  คัมภีร์ที่เปิดเผยทั้งหลาย  เราควรเข้าใจตามที่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงประทาน  ให้  แล้วเราจะมีปัญญาและมีความสมบูรณ์ในความรู้ทิพย์  อีกนัยหนึ่ง  จากการเข้าใจ  ปรัชญาขององค์ภควานนี้  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์  ทุกคน  สามารถเป็นอิสระจากมลทินทั้งหลายของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  การอุทิศตนเสีย  สละรับใช้เป็นวิธีการเพื่อความเข้าใจวิถีทิพย์  ที่ใดที่มีการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ณ  ที่นั้น  จะไม่มีมลทินทางวัตถุควบคู่กันไป  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานและองค์  ภควานเองเป็นหนึ่งเดียวกันและเหมือนกัน  เนื่องจากทั้งคู่เป็นทิพย์  การอุทิศตนเสียสละ  รับใช้เกิดขึ้นภายในพลังงานเบื้องสูงของพระองค์  กล่าวไว้ว่า  องค์ภควานทรงเป็นดวง  อาทิตย์และอวิชชาคือความมืด  ที่ใดที่ดวงอาทิตย์ปรากฏจะไม่มีความมืด  ดังนั้น  เมื่อใดที่  มีการอุทิศตนเสียสละรับใช้ภายใต้การนำทางที่ถูกต้องของพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือ  ได้ก็จะไม่มีอวิชชา

ทุก  ๆ  คนต้องปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกและอุทิศตนเสียสละรับใช้เพื่อให้เกิด  ปัญญาซึ่งจะทำให้ตนเองบริสุทธิ์  นอกจากมาถึงสถานภาพแห่งการเข้าใจคริชณะและ  ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้  ไม่ว่าจะชาญฉลาดเพียงใดในการประเมินของสามัญ  ชนทั่วไป  เราจะไม่เป็นผู้มีปัญญาโดยสมบูรณ์

คำว่า  อนะกฺะ  ที่ทรงเรียกอารจุนะ  มีความสำคัญ  อนะกฺะ  “โอ้  ผู้ไร้บาป”  หมายความว่านอกจากเราจะเป็นอิสระจากผลบาปทั้งปวง  เป็นการยากมากที่จะเข้าใจ  คริชณะ  เราต้องเป็นอิสระจากมลทินทั้งหลายและกิจกรรมบาปทั้งปวงจึงสามารถเข้าใจ  คริชณะ  แต่การอุทิศตนเสียสละรับใช้จะมีความบริสุทธิ์และมีพลังอำนาจมากจนกระทั่ง  เมื่อผู้ใดปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้เท่ากับผู้นั้นได้มาถึงระดับแห่งความเป็นผู้ไร้  บาปโดยปริยายในทันที

ขณะที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างใกล้ชิดกับเหล่าสาวกผู้บริสุทธิ์ใน  คริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  มีบางสิ่งบางอย่างจำเป็นที่จะต้องขจัดไปให้หมดสิ้น  สิ่ง  สำคัญที่สุดที่เราต้องข้ามให้พ้นคือความอ่อนแอของหัวใจ  การตกลงต่ำประการแรก  เนื่องมาจากความปรารถนาที่จะเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุ  ที่ทำให้เรายกเลิกการรับ  ใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อองค์ภควาน  ความอ่อนแอของหัวใจประการที่สองคือ  เมื่อแนว  โน้มที่อยากเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น  เราจะยึดติดกับวัตถุและการ  เป็นเจ้าของวัตถุ  ปัญหาแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุก็เนื่องมาจากความอ่อนแอของหัวใจ  เช่นนี้  ในบทนี้  ห้าโศลกแรกอธิบายถึงวิธีการที่จะทำให้เราเป็นอิสระจากความอ่อนแอ  ของหัวใจเช่นนี้  จากโศลกที่หกถึงโศลกสุดท้าย  อธิบายเรื่อง  พุรุโชททะมะ-โยกะ

ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดยบัฺคธิเวดันธะ บทที่สิบห้าของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทา ในหัวข้อเรื่อง พุรุโชททะมะ-โยกะ หรือ โยคะแห่งองค์ภควาน

บทที่ สิบหก

ธรรมชาติทิพย์และ
ธรรมชาติมาร

โศลก 1-3 (16.1-3)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
อบฺะยัม สัททวะ-สัมชุดดิฺร
กยานะ-โยกะ-วิยะวัสทิฺทิฮ

ดานัม ดะมัช ชะ ยะกยัช ชะ
สวาดฺยายัส ทะพะ อารจะวัม
อฮิมสา สัทยัม อโครดัฺส
ทยากะฮ ชานทิร อไพชุนัม

ดะยา บํูเทชุ อโลลุพทวัม
มารดะวัม ฮรีร อชาพะลัม
เทจะฮ คชะมา ดฺริทิฮ โชชัม
อโดรโฮ นาทิ-มานิทา

บฺะวันทิ สัมพะดัม ไดวีม
อบิฺจาทัสยะ บฺาระทะ

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, อบฺะยัม  -  ไม่มีความกลัว, สัทท วะ-สัมชุดดิฮ  -  ทำให้ความเป็นอยู่ของตนบริสุทธิ์, กยานะ  -  ในความรู้, โยกะ  -  เชื่อม, วิยะ วะ-สทิฺทิฮ  -  สถานการณ์, ดานัม  -  ให้ทาน, ดะมะฮ  -  ควบคุมจิตใจ, ชะ  -  และ, ยะกยะฮ  -  ปฏิบัติพิธีบูชา, ชะ  -  และ, สวาดฺยายะฮ  -  ศึกษาวรรณกรรมพระเวท, ทะพะฮ  -  สมถะ, อารจะวัม  -  เรียบง่าย, อฮิมสา  -  ไม่เบียดเบียน, สัทยัม  -  สัจจะ, อโครดฺะฮ  -  ปราศจากความ โกรธ, ทยากะฮ  -  เสียสละ, ชานทิฮ  -  สงบ, อไพชุนัม  -  ไม่ชอบจับผิด, ดะยา  -  เมตตา, บํูเท ชุ  -  ต่อสรรพสัตว์, อโลลุพทวัม  -  ปราศจากความโลภ, มารดะวัม  -  สุภาพ, ฮรีฮ  -  ถ่อมตัว, อชาพะลัม  -  มั่นใจ, เทจะฮ  -  กระปรี้กระเปร่า, คชะมา  -  ให้อภัย, ดฺริทิฮ  -  อดทน, โชชัม  -  สะอาด, อโดรฮะฮ  -  ปราศจากความอิจฉาริษยา, นะ  -  ไม่, อทิ-มานิทา  -  คาดหวังการ สรรเสริญ, บฺะวันทิ  -  เป็น, สัมพะดัม  -  คุณสมบัติ, ไดวีม  -  ธรรมชาติทิพย์, อบิฺจาทัสยะ  -  ของผู้ที่เกิดจาก, บฺาระทะ  -  โอ้ โอรสแห่งบฺาระทะ

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  ปราศจากความกลัว  ทำให้ความเป็นอยู่ของ  ตนบริสุทธิ์  พัฒนาความรู้ทิพย์  ให้ทาน  ควบคุมตนเอง  ปฏิบัติพิธีบูชา  ศึกษา  คัมภีร์พระเวท  สมถะ  เรียบง่าย  ไม่เบียดเบียน  สัจจะ  ปราศจากความโกรธ  เสียสละ  สงบ  ไม่ชอบจับผิด  เมตตาต่อมวลชีวิต  ปราศจากความโลภ  สุภาพ  ถ่อมตน  แน่วแน่มั่นคง  กระปรี้กระเปร่า  ให้อภัย  อดทน  สะอาด  ปราศจากความ  อิจฉาริษยา  และไม่ปรารถนาคำสรรเสริญ  โอ้  โอรสแห่งบฺาระทะ  คุณสมบัติทิพย์  เหล่านี้เป็นของบรรดาเทพผู้มีธรรมชาติทิพย์

คำอธิบาย

ในตอนต้นของบทที่สิบห้า  อธิบายถึงต้นไทรแห่งโลกวัตถุนี้  รากพิเศษงอกออก  มาเปรียบเทียบได้กับกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต  บางครั้งเป็นมงคล  บางครั้งไม่เป็นมงคล  บทที่เก้าก็เช่นกัน  ได้อธิบายถึงเทพ  เดวะ  และมาร  อสุระ  บัดนี้ตามพิธีกรรมพระเวท  กิจกรรมในระดับความดีพิจารณาว่าเป็นมงคลเพื่อเจริญก้าวหน้าบนหนทางแห่งความ  หลุดพ้น  กิจกรรมเหล่านี้เรียกว่า  ไดวี  พระคริทิ  เป็นทิพย์โดยธรรมชาติ  พวกที่สถิตใน  ธรรมชาติทิพย์เจริญก้าวหน้าบนหนทางแห่งความหลุดพ้น  อีกด้านหนึ่งสำหรับพวกที่  ปฏิบัติในระดับตัณหาและอวิชชาจะไม่ได้รับความหลุดพ้น  แต่ต้องอยู่ในโลกวัตถุนี้ใน  ร่างมนุษย์  หรือตกต่ำไปในเผ่าพันธุ์สัตว์  หรืแม้ในรูปชีวิตที่ต่ำกว่าสัตว์  บทที่สิบหกนี้  องค์ภควานทรงอธิบายทั้งธรรมชาติทิพย์และคุณสมบัติที่ควบคู่กันไปและธรรมชาติมาร  พร้อมทั้งคุณสมบัติที่ควบคู่กันไป  และทรงอธิบายถึงประโยชน์และโทษของคุณสมบัติ  เหล่านี้

คำว่า  อบิฺจาทัสยะ  มีความสำคัญมาก  สัมพันธ์กับผู้ที่เกิดมามีคุณสมบัติทิพย์  หรือแนวโน้มไปในทางเทพ  การได้บุตรธิดาในบรรยากาศเทพ  เรียกในคัมภีร์พระเวท  ว่า  การบฺาดฺานะสัมสคาระ  หากผู้ปกครองปรารถนาบุตรธิดาในคุณสมบัติเทพ  ควร  ปฏิบัติตามหลักธรรมสิบประการที่แนะนำไว้เพื่อชีวิตสังคมของมนุษย์  ใน  ภควัต-คีตา  เราได้ศึกษาแล้วเช่นกันว่า  ชีวิตเพศสัมพันธ์เพื่อได้บุตรธิดาที่ดีคือคริชณะพระองค์เอง  ชีวิตเพศสัมพันธ์ไม่ผิดหากใช้วิธีการในคริชณะจิตสำนึก  พวกที่อยู่ในคริชณะจิตสำนึก  อย่างน้อยไม่ควรมีบุตรธิดาเหมือนกับแมวและสุนัข  แต่ควรมีบุตรธิดาเพื่อให้มีคริชณะ  จิตสำนึกหลังจากเกิดมาแล้ว  เช่นนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเด็ก  ๆ  ที่เกิดกับบิดาและ  มารดาที่ซึมซาบอยู่ในคริชณะจิตสำนึก

สถาบันสังคมที่รู้กันในนาม  วารณาชระมะ-ดฺารมะ  เป็นสถาบันที่แบ่งชีวิต  สังคมออกเป็นสี่ส่วนและสี่อาชีพการงานหรือวรรณะ  ไม่ได้หมายความว่าแบ่งสังคม  มนุษย์ตามชาติกำเนิด  การแบ่งเช่นนี้เป็นไปตามคุณสมบัติทางการศึกษา  เพื่อรักษา  ความสงบและความเจริญรุ่งเรืองในสังคม  คุณสมบัติที่กล่าว  ณ  ที่นี้เป็นคุณสมบัติทิพย์  เพื่อทำให้บุคคลเจริญก้าวหน้าในการเข้าใจวิถีทิพย์  จะได้เป็นอิสระจากโลกวัตถุ

ในสถาบัน  วารณาชระมะ,  สันนยาสี  หรือบุคคลในชีวิตสละโลก  พิจารณา  ว่าเป็นผู้นำหรือเป็นพระอาจารย์ของทุก  ๆ  ระดับชั้นในสังคม  บราฮมะณะ  พิจารณา  ว่าเป็นพระอาจารย์ทิพย์ของระดับในสังคม  เช่น  คชัทริยะ  ไวชยะ  และ  ชูดระ  แต่  สันนยาสี  ผู้อยู่สูงสุดของสถาบันพิจารณาว่าเป็นพระอาจารย์ทิพย์ของ  บราฮมะณะ  ด้วย  เพราะคุณสมบัติแรกของ  สันนยาสี  คือปราศจากความกลัว  สันนยาสี  ต้องอยู่คน  เดียวโดยไม่มีผู้อุปถัมภ์หรือไม่รับประกันว่าจะได้รับการอุปถัมภ์  ท่านต้องพึ่งพระเมตตา  ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเท่านั้น  หากคิดว่า  “หลังจากตัดความสัมพันธ์จาก  สังคมไปแล้วใครจะปกป้องข้า?”  เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ควรรับเอาชีวิตสละโลกมาปฏิบัติ  เราต้องมีความมั่นใจอย่างแน่วแน่ว่าคริชณะ  หรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าในรูป  พะระมาทมา  ผู้ประทับอยู่ในหัวใจของทุก  ๆ  คนทรงเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง  และพระองค์ทรง  ทราบเสมอว่าเราตั้งใจทำอะไรอยู่  ดังนั้น  เราต้องมีความมั่นใจอย่างแน่วแน่ว่าคริชณะใน  รูปของ  พะระมาทมา  จะดูแลดวงวิญญาณที่ศิโรราบต่อพระองค์  “ข้าจะไม่มีวันอยู่คน  เดียว”  เราควรคิดว่า  “ถึงแม้อยู่ในเขตป่าที่มืดมิดที่สุดข้าก็จะมีคริชณะอยู่เคียงข้าง  และ  พระองค์จะให้การปกป้องคุ้มครองอยู่ตลอดเวลา”  ความมั่นใจเช่นนี้เรียกว่า  อบฺะยัม  ปราศจากความกลัว  ระดับจิตเช่นนี้จำเป็นสำหรับบุคคลผู้รับเอาชีวิตสละโลกมาปฏิบัติ

จากนั้น  ต้องทำให้ความเป็นอยู่ของตนเองบริสุทธิ์  มีกฎเกณฑ์มากมายที่ต้อง  ปฏิบัติตามในชีวิตสละโลก  สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ  สันนยาสี  คือ  มีข้อห้ามอย่างเคร่งครัด  ในการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสตรี  ห้ามแม้แต่จะพูดกับสตรีในที่ลับ  องค์เชธันญะทรง  เป็น  สันนยาสี  ที่ดีเลิศ  ขณะทรงอยู่ที่  พุรี  เหล่าสาวกสตรีไม่สามารถแม้แต่มาแสดง  ความเคารพใกล้พระองค์  พวกนางได้รับคำแนะนำให้ไปก้มลงกราบห่าง  ๆ  เช่นนี้  ไม่ได้  แสดงว่ารังเกียจชนชั้นสตรี  แต่เป็นข้อตำหนิติเตียนที่กำหนดไว้สำหรับ  สันนยาสี  ไม่ให้  มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสตรี  เราต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของระดับชีวิตโดยเฉพาะ  ของตนเพื่อให้ความเป็นอยู่บริสุทธิ์ขึ้น  สำหรับ  สันนยาสี  ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสตรี  และความเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติเพื่อสนองประสาทสัมผัสได้ถูกห้ามไว้อย่างเคร่งครัด  องค์เชธันญะเองทรงเป็น  สันนยาสี  ที่ดีเลิศ  เราเรียนรู้จากชีวิตของพระองค์ว่าทรงมี  ความเข้มงวดมากเกี่ยวกับสตรี  ถึงแม้พิจารณาว่าเป็นอวตารแห่งองค์ภควานที่มีความ  โอบอ้อมอารีย์และมีเสรีมากที่สุดด้วยการยอมรับพันธวิญญาณผู้ตกต่ำที่สุด  พระองค์  ทรงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของชีวิต  สันนยาสะ  อย่างเคร่งครัดเกี่ยวกับการคบหาสมาคม  กับสตรี  ครั้งหนึ่ง  หนึ่งในผู้ที่ใกล้ชิดส่วนพระองค์ชื่อ  โชฺทะ  ฮะริดาสะ  ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับ  พระองค์ร่วมกับสาวกรูปอื่น  ๆ  ไปมองหญิงสาวด้วยความกำหนัด  เชธันญะผู้ทรงมีความ  เคร่งครัดมากจึงปฏิเสธ  โชฺทะ  ฮะริดาสะ  ไม่ให้มาอยู่ในกลุ่มผู้ใกล้ชิดส่วนพระองค์โดย  ตรัสว่า  “สำหรับ  สันนยาสี  หรือผู้ใดที่ปรารถนาจะออกไปจากเงื้อมมือของธรรมชาติ  วัตถุและพยายามพัฒนาตนเองไปสู่ธรรมชาติทิพย์เพื่อกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์ภควาน  หากมองไปเพื่อเป็นเจ้าของวัตถุและมองไปที่ผู้หญิงเพื่อสนองประสาทสัมผัส  แม้ยังไม่  ได้รื่นรมณ์  แต่มองไปด้วยแนวโน้มเช่นนี้  ควรถูกประณามและไปฆ่าตัวตายเสียยังดีกว่า  ก่อนที่จะมีประสบการณ์กับความปรารถนาที่ผิด  ๆ  เช่นนี้”  นี่คือวิธีปฏิบัติเพื่อความ  บริสุทธิ์

รายการต่อไปคือ  กยานะ-โยกะ-วิยะวัสทิฺทิ  ปฏิบัติในการพัฒนาความรู้  ชีวิต  สันนยาสี  หมายไว้เพื่อแจกจ่ายความรู้แก่คฤหัสถ์และบุคคลอื่น  ๆ  ผู้ลืมชีวิตอันแท้จริง  แห่งความเจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์ของตน  สันนยาสี  ควรภิกขาจารไปตามบ้านเพื่อ  การดำรงชีพ  เช่นนี้มิได้หมายความว่าเป็นขอทาน  การถ่อมตนก็เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่ง  สำหรับผู้สถิตในวิถีทิพย์  ด้วยความถ่อมตนแท้  ๆ  ที่  สันนยาสี  ภิกขาจารจากบ้านหนึ่งไป  ยังอีกบ้านหนึ่ง  ไม่ใช่เพื่อไปขอทานโดยตรง  แต่เพื่อไปพบและปลุกพวกคฤหัสถ์ให้ตื่นขึ้น  มาอยู่ในคริชณะจิตสำนึก  นี่คือหน้าที่ของ  สันนยาสี  หากท่านเจริญก้าวหน้าจริงและได้  รับคำสั่งจากพระอาจารย์ทิพย์  ท่านควรสอนคริชณะจิตสำนึกด้วยตรรกวิทยาและความ  เข้าใจ  หากยังไม่เจริญก้าวหน้าพอก็ไม่ควรรับเอาชีวิตสละโลกมาปฏิบัติโดยไม่มีความ  รู้เพียงพอ  ท่านควรสดับฟังจากพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้เพื่อพัฒนาความรู้โดยสม  บูรณ์  สันนยาสี  ผู้รับเอาชีวิตสละโลกมาปฏิบัติจะต้องไม่มีความกลัว  สัททวะ-สัมชุดดิฺ  (มีความบริสุทธิ์)  และ  กยานะ-โยกะ  (มีความรู้)

คำต่อไปคือการให้ทาน  หมายไว้สำหรับคฤหัสถ์  คฤหัสถ์ควรหาเงินเลี้ยงชีพ  ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและให้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้เพื่อเผยแพร่คริชณะจิตสำนึก  ไปทั่วโลก  ดังนั้น  คฤหัสถ์ควรให้ทานแก่สถาบันสังคมที่ปฏิบัติเช่นนี้  การให้ทานควรให้  แก่ผู้รับที่ถูกต้อง  มีการให้ทานที่แตกต่างกันดังจะอธิบายการให้ทานในระดับความดี  ตัณหา  และอวิชชาต่อไป  พระคัมภีร์แนะนำการให้ทานในระดับความดี  การให้ทานใน  ระดับตัณหาและอวิชชาไม่แนะนำเพราะเป็นการเสียเงินเปล่า  การให้ทานควรให้เพื่อเผย  แพร่คริชณะจิตสำนึกไปทั่วโลกเท่านั้น  เช่นนี้คือการให้ทานในระดับความดี

สำหรับ  ดะมะ  (ควบคุมตนเอง)  ไม่เพียงหมายไว้สำหรับระดับอื่น  ๆ  ของสังคม  ศาสนาเท่านั้นแต่หมายไว้เฉพาะคฤหัสถ์  ถึงแม้ว่ามีภรรยาคฤหัสถ์ไม่ควรใช้ประสาท  สัมผัสของตนเพื่อชีวิตเพศสัมพันธ์โดยไม่จำเป็น  มีข้อห้ามต่าง  ๆ  สำหรับคฤหัสถ์  แม้  ในชีวิตเพศสัมพันธ์ซึ่งควรปฏิบัติเพื่อมีบุตรธิดาเท่านั้น  หากไม่ต้องการบุตรธิดาเราไม่  ควรรื่นเริงชีวิตเพศสัมพันธ์กับภรรยา  สังคมปัจจุบันรื่นเริงชีวิตเพศสัมพันธ์ด้วยวิธีการ  คุมกำเนิดหรือวิธีการที่น่ารังเกียจยิ่งไปกว่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อบุตร  ธิดา  เช่นนี้ไม่ใช่คุณสมบัติทิพย์แต่เป็นคุณสมบัติมาร  หากผู้ที่แม้จะเป็นคฤหัสถ์ต้องการ  ให้ชีวิตทิพย์ก้าวหน้าต้องควบคุมชีวิตเพศสัมพันธ์และไม่ควรมีบุตรหากไม่มีจุดมุ่งหมาย  เพื่อรับใช้คริชณะ  ถ้ามีบุตรธิดาที่จะมาอยู่ในคริชณะจิตสำนึกก็สามารถมีบุตรธิดาได้  เป็นร้อย  ๆ  แต่ถ้าหากไม่มีความสามารถทำเช่นนี้  เราก็ไม่ควรตามใจตนเองเพียงเพื่อ  ความสุขทางประสาทสัมผัสเท่านั้น

พิธีบูชาเป็นอีกรายการหนึ่งที่คฤหัสถ์พึงปฏิบัติ  เพราะว่าพิธีบูชาจำเป็นต้องใช้  เงินมาก  พวกที่อยู่ในช่วงชีวิตอื่น  ๆ  เช่น  บระฮมะชารยะ  วานะพรัสทฺะ  และ  สันนยาสะ  จะไม่มีเงิน  พวกนี้อยู่ด้วยการภิกขาจาร  ดังนั้น  การปฏิบัติพิธีบูชาต่าง  ๆ  หมายไว้สำหรับ  คฤหัสถ์ซึ่งควรปฏิบัติพิธีบูชาอักนิ-โฮทระ  ดังที่ได้สอนไว้ในวรรณกรรมพระเวทแต่ใน  ปัจจุบันพิธีบูชาเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายสูงมาก  เป็นไปไม่ได้ที่คฤหัสถ์จะสามารถปฏิบัติได้  พิธี  บูชาที่ดีที่สุดแนะนำไว้สำหรับยุคนี้เรียกว่า  สังคีรทะนะ-ยะกยะ,  สังคีรทะนะ-ยะกยะ  หรือการสวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  นี้  ดีที่สุดและเป็นพิธีบูชาที่ประหยัดที่สุด  ทุก  ๆ  คนสามารถนำไปปฏิบัติและได้รับประโยชน์  ฉะนั้น  สามรายการนี้คือการให้ทาน  การ  ควบคุมประสาทสัมผัสของตนเอง  และการปฏิบัติพิธีบูชาหมายไว้สำหรับคฤหัสถ์

สวาดฺยายะ  การศึกษาคัมภีร์พระเวท  หมายไว้สำหรับ  บระฮมะชารยะ  หรือชีวิต  นักศึกษา  บระฮมะชารี  ควรถือเพศพรหมจรรย์  ไม่ควรมีความสัมพันธ์กับสตรีและใช้  จิตใจศึกษาวรรณกรรมพระเวทเพื่อพัฒนาความรู้ทิพย์เช่นนี้เรียกว่า  สวาดฺยายะ

ทะพัส  หรือความสมถะ  หมายไว้โดยเฉพาะสำหรับชีวิตเกษียณ  เราไม่ควร  ดำรงความเป็นคฤหัสถ์ตลอดชีวิต  ต้องจำไว้เสมอว่ามีสี่ช่วงของชีวิตคือ  บระฮมะ  ชารยะ  กริฮัสทฺะ  วานะพรัสทฺะ  และ  สันนยาสะ  หลังจาก  ชีวิตคฤหัสถ์หรือ  กริฮัสทฺะ  เรา  ควรเกษียณ  หากมีชีวิตอยู่หนึ่งร้อยปี  เราควรใช้ยี่สิบห้าปีในชีวิตนักศึกษา  ยี่สิบห้าปีใน  ชีวิตคฤหัสถ์  ยี่สิบห้าปีในชีวิตเกษียณ  และยี่สิบห้าปีในชีวิตสละโลก  นี่คือกฎเกณฑ์ของ  หลักธรรมศาสนาแห่งพระเวท  ผู้ชายเกษียณจากชีวิตคฤหัสถ์ต้องปฏิบัติความสมถะ  ของร่างกาย  ความสมถะของจิตใจ  และความสมถะของลิ้น  นั่นคือ  ทะพัสยะ  สังคม  วารณาชระมะ-ดฺารมะ  ทั้งหมดหมายไว้เพื่อ  ทะพัสยะ  ปราศจาก  ทะพัสยะ  หรือความ  สมถะไม่มีมนุษย์ผู้ใดสามารถได้รับอิสรภาพหลุดพ้น  ทฤษฏีที่ว่าไม่มีความจำเป็นในชีวิต  สมถะและคาดคะเนไปเรื่อย  ๆ  แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะดีเอง  ทั้งวรรณกรรมพระเวทและ  ภควัต-คีตา  ไม่แนะนำ  ทฤษฏีเหล่านี้ผลิตโดยนักทิพย์นิยมจอมอวดอ้างที่ต้องการมีลูก  ศิษย์มากๆ  เพราะถ้าหากว่ามีข้อห้ามและกฎเกณฑ์ต่าง  ๆ  ผู้คนจะไม่ชอบ  ดังนั้น  พวกที่  ต้องการมีสานุศิษย์มาก  ๆ  ในนามของศาสนาเพื่อเป็นการอวดเพียงอย่างเดียว  โดยไม่  ต้องมีกฎเกณฑ์อย่างถูกต้องสำหรับชีวิตนักศึกษา  สำหรับชีวิตสาวก  หรือสำหรับตนเอง  วิธีการเช่นนี้คัมภีร์พระเวทไม่อนุมัติ

คุณสมบัติความเรียบง่ายของ  บระฮมะณะ  ไม่เพียงเฉพาะช่วงชีวิตหนึ่งชีวิตใด  ที่ปฏิบัติตามหลักธรรมนี้  แต่ทุก  ๆ  คนไม่ว่าจะอยู่ใน  บระฮมะชารี  อาชระมะ,  กริฮัสทฺะ  อาชระมะ,  วานาพรัสทฺะ  อาชระมะ  หรือ  สันนยาสะ  อาชระมะ  ทุกคนควรมีชีวิตเรียบง่าย  และตรงไปตรงมา

อฮิมสา  หมายความว่า  ไม่ทำให้การดำเนินชีวิตของสิ่งมีชีวิตใดต้องหยุดชะงัก  ลง  เราไม่ควรคิดว่าเนื่องจากละอองวิญญาณไม่มีวันถูกฆ่าแม้หลังจากการฆ่าร่างกาย  ไปแล้ว  จึงไม่มีภัยอันตรายในการฆ่าสัตว์เพื่อสนองประสาทสัมผัส  ปัจจุบันนี้ผู้คนมัวเมา  กับการกินเนื้อสัตว์  ถึงแม้ว่าจะมีอาหารต่าง  ๆ  มากมายเช่น  ธัญพืช  ผลไม้  และนม  โดย  ไม่มีความจำเป็นต้องฆ่าสัตว์  คำสอนนี้สำหรับทุก  ๆ  คน  เมื่อไม่มีทางเลือกเราอาจฆ่า  สัตว์  แต่ต้องถวายในพิธีบูชา  อย่างไรก็ดี  เมื่อมีอาหารสำหรับมนุษย์มากมาย  บุคคลผู้  ปรารถนาความเจริญก้าวหน้าในความรู้แจ้งทิพย์ไม่ควรเบียดเบียนสัตว์อื่น  อฮิมสา  ที่แท้จริงหมายความว่าไม่ทำให้การดำเนินชีวิตของผู้ใดต้องหยุดชะงักลง  สัตว์ต่าง  ๆ  กำลังดำเนินไปในวิวัฒนาการแห่งชีวิตของตนเองด้วยการเปลี่ยนจากชีวิตสัตว์ประเภท  หนึ่งไปเป็นสัตว์อีกประเภทหนึ่ง  หากสัตว์ตัวนี้ถูกฆ่าการดำเนินชีวิตของมันก็สะดุดลง  หากสัตว์อยู่ในร่างนี้มาหลายวันหรือหลายปีและถูกฆ่าโดยยังไม่ถึงเวลาอันควร  มันต้อง  กลับมาเกิดอีกครั้งหนึ่งในร่างแบบนี้เพื่อให้วันที่คงเหลืออยู่เสร็จสิ้นสมบูรณ์  เพื่อได้รับ  การส่งเสริมไปสู่ชีวิตอีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง  ดังนั้น  การดำเนินชีวิตของพวกมันไม่ควรสะดุดลง  เพียงเพื่อสนองลิ้นของเราเช่นนี้เรียกว่า  อฮิมสา

สัทยัม  คำนี้หมายความว่าไม่ควรบิดเบือนความจริงเพื่อประโยชน์ส่วนตัวบาง  อย่าง  ในวรรณกรรมพระเวทมีบางตอนที่ยาก  แต่ความหมายหรือจุดมุ่งหมายควรเรียน  รู้จากพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  นั่นคือวิธีการเพื่อความเข้าใจคัมภีร์พระเวท  ชรุทิ  หมายความว่าควรสดับฟังจากผู้ที่เชื่อถือได้  เราไม่ควรตีความหมายในคำอธิบายต่าง  ๆ  เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของเราเอง  มีคำอธิบาย  ภควัต-คีตา  มากมายที่ตีความหมาย  ผิดไปจากฉบับเดิม  ความหมายที่แท้จริงของคำควรแสดงออก  เช่นนี้ควรเรียนรู้จากพระ  อาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้

อโครดฺะ  หมายความว่าระงับความโกรธ  แม้จะมีการยั่วโทสะ  เราควร  อดทนเพราะเมื่อโกรธทำให้ทั่วทั้งเรือนร่างมีมลทิน  ความโกรธเป็นผลผลิตของระดับ  ตัณหาและราคะ  ดังนั้น  ผู้สถิตในวิถีทิพย์ควรระงับตนเองจากความโกรธ  อไพรชุนัม  หมายความว่า  เราไม่ควรจับผิดหรือติเตียนผู้อื่นโดยไม่จำเป็นแน่นอนว่าการเรียกโจร  ว่าเป็นโจรไม่ใช่การจับผิด  แต่การเรียกคนซื่อสัตว์สุจริตว่าเป็นโจรเป็นความผิดมหันต์  สำหรับผู้ต้องการความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  ฮรี  หมายความว่า  ควรถ่อมตัวมาก  และไม่ควรกระทำสิ่งที่น่ารังเกียจ  อชาพะลัม  ความมั่นใจ  หมายความว่าไม่ควรเร่าร้อน  หรือหงุดหงิดกับความพยายามบางอย่าง  ความพยายามในบางสิ่งบางอย่างอาจไม่  ประสบผลสำเร็จแต่ไม่ควรเสียใจ  เราควรทำความเจริญก้าวหน้าด้วยความอดทนและ  มั่นใจ

คำว่า  เทจัส  ใช้  ณ  ที่นี้  หมายไว้สำหรับ  คชัทริยะ,  คชัทริยะ  ควรมีความแข็งแรง  มากอยู่เสมอเพื่อปกป้องผู้ที่อ่อนแอ  คชัทริยะ  ไม่ควรทำตัวว่าเป็นผู้ไม่เบียดเบียน  หาก  จำเป็นต้องเบียดเบียน  จะต้องแสดงออก  ในบางสถานการณ์  ผู้ปราบศัตรูอาจให้อภัย  และอาจยกโทษให้กับความผิดเล็ก  ๆ  น้อย  ๆ

โชชัม  หมายความว่าความสะอาด  ไม่เฉพาะแต่จิตใจและร่างกายเท่านั้นแต่รวม  ทั้งการติดต่อกับผู้อื่นด้วย  หมายไว้โดยเฉพาะสำหรับพ่อค้าวาณิช  ซึ่งไม่ควรทำธุรกิจใน  ตลาดมืด  นาทิ-มานิทา  ไม่คาดหวังเกียรติยศ  ใช้สำหรับ  ชูดระ  หรือชนชั้นแรงงาน  ตาม  คำสั่งสอนพระเวทพิจารณาว่าเป็นพวกต่ำสุดในสี่ชั้น  พวกนี้ไม่ควรผยองกับเกียรติยศ  หรือชื่อเสียงที่ไม่จำเป็น  และควรดำรงอยู่ในระดับของตนเอง  เป็นหน้าที่ของ  ชูดระ  ที่ต้อง  แสดงความเคารพต่อชนชั้นที่สูงกว่าเพื่อรักษาสถานภาพของสังคม

คุณสมบัติทั้งยี่สิบหกประการที่กล่าวมานี้เป็นคุณสมบัติทิพย์  เราควรพัฒนา  ตามสถานภาพทางสังคมและอาชีพที่ต่างกันไป  คำอธิบายก็คือถึงแม้ว่าสภาวะทาง  วัตถุจะมีความทุกข์  หากคุณสมบัติเหล่านี้ได้รับการพัฒนาและฝึกฝนโดยมนุษย์ทุกชั้น  วรรณะก็เป็นไปได้ที่จะค่อย  ๆ  เจริญขึ้นมาถึงระดับสูงสุดแห่งความรู้แจ้งทิพย์

โศลก 4 (16.4)

ดัมโบฺ ดารโพ ่บิฺมานัช ชะ
โครดฺะฮ พารุชยัม เอวะ ชะ

อกยานัม ชาบิฺจาทัสยะ
พารทฺะ สัมพะดัม อาสุรีม

ดัมบฺะฮ  -  หยิ่งยะโส, ดารพะฮ  -  จองหอง, อบิฺมานะฮ  -  อวดดี, ชะ  -  และ, โครดฺะฮ  -  โกรธ, พารุชยัม  -  เกรี้ยวกราด, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  และ, อกยานัม  -  อวิชชา, ชะ  -  และ, อบิฺจา- ทัสยะ  -  ของผู้ที่เกิด, พารทฺะ  -  โอ้ โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, สัมพะดัม  -  คุณสมบัติ, อาสุรีม  -  ธรรมชาติมาร

คำแปล

หยิ่งยโส  จองหอง  อวดดี  ชอบโกรธ  เกรี้ยวกราด  และอวิชชา  คุณสมบัติเหล่า  นี้เป็นของพวกที่มีธรรมชาติมาร  โอ้  โอรสพระนางพริทฺา

คำอธิบาย

ในโศลกนี้อธิบายถึงทางหลวงไปสู่นรก  พวกมารต้องการแสดงให้เห็นว่าตนเอง  มีศาสนาและเจริญก้าวหน้าในศาสตร์ทิพย์  ถึงแม้ไม่ปฏิบัติตามหลักธรรม  และมีความ  หยิ่งจองหองเสมอ  กับการที่มีการศึกษาสูงหรือร่ำรวยมาก  มารต้องการให้ผู้อื่นบูชา  ตนเองและเรียกร้องให้เคารพนับถือพวกตน  ถึงแม้จะไม่สมควร  ด้วยเรื่องเล็กน้อยก็จะ  โกรธมากและพูดจาเกรี้ยวกราดไม่สุภาพ  โดยไม่รู้ว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ  พวกมารทำทุกอย่างตามอำเภอใจ  และมองไม่เห็นผู้ที่ควรเคารพนับถือ  คุณสมบัติมาร  เหล่านี้ติดตามตัวมาตั้งแต่ตอนเริ่มต้นของร่างนี้ในครรภ์มารดา  และเมื่อเจริญเติบโตขึ้น  คุณสมบัติอันไม่เป็นมงคลทั้งหลายเหล่านี้จะปรากฏออกมา

โศลก 5 (16.5)

ไดวี สัมพัด วิโมคชายะ
นิบันดฺายาสุรี มะทา

มา ชุชะฮ สัมพะดัม ไดวีม
อบิฺจาโท ่สิ พาณดะวะ

ไดวี  -  ทิพย์, สัมพัท  -  ทรัพย์สิน, วิโมคชายะ  -  หมายไว้เพื่อความหลุดพ้น, นิบันดฺายะ  -  เพื่อพันธนาการ, อาสุรี  -  คุณสมบัติมาร, มะทา  -  พิจารณาว่า, มา  -  ไม่, ชุชะฮ  -  วิตก, สัมพะดัม  -  ทรัพย์สิน, ไดวีม  -  ทิพย์, อบิฺจาทะฮ  -  เกิดจาก, อสิ  -  เธอเป็น, พาณดะวะ  -  โอ้ โอรสแห่งพาณดุ

คำแปล

คุณสมบัติทิพย์นำมาซึ่งอิสรภาพหลุดพ้น  ขณะที่คุณสมบัติมารทำให้ถูกพันธนา  การ  โอ้  โอรสแห่งพาณดุ  ไม่ต้องวิตกเพราะว่าเธอเกิดมาพร้อมกับคุณสมบัติทิพย์

คำอธิบาย

องค์ชรีคริชณะทรงให้กำลังใจอารจุนะด้วยการบอกว่า  อารจุนะทรงไม่ได้  เกิดมาพร้อมกับคุณสมบัติมาร  การที่มาร่วมในการต่อสู้ไม่ใช่มาร  เพราะอารจุนะทรง  ได้พิจารณาถึงข้อดีและข้อเสีย  ทรงพิจารณาว่าบุคคลที่เคารพนับถือ  เช่น  บีฺชมะ  และ  โดรณะ  ควรถูกสังหารหรือไม่  ดังนั้น  จึงไม่ได้ปฏิบัติภายใต้อิทธิพลของความโกรธ  เกียรติยศที่ผิด  ๆ  หรือความเกรี้ยวกราด  ท่านจึงไม่มีคุณสมบัติมาร  สำหรับทหารนักรบ  คชัทริยะ  การยิงธนูไปที่ศัตรูพิจารณาว่าเป็นทิพย์  และการละเว้นหน้าที่เช่นนี้เป็นมาร  ดังนั้น  จึงไม่มีเหตุผลที่อารจุนะทรงควรเศร้าโศก  ผู้ใดที่ปฏิบัติตามหลักธรรมในวรรณะ  ชีวิตของตนที่ต่างกันไปเท่ากับสถิตในระดับทิพย์

โศลก 6 (16.6)

ดโว บํูทะ-สารโก โลเค ่สมิน
ไดวะ อาสุระ เอวะ ชะ
ไดโว วิสทะระชะฮ โพรคทะ
อาสุรัม พารทฺะ เม ชริณุ

ดโว  -  สอง, บํูทะ  -  สารโก  -  สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมา, โลเค  -  ในโลก, อัสมิน  -  นี้, ไดวะฮ  -  เทพ, อาสุระฮ  -  มาร, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  และ, ไดวะฮ  -  ทิพย์, วิสทะระชะฮ  -  ยาวมาก, โพรคทะฮ  -  กล่าว, อาสุรัม  -  มาร, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, เม  -  จากข้า, ชริณุ  -  จงสดับฟัง

คำแปล

โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  ในโลกนี้มีสิ่งมีชีวิตที่สร้างขึ้นมาสองพวก  พวกหนึ่งเรียก  ว่าคนทิพย์  และอีกพวกหนึ่งเรียกว่าคนมาร  ข้าได้อธิบายแก่เธอถึงคุณสมบัติ  ทิพย์มามากแล้ว  บัดนี้จงฟังคุณสมบัติมารจากข้า

คำอธิบาย

องค์ชรีคริชณะทรงให้ความมั่นใจแด่อารจุนะว่าทรงเกิดมาพร้อมกับคุณสมบัติ  ทิพย์  บัดนี้ทรงอธิบายถึงวิถีมาร  พันธชีวิตแบ่งออกเป็นสองพวกในโลกนี้  พวกที่เกิด  มาพร้อมกับคุณสมบัติทิพย์ปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งชีวิต  หมายความว่าพวกนี้ปฏิบัติ  ตามคำสั่งสอนของพระคัมภีร์และบุคคลผู้เชื่อถือได้  เราควรปฏิบัติหน้าที่ตามแสงสว่าง  แห่งพระคัมภีร์ที่เชื่อถือได้  ความคิดเห็นเช่นนี้เรียกว่าทิพย์  ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหลักธรรม  ดังที่กำหนดไว้ในพระคัมภีร์และเป็นผู้ปฏิบัติตามอำเภอใจของตนเองเรียกว่ามาร  เรา  ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปฏิบัติตามหลักธรรมของพระคัมภีร์  ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรม  พระเวทว่า  ทั้งคนทิพย์และคนมารเกิดจาก  พระจาพะทิ  ข้อแตกต่างก็คือ  พวกหนึ่งเชื่อ  ฟังคำสั่งสอนพระเวท  และอีกพวกหนึ่งไม่เชื่อฟัง

โศลก 7 (16.7)

พระวริททิม ชะ นิวริททิม ชะ
จะนา นะ วิดุร อาสุราฮ

นะ โชชัม นาพิ ชาชาโร
นะ สัทยัม เทชุ วิดยะเท

พระวริททิม  -  ปฏิบัติถูกต้อง, ชะ  -  เช่นกัน, นิวริททิม  -  ปฏิบัติไม่ถูกต้อง, ชะ  -  และ, จะนาฮ  -  บุคคล, นะ  -  ไม่, วิดุฮ  -  รู้, อาสุราฮ  -  ของคุณสมบัติมาร, นะ  -  ไม่เคย, โชชัม  -  ความสะอาด, นะ  -  ไม่, อพิ  -  เช่นกัน, ชะ  -  และ, อาชาระฮ  -  พฤติกรรม, นะ  -  ไม่เคย, สัทยัม  -  สัจจะ, เทชุ  -  ในพวกเขา, วิดยะเท  -  มี

คำแปล

พวกมารไม่รู้ว่าอะไรควรทำ  อะไรไม่ควรทำ  ทั้งความสะอาด  ความประพฤติที่ถูก  ต้อง  หรือสัจจะ  จะไม่มีในหมู่มาร

คำอธิบาย

ในทุกสังคมมนุษย์ที่ศิวิไลจะมีกฎเกณฑ์จากพระคัมภีร์เป็นชุดที่ปฏิบัติตาม  ตั้งแต่ต้น  โดยเฉพาะในหมู่ชาวอารยัน  หรือพวกที่รับเอาวัฒนธรรมพระเวทมาปฏิบัติ  ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นพวกที่มีวัฒนธรรมเจริญสูงสุด  พวกที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของ  พระคัมภีร์ถือว่าเป็นมาร  ดังนั้น  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่าพวกมารไม่รู้กฎของพระคัมภีร์และ  ไม่มีใจจะปฏิบัติตาม  ส่วนใหญ่ไม่รู้  แม้บางคนรู้ก็ไม่มีแนวโน้มจะปฏิบัติตาม  พวกมาร  ไม่มีศรัทธาและไม่ยินดีปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระเวท  เหล่ามารไม่มีความสะอาด  ทั้งภายนอกหรือภายใน  เราควรรักษาร่างกายให้สะอาดด้วยการอาบน้ำ  แปรงฟัน  โกน  หนวด  เปลี่ยนเสื้อผ้า  ฯลฯ  อยู่เสมอ  สำหรับความสะอาดภายใน  เราควรระลึกถึงพระนาม  อันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควานเสมอ  และสวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  พวกมารไม่ชอบและ  ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เพื่อความสะอาดทั้งภายนอกและภายในเหล่านี้

สำหรับความประพฤติ  มีกฎเกณฑ์มากมายที่ชี้นำพฤติกรรมมนุษย์  เช่น  มะนุ-สัมฮิทา  ซึ่งเป็นกฎหมายของเผ่าพันธุ์มนุษย์  แม้จนกระทั่งปัจจุบันชาวฮินดูยัง  ปฏิบัติตาม  มะนุ-สัมฮิทา  กฎหมายมรดกและกฎหมายอื่น  ๆ  ก็มาจากหนังสือเล่มนี้  ใน  มะนุ-สัมฮิทา  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าสตรีไม่ควรได้รับเสรีภาพ  เช่นนี้ไม่ได้หมายความ  ว่าสตรีควรถูกเก็บไว้เป็นทาส  แต่พวกเธอเหมือนเด็ก  ๆ  เด็ก  ๆ  ไม่ควรปล่อยเป็นอิสระ  แต่มิได้หมายความว่าเก็บพวกเด็กไว้เป็นทาส  ปัจจุบันพวกมารละเลยคำสั่งสอนเหล่า  นี้และคิดว่าสตรีควรได้รับเสรีภาพเท่าเทียมกับบุรุษ  อย่างไรก็ดี  การกระทำเช่นนี้ไม่ได้  ทำให้สภาวะสังคมโลกดีขึ้น  อันที่จริง  สตรีควรได้รับการปกป้องคุ้มครองในทุกระดับของ  ชีวิต  เช่น  ได้รับความคุ้มครองจากบิดาในเยาว์วัย  จากสามีตอนเป็นสาว  และจากบุตรที่  โตแล้วเมื่อยามชรา  เช่นนี้เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมทางสังคมตาม  มะนุ-สัมฮิทา  แต่การ  ศึกษาปัจจุบันได้ออกอุบายแนวคิดทำให้ชีวิตสตรีผยองแบบผิดธรรมชาติ  ดังนั้น  การ  แต่งงานในปัจจุบันเป็นเพียงจินตนาการในสังคมมนุษย์  และสภาวะศีลธรรมของผู้หญิง  ปัจจุบันจึงไม่ค่อยดี  ดังนั้น  เหล่ามารไม่ยอมรับคำสั่งสอนที่เป็นสิ่งดีสำหรับสังคม  และ  เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามประสบการณ์ของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่  และกฎเกณฑ์ที่เหล่านัก  ปราชญ์ได้วางไว้  สภาวะสังคมของคนมารจึงมีความทุกข์ระทมมาก

โศลก 8 (16.8)

อสัทยัม อพระทิชทัฺม เท
จะกัด อาฮุร อนีชวะรัม
อพะรัสพะระ-สัมบํูทัม
คิม อันยัท คามะ-ไฮทุคัม

อสัทยัม  -  ไม่จริง, อพระทิชทัฺม  -  ไม่มีพื้นฐาน, เท  -  พวกเขา, จะกัท  -  ปรากฏการณ์ในจักร วาล, อาฮุร  -  กล่าวว่า, อนีชวะรัม  -  ไม่มีผู้ควบคุม, อพะรัสพะระ  -  ไม่มีสาเหตุ, สัมบํูทัม  -  เกิดขึ้น, คิม อันยัท  -  ไม่มีสาเหตุอื่น, คามะ  -  ไฮทุคัม  -  อันเนื่องมาจากราคะเท่านั้น

คำแปล

พวกเขากล่าวว่าโลกนี้ไม่จริง  ไม่มีรากฐาน  ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าควบคุม  และกล่าว  ว่ามันผลิตมาจากความต้องการทางเพศ  โดยไม่มีสาเหตุอื่นนอกจากราคะ

คำอธิบาย

ข้อสรุปของมารที่ว่าโลกเป็นสิ่งหลอกลวง  ไม่มีเหตุและผล  ไม่มีผู้ควบคุม  ไม่มี  จุดมุ่งหมาย  ทุกสิ่งทุกอย่างไม่จริง  พวกเขากล่าวว่า  ปรากฏการณ์ทางจักรวาลนี้เกิด  ขึ้นเนื่องมาจากความบังเอิญของการกระทำและปฏิกิริยาทางวัตถุ  โดยไม่คิดว่าองค์  ภควานทรงสร้างโลกเพื่อจุดมุ่งหมายบางประการ  พวกนี้มีทฤษฎีของตนเองว่าโลกนี้  เกิดขึ้นด้วยตัวมันเอง  และไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อว่ามีองค์ภควานอยู่เบื้องหลัง  สำหรับพวก  มารไม่มีข้อแตกต่างระหว่างวิญญาณและวัตถุ  และไม่ยอมรับดวงวิญญาณสูงสุด  ทุก  สิ่งทุกอย่างเป็นเพียงวัตถุเท่านั้น  จักรวาลทั้งหมดเข้าใจว่าเป็นอวิชชามหึมาก้อนหนึ่ง  ตามแนวคิดของพวกนี้ทุกสิ่งทุกอย่างว่างเปล่า  ปรากฏการณ์อะไรก็แล้วแต่ที่มีอยู่ก็  เนื่องมาจากอวิชชาในการสำเหนียกของตนเอง  เพราะเชื่ออย่างจริงจังว่าปรากฏการณ์  อันหลากหลายทั้งหมดเป็นการแสดงออกของอวิชชาเหมือนกับในความฝัน  เราอาจ  สร้างหลายสิ่งหลายอย่างขึ้นมาซึ่งความจริงมันไม่มี  ดังนั้น  เมื่อตื่นขึ้นเราจะเห็นว่าทุก  สิ่งทุกอย่างเป็นเพียงความฝัน  แต่อันที่จริงถึงแม้ว่าพวกมารกล่าวว่าชีวิตคือความฝัน  แต่ก็มีความชำนาญมากในการรื่นรมย์อยู่กับความฝันนี้  ดังนั้น  แทนที่จะได้รับความ  รู้กลับพัวพันมากยิ่งขึ้นในดินแดนแห่งความฝัน  และสรุปว่าทารกเป็นเพียงผลแห่งเพศ  สัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง  โลกนี้เกิดขึ้นมาโดยปราศจากดวงวิญญาณ  มันเป็นเพียง  การรวมตัวกันของวัตถุที่ผลิตสิ่งที่มีชีวิตโดยไม่ต้องมีคำถามว่าจะมีดวงวิญญาณหรือ  ไม่  เหมือนกับที่หลายชีวิตออกมาจากเหงื่อและออกมาจากซากศพโดยไม่มีสาเหตุ  สิ่ง  มีชีวิตทั้งหมดออกมาจากการรวมตัวกันทางวัตถุของปรากฏการณ์แห่งจักรวาล  ฉะนั้น  ธรรมชาติวัตถุเป็นต้นเหตุของปรากฏการณ์นี้  และไม่มีสาเหตุอื่น  พวกเขาไม่เชื่อในคำ  ดำรัสของคริชณะใน  ภควัต-คีตา  ว่า  มายาดฺยัคเชณะ  พระคริทิฮ  สูยะเท  สะ-ชะราชะรัม  “ภายใต้การกำกับของข้า  โลกวัตถุทั้งหมดจึงเคลื่อนไหว”  อีกนัยหนึ่ง  ในหมู่มารไม่มี  ความรู้สมบูรณ์แห่งการสร้างโลก  มารทุกรูปจะมีทฤษฏีบางอย่างโดยเฉพาะของตนเอง  ตามความคิดของพวกนี้  การตีความหมายของพระคัมภีร์หนึ่งก็ดีเท่า  ๆ  กับพระคัมภีร์  เล่มอื่น  เพราะว่าพวกเขาไม่เชื่อในความเข้าใจมาตรฐานแห่งคำสั่งสอนของพระคัมภีร์

โศลก 9 (16.9)

เอทาม ดริชทิม อวัชทับฺยะ
นัชทาทมาโน ่ลพะ-บุดดฺะยะฮ

พระบฺะวันทิ อุกระ-คารมาณะฮ
คชะยายะ จะกะโท ่ฮิทาฮ

เอทาม  -  นี้, ดริชทิม  -  วิสัยทัศน์, อวัชทับฺยะ  -  ยอมรับ, นัชทะ  -  สูญเสีย, อาทมานะฮ  -  พวก เขา, อัลพะ  -  บุดดฺะยะฮ  -  ผู้ด้อยปัญญา, พระบฺะวันทิ  -  เฟื่องฟู, อุกระ-คารมาณะฮ  -  ปฏิบัติ ในกิจกรรมที่เจ็บปวด, คชะยายะ  -  เพื่อการทำลาย, จะกะทะฮ  -  ของโลก, อฮิทาฮ  -  ไม่เป็น ประโยชน์

คำแปล

ปฏิบัติตามข้อสรุปเช่นนี้  พวกมารผู้หลงตนเอง  ไม่มีปัญญา  ปฏิบัติการอันไร้  ประโยชน์น่าสะพรึงกลัวหมายไว้เพื่อทำลายโลก

คำอธิบาย

เหล่ามารปฏิบัติในกิจกรรมที่จะนำไปสู่ความหายนะของโลก  องค์ภควานตรัส  ณ  ที่นี้ว่าพวกนี้ด้อยปัญญา  นักวัตถุนิยมที่ไม่มีแนวคิดแห่งองค์ภควานคิดว่าพวกตน  เจริญก้าวหน้า  แต่ตาม  ภควัต-คีตา  พวกนี้ไม่มีปัญญาและไร้ซึ่งเหตุผล  พยายามรื่นเริง  กับโลกวัตถุนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  ดังนั้น  จึงค้นคว้าบางสิ่งบางอย่างเพื่อสนองประสาท  สัมผัสเสมอ  การค้นคว้าของนักวัตถุนิยมเหล่านี้พิจารณาว่าเป็นความเจริญก้าวหน้าของ  วัฒนธรรมมนุษย์  แต่ผลก็คือผู้คนก้าวร้าวและโหดร้ายมากยิ่งขึ้น  โหดร้ายต่อสัตว์และ  โหดร้ายต่อมนุษย์ด้วยกันเอง  โดยไม่รู้ว่าควรประพฤติต่อผู้อื่นอย่างไร  การฆ่าสัตว์โดด  เด่นมากในหมู่มาร  บุคคลเหล่านี้พิจารณาว่าเป็นศัตรูของโลกเพราะว่าในที่สุดพวกเขา  จะค้นคว้าหรือสร้างบางสิ่งบางอย่างที่จะนำความหายนะมาสู่ทุก  ๆ  คน  โดยทางอ้อม  โศลกนี้ได้ทำนายการค้นพบระเบิดปรมณูซึ่งปัจจุบันนี้ทั่วทั้งโลกมีความภาคภูมิใจยิ่งนัก  สงครามอาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้และอาวุธปรมณูเหล่านี้จะสร้างความหายนะ  สิ่งเหล่านี้  สร้างขึ้นมาเพื่อทำลายล้างโลกโดยเฉพาะ  ได้แสดงไว้  ณ  ที่นี้  เนื่องจากขาดคุณธรรม  สังคมมนุษย์จึงค้นคว้าอาวุธเหล่านี้  ซึ่งไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อสันติภาพหรือความเจริญ  รุ่งเรืองของโลก

โศลก 10 (16.10)

คามัม อาชริทยะ ดุชพูรัม
ดัมบฺะ-มานะ-มะดานวิทาฮ

โมฮาด กริฮีทวาสัด-กราฮาน
พระวารทันเท ่ชุชิ-วระทาฮ

คามัม  -  ราคะ, อาชทริยะ  -  ไปพึ่ง, ดุชพูรัม  -  ไม่รู้จักพอ, ดัมบฺะ  -  หยิ่งยะโส, มานะ-และ ชื่อเสียงที่ผิด, มะดะ-อันวิทาฮ  -  ซึมซาบอยู่ในความอวดดี, โมฮาท  -  ด้วยความหลง, กริฮีทวา  -  รับ, อสัท  -  ไม่ถาวร, กราฮาน  -  สิ่งต่าง ๆ, พระวารทันเท  -  พวกเขาเฟื่องฟู, อชุชิ  -  กับสิ่งสกปรก, วระทาฮ  -  สาบาน

คำแปล

ไปพึ่งราคะที่ไม่รู้จักพอ  และซึมซาบอยู่ในความอวดดีกับความยโสและเกียรติยศ  ชื่อเสียงที่ผิด  ๆ  พวกมารผู้อยู่ในความหลงสาบานอยู่กับงานสกปรกเสมอ  จม  ปรักอยู่กับสิ่งที่ไม่ถาวร

คำอธิบาย

ได้อธิบายความคิดของเหล่ามาร  ณ  ที่นี้ว่าไม่มีความพอใจกับราคะของตนเอง  ซึ่งจะเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นด้วยความปรารถนาที่ไม่รู้จักพอกับการรื่นรมย์ทางวัตถุ  ถึงแม้  เต็มไปด้วยความวิตกกังวลตลอดเวลาอันเนื่องมาจากไปยอมรับสิ่งที่ไม่ถาวร  ด้วยความ  หลงจึงยังคงปฏิบัติกิจกรรมเช่นนี้  โดยไม่มีความรู้และไม่สามารถบอกได้ว่าตนเองกำลัง  เดินทางผิด  ยอมรับเอาสิ่งที่ไม่ถาวร  คนมารเหล่านี้สร้างพระเจ้า  สร้างบทมนต์ของพวก  ตนขึ้นมาแล้วสวดตามนั้น  ผลก็คือทำให้ยึดติดอยู่กับสองสิ่งมากยิ่งขึ้นคือ  การรื่นรมย์  ทางเพศและการสะสมทรัพย์สมบัติทางวัตถุ  คำว่า  อชุชิ-วระทาฮ  “คาสาบานที่ไม่  สะอาด”  มีความสำคัญมากในความสัมพันธ์กับประเด็นนี้  คนมารเหล่านี้หลงติดอยู่กับ  ไวน์  ผู้หญิง  การพนัน  และการรับประทานเนื้อสัตว์เป็นประจำ  สิ่งเหล่านี้คือ  อชุชิ  หรือ  นิสัยที่ไม่สะอาด  ด้วยแรงกระตุ้นจากความยโสและชื่อเสียงที่ผิด  ๆ  พวกมารได้สร้างหลัก  การทางศาสนาขึ้นมาซึ่งคำสั่งสอนพระเวทไม่รับรอง  ถึงแม้มารเหล่านี้น่ารังเกียจที่สุด  ในโลก  แต่ด้วยวิธีที่ผิดธรรมชาติ  โลกได้สร้างเกียรติยศชื่อเสียงผิด  ๆ  ให้พวกเขา  ถึงแม้  กำลังถลำลงสู่นรก  ยังพิจารณาว่าพวกตนมีความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก

โศลก 11-12 (16.11-12)

ชินทาม อพะริเมยาม ชะ
พระละยานทาม อุพาชริทาฮ

คาโมพะโบฺกะ-พะระมา
เอทาวัด อิทิ นิชชิทาฮ
อาชา-พาชะ-ชะไทร บัดดฺาฮ
คามะ-โครดฺะ-พะรายะณาฮ

อีฮันเท คามะ-โบฺการทัฺม
อันยาเยนารทฺะ-สันชะยาน

ชินทาม  -  ความกลัวและความวิตกกังวล, อพะริเมยาม  -  วัดไม่ได้, ชะ  -  และ, พระละยะ  -  อันทาม-ถึงจุดแห่งความตาย, อุพาชริทาฮ  -  เป็นที่พึ่ง, คามะ-อุพะโบฺกะ  -  การสนอง ประสาทสัมผัส, พะระมาฮ  -  เป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิต, เอทาวัท  -  ดังนั้น, อิทิ  -  เช่นนี้, นิชชิ ทาฮ  -  มีความแน่ใจ, อาชา  -  พาชะ  -  ปฏิบัติในเครือข่ายแห่งความหวัง, ชะไทฮ  -  เป็นร้อยๆ, บัดดฺาฮ  -  ถูกพันธนาการ, คามะ  -  ราคะ, โครดฺะ  -  และความโกรธ, พะรายะณาฮ  -  สถิต ในความคิดนั้นเสมอ, อีฮันเท  -  พวกเขาปรารถนา, คามะ  -  ราคะ, โบฺกะ  -  สนองประสาท สัมผัส, อารทัฺม  -  เพื่อจุดมุ่งหมาย, อันยาเยนะ  -  ผิดกฎหมาย, อารทฺะ  -  แห่งความร่ำรวย, สันชะยาน  -  สะสม

คำแปล

พวกมารเชื่อว่าการสนองประสาทสัมผัสเป็นความจำเป็นพื้นฐานแห่งความศิวิ  ไลของมนุษย์  ดังนั้นจึงมีความวิตกกังวลที่วัดไม่ได้จนกว่าชีวิตจะหาไม่  ถูก  พันธนาการอยู่ในเครือข่ายแห่งความต้องการเป็นร้อย  ๆ  พัน  ๆ  ซึมซาบอยู่กับ  ราคะและความโกรธ  พวกมารสะสมเงินด้วยวิธีที่ผิดกฎหมายเพื่อสนองประสาท  สัมผัส

คำอธิบาย

พวกมารยอมรับว่าการรื่นรมย์ทางประสาทสัมผัสเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่ง  ชีวิตและจะรักษาแนวคิดนี้จนกว่าจะตาย  โดยไม่เชื่อในชีวิตหลังจากตายไปแล้ว  และ  ไม่เชื่อว่าต้องไปอยู่ในร่างที่แตกต่างกันตามกรรม  (คารมะ)  หรือตามกิจกรรมที่ตนได้  กระทำในโลกนี้  แผนการสำหรับชีวิตไม่เคยหมด  พวกนี้วางแผนแล้วแผนเล่าซึ่งไม่มีวัน  จบสิ้น  เรามีประสบการณ์โดยตรงกับบุคคลที่มีแนวคิดมารเช่นนี้  ซึ่งแม้ถึงเวลาตายยัง  ถามหาแพทย์ให้ช่วยต่อชีวิตอีกสี่ปี  เพราะว่าแผนของตนยังไม่เสร็จสมบูรณ์  คนโง่เช่นนี้  ไม่รู้ว่าแพทย์ไม่สามารถต่ออายุให้แม้แต่วินาทีเดียว  เมื่อคำสั่งมาถึงจะไม่มีการพิจารณา  ถึงความต้องการของมนุษย์  กฎแห่งธรรมชาติไม่อนุญาตแม้แต่วินาทีเดียวนอกเหนือไป  จากที่เขาได้ถูกกำหนดไว้ให้รื่นรมย์

คนมารผู้ไม่มีความศรัทธาในองค์ภควานหรืออภิวิญญาณภายในใจตนเอง  ทำบาปทุกอย่างเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตน  โดยไม่รู้ว่ามีพยานนั่งอยู่ภายในหัวใจ  อภิวิญญาณทรงดูกิจกรรมของปัจเจกวิญญาณ  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  อุพะนิชัด  ว่ามีนก  สองตัวเกาะอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกัน  นกตัวหนึ่งปฏิบัติการและได้รับความสุขหรือความ  ทุกข์จากผลไม้ของต้นและนกอีกตัวหนึ่งทรงเป็นพยาน  แต่คนมารไม่มีความรู้ในคัมภีร์  พระเวทและไม่มีความศรัทธา  ดังนั้น  จึงรู้สึกเป็นอิสระที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสนอง  ประสาทสัมผัส  ไม่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร

โศลก 13-15 (16.13-15)

อิดัม อัดยะ มะยา ลับดัฺม
อิมัม พราพสเย มะโนระทัฺม

อิดัม อัสทีดัม อพิ เม
บฺะวิชยะทิ พุนาร ดฺะนัม
อโส มะยา ฮะทะฮ ชะทรุร
ฮะนิชเย ชาพะราน อพิ

อีชวะโร ่ฮัม อฮัม โบฺกี
สิดโดฺ ่ฮัม บะละวาน สุคีฺ
อาดฺโย ่บิฺจะนะวาน อัสมิ
โค ่นโย ่สทิ สะดริโช มะยา

ยัคชเย ดาสยามิ โมดิชยะ
อิทิ อกยานะ-วิโมฮิทาฮ

อิดัม  -  นี้, อัดยะ  -  วันนี้, มะยา  -  โดยข้า, ลับดัฺม  -  กำไร, อิมัม  -  นี้, พราพสเย  -  ข้าจะกำไร, มะนะฮ-ระทัฺม  -  ตามความปรารถนาของข้า, อิดัม  -  นี้, อัสทิ  -  มี, อิดัม  -  นี้, อพิ  -  เช่นกัน, เม  -  ของข้า, บฺะวิชยะทิ  -  จะเพิ่มพูนขึ้นในอนาคต, พุนะฮ  -  อีกครั้งหนึ่ง, ดฺะนัม  -  ทรัพย์ สมบัติ, อโส  -  นั้น, มะยา  -  โดยข้า, ฮะทะฮ  -  ได้ถูกสังหาร, ชะทรุฮ  -  ศัตรู, ฮะนิชเย  -  ข้าจะ สังหาร, ชะ  -  เช่นกัน, อพะราน  -  บุคคลอื่น ๆ, อพิ  -  แน่นอน, อีชวะระฮ  -  เจ้า, อฮัม  -  ข้าเป็น, อฮัม  -  ข้าคือ, โบฺกี  -  ผู้มีความสุขเกษมสำราญ, สิดดฺะฮ  -  สมบูรณ์, อฮัม  -  ข้าเป็น, บะละ  -  วาน-มีอำนาจ, สุคีฺ  -  ความสุข, อาดฺยะฮ  -  ร่ำรวย, อบิฺจะนะ  -  วาน  -  รายล้อมไปด้วยญาติ ๆ ที่มีสกุล, อัสมิ  -  ข้าคือ, คะฮ  -  ผู้ซึ่ง, อันยะฮ  -  คนอื่น, อัสทิ  -  มี, สะดริชะฮ  -  เหมือน, มะยา  -  ข้า, ยัคชเย  -  ข้าจะทำพิธีบูชา, ดาสยามิ  -  ข้าจะให้ทาน, โมดิชเย  -  ข้าจะรื่นเริง, อิทิ  -  ดังนั้น, อกยานะ  -  ด้วยอวิชชา, วิโมฮิทาฮ  -  ลุ่มหลง

คำแปล

คนมารคิดว่า  ”วันนี้ข้ามีทรัพย์สมบัติมากแค่นี้  ข้าจะกอบโกยมากยิ่งขึ้นไปอีก  ตามแผนการ  ปัจจุบันนี้เป็นของข้ามากเท่านี้และจะเพิ่มมากยิ่ง  ๆ  ขึ้นไปในอนาคต  คนนี้เป็นศัตรูข้า  ข้าได้สังหารมัน  และศัตรูอื่น  ๆ  ก็จะถูกสังหารเช่นเดียวกัน  ข้า  เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง  ข้าเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญ  ข้าสมบูรณ์  ข้ามี  อำนาจ  และมีความสุข  ข้าเป็นคนที่รวยที่สุด  รายล้อมไปด้วยญาติ  ๆ  ที่มีสกุลรุน  ชาติ  ไม่มีผู้ใดมีอำนาจและมีความสุขเหมือนดังข้า  ข้าจะทำพิธีบูชา  ข้าจะทำบุญ  ดังนั้นข้าจะรื่นเริง”  เช่นนี้บุคคเหล่านี้ลุ่มหลงอยู่ในอวิชชา

โศลก 16 (16.16)

อเนคะ-ชิททะวิบฺรานทา
โมฮะ-จาละ-สะมาวริททาฮ

พระสัคทาฮ คามะ-โบฺเกชุ
พะทันทิ นะระเค ่ชุโช

อเนคะ  -  มากมาย, ชิททะ  -  ด้วยความวิตกกังวล, วิบฺรานทาฮ  -  สับสน, โมฮะ  -  ของความ หลง, จาละ  -  โดยเครือข่าย, สะมาวริทาฮ  -  รายล้อม, พระสัคทาฮ  -  ยึดติด, คามะ-โบฺเกชุ  -  กับการสนองประสาทสัมผัส, พะทันทิ  -  พวกเขาถลำลง, นะระเค  -  สู่นรก, อชุโช  -  สกปรก

คำแปล

ดังนั้น  จึงสับสนอยู่กับความวิตกกังวลมากมายและถูกพันธนาการอยู่ในเครือข่าย  แห่งความหลง  พวกเขายึดติดอย่างเหนียวแน่นมากกับความรื่นเริงทางประสาท  สัมผัสและถลำลงสู่เหวนรก

คำอธิบาย

คนมารไม่รู้จักพอกับความต้องการที่จะได้เงินมา  ไม่มีวันเพียงพอ  คิดเพียง  แต่ว่าปัจจุบันนี้ทรัพย์สินของตนเองมีอยู่เท่าไร  และวางแผนที่จะใช้ทรัพย์สินเหล่านี้ให้  เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น  ด้วยเหตุนี้จึงไม่ลังเลที่จะกระทำบาปใด  ๆ  ดังนั้น  เขาจึงทำธุรกิจใน  ตลาดมืดที่ผิดกฎหมายเพื่อสนองประสาทสัมผัส  ลุ่มหลงอยู่กับทรัพย์สมบัติที่มีอยู่แล้ว  เช่น  ที่ดิน  ครอบครัว  บ้าน  และตัวเลขในธนาคาร  และวางแผนที่จะพัฒนามันไปเรื่อย  ๆ  มีความเชื่อในพลังความสามารถของตนเอง  โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ได้มานั้นก็เนื่องมาจากบุญ  เก่าในอดีตจึงได้รับโอกาสสะสมสิ่งของเหล่านี้  แต่เขาไม่มีแนวคิดถึงเหตุในอดีต  เพียงแต่  คิดว่าทรัพย์สมบัติที่สะสมได้อย่างมหาศาลทั้งหมดนี้ก็เนื่องมาจากความพยายามของ  ตนเอง  คนมารเชื่อในพลังความสามารถในการทำงานของตนแต่ไม่เชื่อในกฎแห่งกรรม  ตามกฎแห่งกรรมบอกว่า  มนุษย์เกิดในตระกูลสูง  ร่ำรวย  มีการศึกษาดี  หรือมีความ  สวยงามมาก  ก็เนื่องมาจากผลบุญในอดีต  พวกมารคิดว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นเหตุ  บังเอิญและเนื่องมาจากพลังความสามารถส่วนตัว  พวกเขาไม่สามารถสำเหนียกถึงการ  จัดการที่อยู่เบื้องหลังผู้คนอันหลากหลายที่มีความสวยงามและการศึกษาทั้งหมดนี้  ผู้  ใดที่มาแข่งขันกับคนมารเช่นกันจะเป็นศัตรูของเขา  มีคนมารอยู่มากมาย  และมารแต่ละ  คนจะเป็นศัตรูกับมารคนอื่น  ๆ  ความเป็นปรปักษ์กันนี้ลุ่มลึกมากยิ่งขึ้นระหว่างบุคคล  ระหว่างครอบครัว  ระหว่างสังคม  และในที่สุดระหว่างชาติ  ดังนั้น  จึงมีการต่อสู้กันเสมอ  ทั้งสงครามและความเป็นปรปักษ์มีอยู่ทั่วโลก

มารแต่ละคนคิดว่าตนเองควรมีชีวิตอยู่ด้วยการเสียสละของคนอื่นทั้งหมด  โดยทั่วไปคนมารคิดว่าตัวเองเป็นพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด  และครูมารสอนสาวกของตนว่า  “ทำไมพวกเจ้าเสาะแสวงหาพระเจ้าที่อื่น?  พวกเจ้าทั้งหมดเป็นพระเจ้า!  พวกเจ้าชอบ  อะไรเจ้าก็ทำได้  อย่าไปเชื่อในพระเจ้า  โยนพระเจ้าทิ้งไปเสีย  พระเจ้าตายแล้ว”  เหล่า  นี้คือคำสั่งสอนของพวกมาร

ถึงแม้ว่าคนมารเห็นคนอื่นมีความร่ำรวยและมีอิทธิพลเท่า  ๆ  กัน  หรือแม้  มากกว่าก็ยังคิดว่าไม่มีผู้ใดรวยไปกว่าตน  และไม่มีผู้ใดมีอิทธิพลมากไปกว่าตน  สำหรับ  การส่งเสริมไปสู่ระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  มารไม่เชื่อในการปฏิบัติ  ยะกยะ  หรือการ  บูชา  เหล่ามารคิดจะผลิตวิธี  ยะกยะ  ของตนเอง  และเตรียมเครื่องจักรกลบางอย่างที่  จะสามารถนำพาพวกตนไปถึงดาวเคราะห์ที่สูงกว่าดวงใดก็ได้  ตัวอย่างที่ดีของคนมาร  เช่นนี้คือ  ราวะณะ  (ทศกรรณ์)  ผู้เสนอนโยบายแก่ผู้คนว่าจะเตรียมบันไดซึ่งไม่ว่าใครก็  สามารถไปถึงสรวงสวรรค์ได้โดยไม่ต้องปฏิบัติพิธีบูชาดังที่ได้กำหนดไว้ในคัมภีร์พระเวท  ในทำนองเดียวกัน  ในยุคปัจจุบันคนมารเหล่านี้พยายามไปยังระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  ด้วยการเตรียมเครื่องจักรกล  เหล่านี้คือตัวอย่างแห่งความสับสน  ผลก็คือ  โดยไม่รู้ตัว  พวกมารกำลังถลำลงสู่เหวนนรก  ณ  ที่นี้  คำสันสกฤต  โมฮะ-จาละ  มีความสำคัญมาก  จาละ  หมายความถึง  “แห”  เหมือนกับปลาที่อยู่ในร่างแหไม่มีทางที่จะหลุดออกมาได้

โศลก 17 (16.17)

อาทมะ-สัมบฺาวิทาฮ สทับดฺา
ดฺะนะ-มานะ-มะดานวิทาฮ

ยะจันเท นามะ-ยะกไยส เท
ดัมเบฺนาวิดิฺ-พูรวะคัม

อาทมะ-สัมบฺาวิทาฮ  -  ความกระหยิ่มใจ, สทับดฺาฮ  -  ถือดี, ดฺะนะ  -  มานะ  -  ทรัพย์สมบัติ และเกียรติยศที่ผิด, มะดะ  -  ในความหลง, อันวิทาฮ  -  ซึมซาบ, ยะจันเท  -  พวกเขาทำพิธี บูชา, นามะ  -  เพียงชื่อเท่านั้น, ยะกไยฮ  -  ด้วยพิธีบูชา, เท  -  พวกเขา, ดัมเบฺนะ  -  ด้วยความ หยิ่งยะโส, อวิดิฺ-พูรวะคัม  -  โดยไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใด ๆ

คำแปล

ด้วยความกระหยิ่มใจและถือดีเสมอ  หลงอยู่กับความร่ำรวยและเกียรติยศชื่อ  เสียงที่ผิด  ๆ  บางครั้งพวกมารกระทำพิธีบูชาด้วยความภาคภูมิใจ  ทำไปเพียง  เพื่อให้ได้ชื่อเท่านั้น  แต่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใด  ๆ

คำอธิบาย

คิดว่าตนเองเป็นทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่สนใจกับผู้ที่เชื่อถือได้หรือพระคัมภีร์  เหล่ามารบางครั้งปฏิบัติพิธีที่สมมติว่าเป็นพิธีทางศาสนาหรือพิธีการบูชา  เนื่องจากไม่  เชื่อในผู้ที่เชื่อถือได้  พวกเขาถือดีมาก  เป็นเช่นนี้เนื่องจากความหลงที่มีสาเหตุมาจากการ  สะสมทรัพย์สมบัติและเกียรติยศชื่อเสียงที่ผิด  ๆ  บางครั้งมารเหล่านี้แสดงบทเป็นนัก  เทศน์นำพาผู้คนไปในทางที่ผิด  และมีชื่อเสียงในฐานะนักปฏิรูปทางศาสนา  หรือในฐานะ  อวตารแห่งพระเจ้า  พวกเขาอวดแสดงพิธีสังเวยบูชาต่าง  ๆ  หรือบูชาเหล่าเทวดา  หรือ  ผลิตพระเจ้าของพวกตนขึ้นมา  คนธรรมดาสามัญโฆษณาว่าตนเองเป็นพระเจ้า  และให้  บูชาพวกตน  จากการกระทำของคนโง่เขลาเหล่านี้และยังพิจารณาว่าตนเองเจริญใน  หลักธรรมแห่งศาสนา  หรือในหลักธรรมแห่งความรู้ทิพย์  นุ่งห่มแบบนักบวชสละโลก  แต่ปฏิบัติตัวเหลวใหลนานัปการในคาบนักบวชนี้  อันที่จริงมีกฎข้อห้ามมากมายสำหรับ  ผู้ที่สละโลกแล้ว  อย่างไรก็ดี  เหล่ามารไม่สนใจต่อกฎเกณฑ์เหล่านี้  คิดว่าวิถีทางใดก็แล้ว  แต่ที่ตนสามารถสร้างขึ้นมาก็เป็นวิถีทางของตนเอง  เพราะไม่มีวิถีทางมาตรฐานที่จะ  ปฏิบัติตาม  คำว่า  อวิดิฺ-พูรวะคัม  หมายความว่า  ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ข้อห้ามต่าง  ๆ  ได้เน้นไว้โดยเฉพาะ  ณ  ที่นี้  สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเสมอเนื่องจากอวิชชาและความหลง

โศลก 18 (16.18)

อฮังคารัม บะลัมดารพัม
คามัม โดรดัฺม ชะ สัมชริทาฮ

มาม อาทมะ-พะระ-เดเฮชุ
พรัดวิชันโท ่บฺยะสูยะคาฮ

อฮังคารัม  -  อหังการ, บะลัม  -  อำนาจ, ดารพัม  -  ความหยิ่งยะโส, คามัม  -  ราคะ, โครดัฺม  -  ความโกรธ, ชะ  -  เช่นกัน, สัมชริทาฮ  -  ไปพึ่ง, มาม  -  ข้า, อาทมะ  -  ในพวกเขาเอง, พะระ  -  และในผู้อื่น, เดเฮชุ  -  ร่างกาย, พรัดวิชันทะฮ  -  หมิ่นประมาท, อับฺยะสูยะคาฮ  -  อิจฉาริษยา

คำแปล

สับสนด้วยอหังการ  อำนาจ  ความยโส  ราคะ  และความโกรธ  เหล่ามารอิจฉา  ริษยาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้ทรงประทับอยู่ภายในร่างกายของตนเอง  และในร่างกายของบุคคลอื่น  ๆ  และหมิ่นประมาทศาสนาที่แท้จริง

คำอธิบาย

คนมารต่อต้านความยิ่งใหญ่ขององค์ภควานเสมอ  ไม่เชื่อในพระคัมภีร์  อิจฉา  ริษยาทั้งพระคัมภีร์และความมีอยู่ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  สาเหตุก็เนื่องมา  จากสิ่งที่สมมติว่าเป็นเกียรติยศ  ทรัพย์สมบัติ  และอำนาจที่ตนสะสม  โดยไม่รู้ว่าชาติ  นี้เป็นการเตรียมตัวเพื่อชาติหน้า  เมื่อไม่รู้เช่นนี้  อันที่จริงเขาอิจฉาริษยาตนเองรวมทั้ง  บุคคลอื่น  ๆ  ด้วย  เขาก้าวร้าวต่อร่างกายของผู้อื่นและของตนเอง  ไม่สนใจต่อการควบคุม  สูงสุดของบุคลิกภาพแห่งพระเจ้า  เนื่องจากไม่มีความรู้  และจากการอิจฉาริษยาพระ  คัมภีร์และบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เขาโต้เถียงเกี่ยวกับความมีอยู่ขององค์ภควาน  อย่างผิด  ๆ  และปฏิเสธความเชื่อถือได้ของพระคัมภีร์  คิดว่าตัวเองมีอิสระและมีอำนาจ  ในการกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง  คิดว่าเนื่องจากไม่มีผู้ใดมีอำนาจ  มีกำลัง  หรือความร่ำรวย  เทียบเท่าตนเอง  จึงสามารถทำสิ่งใดก็ได้และจะไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งเขาได้  ถ้าหาก  ว่ามีศัตรูผู้อาจตรวจสอบความก้าวหน้าในกิจกรรมสนองประสาทสัมผัสของตน  ก็จะ  วางแผนใช้อำนาจขจัดศัตรูคนนี้เสีย

โศลก 19 (16.19)

ทาน อฮัม ดวิชะทะฮ ครูราน
สะสาเรชุ นะราดฺะมาน

ชิพามิ อจัสรัม อชุบฺาน
อาสุรีชุ เอวะ โยนิชุ

ทาน  -  เหล่านั้น, อฮัม  -  ข้า, ดวิชะทะฮ  -  อิจฉาริษยา, ครูราน  -  มุ่งร้าย, สัมสาเรชุ  -  ใน มหาสมุทรแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุ, นะระ-อดฺะมาน  -  ต่ำสุดแห่งมนุษยชาติ, คชิพามิ  -  ข้าส่ง, อจัสรัม  -  ชั่วกัลปวสาน, อชุบฺาน  -  อัปมงคล, อาสุรีชุ  -  มาร, เอวะ  -  แน่นอน, โยนิชุ  -  ในครรภ์

คำแปล

พวกที่อิจฉาริษยาและมุ่งร้ายเป็นผู้ที่ต่ำสุดในหมู่มนุษย์  ข้าโยนพวกเขาไปในมหา  สมุทรแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุ  ไปอยู่ในเผ่าพันธุ์ชีวิตมารต่าง  ๆ  ชั่วกัลปวสาน

คำอธิบาย

โศลกนี้  การวางแต่ละปัจเจกวิญญาณไปในเฉพาะร่างเป็นสิทธิพิเศษแห่งความ  ปรารถนาขององค์ภควาน  คนมารอาจไม่ตกลงยอมรับอำนาจสูงสุดขององค์ภควาน  และเป็นความจริงที่ว่า  เขาอาจกระทำตามความพึงพอใจของตนเอง  แต่ในชาติหน้าจะ  ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าไม่ใช่ขึ้นอยู่กับตนเอง  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ภาคสาม  ได้กล่าวไว้ว่า  ปัจเจกวิญญาณหลังจากตายไปจะถูกจับ  ไปอยู่ในครรภ์ของมารดาซึ่งได้รับร่างกายนั้น  ๆ  ภายใต้การควบคุมของพลังอำนาจที่  สูงกว่า  ดังนั้น  ในความเป็นอยู่ทางวัตถุ  เราพบเผ่าพันธุ์ชีวิตมากมาย  เช่น  สัตว์  แมลง  มนุษย์  ฯลฯ  ทั้งหมดถูกจัดการโดยพลังอำนาจที่สูงกว่า  ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ  สำหรับ  พวกมารได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  จะถูกส่งไปอยู่ในครรภ์ของพวกมารชั่ว  กัลปวสาน  ดังนั้น  พวกเขายังคงเป็นมนุษย์ต่ำสุดที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา  เผ่าพันธุ์  คนมารเหล่านี้เต็มไปด้วยราคะ  ความก้าวร้าว  เกลียดชังเสมอ  และสกปรกมาก  นักล่า  สัตว์หลายประเภทในป่าถือว่าอยู่ในเผ่าพันธุ์ชีวิตมารเหล่านี้

โศลก 20 (16.20)

อาสุรีม โยนิม อาพันนา
มูดฺา จันมะนิ จันมะนิ

มาม อพราพไยวะ คะอุนเทยะ
ทะโท ยานทิ อดฺะมาม กะทิม

อาสุรีม  -  มาร, โยนิม  -  เผ่าพันธุ์, อาพันนาฮ  -  ได้รับ, มูดฺาฮ  -  คนโง่, จันมะนิ จันมะนิ  -  เกิดซ้ำซาก, มาม  -  ข้า, อพราพยะ  -  โดยไม่บรรลุ, เอวะ  -  แน่นอน, คะอุนเทยะ  -  โอ้โอรส พระนางคุนที, ทะทะฮ  -  หลังจากนั้น, ยานทิ  -  ไป, อดฺะมาม  -  ลงโทษ, กะทิม  -  จุดหมาย ปลายทาง

คำแปล

ได้เกิดซ้ำซากในบรรดาเผ่าพันธุ์ชีวิตมาร  โอ้  โอรสพระนางคุนที  บุคคลเหล่านี้ไม่  สามารถมาถึงข้า  พวกเขาค่อย  ๆ  จมลงไปอยู่ในชีวิตที่น่ารังเกียจที่สุด

คำอธิบาย

ได้รู้กันว่าองค์ภควานทรงมีพระเมตตาธิคุณมาก  แต่  ณ  ที่นี้  เราพบว่าพระองค์  ทรงไม่เคยเมตตาต่อเหล่ามาร  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าพวกมารถูกจับไปอยู่ในครรภ์  ของมารคล้าย  ๆ  กันนี้ชาติแล้วชาติเล่า  และไม่ได้รับพระเมตตาจากพระองค์  พวกเขา  ตกต่ำลง  เพื่อในที่สุดจะได้รับร่างกายคล้ายแมว  สุนัข  และสุกร  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ว่า  มารเหล่านี้ไม่มีโอกาสได้รับพระเมตตาจากองค์ภควานไม่ว่าในช่วงไหนของชาติต่อ  ๆ  ไป  ในคัมภีร์พระเวทได้กล่าวไว้เช่นกันว่า  บุคคลเหล่านี้ค่อย  ๆ  จมลงไปกลายมาเป็น  สุนัขและสุกร  อาจจะเถียงเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า  องค์ภควานไม่ควรโฆษณาว่าทรงมีพระ  เมตตาเป็นล้นพ้นหากทรงไม่มีเมตตาต่อมารเหล่านี้  การตอบคำถามใน  เวดานธะ-สูทระ  เราพบว่า  องค์ภควานทรงไม่เกลียดชังผู้ใด  การจัดส่งพวกมาร  อสุระ  ไปในสภาวะต่ำสุด  ของชีวิตเป็นเพียงอีกลักษณะหนึ่งแห่งพระเมตตาของพระองค์  บางครั้ง  อสุระ  ถูกองค์  ภควานสังหาร  แต่การสังหารนี้ก็เป็นสิ่งดีสำหรับพวกเขาเช่นกัน  เพราะในวรรณกรรม  พระเวทเราพบว่า  ผู้ใดที่ถูกองค์ภควานสังหารจะกลายมาเป็นผู้หลุดพ้น  มีตัวอย่างใน  ประวัติศาสตร์ของ  อสุระ  มากมาย  เช่น  ราวะณะ,  คัมสะ,  ฮิรัณยะคะชิพุ  ซึ่งองค์  ภควานทรงปรากฏในอวตารต่าง  ๆ  เพียงเพื่อสังหารพวกนี้  ดังนั้น  พระเมตตาขององค์  ภควานจึงแสดงให้แก่เหล่า  อสุระ  หากพวกเขาโชคดีพอที่ถูกพระองค์สังหาร

โศลก 21 (16.21)

ทริ-วิดัฺม นะระคัสเยดัม
ดวารัม นาชะนัม อาทมะนะฮ

คามะฮ โครดัฺส ทะทา โสบัฺส
ทัสมาด เอทัท ทระยัม ทยะเจท

ทริ-วิดัฺม  -  ของสามอย่าง, นะระคัสยะ  -  แห่งนรก, อิดัม  -  นี้, ดวารัม  -  ประตู, นาชะนัม  -  ทำลาย, อาทมะนะฮ  -  ของตัวเอง, คามะฮ  -  ราคะ, โครดฺะฮ  -  ความโกรธ, ทะทฺา  -  รวมทั้ง, โลบฺะฮ  -  ความโลภ, ทัสมาท  -  ดังนั้น, เอทัท  -  เหล่านี้, ทระยัม  -  สาม, ทยะเจท  -  เขาต้อง ยกเลิก

คำแปล

มีสามประตูที่จะนำไปสู่นรกนี้  คือ  ราคะ  ความโกรธ  และความโลภ  ทุกคนที่มี  สติสัมปชัญญะดีควรละทิ้งสิ่งเหล่านี้เสีย  เพราะมันจะนำพาดวงวิญญาณให้ตกต่ำ

คำอธิบาย

จุดเริ่มต้นของชีวิตมารได้อธิบายไว้  ณ  ที่นี้ว่า  เขาพยายามสนองราคะของ  ตนเอง  เมื่อไม่สมประสงค์ก็จะเกิดความโกรธและความโลภ  คนที่มีสติสัมปชัญญะดี  และไม่ปรารถนาถลำลงไปสู่เผ่าพันธุ์ชีวิตมาร  ต้องพยายามสลัดทิ้งศัตรูทั้งสามตัวนี้ซึ่ง  จะมาสังหารตนเอง  จนกระทั่งทำให้ไม่สามารถหลุดพ้นไปจากพันธนาการทางวัตถุนี้ได้

โศลก 22 (16.22)

เอไทร วิมุคทะฮ คะอุนเทยะ
ทะโม-ดวาไรส ทริบิฺร นะระฮ

อาชะระทิ อาทมะนะฮ ชเรยัส
ทะโท ยาทิ พะราม กะทิม

เอไทฮ  -  จากสิ่งเหล่านี้, วิมุคทะฮ  -  หลุดพ้น, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, ทะมะฮ- ดวาไรฮ  -  จากประตูแห่งอวิชชา, ทริบิฺฮ  -  สามประตู, นะระฮ  -  บุคคล, อาชะระทิ  -  ปฏิบัติ, อาทมะนะฮ  -  เพื่อตัวเอง, ชะเรยะฮ  -  พร, ทะทะฮ-หลังจากนั้น, ยาทิ  -  เขาไป, พะราม- สูงสุด, กะทิม-จุดหมายปลายทาง

คำแปล

มนุษย์ผู้หลบหนีประตูทั้งสามที่นำไปสู่นรกนี้ได้  โอ้  โอรสพระนางคุนที  ปฏิบัติสิ่ง  ที่จะนำมาซึ่งความรู้แจ้งแห่งตน  และค่อย  ๆ  บรรลุถึงจุดหมายปลายทางสูงสุด

คำอธิบาย

เราควรระวังเป็นอย่างมากเกี่ยวกับศัตรูทั้งสามตัวของชีวิตมนุษย์คือ  ราคะ  ความโกรธ  และความโลภ  บุคคลที่เป็นอิสระจากราคะ  ความโกรธ  และความโลภได้  มากเพียงใดความเป็นอยู่ของเขาก็จะบริสุทธิ์มากเพียงนั้น  และจะสามารถปฏิบัติตาม  กฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในวรรณกรรมพระเวทได้  จากการปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งชีวิต  มนุษย์  เราจะค่อย  ๆ  ยกระดับตนเอง  และค่อย  ๆ  พัฒนามาสู่ระดับแห่งความรู้แจ้ง  ทิพย์  ด้วยการปฏิบัติเช่นนี้  หากโชคดีพอที่จะเจริญขึ้นมาถึงระดับแห่งคริชณะจิตสำนึก  ความสำเร็จของเราก็รับประกันได้  ในวรรณกรรมพระเวทมีวิถีทางแห่งการกระทำและ  ผลของการกระทำ  ซึ่งอธิบายเพื่อให้มาถึงระดับแห่งความบริสุทธิ์  วิธีการทั้งหมดมีพื้น  ฐานอยู่ที่การละทิ้ง  ราคะ  ความโลภ  และความโกรธ  จากการพัฒนาความรู้แห่งวิธีการ  นี้  เราสามารถพัฒนามาถึงสถานภาพสูงสุดในความรู้แจ้งแห่งตน  ความรู้แจ้งแห่งตนนี้มี  ความสมบูรณ์อยู่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้นั้นสามารถ  รับประกันได้ถึงความหลุดพ้นของพันธวิญญาณ  ดังนั้น  ตามระบบพระเวทมีสถาบันแห่ง  ชีวิตสี่ระดับและสี่อาชีพเรียกว่า  ระบบวรรณะและระบบชีวิตทิพย์  มีกฎเกณฑ์ที่แตก  ต่างกันสำหรับวรรณะที่ไม่เหมือนกันหรือระดับของสังคมที่ไม่เหมือนกัน  และหากผู้ใด  สามารถปฏิบัติตาม  เขาจะพัฒนามาถึงระดับสูงสุดแห่งความรู้แจ้งทิพย์โดยปริยาย  และ  จะได้รับความหลุดพ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

โศลก 23 (16.23)

ยะฮ ชาสทระ-วิดิฺม อุทสริจยะ
วารทะเท คามะ-คาระทะฮ

นะ สะ สิดดิฺม อวาพโนทิ
นะ สุคัฺม นะ พะราม กะทิม

ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, ชาสทระ-วิดิฺม  -  กฎของพระคัมภีร์, อุทสริจยะ  -  ยกเลิก, วารทะเท  -  ยังคง, คามะ  -  คาระทะฮ  -  ทำตามอำเภอใจในราคะ, นะ  -  ไม่, สะฮ  -  เขา, สิดดิฺม  -  ความสมบูรณ์, อวาพโนทิ  -  บรรลุ, นะ  -  ไม่เคย, สุคัฺม  -  ความสุข, นะ  -  ไม่, พะราม  -  สูงสุด, กะทิม  -  ระดับ สมบูรณ์

คำแปล

ผู้ที่ยกเลิกคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  และทำตามอำเภอใจของตนเอง  จะไม่บรรลุ  ถึงความสมบูรณ์  ความสุข  หรือจุดหมายปลายทางสูงสุด

คำอธิบาย

ดังที่ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ว่าชาสทระ-วิดิฺ  หรือทิศทางของ  ชาสทระ  ได้ให้  ไว้แก่วรรณะต่าง  ๆ  และระดับต่าง  ๆ  ของสังคมมนุษย์  คาดว่าทุกคนปฏิบัติตามกฎ  เกณฑ์เหล่านี้  หากไม่ปฏิบัติตามและทำตามอำเภอใจ  ตามราคะ  ความโลภ  และความ  ปรารถนาของตนเองจะไม่มีวันสมบูรณ์ในชีวิต  อีกนัยหนึ่ง  มนุษย์อาจรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง  ทั้งหลายเหล่านี้ทางทฤษฎี  แต่หากไม่ได้นำไปใช้กับชีวิตของตน  ควรรู้ไว้ว่าเขาเป็นผู้ต่ำ  สุดของมนุษยชาติ  ในรูปชีวิตมนุษย์  สิ่งมีชีวิตคาดหวังว่าจะมีสติสัมปชัญญะดีพอและ  ปฏิบัติตามกฎที่ให้ไว้เพื่อพัฒนาชีวิตของตนเองไปสู่ระดับสูงสุด  แต่หากไม่ปฏิบัติตามนั้น  เท่ากับดึงตัวเองให้ตกต่ำลง  ถ้าปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และตามหลักศีลธรรม  แต่ในที่สุด  มาไม่ถึงระดับแห่งความเข้าใจองค์ภควาน  ก็เท่ากับความรู้ทั้งหมดสูญเปล่า  และหาก  ยอมรับความมีอยู่ขององค์ภควาน  แต่ไม่ปฏิบัติในการรับใช้พระองค์ความพยายามก็  สูญเปล่า  ดังนั้น  เราควรค่อย  ๆ  พัฒนาตนเองมาสู่ระดับแห่งคริชณะจิตสำนึก  และอุทิศ  ตนเสียสละรับใช้  ณ  ตรงนี้  ที่สามารถบรรลุถึงระดับแห่งความสมบูรณ์สูงสุด  ไม่ใช่ไป  พัฒนาอย่างอื่น

คำว่า  คามะ-คาระทะฮ  สำคัญมาก  บุคคลทั้ง  ๆ  ที่รู้  ยังไปละเมิดกฎคลุกคลี  อยู่ในราคะทั้ง  ๆ  ที่รู้  และรู้ว่าสิ่งนี้ต้องห้าม  แต่ก็ยังทำ  เช่นนี้เรียกว่าทำตามอำเภอใจ  หากรู้ว่าสิ่งนี้ควรทำแต่ไม่กระทำก็เรียกว่าทำตามอำเภอใจ  บุคคลเหล่านี้จะถูกพระองค์  ลงโทษในที่สุดและจะไม่สามารถบรรลุถึงความสมบูรณ์ซึ่งหมายไว้สำหรับชีวิตมนุษย์  ชีวิตมนุษย์หมายไว้โดยเฉพาะเพื่อทำให้ความเป็นอยู่ของตนเองบริสุทธิ์  หากไม่ปฏิบัติ  ตามกฎเกณฑ์ก็จะไม่สามารถทำให้ตนเองบริสุทธิ์และไม่สามารถบรรลุถึงระดับแห่ง  ความสุขที่แท้จริงได้

โศลก 24 (16.24)

ทัสมาช ชฺาสทรัม พระมาณัม เท
คารยาคารยะ-วิยะวัสทิฺโท

กยาทวา ชาสทระ-วิดฺาโนคทัม
คารมะ คารทุม อิฮารฮะสิ

ทัสมาท  -  ดังนั้น, ชาสทรัม  -  พระคัมภีร์, พระมาณัม  -  หลักฐาน, เท  -  ของท่าน, คารยะ  -  หน้าที่, อคารยะ  -  และกิจกรรมต้องห้าม, วิยะวัสทิฺโท  -  ในความมั่นใจ, กยาทวา  -  รู้, ชาสทระ  -  ของพระคัมภีร์, วิดฺานะ  -  กฎ, อุคทัม  -  ดังที่ประกาศ, คารมะ  -  งาน, คารทุม  -  ทำ, อิฮะ  -  ในโลกนี้, อารฮะสิ  -  เธอควร

คำแปล

ดังนั้น  เขาควรเข้าใจว่าอะไรคือหน้าที่และอะไรไม่ใช่หน้าที่  ด้วยกฎแห่งพระ  คัมภีร์  เมื่อรู้กฎเกณฑ์เหล่านี้แล้วเขาควรปฏิบัติ  เพื่อตนเองอาจค่อย  ๆ  พัฒนาขึ้น

คำอธิบาย

ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่สิบห้า  กฎเกณฑ์ทั้งหมดของพระเวทหมายไว้เพื่อให้รู้  คริชณะ  หากเข้าใจคริชณะจาก  ภควัต-คีตา  และมาสถิตในคริชณะจิตสำนึก  ปฏิบัติใน  การอุทิศตนเสียสละรับใช้  เราจะบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดแห่งความรู้ที่วรรณกรรม  พระเวทเสนอไว้  องค์เชธันญะ  มะฮาพระบํุ  ทรงทำให้วิธีการนี้ง่ายมาก  พระองค์ทรง  ขอร้องให้ผู้คนเพียงแต่สวดภาวนา  ฮะเร  คริชณะ  ฮะเร  คริชณะ  คริชณะ  คริชณะ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  รามะ  ฮะเร  รามะ  รามะ  รามะ  ฮะเร  ฮะเร  ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อ  องค์ภควาน  และรับประทานอาหารที่เหลือหลังจากถวายให้พระปฏิมาแล้ว  ผู้ที่ปฏิบัติ  กิจกรรมแห่งการอุทิศตนเหล่านี้ทั้งหมดโดยตรง  เข้าใจว่าได้ศึกษาวรรณกรรมพระเวท  ทั้งหมดเรียบร้อยแล้วและมาถึงจุดสรุปอย่างสมบูรณ์  แน่นอนสำหรับบุคคลธรรมดาผู้ไม่  อยู่ในคริชณะจิตสำนึกหรือไม่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ต้องให้คำสอนของคัมภีร์  พระเวทแนะนำว่าอะไรควรทำ  อะไรไม่ควรทำ  และควรปฏิบัติตามนั้นโดยไม่มีข้อขัดแย้ง  เช่นนี้เรียกว่าปฏิบัติตามหลักของ  ชาสทระ  หรือพระคัมภีร์  ชาสทระ  ปราศจากข้อผิด  พลาดสำคัญสี่ประการที่ปรากฏในพันธวิญญาณ  คือ  ประสาทสัมผัสไม่สมบูรณ์  ชอบ  โกง  แน่นอนว่าต้องทำผิด  และแน่นอนว่าต้องอยู่ในความหลง  ข้อบกพร่องหลักสี่ประการ  ในพันธชีวิตนี้  ทำให้เขาไม่มีสิทธิ์มาร่างกฎเกณฑ์ต่าง  ๆ  ดังนั้น  กฎเกณฑ์ต่าง  ๆ  ดังที่ได้  อธิบายไว้ใน  ชาสทระ  อยู่เหนือข้อบกพร่องเหล่านี้  นักบุญผู้ยิ่งใหญ่  อาชารยะ  และดวง  วิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายยอมรับโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ในประเทศอินเดียมีพวกเข้าใจวิถีทิพย์หลายกลุ่ม  โดยทั่วไปแบ่งเป็นสองกลุ่ม  คือ  กลุ่มที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์  และกลุ่มที่เชื่อในรูปลักษณ์  อย่างไรก็ดี  ทั้งสองกลุ่มนี้ใช้  ชีวิตตามหลักธรรมพระเวท  ปราศจากการปฏิบัติตามหลักธรรมของพระคัมภีร์  เราไม่  สามารถพัฒนาตนเองไปสู่ระดับที่สมบูรณ์ได้  ดังนั้น  ผู้ที่เข้าใจคำอธิบายของ  ชาสทระ  โดยแท้จริงพิจารณาว่าโชคดี

ในสังคมมนุษย์การไม่ชอบหลักธรรมเพื่อให้เข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เป็นต้นเหตุแห่งการตกต่ำลงทั้งหมด  นั่นคือความผิดอันยิ่งใหญ่ของชีวิตมนุษย์  ฉะนั้น  มายา  หรือพลังงานวัตถุขององค์ภควานสร้างปัญหาให้พวกเราในรูปของความทุกข์สาม  คำรบเสมอ  พลังงานวัตถุนี้ประกอบด้วยสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  เราต้องพัฒนา  ตนเองอย่างน้อยให้มาถึงระดับความดีก่อนที่วิถีทางการเข้าใจองค์ภควานจะเปิดขึ้น  ปราศจากการพัฒนาตนเองให้มาถึงมาตรฐานระดับความดี  เรายังคงอยู่ในอวิชชาและ  ตัณหาซึ่งเป็นต้นกำเนิดแห่งชีวิตมาร  พวกที่อยู่ในระดับตัณหาและอวิชชาเยาะเย้ยพระ  คัมภีร์  เยาะเย้ยบุคคลผู้บริสุทธิ์  และเยาะเย้ยความเข้าใจที่ถูกต้องแห่งองค์ภควาน  พวก  เขาไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระอาจารย์ทิพย์  และไม่สนใจต่อกฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์  ถึงแม้ว่าได้สดับฟังถึงความประเสริฐดีเลิศแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ก็ไม่สนใจ  ดัง  นั้น  พวกเขาจะผลิตวิถีทางเพื่อการพัฒนาของตนเองขึ้นมา  เหล่านี้คือข้อบกพร่องบาง  ประการของสังคมมนุษย์ซึ่งนำไปสู่สภาวะชีวิตมาร  อย่างไรก็ดี  หากได้รับการแนะนำ  จากพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้และเหมาะสม  ซึ่งสามารถนำเราไปสู่หนทางแห่งความ  เจริญก้าวหน้า  ไปสู่ระดับที่สูงกว่า  ชีวิตของเราจะประสบความสำเร็จ

ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดยบัฺคธิเวดันธะ บทที่สิบหกของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทาในข้อหัวเรื่องธรรมชาติทิพย์และธรรมชาติมาร

บทที่ สิบเจ็ด

ระดับแห่งความศรัทธา

โศลก 1 (17.1)

อารจุนะ อุวาชะ
เย ชาสทระ-วิดิฺม อุทสริจยะ
ยะจันเท ชรัดดฺะยานวิทาฮ

เทชาม นิชทฺา ทุ คา คริชณะ
สัททวัม อาโฮ ระจัส ทะมะฮ

อารจุนะฮ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, เย  -  พวกซึ่ง, ชาสทระ-วิดิฺม  -  กฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์, อุทสริจยะ  -  ยกเลิก, ยะจันเท  -  บูชา, ชรัดดฺะยา  -  เต็มศรัทธา, อันวิทาฮ  -  เป็นเจ้าของ, เทชาม  -  ของพวกเขา, นิชทฺา  -  ศรัทธา, ทุ  -  แต่, คา  -  อะไร, คริชณะ  -  โอ้ คริชณะ, สัททวัม  -  ในความดี, อาโฮ  -  หรืออย่างอื่น, ระจะฮ  -  ในตัณหา, ทะมะฮ  -  ในอวิชชา

คำแปล

อารจุนะทรงถามว่า  โอ้  คริชณะ  สถานการณ์ของพวกที่ไม่ปฏิบัติตามหลักธรรม  ของพระคัมภีร์  แต่บูชาตามจินตนาการของตนเองเป็นอย่างไร?  พวกเขาอยู่ใน  ความดี  ในตัณหา  หรือในอวิชชา?

คำอธิบาย

ในบทที่สี่  โศลกสามสิบเก้า  ได้กล่าวไว้ว่า  ผู้มีความศรัทธาในการบูชาบางสิ่ง  บางอย่างจะค่อย  ๆ  พัฒนามาถึงระดับแห่งความรู้  และบรรลุถึงระดับความสมบูรณ์  สูงสุดแห่งความสงบและความเจริญรุ่งเรือง  ในบทที่สิบหกสรุปว่าผู้ไม่ปฏิบัติตามหลัก  ธรรมที่วางไว้ในพระคัมภีร์เรียกว่ามารหรือ  อสุระ  และผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระ  คัมภีร์ด้วยความศรัทธาเรียกว่าเทพหรือ  เดวะ  หากบุคคลปฏิบัติตามกฎต่าง  ๆ  ด้วย  ความศรัทธาซึ่งไม่ได้สอนไว้ในพระคัมภีร์  สถานภาพของเขาจะเป็นเช่นไร?  คริชณะจะ  ทรงทำให้ข้อสงสัยของอารจุนะกระจ่างขึ้น  พวกที่สร้างพระเจ้าบางองค์ขึ้นมาด้วยการ  คัดเลือกมนุษย์และให้ความศรัทธาต่อผู้นั้น  บุคคลเหล่านี้บูชาในความดี  ในตัณหา  หรือ  ในอวิชชา?  และจะบรรลุถึงระดับแห่งความสมบูรณ์ในชีวิตหรือไม่?  เป็นไปได้หรือไม่ที่  พวกนี้สถิตในความรู้ที่แท้จริงและพัฒนาตนเองไปถึงระดับแห่งความสมบูรณ์สูงสุด?  พวกที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์  แต่มีความศรัทธาต่อบางสิ่งบางอย่าง  บูชา  เทพเจ้า  เทวดา  และมนุษย์จะบรรลุถึงความสำเร็จในความพยายามของพวกตนหรือไม่?  อารจุนะทรงตั้งคำถามเหล่านี้ต่อคริชณะ

โศลก 2 (17.2)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
ทริ-วิดฺา บฺะวะทิ ชรัดดฺา
เดฮินาม สา สวะบฺาวะ-จา

สาททวิคี ราจะสี ไชวะ
ทามะสิ เชทิ ทาม ชริณุ

ชรี-บฺะกะวานอุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, ทริ-วิดฺา  -  สามชนิด, บฺะวะทิ  -  มาเป็น, ชรัดดฺา  -  ความศรัทธา, เดฮินาม  -  ของร่างกาย, สา  -  นั้น, สวะ-บฺาวะ  -  จา  -  ตาม ระดับแห่งธรรมชาติวัตถุของตน, สาททวิคี  -  ในระดับความดี, ราจะสี  -  ในระดับตัณหา, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, ทามะสี  -  ในระดับอวิชชา, ชะ  -  และ, อิทิ-ดังนั้น, ทาม  -  นั้น, ชริณุ  -  สดับฟังจากข้า

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  ตามระดับแห่งธรรมชาติที่ดวงวิญญาณใน  ร่างได้รับมา  ความศรัทธาของเขามีสามระดับ  คือ  ในความดี  ในตัณหา  หรือใน  อวิชชา  บัดนี้  จงสดับฟัง

คำอธิบาย

พวกที่รู้กฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์  แต่ด้วยความเกียจคร้านหรือชอบอยู่นิ่งเฉย  ยกเลิกการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้  ถูกระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุควบคุม  ตามกรรมของตนในอดีตซึ่งอาจอยู่ในระดับความดี  ตัณหา  หรืออวิชชา  พวกเขาได้รับ  ธรรมชาติซึ่งมีคุณลักษณะโดยเฉพาะ  สิ่งมีชีวิตมาคบหาสมาคมกับระดับต่าง  ๆ  ของ  ธรรมชาติ  และจะดำเนินไปชั่วกัลปวสานเนื่องจากสิ่งมีชีวิตมาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุ  จึงได้รับความรู้สึกนึกคิดต่าง  ๆ  ตามที่มาใกล้ชิดกับระดับต่าง  ๆ  ของวัตถุ  แต่ธรรมชาติ  นี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากมาคบหาสมาคมกับพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  เชื่อฟัง  กฎระเบียบของท่านและกฎของพระคัมภีร์แล้วจะค่อย  ๆ  เปลี่ยนสถานภาพจากอวิชชา  มาเป็นความดี  หรือจากตัณหามาเป็นความดี  ข้อสรุปคือ  การเชื่ออย่างงมงายในระดับ  ของธรรมชาติโดยเฉพาะ  จะไม่ช่วยให้พัฒนามาสู่ระดับแห่งความสมบูรณ์ได้  เราต้อง  พิจารณาสิ่งต่าง  ๆ  ด้วยความระมัดระวัง  ด้วยสติปัญญา  ด้วยการมาคบหาสมาคมกับ  พระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  จากนั้น  เราจะสามารถเปลี่ยนสถานภาพของตนเองมาสู่  ระดับแห่งธรรมชาติที่สูงกว่า

โศลก 3 (17.3)

สัททวานุรูพา สารวัสยะ
ชรัดดฺา บฺะวะทิ บฺาระทะ

ชรัดดฺา-มะโย ่ยัม พุรุโช
โย ยัช-ชฺรัดดฺะฮ สะ เอวะ สะฮ

สัททวะ-อนุรูพา  -  ตามความเป็นอยู่, สารวัสยะ  -  ของทุกคน, ชรัดฺดา  -  ความศรัทธา, บฺะวะทิ  -  มาเป็น, บฺาระทะ  -  โอ้ โอรสแห่งบฺาระทะ, ชรัดดฺา  -  ความศรัทธา, มะยะฮ  -  เต็ม ไปด้วย, อยัม-นี้, พุรุชะฮ  -  สิ่งมีชีวิต, ยะฮ  -  ผู้ซึ่ง, ยัท  -  ซึ่งมี, ชรัดดฺะฮ  -  ความศรัทธา, สะฮ  -  ดังนั้น, เอวะ  -  แน่นอน, สะฮ  -  เขา

คำแปล

โอ้  โอรสแห่งบฺาระทะ  ตามความเป็นอยู่ภายใต้ระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติ  เขาวน  เวียนอยู่กับความศรัทธาบางชนิด  กล่าวว่าสิ่งมีชีวิตอยู่ในความศรัทธาบางชนิด  ตามระดับที่เขาได้รับมา

คำอธิบาย

ทุกคนมีความศรัทธาบางอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นใคร  แต่ความศรัทธาพิจารณาว่า  อยู่ในความดี  ตัณหา  หรืออวิชชา  ตามธรรมชาติที่ตนได้รับมา  ดังนั้น  ตามความศรัทธา  โดยเฉพาะนี้เราจึงมาคบหากับบุคคลบางประเภท  ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่สิบห้า  ความ  จริงคือ  ทุก  ๆ  ชีวิตเดิมทีเป็นละอองอณูขององค์ภควาน  ฉะนั้น  เดิมทีตัวเราเป็นทิพย์  อยู่เหนือระดับแห่งธรรมชาติวัตถุทั้งหลาย  แต่เมื่อลืมความสัมพันธ์กับบุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้าและมาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุในพันธชีวิต  ก่อให้เกิดสถานภาพของตัวเอง  ด้วยการมาคบหาสมาคมกับธรรมชาติวัตถุระดับต่าง  ๆ  ผลแห่งความศรัทธาและความ  เป็นอยู่ที่ผิดธรรมชาติเป็นเพียงวัตถุเท่านั้น  ถึงแม้อาจปฏิบัติตามความรู้สึกว่าประทับใจ  บางอย่าง  หรือตามแนวคิดชีวิตบางอย่าง  เดิมทีตัวเราเป็น  นิรกุณะ  หรือเป็นทิพย์  ดัง  นั้น  ต้องชะล้างมลทินทางวัตถุที่ครอบงำตัวเราเพื่อจะได้รับความสัมพันธ์ที่มีต่อองค์  ภควานกลับคืนมา  ซึ่งเป็นวิถีทางเดียวที่จะกลับคืนไปโดยไม่มีความกลัว  และนั่นคือ  คริชณะจิตสำนึก  หากสถิตในคริชณะจิตสำนึกวิถีทางนี้รับประกันได้ในการพัฒนาไปสู่  ระดับแห่งความสมบูรณ์  หากไม่ปฏิบัติตามวิธีเพื่อการรู้แจ้งแห่งตนนี้  แน่นอนว่าเราจะ  ต้องประพฤติตนภายใต้อิทธิพลของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติ

คำว่า  ชรัดฺดา  หรือ  “ศรัทธา”  มีความสำคัญมากในโศลกนี้  ชรัดฺดา  หรือ  ความศรัทธาเดิมทีออกมาจากระดับความดี  ความศรัทธาของเราอาจมีอยู่ในเทวดา  ในพระเจ้าบางองค์ที่สร้างขึ้นมา  หรือในการคาดคะเนทางจิตบางอย่าง  ความศรัทธา  อันแน่วแน่ถือว่าเป็นผลผลิตของระดับความดีทางวัตถุ  แต่ในสภาวะชีวิตวัตถุไม่มี  งานใดที่มีความบริสุทธิ์โดยสมบูรณ์  มันจะเป็นการผสมผสานซึ่งไม่ใช่ความดีบริสุทธิ์  ความดีบริสุทธิ์เป็นทิพย์  ในความดีบริสุทธิ์เราสามารถเข้าใจธรรมชาติอันแท้จริงของ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ตราบใดที่ความศรัทธาไม่อยู่ในความดีบริสุทธิ์อย่าง  สมบูรณ์  ความศรัทธาอยู่ภายใต้มลทินจากหนึ่งในระดับของธรรมชาติวัตถุ  ระดับอันเป็น  มลทินของธรรมชาติวัตถุแผ่ขยายไปถึงหัวใจ  ฉะนั้น  ตามสถานภาพของหัวใจในการที่มา  สัมผัสกับระดับแห่งธรรมชาติวัตถุโดยเฉพาะของตน  ความศรัทธาจึงมั่นคง  ควรเข้าใจว่า  หากหัวใจอยู่ในระดับความดีความศรัทธาของเราก็อยู่ในระดับความดีเช่นกัน  หากหัวใจ  อยู่ในระดับตัณหาความศรัทธาของเราก็อยู่ในระดับตัณหาเช่นกัน  และหากหัวใจอยู่ใน  ระดับความมืด  ความหลง  ความศรัทธาของเราก็เป็นมลทินเช่นเดียวกัน  ดังนั้น  เราพบ  ความศรัทธาต่าง  ๆ  ในโลกนี้  และมีศาสนาต่าง  ๆ  เนื่องมาจากความศรัทธาที่แตกต่าง  กัน  หลักธรรมอันแท้จริงของความศรัทธาแห่งศาสนาสถิตในระดับความดีบริสุทธิ์  แต่  เนื่องจากหัวใจที่แปดเปื้อนเราจึงพบหลักธรรมศาสนาที่แตกต่างกัน  ดังนั้น  ตามความ  ศรัทธาในระดับต่าง  ๆ  จึงมีการบูชาที่แตกต่างกัน

โศลก 4 (17.4)

ยะจันเท สาททวิคา เดวาน
ยัคชะ-รัคชามสิ ราจะสาฮ

เพรทาน บํูทะ-กะณามช ชานเย
ยะจันเท ทามะสา จะนาฮ

ยะจันเท  -  บูชา, สาททวิคาฮ  -  พวกที่อยู่ในระดับความดี, เดวาน  -  เหล่าเทวดา, ยัคชะ- รัคชามสิ  -  เหล่ามาร, ราจะสาฮ  -  พวกที่อยู่ในระดับตัณหา, เพรทาน  -  ดวงวิญญาณของ ผู้ตาย, บํูทะ-กะณาน  -  ภูตผี, ชะ  -  และ, อันเย  -  สิ่งอื่น ๆ, ยะจันเท  -  บูชา, ทามะสาฮ  -  ใน ระดับอวิชชา, จะนาฮ  -  ผู้คน

คำแปล

มนุษย์ในระดับความดีบูชาเทวดา  พวกที่อยู่ในระดับตัณหาบูชามาร  และพวกที่  อยู่ในระดับอวิชชาบูชาภูตผีและดวงวิญญาณ

คำอธิบาย

โศลกนี้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงอธิบายผู้บูชาต่าง  ๆ  ตามกิจกรรม  ภายนอก  ตามคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่  ควรได้รับการบูชา  แต่พวกที่ไม่ศรัทธาหรือไม่รอบรู้คำสั่งสอนของพระคัมภีร์มากนักจะ  บูชาสิ่งต่าง  ๆ  ตามสถานภาพโดยเฉพาะของตนในระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุ  พวก  ที่สถิตในความดีโดยทั่วไปบูชาเทวดา  รวมทั้งพระพรหม  พระศิวะ  และองค์อื่น  ๆ  เช่น  พระอินทร์  พระจันทร์  และพระอาทิตย์  มีเทวดามากมาย  พวกที่อยู่ในความดีบูชาเทวดา  เฉพาะองค์เพื่อจุดมุ่งหมายโดยเฉพาะ  พวกที่อยู่ในระดับตัณหาบูชามาร  เราจำได้ว่า  ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองชายผู้หนึ่งที่กัลกัตตาบูชาฮิตเล่อร์  ด้วยขอบคุณสงคราม  ที่ทำให้เขาร่ำรวยมหาศาลกับการทำธุรกิจในตลาดมืด  ในทำนองเดียวกัน  พวกที่อยู่ใน  ระดับตัณหาและอวิชชาโดยทั่วไปจะเลือกมนุษย์ผู้มีอำนาจเป็นพระเจ้า  โดยคิดว่าบูชาผู้  ใดในฐานะที่เป็นพระเจ้าก็ได้  แล้วจะบรรลุผลเช่นเดียวกัน

ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  พวกที่อยู่ในระดับตัณหาบูชาและสร้างเทพ  เหล่านี้  พวกที่อยู่ในระดับอวิชชา  ในความมืด  บูชาดวงวิญญาณที่ตายไปแล้ว  บางครั้ง  ผู้คนบูชาสุสานของคนตาย  การบริการทางเพศพิจารณาว่าอยู่ในระดับความมืดเช่น  เดียวกัน  ในทำนองเดียวกัน  หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลในประเทศอินเดียมีคนบูชาภูตผี  เรา  พบว่าในประเทศอินเดียชนชั้นที่ต่ำบางครั้งไปในป่า  และหากรู้ว่ามีผีอยู่ในต้นไม้  ก็จะ  บูชาต้นไม้และถวายเครื่องสังเวย  การบูชาต่าง  ๆ  เหล่านี้ไม่ใช่เป็นการบูชาองค์ภควานที่  แท้จริง  การบูชาองค์ภควานมีไว้สำหรับบุคคลที่สถิตในระดับทิพย์อยู่ในความดีบริสุทธิ์  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (4.3.23)  กล่าวไว้ว่า  สัททวัม  วิชุดดัฺม  วะสุเดวะ-ชับดิทัม  “เมื่อ  มนุษย์สถิตในความดีบริสุทธิ์  เขาจะบูชาวาสุเดวะ”  คำแปลคือ  พวกที่บริสุทธิ์จากระดับ  แห่งธรรมชาติวัตถุโดยสมบูรณ์  และสถิตในระดับทิพย์จะบูชาองค์ภควาน

พวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์ถือว่าสถิตในระดับความดี  และบูชาเทวดาห้าประเภท  คือบูชาองค์วิชณุที่ไร้รูปลักษณ์ในรูปของโลกวัตถุซึ่งรู้กันในชื่อปรัชญาวิชณุ  พระวิชณุ  ทรงเป็นภาคแบ่งแยกขององค์ภควาน  แต่พวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์  เนื่องจากในที่สุดไม่  เชื่อในบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และจินตนาการว่ารูปลักษณ์ของพระวิชณุเหมือน  อีกแง่มุมหนึ่งของ  บระฮมัน  ที่ไร้รูปลักษณ์  ในทำนองเดียวกัน  พวกนี้จะจินตนาการว่า  พระพรหมก็ไร้รูปลักษณ์และอยู่ในระดับตัณหาทางวัตถุ  บางครั้งพวกเขาอธิบายถึงเทพ  ห้าประเภทที่บูชาได้  แต่เนื่องจากคิดว่าสัจธรรมคือ  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  จึงกำจัด  รูปบูชาออกทั้งหมดในตอนจบ  ข้อสรุปคือ  คุณลักษณะต่าง  ๆ  ของระดับแห่งธรรมชาติ  วัตถุสามารถทำให้บริสุทธิ์ได้จากการมาคบหาสมาคมกับบุคคลผู้อยู่ในธรรมชาติทิพย์

โศลก 5-6 (17.5-6)

อชาสทระ-วิฮิทัม โกฺรัม
ทัพยันเท เย ทะโพ จะนาฮ

ดัมบฺาฮังคาระ-สัมยุคทาฮ
คามะ-รากะ-บะลานวิทาฮ
คารชะยันทะฮ ชะรีระ-สทัฺม
บํูทะ-กรามัม อเชทะสะฮ

มาม ไชวานทะฮ ชะรีระ-สทัฺม
ทาน วิดดิฺ อาสุระ-นิชชะยาน

อชาสทระ  -  ไม่อยู่ในพระคัมภีร์, วิฮิทัม  -  ชี้นำ, โกฺรัม  -  เป็นภัยต่อผู้อื่น, ทัพยันเท  -  ปฏิบัติ, เย  -  เขาเหล่านั้น, ทะพะฮ  -  สมถะ, จะนาฮ  -  บุคคล, ดัมบฺะ  -  ด้วยความยโส, อฮังคาระ  -  และอหังการ, สัมยุคทาฮ  -  ปฏิบัติ, คามะ  -  ราคะ, รากะ  -  และยึดติด, บะละ  -  ด้วยพลัง. อันวิทาฮ  -  มนต์สะกด, คารชะยันทะฮ  -  ทรมาน, ชะรีระ-สทัฺม  -  สถิตภายในร่างกาย, บํูทะ-กรามัม  -  การรวมตัวกันของธาตุวัตถุ, อเชทะสะฮ  -  มีความคิดที่นำไปในทางที่ผิด, มาม  -  ข้า, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, อันทะฮ  -  ภายใน, ชะรีระ-สทัฺม  -  สถิตในร่างกาย, ทาน  -  พวกเขา, วิดดิฺ  -  เข้าใจ, อาสุระ  -  นิชชะยาน  -  เหล่ามาร

คำแปล

พวกที่ปฏิบัติสมถะและบำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัดโดยที่ไม่ได้แนะนำไว้ในพระ  คัมภีร์  ปฏิบัติด้วยความยโสและมีอหังการ  ผู้อยู่ภายใต้มนต์สะกดของราคะและ  การยึดติด  ผู้ที่โง่เขลาและทรมานธาตุวัตถุของร่างกาย  พร้อมทั้งทรมานองค์  อภิวิญญาณผู้ทรงประทับอยู่ภายใน  จงรู้ว่าพวกนี้เป็นมาร

คำอธิบาย

มีบุคคลผู้ผลิตวิธีปฏิบัติสมถะและบำเพ็ญเพียรซึ่งไม่ได้กล่าวไว้ในคำสอน  ของพระคัมภีร์ตัวอย่างคือการอดอาหารเพื่อจุดมุ่งหมายอย่างอื่น  เพื่อให้ได้ตำแหน่ง  ทางการเมืองซึ่งไม่แนะนำไว้ในคำสอนของพระคัมภีร์  แต่แนะนำให้อดอาหารเพื่อความ  เจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์  ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือจุดมุ่งหมายทางสังคม  บุคคลผู้ปฏิบัติสมถะเช่นนี้  ตาม  ภควัต-คีตา  ถือว่าเป็นมารอย่างแน่นอน  การกระทำ  ของเขาฝ่าฝืนคำสั่งสอนของพระคัมภีร์และจะไม่เป็นประโยชน์สำหรับผู้คนโดยทั่วไป  อัน  ที่จริง  พวกนี้ปฏิบัติด้วยความยโส  มีอหังการ  มีราคะและยึดติดกับความรื่นเริงทางวัตถุ  จากกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่การรวมตัวกันของธาตุวัตถุซึ่งได้สร้างร่างกายนี้ขึ้นมาถูก  รบกวน  แต่องค์ภควานเองผู้ทรงประทับอยู่ภายในร่างกายก็ถูกรบกวนเช่นกัน  การอด  อาหารหรือการปฏิบัติสมถะที่ไม่น่าเชื่อถือเช่นนี้  เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง  แน่นอน  ว่าทำให้ผู้อื่นเดือนร้อนเป็นอย่างมากซึ่งไม่ได้แนะนำไว้ในวรรณกรรมพระเวท  คนมาร  อาจคิดว่าสามารถบังคับศัตรูของตนหรือพรรคอื่นให้ทำตามความปรารถนาของตน  ด้วยวิธีนี้  แต่บางครั้งตัวเองตายจากการอดอาหาร  การกระทำเช่นนี้บุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต  พระองค์ตรัสว่าพวกที่กระทำเช่นนี้เป็นมาร  การแสดงเช่น  นี้เป็นการดูหมิ่นองค์ภควาน  เพราะเกี่ยวเนื่องกับการไม่เชื่อฟังตามคำสั่งสอนของคัมภีร์  พระเวท  คำว่า  อเชทะสะฮ  มีความสำคัญในประเด็นนี้  บุคคลผู้มีสภาวะทางจิตปกติต้อง  เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  พวกที่ไม่อยู่ในสภาวะเช่นนี้ปฏิเสธและไม่เชื่อฟังพระ  คัมภีร์  ผลิตวิธีสมถะและบำเพ็ญเพียรของตนเองขึ้นมา  เราควรจำจุดมุ่งหมายสูงสุดของ  พวกมารไว้เสมอ  ดังที่ได้อธิบายในบทก่อนหน้านี้  องค์ภควานทรงบังคับพวกเขาให้เกิด  ในครรภ์ของมาร  ดังนั้นจึงใช้ชีวิตตามหลักมารชาติแล้วชาติเล่าโดยไม่รู้ถึงความสัมพันธ์  ระหว่างตนเองกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  อย่างไรก็ดี  ถ้าหากบุคคลเหล่านี้โชค  ดีพอที่ได้รับคำชี้นำจากพระอาจารย์ทิพย์ผู้สามารถนำพาให้ไปสู่วิถีทางแห่งปัญญา  พระเวท  พวกเขาสามารถออกจากพันธนาการนี้และในที่สุดบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด

โศลก 7 (17.7)

อาฮารัส ทุ อพิ สารวัสยะ
ทริ-วิโดฺ บฺะวะทิ พริยะฮ

ยะกยัส ทะพัส ทะทฺา ดานัม
เทชาม เบฺดัม อิมัม ชริณุ

อาฮาระฮ  -  การกิน, ทุ  -  แน่นอน, อพิ  -  เช่นกัน, สารวัสยะ  -  ของทุกคน, ทริ-วิดฺะฮ  -  ของ สามประเภท, บฺะวะทิ  -  มี, พริยะฮ  -  ชอบ, ยะกยะฮ  -  การบูชา, ทะพะฮ  -  สมถะ, ทะทฺา  -  เช่นกัน, ดานัม  -  การให้ทาน, เทชาม  -  ของพวกเขา, เบฺดัม  -  ข้อแตกต่าง, เบฺดัม  -  ข้อแตก ต่าง, อิมัม  -  นี้, ชริณุ  -  สดับฟัง

คำแปล

แม้แต่อาหารที่แต่ละคนชอบก็มีอยู่สามประเภท  ตามสามระดับแห่งธรรมชาติ  วัตถุ  และเป็นจริงเช่นเดียวกับการบูชา  ความสมถะ  และการให้ทาน  บัดนี้  จง  สดับฟังข้อแตกต่างเหล่านี้

คำอธิบาย

เกี่ยวกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันในระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุ  มีข้อ  แตกต่างในลักษณะการรับประทานและการปฏิบัติพิธีบูชา  ความสมถะ  และการให้  ทาน  ผู้คนไม่ได้ปฏิบัติในระดับเดียวกัน  บุคคลผู้เข้าใจในเชิงวิเคราะห์ว่า  การปฏิบัติเช่น  ไรจะอยู่ในระดับไหนของธรรมชาติวัตถุ  เป็นผู้ที่มีปัญญาโดยแท้จริง  พวกที่พิจารณาว่า  พิธีบูชา  อาหาร  หรือการให้ทานทั้งหมดเหมือนกัน  โดยไม่สามารถแยกแยะบุคคลเหล่า  นี้โง่เขลา  มีพวกนักสอนศาสนาที่ประกาศว่า  เราสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบแล้วจะ  บรรลุถึงความสมบูรณ์  การแนะนำโง่  ๆ  เช่นนี้มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  พวกนี้ผลิตวิธีการขึ้นมาเองและนำผู้คนโดยทั่วไปไปในทางที่ผิด

โศลก 8 (17.8)

อายุฮ-สัททวะ-บะลาโรกยะ-
สุคฺะ-พรีทิ-วิวารดฺะนาฮ

รัสยาฮ สนิกดฺาฮ สทิฺรา ฮริดยา
อาฮาราฮ สาททวิคะ-พริยาฮ

อายุฮ  -  อายุของชีวิต, สัททวะ  -  เป็นอยู่, บะละ  -  พลัง, อาโรกยะ  -  สุขภาพ, สุคฺะ  -  ความ สุข, พรีทิ  -  และความพึงพอใจ, วิวารดฺะนาฮ  -  เพิ่มพูน, รัสยาฮ  -  ชุ่มฉ่ำ, สนิกดฺาฮ  -  อุดม สมบูรณ์ (มีไขมัน), สทิฺราฮ  -  ทนทาน, ฮริดยาฮ  -  เป็นที่ชื่นชอบของหัวใจ, อาฮาราฮ  -  อาหาร, สาททวิคะ  -  ของผู้ที่อยู่ในความดี, พริยาฮ  -  เอร็ดอร่อย

คำแปล

อาหารซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้อยู่ในระดับความดี  ทำให้อายุยืน  ความเป็นอยู่  บริสุทธิ์ขึ้น  ให้พลัง  ทำให้สุขภาพดี  มีความสุข  และมีความพึงพอใจ  อาหาร  ประเภทนี้ชุ่มฉ่ำ  อุดมสมบูรณ์  (มีไขมัน)  บริสุทธิ์  และเป็นที่ชื่นชอบของหัวใจ

โศลก 9 (17.9)

คะทุ-อัมละ-ละวะณาทิ-อุชณะ-
ทีคชณะ-รูคชะ-วิดาฮินะฮ

อาฮารา ราจะสัสเยชทา
ดุฮคฺะ-โชคามะยะ-พระดาฮ

คะทุ  -  ขม, อัมละ  -  เปรี้ยว, ละวะณะ  -  เค็ม, อทิ-อุชณะ  -  เผ็ดมาก, ทีคชณะ  -  ฉุน, รูคชะ  -  แห้ง, วิดาฮินะฮ  -  เผาไหม้, อาฮาราฮ  -  อาหาร, ราจะสัสยะ  -  ของผู้อยู่ในระดับตัณหา, อิชทาฮ  -  เอร็ดอร่อย, ดุฮคฺะ  -  ความทุกข์, โชคะ  -  ความโศก, อามะยะ  -  เชื้อโรค, พระดาฮ  -  ก่อให้เกิด

คำแปล

อาหารที่มีรสชาติเหล่านี้มากเกินไป  เช่น  ขม  เปรี้ยว  เค็ม  เผ็ด  ฉุน  แห้ง  และเผา  ไหม้  เป็นที่ชื่นชอบของพวกที่อยู่ในระดับตัณหา  อาหารเช่นนี้ก่อให้เกิดความ  ทุกข์  ความโศก  และโรคภัยไข้เจ็บ

โศลก 10 (17.10)

ยาทะ-ยามัม กะทะ-ระสัม
พูทิ พารยุชิทัม ชะ ยัท

อุชชิฺชทัม อพิ ชาเมดฺยัม
โบฺจะนัม ทามะสะ-พริยัม

ยาทะ-ยามัม  -  อาหารที่ปรุงสามชั่วโมงก่อนรับประทาน, กะทะ-ระสัม  -  ไม่มีรสชาติ, พูทิ  -  กลิ่นเหม็น, พารยุชิทัม  -  เน่า, ชะ  -  เช่นกัน, ยัท  -  ที่ซึ่ง, อุชชิฺชทัม  -  อาหารที่ผู้อื่นกิน เหลือ, อพิ  -  เช่นกัน, ชะ  -  และ, อเมดฺยัม  -  ไม่น่าแตะต้อง, โบฺจะนัม  -  การกิน, ทามะสะ  -  ของผู้ที่อยู่ในระดับความมืด, พริยัม  -  ชื่นชอบ

คำแปล

อาหารที่ปรุงเกินกว่าสามชั่วโมงก่อนรับประทาน  อาหารที่ไม่มีรสชาติ  เน่า  และ  บูด  อาหารที่ประกอบไปด้วยของเหลือ  และสิ่งที่ไม่ควรแตะต้อง  เป็นที่ชื่นชอบ  ของพวกที่อยู่ในระดับแห่งความมืด

คำอธิบาย

จุดมุ่งหมายของอาหารคือทำให้อายุยืน  จิตใจบริสุทธิ์ขึ้น  และช่วยให้ร่างกายมี  พลังเหล่านี้คือจุดมุ่งหมายหลัก  ในอดีต  บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่เชื่อถือได้  ได้คัดเลือกอาหาร  ว่าดีที่สุดในการช่วยให้สุขภาพดีและทำให้อายุยืน  นั่นคือ  ผลิตภัณฑ์นม  น้ำตาล  ข้าว  ข้าวสาลีแท้  ผลไม้  และผักต่าง  ๆ  อาหารเหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบมากของพวกที่อยู่ในระดับ  ความดี  อาหารอื่น  ๆ  เช่น  ข้าวโพดอบ  และน้ำตาล  ไม่อร่อยมากนักในตัวมันเอง  แต่  สามารถทำให้เป็นที่ชื่นชอบได้เมื่อผสมกับนมหรืออาหารอื่น  ๆ  ก็อยู่ในระดับความดีเช่น  กัน  ทั้งหมดนี้บริสุทธิ์โดยธรรมชาติแตกต่างจากสิ่งที่ไม่ควรแตะต้อง  เช่น  เนื้อสัตว์และ  สุรา  อาหารที่มีไขมัน  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกแปด  ไม่เกี่ยวข้องกับไขมันสัตว์ที่ได้มาจาก  การฆ่าสัตว์  ไขมันสัตว์หาได้ในรูปของนมซึ่งเป็นอาหารที่อัศจรรย์ที่สุดในบรรดาอาหาร  ทั้งหลาย  นม  เนย  ชีส  และผลิตภัณฑ์ในประเภทเดียวกันนี้ให้ไขมันสัตว์  ในรูปที่ไม่จำเป็น  ต้องไปฆ่าสิ่งมีชีวิตผู้บริสุทธิ์  ด้วยจิตใจที่เหี้ยมโหดแท้  ๆ  ที่ทำให้การเข่นฆ่าเช่นนี้ดำเนิน  ต่อไป  วิธีที่ศิวิไลในการได้มาซึ่งไขมันที่จำเป็นคือจากนม  การฆ่าสัตว์เป็นวิธีของพวกที่  ต่ำกว่ามนุษย์  โปรตีนมีอยู่มากมายในถั่วกะเทาะ  ดาล  ข้าวสาลีแท้  (โฮลวีท)  ฯลฯ

อาหารในระดับตัณหาซึ่งขมจัด  เค็มจัด  เผ็ดจัด  หรือผสมกับพริกแดงมาก  เกินไป  ทำให้เกิดความทุกข์เนื่องจากลดน้ำย่อยในกระเพาะ  และนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บ  อาหารในระดับอวิชชาหรือความมืดส่วนใหญ่เป็นจำพวกที่ไม่สด  อาหารที่ปรุงนานกว่า  สามชั่วโมงก่อนรับประทาน  (ยกเว้นพระสาดัมอาหารที่ถวายให้คริชณะแล้ว)  พิจารณา  ว่าอยู่ในระดับความมืด  เพราะว่าเน่า  บูด  อาหารเหล่านี้ส่งกลิ่นเหม็นซึ่งผู้คนในระดับนี้  ชอบ  แต่เป็นที่น่ารังเกียจของผู้ที่อยู่ในระดับความดี

อาหารเหลือที่ถวายให้คริชณะแล้ว  หรือถวายให้นักบุญโดยเฉพาะพระอา  จารย์ทิพย์รับประทานได้  นอกนั้นอาหารเหลือถือว่าอยู่ในระดับความมืด  จะทำให้ป่วย  เป็นโรค  อาหารเหล่านี้ถึงแม้เป็นที่ชื่นชอบมากสำหรับบุคคลในระดับความมืด  พวกที่  อยู่ในระดับความดีจะไม่ชอบและไม่แตะต้อง  อาหารที่ดีที่สุดคืออาหารที่เหลือหลังจาก  ถวายให้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ใน  ภควัต-คีตา  องค์ภควานตรัสว่า  พระองค์  จะทรงรับอาหารที่ปรุงมาจาก  ผัก  แป้ง  และนม  เมื่อถวายด้วยการอุทิศตนเสียสละ  พัท  รัม  พุชพัม  พฺะลัม  โทยัม  แน่นอนว่าการอุทิศตนเสียสละและความรักเป็นสิ่งสำคัญที่  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงยอมรับ  แต่ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า  พระสาดัม  มีวิธีปรุง  โดยเฉพาะ  อาหารที่ปรุงตามคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  และถวายให้บุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้า  รับประทานได้แม้จะปรุงไว้นานแล้วเพราะเป็นอาหารทิพย์  ฉะนั้น  การ  ทำให้อาหารปลอดเชื้อโรคและเป็นที่เอร็ดอร่อยสำหรับทุก  ๆ  คน  เราควรถวายอาหาร  นั้นแด่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าก่อนที่เราจะรับประทาน

โศลก 11 (17.11)

อพฺะลาคางคชิบิฺร ยะกโย
วิดิฺ-ดิชโท ยะ อิจยะเท

ยัชทัพยัม เอเวทิ มะนะฮ
สะมาดฺายะ สะ สาททวิคะฮ

อพฺะละ-อาคางคชิบิฺฮ  -  โดยพวกที่ปราศจากความปรารถนาผล, ยะกยะฮ  -  การบูชา, วิดิฺ-ดิชทะฮ  -  ตามคำแนะนำของพระคัมภีร์, ยะฮ  -  ซึ่ง, อิจยะเท  -  ปฏิบัติ, ยัชทัพยัม  -  ต้องปฏิบัติ, เอวะ  -  แน่นอน, อิทิ  -  ดังนั้น, มะนะฮ  -  จิตใจ, สะมาดฺายะ  -  ตั้งมั่น, สะฮ  -  มัน, สาททวิคะฮ  -  ในระดับความดี

คำแปล

เกี่ยวกับการบูชา  การบูชาที่ปฏิบัติตามคำแนะนำของพระคัมภีร์  ทำไปตาม  หน้าที่โดยไม่ปรารถนารางวัล  อยู่ในธรรมชาติแห่งความดี

คำอธิบาย

แนวโน้มโดยทั่วไปจะถวายการบูชาด้วยมีจุดมุ่งหมายบางอย่างอยู่ในใจ  แต่  ณ  ที่นี้ได้กล่าวไว้ว่า  การบูชาควรปฏิบัติโดยไม่มีความปรารถนาเช่นนี้  การบูชาควรปฏิบัติ  ไปตามหน้าที่  ตัวอย่างเช่น  การปฏิบัติพิธีต่าง  ๆ  ในวัดหรือในโบสถ์  โดยทั่วไปปฏิบัติด้วย  จุดมุ่งหมายเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  นั่นไม่ใช่ระดับความดี  เราควรไปวัดหรือไปโบสถ์  ตามหน้าที่เพื่อถวายความเคารพแด่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ถวายดอกไม้  และ  ภัตตาหาร  ทุกคนจะคิดว่าไม่มีประโยชน์ในการไปวัดเพียงเพื่อบูชาองค์ภควาน  แต่การ  บูชาเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ได้แนะนำไว้ในคำสอนของพระคัมภีร์  เราควรไป  วัดหรือไปโบสถ์เพียงเพื่อถวายความเคารพแด่พระปฏิมา  เช่นนี้จะสถิตเราให้อยู่ในระดับ  ความดี  เป็นหน้าที่ของมนุษย์ผู้มีความศิวิไลทุกคนที่ต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  และถวายความเคารพแด่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า

โศลก 12 (17.12)

อบิฺสันดฺายะ ทะ พฺะลัม
ดัมบฺารทัฺม อพิ ไชวะ ยัท

อิจยะเท บฺะระทะ-ชเรชทฺะ
ทัม ยะกยัม วิดดิฺ ราจะสัม

อบิฺสันดฺายะ  -  ความปรารถนา, ทุ  -  แต่, พฺะลัม  -  ผล, ดัมบฺะ  -  ความยโส, อารทัฺม  -  เพื่อ ประโยชน์ของ, อพิ  -  เช่นกัน, ชะ  -  และ, เอวะ  -  แน่นอน, ยัท  -  นั้นซึ่ง, อิจยะเท  -  ปฏิบัติ, บฺะระทะ-ชเรชทฺะ  -  โอ้ ผู้นำแห่งบฺาระทะ, ทัม  -  นั้น, ยะกยัม  -  การบูชา, วิดดิฺ  -  รู้, ราจะสัม  -  ในระดับตัณหา

คำแปล

การบูชาทำไปเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุบางประการ  หรือทำไปด้วยความยโส  โอ้  ผู้นำแห่งบฺาระทะ  เธอควรรู้ว่าอยู่ในระดับตัณหา

คำอธิบาย

บางครั้งการบูชาและพิธีบวงสรวงปฏิบัติเพื่อพัฒนาไปสู่อาณาจักรสวรรค์  หรือเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุบางอย่างในโลกนี้  การปฏิบัติพิธีบูชาหรือบวงสรวงเช่นนี้  พิจารณาว่าอยู่ในระดับตัณหา

โศลก 13 (17.13)

วิดิฺ-ฮีนัม อัสริชทานนัม
มันทระ-ฮีนัม อดัคชิณัม

ชรัดดฺา-วิระฮิทัม ยะกยัม
ทามะสัม พะริชัคชะเท

วิดิฺ-ฮีนัม  -  ปราศจากการชี้นำจากพระคัมภีร์, อัสริชทะ-อันนัม  -  ไม่มีการแจกจ่ายพระ- สาดัม, มันทระ-ฮีนัม  -  ไม่มีการสวดบทมนต์พระเวท, อดัคชิณัม  -  ไม่มีการทำบุญให้ นักบวช, ชรัดดฺา  -  ความศรัทธา, วิระฮิทัม  -  ปราศจาก, ยะกยัม  -  การบูชา, ทามะสัม  -  ในระดับอวิชชา, พะริชัดชะเท  -  พิจารณาว่า

คำแปล

การบูชาใด  ๆ  ทำไปโดยไม่คำนึงถึงคำแนะนำจากพระคัมภีร์  ไม่มีการแจกพระ-  สาดัม  (อาหารทิพย์)  ไม่มีการสวดบทมนต์พระเวท  ไม่ทำบุญให้นักบวช  และ  ไม่มีความศรัทธา  พิจารณาว่าอยู่ในระดับอวิชชา

คำอธิบาย

ศรัทธาในระดับความมืดหรืออวิชชา  อันที่จริงไม่มีศรัทธา  บางครั้งผู้คนบูชา  เทวดาบางองค์เพียงเพื่อหาเงิน  และใช้เงินนั้นไปเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ  โดยไม่สนใจ  กับคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  พิธีกรรมทางศาสนาที่แสดงออกมาเช่นนี้ไม่ยอมรับว่ามี  ความจริงใจ  พวกเขาทั้งหมดอยู่ในระดับความมืด  ผลิตแนวคิดมารออกมา  และไม่เป็น  ประโยชน์ต่อสังคมมนุษย์

โศลก 14 (17.14)

เดวะ-ดวิจะ-กุรุ-พรากยะ-
พูจะนัม โชชัม อารจะวัม

บระฮมะชารยัม อฮิมสา ชะ
ชารีรัม ทะพะ อุชยะเท

เดวะ  -  ขององค์ภควาน, ดวิจะ  -  พราหมณ์, กุรุ  -  พระอาจารย์ทิพย์, พรากยะ  -  และบุคคล ผู้ควรบูชา, พูจะนัม  -  บูชา, โชชัม  -  ความสะอาด, อารจะวัม  -  ความเรียบง่าย, บระฮมะ ชารยัม  -  พรหมจรรย์, อฮิมสา  -  ไม่เบียดเบียน, ชะ  -  เช่นกัน, ชารีรัม  -  เกี่ยวกับร่างกาย, ทะพะฮ-สมถะ, อุชยะเท  -  กล่าวว่าเป็น

คำแปล

ความสมถะของร่างกายประกอบด้วยการบูชาองค์ภควาน  บูชาพราหมณ์  บูชา  พระอาจารย์ทิพย์  และบูชาบุพการี  เช่น  บิดา  มารดา  มีความสะอาด  เรียบง่าย  ถือพรหมจรรย์  และไม่เบียดเบียน

คำอธิบาย

ณ  ที่นี้  องค์ภควานทรงอธิบายถึงความสมถะและการบำเพ็ญเพียรต่าง  ๆ  ข้อ  แรกทรงอธิบายถึงการปฏิบัติสมถะและการบำเพ็ญเพียรของร่างกายว่า  เราควรถวาย  หรือเรียนรู้ในการถวายความเคารพต่อองค์ภควาน  หรือต่อเทวดา  พราหมณ์ผู้ทรง  คุณวุฒิที่สมบูรณ์  และพระอาจารย์ทิพย์  พร้อมทั้งบุพการี  เช่น  บิดา  มารดา  หรือบุคคลผู้  เชี่ยวชาญในความรู้พระเวท  บุคคลเหล่านี้ควรได้รับความเคารพอย่างเหมาะสม  เราควร  ปฏิบัติทำความสะอาดตนเองทั้งภายนอกและภายใน  และควรเรียนรู้ให้เป็นคนที่มีความ  ประพฤติเรียบง่าย  ไม่ควรทำในสิ่งที่คำสอนของพระคัมภีร์ไม่อนุญาต  และไม่ควรปล่อย  อารมณ์ไปในเพศสัมพันธ์ที่นอกเหนือไปจากชีวิตสมรส  เนื่องจากพระคัมภีร์อนุญาตเพศ  สัมพันธ์ให้เฉพาะคู่สมรสเท่านั้น  เช่นนี้เรียกว่าถือพรหมจรรย์  สิ่งเหล่านี้คือการบำเพ็ญ  เพียรและความสมถะสำหรับร่างกาย

โศลก 15 (17.15)

อนุดเวกะ-คะรัม วาคยัม
สัทยัม พริยะ-ฮิทัม ชะ ยัท

สวาดฺยายาบฺยะสะนัม ไชวะ
วาง-มะยัม ทะพะ อุชยะเท

อนุดเวกะ-คะรัม  -  ไม่เร่าร้อน, วาคยัม  -  คำพูด, สัทยัม  -  สัจจะ, พริยะ  -  รัก, ฮิทัม  -  เป็น ประโยชน์, ชะ  -  เช่นกัน, ยัท  -  ซึ่ง, สวาดฺยายะ  -  ของการศึกษาพระเวท, อับฺยะสะนัม  -  ปฏิบัติ, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, วาค-มะยัม  -  ของเสียง, ทะพะฮ  -  ความสมถะ, อุชยะ เท  -  กล่าวว่าเป็น

คำแปล

ความสมถะในการพูดประกอบด้วยคำพูดที่เป็นสัจจะ  รื่นหู  เป็นประโยชน์  ไม่  ทำให้ผู้อื่นเร่าร้อน  และท่องวรรณกรรมพระเวทสม่ำเสมอ

คำอธิบาย

เราไม่ควรพูดสิ่งที่จะทำให้จิตใจของผู้อื่นเร่าร้อน  แน่นอนว่าเมื่อครูพูด  ท่าน  สามารถพูดความจริงเพื่อสั่งสอนศิษย์  แต่ครูไม่ควรพูดกับผู้ที่ไม่ใช่ศิษย์ของตน  หากจะ  ทำให้จิตใจของพวกเขาเร่าร้อน  นี่คือการบำเพ็ญเพียรในการพูด  นอกจากนั้นเราไม่ควร  พูดสิ่งที่ไร้สาระ  วิธีการพูดในสังคมทิพย์คือพูดสิ่งที่พระคัมภีร์สนับสนุน  เราควรอ้างอิง  พระคัมภีร์ที่เชื่อถือได้ในทันทีเพื่อสนับสนุนสิ่งที่ได้พูดไปในขณะเดียวกัน  การสนทนา  ควรให้เป็นที่รื่นหู  จากการสนทนากันเช่นนี้  เราอาจได้รับผลประโยชน์สูงสุด  และจะช่วย  พัฒนาสังคมมนุษย์  มีวรรณกรรมพระเวทมากมายมหาศาลที่ควรศึกษา  เช่นนี้  เรียก  ว่าการบำเพ็ญเพียรในการพูด

โศลก 16 (17.16)

มะนะฮ-พระสาดะฮ สะอุมยัทวัม
โมนัม อาทมะ-วินิกระฮะฮ

บฺาวะ-สัมชุดดิฺร อิทิ เอทัท
ทะโพ มานะสัม อุชยะเท

มะนะฮ-พระสาดะฮ  -  ความพึงพอใจของจิต, สะอุมยัทวัม  -  ไม่ตีสองหน้ากับผู้อื่น, โมนัม  -  ความจริงจัง, อาทมะ  -  ของตัวเขา, วินิกระฮะฮ  -  ควบคุม, บฺาวะ  -  ธรรมชาติของตน, สัม- ชุดดิฺฮ  -  ความบริสุทธิ์, อิทิ  -  ดังนั้น, เอทัท  -  นี้, ทะพะฮ  -  ความสมถะ, มานะสัม  -  ของจิต, อุชยะเท  -  กล่าวว่าเป็น

คำแปล

มีความพึงพอใจ  เรียบง่าย  จริงจัง  ควบคุมตนเองได้  และมีความบริสุทธิ์ในชีวิต  ความเป็นอยู่  เป็นความสมถะของจิตใจ

คำอธิบาย

การทำให้จิตใจมีความสมถะ  คือ  ไม่ให้จิตใจไปยึดติดกับการสนองประสาท  สัมผัส  จิตใจควรได้รับการฝึกฝนจนสามารถคิดถึงการทำดีต่อผู้อื่นอยู่เสมอ  วิธีการ  ฝึกฝนจิตใจที่ดีที่สุดคือ  มีความจริงจังในความคิด  ไม่ควรเบี่ยงเบนจากคริชณะจิตสำนึก  และต้องหลีกเลี่ยงการสนองประสาทสัมผัสอยู่เสมอ  การทำให้ธรรมชาติของตนเอง  บริสุทธิ์คือมีคริชณะจิตสำนึก  ความพึงพอใจของจิตบรรลุได้ด้วยเพียงแต่นำจิตใจออก  ห่างจากความคิดเพื่อรื่นรมย์ทางประสาทสัมผัส  หากเราคิดถึงแต่ความรื่นรมย์ทาง  ประสาทสัมผัสมากเท่าไร  จิตใจก็จะไม่มีความพึงพอใจมากเท่านั้น  ในยุคปัจจุบัน  เราใช้  จิตใจไปในหลาย  ๆ  ทางเพื่อสนองประสาทสัมผัสโดยไม่จำเป็น  จึงเป็นไปไม่ได้ที่จิตใจจะ  มีความพึงพอใจ  วิธีที่ดีที่สุดคือหันเหจิตใจมาที่คัมภีร์พระเวทซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่า  พึงพอใจ  ใน  พุราณะ  และ  มะฮาบฺาระทะ  เราจะได้รับประโยชน์จากความรู้นี้และกลายมา  เป็นผู้บริสุทธิ์  จิตใจควรหลีกเลี่ยงการตีสองหน้า  และควรคิดถึงประโยชน์สุขของสรรพ  สัตว์  ความนิ่งเงียบหมายความว่าเราคิดถึงความรู้แจ้งแห่งตนเสมอ  บุคคลในคริชณะ  จิตสำนึกถือปฏิบัติความนิ่งเงียบอย่างสมบูรณ์ด้วยเหตุผลนี้  การควบคุมจิตใจหมายถึง  ไม่ให้จิตใจยึดติดอยู่กับความรื่นเริงทางประสาทสัมผัส  เราควรเป็นคนตรงไปตรงมาใน  การสัมพันธ์กับผู้อื่น  และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่บริสุทธิ์  คุณสมบัติทั้งหลายเหล่านี้รวม  กันเป็นองค์ประกอบแห่งความสมถะทางจิตใจ

โศลก 17 (17.17)

ชรัดดฺะยา พะระยา ทัพทัม
ทะพัส ทัท ทริ-วิดัฺม นะไรฮ

อพฺะลาคางคชิบิฺร ยุคไทฮ
สาททวิคัม พะริชัคชะเท

ชรัดดฺะยา  -  ด้วยความศรัทธา, พะระยา  -  ทิพย์, ทัพทัม  -  ปฏิบัติ, ทะพะฮ  -  ความสมถะ, ทัท  -  นั้น, ทริ  -  วิดัฺม  -  ของสามประเภท, นะไรฮ  -  โดยมนุษย์, อพฺะละ-อาคางคชิบิฺฮ  -  ผู้ไม่ ปรารถนาผลประโยชน์, ยุคไทฮ  -  ปฏิบัติ, สาททวิคัม  -  ในระดับความดี, พะริชัคชะเท  -  เรียกว่า

คำแปล

ความสมถะทั้งสามส่วนนี้  มนุษย์ผู้ไม่หวังผลประโยชน์ทางวัตถุ  ปฏิบัติด้วยความ  ศรัทธาในวิถีทิพย์  และปฏิบัติไปเพื่อองค์ภควานเท่านั้น  เช่นนี้เรียกว่าความ  สมถะในระดับความดี

โศลก 18 (17.18)

สัทคาระ-มานะ-พูจารทัฺม
ทะโพ ดัมเบฺนะ ไชวะ ยัท

คริยะเท ทัด อิฮะ โพรคทัม
ราจะสัม ชะลัม อัดฺรุวัม

สัท-คาระ  -  เคารพ, มานะ  -  เกียรติยศ, พูจา  -  และบูชา, อารทัฺม  -  เพื่อ, ทะพะฮ  -  ความ สมถะ, ดัมเบฺนะ  -  ด้วยความยโส, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, ยัท  -  ซึ่ง, คริยะเท  -  ปฏิบัติ, ทัท  -  นั้น, อิฮะ  -  ในโลกนี้, โพรคทัม  -  กล่าวว่า, ราจะสัม  -  ในระดับตัณหา, ชะลัม  -  ชั่ววูบ เดียว, อัดฺรุวัม  -  ไม่ถาวร

คำแปล

การบำเพ็ญเพียรที่ทำด้วยความยโส  ทำไปเพื่อให้ได้รับการเคารพบูชา  และ  เกียรติยศชื่อเสียง  กล่าวว่าอยู่ในระดับตัณหาจึงไม่ยั่งยืนถาวร

คำอธิบาย

บางครั้งการบำเพ็ญเพียรและความสมถะปฏิบัติไปเพื่อเรียกความสนใจจาก  ผู้อื่นทำให้ตนเองได้รับเกียรติยศ  ความเคารพ  และบูชา  บุคคลในระดับตัณหาจะตระ  เตรียมเพื่อให้บริวารมากราบไหว้บูชา  ถวายทรัพย์สินเงินทองพร้อมทั้งล้างเท้าให้  ผู้  บำเพ็ญเพียรที่เตรียมการอันผิดธรรมชาติเช่นนี้  พิจารณาว่าอยู่ในระดับตัณหา  ผลที่ได้  รับจะไม่ถาวร  อาจทำต่อเนื่องได้ช่วงเวลาหนึ่ง  แต่จะไม่ยั่งยืน

โศลก 19 (17.19)

มูดฺะ-กราเฮณาทมะโน ยัท
พีดะยา คริยะเท ทะพะฮ

พะรัสโยทสาดะนารทัฺม วา
ทัท ทามะสัม อุดาฮริทัม

มูดฺะ  -  โง่, กราเฮณะ  -  ด้วยความพยายาม, อาทมะนะฮ  -  ของตัวเขา, ยัท  -  ซึ่ง, พีดะยา  -  ด้วยการทรมาน, คริยะเท  -  ปฏิบัติ, ทะพะฮ  -  การบำเพ็ญเพียร, พะรัสยะ  -  ผู้อื่น, อุทสา ดะนะ-อารทัฺม  -  เพื่อสร้างความหายนะ, วา  -  หรือ, ทัท  -  นั้น, ทามะสัม  -  ในระดับความมืด, อุดาฮริทัม  -  กล่าวว่าเป็น

คำแปล

การบำเพ็ญเพียรทำไปด้วยความโง่  ด้วยการทรมานตนเอง  มุ่งเพื่อทำลาย  หรือ  ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ  กล่าวว่าอยู่ในระดับอวิชชา

คำอธิบาย

มีตัวอย่างของการบำเพ็ญเพียรอย่างโง่เขลาที่เหล่ามารปฏิบัติ  เช่น  ฮิรัณยะ  คะชิพุ  ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัดเพื่อให้กลายมาเป็นผู้อยู่ยงคงกระพัน  และสามารถ  สังหารเทวดา  เขาสวดภาวนาต่อพระพรหมเพื่อสิ่งเหล่านี้  แต่ในที่สุดตนเองได้ถูกองค์  ภควานสังหาร  การบำเพ็ญเพียรเพื่อบางสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  แน่นอนว่าอยู่ในระดับอวิชชา

โศลก 20 (17.20)

ดาทัพยัม อิทิ ยัด ดานัม
ดียะเท ่นุพะคาริเณ

เดเช คาเล ชะ พาเทร ชะ
ทัด ดานัม สาททวิคัม สมริทัม

ดาทัพยัม  -  มีคุณค่าในการให้, อิทิ  -  ดังนั้น, ยัท  -  ซึ่ง, ดานัม  -  การให้ทาน, ดียะเท  -  ให้, อนุพะคาริเณ  -  ไม่คำนึงถึงสิ่งตอบแทน, เดเช  -  ในสถานที่เหมาะสม, คาเล  -  เวลาที่เหมาะ สม, ชะ  -  เช่นกัน, พาเทร  -  แก่บุคคลผู้เหมาะสม, ชะ  -  และ, ทัท  -  นั้น, ดานัม  -  การให้ทาน, สาททวิคัม  -  ในระดับความดี, สมริทัม  -  พิจารณา

คำแปล

การให้ทานที่ทำไปตามหน้าที่  โดยไม่หวังผลตอบแทน  ถูกกาลเทสะ  และให้แก่  บุคคลผู้ควรค่า  พิจารณาว่าอยู่ในระดับความดี

คำอธิบาย

ในวรรณกรรมพระเวท  แนะนำให้บริจาคทานแก่บุคคลที่ปฏิบัติกิจกรรม  ทิพย์  ไม่แนะนำให้บริจาคทานโดยขาดวิจารณญาณ  ความสมบูรณ์ในวิถีทิพย์ต้องใช้  วิจารณญาณเสมอ  ดังนั้น  ได้แนะนำให้บริจาคทาน  ณ  สถานที่เคารพทางศาสนา  และ  ในช่วงจันทรคราส  สุริยคราส  ตอนปลายเดือน  ให้แก่พราหมณ์หรือ  ไวชณะวะ  (สาวก)  ผู้ทรงคุณวุฒิ  หรือในวัด  การให้ทานเช่นนี้ควรให้โดยไม่หวังผลตอบแทน  การให้ทาน  แก่คนจนบางครั้งให้ไปด้วยความเมตตา  แต่หากคนจนไม่ควรค่าให้ทานไปก็ไม่ทำให้  เจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์  อีกนัยหนึ่ง  การให้ทานโดยขาดวิจารณญาณไม่แนะนำไว้ใน  วรรณกรรมพระเวท

โศลก 21 (17.21)

ยัท ทุ พรัทยุพะคารารทัฺม
พฺะลัม อุดดิชยะ วา พุนะฮ

ดียะเท ชะ พะริคลิชทัม
ทัด ดานัม ราจะสัม สมริทัม

ยัท  -  ซึ่ง, ทุ  -  แต่, พระทิ  -  อุพะคาระ-อารทัฺม  -  เพื่อได้รับสิ่งตอบแทน, พฺะลัม  -  ผล, อุดดิ ชยะ  -  ปรารถนา, วา  -  หรือ, พุนะฮ  -  อีกครั้งหนึ่ง, ดียะเท  -  ให้, ชะ  -  เช่นกัน, พะริคลิชทัม  -  ไม่เต็มใจ, ทัท  -  นั้น, ดานัม  -  การให้ทาน, ราจะสัม  -  ในระดับตัณหา, สมริทัม  -  เข้าใจว่าเป็น

คำแปล

แต่การให้ทานที่ให้ไปเพื่อหวังผลตอบแทนบางอย่าง  หรือปรารถนาผลประโยชน์  ทางวัตถุ  หรือให้ด้วยอารมณ์ที่ไม่เต็มใจ  กล่าวว่าเป็นการให้ทานในระดับตัณหา

คำอธิบาย

การให้ทานบางครั้งทำไปเพื่อพัฒนาไปสู่อาณาจักรสวรรค์  บางครั้งมีปัญหา  มากมายและรู้สึกเสียใจภายหลังว่า  “ทำไมฉันต้องจ่ายเงินมากมายเพียงนี้?”  การให้  ทานบางครั้งให้ไปภายใต้พันธกรณีที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้อาวุโสขอร้อง  การให้ทานเช่นนี้  กล่าวว่าอยู่ในระดับตัณหา

มีมูลนิธิการกุศลมากมายที่ให้ของขวัญแก่สถาบันซึ่งมีการสนองประสาท  สัมผัสดำเนินอยู่  การให้ทานเช่นนี้คัมภีร์พระเวทไม่แนะนำ  คัมภีร์พระเวทแนะนำการให้  ทานเฉพาะในระดับความดีเท่านั้น

โศลก 22 (17.22)

อเดชะ-คาเล ยัด ดานัม
อพเทรบฺยัช ชะ ดียะเท

อสัท-คริทัม อวะกยาทัม
ทัท ทามะสัม อุดาฮริทัม

อเดชะ  -  ณ สถานที่ไม่บริสุทธิ์, คาเล  -  และเวลาที่ไม่บริสุทธิ์, ยัท  -  นั้นซึ่ง, ดานัม  -  การให้ ทาน, อพาเทรบฺยะฮ  -  แก่บุคคลไม่ควรค่า, ชะ  -  เช่นกัน, ดียะเท  -  ให้, อสัท-คริทัม  -  ไม่มี ความเคารพ, อวะกยาทัม  -  ไม่เอาใจใส่อย่างเหมาะสม, ทัท  -  นั้น, ทามะสัม  -  ในระดับ ความมืด, อุดาฮริทัม  -  กล่าวว่าเป็น

คำแปล

และการให้ทานแก่สถานที่ที่ไม่บริสุทธิ์  ในเวลาที่ไม่เหมาะสม  ให้แก่บุคคลที่ไม่ควร  ค่า  หรือไม่เอาใจใส่  และไม่แสดงความเคารพอย่างเหมาะสม  กล่าวว่าอยู่ในระดับ  อวิชชา

คำอธิบาย

การบริจาคเพื่อจุดประสงค์ในสิ่งเสพติดและการพนันไม่ส่งเสริม  ณ  ที่นี้  การ  บริจาคเช่นนั้นอยู่ในระดับอวิชชา  การให้ทานเช่นนี้ไม่เป็นประโยชน์  แต่ไปส่งเสริมคน  ทำบาป  ในทำนองเดียวกัน  หากให้ทานแก่บุคคลที่เหมาะสม  แต่ไม่มีความเคารพ  และไม่  เอาใจใส่  การให้ทานเช่นนั้นก็กล่าวไว้ว่าอยู่ในระดับแห่งความมืด

โศลก 23 (17.23)

โอม ทัท สัด อิทิ นิรเดโช
บระฮมะณัส ทริ-วิดฺะฮ สมริทะฮ

บราฮมะณาส เทนะ เวดาช ชะ
ยะกยาช ชะ วิฮิทาฮ พุรา

โอม  -  แสดงถึงองค์ภควาน, ทัท  -  นั้น, สัท  -  อมตะ, อิทิ  -  ดังนั้น, นิรเดชะฮ  -  แสดง, บระฮมะณะฮ  -  ขององค์ภควาน, ทริ-วิดฺะฮ  -  สามคำรพ, สมริทะฮ  -  พิจารณาว่า, บราฮมะณาฮ  -  พราหมณ์, เทนะ  -  ด้วยสิ่งนั้น, เวดาฮ  -  วรรณกรรมพระเวท, ชะ  -  เช่นกัน, ยะกยาฮ  -  การบูชา, ชะ  -  เช่นกัน, วิฮิทาฮ  -  ใช้, พุรา  -  ในอดีต

คำแปล

จากจุดเริ่มต้นแห่งการสร้างได้ใช้คำสามคำ  โอม  ทัท  สัท  แสดงถึงสัจธรรมที่  สมบูรณ์สูงสุด  สามคำนี้เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนที่พราหมณ์ใช้ขณะสวดภาวนาบท  มนต์พระเวท  และระหว่างพิธีบูชา  เพื่อให้องค์ภควานทรงพอพระทัย

คำอธิบาย

ได้อธิบายว่าการบำเพ็ญเพียร  พิธีบูชา  การให้ทาน  และอาหาร  แบ่งออกเป็น  สามระดับคือ  ระดับความดี  ตัณหา  และอวิชชา  ไม่ว่าจะเป็นชั้นหนึ่ง  ชั้นสอง  หรือชั้นสาม  ทั้งหมดอยู่ในสภาวะที่มีมลทินด้วยระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  แต่เมื่อมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่  องค์ภควาน  โอม  ทัท  สัท  หรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้ทรงเป็นอมตะ  สิ่งเหล่านี้  กลายมาเป็นหนทางเพื่อความเจริญในวิถีทิพย์  ในคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  จุดมุ่งหมาย  นี้ได้แสดงไว้  โดยเฉพาะ  โอม  ทัท  สัท  สามคำนี้  แสดงถึงสัจธรรมหรือองค์ภควาน  เราจะ  พบคำว่า  โอม  ในบทมนต์พระเวทเสมอ

ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์จะไม่บรรลุถึงสัจธรรม  เขาจะได้รับ  ผลชั่วคราวแต่ไม่ใช่จุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต  ข้อสรุปคือ  การให้ทาน  พิธีบูชาและการ  บำเพ็ญเพียร  ต้องกระทำในระดับความดี  หากทำในระดับตัณหาหรืออวิชชาแน่นอนว่า  คุณภาพจะต่ำกว่า  คำสามคำ  โอม  ทัท  สัท  เปล่งออกมาร่วมกับพระนามอันศักดิ์สิทธิ์  ขององค์ภควาน  ตัวอย่างเช่น  โอม  ทัท  วิชโณฮ  เมื่อใดที่บทมนต์พระเวทหรือพระนาม  อันศักดิ์สิทธิ์ถูกเปล่งออกมาจะรวมคำว่า  โอม  เข้าไปด้วย  ซึ่งวรรณกรรมพระเวทได้  แสดงไว้  สามคำนี้นำมาจากบทมนต์พระเวท  โอม  อิทิ  เอทัด  บระฮมะโณ  เนดิชทัฺม  นามะ  (ริกเวดะ)  แสดงถึงจุดมุ่งหมายแรก  จากนั้น  ทัท  ทวัม  อสิ  (ชฺานโดกยะ  อุพะนิชัด  6.8.7)  แสดงถึงจุดมุ่งหมายที่สอง  และ  สัด  เอวะ  สะอุมยะ  (ชฺานโดกยะ  อุพะนิชัด  6.2.1)  แสดง  ถึงจุดมุ่งหมายที่สาม  เมื่อรวมกันกลายมาเป็น  โอม  ทัท  สัท  ในอดีต  เมื่อพระพรหมชีวิต  แรกที่ถูกสร้างขึ้นมา  ทรงทำพิธีบูชา  และทรงแสดงถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าด้วย  สามคำนี้  ฉะนั้นหลักการเดียวกันนี้  พะรัมพะรา  ปฏิบัติตามเสมอมา  ดังนั้น  บทมนต์นี้  มีความสำคัญอันยิ่งใหญ่  ภควัต-คีตา  แนะนำว่างานใดที่กระทำควรทำไปเพื่อ  โอม  ทัท  สัท  หรือเพื่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เมื่อบำเพ็ญเพียร  ให้ทาน  และประกอบพิธี  บูชาด้วยสามคำนี้เท่ากับปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก  คริชณะจิตสำนึกเป็นการปฏิบัติเชิง  วิทยาศาสตร์ในกิจกรรมทิพย์  ซึ่งสามารถนำเราให้กลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์ภควาน  การ  ปฏิบัติในวิถีทิพย์เช่นนี้จะไม่มีการสูญเสียพลังงานไป

โศลก 24 (17.24)

ทัสมาด โอม อิทิ อุดาฮริทยะ
ยะกยะ-ดานะ-ทะพะฮ-คริยาฮ

พระวารทันเท วิดฺาโนคทาฮ
สะทะทัม บระฮมะ-วาดินาม

ทัสมาท  -  ดังนั้น, โอม  -  เริ่มต้นด้วย โอม, อิทิ  -  ดังนั้น, อุดาฮริทยะ  -  แสดง, ยะกยะ  -  ของ การบูชา, ดานะ  -  การให้ทาน, ทะพะฮ  -  การบำเพ็ญเพียร, คริยาฮ  -  ปฏิบัติ, พระวารทัน เท  -  เริ่มต้น, วิดฺานะ-อุคทาฮ  -  ตามกฎเกณฑ์พระคัมภีร์, สะทะทัม  -  เสมอ, บระฮมะ- วาดินาม  -  นักทิพย์นิยม

คำแปล

ดังนั้นนักทิพย์นิยมปฏิบัติพิธีบู่ชา  ให้ทาน  และบำเพ็ญเพียรตามกฎเกณฑ์ของ  พระคัมภีร์ซึ่งเริ่มต้นด้วยคำว่า  “โอม”  เสมอ  เพื่อบรรลุถึงองค์ภควาน

คำอธิบาย

โอม  ทัด  วิชโนฮ  พะระมัม  พะดัม  (ริก  เวดะ  1.22.20)  พระบาทรูปดอกบัวของ  องค์วิชณุทรงเป็นระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละที่สูงสุด  ผู้ที่ปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าแน่นอนว่ากิจกรรมของเขาทั้งหมดสมบูรณ์

โศลก 25 (17.25)

ทัด อิทิ อนะบิฺสันดฺายะ
พฺะลัม ยะกยะ-ทะพะฮ-คริยาฮ

ดานะ-คริยาช ชะ วิวิดฺาฮ
คริยันเท โมคชะ-คางคชิบิฺฮ

ทัท  -  นั้น, อิทิ  -  ดังนั้น, อนะบิฺสันดฺายะ  -  ไม่ปรารถนา, พฺะลัม  -  ผลทางวัตถุ, ยะกยะ  -  แห่ง การบูชา, ทะพะฮ  -  และการบำเพ็ญเพียร, คริยาฮ  -  กิจกรรม, ดานะ  -  ของการให้ทาน, คริยาฮ  -  กิจกรรม, ชะ  -  เช่นกัน, วิวิดฺาฮ  -  ต่าง ๆ, คริยันเท  -  ปฏิบัติไป, โมคชะ  -  คางคชิบิฺฮ  -  โดยพวกที่ปรารถนาความหลุดพ้นอย่างแท้จริง

คำแปล

โดยไม่ปรารถนาผลประโยชน์ทางวัตถุ  เขาควรปฏิบัติพิธีบูชา  บำเพ็ญเพียร  และ  ให้ทานต่าง  ๆ  ด้วยคำว่า  ‘ทัท’  จุดมุ่งหมายของกิจกรรมทิพย์เหล่านี้ก็เพื่อให้เป็น  อิสระจากพันธนาการทางวัตถุ

คำอธิบาย

เพื่อพัฒนาไปสู่สถานภาพทิพย์  เราไม่ควรปฏิบัติเพื่อผลกำไรทางวัตถุใด  ๆ  แต่ควรทำไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดในการย้ายไปยังอาณาจักรทิพย์  คืนสู่เหย้าคืนสู่องค์  ภควาน

โศลก 26-27 (17.26-27)

สัด-บฺาเว สาดํุ-บฺาเว ชะ
สัด อิทิ เอทัท พระยุจยะเท

พระชัสเท คารมะณิ ทะทฺา
สัช-ชัฺบดะฮ พารทะ ยุจยะเท
ยะกเย ทะพิสิ ดาเน ชะ
สทิฺทิฮ สัด อิทิ โชชยะเท

คารมะ ไชวะ ทัด-อารทีฺยัม
สัด อิทิ เอวาบิฺดีฺยะเท

สัท-บฺาเว  -  ในความรู้สึกแห่งธรรมชาติขององค์ภควาน, สาดํุ-บฺาเว  -  ในความรู้สึกแห่ง ธรรมชาติของสาวก, ชะ  -  เช่นกัน, สัท  -  คำว่าสัท, อิทิ  -  ดังนั้น, เอทัท  -  นี้, พระยุจยะเท  -  ใช้ พระชัสเท  -  ในความจริงใจ, คารมะณิ  -  กิจกรรม, ทะทฺา  -  เช่นกัน, สัท-ชับดะฮ  -  เสียง สัท, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, ยุจยะเท  -  ใช้, ยะกเย  -  ในการบูชา, ทะพะสิ  -  ใน การบำเพ็ญเพียร, ดาเน  -  ในการให้ทาน, ชะ  -  เช่นกัน, สทิฺทิฮ  -  สถานการณ์, สัท  -  องค์ ภควาน, อิทิ  -  ดังนั้น, ชะ  -  และ, อุชยะเท  -  ออกเสียง, คารมะ  -  งาน, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, ทัท  -  เพื่อสิ่งนั้น, อารทีฺยัม  -  หมายความว่า, สัท  -  องค์ภควาน, อิทิ  -  ดังนั้น, เอวะ  -  แน่นอน อบิฺดีฺยะเท  -  แสดง

คำแปล

สัจธรรมที่สมบูรณ์คือจุดมุ่งหมายของพิธีบูชาด้วยการอุทิศตนเสียสละ  และ  แสดงด้วยคำว่า  สัท  ผู้ปฏิบัติพิธีบูชาเช่นนี้เรียกว่า  สัท  เช่นกัน  เหมือนกับงาน  ทั้งหมดในพิธีบูชา  การบำเพ็ญเพียร  และการให้ทาน  ซึ่งเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์  โดยแท้จริง  ปฏิบัติไปเพื่อให้องค์ภควานทรงพอพระทัย  โอ้  โอรสพระนางพริทฺา

คำอธิบาย

คำว่า  พระชัสเท  คารมะณิ  หรือ  “หน้าที่ที่กำหนดไว้”  แสดงว่ามีกิจกรรม  หลายอย่างที่อธิบายไว้ในวรรณกรรมพระเวทซึ่งเป็นวิธีการเพื่อความบริสุทธิ์  เริ่มจาก  จุดปฏิสนธิจนถึงจุดจบของชีวิต  วิธีการเพื่อความบริสุทธิ์เหล่านี้ได้แนะนำให้กล่าวคำ  ว่า  โอม  ทัท  สัท  คำว่า  สัด-บฺาเว  และ  สาดํุ-บฺาเว  แสดงถึงสถานภาพทิพย์  การปฏิบัติ  ในคริชณะจิตสำนึกเรียกว่า  สัททวะ  ผู้ที่รู้สำนึกอย่างสมบูรณ์ในกิจกรรมแห่งคริชณะ  จิตสำนึกเรียกว่า  สาดํุ  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  (3.25.25)  กล่าวไว้ว่า  เรื่องราวทิพย์จะ  กระจ่างขึ้นในการมาคบหาสมาคมกับสาวก  คำที่ใช้คือ  สะทาม  พระสังกาท  ปราศจาก  การคบหากัลยาณมิตร  เราไม่สามารถบรรลุถึงความรู้ทิพย์ได้  เมื่อบุคคลได้รับการ  อุปสมบทหรือได้รับสายมงคลจะเปล่งคำว่า  โอม  ทัท  สัท  ในทำนองเดียวกันการปฏิบัติ  ยะกยะ  ทั้งหมด  จุดมุ่งหมายคือองค์ภควาน  โอม  ทัท  สัท  คำว่า  ทัด-อารทีฺยัม  ยัง  หมายถึงถวายการรับใช้ต่อทุกสิ่งซึ่งเป็นผู้แทนขององค์ภควาน  รวมทั้งการบริการรับ  ใช้  เช่น  การปรุงอาหาร  ช่วยงานในวัดของพระองค์  หรืองานใด  ๆ  ที่เผยแพร่พระบารมี  ของพระองค์  ดังนั้น  คำสูงสุด  โอม  ทัท  สัท  ใช้ในหลาย  ๆ  ทางเพื่อให้กิจกรรมทั้งหลาย  สมบูรณ์  และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างบริบูรณ์

โศลก 28 (17.28)

อัชรัดดฺะยา ฮุทัม ดัททัม
ทะพัส ทัพทัม คริทัม ชะ ยัท

อสัด อิทิ อุชยะเท พารทฺะ
นะ ชะ ทัท เพรทยะ โน อิฮะ

อชรัดดฺะยา  -  ไม่มีศรัทธา, ฮุทัม  -  ถวายในการบูชา, ดัททัม  -  ให้, ทะพะฮ  -  การบำเพ็ญ เพียร, ทัพทัม  -  จัดการ, คริทัม  -  ปฏิบัติ, ชะ  -  เช่นกัน, ยัท  -  ซึ่ง, อสัท  -  ผิด, อิทิ  -  ดังนั้น, อุชยะเท  -  กล่าวว่าเป็น, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, นะ  -  ไม่เคย, ชะ  -  เช่นกัน, ทัท  -  นั้น, เพรทยะ  -  หลังจากตายไป, นะ อุ-ไม่, อิฮะ  -  ในชาตินี้

คำแปล

สิ่งใดที่กระทำไปเพื่อบูชา  ให้ทาน  หรือบำเพ็ญเพียร  โดยปราศจากความศรัทธา  ในองค์ภควาน  โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  จะไม่ถาวร  เรียกว่า  ‘อสัท’  และไม่มี  ประโยชน์ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

คำอธิบาย

สิ่งใดที่กระทำไปโดยไม่มีจุดมุ่งหมายทิพย์ไม่ว่าจะเป็นการบูชา  การให้ทาน  หรือการบำเพ็ญเพียร  จะไร้ประโยชน์  ดังนั้น  โศลกนี้กล่าวว่ากิจกรรมเหล่านี้น่ารังเกียจ  ทุกสิ่งทุกอย่างควรทำเพื่อองค์ภควานในคริชณะจิตสำนึก  ปราศจากความศรัทธาเช่นนี้  และปราศจากคำแนะนำที่ถูกต้องจะไม่ได้รับผลประโยชน์อันใด  คัมภีร์พระเวททั้งหมด  แนะนำความศรัทธาแห่งองค์ภควาน  ในการค้นหาคำสั่งสอนของพระเวททั้งหมด  จุดมุ่ง  หมายสูงสุดคือการเข้าใจคริชณะ  ไม่มีผู้ใดสามารถประสบความสำเร็จได้โดยไม่ปฏิบัติ  ตามหลักการนี้  ฉะนั้น  วิธีที่ดีที่สุดคือ  ทำงานจากจุดเริ่มต้นในคริชณะจิตสำนึกภายใต้  การนำของพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  นั่นคือวิธีการที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างประสบ  ความสำเร็จ

ในพันธสภาวะ  ผู้คนหลงติดอยู่กับการบูชาเทวดา  บูชาภูตผีหรือ  ยัคชะ  เช่น  คุเวระ  ระดับความดีดีกว่าระดับตัณหาและอวิชชา  แต่ผู้ปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกโดยตรง  เป็นทิพย์  เหนือสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุทั้งหมด  ถึงแม้ว่าจะมีวิธีการค่อย  ๆ  พัฒนา  การคบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์และปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกโดยตรงเป็นวิธีที่ดี  ที่สุดซึ่งแนะนำไว้ในบทนี้  เพื่อให้ประสบความสำเร็จเช่นนี้  ก่อนอื่นเราต้องแสวงหาพระ  อาจารย์ทิพย์ที่ดีและได้รับการฝึกฝนภายใต้การแนะนำของท่าน  เราจึงจะสามารถบรรลุ  ถึงความศรัทธาในองค์ภควาน  เมื่อความศรัทธานั้นแกร่งกล้าขึ้นตามกาลเวลา  จนมาถึง  จุดที่เรียกว่าความรักแห่งองค์ภควาน  ความรักนี้คือจุดมุ่งหมายสูงสุดของสิ่งมีชีวิต  ดัง  นั้น  เราควรปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกโดยตรง  นั่นคือสาส์นของบทที่สิบเจ็ดนี้

ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดยบัฺคธิเวดันธะ บทที่สิบเจ็ดของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทาในหัวข้อเรื่องระดับแห่งความศรัทธา

บทที่ สิบแปด

บทสรุปความสมบูรณ์
แห่งการเสียสละ

โศลก 1 (18.1)

อารจุนะ อุวาชะ
สันนยาสัสยะ มะฮา-บาโฮ
ทัททวัม อิชชฺามิ เวดิทุม

ทยากัสยะ ชะ ฮริชีเคชะ
พริทัฺค เคชิ-นิชูดะนะ

อารจุนะฮ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, สันนยาสัสยะ  -  ของการเสียสละ, มะฮา-บาโฮ  -  โอ้ นักรบผู้ยอดเยี่ยม, ทัททวัม  -  ความจริง, อิชชฺามิ  -  ข้าปรารถนา, เวดิทุม  -  เข้าใจ, ทยากัส ยะ  -  การเสีย สละ, ชะ  -  เช่นกัน, ฮริชีเคชะ  -  โอ้ เจ้าแห่งประสาทสัมผัส, พริทัฺค  -  แตกต่าง, เคชิ-นิชูดะนะ  -  โอ้ ผู้สังหารมารเคชี

คำแปล

อารจุนะตรัสว่า  โอ้  ยอดนักรบ  ข้าปรารถนาที่จะเข้าใจจุดมุ่งหมายแห่งการเสีย  สละ  (ทยากะ)  และชีวิตสละโลก  (สันนยาสะ)  โอ้  ผู้สังหารมารเคชี  โอ้  เจ้าแห่ง  ประสาทสัมผัส

คำอธิบาย

อันที่จริง  ภควัต-คีตา  จบลงในบทที่สิบเจ็ด  บทที่สิบแปดเป็นบทสรุปเสริม  ประเด็นต่าง  ๆ  ที่ได้กล่าวมาแล้ว  ทุกบทของ  ภควัต-คีตา  องค์ชรีคริชณะทรงเน้นการ  อุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อบุคลิกภาพสูงสุดว่าเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต  ประเด็น  เดียวกันนี้ได้สรุปไว้ในบทที่สิบแปดว่าเป็นวิถีทางแห่งความรู้ที่ลับที่สุด  หกบทแรกเน้น  ถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้  โยกินาม  อพิ  สารเวชาม  “ในบรรดาโยคีหรือนักทิพย์นิยม  ทั้งหลาย  ผู้ที่ระลึกถึงข้าอยู่ภายในใจเสมอ  ดีที่สุด”  หกบทต่อมาได้กล่าวถึงการอุทิศตน  เสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์พร้อมทั้งธรรมชาติและกิจกรรม  และหกบทสุดท้ายอธิบายถึง  ความรู้  การเสียสละ  กิจกรรมของธรรมชาติวัตถุและธรรมชาติทิพย์  และการอุทิศตน  เสียสละรับใช้  สรุปได้ว่า  การปฏิบัติทั้งหมดควรทำไปในความสัมพันธ์กับองค์ภควานที่  มีคำว่า  โอม  ทัท  สัท  เป็นผู้แทน  ซึ่งแสดงถึงพระวิชณุบุคลิกภาพสูงสุด  ส่วนที่สามของ  ภควัต-คีตา  ได้แสดงว่า  การอุทิศตนเสียสละรับใช้คือจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต  มิใช่  สิ่งอื่นใด  ได้สถาปนาเช่นนี้โดยอ้างถึง  อาชารยะ  ในอดีต  และ  บระฮมะ-สูทระ,  เวดาน  ธะ-สูทระ  พวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์บางกลุ่มพิจารณาว่าพวกตนมีความรู้ใน  เวดานธะ-  สูทระ  แต่เพียงผู้เดียว  อันที่จริง  เวดานธะ-สูทระ  หมายไว้เพื่อให้เข้าใจการอุทิศตนเสีย  สละรับใช้เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้รวบรวมและทรงเป็นผู้รู้  เวดานธะ-สูทระ  ซึ่งได้  อธิบายไว้ในบทที่สิบห้า  ในทุกคัมภีร์และในพระเวททุกเล่ม  การอุทิศตนเสียสละรับใช้คือ  วัตถุประสงค์  ประเด็นนี้ได้อธิบายไว้ใน  ภควัต-คีตา

ดังที่บทที่สองได้ประมวลเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมา  บทที่สิบแปดก็เช่นกันได้  สรุปถึงคำสั่งสอนทั้งหมดที่ให้ไว้  แสดงให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของชีวิตคือการเสียสละ  และบรรลุถึงสถานภาพทิพย์เหนือสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  อารจุนะทรงปรารถนา  ที่จะทำให้ทั้งสองประเด็นของ  ภควัต-คีตา  คือการเสียสละ  (ทยากะ  )  และชีวิตสละโลก  (สันนยาสะ  )  กระจ่างขึ้น  ดังนั้น  ท่านจึงถามถึงความหมายของสองคำนี้

สองคำที่ใช้ในโศลกนี้แสดงถึงองค์ภควาน  คือคำ  ฮริชีเคชะ  และ  เคชิ-นิชู  ดะนะ  มีความสำคัญ  ฮริชีเคชะ  คือคริชณะ  เจ้าแห่งประสาทสัมผัสทั้งหมด  ผู้ที่สามารถ  ช่วยเราให้มีความสงบภายในใจเสมอ  อารจุนะทรงขอร้องให้พระองค์ทรงสรุปทุกสิ่งทุก  อย่างที่จะทำให้เกิดความมั่นใจ  เนื่องจากอารจุนะทรงมีข้อสงสัยบางประการและข้อ  สงสัยเปรียบเสมือนมาร  ดังนั้น  ท่านจึงเรียกคริชณะว่า  เคชิ-นิชูดะนะ,  เคชี  เป็นมารที่  น่ารังเกียจที่สุดซึ่งพระองค์ทรงสังหาร  บัดนี้  อารจุนะทรงคาดหวังให้คริชณะสังหารมาร  แห่งความสงสัย

โศลก 2 (18.2)

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ
คามยานาม คารมะณาม นยาสัม
สันนยาสัม คะวะโย วิดุฮ

สารวะ-คารมะ-พฺะละ-ทยากัม
พราฮุส ทยากัม วิชัคชะณาฮ

ชรี-บฺะกะวาน อุวาชะ  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, คามยานาม  -  ด้วยความ ปรารถนา, คารมะณาม  -  ของกิจกรรม, นยาสัม  -  การเสียสละ, สันนยาสัม  -  ชีวิตสละโลก, คะวะยะฮ  -  ผู้รู้, วิดุฮ  -  รู้, สารวะ  -  ทั้งหมด, คารมะ  -  กิจกรรม, พฺะละ  -  ผล, ทยากัม  -  การ เสียสละ, พราฮุฮ  -  เรียก, ทยากัม  -  การเสียสละ, วิชัคชะณาฮ  -  ประสบการณ์

คำแปล

บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  การยกเลิกกิจกรรมที่มีพื้นฐานอยู่ที่ความ  ต้องการทางวัตถุ  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เรียกว่าชีวิตสละโลก  (สันนยาสะ  )  และ  การยกเลิกผลของกิจกรรมทั้งหลายผู้มีปัญญาเรียกว่าการเสียสละ  (ทยากะ  )

คำอธิบาย

การปฏิบัติกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ต้องยกเลิก  นี่คือคำสั่งสอนของ  ภควัต-  คีตา  แต่กิจกรรมที่นำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าแห่งความรู้ทิพย์ไม่ควรยกเลิก  สิ่งเหล่า  นี้จะทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในโศลกต่อ  ๆ  ไป  ในวรรณกรรมพระเวทมีวิธีกรรมมากมายใน  การปฏิบัติพิธีบูชาเพื่อจุดมุ่งหมายบางประการ  มีพิธีบูชาบางอย่างทำไปเพื่อให้ได้บุตร  ที่ดี  หรือเพื่อพัฒนาให้ไปยังดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  แต่พิธีบูชาที่ถูกกระตุ้นด้วยความ  ปรารถนาควรหยุด  อย่างไรก็ดี  พิธีบูชาเพื่อความบริสุทธิ์แห่งจิตใจของตนเองหรือเพื่อ  ความเจริญก้าวหน้าในศาสตร์ทิพย์ไม่ควรยกเลิก

โศลก 3 (18.3)

ทยาจยัม โดชะ-วัด อิทิ เอเค
คารมะ พราฮุร มะนีชิณะฮ

ยะกยะ-ดานะ-ทะพะฮ-คารมะ
นะ ทยาจยัม อิทิ ชาพะเร

ทยาจยัม  -  ต้องยกเลิก, โดชะ-วัท  -  ว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย, อิทิ  -  ดังนั้น, เอเค  -  กลุ่มหนึ่ง, คารมะ  -  งาน, พราฮุฮ  -  พวกเขากล่าวว่า, มะนีชิณะฮ  -  นักคิดผู้ยิ่งใหญ่, ยะกยะ  -  ของการ บูชา, ดานะ  -  การให้ทาน, ทะพะฮ  -  และการบำเพ็ญเพียร, คารมะ  -  งาน, นะ  -  ไม่เคย, ทยาจยัม  -  ยกเลิก, อิทิ  -  ดังนั้น, ชะ  -  และ, อพะเร  -  ผู้อื่น

คำแปล

ผู้รู้บางท่านประกาศว่ากิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุทั้งหมดควรยกเลิกเพราะเป็นสิ่ง  ที่ผิด  แต่นักปราชญ์อื่น  ๆ  กล่าวว่า  การปฏิบัติพิธีบูชา  การให้ทาน  และการ  บำเพ็ญเพียรไม่ควรยกเลิก

คำอธิบาย

มีกิจกรรมมากมายในวรรณกรรมพระเวทซึ่งเป็นเรื่องราวต้องถกเถียงกัน  ตัวอย่างเช่น  ได้กล่าวไว้ว่าสัตว์ถูกฆ่าได้ในพิธีบูชา  แต่บางคนยืนยันว่าการฆ่าสัตว์เป็นสิ่ง  ที่น่ารังเกียจที่สุด  ถึงแม้ว่าการฆ่าสัตว์ในพิธีบูชาได้แนะนำไว้ในวรรณกรรมพระเวท  แต่  ไม่พิจารณาว่าสัตว์ถูกฆ่าเพราะพิธีบูชาจะให้ชีวิตใหม่แก่สัตว์  บางครั้งสัตว์ได้รับชีวิต  ในร่างสัตว์ตัวใหม่หลังจากถูกฆ่าในพิธีบูชา  และบางครั้งได้รับการส่งเสริมให้ไปมีร่าง  ชีวิตมนุษย์ทันที  แต่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในหมู่นักปราชญ์  บ้างกล่าวว่าการฆ่า  สัตว์ควรหลีกเลี่ยงเสมอ  และบ้างก็กล่าวว่าเป็นสิ่งดีหากทำไปเพื่อพิธีบูชา  ความคิด  เห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับกิจกรรมพิธีบูชาทั้งหมดนี้  บัดนี้  องค์ภควานเองจะทรงทำให้  กระจ่างขึ้น

โศลก 4 (18.4)

นิชชะยัม ชริณุ เม ทะทระ
ทยาเก บฺะระทะ-สัททะมะ

ทยาโก ฮิ พุรุชะ-วิยากฮระ
ทริ-วิดฺะฮ สัมพระคีรทิทะฮ

นิชชะยัม  -  แน่นอน, ชริณุ  -  สดับฟัง, เม  -  จากข้า, ทะทระ  -  ณ ที่นี้, ทยาเก  -  ในเรื่องของการ เสียสละ, บฺะระทะ-สัท-ทะมะ  -  โอ้ ผู้ยอดเยี่ยมแห่งราชวงศ์บฺาระทะ, ทยากะฮ  -  การเสีย สละ, ฮิ  -  แน่นอน, พุรุชะ-วิยากฺระ  -  โอ้ เสือในหมู่มนุษย์, ทริ-วิดฺะฮ  -  ของสามประเภท, สัมพระคีรทิทะฮ  -  ประกาศ

คำแปล

โอ้  ผู้ยอดเยี่ยมที่สุดในหมู่บฺาระทะ  บัดนี้จงฟังคำตัดสินของข้าเกี่ยวกับการเสีย  สละ  โอ้  เสือในหมู่มนุษย์  ในพระคัมภีร์ได้กล่าวว่าการเสียสละมีอยู่สามประเภท

คำอธิบาย

ถึงแม้มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการเสียสละ  ณ  ที่นี้  ชรี  คริชณะ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงให้คำตัดสินซึ่งควรถือว่าเป็นคำตัดสินสุดท้าย  อันที่  จริงคัมภีร์พระเวทเป็นกฎหมายที่องค์ภควานทรงเป็นผู้ให้  บัดนี้ทรงปรากฏด้วยพระองค์  เองและคำดำรัสขององค์ชรีคริชณะถือว่าเป็นข้อยุติ  พระองค์ตรัสว่าวิธีการเสียสละควร  พิจารณาในความสัมพันธ์กับสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุที่ปฏิบัติกันอยู่

โศลก 5 (18.5)

ยะกยะ-ดานะ-ทะพะฮ-คารมะ
นะ ทยาจยัม คารยัม เอวะ ทัท

ยะกโย ดานัม ทะพัช ไชวะ
พาวะนานิ มะนีชิณาม

ยะกยะ  -  ของการบูชา, ดานะ  -  การทำงาน, ทะพะฮ  -  และการบำเพ็ญเพียร, คารมะ  -  กิจกรรม, นะ  -  ไม่เคย, ทยาจยัม  -  ยกเลิก, คารยัม  -  ต้องการทำ, เอวะ  -  แน่นอน, ทัท  -  นั้น, ยะกยะฮ  -  การบูชา, ดานัม  -  การให้ทาน, ทะพะฮ  -  การบำเพ็ญเพียร, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, พวะนานิ  -  บริสุทธิ์, มะนีชิณาม  -  แม้แต่ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่

คำแปล

การปฏิบัติพิธีบูชา  การให้ทาน  และการบำเพ็ญเพียร  ไม่ควรยกเลิก  ต้องปฏิบัติ  ต่อไป  แน่นอนว่าพิธีบูชา  การให้ทาน  และการบำเพ็ญเพียรทำให้บริสุทธิ์ขึ้น  แม้แต่ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่

คำอธิบาย

โยคีควรปฏิบัติตนเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของสังคมมนุษย์  มีวิธีการเพื่อ  ความบริสุทธิ์มากมายที่ทำให้มนุษย์เจริญรุ่งเรืองในชีวิตทิพย์  ตัวอย่างเช่น  พิธีแต่งงาน  พิจารณาว่าเป็นหนึ่งในพิธีบูชา  เรียกว่า  วิวาฮะ-ยะกยะ,  สันนยาสี  ผู้มีชีวิตสละโลกซึ่ง  ยกเลิกความสัมพันธ์กับทางครอบครัวแล้ว  ควรสนับสนุนพิธีแต่งงานนี้หรือไม่?  องค์  ภควานตรัส  ณ  ที่นี้ว่า  พิธีบูชาใด  ๆ  ที่หมายไว้เพื่อสวัสดิการแห่งมนุษยชาติไม่ควรยกเลิก  วิวาฮะ-ยะกยะ  เป็นพิธีแต่งงานหมายไว้เพื่อประมาณจิตใจทำให้มนุษย์มีความสงบเพื่อ  ความเจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์  สำหรับผู้ชายส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนพิธี  วิวาฮะ-  ยะกยะ  แม้ผู้สละโลกแล้วก็ควรให้การสนับสนุน  สันนยาสี  ไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกับผู้หญิง  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้ที่อยู่ในระดับชีวิตที่ต่ำกว่า  เช่น  ชายหนุ่มควรถูกห้ามไม่ให้เข้า  พิธีแต่งงานเพื่อมีภรรยา  พิธีบูชาที่กำหนดไว้ทั้งหมดหมายไว้เพื่อบรรลุถึงองค์ภควาน  ดังนั้น  ในระดับที่ต่ำกว่าเราไม่ควรยกเลิกพิธีบูชา  ในทำนองเดียวกัน  การให้ทานก็เพื่อ  ความบริสุทธิ์ของจิตใจ  หากทำทานให้แก่บุคคลที่เหมาะสม  จะทำให้เราก้าวหน้าในชีวิต  ทิพย์  ดังที่ได้อธิบายไว้แล้ว

โศลก 6 (18.6)

เอทานิ อพิ ทุ คารมาณิ
สังกัม ทยัคทวา พฺะลานิ ชะ

คารทัพยานีทิ เม พารทฺะ
นิชชิทัม มะทัม อุททะมัม

เอทานิ  -  ทั้งหมดนี้, อพิ  -  แน่นอน, ทุ  -  แต่, คารมาณิ  -  กิจกรรม, สังกัม  -  คบหา, ทยัคทวา  -  เสียสละ, พฺะลานิ  -  ผล, ชะ  -  เช่นกัน, คารทัพยานิ  -  ควรทำไปตามหน้าที่, อิทิ  -  ดังนั้น, เม  -  ของข้า, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, นิชชิทัม  -  แน่นอน, มะทัม  -  ความเห็น, อุททะ มัม  -  ดีที่สุด

คำแปล

กิจกรรมทั้งหลายเหล่านี้ควรปฏิบัติโดยปราศจากความยึดติดหรือหวังผล  ประโยชน์ใด  ๆ  และควรปฏิบัติไปในฐานะที่เป็นหน้าที่  โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  นั่น  คือความเห็นสุดท้ายของข้า

คำอธิบาย

ถึงแม้ว่าพิธีบูชาทั้งหลายจะทำให้บริสุทธิ์  เราไม่ควรคาดหวังผลประโยชน์ใด  ๆ  จากการกระทำพิธีเหล่านี้  อีกนัยหนึ่ง  พิธีบูชาทั้งหมดที่หมายไว้เพื่อความเจริญก้าวหน้า  ในชีวิตทางวัตถุควรยกเลิก  แต่พิธีบูชาที่ทำให้ความเป็นอยู่ของตนบริสุทธิ์ขึ้นและพัฒนา  ไปสู่ระดับทิพย์ไม่ควรยกเลิก  ทุกสิ่งทุกอย่างที่นำมาสู่คริชณะจิตสำนึกต้องสนับสนุน  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  กล่าวไว้เช่นกันว่า  กิจกรรมใดที่นำมาสู่การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อ  องค์ภควานควรรับไว้  นั่นคือบรรทัดฐานแห่งศาสนาที่สูงสุด  สาวกขององค์ภควานควร  ยอมรับงาน  พิธีบูชา  หรือการให้ทาน  ทุกชนิดที่จะช่วยตนเองในการปฏิบัติอุทิศตนเสีย  สละรับใช้ต่อพระองค์

โศลก 7 (18.7)

นิยะทัสยะ ทุ สันนยาสะฮ
คารมะโณ โนพะพัดยะเท

โมฮาท ทัสยะ พะริทยากัส
ทามะสะฮ พะริคีรทิทะฮ

นิยะทัสยะ  -  กำหนดไว้, ทุ  -  แต่, สันนยาสะฮ  -  การเสียสละ, คารมะณะฮ  -  ของกิจกรรม, นะ  -  ไม่เคย, อุพะพัดยะเท  -  ควรได้, โมฮาท  -  ด้วยความหลง, ทัสยะ  -  ของพวกเขา, พะริ ทยากะฮ  -  เสียสละ, ทามะสะฮ  -  ในระดับอวิชชา, พะริคีรทิทะฮ  -  ประกาศ

คำแปล

หน้าที่ที่กำหนดไว้ไม่ควรยกเลิก  หากยกเลิกหน้าที่ที่กำหนดไว้เนื่องจากความ  หลง  การเสียสละเช่นนี้กล่าวว่าอยู่ในระดับอวิชชา

คำอธิบาย

งานเพื่อความพึงพอใจทางวัตถุต้องยกเลิก  แต่กิจกรรมที่ส่งเสริมให้ไปสู่  กิจกรรมทิพย์  เช่น  การปรุงอาหารเพื่อถวายแด่องค์ภควานและการรับประทานอาหาร  เหล่านี้ได้แนะนำให้ปฏิบัติ  ได้กล่าวไว้ว่า  บุคคลในระดับชีวิตสละโลกไม่ควรปรุงอาหาร  เพื่อตนเอง  การปรุงอาหารเพื่อตนเองต้องห้าม  แต่การปรุงอาหารเพื่อองค์ภควานมิได้  ห้าม  ในทำนองเดียวกัน  สันนยาสี  อาจปฏิบัติพิธีแต่งงานเพื่อช่วยให้สาวกของตนเจริญ  ก้าวหน้าในคริชณะจิตสำนึก  หากยกเลิกกิจกรรมเหล่านี้เข้าใจได้ว่าเขาปฏิบัติในระดับ  แห่งความมืด

โศลก 8 (18.8)

ดุฮคัฺม อิทิ เอวะ ยัท คารมะ
คายะ-เคลชะ-บฺะยาท ทยะเจท

สะ คริทวา ราจะสัม ทยากัม
ไนวะ ทยากะ-พฺะลัม ละเบฺท

ดุฮคัฺม  -  ไม่มีความสุข, อิทิ  -  ดังนั้น, เอวะ  -  แน่นอน, ยัท  -  ซึ่ง, คารมะ  -  งาน, คายะ  -  สำหรับ ร่างกาย, เคลชะ  -  ปัญหา, บฺะยาท  -  เนื่องจากความกลัว, ทยะเจท  -  ยกเลิก, สะฮ  -  เขา, คริทวา  -  หลังจากกระทำ, ราจะสัม  -  ในระดับตัณหา, ทยากัม  -  ความเสียสละ, นะ  -  ไม่, เอวะ  -  แน่นอน, ทยากะ  -  แห่งการเสียสละ, พฺะลัม  -  ผล, ละเบฺท  -  อีกครั้ง

คำแปล

ผู้ใดยกเลิกหน้าที่ที่กำหนดไว้ว่าเป็นปัญหา  หรือเนื่องจากกลัวความไม่สะดวก  ทางร่างกาย  กล่าวว่าผู้นั้นเสียสละในระดับตัณหา  การเสียสละเช่นนี้จะไม่ทำให้  เขาพัฒนาขึ้น

คำอธิบาย

ผู้อยู่ในคริชณะจิตสำนึกไม่ควรยกเลิกการหาเงิน  เนื่องจากกลัวว่าตนเอง  ปฏิบัติกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  การทำงานและใช้เงินในคริชณะจิตสำนึก  หรือการตื่น  นอนแต่เช้าและเจริญก้าวหน้าในคริชณะจิตสำนึกทิพย์  ไม่ควรยกเลิกอันเนื่องมาจาก  ความกลัว  หรือเนื่องจากพิจารณาว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นปัญหา  การเสียสละเช่นนี้อยู่  ในระดับตัณหา  ผลแห่งงานในระดับตัณหาจะเป็นความเศร้าเสมอ  หากบุคคลสละงาน  ด้วยความรู้สึกเช่นนั้นจะไม่ได้รับผลแห่งการเสียสละ

โศลก 9 (18.9)

คารยัม อิทิ เอวะ ยัท คารมะ
นิยะทัม คริยะเท ่รจุนะ

สังกัม ทยัคทวา พฺะลัม ไชวะ
สะ ทยากะฮ สาททวิโค มะทะฮ

คารยัม  -  ต้องกระทำ, อิทิ  -  ดังนั้น, เอวะ  -  แน่นอน, ยัท  -  ซึ่ง, คารมะ  -  งาน, นิยะทัม  -  กำหนด, คริยะเท  -  ปฏิบัติ, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ, สังกัม  -  คบหา, ทยัคทวา  -  ยกเลิก, พฺะลัม  -  ผล, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, สะฮ  -  นั้น, ทยากะฮ  -  การเสียสละ, สาททวิคะฮ  -  ในระดับความดี, มะทะฮ  -  ในความเห็นของข้า

คำแปล

โอ้  อารจุนะ  เมื่อเขาปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้เนื่องจากเพียงเห็นว่าควรจะทำ  เท่านั้น  โดยสละการคบหาสมาคมทางวัตถุและการยึดติดต่อผลทั้งหมด  การเสีย  สละเช่นนี้อยู่ในระดับความดี

คำอธิบาย

หน้าที่ที่กำหนดไว้ต้องกระทำด้วยแนวคิดเช่นนี้  เราควรปฏิบัติโดยไม่ยึดติดต่อ  ผลของงาน  และไม่ควรสัมพันธ์กับระดับต่าง  ๆ  ของงาน  บุคคลที่ทำงานด้วยคริชณะ  จิตสำนึกในโรงงานมิได้สัมพันธ์ตนเองกับงานที่โรงงาน  หรือกับพนักงานอื่น  ๆ  ในโรงงาน  เขาเพียงแต่ทำงานเพื่อคริชณะ  และเมื่อยกผลงานให้คริชณะการปฏิบัติเช่นนี้เป็นทิพย์

โศลก 10 (18.10)

นะ ดเวชทิ อคุชะลัม คารมะ
คุชะเล นานุชัจจะเท

ทยากี สัททวะ-สะมาวิชโท
เมดฺาวี ชิฺนนะ-สัมชะยะฮ

นะ  -  ไม่เคย, ดเวชทิ  -  เกลียด, อคุชะลัม  -  ไม่เป็นมงคล, คารมะ  -  งาน, คุชะเล  -  มงคล, นะ  -  ไม่, อนุชัจจะเท  -  ยึดติด, ทยากี  -  ผู้เสียสละ, สัททวะ  -  ในความดี, สะมาวิชทะฮ  -  ซึมซาบ, เมดฺาวี  -  ปัญญา, ชิฺนนะ  -  ตัดออก, สัมชะยะฮ  -  ความสงสัยทั้งหมด

คำแปล

ผู้เสียสละที่มีปัญญาสถิตในระดับความดี  จะไม่เกลียดงานอัปมงคล  หรือยึดติด  กับงานมงคล  และจะไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับงาน

คำอธิบาย

บุคคลในคริชณะจิตสำนึกหรือในระดับความดี  ไม่เกลียดผู้ใดหรือสิ่งใดที่สร้าง  ปัญหาให้ร่างกายของตน  เขาทำงานในสถานที่และเวลาที่เหมาะสมโดยไม่กลัวต่อ  ปัญหาที่จะมากระทบต่อหน้าที่  บุคคลผู้สถิตในระดับทิพย์เช่นนี้ควรเข้าใจว่ามีปัญญา  สูงสุดอยู่เหนือความสงสัยในกิจกรรมทั้งปวง

โศลก 11 (18.11)

นะ ฮิ เดฮะ-บฺริทา ชัคยัม
ทยัคทุม คารมานิ อเชชะทะฮ

ยัส ทุ คารมะ-พะละ-ทยากี
สะ ทยากีทิ อบิฺดีฺยะเท

นะ  -  ไม่เคย, ฮิ  -  แน่นอน, เดฮะ-บฺริทา  -  โดยร่างกาย, ชัคยัม  -  เป็นไปได้, ทยัคทุม  -  เสีย สละ, คารมาณิ  -  กิจกรรม, อเชชะทะฮ  -  ทั้งหมด, ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, ทุ  -  แต่, คารมะ  -  ของงาน, พฺะละ  -  ของผล, ทยากี  -  ผู้เสียสละ, สะฮ  -  เขา, ทยากี  -  ผู้เสียสละ, อิทิ  -  ดังนั้น, อบิฺดีฺยะเท  -  กล่าวว่า

คำแปล

แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับสิ่งมีชีวิตผู้อยู่ในร่างกายที่จะยกเลิกกิจกรรม  ทั้งหมด  แต่ผู้สละผลของกิจกรรมได้ชื่อว่าเป็นผู้เสียสละที่แท้จริง

คำอธิบาย

ได้กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  ว่าเราไม่สามารถยกเลิกงานไม่ว่าในขณะใด  ดังนั้น  ผู้ทำงานให้คริชณะและไม่รื่นเริงกับผลทางวัตถุ  ถวายทุกสิ่งทุกอย่างแด่คริชณะเป็นผู้  เสียสละที่แท้จริง  มีสมาชิกของสมาคมนานาชาติเพื่อคริชณะจิตสำนึกมากมายที่ทำงาน  หนักมากในสำนักงาน  ในโรงงาน  หรือในสถานที่อื่น  ๆ  เงินที่ได้มาพวกนี้ถวายแก่สมาคม  ดวงวิญญาณผู้เจริญเหล่านี้เป็น  สันนยาสี  และสถิตในชีวิตสละโลกที่แท้จริง  ได้กล่าว  โดยย่ออย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  เราควรจะสละผลของงานอย่างไร  และสละผลเพื่อจุดมุ่ง  หมายอันใด

โศลก 12 (18.12)

อนิชทัม อีชทัม มิชรัม ชะ
ทริ-วิดัฺม คารมะณะฮ พฺะลัม

บฺะวะทิ อัทยากินาม เพรทยะ
นะ ทุ สันนยาสินาม ควะชิท

อนิชทัม  -  นำไปสู่นรก, อิชทัม  -  นำไปสู่สวรรค์, มิชรัม  -  ผสม, ชะ  -  และ, ทริ-วิดัฺม  -  ของ สามประเภท, คารมะณะฮ  -  ของงาน, พฺะลัม  -  ผล, บฺะวะทิ  -  มา, อัทยากินาม  -  ของพวกที่ ไม่เสียสละ, เพรทยะ  -  หลังจากตายไป, นะ  -  ไม่, ทุ  -  แต่, สันนยาสินาม  -  สำหรับพวกสละ โลก, ควะชิท  -  ทุกขณะ

คำแปล

สำหรับผู้ไม่เสียสละผลทั้งสามแห่งกิจกรรม  เช่น  สิ่งที่ปรารถนา  สิ่งที่ไม่ปรารถนา  และที่ผสมกัน  ผลจะเพิ่มพูนขึ้นหลังจากตายไป  แต่พวกที่อยู่ในชีวิตสละโลกไม่มี  ผลที่จะเศร้าโศกหรือรื่นเริงเช่นนี้

คำอธิบาย

บุคคลในคริชณะจิตสำนึกปฏิบัติในความรู้แห่งความสัมพันธ์ระหว่างตนเอง  กับคริชณะเป็นผู้หลุดพ้นเสมอ  ดังนั้น  เขาไม่ต้องรื่นเริงหรือเศร้าโศกกับผลจากการกระ  ทำของตนเองหลังจากตายไป

โศลก 13 (18.13)

พันไชทานิ มะฮา-บาโฮ
คาระณานิ นิโบดฺะ เม

สางคฺเย คริทานเท โพรคทานิ
สิดดฺะเย สารวะ-คารมะณาม

พานชะ  -  ห้า, เอทานิ  -  เหล่านี้, มะฮา-บาโฮ  -  โอ้ นักรบผู้ยอดเยี่ยม, คาระณานิ  -  สาเหตุ, นิโบดฺะ  -  เพียงเข้าใจ, เม  -  จากข้า, สางคฺเย  -  ในเวดานธะ, คริทะ  -  อันเท  -  ในบทสรุป, โพร คทานิ  -  กล่าว, สิดดฺะเย  -  เพื่อความสมบูรณ์, สารวะ  -  ของทั้งหมด, คารมะณาม  -  กิจกรรม

คำแปล

โอ้  อารจุนะนักรบผู้ยอดเยี่ยม  ตามเวดานธะ  มีเหตุห้าประการเพื่อความสำเร็จ  ในการกระทำทั้งหมด  บัดนี้จงเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากข้า

คำอธิบาย

อาจมีคำถามว่า  เนื่องจากไม่ว่ากิจกรรมใดที่กระทำไปต้องมีผลกรรมบางอย่าง  แล้วบุคคลในคริชณะจิตสำนึกจะไม่รับทุกข์หรือรื่นเริงกับผลของงานได้อย่างไร?  องค์  ภควานทรงอ้างปรัชญาเวดานธะเพื่อแสดงให้เห็นว่ามันเป็นไปได้อย่างไร  พระองค์ตรัส  ว่ามีสาเหตุห้าประการสำหรับกิจกรรมทั้งหลาย  และเพื่อความสำเร็จในกิจกรรมทั้งปวง  เราควรพิจารณาสาเหตุทั้งห้านี้  สางคฺยะ  หมายถึงแกนแห่งความรู้  และ  เวดานธะ  คือ  แกนสุดท้ายแห่งความรู้ที่  อาชารยะ  ผู้นำทั้งหลายยอมรับ  แม้แต่  ชังคะระ  ยังยอมรับ  เวดานธะ-สูทระ  เช่นเดียวกันนี้  ฉะนั้น  เราควรปรึกษาผู้น่าเชื่อถือได้ประเภทนี้

การควบคุมขั้นสุดท้ายอยู่ที่องค์อภิวิญญาณ  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  ว่า  สารวัสยะ  ชาฮัม  ฮริดิ  สันนิวิชทะฮ  พระองค์ทรงให้ทุกคนทำกิจกรรมบางอย่างด้วย  การเตือนถึงกรรมในอดีต  การปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกกระทำไปภายใต้การชี้นำขององค์  ภควานจากภายใน  และจะไม่มีผลกรรม  ไม่ว่าในชาตินี้หรือในชาติต่อ  ๆ  ไป

โศลก 14 (18.14)

อดิฺชทฺานัม ทะทฺา คารทา
คะระณัม ชะ พริทัฺก-วิดัฺม

วิวิดาช ชะ พริท้ค เชชทา
ไดวัม ไชวาทระ พันชะมัม

อดิฺชทฺานัม  -  สถานที่, ทะทฺา  -  เช่นกัน, คารทา  -  ผู้ทำงาน, คะระณัม  -  เครื่องมือ, ชะ  -  และ, พริทัฺค  -  วิดัฺม  -  ของสิ่งต่าง ๆ, วิวิดฺาฮ  -  ต่าง ๆ, ชะ  -  และ, พริทัฺค  -  แยกออก, เชชทาฮ  -  ความ พยายาม, ไดวัม  -  องค์ภควาน, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, อทระ  -  ที่นี่, พันชะมัม  -  ที่ห้า

คำแปล

สถานที่แห่งกิจกรรม  (ร่างกาย)  ผู้กระทำ  ประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  ความพยายาม  อันมากมาย  และในที่สุดองค์อภิวิญญาณ  เหล่านี้คือปัจจัยทั้งห้าของกิจกรรม

คำอธิบาย

คำว่าอดิฺชทฺานัม  หมายถึงร่างกาย  ดวงวิญญาณภายในร่างกายปฏิบัติเพื่อนำ  ผลแห่งกิจกรรมมา  ดังนั้น  จึงเรียกว่า  คารทา  “ผู้กระทำ”  ดวงวิญญาณเป็นผู้รู้และ  ผู้กระทำได้กล่าวไว้ใน  ชรุทิ  ว่า  เอชะ  ฮิ  ดรัชทา  สรัชทา  (พรัชนะ  อุพะนิชัด  4.9  )  ได้  ยืนยันไว้ใน  เวดานธะ-สูทระ  เช่นกัน  ด้วยโศลก  กโย  ่ทะ  เอวะ  (2.3.18  )  และ  คารทา  ชาสทราทฺะวัททวาท  (2.3.33  )  เครื่องมือของกิจกรรมคือประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  และจาก  ประสาทสัมผัสดวงวิญญาณปฏิบัติในวิธีต่าง  ๆ  นานา  แต่ละกิจกรรมมีความพยายาม  ที่แตกต่างกัน  แต่กิจกรรมทั้งหมดขึ้นอยู่กับความปรารถนาขององค์อภิวิญญาณผู้ทรง  ประทับอยู่ภายในหัวใจในฐานะที่เป็นสหาย  องค์ภควานทรงเป็นสาเหตุสูงสุดภายใต้  สถานการณ์เหล่านี้  ผู้ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกภายใต้การชี้นำขององค์อภิวิญญาณ  ผู้ทรงสถิตภายในหัวใจ  โดยธรรมชาติจะไม่ถูกพันธนาการด้วยกิจกรรมใด  ๆ  พวกที่อยู่  ในคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  ในที่สุดจะไม่รับผิดชอบต่อกิจกรรมของตนเอง  ทุกสิ่ง  ขึ้นอยู่กับความปรารถนาสูงสุดขององค์อภิวิญญาณบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า

โศลก 15 (18.15)

ชะรีระ-วาง-มะโนบิฺร ยัท
คารมะ พราระบฺะเท นะระฮ

นยายยัม วา วิพะรีทัม วา
พันไชเท ทัสยะ เฮทะวะฮ

ชะรีระ  -  โดยร่างกาย, วาค  -  การพูด, มะโนบิฺฮ  -  และจิตใจ, ยัท  -  ซึ่ง, คารมะ  -  งาน, พราระบฺะเท  -  เริ่ม, นะระฮ  -  บุคคล, นยายยัม  -  ถูกต้อง, วา  -  หรือ, วิพะรีทัม  -  ตรงกันข้าม, วา  -  หรือ, พันชะ  -  ห้า, เอเท  -  ทั้งหมดนี้, ทัสยะ  -  ของมัน, เฮทะวะฮ  -  สาเหตุ

คำแปล

กิจกรรมไม่ว่าถูกหรือผิดที่มนุษย์ปฏิบัติด้วยร่างกาย  จิตใจ  หรือคำพูด  ปัจจัยทั้ง  ห้านี้เป็นต้นเหตุ

คำอธิบาย

คำว่า  “ถูก”  และ  “ผิด”  มีความสำคัญมากในโศลกนี้  งานที่ถูกต้องคืองานที่  กระทำไปตามคำชี้นำที่กำหนดไว้ในพระคัมภีร์  และงานที่ผิดคืองานที่กระทำโดยละเมิด  หลักธรรมคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  แต่สิ่งใดที่กระทำไปจำเป็นต้องมีปัจจัยทั้งห้านี้เพื่อ  การปฏิบัติที่สมบูรณ์

โศลก 16 (18.16)

ทะไทรวัม สะทิ คารทารัม
อาทมานัม เควะลัม ทุ ยะฮ

พัชยะทิ อคริทะ-บุดดิฺทวาน
นะ สะ พัชยะทิ ดุรมะทิฮ

ทะทระ  -  ที่นั่น, เอวัม  -  ดังนั้น, สะทิ  -  เป็น, คารทารัม  -  ผู้ปฏิบัติงาน, อาทมานัม  -  ตัวเขา, เควะลัม  -  เท่านั้น, ทุ  -  แต่, ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, พัชยะทิ  -  เห็น, อคริทะ-บุดดิฺทวาท  -  เนื่องจาก ไม่มีปัญญา, นะ  -  ไม่เคย, สะฮ  -  เขา, พัชยะทิ  -  เห็น, ดุรมะทิฮ  -  โง่

คำแปล

ดังนั้น  ผู้ที่คิดว่าตนเองเท่านั้นเป็นผู้กระทำ  โดยไม่พิจารณาถึงปัจจัยทั้งห้า  แน่นอนว่าไม่มีปัญญา  และไม่สามารถเห็นสิ่งต่าง  ๆ  ตามความเป็นจริง

คำอธิบาย

คนโง่ไม่สามารถเข้าใจว่าองค์อภิวิญญาณทรงประทับในฐานะเป็นสหายอยู่  ภายในและทรงดำเนินกิจกรรมต่าง  ๆ  ของเขา  ถึงแม้จะมีสาเหตุทางวัตถุ  เช่น  สถาน  ที่  ผู้ปฏิบัติ  ความพยายาม  และประสาทสัมผัส  แต่สาเหตุสุดท้ายคือบุคลิกภาพสูงสุด  แห่งพระเจ้า  ฉะนั้น  เราไม่ควรเพียงแต่เห็นสาเหตุสี่ประการทางวัตถุเท่านั้น  แต่ควรเห็น  สาเหตุที่มีศักยภาพสูงสุดด้วย  ผู้ที่ไม่เห็นองค์ภควานคิดว่าตนเองเป็นผู้กระทำ

โศลก 17 (18.17)

ยัสยะ นาฮังคริโท บฺาโว
บุดดิฺร ยัสยะ นะ ลิพยะเท

ฮัทวาพิ สะ อิมาล โลคาน
นะ ฮันทิ นะ นิบัดฮยะเท

ยัสยะ  -  ผู้ซึ่ง, นะ  -  ไม่เคย, อฮังคริทะฮ  -  ของอหังการ, บฺาวะฮ  -  ธรรมชาติ, บุดดิฺฮ  -  ปัญญา, ยัสยะ  -  ผู้ซึ่ง, นะ  -  ไม่เคย, ลิพยะเท  -  ยึดติด, ฮัทวา  -  สังหาร, อพิ  -  แม้, สะฮ  -  เขา, อิมาน  -  นี้, โลคาน  -  โลก, นะ  -  ไม่เคย, ฮันทิ  -  สังหาร, นะ  -  ไม่เคย, นิบัดฮยะเท  -  ถูกพันธนาการ

คำแปล

ผู้ที่ไม่ถูกกระตุ้นด้วยอหังการ  ผู้ที่ปัญญาไม่ถูกพันธนาการ  ถึงแม้สังหารมนุษย์  ในโลกนี้  เขามิได้สังหาร  และจะไม่ถูกพันธนาการด้วยกิจกรรมของตนเอง

คำอธิบาย

โศลกนี้องค์ภควานทรงให้ข้อมูลแก่อารจุนะว่าความปรารถนาที่จะไม่สู้รบเกิด  จากอหังการ  อารจุนะทรงคิดว่าตนเองเป็นผู้กระทำกิจกรรม  แต่มิได้พิจารณาถึงการ  อนุมัติสูงสุดทั้งภายในและภายนอก  หากไม่รู้ว่ามีการอนุมัติสูงสุดแล้วอารจุนะจะทรง  ปฏิบัติไปทำไม?  แต่ผู้ที่รู้เครื่องมือของงาน  ตัวเขาเป็นผู้ทำงาน  และองค์ภควานทรงเป็น  ผู้อนุมัติสูงสุด  เป็นผู้ที่สมบูรณ์ในการกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง  บุคคลเช่นนี้ไม่อยู่ในความ  หลง  กิจกรรมส่วนตัวและความรับผิดชอบเกิดขึ้นจากอหังการและความไม่มีธรรมะ  หรือขาดคริชณะจิตสำนึก  ผู้ใดที่ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกภายใต้การชี้นำขององค์อภิ  วิญญาณหรือองค์ภควาน  ถึงแม้ว่ากำลังสังหารเขามิได้สังหารและจะไม่ได้รับผลกรรม  จากการสังหารเช่นนี้  เมื่อทหารปฏิบัติการภายใต้คำสั่งของผู้บังคับบัญชาจะไม่ถูกจับ  ขึ้นศาล  หากทหารสังหารด้วยเหตุผลส่วนตัว  แน่นอนว่าจะต้องถูกศาลตัดสินลงโทษ

โศลก 18 (18.18)

กยานัม กเยยัม พะริกยาทา
ทริ-วิดฺา คารมะ-โชดะนา

คะระณัม คารมะ คารเททิ
ทริ-วิดฺะฮ คารมะ-สังกระฮะฮ

กยานัม  -  ความรู้, กเยยัม  -  จุดมุ่งหมายของความรู้, พะริกยาทา  -  ผู้รู้, ทริ-วิดฺา  -  สาม ประเภท, คารมะ  -  ของงาน, โชดะนา  -  แรงกระตุ้น, คะระณัม  -  ประสาทสัมผัสต่าง ๆ, คารมะ  -  งาน, คารทา  -  ผู้กระทำ, อิทิ  -  ดังนั้น, ทริ-วิดฺะฮ  -  สามประเภท, คารมะ  -  ของงาน, สังกระฮะฮ  -  การสะสม

คำแปล

ความรู้  จุดมุ่งหมายของความรู้  และผู้รู้  คือสามปัจจัยที่กระตุ้นการกระทำ  ประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  งาน  และผู้กระทำ  คือส่วนประกอบทั้งสามของการกระทำ

คำอธิบาย

มีแรงกระตุ้นสามอย่างสำหรับงานประจำวันคือ  ความรู้  จุดมุ่งหมายของ  ความรู้  และผู้รู้  เครื่องมือของงาน  ตัวงานเอง  และผู้ทำงาน  เรียกว่าส่วนประกอบ  ของงาน  งานใด  ๆ  ที่มนุษย์กระทำจะมีส่วนประกอบเหล่านี้  ก่อนลงมือกระทำจะมีแรง  กระตุ้นบางอย่าง  เรียกว่าแรงดลใจ  ผลลัพธ์ใด  ๆ  ที่ได้รับก่อนที่งานจะสำเร็จเสร็จสิ้นเป็น  รูปแบบที่ละเอียดอ่อนของงาน  จากนั้นงานดำเนินไปในรูปของการลงมือทำ  ก่อนอื่น  เขาต้องผ่านวิธีการทางจิตวิทยาเช่น  ความคิด  ความรู้สึก  ความยินดีเต็มใจ  เช่นนี้เรียกว่า  แรงกระตุ้น  แรงดลใจในการทำงานนั้นเหมือนกันหากมาจากคัมภีร์หรือจากคำสั่งสอน  ของพระอาจารย์ทิพย์  เมื่อมีแรงดลใจและมีผู้ปฏิบัติงานกิจกรรมจริงจะเกิดขึ้นด้วยการ  ช่วยเหลือของประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  รวมทั้งจิตใจซึ่งเป็นศูนย์กลางของประสาทสัมผัส  ทั้งหมด  เมื่อส่วนประกอบของกิจกรรมทั้งหมดรวมกันเข้าเรียกว่าการสะสมของงาน

โศลก 19 (18.19)

กยานัม คารมะ ชะ คารทา ชะ
ทริไดฺวะ กุณะ-เบฺดะทะฮ

โพรชยะเท กุณะ-สังคฺยาเน
ยะทฺาวัช ชฺริณุ ทานิ อพิ

กยานัม  -  ความรู้, คารมะ  -  งาน, ชะ  -  เช่นกัน, คารทา  -  ผู้ปฏิบัติงาน, ชะ  -  เช่นกัน, ทริดฺา  -  สามประเภท, เอวะ  -  แน่นอน, กุณะ-เบฺดะทะฮ  -  ตามระดับต่าง ๆ ของธรรมชาติวัตถุ, โพรชยะเท  -  กล่าวว่า, กุณะ-สังคฺยาเน  -  ตามระดับต่าง ๆ, ยะทฺา-วัท  -  ตามที่พวกเขาเป็น, ชริณุ  -  สดับฟัง, ทานิ  -  ทั้งหมด, อพิ  -  เช่นกัน

คำแปล

ตามสามระดับที่แตกต่างกันของธรรมชาติวัตถุ  มีความรู้  การกระทำ  และผู้  ปฏิบัติการสามประเภท  บัดนี้จงฟังสิ่งเหล่านี้จากข้า

คำอธิบาย

บทที่สิบสี่  กล่าวถึงการแบ่งระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุ  ได้อธิบายไว้อย่าง  ละเอียดว่า  ระดับความดีส่องแสงสว่าง  ระดับตัณหาเป็นวัตถุนิยม  และระดับอวิชชา  นำมาซึ่งความเกียจคร้านและอยู่นิ่งเฉย  ระดับทั้งหมดของธรรมชาติวัตถุผูกมัดเรา  ไม่ใช่  แหล่งกำเนิดแห่งความหลุดพ้น  แม้ในระดับความดีก็ยังอยู่ในพันธสภาวะ  บทที่สิบเจ็ด  ได้อธิบายถึงการบูชาต่าง  ๆ  ของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน  ตามระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติ  วัตถุ  โศลกนี้องค์ภควานตรัสว่า  พระองค์ทรงปรารถนาจะตรัสเกี่ยวกับความรู้ต่าง  ๆ  ผู้  ปฏิบัติงาน  และตัวของงานเอง  ตามสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ

โศลก 20 (18.20)

สารวะ-บํูเทชุ เยไนคัม
บฺาวัม อัพยะยัม อีคชะเท

อวิบัฺคทัม วิบัฺคเทชุ
ทัจ กยานัม วิดดิฺ สาททวิคัม

สารวะ-บํูเทชุ  -  ในมวลชีวิต, เยนะ  -  ซึ่ง, เอคัม  -  หนึ่ง, บาวัม  -  สถิต, อัพยะยัม  -  ไม่สูญสิ้น, อีคชะเท  -  เขาเห็น, อวิบัฺคทัม  -  ไม่แบ่งแยก, วิบัฺคเทชุ  -  แบ่งออกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน, ทัท  -  นั้น, กยานัม  -  ความรู้, วิดดิฺ  -  รู้, สาททวิคัม  -  ในระดับความดี

คำแปล

ความรู้ที่ทำให้เห็นธรรมชาติทิพย์ซึ่งไม่มีการแบ่งแยกในมวลชีวิต  ถึงแม้ว่าพวก  เขาแบ่งออกเป็นรูปลักษณ์นับจำนวนไม่ถ้วน  เธอควรเข้าใจว่าอยู่ในระดับความดี

คำอธิบาย

บุคคลที่เห็นดวงวิญญาณในทุก  ๆ  ชีวิต  ไม่ว่าจะเป็นเทวดา  มนุษย์  สัตว์  นก  สัตว์เดรัจฉาน  สัตว์น้ำ  หรือต้นไม้  เป็นผู้ที่มีความรู้ในระดับความดี  ในมวลชีวิตมีหนึ่งดวง  วิญญาณ  ถึงแม้ว่ามีร่างกายที่แตกต่างกันตามกรรมในอดีต  ดังที่ได้อธิบายไว้ในบทที่  สิบเจ็ด  ปรากฏการณ์ของพลังชีวิตในทุกร่างเนื่องมาจากธรรมชาติที่สูงกว่าของภควาน  ดังนั้น  จึงเห็นธรรมชาติที่สูงกว่า  การเห็นพลังชีวิตในทุกร่างคือการเห็นในระดับความ  ดี  พลังชีวิตไม่มีวันสูญสลาย  ถึงแม้ว่าร่างกายแตกสลาย  ข้อแตกต่างสำเหนียกเห็นทาง  ร่างกาย  เพราะว่ามีรูปลักษณ์มากมายในความเป็นอยู่ทางวัตถุของพันธชีวิต  พลังชีวิตดู  เหมือนแบ่งแยก  ความรู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์เช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความรู้แจ้งแห่งตน

โศลก 21 (18.21)

พริทัฺคทเวนะ ทุ ยัจ กยานัม
นานา-บฺาวาน พริทัฺก-วิดฺาน

เวททิ สารเวชุ บํูเทชุ
ทัจ กยานัม วิดดิฺ ราจะสัม

พริทัฺคทเวนะ  -  เนื่องจากการแบ่งแยก, ทุ  -  แต่, ยัท  -  ซึ่ง, กยานัม  -  ความรู้, นานา-บฺาวาน  -  สภาวะอันหลากหลาย, พริทัฺค-วิดฺาน  -  แตกต่าง, เวททิ  -  รู้, สารเวชุ  -  ในทั้งหมด, บํูเทชุ  -  สิ่งมีชีวิต, ทัท  -  นั้น, กยานัม  -  ความรู้, วิดดิฺ  -  ต้องรู้, ราจะสัม  -  ในระดับตัณหา

คำแปล

ความรู้ที่ทำให้เห็นว่า  ในทุก  ๆ  ร่างกายที่แตกต่างกัน  มีสิ่งมีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน  เธอควรเข้าใจว่าอยู่ในระดับตัณหา

คำอธิบาย

แนวคิดที่ว่าร่างวัตถุคือสิ่งมีชีวิต  และเมื่อร่างกายแตกสลายจิตสำนึกก็ถูก  ทำลายไปด้วยเช่นกัน  เช่นนี้  เป็นความรู้ในระดับตัณหา  ตามความรู้นี้ร่างกายต่าง  ๆ  ไม่  เหมือนกันก็เนื่องมาจากการพัฒนาจิตสำนึกที่แตกต่างกัน  มิฉะนั้น  จะไม่มีดวงวิญญาณ  ที่แยกออกไปซึ่งปรากฏมาเป็นจิตสำนึก  ร่างกายเป็นดวงวิญญาณในตัวเอง  ไม่มีดวง  วิญญาณที่แยกออกไปนอกเหนือจากร่างกาย  ตามความรู้นี้จิตสำนึกไม่ถาวร  หรือมิ  ฉะนั้นก็ไม่มีปัจเจกวิญญาณ  แต่มีหนึ่งดวงวิญญาณที่แผ่กระจายไปทั่ว  เปี่ยมไปด้วย  ความรู้  และร่างกายนี้เป็นปรากฏการณ์ของอวิชชาชั่วคราว  หรือนอกเหนือไปจาก  ร่างกายนี้จะไม่มีปัจเจกวิญญาณพิเศษหรือดวงวิญญาณสูงสุด  แนวความคิดทั้งหลาย  เหล่านี้  พิจารณาว่าเป็นผลผลิตของระดับตัณหา

โศลก 22 (18.22)

ยัท ทุ คริสนะ-วัด-เอคัสมิน
คารเย สัคทัม อไฮทุคัม

อทัททวารทฺะ-วัด อัลพัม ชะ
ทัท ทามะสัม อุดาฮริทัม

ยัท  -  นั้น ซึ่ง, ทุ  -  แต่, คริทสนะ-วัท  -  ประหนึ่งเป็นทั้งหมด, เอคัสมิน  -  ในหนึ่ง, คารเย  -  งาน, สัคทัม  -  ยึดติด, อไฮทุคัม  -  ไม่มีสาเหตุ, อทัททวะ-อารทฺะ-วัท  -  ปราศจากความรู้แห่ง ความเป็นจริง, อัลพัม  -  ขาดแคลนมาก, ชะ  -  และ, ทัท  -  นั้น, ทามะสัม  -  ในระดับแห่งความ มืด, อุดาฮริทัม  -  กล่าวว่าเป็น

คำแปล

และความรู้ที่ทำให้เขายึดติดอยู่กับงานชนิดเดียวว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง  ปราศจาก  ความรู้แห่งสัจธรรมซึ่งขาดแคลนมาก  กล่าวว่าอยู่ในระดับแห่งความมืด

คำอธิบาย

“ความรู้”  ของคนธรรมดาสามัญอยู่ในระดับแห่งความมืดหรืออวิชชาเสมอ  เพราะว่าทุก  ๆ  ชีวิตอยู่ในพันธสภาวะซึ่งเกิดมาในระดับอวิชชา  ผู้ที่ไม่พัฒนาความรู้จาก  ผู้ที่เชื่อถือได้หรือจากคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  มีความรู้ที่จำกัดอยู่กับร่างกาย  เขา  ไม่สนใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำแนะนำของพระคัมภีร์  สำหรับบุคคลนี้เงินตราคือ  พระเจ้า  และความรู้หมายถึงความพึงพอใจกับอุปสงค์ทางร่างกาย  ความรู้เช่นนี้ไม่มี  ความสัมพันธ์กับสัจธรรมซึ่งเหมือนกับความรู้ของสัตว์เดรัจฉานธรรมดา  เช่น  ความรู้  ในการกิน  การนอน  การป้องกันตัว  และเพศสัมพันธ์  อธิบาย  ณ  ที่นี้ว่าความรู้เช่นนี้เป็น  ผลผลิตของระดับแห่งความมืด  อีกนัยหนึ่ง  ความรู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณเหนือร่างกายนี้  เรียกว่าความรู้ในระดับความดี  ความรู้ที่ผลิตทฤษฎีและลัทธิมากมายตามตรรกวิทยา  ทางโลกและการคาดคะเนทางจิตเป็นผลผลิตของระดับตัณหา  และความรู้ที่เกี่ยวเนื่อง  กับการรักษาร่างกายให้สะดวกสบายเท่านั้นกล่าวว่าอยู่ในระดับอวิชชา

โศลก 23 (18.23)

นิยะทัม สังกะ-ระฮิทัม
อรากะ-ดเวชะทะฮ คริทัม

อพฺะละ-เพรพสุนา คารมะ
ยัท ทัท สาททวิคัม อุชยะเท

นิยะทัม  -  ประมาณ, สังกะ-ระฮิทัม  -  ไม่ยึดติด, อรากะ-ดเวชะทะฮ  -  ไม่รักหรือไม่เกลียด, คริทัม  -  ทำไป, อพฺะละ-เพรพสุนา  -  โดยผู้ที่ไม่ปรารถนาผลทางวัตถุ, คารมะ  -  การกระ ทำ, ยัท  -  ซึ่ง, ทัท  -  นั้น, สาททวิคัม  -  ในระดับความดี, อุชยะเท  -  เรียกว่า

คำแปล

การกระทำที่มีการประมาณและทำไปโดยไม่ยึดติด  ไม่มีความรักหรือความ  เกลียดชัง  และไม่มีความปรารถนาเพื่อผลทางวัตถุ  กล่าวว่าอยู่ในระดับความดี

คำอธิบาย

หน้าที่ตามอาชีพโดยประมาณ  ดังที่กำหนดไว้ในพระคัมภีร์ตามวรรณะและ  ระดับของสังคม  ปฏิบัติไปโดยไม่ยึดติดหรือไม่ถือสิทธิ์เป็นเจ้าของ  ดังนั้น  จึงไม่มีทั้ง  ความรักหรือความเกลียดชัง  และปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกเพื่อความพึงพอพระทัย  ขององค์ภควาน  โดยปราศจากความพึงพอใจของตนเองหรือสนองความต้องการของ  ตนเอง  เช่นนี้เรียกว่าการกระทำในระดับความดี

โศลก 24 (18.24)

ยัท ทุ คาเมพสุนา คารมะ
สาฮังคาเรณะ วา พุนะฮ

คริยะเท บะฮุลายาสัม
ทัด ราจะสัม อุดาฮริทัม

ยัท  -  นั้นซึ่ง, ทุ  -  แต่, คามะ-อีพสุนา  -  โดยผู้ปรารถนาผลทางวัตถุ, คารมะ  -  งาน, สะ- อฮังคาเรณะ  -  ด้วยอหังการ, วา  -  หรือ, พุนะฮ  -  อีกครั้งหนึ่ง, คริยะเท  -  ปฏิบัติ, บะฮุละ- อายาสัม  -  ด้วยการทำงานอย่างหนัก, ทัท  -  นั้น, ราจะสัม  -  ในระดับตัณหา, อุดาฮริทัม  -  กล่าวว่าเป็น

คำแปล

แต่การกระทำที่ทำไปด้วยความพยายามอันใหญ่หลวงของผู้ปรารถนาที่จะสนอง  ความต้องการของตนเอง  และมีอหังการเป็นตัวบงการ  เรียกว่าการกระทำใน  ระดับตัณหา

โศลก 25 (18.25)

อนุบันดัฺม คชะยัม ฮิมสาม
อนะเพคชยะ ชะ โพรุชัม

โมฮาด อารับฺยะเท คารมะ
ยัท ทัท ทามะสัม อุชยะเท

อนุบันดัฺม  -  พันธนาการในอนาคต, คชะยัม  -  การทำลาย, ฮิมสาม  -  และความทุกข์ของ ผู้อื่น, อนะเพคชยะ  -  โดยไม่พิจารณาถึงผลที่ตามมา, ชะ  -  เช่นกัน, โพรุชัม  -  ลงโทษตัว เอง, โมฮาท  -  ด้วยความหลง, อารับฺยะเท  -  เริ่มต้น, คารมะ  -  งาน, ยัท  -  ซึ่ง, ทัท  -  นั้น, ทามะสัม  -  ในระดับอวิชชา, อุชยะเท  -  กล่าวว่าเป็น

คำแปล

การกระทำที่ทำไปในความหลง  โดยไม่คำนึงถึงคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  และไม่  คำนึงถึงพันธกรณีในอนาคต  หรือเป็นการเบียดเบียน  หรือสร้างความทุกข์ให้แก่  ผู้อื่น  กล่าวว่าอยู่ในระดับอวิชชา

คำอธิบาย

เราต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเราต่อรัฐ  หรือต่อผู้แทนขององค์ภควาน  ที่เรียกว่ายมทูต  หรือ  ยะมะดูทะ  งานที่ไม่รับผิดชอบเป็นการทำลาย  เนื่องจากทำลาย  หลักธรรมคำสอนของพระคัมภีร์ส่วนมากอยู่บนฐานแห่งการเบียดเบียนและทำให้ชีวิต  อื่นต้องได้รับทุกข์  งานที่ไม่รับผิดชอบเช่นนี้ดำเนินไปในแสงแห่งประสบการณ์ส่วนตัว  เช่นนี้เรียกว่าความหลง  งานในความหลงทั้งหลายเหล่านี้เป็นผลผลิตของระดับอวิชชา

โศลก 26 (18.26)

มุคทะ-สังโก ่นะฮัม-วาดี
ดฺริทิ-อุทสาฮะ-สะมันวิทะฮ

สิดดิฺ-อสิดดฺโยร นิรวิคาระฮ
คารทา สาททวิคะ อุชยะเท

มุคทะ-สังกะฮ  -  เป็นอิสระจากการคบหาสมาคมทางวัตถุทั้งหมด, อนะฮัม-วาดี  -  ปราศจากอหังการ, ดฺริทิ  -  ด้วยความมุ่งมั่น, อุทสาฮะ  -  และความกระตือรือร้นอย่าง ยิ่ง, สะมันวิทะฮ  -  มีคุณสมบัติ, สิดดิฺ  -  ในความสมบูรณ์, อสิดดฺโยฮ  -  และความล้มเหลว, นิรวิคาระฮ  -  ไม่เปลี่ยนแปลง, คารทา  -  ผู้ทำงาน, สาททวิคะฮ  -  ในระดับความดี, อุชยะเท  -  กล่าวว่าเป็น

คำแปล

ผู้ปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  ปราศจาก  อหังการ  ปฏิบัติด้วยความมุ่งมั่นและกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง  และไม่หวั่นไหว  ทั้งในความสำเร็จหรือความล้มเหลว  กล่าวว่าเป็นผู้ทำงานในระดับความดี

คำอธิบาย

บุคคลในคริชณะจิตสำนึกเป็นทิพย์เหนือระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุ  เสมอ  เขาไม่คาดหวังต่อผลลัพธ์ของงานที่ได้รับมอบหมายให้กระทำ  เนื่องจากอยู่เหนือ  อหังการและความยโส  ถึงกระนั้น  เขากระตือรือร้นเสมอจนกว่างานนั้นจะเสร็จสมบูรณ์  โดยไม่วิตกกังวลต่อความทุกข์ที่ต้องเผชิญ  เขายังคงความกระตือรือร้นเสมอ  ไม่สนใจ  กับความสำเร็จหรือล้มเหลว  และมีความเสมอภาคทั้งในความทุกข์และความสุข  คน  ทำงานเช่นนี้สถิตในระดับความดี

โศลก 27 (18.27)

รากี คารมะ-พฺะละ-เพรพสุร
ลุบโดฺ ฮิมสาทมะโค ่ชุชิฮ

ฮารชะ-โชคาวิทะฮ คารทา
ราจะสะฮ พะริคีรทิทะฮ

รากี  -  ยึดติดมาก, คารมะ-พฺะละ  -  ผลของงาน, เพรพสุฮ  -  ความปรารถนา, ลุบดฺะฮ  -  ความโลภ, ฮิมสา-อาทมะคะฮ  -  อิจฉาริษยาเสมอ, อชุชิฮ  -  สกปรก, ฮารชะ-โชคะ-อันวิ ทะฮ  -  อยู่ภายใต้ความรื่นเริงและความเศร้าโศก, คารทา  -  ผู้ปฏิบัติงานเช่นนี้, ราจะสะฮ  -  ในระดับตัณหา, พะริคีรทิทะฮ  -  ประกาศว่า

คำแปล

ผู้ทำงานที่ยึดติดกับงานและผลของงาน  ปรารถนาจะรื่นเริงกับผล  มีความโลภ  อิจฉาริษยาเสมอ  ไม่บริสุทธิ์  มีความดีใจและเสียใจเป็นตัวผลักดัน  กล่าวว่าอยู่  ในระดับตัณหา

คำอธิบาย

บุคคลผู้ยึดติดมากต่องานบางชนิดหรือผลของงาน  เนื่องจากมีความยึดติด  มากกับวัตถุนิยม  หรือว่าบ้าน  ภรรยา  และบุตรธิดา  เช่นนี้ไม่มีความปรารถนาจะพัฒนา  ชีวิตให้สูงขึ้น  เขาเพียงแต่สนใจอยู่กับการกระทำให้โลกนี้สะดวกสบายทางวัตถุเท่าที่จะ  เป็นไปได้  โดยทั่วไปจะเป็นคนโลภมาก  และคิดว่าสิ่งใดที่ได้มาจะอยู่กับตนอย่างถาวร  โดยไม่มีวันสูญสลายไป  บุคคลเช่นนี้อิจฉาริษยาผู้อื่น  และเตรียมพร้อมที่จะทำสิ่งที่ผิด  เพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  ดังนั้น  จะเป็นคนที่ไม่สะอาด  และไม่สนใจว่าเงินที่ได้  มานั้นบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์  เขาจะมีความสุขมากหากงานของตนประสบความสำเร็จ  และจะมีความทุกข์มากหากงานของตนล้มเหลว  ผู้ทำงานเช่นนี้อยู่ในระดับตัณหา

โศลก 28 (18.28)

อยุคทะฮ พราคริทะฮ สทับดฺะฮ
ชะโทฺ ไนชคริทิโค ่ละสะฮ

วิชาดี ดีรกฺะ-สูทรี ชะ
คารทา ทามะสะ อุชยะเท

อยุคทะฮ  -  ไม่อ้างถึงคำสั่งสอนของพระคัมภีร์, พราคริทะฮ  -  นักวัตถุนิยม, สทับดฺะฮ  -  ดื้อ รั้น, ชะทฺะฮ  -  หลอกลวง, ไนชคริทิคะฮ  -  ชำนาญในการดูถูกผู้อื่น, อละสะฮ  -  เกียจคร้าน, วิชาดี  -  อารมณ์เสีย, ดิรกฺะ  -  สูทรี  -  ผลัดวันประกันพรุ่ง, ชะ  -  เช่นกัน, คารทา  -  ผู้ทำงาน, ทามะสะฮ  -  ในระดับอวิชชา, อุชยะเท  -  กล่าวว่าเป็น

คำแปล

ผู้ทำงานที่ละเมิดคำสั่งสอนของพระคัมภีร์เสมอ  เป็นนักวัตถุนิยม  ดื้อรั้น  ขี้โกง  ชำนาญในการดูถูกผู้อื่น  เกียจคร้าน  อารมณ์เสียเสมอ  และผัดวันประกันพรุ่ง  กล่าวว่าเป็นผู้ทำงานในระดับอวิชชา

คำอธิบาย

ในคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  เราพบว่างานชนิดใดควรปฏิบัติและงานชนิดใดไม่  ควรปฏิบัติ  พวกที่ไม่สนใจต่อคำสั่งสอนเหล่านี้ปฏิบัติในงานที่ไม่ควรทำ  โดยทั่วไปเป็น  นักวัตถุนิยม  ทำงานตามระดับแห่งธรรมชาติ  ไม่ทำตามคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  ผู้  ปฏิบัติงานเหล่านี้ไม่สุภาพและโดยทั่วไปฉลาดแกมโกง  และชำนาญในการดูถูกผู้อื่น  เสมอ  เกียจคร้านมาก  ถึงแม้มีงานบางอย่างต้องทำ  แต่ทำไม่ดีและจะผัดไว้ทำภายหลัง  ดังนั้น  ดูเหมือนว่าจะมีอารมณ์เสียอยู่เสมอ  ชอบผัดวันประกันพรุ่ง  สิ่งใดสามารถทำให้  เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมงก็จะลากทำไปเป็นปี  ผู้ปฏิบัติงานเช่นนี้สถิตในระดับอวิชชา

โศลก 29 (18.29)

บุดเดฺร เบฺดัม ดฺริเทช ไชวะ
กุณะทัส ทริ-วิดัฺม ชริณุ

โพรชยะมานัม อเชเชณะ
พริทัฺคทเวนะ ดฺะนันจะยะ

บุดเดฺฮ  -  ของปัญญา, เบฺดัม  -  แตกต่าง, ดฺริเทฮ  -  ของความสม่ำเสมอ, ชะ  -  เช่นกัน, เอวะ  -  แน่นอน, กุณะทะฮ  -  โดยระดับต่าง ๆ แห่งธรรมชาติวัตถุ, ทริ-วิดัฺม  -  สามประเภท, ชริณุ  -  จงฟัง, โพรชยะมานัม  -  ข้าจะอธิบาย, อเชเชณะ  -  ในรายละเอียด, พริทัฺคทเวนะ  -  แตกต่าง, ดฺะนันจะยะ  -  โอ้ ผู้ชนะความร่ำรวย

คำแปล

โอ้  ผู้ชนะความร่ำรวย  บัดนี้จงฟัง  ข้าจะบอกรายละเอียดแก่เธอเกี่ยวกับความ  เข้าใจและความมุ่งมั่นที่แตกต่างกันตามสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ

คำอธิบาย

บัดนี้หลังจากอธิบายเรื่องความรู้  จุดมุ่งหมายของความรู้  และผู้รู้  ในสาม  ระดับตามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  องค์ภควานทรงอธิบายถึงปัญญาและความมุ่งมั่น  ของผู้ปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกัน

โศลก 30 (18.30)

พระวริททิม ชะ นิวริททิม ชะ
คารยาคารเย บฺะยาบฺะเย

บันดัฺม โมคชัม ชะ ยา เวททิ
บุดดิฺฮ สา พารทฺะ สารททวิคี

พระวริททิม  -  กระทำ, ชะ  -  เช่นกัน, นิวริททิม  -  ไม่ทำ, ชะ  -  และ, คารยะ  -  อะไรควรทำ, อคารเย  -  และอะไรไม่ควรทำ, บฺะยะ  -  ความกลัว, อบฺะเย  -  และความไม่กลัว, บันดัฺม  -  พันธะ, โมคชัม  -  ความอิสระ, ชะ  -  และ, ยา  -  นั้นซึ่ง, เวททิ  -  รู้, บุดดิฺฮ  -  เข้าใจ, สา  -  นั้น, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, สาททวิคี  -  ในระดับความดี

คำแปล

โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  ความเข้าใจที่รู้ว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ  อะไร  ควรกลัวและอะไรไม่ควรกลัว  อะไรที่ผูกมัดและอะไรที่เป็นอิสระ  อยู่ในระดับ  ความดี

คำอธิบาย

การกระทำตามคำชี้นำของพระคัมภีร์เรียกว่าพระวริททิ  หรือทำในสิ่งที่ควรและ  ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ได้แนะนำไว้  ผู้ที่ไม่รู้คำสั่งสอนของพระคัมภีร์ถูกพันธนาการอยู่ในกรรม  และผลแห่งกรรม  ความเข้าใจที่สามารถแยกแยะด้วยปัญญาสถิตอยู่ในระดับความดี

โศลก 31 (18.31)

ยะยา ดฺารมัม อดฺารมัม ชะ
คารยัม ชาคารยัม เอวะ ชะ

อยะทฺาวัท พระจานาทิ
บุดดิฺฮ สา พารทฺะ ราจะสี

ยะยา  -  ซึ่ง, ดฺารมัม  -  หลักธรรมแห่งศาสนา, อดฺารมัม  -  ไร้ศาสนา, ชะ  -  และ, คารยัม  -  อะไรควรทำ, ชะ  -  เช่นกัน, อคารยัม  -  อะไรไม่ควรทำ, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  เช่นกัน, อยะทฺา-วัท  -  ไม่สมบูรณ์, พระจานาทิ  -  รู้, บุดดิฺฮ  -  ปัญญา, สา  -  และ, พารทฺะ  -  โอ้โอรส พระนางพริทฺา, ราจะสี  -  ในระดับตัณหา

คำแปล

โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  ความเข้าใจที่ไม่สามารถแยกแยะระหว่างศาสนา  และที่  ไม่ใช่ศาสนา  ระหว่างสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำ  อยู่ในระดับตัณหา

โศลก 32 (18.32)

อดฺารมัม ดฺารมัม อิทิ ยา
มันยะเท ทะมะสาวริทา

สารวารทฺาน วิพะรีทามช ชะ
บุดดิฺฮ สา พารทฺะ ทามะสี

อดฺารมัม  -  ไม่มีศาสนา, ดฺารมัม  -  ศาสนา, อิทิ  -  ดังนั้น, ยา  -  ซึ่ง, มันยะเท  -  คิด, ทะมะสา  -  ด้วยความหลง, อาวริทา  -  ปกคลุม, สารวะ-อารทฺาน  -  สิ่งทั้งหมด, วิพะรีทาน  -  ในทิศทาง ที่ผิด, ชะ  -  เช่นกัน, บุดดิฺฮ  -  ปัญญา, สา  -  นั้น, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนาพริทฺา, ทามะสี  -  ในระดับอวิชชา

คำแปล

ความเข้าใจซึ่งพิจารณาว่า  ที่ไม่ใช่ศาสนาว่าเป็นศาสนา  และที่เป็นศาสนาว่าไม่ใช่  ศาสนา  ภายใต้มนต์สะกดแห่งความหลงและความมืด  พยายามไปในทิศทางที่  ผิดเสมอ  โอ้  พารทฺะ  อยู่ในระดับอวิชชา

คำอธิบาย

ปัญญาในระดับอวิชชาทำงานไปในทางตรงกันข้ามกับที่ควรจะเป็นเสมอ  ยอมรับศาสนาซึ่งอันที่จริงไม่ใช่ศาสนา  และปฏิเสธศาสนาที่แท้จริง  มนุษย์ในอวิชชา  เข้าใจดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ว่าเป็นบุคคลธรรมดาสามัญ  และยอมรับบุคคลสามัญว่า  เป็นดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่  พวกเขาคิดว่าสัจธรรมคือความไม่จริงและยอมรับสิ่งที่ไม่  จริงว่าเป็นสัจธรรม  และดำเนินกิจกรรมทั้งหมดไปในวิถีทางที่ผิด  ดังนั้น  ปัญญาของ  พวกนี้จึงอยู่ในระดับอวิชชา

โศลก 33 (18.33)

ดฺริทยา ยะยา ดฺาระยะเท
มะนะฮ-พราเณนดริยะ-คริยาฮ

โยเกนาพยะบิฺชาริณยา
ดฺริทิฮ สา พารทฺะ สาททวิคี

ดฺริทยา  -  ความมุ่งมั่น, ยะยา  -  ซึ่ง, ดฺาระยะเท  -  ค้ำจุน, มะนะฮ  -  ของจิตใจ, พราณะ  -  ชีวิต, อินดริยะ  -  และประสาทสัมผัส, คริยาฮ  -  กิจกรรม, โยเกนะ  -  ด้วยการปฏิบัติโยคะ, อัพยะ บิฺชาริณยา  -  โดยไม่ขาดตอน, ดฺริทิฮ  -  ความมุ่งมั่น, สา  -  นั้น, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนาง พริทา, สาททวิคี  -  ในระดับความดี

คำแปล

โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  ความมุ่งมั่นที่ไม่ขาดตอน  สนับสนุนด้วยความมั่นคงจาก  การปฏิบัติโยคะ  ทำให้ควบคุมกิจกรรมของจิตใจ  ชีวิต  และประสาทสัมผัสได้  เป็นความมุ่งมั่นในระดับความดี

คำอธิบาย

โยคะหมายไว้เพื่อให้เข้าใจดวงวิญญาณสูงสุด  ผู้ที่ตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ในดวง  วิญญาณสูงสุดด้วยความมุ่งมั่น  ตั้งสมาธิจิต  ชีวิต  และกิจกรรมทางประสาทสัมผัสของ  ตนอยู่ที่องค์ภควาน  ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก  ความมุ่งมั่นเช่นนี้อยู่ในระดับความดี  คำ  ว่า  อัพยะบิชาริณยา  สำคัญมาก  เพราะแสดงว่าบุคคลปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกจะไม่  ถูกเบี่ยงเบนด้วยกิจกรรมอื่น  ๆ

โศลก 34 (18.34)

ยะยา ทุ ดฺารมะ-คามารทฺาน
ดฺริทยา ดฺาระยะเท ่รจุนะ

พระสังเกนะ พฺะลาคางคชี
ดฺริทิฮ สา พารทฺะ ราจะสี

ยะยา  -  ซึ่ง, ทุ  -  แต่, ดฺารมะ  -  ศาสนา, คามะ  -  การสนองประสาทสัมผัส, อารทฺาน  -  และ การพัฒนาเศรษฐกิจ, ดฺริทยา  -  ด้วยความมุ่งมั่น, ดฺาระยะเท  -  เขาสนับสนุน, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ, พระสังเกนะ  -  เนื่องจากความยึดติด, พฺะละ-อาคางคชี  -  ปรารถนาผลทางวัตถุ, ดฺริทิฮ  -  ความมุ่งมั่น, สา  -  นั้น, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, ราจะสี  -  ในระดับตัณหา

คำแปล

แต่ความมุ่งมั่นที่ทำให้ยึดติดอยู่ในผลประโยชน์ทางวัตถุ  ในศาสนา  ในการพัฒนา  เศรษฐกิจ  ในการสนองประสาทสัมผัส  เป็นธรรมชาติแห่งตัณหา  โอ้  อารจุนะ

คำอธิบาย

บุคคลใดที่ปรารถนาผลประโยชน์ทางวัตถุในกิจกรรมทางศาสนาหรือกิจกรรม  ทางเศรษฐกิจอยู่เสมอ  มีความปรารถนาอยู่สิ่งเดียวคือการสนองประสาทสัมผัส  เมื่อ  จิตใจ  ชีวิต  และประสาทสัมผัสใช้ไปในทางนั้น  ผู้นี้อยู่ในระดับตัณหา

โศลก 35 (18.35)

ยะยา สวัพนัม บฺะยัม โชคัม
วิชาดัม มะดัม เอวะ ชะ

นะ วิมุนชะทิ ดุรเมดฺา
ดฺริทิฮ สา พารทฺะ ทามะสี

ยะยา  -  ซึ่ง, สวัพนัม  -  ฝัน, บฺะยัม  -  ความกลัว, โชคัม  -  ความเศร้าโศก, วิชาดัม  -  อารมณ์ เสีย, มะดัม  -  ความหลง, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  เช่นกัน, นะ  -  ไม่เคย, วิมุนชะทิ  -  เขายกเลิก, ดุรเมดฺา  -  ไม่มีปัญญา, ดฺริทิฮ  -  ความมุ่งมั่น, สา  -  นั้น, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, ทามะสี  -  ในระดับอวิชชา

คำแปล

และความมุ่งมั่นที่ไม่สามารถอยู่เหนือความฝัน  ความกลัว  ความเศร้าโศก  อารมณ์เสีย  และความหลง  ความมุ่งมั่นที่ไร้สติปัญญาเช่นนี้  โอ้  โอรสพระนาง  พริทฺา  อยู่ในระดับแห่งความมืด

คำอธิบาย

เราไม่ควรสรุปว่าบุคคลในระดับความดีจะไม่ฝัน  ณ  ที่นี้  “ความฝัน”  หมายความว่านอนมากเกินไป  ความฝันเกิดขึ้นเสมอไม่ว่าในระดับความดี  ตัณหา  หรือ  อวิชชา  ความฝันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  แต่พวกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการ  นอนมากเกินไป  ผู้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความยโสในการรื่นเริงกับสิ่งของทางวัตถุ  ผู้ที่  ฝันว่าเป็นเจ้าเหนือโลกวัตถุเสมอ  และผู้ที่ชีวิต  จิตใจ  และประสาทสัมผัสที่ใช้ไปในทางนี้  พิจารณาว่ามีความมุ่งมั่นอยู่ในระดับอวิชชา

โศลก 36 (18.36)

สุคัฺม ทุ อิดานีม ทริ-วิดัม
ชริณุ เม บฺะระทารชะบฺะ

อับฺยาสาด ระมะเท ยะทระ
ดุฮคฺานทัม ชะ นิกัชชฺะทิ

สุคัฺม  -  ความสุข, ทุ  -  แต่, อิดานีม  -  บัดนี้, ทริ-วิดัฺม  -  ของสามประเภท, ชริณุ  -  สดับฟัง, เม  -  จากข้า, บฺะระทา-ริชะบฺะ  -  โอ้ผู้ยอดเยี่ยมในหมู่บฺาระทะ, อับฺยาสาท  -  จากการฝึกฝน, ระมะเท  -  เขารื่นเริง, ยะทระ  -  ที่, ดุฮคฺะ  -  ของความทุกข์, อันทัม  -  จบ, ชะ  -  เช่นกัน, นิกัชชะทิ  -  ได้รับ

คำแปล

โอ้  ผู้ยอดเยี่ยมแห่งบฺาระทะ  บัดนี้  โปรดสดับฟังจากข้าเกี่ยวกับความสุขสาม  ประเภทที่พันธวิญญาณรื่นเริง  และบางครั้งทำให้เขาจบสิ้นความทุกข์ทั้งปวง

คำอธิบาย

พันธวิญญาณพยายามรื่นเริงกับความสุขทางวัตถุครั้งแล้วครั้งเล่า  ดังนั้น  เขา  จึงได้แต่เคี้ยวกากเดน  แต่บางครั้งในระหว่างความรื่นเริงเช่นนี้  เขาได้รับการปลดเปลื้อง  จากพันธนาการทางวัตถุ  ด้วยการมาคบหาสมาคมกับดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่  อีกนัยหนึ่ง  พันธวิญญาณหมกมุ่นอยู่กับการสนองประสาทสัมผัสเสมอ  แต่เมื่อได้มาคบหาสมาคม  กับกัลยาณมิตรและเข้าใจว่าความรื่นเริงทางวัตถุเป็นเพียงการกระทำที่ซ้ำซากอยู่ในสิ่ง  เดียวกัน  และได้ตื่นขึ้นในคริชณะจิตสำนึกที่แท้จริง  บางครั้งเขาได้รับการปลดเปลื้อง  จากสิ่งที่สมมติว่าเป็นความสุขซ้ำซากเช่นนี้

โศลก 37 (18.37)

ยัท ทัด อเกร วิชัม อิวะ
พะริณาเม ่มริโทพะมัม

ทัท สุคัฺม สาททวิคัม โพรคทัม
อาทมะ-บุดดิฺ-พระสาดะ-จัม

ยัท  -  ซึ่ง, ทัท  -  นั้น, อเกร  -  ในตอนต้น, วิชัม อิวะ  -  เหมือนยาพิษ, พะริณาเม  -  ในบั้นปลาย, อมริทะ  -  น้ำทิพย์, อุพะมัม  -  เปรียบเทียบกับ, ทัท  -  นั้น, สุคัฺม  -  ความสุข, สาททวิคัม  -  ใน ระดับความดี, โพรคทัม  -  กล่าวว่า, อาทมะ  -  ในตัว, บุดดิฺ  -  ของปัญญา, พระสาดะ-จัม  -  เกิดจากความพึงพอใจ

คำแปล

สิ่งที่ในตอนแรกอาจเหมือนกับยาพิษ  แต่ในบั้นปลายกลายเป็นน้ำทิพย์  ซึ่งปลุก  เขาให้ตื่นอยู่ในความรู้แจ้งแห่งตน  กล่าวว่าเป็นความสุขในระดับความดี

คำอธิบาย

ในการแสวงหาความรู้แจ้งแห่งตน  เราต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์มากมายเพื่อ  ควบคุมจิตใจและประสาทสัมผัส  และตั้งสมาธิจิตอยู่ที่ดวงชีวิต  ขั้นตอนนี้ยากมากและ  ขมขื่นเหมือนกับยาพิษ  แต่ถ้าหากประสบความสำเร็จในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์  และ  มาถึงสถานภาพทิพย์  เราจะเริ่มดื่มน้ำทิพย์ที่แท้จริงและรื่นเริงอยู่กับชีวิต

โศลก 38 (18.38)

วิชะเยนดริยะ-สัมโยกาด
ยัท ทัด อเกร ่มริโทพะมัม

พะริณาเม วิชัม อิวะ
ทัท สุคัฺม ราจะสัม สมริทัม

วิชะยะ  -  ของอายตนะภายนอก, อินดริยะ  -  และประสาทสัมผัส, สัมโยกาท  -  จากการรวม กัน, ยัท  -  ซึ่ง, ทัท  -  นั้น, อเกร  -  ในตอนต้น, อมริทะ-อุพะมัม  -  เหมือนกับน้ำทิพย์, พะริณา เม  -  ในบั้นปลาย, วิชัม อิวะ  -  เหมือนยาพิษ, ทัท  -  นั้น, สุคัฺม  -  ความสุข, ราจะสัม  -  ในระดับ ตัณหา, สมริทัม  -  พิจารณาว่า

คำแปล

ความสุขที่ได้รับจากการมาสัมผัสระหว่างอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก  ซึ่งดูเหมือนกับน้ำทิพย์ในตอนต้น  แต่ในบั้นปลายกลายเป็นยาพิษ  กล่าวว่าเป็น  ธรรมชาติแห่งตัณหา

คำอธิบาย

ชายหนุ่มและหญิงสาวพบกัน  ประสาทสัมผัสจะฉุดชายหนุ่มให้ไปหาหญิงสาว  สัมผัสกับนางและมีเพศสัมพันธ์กัน  ในตอนต้นสิ่งนี้อาจเป็นที่รื่นรมย์มากของประสาท  สัมผัส  แต่ในบั้นปลายหรือหลังจากระยะเวลาหนึ่งจะกลายมาเป็นยาพิษ  เมื่อทั้งคู่  แยกทางหรือหย่าร้างจากกันจะมีความเศร้าโศกเสียใจ  ฯลฯ  ความสุขเช่นนี้อยู่ในระดับ  ตัณหาเสมอ  ความสุขที่ได้รับจากการสัมผัสกันระหว่างอายตนะภายใน  (ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย)  และอายตนะภายนอก  (รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส)  เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์เสมอ  จึงควรหลีกเลี่ยงด้วยประการทั้งปวง

โศลก 39 (18.39)

ยัด อเกร ชานุบันเดฺ ชะ
สุคัฺม โมฮะนัม อาทมะนะฮ

นิดราลัสยะ-พระมาโดททัฺม
ทัท ทามะสัม อุดาฮริทัม

ยัท  -  ซึ่ง, อเกร  -  ในตอนต้น, ชะ  -  เช่นกัน, อนุบันเดฺ  -  ในบั้นปลาย, ชะ  -  เช่นกัน, สุคัฺม  -  ความ สุข, โมฮะนัม  -  ความหลง, อาทมะนะฮ  -  ของตน, นิดรา  -  การนอน, อาสัสยะ  -  เกียจคร้าน, พระมาดะ  -  และความหลง, อุททัฺม  -  ผลิตจาก, ทัท  -  นั้น, ทามะสัม  -  ในระดับอวิชชา, อุดาฮ ริทัม  -  กล่าวว่าเป็น

คำแปล

และความสุขที่ทำให้มองไม่เห็นความรู้แจ้งแห่งตน  เป็นความหลงผิดตั้งแต่ต้นจน  จบ  ซึ่งเกิดจากการนอน  ความเกียจคร้าน  และความหลง  กล่าวว่าเป็นธรรมชาติ  แห่งอวิชชา

คำอธิบาย

ผู้ที่มีความสุขอยู่กับความเกียจคร้านและการนอน  แน่นอนว่าอยู่ในระดับของ  ความมืดแห่งอวิชชา  ผู้ที่ไม่รู้ว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำก็อยู่ในระดับอวิชชาเช่น  กัน  บุคคลที่อยู่ในระดับนี้ทุกสิ่งทุกอย่างคือความหลง  ไม่มีความสุขทั้งในตอนต้นหรือ  ตอนจบ  บุคคลที่อยู่ในระดับตัณหาอาจมีความสุขอยู่บ้างในตอนต้นแต่ไม่ยั่งยืนและจะ  เป็นความทุกข์ในตอนจบ  แต่สำหรับบุคคลในระดับอวิชชาจะมีแต่ความทุกข์เพียงอย่าง  เดียวตั้งแต่ต้นจนจบ

โศลก 40 (18.40)

นะ ทัด อัสทิ พริทิฺพยาม วา
ดิวิ เดเวชุ วา พุนะฮ

สัททวัม พระคริทิ-ไจร มุคทัม
ยัด เอบิฺฮ สยาท ทริบิฺร กุไณฮ

นะ  -  ไม่, ทัท  -  นั้น, อัสทิ  -  มี, พริทิฺพยาม  -  บนโลก, วา  -  หรือ, ดิวิ  -  ในระบบดาวเคราะห์ที่สูง กว่า, เดเวชุ  -  ในหมู่เทวดา, วา  -  หรือ, พุนะฮ  -  อีกครั้ง, สัททวัม  -  เป็นอยู่, พระคริทิ-ไจฮ  -  เกิดจากธรรมชาติวัตถุ, มุคทัม  -  อิสรภาพ, ยัท  -  นั้น, เอบิฺฮ  -  จากอิทธิพลของสิ่งเหล่านี้, สยาท  -  เป็น, ทริบิฺฮ  -  สาม, กุไณฮ  -  ระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ

คำแปล

ไม่มีสิ่งมีชีวิตใด  ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่หรืออยู่ในหมู่เทวดาในระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  จะเป็นอิสระจากสามระดับที่เกิดจากธรรมชาติวัตถุนี้

คำอธิบาย

ณ  ที่นี้  องค์ภควานทรงสรุปถึงอิทธิพลทั้งหมดของสามระดับแห่งธรรมชาติ  วัตถุที่มีอยู่ทั่วทั้งจักรวาล

โศลก 41 (18.41)

บราฮมะณะ-คชัทริยะ-วิชาม
ชูดราณาม ชะ พะรันทะพะ

คารมาณิ พระวิบัฺคทานิ
สวะบฺาวะ-พระบฺะไวร กุไณฮ

บราฮมะณะ  -  ของบราฮมะณะ, คชัทริยะ  -  คชัทริยะ, วิชาม  -  และไวชยะ, ชูดราณาม  -  ของ ชูดระ, ชะ  -  และ, พะรันทะพะ  -  โอ้ ผู้ปราบศัตรู, คารมาณิ  -  กิจกรรม, พระวิบัฺคทานิ  -  แบ่ง ออก, สวะบฺาวะ  -  ตามธรรมชาติของพวกเขา, พระบฺะไวฮ  -  เกิดจาก, กุไณฮ  -  โดยระดับ ต่าง ๆ แห่งธรรมชาติวัตถุ

คำแปล

บราฮมะณะ  คชัทริยะ  ไวชยะ  และ  ชูดระ  แบ่งออกตามคุณสมบัติที่เกิดจาก  ธรรมชาติของตนเองตามระดับต่าง  ๆ  ทางวัตถุ  โอ้  ผู้กำราบศัตรู

โศลก 42 (18.42)

ชะโม ดะมัส ทะพะฮ โชชัม
คชานทิร อารจะวัม เอวะ ชะ

กยานัม วิกยานัม อาสทิคยัม
บระฮมะ-คารมะ สวะบฺาวะ-จัม

ชะมะฮ  -  ความสงบ, ดะมะฮ  -  ควบคุมตนเอง, ทะพะฮ  -  ความสมถะ, โชชัม  -  ความบริสุทธิ์, คชานทิฮ  -  ความอดทน, อารจะวัม  -  ความซื่อสัตย์, เอวะ  -  แน่นอน, ชะ  -  และ, กยานัม  -  ความรู้, วิกยานัม  -  ปัญญา, อาสทิคยัม  -  ศาสนา, บระฮมะ  -  ของบราฮมะณะ, คารมะ  -  หน้าที่, สวะบฺาวะ-จัม  -  เกิดจากธรรมชาติของตัวเขา

คำแปล

ความสงบ  ควบคุมตนเองได้  สมถะ  บริสุทธิ์  อดทน  ซื่อสัตย์  ความรู้  ปัญญา  และปฏิบัติตามหลักศาสนา  สิ่งเหล่านี้คือคุณลักษณะตามธรรมชาติที่บรรดา  บราฮมะณะ  (พราหมณ์)  ถือปฏิบัติ

โศลก 43 (18.43)

โชรยัม เทโจ ดฺริทิร ดาคชยัม
ยุดเดฺ ชาพิ อพะลายะนัม

ดานัม อีชวะระ-บฺาวัช ชะ
คชาทรัม คารมะ สวะบฺาวะ-จัม

โชรยัม  -  ความกล้าหาญ, เทจะฮ  -  อำนาจ, ดฺริทิฮ  -  ความมุ่งมั่น, ดาคชยัม  -  หาหนทาง, ยุดเดฺ  -  ในสนามรบ, ชะ  -  และ, อพิ  -  เช่นกัน, อพะลายะนัม  -  ไม่หลบหนี, ดานัม  -  ใจกว้าง, อีชวะระ  -  ของผู้นำ, บฺาวะฮ  -  ธรรมชาติ, ชะ  -  และ, คชาทรัม  -  ของคชัทริยะ, คารมะ  -  หน้าที่, สวะบฺาวะ-จัม  -  เกิดจากธรรมชาติของตัวเขาเอง

คำแปล

ความกล้าหาญ  อำนาจ  มุ่งมั่น  คิดหาหนทาง  ใจสู้ในสนามรบ  ใจกว้าง  และ  ความเป็นผู้นำ  เป็นคุณลักษณะตามธรรมชาติของงานสำหรับคชัทริยะ  (กษัตริย์  )

โศลก 44 (18.44)

คริชิ-โก-รัคชยะ-วาณิจยัม
ไวชยะ-คารมะ-สวะบฺาวะ-จัม

พะริชารยาทมะคัม คารมะ
ชูดรัสยาพิ สวะบฺาวะ-จัม

คริชิ  -  ไถนา, โก  -  ของโค, รัคชยะ  -  ปกป้อง, วาณิจยัม  -  ค้าขาย, ไวชยะ  -  ของไวชยะ, คารมะ  -  หน้าที่, สวะบฺาวะ-จัม  -  เกิดจากธรรมชาติของตัวเขา, พะริชารยา  -  รับใช้ บริการ, อาทมะคัม  -  ประกอบด้วย, คารมะ  -  หน้าที่, ชูดรัสยะ  -  ของชูดระ, อพิ  -  เช่นกัน, สวะบฺาวะ-จัม  -  เกิดจากธรรมชาติของตัวเขา

คำแปล

การทำฟาร์ม  ปกป้องโค  และธุรกิจ  เป็นธรรมชาติการทำงานของไวชยะ  สำหรับชูดระจะใช้แรงงานและบริการรับใช้ผู้อื่น

โศลก 45 (18.45)

สเว สเว คารมะณิ อบิฺระทะฮ
สัมสิดดิฺม ละบฺะเท นะระฮ

สวะ-คารมะ-นิระทะฮ สิดดิฺม
ยะทฺา วินดะทิ ทัช ชฺริณุ

สเว สเว  -  แต่ละคน, คารมะณิ  -  งาน, อบิฺระทะฮ  -  ปฏิบัติตาม, สัมสิดดิฺม  -  สมบูรณ์, ละบฺะ เท  -  บรรลุ, นะระฮ  -  มนุษย์, สวะ-คารมะ  -  ในหน้าที่ของตน, นิระทะฮ  -  ปฏิบัติ, สิดดิฺม  -  สมบูรณ์, ยะทฺา  -  ประหนึ่ง, วินดะทิ  -  ได้รับ, ทัท  -  นั้น, ชริณุ  -  ฟัง

คำแปล

จากการปฏิบัติตามคุณลักษณะแห่งงานของตนเอง  ทุกคนสามารถบรรลุถึงความ  สมบูรณ์ได้  บัดนี้  โปรดฟังจากข้าว่าเช่นนี้เป็นไปได้อย่างไร

โศลก 46 (18.46)

ยะทะฮ พระวริททิร บํูทานาม
เยนะ สารวัม อิดัม ทะทัม

สวะ-คารมะณา ทัม อับฺยารชยะ
สิดดิฺม วินดะทิ มานะวะฮ

ยะทะฮ  -  จากผู้ใด, พระวริททิฮ  -  ออกมา, บํูทานาม  -  ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย, เยนะ  -  จาก ใคร, สารวัม  -  ทั้งหมด, อิดัม  -  นี้, ทะทัม  -  แผ่กระจาย, สวะ-คารมะณา  -  จากหน้าที่ของ เขา, ทัม  -  องค์ภควาน, อับฺยารชยะ  -  จากการบูชา, สิดดิฺม  -  ความสมบูรณ์, วินดะทิ  -  บรรลุ, มานะวะฮ  -  มนุษย์

คำแปล

จากการบูชาองค์ภควานผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของมวลชีวิต  และทรงแผ่กระจาย  ไปทั่ว  มนุษย์สามารถบรรลุถึงความสมบูรณ์ด้วยการปฏิบัติงานของตนเอง

คำอธิบาย

ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่สิบห้าว่ามวลชีวิตเป็นละอองอณูขององค์ภควาน  ดังนั้น  พระองค์ทรงเป็นจุดเริ่มต้นของมวลชีวิต  ได้ยืนยันไว้ใน  เวดานธะ-สูทระ  ว่า  จันมาดิ  อัสยะ  ยะทะฮ  องค์ภควานทรงเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตของทุก  ๆ  ชีวิต  ดังที่กล่าวไว้ในบทที่เจ็ด  ของ  ภควัต-คีตา  ว่า  ด้วยพลังงานทั้งสองของพระองค์คือพลังงานเบื้องต่ำและพลังงาน  เบื้องสูง  พระองค์ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  ฉะนั้น  เราควรบูชาองค์ภควานพร้อมทั้งพลังงาน  ของพระองค์  โดยทั่วไปเหล่าสาวก  ไวชณะวะ  จะบูชาองค์ภควานและพลังงานเบื้องสูง  ของพระองค์  พลังงานเบื้องต่ำของพระองค์เป็นภาพสะท้อนที่กลับตาลปัตรของพลังงาน  เบื้องสูง  พลังงานเบื้องต่ำอยู่เบื้องหลัง  แต่องค์ภควานโดยภาคแบ่งแยกของส่วนสมบูรณ์  ของพระองค์ในรูป  พะระมาทมา  ทรงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง  ทรงเป็นอภิวิญญาณของ  มวลเทวดา  มวลมนุษย์  มวลสัตว์  ทุกหนทุกแห่ง  ดังนั้น  เราควรรู้ว่าในฐานะที่เป็นละออง  อณูขององค์ภควาน  จึงมีหน้าที่ต้องถวายการรับใช้แด่พระองค์  ทุกคนควรปฏิบัติการ  อุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์ในคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  นี่คือคำแนะนำของ  โศลกนี้

ทุกคนควรคิดว่า  ฮริชีเคชะ  ผู้เป็นเจ้านายของประสาทสัมผัสทรงให้มีอาชีพบาง  อย่าง  และจากผลงานที่เรากระทำ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าชรีคริชณะควรได้รับ  การบูชา  หากคิดเช่นนี้เสมอในคริชณะจิตสำนึกที่สมบูรณ์  ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควาน  เรากลายมาเป็นผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยสมบูรณ์  นั่นคือความสมบูรณ์แห่งชีวิต  พระองค์ตรัสใน  ภควัต-คีตา  (12.7)  ว่า  เทชาม  อฮัม  สะมุดดฺารทา  องค์ภควานเองจะ  ทรงดูแลการจัดส่งสาวกเช่นนี้  นั่นคือความสมบูรณ์สูงสุดของชีวิต  ไม่ว่าอาชีพการงานใด  ที่เราทำอยู่  หากทำไปเพื่อรับใช้องค์ภควานเราจะบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุด

โศลก 47 (18.47)

ชเรยาน-สวะ-ดฺารโม วิกุณะฮ
พะระ-ดฺารมาท สุ-อนุชาทิฺทาท

สวะบฺาวะ-นิยะทัม คารมะ
คุรวัน นาพโนทิ คิลบิชัม

ชเรยาน  -  ดีกว่า, สวะ-ดฺารมะฮ  -  อาชีพของเขาเอง, วิกุณะฮ  -  ปฏิบัติโดยไม่สมบูรณ์, พะระ-ดฺารมาท  -  กว่าอาชีพของผู้อื่น, สุ-อนุชทิฺทาท  -  ทำอย่างสมบูรณ์, สวะบฺาวะ- นิยะทัม  -  กำหนดตามธรรมชาติของตน, คารมะ  -  งาน, คุรวัน  -  ปฏิบัติ, นะ  -  ไม่เคย, อาพโนทิ  -  บรรลุ, คิลบิชัม  -  ผลบาป

คำแปล

การปฏิบัติตามอาชีพของตนแม้อาจทำได้ไม่สมบูรณ์ทีเดียว  ยังดีกว่าไปรับเอา  อาชีพของคนอื่นและมาทำได้อย่างสมบูรณ์  หน้าที่ที่กำหนดไว้ตามธรรมชาติของ  ตนเองจะไม่มีวันได้รับผลบาป

คำอธิบาย

อาชีพการงานของเรากำหนดไว้ใน  ภควัต-คีตา  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกก่อน  ๆ  หน้าที่ของ  บราฮมะณะ  คชัทริยะ  ไวชยะ  และ  ชูดระ  กำหนดไว้ตามระดับแห่งธรรมชาติ  โดยเฉพาะของตนเอง  เราไม่ควรเลียนแบบหน้าที่ของผู้อื่น  บุคคลที่โดยธรรมชาติชอบ  ทำงานของ  ชูดระ  ไม่ควรอ้างว่าเป็น  บราฮมะณะ  อย่างผิดธรรมชาติถึงแม้อาจเกิดใน  ตระกูล  บราฮมะณะ  เขาควรทำงานตามธรรมชาติของตน  ไม่มีงานใดน่ารังเกียจหาก  ปฏิบัติเพื่อรับใช้องค์ภควาน  อาชีพการงานของ  บราฮมะณะ  แน่นอนว่าอยู่ในระดับ  ความดี  แต่หากว่าบุคคลไม่อยู่ในระดับความดีโดยธรรมชาติ  ก็ไม่ควรเลียนแบบอาชีพ  การงานของ  บราฮมะณะ  สำหรับ  คชัทริยะ  หรือผู้บริหาร  มีสิ่งที่น่ารังเกียจมากมาย  เช่น  คชัทริยะ  ต้องเบียดเบียนผู้อื่นเพื่อสังหารศัตรู  บางครั้ง  คชัทริยะ  ต้องพูดเท็จเพื่อ  ผลประโยชน์ทางการทูต  การเบียดเบียนและการตีสองหน้าเช่นนี้มาพร้อมกับภารกิจ  ทางการเมือง  แต่  คชัทริยะ  ไม่ควรยกเลิกอาชีพการงานของตน  และพยายามไปปฏิบัติ  หน้าที่ของ  บราฮมะณะ

เราควรปฏิบัติเพื่อให้องค์ภควานทรงพอพระทัย  ตัวอย่างเช่น  อารจุนะทรงเป็น  คชัทริยะ  ผู้ลังเลใจในการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม  แต่ถ้าหากการสู้รบเช่นนี้กระทำไปเพื่อ  ประโยชน์ของคริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าก็ไม่จำเป็นจะต้องกลัวตกต่ำลง  ใน  สนามธุรกิจก็เช่นกัน  บางครั้งพ่อค้าต้องพูดเท็จบ่อย  ๆ  เพื่อผลกำไร  หากไม่ทำเช่นนี้จะ  ไม่มีผลกำไร  บางครั้งพ่อค้ากล่าวว่า  “โอ้  ลูกค้าที่รัก  สำหรับคุณฉันไม่มีกำไรอะไรเลย”  แต่ควรรู้ว่าปราศจากผลกำไรพ่อค้าอยู่ไม่ได้  ดังนั้น  เราควรยอมรับว่าเป็นการพูดเท็จแน่  เมื่อพ่อค้ากล่าวว่าไม่ได้กำไร  แต่พ่อค้าไม่ควรคิดว่าเนื่องจากมีอาชีพที่การพูดเท็จเป็น  สิ่งจำเป็น  ควรยกเลิกอาชีพของตนและมามีอาชีพเป็น  บราฮมะณะ  เช่นนี้ไม่แนะนำ  ไม่ว่า  จะเป็น  คชัทริยะ  ไวชยะ  หรือ  ชูดระ  ไม่สำคัญ  หากเรารับใช้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ด้วยผลงานของตน  แม้  บราฮมะณะ  ผู้ทำพิธีบูชาต่าง  ๆ  บางครั้งต้องฆ่าสัตว์  เนื่องจาก  บางครั้งต้อใช้สัตว์ในพิธีบูชา  ในทำนองเดียวกันหาก  คชัทริยะ  ทำตามอาชีพของตนใน  การสังหารศัตรูจะไม่มีผลบาป  ในบทที่สามได้อธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียดและชัดเจนว่า  ทุกคนควรทำงานเพื่อจุดมุ่งหมายแห่ง  ยะกยะ  หรือเพื่อองค์วิชณุบุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้า  สิ่งใดที่กระทำไปเพื่อสนองประสาทสัมผัสส่วนตัวเป็นต้นเหตุแห่งพันธนาการ  ข้อสรุปคือทุกคนควรปฏิบัติตามระดับแห่งธรรมชาติโดยเฉพาะที่ตนได้รับมา  และควร  ตัดสินใจทำงานเพื่อรับใช้อย่างสูงสุดแด่องค์ภควานเท่านั้น

โศลก 48 (18.48)

สะฮะ-จัม คารมะ คะอุนเทยะ
สะ-โดชัม อพิ นะ ทยะเจท

สารวารัมบา ฮิ โดชณะ
ดํูเมนากนิร อิวาวริทาฮ

สะฮะ-จัม  -  เกิดขึ้นพร้อมกัน, คารมะ  -  งาน, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, สะ- โดชัม  -  ด้วยความผิดพลาด, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, นะ  -  ไม่เคย, ทยะเจท  -  เขาควรยกเลิก, สารวะ-อารัมบฺาฮ  -  การเสี่ยงภัยทั้งหมด, ฮิ  -  แน่นอน, โดเชณะ  -  ด้วยความผิด, ดํูเมนะ  -  กับควัน, อักนิฮ  -  ไฟ, อิวะ  -  เหมือน, อาวริทาฮ  -  ปกคลุม

คำแปล

ความพยายามทุกครั้งจะถูกปกคลุมด้วยความผิดพลาดบางอย่าง  เหมือนกับไฟที่  ถูกควันปกคลุม  ดังนั้น  จึงไม่ควรยกเลิกงานที่เกิดจากธรรมชาติของตนเอง  โอ้  โอรสพระนางคุนที  ถึงแม้งานนี้จะเต็มไปด้วยความผิดพลาด

คำอธิบาย

ในพันธชีวิต  งานทั้งหมดเป็นมลทินโดยระดับวัตถุแห่งธรรมชาติ  แม้จะเป็น  บราฮมะณะ  ต้องทำพิธีบูชาซึ่งการฆ่าสัตว์เป็นสิ่งจำเป็น  ในทำนองเดียวกัน  คชัทริยะ  ไม่  ว่าจะใจบุญเพียงใด  ต้องต่อสู้กับศัตรูซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้  เช่นเดียวกัน  พ่อค้าไม่ว่าจะใจบุญ  แค่ไหน  บางครั้งต้องซ่อนผลกำไรเพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้  หรือบางครั้งต้องทำธุรกิจในตลาด  มืด  เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น  ซึ่งเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  เช่นเดียวกันถึงแม้ว่าบุคคลเป็น  ชูดระ  รับใช้เจ้านายเลว  เขาต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้านาย  แม้ไม่ควรทำ  แม้จะมีข้อผิด  พลาดเหล่านี้  เขาควรปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้  เพราะเกิดจากธรรมชาติของตนเอง

ได้ให้ตัวอย่างที่ดีไว้  ณ  ที่นี้ว่า  แม้ว่าไฟบริสุทธิ์แต่ยังมีควัน  แต่ควันไม่ได้ทำให้  ไฟไม่บริสุทธิ์  ถึงแม้จะมีควันในไฟ  ไฟก็ยังพิจารณาว่าเป็นธาตุบริสุทธิ์ที่สุดในบรรดาธาตุ  ทั้งหมด  หากยกเลิกงานของ  คชัทริยะ  และไปรับเอาอาชีพของ  บราฮมะณะ  มาทำ  ก็ไม่  แน่ใจว่างานในอาชีพ  บราฮมะณะ  จะราบรื่นเสมอไป  อาจสรุปได้ว่าในโลกวัตถุไม่มีผู้ใด  สามารถเป็นอิสระโดยสมบูรณ์จากมลทินแห่งธรรมชาติวัตถุ  ตัวอย่างของไฟและควัน  เหมาะสมมากในประเด็นนี้  ในฤดูหนาวเราเอาหินมาจากไฟ  บางครั้งควันรบกวนดวงตา  และส่วนอื่น  ๆ  ของร่างกาย  แต่เราต้องใช้ไฟถึงแม้จะมีสภาวะรบกวน  ในทำนองเดียวกัน  เราไม่ควรยกเลิกอาชีพตามธรรมชาติของตนเอง  อันเนื่องจากมีปัจจัยรบกวนบางอย่าง  แต่ควรมุ่งมั่นที่จะรับใช้องค์ภควานด้วยอาชีพการงานของตนในคริชณะจิตสำนึก  นั่น  คือจุดแห่งความสมบูรณ์  เมื่ออาชีพบางอย่างปฏิบัติไปเพื่อความพึงพอพระทัยขององค์  ภควาน  ข้อบกพร่องทั้งหลายในอาชีพนั้นก็ถูกทำให้บริสุทธิ์ขึ้น  เมื่อผลของงานบริสุทธิ์  ด้วยการเชื่อมสัมพันธ์กับการอุทิศตนเสียสละรับใช้เราจะกลายมาเป็นผู้สมบูรณ์ในการ  เห็นตนเองภายใน  และนั่นคือความรู้แจ้งแห่งตน

โศลก 49 (18.49)

อสัคทะ-บุดดิฺฮ สารวะทระ
จิทาทมา วิกะทะ-สพริฮะฮ

ไนชคารมยะ-สิดดิฺม พะระมาม
สันนยาเสนาดิฺกัชชฺะทิ

อสัคทะ-บุดดิฺฮ  -  มีปัญญาที่ไม่ยึดติด, สารวะทระ  -  ทุกหนทุกแห่ง, จิทะ-อาทมา  -  มี จิตใจที่ควบคุมได้, วิกะทะ-สพริฮะฮ  -  ปราศจากความต้องการทางวัตถุ, ไนชคารมยะ- สิดดิฺม  -  ความสมบูรณ์แห่งการไม่มีผลกรรม, พะระมาม  -  สูงสุด, สันนยาเสนะ  -  ด้วยชีวิต สละโลก, อดิฺกัชชฺะทิ  -  เขาบรรลุ

คำแปล

ผู้ที่ควบคุมตนเองได้  ไม่ยึดติด  และไม่สนใจต่อความรื่นเริงทางวัตถุทั้งปวง  จาก  การฝึกปฏิบัติการเสียสละ  เขาสามารถบรรลุถึงระดับสมบูรณ์สูงสุดแห่งความ  เป็นอิสระจากผลกรรม

คำอธิบาย

การเสียสละที่แท้จริงหมายความว่า  เราควรคิดอยู่เสมอว่าตนเองเป็นละออง  อณูขององค์ภควาน  ดังนั้น  จึงคิดว่าไม่มีสิทธิ์จะรื่นเริงกับผลงานของตน  เนื่องจากเป็น  ละอองอณูขององค์ภควาน  ผลงานของเราต้องถวายให้พระองค์รื่นเริง  นี่คือคริชณะ  จิตสำนึกที่แท้จริง  บุคคลปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกเป็น  สันนยาสี  หรือผู้มีชีวิตสละโลก  ที่แท้จริง  ด้วยความคิดเช่นนี้เราจึงมีความพึงพอใจ  เพราะว่าเราปฏิบัติเพื่อองค์ภควาน  โดยแท้จริง  ดังนั้น  จึงไม่ยึดติดกับสิ่งใด  ๆ  ที่เป็นวัตถุ  เราจะเคยชินกับการไม่หาความสุข  กับสิ่งใดที่นอกเหนือจากความสุขทิพย์ซึ่งได้รับจากการรับใช้พระองค์  สันนยาสี  ควร  เป็นอิสระจากผลกรรม  จากกรรมในอดีตของตน  แต่บุคคลในคริชณะจิตสำนึกบรรลุ  ถึงความสมบูรณ์โดยปริยาย  โดยไม่ต้องอุปสมบทในระดับที่สมมติว่าเป็นชีวิตสละโลก  ระดับจิตเช่นนี้เรียกว่า  โยการูดฺะ  หรือระดับสมบูรณ์แห่งโยคะ  ดังที่ได้ยืนยันไว้ในบทที่  สามว่า  ยัส  ทุ  อาทมะ-ระทิร  เอวะ  สยาท  เป็นผู้ที่มีความพึงพอใจในตนเองและไม่มี  ความกลัวต่อผลกรรมใด  ๆ  จากการกระทำของตนเอง

โศลก 50 (18.50)

สิดดิฺม พราพโท ยะทฺา บระฮมะ
ทะทฺาพโนทิ นิโบดฺะ เม

สะมาเสไนวะ คะอุนเทยะ
นิชทฺา กยานัสยะ ยา พะรา

สิดดิฺม  -  ความสมบูรณ์, พราพทะฮ  -  บรรลุ, ยะทฺา  -  เหมือน, บระฮมะ  -  สูงสุด, ทะทฺา  -  ดัง นั้น, อาพโนทิ  -  เขาบรรลุ, นิโบดฺะ  -  พยายามเข้าใจ, เม  -  จากข้า, สะมาเสนะ  -  โดยสรุป, เอวะ  -  แน่นอน, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, นิชทฺา  -  ระดับ, กยานัสยะ  -  ของความ รู้, ยา  -  ซึ่ง, พะรา  -  ทิพย์

คำแปล

โอ้  โอรสพระนางคุนที  จงเรียนรู้จากข้าว่า  ผู้บรรลุถึงความสมบูรณ์เช่นนี้สามารถ  จะบรรลุถึงระดับสมบูรณ์สูงสุด  บระฮมัน  ซึ่งเป็นระดับแห่งความรู้ที่สมบูรณ์  สูงสุด  ด้วยการปฏิบัติเช่นนี้ได้อย่างไร  บัดนี้ข้าจะสรุปให้ฟัง

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงอธิบายแด่อารจุนะว่า  บุคคลจะสามารถบรรลุถึงระดับแห่ง  ความสมบูรณ์สูงสุดจากการปฏิบัติหน้าที่การงานของตนได้อย่างไร  ด้วยการปฏิบัติ  หน้าที่เพื่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเขาจะบรรลุถึงระดับสูงสุดแห่ง  บระฮมัน  เพียง  แต่ต้องสละผลงานของตนเพื่อความพึงพอพระทัยขององค์ภควาน  นั่นคือวิธีแห่งความ  รู้แจ้งแห่งตน  ความสมบูรณ์แห่งความรู้ที่แท้จริงอยู่ที่การบรรลุถึงคริชณะจิตสำนึกที่  บริสุทธิ์  ดังจะอธิบายในโศลกต่อ  ๆ  ไป

โศลก 51-53 (18.51-53)

บุดดฺยา วิชุดดฺะยา ยุคโท
ดฺริทยาทมานัม นิยัมยะ ชะ

ชับดาดีน วิชะยามส ทยัคทวา
รากะ-ดเวโช วิยุดัสยะ ชะ
วิวิคทะ-เสวี ลักฮุ-อาชี
ยะทะ-วาค-คายะ-มานัสสะฮ
ดฺยานะ-โยกะ-พะโร นิทยัม
ไวรากยัม สะมุพาชริทะฮ
อฮังคารัม บะลัม ดารพัม
คามัม โครดัฺม พะริกระฮัม

วิมุชยะ นิรมะมะฮ ชานโท
บระฮมะ-บํูยายะ คัลพะเท

บุดดฺยา  -  ด้วยปัญญา, วิชุดดฺะยา  -  บริสุทธิ์โดยสมบูรณ์, ยุคทะฮ  -  ปฏิบัติ, ดฺริทยา  -  ด้วย ความมุ่งมั่น, อาทมานัม  -  ตนเอง, นิยัมยะ  -  ประมาณ, ชะ  -  เช่นกัน, ชับดะ-อาดีน  -  เช่น เสียง, วิชะยาน  -  อาตยนะภายนอก, ทยัคทวา  -  ยกเลิก, รากะ  -  การยึดติด, ดเวโช  -  และ ความเกลียดชัง, วิยุดัสยะ  -  วางไว้ข้าง ๆ, ช  -  เช่นกัน, วิวิคทะ  -  เสวี  -  อยู่ในที่สันโดษ, ลักฮุ-อาชี  -  รับประทานปริมาณน้อย, ยะทะ  -  ความคุม, วาค  -  การพูด, คายะ  -  ร่างกาย, มานะสะฮ  -  และจิตใจ, ดฺยานะ-โยกะ-พะระฮ  -  ซึมซาบในสมาธิ, นัทยัม  -  วันละยี่สิบสี่ ชั่วโมง, ไวรากยัม  -  ไม่ยึดติด, สะมุพาชริทะฮ  -  เข้าพึ่ง, อฮังคารรัม  -  อหังการ, บะลัม  -  กำลังที่ผิด, ดารพัม  -  ความยโสที่ผิด, คามัม  -  ราคะ, โครดัฺม  -  ความโกรธ, พะริกรา ฮัม -และยอมรัมสิ่งของวัตถุ, วิมุชยะ  -  ถูกส่งจาก, นิรมะมะฮ  -  ไม่รู้สึกว่าเป็นเจ้าของ, ชานทะฮ  -  ความสงบ, บระฮมะ-บํูยายะ  -  เพื่อความรู้แจ้งแห่งตน, คัลพะเท  -  มีคุณสมบัติ

คำแปล

ได้รับความบริสุทธิ์จากปัญญาและควบคุมจิตใจด้วยความมุ่งมั่น  ไม่ยุ่งกับ  อายตนะภายนอกเพื่อสนองประสาทสัมผัส  เป็นอิสระจากการยึดติดและความ  เกลียดชัง  เป็นผู้อยู่ในสถานที่สันโดษ  รับประทานน้อย  ควบคุมร่างกาย  จิตใจ  และพลังในการพูด  อยู่ในสมาธิเสมอ  และไม่ยึดติด  เป็นผู้ปราศจากอหังการ  อำนาจที่ผิด  ความยโสที่ผิด  ราคะ  ความโกรธ  และการยอมรับสิ่งของวัตถุ  ปราศจากความเป็นเจ้าของที่ผิด  และมีความสงบ  บุคคลเช่นนี้แน่นอนว่าจะ  พัฒนาไปสู่สถานภาพการรู้แจ้งแห่งตน

คำอธิบาย

เมื่อบริสุทธิ์ขึ้นด้วยปัญญาเขาจะรักษาตัวให้อยู่ในระดับความดี  ดังนั้น  จึง  เป็นผู้ควบคุมจิตใจได้และตั้งอยู่ในสมาธิเสมอ  โดยไม่ยึดติดกับอายตนะภายนอกเพื่อ  สนองประสาทสัมผัส  จึงเป็นอิสระจากการยึดติดและความเกลียดชังในกิจกรรมของ  ตนเอง  บุคคลที่ไม่ยึดติดเช่นนี้  โดยธรรมชาติชอบอยู่ในที่สันโดษไม่รับประทานอาหาร  มากเกินความจำเป็น  ควบคุมกิจกรรมของร่างกายและจิตใจของตนเองได้  ไม่มีอหังการ  เพราะไม่ยอมรับว่าร่างกายเป็นตัวเขาเอง  และไม่ปรารถนาที่จะทำให้ร่างกายอ้วนท้วน  แข็งแรงจากการยอมรับเอาสิ่งของวัตถุต่าง  ๆ  มากมาย  เนื่องจากไม่มีแนวคิดแห่งชีวิต  ทางร่างกายจึงไม่มีความยโสอย่างผิด  ๆ  มีความพึงพอใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้มา  ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์ภควาน  ไม่มีความโกรธที่ไม่ได้สนองประสาทสัมผัสและไม่  พยายามได้มาซึ่งอายตนะภายนอก  เมื่อเป็นอิสระจากอหังการโดยสมบูรณ์และไม่ยึด  ติดกับสิ่งของวัตถุทั้งหลาย  นั่นคือระดับความรู้แจ้งแห่งตนของ  บระฮมัน  ระดับนี้เรียกว่า  บระฮมะ-บํูทะ  เมื่อเป็นอิสระจากแนวคิดแห่งชีวิตทางวัตถุเขาจะไม่มีความเร่าร้อน  ได้  อธิบายไว้ใน  ภควัต-คีตา  (2.70  )  ว่า

อาพูรยะมานัม อชะละ-พระทิชทัฺม
สะมุดรัม อาพะฮ พระวิชันทิ ยัดวัท

ทัดวัท คามา ยัม พระวิชันทิ สารเว
สะ ชานทิม อาพโนทิ นะ คามะ-คามี

“บุคคลผู้ไม่ถูกรบกวนจากความต้องการที่ไหลมาอย่างไม่หยุดยั้ง  เหมือนกับแม่น้ำที่  ไหลลงสู่มหาสมุทรซึ่งเต็มเปี่ยมแต่นิ่งสงบอยู่ตลอดเวลา  เขาผู้นี้เท่านั้นที่ได้รับความ  สงบ  ไม่ใช่บุคคลผู้ดิ้นรนเพื่อสนองความต้องการเหล่านี้”

โศลก 54 (18.54)

บระฮมะ-บํูทะฮ พระสันนาทมา
นะ โชชะทิ นะ คางชะทิ

สะมะฮ สารเวชุ บํูเทชุ
มัด-บัฺคธิม ละบฺะเท พะราม

บระฮมะ-บํูทะฮ  -  เป็นหนึ่งเดียวกับสัจธรรม, พระสันนะ-อาทมา  -  มีความรื่นเริงเต็มที่, นะ  -  ไม่เคย, โชชะทิ  -  เศร้าโศก, นะ  -  ไม่เคย, คางคชะทิ  -  ปรารถนา, สะมะฮ  -  เสมอภาค, สารเวชุ  -  ทั้งหมด, บํูเทชุ  -  สิ่งมีชีวิต, มัท-บัฺคธิม  -  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อข้า, ละบะ เท  -  ได้รับ, พะราม  -  ทิพย์

คำแปล

ผู้ที่สถิตในระดับทิพย์จะรู้แจ้งบระฮมันสูงสุดในทันทีและจะมีความรื่นเริงอย่าง  เต็มเปี่ยม  เขาจะไม่เศร้าโศกหรือปรารถนาจะได้สิ่งใด  และเสมอภาคกับทุกชีวิต  ในระดับนั้น  เขาบรรลุถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อข้าด้วยความบริสุทธิ์ใจ

คำอธิบาย

สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์  การบรรลุถึงระดับ  บระฮมะ-บํูทะ  หรือกลายมา  เป็นหนึ่งเดียวกับสัจธรรมจะเป็นคำสุดท้าย  แต่สำหรับผู้ที่เชื่อในรูปลักษณ์  หรือสาวกผู้  บริสุทธิ์จะก้าวไปไกลกว่านั้น  โดยปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความบริสุทธิ์  เช่น  นี้หมายความว่า  ผู้ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความบริสุทธิ์ใจต่อองค์ภควาน  อยู่ในระดับหลุดพ้นแล้วเรียกว่า  บระฮมะ-บํูทะ  หรือเป็นหนึ่งเดียวกับสัจธรรมเรียบร้อย  แล้ว  ปราศจากการมาเป็นหนึ่งเดียวกับองค์ภควานหรือสัจธรรมเราไม่สามารถถวาย  การรับใช้ต่อพระองค์ได้  ในแนวคิดที่สมบูรณ์จะไม่มีข้อแตกต่างระหว่างผู้รับ  การรับใช้  และผู้รับใช้  แต่ในระดับทิพย์ที่สูงกว่าจะมีข้อแตกต่าง

ในแนวคิดชีวิตทางวัตถุ  เมื่อทำงานเพื่อสนองประสาทสัมผัสจะมีความทุกข์  ยากลำบาก  แต่ในโลกที่สมบูรณ์เมื่อปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความบริสุทธิ์  ใจจะไม่มีความทุกข์ยาก  สาวกในคริชณะจิตสำนึกไม่มีอะไรที่ต้องเศร้าโศกหรือต้อง  ปรารถนาเนื่องจากองค์ภควานทรงมีความสมบูรณ์  สิ่งมีชีวิตผู้ปฏิบัติรับใช้พระองค์ใน  คริชณะจิตสำนึกกลายมาเป็นผู้มีความสมบูรณ์อยู่ในตัวเช่นกัน  เขาเหมือนกับแม่น้ำที่  ชะล้างน้ำสกปรกออกไปหมดแล้ว  เนื่องจากสาวกผู้บริสุทธิ์ไม่มีความนึกคิดถึงสิ่งอื่นใด  นอกจากคริชณะ  จึงมีความรื่นเริงอยู่เสมอโดยธรรมชาติ  จะไม่เศร้าโศกกับการสูญเสีย  ทางวัตถุใด  ๆ  หรือปรารถนาจะได้กำไรสิ่งใด  เนื่องจากอิ่มเอิบอยู่ในการรับใช้พระองค์  เขาไม่มีความปรารถนาจะรื่นเริงทางวัตถุ  เพราะรู้ว่าทุก  ๆ  ชีวิตเป็นละอองอณูขององค์  ภควาน  ดังนั้น  ทุก  ๆ  ชีวิตจึงเป็นผู้รับใช้นิรันดร  เขาจะไม่มองตามแนวคิดทางวัตถุว่า  บางคนสูงกว่าหรือบางคนต่ำกว่า  สภาวะที่สูงกว่าและต่ำกว่านั้นไม่ถาวรสาวกไม่ไปยุ่ง  เกี่ยวกับการปรากฏหรือการไม่ปรากฏที่ไม่ยั่งยืน  สำหรับบุคคลเช่นนี้ทั้งก้อนหินหรือ  ทองคำมีค่าเท่ากัน  นี่คือระดับ  บระฮมะ-บํูทะ  และระดับนี้  สาวกผู้บริสุทธิ์บรรลุได้โดย  ง่ายดายในระดับแห่งความเป็นอยู่เช่นนี้  ความคิดที่จะกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับ  บระฮ  มัน  สูงสุดและทำลายความเป็นปัจเจกของตนเองเหมือนกับตกนรก  ความคิดที่จะบรรลุ  ถึงอาณาจักรสวรรค์กลายมาเป็นสิ่งหลอกลวง  และประสาทสัมผัสนั้นเหมือนกับเขี้ยว  ของงูพิษที่หักไปแล้ว  เฉกเช่นเราไม่กลัวงูพิษที่เขี้ยวหักเราก็จะไม่กลัวประสาทสัมผัส  ที่ควบคุมได้โดยปริยาย  โลกนี้มีความทุกข์ยากสำหรับบุคคลที่ติดเชื้อโรคทางวัตถุ  แต่  สำหรับสาวกโลกทั้งโลกนั้นดีเท่า  ๆ  กับ  ไวคุณธฺะ  หรือท้องฟ้าทิพย์  บุคลสูงสุดในจักรวาล  วัตถุนี้ไม่มีความสำคัญยิ่งไปกว่ามดตัวหนึ่งสำหรับสาวก  ระดับจิตสำนึกเช่นนี้บรรลุได้  ด้วยพระเมตตา  ขององค์เชธันญะผู้ทรงสอนการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์ในยุคนี้

โศลก 55 (18.55)

บัฺคธยา มาม อบิฺจานาทิ
ยาวาน ยัช ชาสมิ ทัททวะทะฮ

ทะโท มาม ทัททวะโท กยาทวา
วิชะเท ทัด-อนันนทะรัม

บัฺคธยา  -  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์, มาม  -  ข้า, อบิจานาทิ  -  เขาสามารถ รู้, ยาวาน  -  มากเท่า ๆ กับ, ยะฮ ชะ อัสมิ  -  เหมือนข้าเป็น, ทัททวะทะฮ  -  ในความจริง, ทะทะฮ  -  หลังจากนั้น, มาม  -  ข้า, ทัททวะทะฮ  -  ในความจริง, กยาทวา  -  รู้, วิชะเท  -  เขา เข้าไป, ทัท-อนันทะรัม  -  หลังจากนั้น

คำแปล

บุคคลสามารถเข้าใจตามความเป็นจริงว่าข้าคือองค์ภควาน  ก็ด้วยการอุทิศตน  เสียสละรับใช้เท่านั้น  และเมื่อมาอยู่ในจิตสำนึกแห่งข้าโดยสมบูรณ์ด้วยการอุทิศ  ตนเสียสละเช่นนี้  เขาจะสามารถเข้าไปในอาณาจักรแห่งองค์ภควาน

คำอธิบาย

คริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าและส่วนที่สมบูรณ์ของพระองค์  ไม่  สามารถเข้าใจได้ด้วยการคาดคะเนทางจิตหรือโดยผู้ไม่ใช่สาวก  หากผู้ใดปรารถนาจะ  เข้าใจองค์ภควาน  เขาต้องปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์ภายใต้การชี้นำของ  สาวกผู้บริสุทธิ์  มิฉะนั้น  ความจริงเกี่ยวกับองค์ภควานจะถูกซ่อนเร้นอยู่เสมอ  ดังที่ได้  กล่าวไว้ใน  ภควัต-คีตา  (7.25  )  ว่า  นาฮัม  พระคาชะฮ  สารวัสยะ  พระองค์ทรงไม่เปิด  เผยกับทุก  ๆ  คน  ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจองค์ภควานด้วยการมาเป็นนักวิชาการผู้คงแก่  เรียนหรือเป็นนักคาดคะเนทางจิต  ผู้ที่ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกและอุทิศตนเสียสละรับ  ใช้จริง  ๆ  เท่านั้นจึงสามารถเข้าใจว่าคริชณะคือใคร  แม้ปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัย  อะไรก็ช่วยไม่ได้

ผู้มีความชำนาญมากในศาสตร์แห่งคริชณะมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปในอาณาจักรทิพย์  หรือพระตำหนักของพระองค์  การกลายมาเป็น  บระฮมัน  มิได้หมายความว่าสูญเสีย  บุคลิกลักษณะของตนเอง  ตราบใดที่การอุทิศตนเสียสละรับใช้มีอยู่  จะต้องมีองค์ภควาน  มีสาวก  และมีวิธีการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ความรู้เช่นนี้ไม่สูญหายแม้หลังจากหลุดพ้น  ไปแล้ว  การหลุดพ้นหมายถึงเป็นอิสระจากแนวคิดชีวิตทางวัตถุ  ในชีวิตทิพย์มีข้อแตก  ต่างเช่นเดียวกันและมีความเป็นปัจเจกบุคคลเช่นเดียวกันแต่อยู่ในคริชณะจิตสำนึกที่  บริสุทธิ์  เราไม่ควรคิดผิด  ๆ  กับคำว่า  วิชะเท  หรือ  “เข้ามาในข้า”  ว่าไปสนับสนุนทฤษฏี  ของผู้ที่เชื่อความเป็นหนึ่งเดียวกัน  ว่าเราจะกลายมาเป็นเนื้อเดียวกันกับ  บระฮมัน  อัน  ไร้รูปลักษณ์  มันไม่ใช่  คำว่า  วิชะเท  หมายความว่าเขาสามารถเข้าไปในพระตำหนัก  ขององค์ภควานในความเป็นปัจเจกของตนเอง  เพื่อปฏิบัติอย่างใกล้ชิดและถวายการรับ  ใช้แด่พระองค์  ตัวอย่างเช่น  นกสีเขียวไปอยู่บนต้นไม้สีเขียว  ไม่ใช่เพื่อกลายมาเป็นหนึ่ง  เดียวกับต้นไม้แต่เพื่อรื่นเริงกับผลไม้บนต้น  พวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์โดยทั่วไปให้ตัวอย่าง  ว่าแม่น้ำไหลลงไปในมหาสมุทรและกลืนหายไป  เช่นนี้อาจเป็นเหตุแห่งความสุขสำหรับ  ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์  แต่ผู้เชื่อในรูปลักษณ์จะรักษาความเป็นปัจเจกบุคคลของตนเอง  เหมือนกับสัตว์น้ำในมหาสมุทร  เราจะพบสิ่งมีชีวิตมากมายภายใต้มหาสมุทรหากเราดำ  ลึกลงไป  ความคุ้นเคยกับผิวน้ำของมหาสมุทรไม่เพียงพอ  เราจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับ  ชีวิตสัตว์น้ำในส่วนลึกของมหาสมุทรอย่างสมบูรณ์ด้วย

ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์  สาวกจึงสามารถเข้าใจคุณลักษณะ  ทิพย์และความมั่งคั่งขององค์ภควานตามความเป็นจริง  ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่สิบเอ็ดว่า  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้เท่านั้นที่เราสามารถเข้าใจ  ได้ยืนยันไว้  ณ  ที่นี้เช่นเดียวกัน  ว่าเราสามารถเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าได้ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้  แล้ว  จึงเข้าไปในอาณาจักรของพระองค์

หลังจากบรรลุถึงระดับ  บระฮมะ-บํูทะ  ที่เป็นอิสระจากแนวคิดทางวัตถุ  การ  อุทิศตนเสียสละรับใช้เริ่มต้นจากการสดับฟังเกี่ยวกับองค์ภควาน  เมื่อสดับฟังเกี่ยวกับ  พระองค์  ระดับ  บระฮมะ-บํูทะ  ก็จะพัฒนาโดยปริยาย  และมลทินทางวัตถุเช่น  ความ  โลภ  และ  ราคะ  เพื่อรื่นเริงทางประสาทสัมผัสจะเลือนหายไป  ขณะที่ราคะและความ  ปรารถนาเลือนหายไปจากหัวใจของสาวก  ท่านจะยึดมั่นกับการรับใช้พระองค์มาก  ยิ่งขึ้น  และจากการยึดมั่นเช่นนี้ทำให้เป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุ  ชีวิตในระดับนั้นจึง  สามารถเข้าใจองค์ภควาน  นี่คือข้อความจาก  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  หลังจากหลุดพ้น  แล้ววิธีแห่ง  บัฺคธิ  หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้ทิพย์จะดำเนินต่อไป  เวดานธะ-สูทระ  (4.1.12  )  ยืนยันดังนี้  อา-พรายะณาท  ทะทราพิ  ฮิ  ดริชทัม  หมายความว่า  หลังจากหลุด  พ้นแล้ววิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้จะดำเนินต่อไป  ใน  ชรีมัด-บฺากะวะธัม  ความ  หลุดพ้นแห่งการอุทิศตนเสียสละที่แท้จริง  นิยามว่าสิ่งมีชีวิตกลับคืนมาสู่บุคลิกลักษณะ  ของตนเองเหมือนดังเดิม  สถานภาพเดิมแท้ได้อธิบายไว้แล้วว่าทุก  ๆ  ชีวิตเป็นละอองอณู  ขององค์ภควาน  ดังนั้น  สถานภาพเดิมแท้คือการรับใช้  หลังจากหลุดพ้นไปแล้วการรับ  ใช้เช่นนี้ไม่มีวันหยุดลง  อันที่จริงการหลุดพ้นคือเป็นอิสระจากแนวคิดชีวิตที่ผิด

โศลก 56 (18.56)

สารวะ-คารมานิ อพิ สะดา
คุรวาโณ มัด-วิยะพาชระยะฮ

มัท-พระสาดาด อวาพโนทิ
ชาชวะทัม พะดัม อัพยะยัม

สารวะ  -  ทั้งหมด, คารมาณิ  -  กิจกรรม, อพิ  -  ถึงแม้ว่า, สะดา  -  เสมอ, คุรวาณะฮ  -  ปฏิบัติ, มัท  -  วิยะพาชระยะฮ  -  ภายใต้การปกป้องของข้า, มัท-พระสาดาท  -  ด้วยความเมตตาของ ข้า, อวาพโนทิ  -  เขาบรรลุ, ชาชวะทัม  -  ความเป็นอมตะ, พะดัม  -  พระตำหนัก, อัพยะยัม  -  ไม่มีวันสูญสลาย

คำแปล

แม้ปฏิบัติในกิจกรรมต่าง  ๆ  ทั้งหลาย  สาวกผู้บริสุทธิ์  ภายใต้การปกป้องของข้า  บรรลุถึงพระตำหนักอมตะและไม่มีวันสูญสลาย  ด้วยพระกรุณาธิคุณของข้า

คำอธิบาย

คำว่า  มัด-วิยะพาชระยะฮ  หมายถึงภายใต้การปกป้องขององค์ภควาน  การ  เป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุ  สาวกผู้บริสุทธิ์ปฏิบัติภายใต้การกำกับของภควาน  หรือพระอาจารย์ทิพย์ซึ่งเป็นผู้แทนของพระองค์  ไม่มีการจำกัดเวลาสำหรับสาวกผู้  บริสุทธิ์  ท่านปฏิบัติในกิจกรรมภายใต้การกำกับขององค์ภควาน  วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง  ร้อยเปอร์เซ็นต์  สำหรับสาวกผู้ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกเช่นนี้พระองค์ทรงมีพระเมตตา  มาก  ถึงแม้จะมีความยากลำบากนานัปการ  ท่านจะถูกนำพาไปยังพระตำหนักทิพย์หรือ  คริชณะโลคะในอนาคตซึ่งรับประกันได้โดยไม่ต้องสงสัย  ณ  พระตำหนักสูงสุดนี้ไม่มีการ  เปลี่ยนแปลง  ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอมตะ  ไม่มีการสูญสลาย  และเปี่ยมไปด้วยความรู้

โศลก 57 (18.57)

เชทะสา สารวะ-คารมาณิ
มะยิ สันนยัสยะ มัท-พะระฮ

บุดดิฺ-โยกัม อุพาชริทยะ
มัช-ชิททะฮ สะทะทัม บฺะวะ

เชทะสา  -  ด้วยปัญญา, สารวะ-คารมาณิ  -  กิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหลาย, มะยิ  -  แด่ข้า, สันนยัสยะ  -  ยกเลิก, มัท-พะระฮ  -  ภายใต้การปกป้องของข้า, บุดดิฺ-โยกัม  -  กิจกรรมการ อุทิศตนเสียสละ, อุพาชริทยะ  -  เป็นที่พึ่ง, มัท-ชิททะฮ  -  ในจิตสำนึกแห่งข้า, สะทะทัม  -  วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง, บฺะวะ  -  จงมาเป็น

คำแปล

ในกิจกรรมทั้งหลาย  จงขึ้นอยู่กับข้าและทำงานภายใต้การปกป้องของข้าเสมอ  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้เช่นนี้  จงมีจิตสำนึกอยู่ที่ข้าโดยสมบูรณ์

คำอธิบาย

เมื่อปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก  เราไม่ทำตัวว่าเป็นเจ้าโลก  เฉกเช่นผู้รับใช้ควร  ปฏิบัติภายใต้การชี้นำขององค์ภควานอย่างสมบูรณ์  ผู้รับใช้ไม่มีปัจเจกอิสรภาพแต่จะ  ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้านายเท่านั้น  ผู้รับใช้ปฏิบัติเพื่อเจ้านายสูงสุดโดยไม่ได้รับผล  กระทบจากกำไรหรือขาดทุน  เพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตาม  คำสั่งขององค์ภควาน  บัดนี้อาจมีคนเถียงว่าอารจุนะทรงปฏิบัติภายใต้การชี้นำโดยตรง  ของคริชณะ  แต่เมื่อคริชณะทรงไม่ปรากฏเราควรจะปฏิบัติอย่างไร?  หากเราปฏิบัติตาม  คำแนะนำของคริชณะจากหนังสือเล่มนี้  พร้อมทั้งอยู่ภายใต้การนำทางของผู้แทนของ  คริชณะผลจะเหมือนกัน  คำสันสกฤต  มัท-พะระฮ  สำคัญมากในโศลกนี้  แสดงว่าไม่มีจุด  มุ่งหมายอื่นใดในชีวิต  นอกจากปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกเพื่อให้คริชณะทรงพอพระทัย  ขณะทำงานเช่นนี้ควรระลึกถึงคริชณะเท่านั้น  โดยคิดว่า  “คริชณะทรงเลือกข้าให้มาทำ  หน้าที่นี้โดยเฉพาะ”  ขณะปฏิบัติเช่นนี้เราควรระลึกถึงคริชณะ  โดยธรรมชาตินี่คือความ  สมบูรณ์แห่งคริชณะจิตสำนึก  อย่างไรก็ดี  ควรสังเกตว่าหลังจากกระทำบางสิ่งบางอย่าง  ตามอำเภอใจเราไม่ควรถวายผลนั้นต่อพระองค์  หน้าที่เช่นนี้ไม่อยู่ในการอุทิศตนเสีย  สละรับใช้ของคริชณะจิตสำนึก  เราควรจะปฏิบัติตามคำสั่งของคริชณะ  นี่คือประเด็นที่  สำคัญมาก  คำสั่งของคริชณะผ่านทางระบบพะรัมพะรา  จากพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือ  ได้  ดังนั้น  คำสั่งของพระอาจารย์ทิพย์ควรถือว่าเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในชีวิต  หากเรามี  พระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้และปฏิบัติตามการชี้แนะของท่าน  ความสมบูรณ์แห่งชีวิต  ในคริชณะจิตสำนึกจะเป็นที่รับประกัน

โศลก 58 (18.58)

มัช-ชิททะฮ สารวะ-ดุรกาณิ
มัท-พระสาดาท ทะริชยะสิ

อทฺะ เชท ทวัม อฮังคาราน
นะ ชโรชยะสิ วินังคชยะสิ

มัท  -  ของข้า, ชิทะฮ  -  อยู่ในจิตสำนึก, สารวะ  -  ทั้งหมด, ดุรกาณิ  -  อุปสรรค, มัท-พระสา ดาท  -  ด้วยพระเมตตาของข้า, ทะริชยะสิ  -  เธอจะข้ามพ้น, อทฺะ  -  แต่, เชท  -  หาก, ทวัม  -  เธอ, อฮังคาราท  -  ด้วยอหังการ, นะ ชโรชยะสิ  -  ไม่ฟัง, วินังคชยะสิ  -  เธอจะสูญเสีย

คำแปล

หากมีจิตสำนึกอยู่ที่ข้า  เธอจะข้ามพ้นอุปสรรคแห่งพันธชีวิตทั้งหมดด้วยพระ  กรุณาธิคุณของข้า  อย่างไรก็ดี  หากเธอไม่ทำงานในจิตสำนึกเช่นนี้  แต่ทำตาม  อหังการ  ไม่เชื่อฟังข้า  เธอจะสูญเสีย

คำอธิบาย

บุคคลในคริชณะจิตสำนึกไม่กระตือรือร้นเกินควรเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่  เพื่อความเป็นอยู่ของตน  คนโง่เขลาไม่สามารถเข้าใจความเป็นอิสระเสรีจากความวิตก  กังวลทั้งหมดนี้  สำหรับผู้ที่ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก  องค์ชรีคริชณะทรงกลายมาเป็น  สหายสนิทที่สุด  พระองค์ทรงดูแลความสะดวกสบายของสหายเสมอ  และทรงให้ตัวพระ  องค์เองแก่สหายผู้ปฏิบัติวันละยี่สิบสี่ชั่วโมงด้วยการอุทิศตนเสียสละเพื่อให้พระองค์พอ  พระทัย  ดังนั้น  ไม่ควรมีผู้ใดถูกอหังการแห่งแนวคิดชีวิตทางวัตถุนำพาไป  เราไม่ควรคิด  ผิด  ๆ  ว่าตนเองเป็นอิสระจากกฎแห่งธรรมชาติหรือเป็นอิสระในการกระทำ  เราอยู่ภาย  ใต้กฎอันเข้มงวดแห่งวัตถุ  แต่ทันทีที่ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึกเราจะหลุดพ้นเป็นอิสระ  จากความสับสนทางวัตถุ  ควรสังเกตอย่างรอบคอบว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติในคริชณะจิตสำนึก  กำลังสูญเสียตนเองไปในวังวนแห่งวัตถุ  ในมหาสมุทรแห่งการเกิดและการตาย  ไม่มีพันธ  วิญญาณดวงไหนรู้อย่างแท้จริงว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ  แต่บุคคลผู้ปฏิบัติใน  คริชณะจิตสำนึกเป็นอิสระในการกระทำ  เพราะว่าคริชณะทรงเป็นผู้กระตุ้นทุกสิ่งทุก  อย่างจากภายใน  และพระอาจารย์ทิพย์จะยืนยันเพื่อให้ความมั่นใจ

โศลก 59 (18.59)

ยัค อฮังคารัม อาชริทยะ
นะ โยทสยะ อิทิ มันยะเส

มิทฺไยชะ วิยะวะสายัส เท
พระคริทิส ทวาม นิโยคชยะทิ

ยัท  -  หาก, อฮังคารัม  -  ของอหังการ, อาชริทยะ  -  ไปพึ่ง, นะ โยทสเย  -  ข้าจะไม่สู้รบ, อิทิ  -  ดังนั้น, มันยะเส  -  เธอคิด, มิทฺยา เอชะฮ  -  เช่นนี้ผิดทั้งหมด, วิยะวะสายะฮ  -  ความมุ่งมั่น, เท  -  ของเธอ, พระคริทิฮ  -  ธรรมชาติวัตถุ, ทวาม  -  เธอ, นิโยคชยะทิ  -  จะปฏิบัติ

คำแปล

หากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของข้า  และไม่ต่อสู้  เธอจะถูกนำไปในทางที่ผิด  ตาม  ธรรมชาติของเธอ  เธอจะต้องต่อสู้ในสงคราม

คำอธิบาย

อารจุนะทรงเป็นทหารซึ่งเกิดจากธรรมชาติแห่งความเป็น  คชัทริยะ  ดังนั้น  หน้าที่โดยธรรมชาติคือการต่อสู้  แต่เนื่องจากอหังการจึงกลัวว่าเมื่อสังหารครูบา  อาจารย์  เสด็จปู่  และบรรดาสหาย  จะได้รับผลบาป  อันที่จริงอารจุนะทรงพิจารณาว่า  ตนเองเป็นเจ้านายแห่งการกระทำของตน  ประหนึ่งว่าตนเองเป็นผู้กำกับผลดีและผลเสีย  ของงานนี้  โดยลืมไปว่าองค์ภควานทรงประทับอยู่เคียงข้างและทรงสอนให้อารจุนะต่อสู้  นั่นคือการลืมของพันธวิญญาณ  องค์ภควานทรงให้คำชี้นำว่าอะไรดีและอะไรไม่ดี  เรา  เพียงแต่ต้องปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกเพื่อบรรลุถึงความสมบูรณ์แห่งชีวิต  ไม่มีผู้ใดมีความ  มั่นใจในชะตากรรมของตนเองเท่ากับพระองค์  ดังนั้น  วิธีที่ดีที่สุดคือรับเอาคำสั่งจาก  พระองค์และปฏิบัติตาม  ไม่มีผู้ใดควรปฏิเสธคำสั่งขององค์ภควาน  หรือคำสั่งของพระ  อาจารย์ทิพย์ซึ่งเป็นผู้แทนของพระองค์  เราควรกระทำโดยไม่ลังเลในการปฏิบัติตามคำ  สั่งขององค์ภควาน  เช่นนี้จะรักษาตัวเราให้ปลอดภัยภายใต้สถานการณ์ทั้งปวง

โศลก 60 (18.60)

สวะบฺาวะ-เจนะ คะอุนเทยะ
นิบัดดฺะฮ สเวนะ คารมะณา

คารทุม เนชชฺะสิ ยัน โมฮาท
คะริชยะสิ เอวะโช ่พิ ทัท

สวะบฺาวะ-เจนะ  -  เกิดจากธรรมชาติของตัวเธอเอง, คะอุนเทยะ  -  โอ้ โอรสพระนางคุนที, นิบัดดฺะฮ  -  พันธสภาวะ, สเวนะ  -  จากตัวเธอ, คารมะณา  -  กิจกรรม, คารทุม  -  กระทำ, นะ  -  ไม่, อิช ชฺะสิ  -  เธอชอบ, ยัท  -  นั้นซึ่ง, โมฮาท  -  ด้วยความหลง, คะริชยะสิ  -  เธอจะทำ, อวะชะฮ  -  ไม่อาสา, อพิ  -  แม้, ทัท  -  นั้น

คำแปล

ภายใต้ความหลง  บัดนี้เธอปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของข้า  แต่ถูกบังคับ  ด้วยงานที่เกิดจากธรรมชาติของตัวเธอเอง  เธอจะต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน  โอ้  โอรสพระนางคุนที

คำอธิบาย

หากปฏิเสธในการปฏิบัติภายใต้คำแนะนำขององค์ภควาน  เราจะถูกบังคับให้  ปฏิบัติภายใต้ระดับต่าง  ๆ  ที่ตนเองสถิต  ทุกคนอยู่ภายใต้มนต์สะกดของการผสมผสาน  โดยเฉพาะของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติ  และปฏิบัติไปตามแนวทางนั้น  แต่หากผู้ใด  อาสามาปฏิบัติภายใต้คำแนะนำขององค์ภควาน  ผู้นั้นจะได้รับการสรรเสริญ

โศลก 61 (18.61)

อีชวะระฮ สารวะ-บํูทานาม
ฮริด-เดเช ่รจุนะ ทิชทฺะทิ

บฺรามะยัน สารวะ-บํูทานิ
ยันทรารูดฺานิ มายะยา

อีชวะระฮ  -  องค์ภควาน, สารวะ-บํูทานาม  -  ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย, ฮริท-เดเช  -  อยู่ใน หัวใจ, อารจุนะ  -  โอ้ อารจุนะ, ทิชทฺะทิ  -  อาศัย, บฺรามะยัน  -  เป็นเหตุให้เดินทาง, สารวะ- บํูทานิ  -  มวลชีวิต, ยันทระ  -  บนเครื่องจักร, อารูดฺะนิ  -  ถูกวาง, มายะยา  -  ภายใต้มนต์สะกด ของพลังงานวัตถุ

คำแปล

องค์ภควานทรงสถิตภายในหัวใจของทุก  ๆ  คน  โอ้  อารจุนะ  และทรงชี้นำการเดิน  ทางของมวลชีวิตผู้เสมือนกับนั่งอยู่บนเครื่องจักรที่ผลิตจากพลังงานวัตถุ

คำอธิบาย

อารจุนะทรงไม่ใช่ผู้รู้สูงสุดและการตัดสินใจในการสู้หรือไม่สู้อยู่ในขอบเขตของ  ดุลยพินิจที่จำกัดของตนเอง  องค์คริชณะทรงสั่งสอนว่าปัจเจกชีวิตมิใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าหรือคริชณะเองในฐานะที่เป็นอภิวิญญาณทรงประทับอยู่  ภายในหัวใจและทรงชี้แนะสิ่งมีชีวิต  หลังจากเปลี่ยนร่างกายแล้วสิ่งมีชีวิตลืมกรรมเก่า  ในอดีตของตน  แต่อภิวิญญาณในฐานะที่เป็นผู้รู้อดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต  ยังทรงเป็น  พยานในกิจกรรมของเขาทั้งหมด  ดังนั้น  กิจกรรมทั้งหลายของสิ่งมีชีวิต  อภิวิญญาณ  ทรงเป็นผู้ชี้นำ  สิ่งมีชีวิตได้รับสิ่งที่ตนควรได้  และร่างวัตถุซึ่งสร้างขึ้นมาจากพลังงาน  วัตถุนำพาไปภายใต้การชี้นำของอภิวิญญาณ  ทันทีที่สิ่งมีชีวิตถูกวางให้อยู่ในร่างอะไร  ก็แล้วแต่  เขาต้องทำงานภายใต้มนต์สะกดของสถานการณ์ทางร่างกายนั้น  บุคคลนั่งอยู่  ในรถที่มีความเร็วสูงจะไปได้เร็วกว่าผู้ที่นั่งในรถที่ช้ากว่า  ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตหรือคนขับ  อาจจะเหมือนกัน  ในทำนองเดียวกัน  จากคำสั่งของดวงวิญญาณสูงสุด  ธรรมชาติวัตถุ  ออกแบบร่างกายที่เหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะเพื่อเขาอาจทำงานตามความ  ปรารถนาของตนในอดีต  ซึ่งสิ่งมีชีวิตไม่เป็นอิสระ  เราไม่ควรคิดว่าตนเองเป็นอิสระจาก  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ปัจเจกชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์ภควานเสมอ  ฉะนั้น  หน้าที่ของเขาคือศิโรราบ  และนั่นคือคำสอนของโศลกต่อไป

โศลก 62 (18.62)

ทัม เอวะ ชะระณัม กัชชฺะ
สารวะ-บฺาเวนะ บฺาระทะ

ทัท-พระสาดาท พะราม ชานทิม
สทฺานัม พราพสยะสิ ชาชวะทัม

ทัม  -  แด่พระองค์, เอวะ  -  แน่นอน, ชะระณัม กัชชฺะ  -  ศิโรราบ, สารวะ-บฺาเวนะ  -  ในทุก ๆ ด้าน, บฺาระทะ  -  โอ้ โอรสแห่งบฺาระทะ, ทัท-พระสาดาท  -  ด้วยพระกรุณาของพระองค์, พะราม  -  ทิพย์, ชานทิม  -  ความสงบ, สทฺานัม  -  พระตำหนัก, พราพสยะสิ  -  เธอจะได้รับ, ชาชวะทัม  -  อมตะ

คำแปล

โอ้  ผู้สืบราชวงศ์แห่งบฺาระทะ  จงเปล่งคำศิโรราบต่อองค์ภควาน  ด้วยพระ  กรุณาธิคุณของพระองค์  เธอจะบรรลุถึงความสงบทิพย์  และบรรลุถึงพระ  ตำหนักสูงสุดนิรันดร

คำอธิบาย

ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตควรศิโรราบต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้ทรงสถิตภายใน  หัวใจของทุก  ๆ  คน  และนั่นจะปลดเปลื้องตัวเขาให้ออกจากความทุกข์แห่งความเป็น  อยู่ทางวัตถุทั้งปวง  จากการศิโรราบนี้  ไม่เพียงแต่จะได้รับการปลดเปลื้องจากความ  ทุกข์ทั้งหลายในชาตินี้  แต่ในบั้นปลายเขาจะบรรลุถึงองค์ภควาน  ในวรรณกรรมพระเวท  (ริก  เวดะ  1.22.20  )  ได้อธิบายถึงโลกทิพย์ว่า  ทัด  วิชโณฮ  พะระมัม  พะดัม  เนื่องจากการ  สร้างทั้งหมดเป็นอาณาจักรของพระองค์  ทุกสิ่งทางวัตถุอันที่จริงก็เป็นทิพย์  แต่พะระมัม  พะดัม  หมายถึงเฉพาะพระตำหนักนิรันดร  ซึ่งเรียกว่าท้องฟ้าทิพย์  หรือ  ไวคุณธฺะ

บทที่สิบห้าของ  ภควัต-คีตา  กล่าวไว้ว่า  สารวัสยะ  ชาฮัม  ฮริดิ  สันนิวิชทะฮ  องค์ภควานทรงสถิตภายในหัวใจของทุก  ๆ  คน  ดังนั้น  การแนะนำที่ว่าควรศิโรราบต่อ  อภิวิญญาณผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจหมายความว่าควรศิโรราบต่อภควานคริชณะ  อารจุนะทรงยอมรับว่าคริชณะทรงเป็นบุคคลสูงสุด  ในบทที่สิบทรงได้รับการยอมรับว่า  เป็น  พะรัม  บระฮมะ  พะรัม  ดฺามะ  อารจุนะยอมรับคริชณะว่าทรงเป็นองค์ภควาน  และ  ทรงเป็นพระตำหนักสูงสุดของมวลชีวิต  ไม่เฉพาะแต่ประสบการณ์ส่วนตัวของอารจุนะ  เท่านั้น  แต่จากหลักฐานของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่เชื่อถือได้  เช่น  นาระดะ  อสิทะเดวะละ  และ  วิยาสะ

โศลก 63 (18.63)

อิทิ เท กยานัม อาคฺยาทัม
กุฮยาด กุฮยะทะรัม มะยา

วิมริชไยทัด อเชเชณะ
ยะเทฺชชฺะสิ ทะทฺา คุรุ

อิทิ  -  ดังนั้น, เท  -  แด่เธอ, กยานัม  -  ความรู้, อาคฺยาทัม  -  อธิบาย, กุฮยาท  -  ลับกว่า, กุฮยะ-ทะรัม  -  ยิ่งลับขึ้นไปอีก, มะยา  -  โดยข้า, วิมริชยะ  -  พิจารณา, เอทัท  -  เกี่ยวกับเรื่อง นี้, อเชเชณะ  -  อย่างรอบคอบ, ยะทฺา  -  ประหนึ่ง, อิชชฺะสิ  -  เธอชอบ, ทะทฺา  -  นั้น, คุรุ  -  ปฏิบัติ

คำแปล

ข้าได้อธิบายแก่เธอถึงความรู้ที่ลับขึ้นไปอีก  จงพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ  จากนั้นก็ทำตามที่เธอปรารถนา

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงอธิบายแก่อารจุนะถึงความรู้แห่ง  บระฮมะ-บํูทะ  บุคคลที่อยู่  ในสภาวะ  บระฮมะ-บํูทะ  มีความรื่นเริง  ไม่เคยเศร้าโศก  หรือต้องการสิ่งใด  เช่นนี้เนื่อง  มาจากรู้ความลับนี้  คริชณะทรงเปิดเผยความรู้แห่งองค์อภิวิญญาณให้  ซึ่งเป็นความรู้  บระฮมัน  เช่นกัน  แต่เป็นความรู้  บระฮมัน  ที่สูงกว่า

ณ  ที่นี้  คำว่า  ยะเทฺชชฺะสิ  ทะทฺา  คุรุ  -“ตามที่เธอชอบ  เธออาจปฏิบัติได้”-  เช่น  นี้แสดงให้เห็นว่าองค์ภควานทรงไม่ก้าวก่ายกับเสรีภาพเล็กน้อยที่สิ่งมีชีวิตมี  ใน  ภควัต-  คีตา  พระองค์ทรงอธิบายถึงทุกแง่ทุกมุมว่าเราสามารถพัฒนาสภาวะความเป็นอยู่ของ  เราได้อย่างไร  คำแนะนำที่ดีที่สุดได้ให้แก่อารจุนะว่า  จงศิโรราบต่อองค์อภิวิญญาณ  ผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของตนเอง  จากการแยกแยะอย่างถูกต้อง  เราควรตกลง  ปลงใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของอภิวิญญาณ  เช่นนี้จะช่วยให้เราสถิตในคริชณะจิตสำนึก  อยู่เสมอ  ซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์สูงสุดของชีวิตมนุษย์  อารจุนะได้รับคำสั่งโดยตรงจาก  บุคลิกภาพแห่งพระเจ้าให้ต่อสู้  การศิโรราบต่อพระองค์จะเป็นผลประโยชน์ที่ดีที่สุด  ของสิ่งมีชีวิต  ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ขององค์ภควาน  ก่อนการศิโรราบเรามีอิสระเสรีใน  การพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าที่สติปัญญาจะอำนวยให้  ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการที่  จะยอมรับคำสั่งสอนขององค์ภควาน  คำสั่งสอนเช่นนี้จะถูกถ่ายทอดผ่านมาทางพระ  อาจารย์ทิพย์ซึ่งเป็นผู้แทนที่เชื่อถือได้ของคริชณะเช่นกัน

โศลก 64 (18.64)

สารวะ-กุฮยะทะมัม บํูยะฮ
ชริณุ เม พะระมัม วะชะฮ

อิชโท ่สิ เม ดริดัฺม อิทิ
ทะโท วัคชยามิ เท ฮิทัม

สารวะ-กุฮยะ-ทะมัม  -  ลับที่สุด, บํูยะฮ  -  อีกครั้งหนึ่ง, ชริณุ  -  จงฟัง, เม  -  จากข้า, พะระ มัม  -  สูงสุด, วะชะฮ  -  คำสั่งสอน, อิชทะฮ อสิ  -  เธอเป็นที่รัก, เม  -  ของข้า, ดริดัฺม  -  มาก, อิทิ  -  ดังนั้น, ทะทะฮ  -  ดังนั้น, วัคชยามิ  -  ข้าตรัส, เท  -  เพื่อเธอ, ฮิทัม  -  ประโยชน์

คำแปล

เนื่องจากเธอเป็นสหายที่ข้ารักมาก  ข้าจึงตรัสคำสั่งสอนสูงสุดนี้แก่เธอ  ซึ่งเป็น  ความรู้ที่ลับสุดยอด  จงฟังจากข้าเพื่อประโยชน์ของเธอ

คำอธิบาย

ความรู้ที่เป็นความลับที่องค์ภควานทรงให้แก่อารจุนะคือ“ความรู้บระฮมัน”  ความรู้ที่ลับยิ่งไปกว่านี้คือ  “ความรู้องค์อภิวิญญาณภายในหัวใจของทุกคน”  และ  มาบัดนี้พระองค์ทรงให้ส่วนที่เป็นความลับที่สุดของความรู้คือ  เพียงแต่ศิโรราบต่อ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ในตอนท้ายของบทที่เก้าพระองค์ตรัสว่า  มัน-มะนาฮ  “เพียงแต่ระลึกถึงข้าเสมอ”  คำสอนเดียวกันนี้ได้ตรัสซ้ำ  ณ  ที่นี้เพื่อเน้นถึงแก่นสาร  สาระสำคัญแห่งคำสั่งสอนของ  ภควัต-คีตา  แก่นสารสาระสำคัญนี้บุคคลธรรมดาทั่วไป  จะไม่เข้าใจ  แต่ผู้เป็นที่รักยิ่งอันแท้จริงของคริชณะหรือสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์จึงจะ  เข้าใจ  นี่คือคำสั่งสอนที่สำคัญที่สุดในวรรณกรรมพระเวททั้งหมด  สิ่งที่คริชณะตรัสเกี่ยว  กับเรื่องนี้เป็นส่วนสำคัญที่สุดแห่งความรู้  และไม่เพียงอารจุนะเท่านั้นที่ทรงควรปฏิบัติ  แต่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดควรปฏิบัติตาม

โศลก 65 (18.65)

มัน-มะนา บฺะวะ มัด-บัฺคโธ
มัด-ยาจี มาม นะมัสคุรุ

มาม เอไวชยะสิ สัทยัม เท
พระทิจาเน พริโย ่สิ เม

มัท-มะนาฮ  -  ระลึกถึงข้า, บฺะวะ  -  เพียงมาเป็น, มัท-บัฺคธะฮ  -  สาวกของข้า, มัทยาจี  -  เป็นผู้บูชาข้า, มาม  -  แด่ข้า, นะมัสคุรุ  -  ถวายความเคารพ, มาม  -  แด่ข้า, เอวะ  -  แน่นอน, เอชยะสิ  -  เธอจะมา, สัทยัม  -  อย่างแท้จริง, เท  -  แก่เธอ, พระทิจาเน  -  ข้าสัญญา, พริยะฮ  -  ที่รัก, อสิ  -  เธอเป็น, เม  -  ของข้า

คำแปล

ระลึกถึงข้าเสมอ  มาเป็นสาวกของข้า  บูชาข้า  และถวายความเคารพแด่ข้า  ดังนี้  เธอจะมาหาข้าอย่างแน่นอน  ข้าสัญญาเช่นนี้เพราะเธอเป็นสหายที่รักยิ่งของข้า

คำอธิบาย

ส่วนลับที่สุดของความรู้คือมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ของคริชณะ  ระลึกถึงพระองค์  เสมอ  และปฏิบัติเพื่อพระองค์  เราไม่ควรมาเป็นนักปฏิบัติสมาธิแค่เป็นเพียงพิธีกรรม  แต่ควรหล่อหลอมชีวิตให้มีโอกาสระลึกถึงคริชณะเสมอ  เราควรปฏิบัติในวิธีที่กิจกรรม  ประจำวันของเราทั้งหมดเชื่อมสัมพันธ์กับคริชณะและควรตระเตรียมชีวิตให้เป็นเช่นนี้  ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงจนไม่สามารถคิดถึงอย่างอื่นนอกจากคริชณะ  และคำสัญญาของ  องค์ภควานก็คือผู้ใดที่อยู่ในคริชณะจิตสำนึกที่บริสุทธิ์เช่นนี้จะกลับคืนสู่พระตำหนักของ  พระองค์  สถานที่ที่เราจะปฏิบัติอย่างใกล้ชิดและอยู่กับคริชณะซึ่ง  ๆ  หน้า  ส่วนลับที่สุด  ของความรู้นี้ได้ตรัสแก่อารจุนะเพราะว่าอารจุนะทรงเป็นสหายรักของ  คริชณะ  ทุก  ๆ  คนที่ปฏิบัติตามวิถีทางของอารจุนะจะกลายมาเป็นสหายรักของคริชณะและจะบรรลุ  ถึงความสมบูรณ์เหมือนกับอารจุนะ

คำพูดเหล่านี้เน้นว่า  เราควรตั้งสมาธิจิตอยู่ที่คริชณะ  รูปลักษณ์สองกร  ทรง  ขลุ่ย  เด็กน้อยที่มีผิวสีน้ำเงิน  มีดวงหน้าอันงดงาม  และมีหางนกยูงประดับอยู่ที่พระเกศา  มีคำพรรณนาถึงคริชณะที่พบใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  และวรรณกรรมอื่น  ๆ  เราควรตั้ง  จิตมั่นอยู่ที่รูปลักษณ์เดิมแท้ขององค์ภควานชรีคริชณะโดยไม่เบี่ยงเบนความสนใจไปที่  รูปลักษณ์อื่นใดของพระองค์  องค์ภควานทรงมีรูปลักษณ์มากมายเช่น  พระวิชณุ  พระ  นารายณ์  พระราม  พระวะราฮะ  ฯลฯ  แต่สาวกควรตั้งสมาธิจิตอยู่ที่รูปลักษณ์ที่ทรง  ปรากฏอยู่ต่อหน้าอารจุนะ  การตั้งสมาธิจิตอยู่ที่คริชณะเป็นส่วนลับที่สุดของความรู้  และได้เปิดเผยต่ออารจุนะเช่นนี้  เพราะว่าอารจุนะทรงเป็นสหายที่รักยิ่งของคริชณะ

โศลก 66 (18.66)

สารวะ-ดฺารมาน พะริยัจยะ
มาม เอคัม ชะระณัม วระจะ

อฮัม ทวาม สารวะ-พาเพบฺโย
โมคชะยิชยามิ มา ชุชะฮ

สารวะ-ดฺารมาน  -  ศาสนาทั้งหลาย, พะริทยัจยะ  -  ยกเลิก, มาม  -  แด่ข้า, เอคัม  -  เท่านั้น, ชะระณัม  -  เพื่อศิโรราบ, วระจะ  -  ไป, อฮัม  -  ข้า, ทวาม  -  เธอ, สารวะ  -  ทั้งหมด, พาเพบฺ- ยะฮ  -  จากผลบาป, โมคชะยิชยามิ  -  จะส่ง, มา  -  ไม่, ชุชะฮ  -  วิตก

คำแปล

ยกเลิกศาสนาทั้งหมด  และเพียงแต่ศิโรราบต่อข้า  ข้าจะส่งเธอให้ออกจากผล  บาปทั้งปวง  จงอย่ากลัว

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงอธิบายความรู้ต่าง  ๆ  และวิธีต่าง  ๆ  ของศาสนา  เช่น  ความรู้  ของ  บระฮมัน  สูงสุด  ความรู้ของอภิวิญญาณ  ความรู้ระดับชีวิตและวรรณะต่าง  ๆ  ทาง  สังคม  ความรู้ชีวิตสละโลก  ความรู้แห่งการไม่ยึดติด  การควบคุมประสาทสัมผัสและ  จิตใจ  การทำสมาธิ  ฯลฯ  พระองค์ทรงอธิบายหลายวิธีเกี่ยวกับศาสนาต่าง  ๆ  บัดนี้  ใน  การสรุป  ภควัต-คีตา  พระองค์ตรัสว่า  อารจุนะควรยกเลิกวิธีต่าง  ๆ  ทั้งหมดที่ได้ทรง  อธิบายมาแล้ว  เพียงแต่ศิโรราบต่อคริชณะ  การศิโรราบนี้จะช่วยให้ออกจากผลบาปทั้ง  ปวง  เพราะว่าองค์ภควานทรงให้สัญญาด้วยพระองค์เองว่าจะปกป้องอารจุนะ

ในบทที่เจ็ด  กล่าวไว้ว่าบุคคลผู้เป็นอิสระจากผลบาปทั้งหมดเท่านั้นจึงสามารถ  ปฏิบัติบูชาองค์ชรีคริชณะได้  ดังนั้น  เราอาจคิดว่านอกจากจะเป็นอิสระจากผลบาป  ทั้งหมด  มิฉะนั้น  เราจะไม่สามารถปฏิบัติวิธีการศิโรราบ  สำหรับข้อสงสัยนี้ได้กล่าว  ไว้  ณ  ที่นี้ว่า  แม้หากเราไม่เป็นอิสระจากผลบาปทั้งหมด  เพียงด้วยวิธีการศิโรราบต่อ  ชรีคริชณะ  เราก็จะเป็นอิสระโดยปริยาย  ไม่มีความจำเป็นต้องพยายามเป็นพิเศษเพื่อ  ให้ตนเองเป็นอิสระจากผลบาป  เราควรยอมรับคริชณะโดยไม่มีข้อสงสัยว่าพระองค์ทรง  เป็นผู้ช่วยเหลือสูงสุดของมวลชีวิต  ด้วยความศรัทธาและความรัก  เราจึงควรศิโรราบ  ต่อพระองค์

วิธีแห่งการศิโรราบต่อคริชณะ  ได้อธิบายไว้ใน  ฮะริ-บัฺคธิ-วิลาสะ  (11.676  )

อนุคูลยัสยะ สังคัลพะฮ
พราทิคูลยัสยะ วารจะนัม

รัคชิชยะทีทิ วิชวาโส
โกพทริทเว วะระนัม ทะทฺา

อาทมะ-นิคเชพะ-คารพัณเย
ชัด-วิดฺา ชะระณากะทิฮ

ตามวิธีการอุทิศตนเสียสละเราเพียงแต่ยอมรับหลักธรรมทางศาสนา  เช่นนี้  จะนำมาสู่  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานในที่สุด  เราอาจปฏิบัติอาชีพการงานโดยเฉพาะ  ตามสถานภาพชีวิตในสังคม  แต่ถ้าหากปฏิบัติตามหน้าที่แล้วมาไม่ถึงจุดแห่งคริชณะ  จิตสำนึก  กิจกรรมของเราทั้งหมดจะไร้ประโยชน์  สิ่งใดที่ไม่นำมาให้ถึงระดับสมบูรณ์  แห่งคริชณะจิตสำนึกควรหลีกเลี่ยง  เราควรมั่นใจว่าในทุก  ๆ  สถานการณ์ว่าคริชณะจะ  ทรงปกป้องเราจากความยากลำบากทั้งปวง  ไม่จำเป็นต้องคิดว่าควรดำรงรักษาร่างกาย  และดวงวิญญาณให้อยู่ด้วยกันอย่างไร  คริชณะจะทรงดูแลเอง  ควรคิดเสมอว่าตนเอง  ช่วยไม่ได้  และควรพิจารณาว่าคริชณะทรงเป็นพื้นฐานแห่งความเจริญก้าวหน้าในชีวิต  ของเราเท่านั้น  ทันทีที่ปฏิบัติอย่างจริงจังในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควานใน  คริชณะจิตสำนึกที่สมบูรณ์  เราจะเป็นอิสระจากมลทินทั้งปวงแห่งธรรมชาติวัตถุทันที  มี  วิธีทางศาสนาต่าง  ๆ  และวิธีการที่ทำให้บริสุทธิ์ด้วยการพัฒนาความรู้  การทำสมาธิใน  ระบบโยคะอิทธิฤทธิ์  ฯลฯ  แต่ผู้ที่ศิโรราบต่อคริชณะไม่ต้องปฏิบัติตามวิธีการมากมาย  การศิโรราบอย่างง่าย  ๆ  ต่อคริชณะจะช่วยให้เราไม่ต้องสูญเสียเวลาไปโดยไม่จำเป็น  เราสามารถทำความเจริญก้าวหน้าทั้งหมดโดยทันที  และเป็นอิสระจากผลบาปทั้งปวง

เราควรชื่นชอบกับรูปลักษณ์อันสง่างามของคริชณะ  พระนามของพระองค์คือ  คริชณะ  เนื่องจากพระองค์ทรงมีเสน่ห์สูงสุดทั้งหมด  ผู้ที่ชื่นชอบกับภาพลักษณ์ของ  คริชณะที่มีความสง่างาม  มีพลังอำนาจทั้งหมด  และมีพระเดชทั้งหมดเป็นผู้ที่โชคดี  มี  นักทิพย์นิยมต่าง  ๆ  บ้างชื่นชอบกับ  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  บ้างชื่นชอบกับลักษณะ  ของอภิวิญญาณ  ฯลฯ  แต่ผู้ที่ชื่นชอบกับลักษณะส่วนพระองค์ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้า  และเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด  ผู้ที่ชื่นชอบกับองค์ภควานในรูปลักษณ์ของคริชณะ  เป็นนักทิพย์นิยมที่สมบูรณ์ที่สุด  อีกนัยหนึ่ง  การอุทิศตนเสียสละต่อคริชณะในจิตสำนึก  ที่สมบูรณ์เป็นส่วนลับที่สุดของความรู้  และนี่คือเนื้อหาสาระของ  ภควัต-คีตา  ทั้งหมด  คารมะ-โยกี  หรือนักปราชญ์ช่างสังเกต  โยคีหรือผู้มีฤทธิ์  และสาวก  ทั้งหมดเรียกว่านัก  ทิพย์นิยม  แต่ผู้เป็นสาวกที่บริสุทธิ์ดีที่สุด  คำที่ใช้โดยเฉพาะ  ณ  ที่นี้คือ  มา  ชุชะฮ  “จง  อย่ากลัว  จงอย่าลังเล  จงอย่าวิตก”  มีความสำคัญมาก  เราอาจสับสนว่าจะสามารถ  ยกเลิกรูปแบบของศาสนาต่าง  ๆ  ทั้งหมดและเพียงแต่ศิโรราบต่อคริชณะได้อย่างไร  แต่  ความวิตกกังวลเช่นนี้ไร้ประโยชน์

โศลก 67 (18.67)

อิดัม เท นาทะพัสคายะ
นาบัฺคธายะ คะดาชะนะ

นะ ชาชุชรูชะเว วาชยัม
นะ ชะ มาม โย ่บฺยะสูยะทิ

อิดัม  -  นี้, เท  -  โดยเธอ, นะ  -  ไม่เคย, อทะพัสคายะ  -  แก่ผู้ที่ไม่สมถะ, นะ  -  ไม่เคย, อบัฺคธา ยะ  -  แก่ผู้ที่ไม่ใช่สาวก, คะดาชะนะ  -  ทุกเวลา, นะ  -  ไม่เคย, ชะ  -  เช่นกัน, อชุชรูชะเว  -  แก่ผู้ ที่ไม่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้, วาชยัม  -  พูด, นะ  -  ไม่เคย, ชะ  -  เช่นกัน, มาม  -  แก่ข้า, ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, อับฺยะสูยะทิ  -  อิจฉาริษยา

คำแปล

ความรู้ที่ลับเฉพาะนี้ไม่อาจอธิบายแก่พวกที่ไม่สมถะ  ไม่เสียสละ  หรือไม่ปฏิบัติ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้  และผู้ที่อิจฉาริษยาข้า

คำอธิบาย

พวกที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนความสมถะของวิธีทางศาสนา  ไม่เคยพยายาม  อุทิศตนเสียสละรับใช้ในคริชณะจิตสำนึก  ผู้ไม่เคยรับใช้สาวกผู้บริสุทธิ์  และโดยเฉพาะ  พวกที่มีจิตสำนึกว่าคริชณะทรงเป็นเพียงบุคคลทางประวัติศาสตร์  หรือผู้อิจฉาริษยา  ความยิ่งใหญ่ของคริชณะ  ไม่ควรได้รับการบอกเล่าส่วนลับที่สุดแห่งความรู้นี้  อย่างไรก็  ดี  บางครั้งเราพบว่าแม้เหล่ามารผู้อิจฉาริษยาคริชณะจะบูชาคริชณะในวิธีต่าง  ๆ  กัน  มี  อาชีพเป็นผู้อธิบาย  ภควัต-คีตา  ในวิธีต่าง  ๆ  เพื่อทำธุรกิจ  แต่ผู้ใดปรารถนาที่จะเข้าใจ  คริชณะโดยแท้จริงต้องหลีกเลี่ยงการบรรยาย  ภควัต-คีตา  เช่นนี้  อันที่จริงจุดมุ่งหมาย  ของ  ภควัต-คีตา  พวกอยู่ในระดับประสาทสัมผัสไม่สามารถเข้าใจได้  แม้ผู้ที่ไม่อยู่ใน  ระดับประสาทสัมผัส  แต่ปฏิบัติตามหลักธรรมอย่างเคร่งครัดที่กำหนดไว้ในวรรณกรรม  พระเวท  หากไม่ใช่สาวกก็ไม่สามารถเข้าใจคริชณะ  แม้หากอ้างตนเองว่าเป็นสาวกของ  คริชณะ  แต่ไม่ปฏิบัติในกิจกรรมของคริชณะจิตสำนึก  ก็จะไม่สามารถเข้าใจคริชณะ  มี  หลายคนที่อิจฉาริษยาคริชณะ  เพราะว่าพระองค์ทรงอธิบายใน  ภควัต-คีตา  ว่าพระองค์  ทรงเป็นผู้สูงสุดและไม่มีผู้ใดเหนือไปกว่าหรือเทียบเท่าพระองค์ได้  มีหลายคนที่อิจฉา  ริษยาคริชณะ  บุคคลเหล่านี้ไม่ควรได้รับการบอกเล่าเกี่ยวกับ  ภควัต-คีตา  เพราะว่า  จะไม่สามารถเข้าใจ  เป็นไปไม่ได้ที่พวกไม่ศรัทธาจะเข้าใจ  ภควัต-คีตา  และ  คริชณะ  ปราศจากการเข้าใจคริชณะโดยผ่านทางสาวกผู้บริสุทธิ์ที่เชื่อถือได้  เราไม่ควรพยายาม  วิจารณ์  ภควัต-คีตา

โศลก 68 (18.68)

ยะ อิดัม พะระมัม กุฮยัม
มัด-บัฺคเธชุ อบิฺดฺาสยะทิ

บัฺคธิม มะยิ พะราม คริทวา
มาม เอไวชยะทิ อสัมาชะยะฮ

ยะฮ  -  ผู้ใดซึ่ง, อิดัม  -  นี้, พะระมัม  -  มากที่สุด, กุฮยัม  -  ความลับมาก, มัท  -  ของข้า, บัฺคเธชุ  -  ในหมู่สาวก, อบิฺดฺาสยะทิ  -  อธิบาย, บัฺคธิม  -  การอุทิศตนเสียสละรับใช้, มะยิ  -  แด่ ข้า, พะราม  -  ทิพย์, คริทวา  -  กระทำ, มาม  -  แด่ข้า, เอวะ  -  แน่นอน, เอชยะทิ  -  มา, อสัมชะ ยะฮ  -  โดยไม่ต้องสงสัย

คำแปล

สำหรับผู้ที่อธิบายความลับสุดยอดนี้แด่เหล่าสาวก  การอุทิศตนเสียสละรับใช้  อย่างบริสุทธิ์เป็นที่รับประกัน  และในที่สุดเขาจะกลับมาหาข้า

คำอธิบาย

โดยทั่วไปแนะนำว่า  ภควัต-คีตา  ควรสนทนากันในหมู่สาวกเท่านั้น  สำหรับ  พวกที่ไม่ใช่สาวกจะไม่เข้าใจทั้งคริชณะหรือ  ภควัต-คีตา  พวกที่ไม่ยอมรับคริชณะตาม  ความเป็นจริง  และไม่ยอมรับ  ภควัต-คีตา  ฉบับเดิม  ไม่ควรพยายามอธิบาย  ภควัต-  คีตา  ตามอำเภอใจ  และมาเป็นผู้กระทำผิด  ภควัต-คีตา  ควรอธิบายแด่บุคคลผู้ยอมรับ  คริชณะว่าทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  จึงเป็นเรื่องราวสำหรับบรรดาสาวก  เท่านั้น  ไม่ใช่สำหรับนักปราชญ์ผู้คาดคะเน  อย่างไรก็ดี  ผู้ใดที่พยายามเสนอ  ภควัต-คีตา  ฉบับเดิมด้วยความจริงใจจะเจริญก้าวหน้าในกิจกรรมการอุทิศตนเสียสละ  และบรรลุ  ถึงระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละที่บริสุทธิ์ของชีวิต  จากผลแห่งการอุทิศตนเสียสละที่  บริสุทธิ์เช่นนี้  แน่นอนว่าเขาจะกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์ภควาน

โศลก 69 (18.69)

นะ ชะ ทัสมาน มะนุชเยชุ
คัชชิน เม พริยะ-คริททะมะฮ

บฺะวิทา นะ ชะ เม ทัสมาด
อันยะฮ พริยะทะโร บํุวิ

นะ  -  ไม่เคย, ชะ  -  และ, ทัสมาท  -  กว่าเขา, มะนุชเยชุ  -  ในหมู่มนุษย์, คัชชิท  -  ผู้ใด, เม  -  ต่อ ข้า, พริยะ  -  คริท-ทะมะฮ  -  รักมากกว่า, บฺะวิทา  -  จะมาเป็น, นะ  -  ไม่, ชะ  -  และ, เม  -  แก่ข้า, ทัสมาท  -  กว่าเขา, อันยะฮ  -  อีกคนหนึ่ง, พริยะ-ทะระฮ  -  รักมากกว่า, บํุวิ  -  ในโลกนี้

คำแปล

ไม่มีคนรับใช้ใดในโลกนี้ที่ข้ารักมากกว่าเขา  และจะไม่มีผู้ใดที่ข้าจะรักมากไปกว่า

โศลก 70 (18.70)

อัดฺเยชยะเท ชะ ยะ อิมัม
ดฺารมยัม สัมวาดัม อาวะโยฮ

กยานะ-ยะกเยนะ เทนาฮัม
อิชทะฮ สยาม อิทิ เม มะทิฮ

อัดฺเยชยะเท  -  จะศึกษา, ชะ  -  เช่นกัน, ยะฮ  -  เขาซึ่ง, อิมัม  -  นี้, ดฺารมยัม  -  น่าเลื่อมใส, สัม วาดัม  -  การสนทนา, อาวะโยฮ  -  ของพวกเรา, กยานะ  -  แห่งความรู้, ยะกเยนะ  -  ด้วยการ บูชา, เทนะ  -  โดยเขา, อฮัม  -  ข้า, อีชทะฮ  -  บูชา, สยาม  -  จะเป็น, อิทิ  -  ดังนั้น, เม  -  ของข้า, มะทิฮ  -  ความเห็น

คำแปล

และข้าประกาศว่า  ผู้ใดที่ศึกษาการสนทนาอันน่าเลื่อมใสของเรานี้  จะบูชาข้า  ด้วยสติปัญญาของเขา

โศลก 71 (18.71)

ชรัดดฺาวาน อนะสูยัช ชะ
ชริณุยาด อพิ โย นะระฮ

โส ่พิ มุคทะฮ ชูบฺาล โลคาน
พราพนุยาท พุณยะ-คารมะณาม

ชรัดดฺา  -  วาน  -  ศรัทธา, อนะสูยะฮ  -  ไม่อิจฉาริษยา, ชะ  -  และ, ชริณุยาท  -  สดับฟัง, อพิ  -  แน่นอน, ยะฮ  -  เขา, นะระฮ  -  มนุษย์, สะฮ  -  เขา, อพิ  -  เช่นกัน, มุคทะฮ  -  หลุดพ้น, ชุบฺาน  -  เป็นมงคล, โลคาน  -  โลก, พราพนุยาท  -  เขาบรรลุ, พุณยะ-คารมะณาม  -  แห่งบุญ

คำแปล

และผู้ที่สดับฟังด้วยความศรัทธา  โดยปราศจากความอิจฉาริษยา  จะเป็นอิสระ  จากผลบาป  และบรรลุถึงโลกอันเป็นสิริมงคลที่คนมีบุญบารมีพำนักอาศัยอยู่

คำอธิบาย

โศลกที่หกสิบเจ็ดของบทนี้  องค์ภควานทรงห้ามไว้อย่างชัดเจนว่าไม่ควรสอน  คีตา  แก่พวกที่อิจฉาริษยาพระองค์  อีกนัยหนึ่ง  ภควัต-คีตา  มีไว้สำหรับสาวกเท่านั้น  แต่  บางครั้งสาวกขององค์ภควานเปิดชั้นเรียน  และในชั้นเรียนไม่ใช่ว่านักศึกษาทุกคนเป็น  สาวก  คำถามคือแล้วทำไมจึงเปิดชั้นเรียน?  อธิบาย  ณ  ที่นี้ว่าถึงแม้ว่าไม่ใช่ทุกคนเป็น  สาวก  แต่มีหลายคนที่ไม่อิจฉาริษยาคริชณะ  และมีความศรัทธาพระองค์ในฐานะที่เป็น  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  หากบุคคลเหล่านี้สดับฟังเกี่ยวกับองค์ภควานจากสาวก  ผู้ที่เชื่อถือได้  ผลก็คือพวกเขาจะเป็นอิสระจากผลบาปทั้งปวงทันที  และหลังจากนั้นจะ  บรรลุถึงระบบดาวเคราะห์ที่คนมีคุณธรรมทั้งหลายอาศัยอยู่  ดังนั้น  เพียงแต่สดับฟัง  ภควัต-คีตา  แม้บุคคลผู้ไม่พยายามเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์จะบรรลุถึงผลแห่งกิจกรรมที่มี  คุณธรรม  ดังนั้นสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์เปิดโอกาสให้ทุก  ๆ  คนเป็นอิสระจากผล  บาปทั้งหมดและมาเป็นสาวกขององค์ภควาน

โดยทั่วไปผู้ที่เป็นอิสระจากผลบาป  พวกที่มีคุณธรรมจะปฏิบัติคริชณะจิต  สำนึกได้โดยง่ายดาย  คำว่า  พุณยะ-คารมะณาม  มีความสำคัญมาก  ณ  ที่นี้  ซึ่งหมายถึง  การปฏิบัติพิธีบูชาที่ยิ่งใหญ่เช่น  อัชวะเมดฺะ-ยะกยะ  ที่ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระเวท  พวกที่มีคุณธรรมปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  แต่ยังไม่บริสุทธิ์ทีเดียวสามารถบรรลุ  ถึงระบบดาวเคราะห์ของดาวเหนือหรือ  ดฺรุวะโลคะ  ที่  ดฺรุวะ  มะฮาราจะ  สาวกผู้ยิ่งใหญ่  ขององค์ภควานทรงประทับอยู่  และทรงมีดาวเคราะห์พิเศษเรียกว่าดาวเหนือ

โศลก 72 (18.72)

คัชชิด เอทัช ชฺรุทัม พารทฺะ
ทวะไยคาเกรณะ เชทะสา

คัชชิด อกยานะ-สัมโมฮะฮ
พระณัชทัส เท ดฺะนันจะยะ

คัชชิท  -  หรือไม่, เอทัท  -  นี้, ชรุทัม  -  ได้ยิน, พารทฺะ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, ทวะยา  -  โดย เธอ, เอคะ-อเกรณะ  -  ด้วยความตั้งใจอย่างดี, เชทะสา  -  ด้วยจิตใจ, คัชชิท  -  หรือไม่, อกยานะ  -  แห่งอวิชชา, สัมโมฮะฮ  -  ความหลง, พระณัชทะฮ  -  ปัดเป่า, เท  -  ของเธอ, ดฺะนัน จะยะ  -  โอ้ ผู้ชนะความร่ำรวย (อารจุนะ )

คำแปล

โอ้  โอรสพระนางพริทฺา  โอ้  ผู้ชนะความร่ำรวย  เธอสดับฟังด้วยความตั้งใจหรือ  เปล่า?  บัดนี้  ทั้งอวิชชาและความหลงของเธอถูกกำจัดออกไปหรือยัง?

คำอธิบาย

องค์ภควานทรงทำตัวพระองค์ในฐานะที่เป็นพระอาจารย์ทิพย์ของอารจุนะ  ดัง  นั้น  จึงเป็นหน้าที่์ที่ทรงถามอารจุนะว่า  เข้าใจ  ภควัต-คีตา  ทั้งหมดอย่างถูกต้องดีหรือ  เปล่า  หากไม่เข้าใจพระองค์ทรงพร้อมที่จะอธิบายอีกครั้งหนึ่ง  ประเด็นไหนก็ได้หรือ  ทั้ง  ภควัต-คีตา  ก็ได้หากจำเป็น  อันที่จริงผู้ใดที่สดับฟัง  ภควัต-คีตา  จากพระอาจารย์  ทิพย์ผู้เชื่อถือได้เหมือนกับคริชณะ  หรือผู้แทนของพระองค์  จะพบว่าอวิชชาทั้งหมดของ  ตนถูกขจัดออกไป  ภควัต-คีตา  ไม่ใช่หนังสือธรรมดาที่เขียนโดยนักเขียนกวีนิพนธ์หรือ  นักเขียนนวนิยาย  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นผู้ตรัส  ผู้ใดโชคดีที่ได้สดับฟังคำ  สอนเหล่านี้จากคริชณะ  หรือจากผู้แทนทิพย์ของพระองค์ที่เชื่อถือได้  แน่นอนว่าจะเป็น  บุคคลที่หลุดพ้นและหลุดออกจากความมืดแห่งอวิชชา

โศลก 73 (18.73)

อารจุนะ อุวาชะ
นัชโท โมฮะฮ สมริทิร ลับดา
ทวัท-พระสาดาน มะยาชยุทะ

สทิฺโท ่สมิ กะทะ-สันเดฮะฮ
คะริชเย วะชะนัม ทะวะ

อารจุนะฮ อุวาชะ  -  อารจุนะตรัส, นัชทะฮ  -  ปัดเป่า, โมฮะฮ  -  ความหลง, สมริทิฮ  -  ความ จำ, ลับดฺา  -  กลับคืนมา, ทวัท  -  พระสาดาท  -  ด้วยพระเมตตาของพระองค์, มะยา  -  โดยข้า, อัชยุทะ  -  โอ้ คริชณะผู้ไม่ผิดพลาด, สทิฺทะฮ  -  สถิต, อัสมิ  -  ข้าเป็น, กะทะ  -  ออกไป, สันเด ฮะฮ  -  ความสงสัยทั้งหมด, คะริชเย  -  ข้าจะปฏิบัติ, วะชะนัม  -  คำสั่ง, ทะวะ  -  ของพระองค์

คำแปล

อารจุนะตรัสว่า  โอ้  คริชณะที่รัก  โอ้  ผู้ไร้ความผิดพลาด  บัดนี้ความหลงของ  ข้าพเจ้ามลายไปสิ้น  ข้าได้รับความจำกลับคืนมาด้วยพระเมตตาของพระองค์  บัดนี้ข้ามีความมั่นคง  หมดความสงสัย  และเตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่ง  สอนของพระองค์

คำอธิบาย

สถานภาพพื้นฐานเดิมแท้ของสิ่งมีชีวิตซึ่งอารจุนะทรงเป็นตัวแทนคือ  ต้อง  ปฏิบัติตามคำสั่งขององค์ภควาน  ตัวท่านทรงหมายไว้เพื่อฝึกฝนความมีระเบียบวินัย  กับตนเอง  ชรีเชธันญะ  มะฮาพระบํุ  ตรัสว่าสถานภาพอันแท้จริงของสิ่งมีชีวิตคือ  เป็น  ผู้รับใช้นิรันดรขององค์ภควาน  จากการลืมหลักธรรมนี้จึงเป็นพันธกรณีของสิ่งมีชีวิต  กับธรรมชาติวัตถุ  แต่จากการรับใช้องค์ภควานทำให้เรามาเป็นผู้รับใช้ที่หลุดพ้นของ  พระองค์  สถานภาพพื้นฐานเดิมแท้ของสิ่งมีชีวิตคือต้องเป็นผู้รับใช้  ต้องรับใช้ไม่ว่าต่อ  ความหลงแห่งมายาหรือต่อองค์ภควาน  หากรับใช้องค์ภควานเราจะอยู่ในสภาวะปกติ  แต่หากชอบรับใช้ความหลงหรือพลังงานเบื้องต่ำ  แน่นอนว่าเราจะถูกพันธนาการอยู่ใน  ความหลง  สิ่งมีชีวิตรับใช้อยู่ในโลกวัตถุนี้ถูกพันธนาการด้วยราคะ  และความต้องการ  ถึงกระนั้น  ยังคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าโลก  เช่นนี้เรียกว่าความหลง  เมื่อบุคคลหลุดพ้นแล้ว  และความหลงจบสิ้นลง  จะอาสามาศิโรราบต่อองค์ภควาน  และปฏิบัติตามพระประสงค์  ของพระองค์  หลุมพรางสุดท้ายของมายาที่กักขังสิ่งมีชีวิตไว้คือการอ้างว่าตนเองเป็น  พระเจ้า  สิ่งมีชีวิตคิดว่าตัวเขาไม่ใช่พันธวิญญาณแต่เป็นองค์ภควาน  ขาดสติปัญญา  มากจนไม่คิดว่าถ้าหากตนเองเป็นพระเจ้าแล้วจะอยู่ในความสงสัยได้อย่างไร?  เช่นนี้  เขามิได้พิจารณา  นั่นคือหลุมพรางสุดท้ายแห่งความหลง  อันที่จริง  การเป็นอิสระจาก  พลังงานแห่งความหลงคือการเข้าใจคริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และตกลง  ปลงใจปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์

คำว่าโมฮะ  มีความสำคัญมากในโศลกนี้  โมฮะ  หมายถึงสิ่งตรงกันข้ามกับ  ความรู้  อันที่จริง  ความรู้ที่แท้จริงคือการเข้าใจว่าทุก  ๆ  ชีวิตเป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์  ภควาน  แต่แทนที่จะคิดว่าตนเองอยู่ในต่ำแหน่งนั้น  สิ่งมีชีวิตกลับคิดว่าตนเองไม่ใช่ผู้รับ  ใช้แต่เป็นเจ้าของโลกวัตถุนี้  เพราะต้องการเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุ  นั่นคือความ  หลง  ความหลงนี้ข้ามพ้นได้ด้วยพระเมตตาขององค์ภควาน  หรือด้วยพระเมตตาของ  สาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์  เมื่อความหลงจบสิ้นลงเขาจึงตกลงปลงใจมาปฏิบัติคริชณะ  จิตสำนึก

คริชณะจิตสำนึกคือการปฏิบัติตามคำสั่งของคริชณะ  พันธวิญญาณอยู่ใน  ความหลงด้วยพลังงานเบื้องต่ำแห่งวัตถุ  ไม่รู้ว่าองค์ภควานทรงเป็นเจ้านายผู้ทรง  เปี่ยมไปด้วยความรู้  และทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง  อะไรที่พระองค์ปรารถนาทรง  สามารถให้แก่สาวกได้  พระองค์ทรงเป็นสหายของทุกคนและทรงเอนเอียงต่อสาวก  โดยเฉพาะ  พระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมธรรมชาติวัตถุและมวลชีวิต  พระองค์ยังทรงเป็น  ผู้ควบคุมกาลเวลาที่ไม่รู้จักจบสิ้น  และทรงเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งและพลังอำนาจ  ทั้งหลายทั้งปวง  องค์ภควานทรงสามารถแม้แต่ให้ตัวพระองค์เองแก่สาวก  ผู้ไม่รู้จัก  พระองค์จะอยู่ภายใต้มนต์สะกดแห่งความหลง  ไม่มาเป็นสาวก  แต่จะเป็นผู้รับใช้มายา  อย่างไรก็ดี  หลังจากสดับฟัง  ภควัต-คีตา  จากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  อารจุนะ  ทรงเป็นอิสระจากความหลงทั้งปวง  และสามารถเข้าใจว่า  คริชณะไม่ทรงเป็นเพียงสหาย  เท่านั้น  แต่ยังทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  อารจุนะทรงเข้าใจคริชณะตามความ  เป็นจริง  ดังนั้น  การศึกษา  ภควัต-คีตา  ก็เพื่อให้เข้าใจคริชณะตามความเป็นจริง  เมื่อ  บุคคลเปี่ยมไปด้วยความรู้  เขาจะศิโรราบต่อคริชณะโดยธรรมชาติ  เมื่ออารจุนะทรง  เข้าใจว่าเป็นแผนของคริชณะที่จะลดจำนวนประชากรซึ่งมีเพิ่มมากขึ้นโดยไม่จำเป็น  จึง  ทรงตกลงใจต่อสู้ตามพระประสงค์ของคริชณะ  อารจุนะจึงทรงหยิบอาวุธคันธนูและลูก  ศรขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อต่อสู้ภายใต้คำสั่งขององค์ภควาน

โศลก 74 (18.74)

สันจะยะ อุวาชะ
อิทิ อฮัม วาสุเดวัสยะ
พารทัฺสยะ ชะ มะฮาทมะนะฮ

สัมวาดัม อิมัม อัชโรชัม
อัดบํุทัม โรมะ-ฮารชะณัม

สันจะยะฮ อุวาชะ  -  สันจะยะกล่าว, อิทิ  -  ดังนั้น, อฮัม  -  ข้า, วาสุเดวัสยะ  -  โอ้ คริชณะ, พารทัฺสยะ  -  และอารจุนะ, ชะ  -  เช่นกัน, มะฮา-อาทมะนะฮ  -  แห่งวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่, สัมวาดัม  -  ปรึกษา, อิมัม  -  นี้, อัชโรชัม  -  ได้ยิน, อัดบํุทัม  -  อัศจรรย์, โรมะ-ฮารชะณัม  -  ทำให้ขนลุก

คำแปล

สันจะยะกล่าวว่า  ดังนี้  ข้าได้สดับฟังการสนทนาระหว่างสองวิญญูชนผู้ยิ่งใหญ่  คริชณะและอารจุนะ  และสาส์นที่ถ่ายทอดมานั้นอัศจรรย์มากจนข้าพเจ้าขนลุก

คำอธิบาย

ในตอนต้นของ  ภควัต-คีตา  ดฺริทะราชทระทรงถามสันจะยะราชเลขาของ  พระองค์ว่า  “มีอะไรเกิดขึ้นที่สมรภูมิคุรุคเชทระ?”  การศึกษาทั้งหมดสัมพันธ์กับหัวใจ  ของสันจะยะด้วยพระเมตตาของวิยาสะผู้เป็นพระอาจารย์ทิพย์  ดังนั้น  ท่านจึงอธิบาย  เหตุการณ์ที่สมรภูมิ  การสนทนาที่สำคัญระหว่างสองวิญญูชนผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ไม่เคยมี  มาก่อนและจะไม่เกิดขึ้นอีก  เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าเพราะภควานตรัสเกี่ยวกับองค์เองและ  พลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์ต่อสิ่งมีชีวิตอารจุนะซึ่งเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่  หากเราปฏิบัติ  ตามรอยพระบาทของอารจุนะในการเข้าใจคริชณะ  ชีวิตของพวกเราจะมีความสุขและ  ประสบความสำเร็จ  สันจะยะรู้แจ้งเช่นนี้  และขณะที่เริ่มเข้าใจท่านได้ถ่ายทอดการสน  ทนาแด่ดฺริทะราชทระ  บัดนี้  สรุปได้ว่า  ที่ใดที่มีคริชณะและอารจุนะ  ที่นั่นจะมีชัยชนะ

โศลก 75 (18.75)

วิยาสะ-พระสาดาช ชฺรุทะวาน
เอทัด กุฮยัม อฮัม พะรัม

โยกัม โยเกชวะราท คริชณาท
สาคชาท คะทฺะยะทะฮ สวะยัม

วิยาสะ-พระสาดาท  -  ด้วยพระกรุณาของวิยาสะเดวะ, ชรุทะวาน  -  ได้สดับฟัง, เอทัท  -  นี้, กุฮยัม  -  ความลับ, อฮัม  -  ข้า, พะรัม  -  สูงสุด, โยกัม  -  ลัทธิโยคะ, โยกะ-อีชวะราท  -  จากเจ้า นายของระบบโยคะทั้งหมด, คริชณาท  -  จากคริชณะ, สาคชาท  -  โดยตรง, คะทฺะยะทะฮ  -  ตรัส, สวะยัม  -  ด้วยตัวพระองค์เอง

คำแปล

ด้วยพระเมตตาของวิยาสะ  ข้าได้สดับฟังการสนทนาที่ลับสุดยอดนี้โดยตรงจาก  ชรีคริชณะปรมาจารย์แห่งระบบโยคะทั้งหลาย  ผู้ตรัสต่ออารจุนะด้วยพระองค์เอง

คำอธิบาย

วิยาสะทรงเป็นพระอาจารย์ทิพย์ของสันจะยะ  และสันจะยะยอมรับว่า  ด้วย  พระเมตตาของวิยาสะที่ทำให้ท่านสามารถเข้าใจองค์ภควาน  เช่นนี้  หมายความว่าเรา  ต้องเข้าใจคริชณะไม่ใช่โดยตรง  แต่ผ่านการเชื่อมต่อจากพระอาจารย์ทิพย์  พระอาจารย์  ทิพย์เป็นผู้เชื่อมโยงที่โปร่งใส  ถึงแม้เป็นความจริงที่เราได้รับประสบการณ์โดยตรง  นี่คือ  ความเร้นลับของระบบ  พะรัมพะรา  เมื่อพระอาจารย์ทิพย์เป็นผู้ที่เชื่อถือได้เราสามารถ  สดับฟัง  ภควัต-คีตา  โดยตรงเหมือนกับอารจุนะทรงได้สดับฟัง  มีผู้มีฤทธิ์เดชและโยคี  มากมายทั่วโลกแต่คริชณะทรงเป็นปรมาจารย์ของระบบโยคะทั้งหมด  คำสั่งสอนของ  คริชณะกล่าวไว้อย่างชัดเจนใน  ภควัต-คีตา  ว่า  จงศิโรราบต่อคริชณะ  ผู้ปฏิบัติเช่นนี้  เป็นโยคีสูงสุด  ได้ยืนยันไว้ในโศลกสุดท้ายของบทที่หกว่า  โยกินาม  อพิ  สารเวชาม

นาระดะเป็นสาวกโดยตรงของคริชณะ  และเป็นพระอาจารย์ทิพย์ของวิยาสะ  ดังนั้น  วิยาสะก็เป็นผู้ที่เชื่อถือได้เช่นเดียวกับอารจุนะเพราะมาในระบบ  พะรัมพะรา  และสันจะยะเป็นสาวกโดยตรงของวิยาสะ  ดังนั้น  ด้วยพระกรุณาธิคุณของวิยาสะ  ทำให้  ประสาทสัมผัสของสันจะยะบริสุทธิ์ขึ้น  ท่านจึงสามารถเห็นและได้ยินคริชณะโดยตรง  ผู้  ได้ยินคริชณะโดยตรงสามารถเข้าใจความรู้อันเร้นลับนี้  หากไม่มาในระบบ  พะรัมพะรา  จะไม่สามารถได้ยินคริชณะ  ดังนั้น  ความรู้จะไม่สมบูรณ์อยู่เสมอ  อย่างน้อยที่สุดเกี่ยว  กับการเข้าใจ  ภควัต-คีตา

ใน  ภควัต-คีตา  ได้อธิบายระบบโยคะทั้งหมดเช่น  คารมะ-โยกะ,  กยานะ-โยกะ  และ  บัฺคธิ-โยกะ  คริชณะทรงเป็นปรมาจารย์ของระบบโยคะทั้งหลายเหล่านี้  อย่างไรก็  ดี  เข้าใจว่าอารจุนะทรงโชคดีพอที่เข้าใจคริชณะโดยตรง  ดังนั้น  ด้วยพระกรุณาธิคุณของ  วิยาสะ  สันจะยะจึงสามารถได้ยินคริชณะโดยตรง  อันที่จริง  ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างการ  ได้ยินโดยตรงจากคริชณะ  และการได้ยินโดยตรงจากคริชณะโดยผ่านทางพระอาจารย์  ทิพย์ผู้เชื่อถือได้เช่นวิยาสะ  พระอาจารย์ทิพย์เป็นผู้แทนของวิยาสะเดวะเช่นเดียวกัน  ดังนั้น  ตามระบบพระเวท  ในวันคล้ายวันเกิดของพระอาจารย์ทิพย์  สาวกจะทำพิธีบูชา  มีชื่อว่า  วิยาสะ-พูจา

โศลก 76 (18.76)

ราจัน สัมสมริทยะ สัมสมริทยะ
สัมวาดัม อิมัม อัดบํุทัม

เคชะวารจุนะโยฮ พุณยัม
ฮริชยามิ ชะ มุฮุร มุฮุฮ

ราจัน  -  โอ้ กษัตริย์, สัมสมริทยะ  -  การจำ, สัมสมริทยะ  -  การจำ, สัมวาดัม  -  สาส์น, อิมัม  -  นี้, อัดบํุทัม  -  อัศจรรย์, เคชะวะ  -  โอ้ องค์คริชณะ, อารจุนะโยฮ  -  และอารจุนะ, พุณยัม  -  บุญ, ฮริชยามิ  -  ข้าปลาบปลื้ม, ชะ  -  เช่นกัน, มุฮุฮ มุฮุฮ  -  ครั้งแล้วครั้งเล่า

คำแปล

โอ้  พระราชา  ขณะที่ข้าพเจ้าทบทวนความจำถึงการสนทนาอันบริสุทธิ์และ  น่าอัศจรรย์ระหว่างชรีคริชณะและอารจุนะนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า  ข้าพเจ้ามีความ  ปลาบปลื้มยินดีและซาบซึ้งอยู่ทุก  ๆ  นาที

คำอธิบาย

การเข้าใจ  ภควัต-คีตา  เป็นทิพย์  ผู้ใดรอบรู้ประเด็นต่าง  ๆ  ของอารจุนะและ  คริชณะจะกลายมาเป็นผู้มีคุณธรรม  และจะไม่สามารถลืมการสนทนาเช่นนี้ได้  นี่คือ  สถานภาพที่เหนือโลกแห่งชีวิตทิพย์  อีกนัยหนึ่งผู้ได้ยิน  ภควัต-คีตา  จากแหล่งที่ถูกต้อง  โดยตรงคือจากคริชณะ  จะบรรลุถึงคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  ผลของคริชณะ  จิตสำนึกคือเราจะได้รับแสงสว่างเพิ่มขึ้นเรื่อย  ๆ  และรื่นเริงกับชีวิตด้วยความซาบซึ้ง  ไม่  เฉพาะบางเวลาเท่านั้นแต่จะซาบซึ้งอยู่ตลอดเวลา

โศลก 77 (18.77)

ทัช ชะ สัมสมริทยะ สัมสมริทยะ
รูพัม อะทิ-อัดบํุทัม ฮะเรฮ

วิสมะโย เม มะฮาน ราจัน
ฮริชยามิ ชะ พุนะฮ พุนะฮ

ทัท  -  นั้น, ชะ  -  เช่นกัน, สัมสมริทยะ  -  ความจำ, สัมสมริทยะ  -  ความจำ, รูพัม  -  รูปลักษณ์, อทิ  -  ยิ่งใหญ่, อัดบํุทัม  -  อัศจรรย์, ฮะเรฮ  -  ขององค์คริชณะ, วิสมะยะฮ  -  อัศจรรย์ใจ, เม  -  ของข้า, มะฮาน  -  ยิ่งใหญ่, ราจัน  -  โอ้ พระราชา, ฮริชยามิ  -  ข้ารื่นเริง, ชะ  -  เช่นกัน, พุนะฮ พุนะฮ  -  ครั้งแล้วครั้งเล่า

คำแปล

โอ้  พระราชา  ขณะที่ระลึกถึงรูปลักษณ์อันเลอเลิศขององค์คริชณะ  ข้าพเจ้ารู้สึก  อัศจรรย์ใจมากยิ่งขึ้น  และร่าเริงครั้งแล้วครั้งเล่า

คำอธิบาย

ด้วยพระกรุณาธิคุณของวิยาสะปรากฏว่าสันจะยะสามารถเห็นรูปลักษณ์จักร  วาลของคริชณะที่ทรงแสดงให้อารจุนะทรงเห็นเช่นกัน  แน่นอนที่ได้กล่าวว่าองค์คริชณะ  ทรงไม่เคยแสดงรูปลักษณ์นี้มาก่อน  แต่ทรงแสดงให้แก่อารจุนะเท่านั้น  ถึงกระนั้น  สาวก  ผู้ยิ่งใหญ่บางท่านสามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของคริชณะด้วยเช่นกันขณะที่แสดง  ให้อารจุนะ  วิยาสะก็เป็นหนึ่งในสาวกเหล่านั้น  ท่านเป็นหนึ่งในสาวกผู้ยิ่งใหญ่ขององค์  ภควาน  และยังพิจารณาว่าท่านเป็นอวตารผู้ทรงพลังของคริชณะ  วิยาสะทรงเปิดเผย  ประเด็นนี้แก่สันจะยะสาวกของท่านผู้ระลึกถึงรูปลักษณ์อันน่าอัศจรรย์ของคริชณะที่  แสดงให้อารจุนะ  และรื่นเริงครั้งแล้วครั้งเล่า

โศลก 78 (18.78)

ยะทระ โยเกชวะระฮ คริชโณ
ยะทระ พารโทฺ ดฺะนุร-ดฺะระฮ

ทะทระ ชรีร วิจะโย บํูทิร
ดฺรุวา นีทิร มะทิร มะมะ

ยะทระ  -  ที่ซึ่ง, โยกะ-อีชวะระฮ  -  ปรมาจารย์แห่งระบบโยคะ, คริชณะฮ  -  องค์คริชณะ, ยะทระ  -  ที่ซึ่ง, พารทฺะฮ  -  โอ้ โอรสพระนางพริทฺา, ดฺะนุฮ-ดฺะระฮ  -  ผู้ถือคันธนูและลูกศร, ทะทระ  -  ที่นั่น, ชรีฮ  -  ความมั่งคั่ง, วิจะยะฮ  -  ชัยชนะ, บํูทิฮ  -  พลังอำนาจพิเศษ, ดฺรุวา  -  แน่นอน, นีทิฮ  -  ศีลธรรม, มะทิฮ มะมะ  -  ความเห็นของข้า

คำแปล

ที่ใดที่มีคริชณะปรมาจารย์แห่งระบบโยคะทั้งหลาย  และที่ใดที่มีอารจุนะนัก  ยิงธนูผู้ยอดเยี่ยม  แน่นอนว่าที่นั่นจะมีความมั่งคั่ง  ชัยชนะ  พลังอำนาจพิเศษ  พร้อมทั้งศีลธรรม  นั่นคือความเห็นของข้า

คำอธิบาย

ภควัต-คีตา  เริ่มด้วยคำถามของดฺริทะราชทระ  ผู้หวังให้โอรสของพระองค์ได้  รับชัยชนะ  ซึ่งมีนักรบผู้ยิ่งใหญ่  เช่น  บีฺชมะ  โดรณะ  และคารณะช่วย  ดฺริทะราชทระหวังว่า  ฝ่ายของพระองค์จะได้รับชัยชนะ  หลังจากได้อธิบายถึงภาพที่สมรภูมิ  สันจะยะกล่าวต่อ  พระราชาว่า  “พระองค์ทรงคิดถึงชัยชนะ  แต่ความเห็นของข้าพเจ้าคือ  ที่ใดที่มีคริชณะ  และอารจุนะที่นั่นจะมีความโชคดีทั้งหมด”  ดฺริทะราชทระไม่สามารถคาดหวังชัยชนะ  ให้ฝ่ายพระองค์  แน่นอนว่าชัยชนะจะเป็นของฝ่ายอารจุนะเพราะว่าคริชณะทรงอยู่ที่  นั่น  การที่คริชณะทรงยอมรับตำแหน่งสารถีให้อารจุนะเป็นการแสดงถึงความมั่งคั่งอีก  ประการหนึ่ง  คริชณะทรงเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งทั้งปวง  และการเสียสละก็เป็นหนึ่งใน  นั้น  มีตัวอย่างมากมายเกี่ยวกับการเสียสละเช่นนี้  เพราะคริชณะทรงเป็นปรมาจารย์แห่ง  การเสียสละ

อันที่จริงเป็นการต่อสู้ระหว่างดุรโยดฺะนะและยุดิฺชทิฺระ  อารจุนะทรงต่อสู้เพื่อ  พระเชษฐา  ยุดิฺชทิฺระ  เนื่องจากคริชณะและอารจุนะทรงอยู่ฝ่ายยุดิฺชทิฺระ  ชัยชนะของ  ยุดิฺชทิฺระจึงเป็นที่แน่นอน  การทำศึกสงครามก็เพื่อตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ปกครองโลก  สันจะยะทำนายว่าอำนาจจะย้ายไปอยู่ที่ยุดิฺชทิฺระ  และยังทำนาย  ณ  ที่นี้ว่าหลังจากได้  รับชัยชนะในสงครามนี้แล้ว  ยุดิฺชทิฺระจะเจริญรุ่งเรื่องมากยิ่งขึ้น  เพราะไม่เพียงเป็นผู้มี  คุณธรรมและมีบุญเท่านั้น  แต่ยุดิฺชทิฺระยังเป็นผู้มีศีลธรรมอย่างเคร่งครัดโดยไม่เคยตรัส  คำโกหกเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต

มีบุคคลผู้ด้อยปัญญามากมายที่คิดว่า  ภควัต-คีตา  เป็นการสนทนาประเด็น  ต่าง  ๆ  ระหว่างเพื่อนสองคนที่สมรภูมิ  และหนังสือเล่มนี้ไม่สามารถเป็นพระคัมภีร์ได้  บางคนอาจต่อต้านว่าคริชณะทรงยุยงให้อารจุนะต่อสู้ซึ่งผิดศีลธรรม  แต่ความจริงของ  สถานการณ์ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ภควัต-คีตา  เป็นคำสั่งสอนศีลธรรมสูงสุด  คำ  สั่งสอนศีลธรรมสูงสุดได้กล่าวไว้ในบทที่เก้า  โศลกสามสิบสี่ว่า  มัน-มะนา  บฺะวะ  มัด-  บัฺคธะฮ  เราต้องมาเป็นสาวกของคริชณะ  และแก่นสารสาระของศาสนาทั้งหมดคือการ  ศิโรราบต่อคริชณะ  (สารวะ-ดฺารมาน  พะรายัจยะ  มาม  เอคัม  ชะระณัม  วระจะ  )  คำสั่ง  สอนต่าง  ๆ  ของ  ภควัต-คีตา  รวมกันเป็นวิธีการสูงสุดแห่งศาสนาและศีลธรรม  วิธีการ  อื่น  ๆ  ทั้งหมดอาจทำให้บริสุทธิ์และอาจนำมาสู่วิธีการนี้  แต่คำสั่งสุดท้ายของ  ภควัต-  คีตา  เป็นคำสุดท้ายในศีลธรรมและศาสนาทั้งหมด  คือศิโรราบต่อคริชณะ  นี่คือคำสรุป  ของบทที่สิบแปด

จาก  ภควัต-คีตา  เราสามารถเข้าใจว่าการรู้แจ้งตนเองด้วยการคาดคะเนทาง  ปรัชญา  และด้วยการทำสมาธิเป็นวิธีการหนึ่ง  แต่การศิโรราบต่อคริชณะโดยบริบูรณ์  เป็นความสมบูรณ์สูงสุด  นี่คือแก่นสารสาระแห่งคำสอนต่าง  ๆ  ของ  ภควัต-คีตา  วิถี  ทางแห่งหลักปฏิบัติโดยประมาณตามระดับชีวิตทางสังคม  และตามวิชาต่าง  ๆ  ทาง  ศาสนาอาจเป็นวิธีลับแห่งความรู้  แต่ถึงแม้ว่าพิธีกรรมทางศาสนาเป็นความลับ  การทำ  สมาธิและการพัฒนาความรู้เป็นความลับยิ่งขึ้นไปอีก  และการศิโรราบต่อคริชณะในการ  อุทิศตนเสียสละรับใช้ในคริชณะจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์เป็นคำสั่งสอนที่ลับสุดยอด  นั่น  คือแก่นสารสาระของบทที่สิบแปด

อีกลักษณะหนึ่งของ  ภควัต-คีตา  คือสัจธรรมที่แท้จริงคือคริชณะ  บุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้า  สัจธรรมที่สมบูรณ์รู้แจ้งได้ในสามลักษณะคือ  บระฮมัน  อันไร้รูป  ลักษณ์  พะระมาทมา  ภายในหัวใจของทุกคน  และในที่สุด  คริชณะบุคลิกภาพสูงสุดแห่ง  พระเจ้า  ความรู้อันสมบูรณ์แห่งสัจธรรมหมายถึงความรู้อันบริบูรณ์แห่งคริชณะ  หาก  เราเข้าใจคริชณะ  ความรู้ในสาขาวิชาต่าง  ๆ  ทั้งหมดก็เป็นส่วนหนึ่งแห่งการเข้าใจนั้น  คริชณะทรงเป็นทิพย์เนื่องจากทรงสถิตในพลังงานเบื้องสูงนิรันดรของพระองค์เสมอ  สิ่ง  มีชีวิตปรากฏออกมาจากพลังงานของพระองค์  และแบ่งออกเป็นสองประเภทคือพันธ  นิรันดรและอิสรนิรันดร  สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีจำนวนนับไม่ถ้วน  พิจารณาว่าเป็นละอองอณู  ของคริชณะ  พลังงานวัตถุปรากฏเป็นยี่สิบสี่ธาตุ  การสร้างมีผลกระทบมาจากกาลเวลา  อมตะ  พลังงานเบื้องต่ำเป็นผู้สร้างและทำลาย  การปรากฏแห่งโลกจักรวาลนี้ปรากฏให้  เห็นและไม่เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก

ใน  ภควัต-คีตา  ได้สนทนาหัวข้อหลักห้าประเด็นคือ  องค์ภควานบุคลิกภาพ  สูงสุดแห่งพระเจ้า  ธรรมชาติวัตถุ  สิ่งมีชีวิต  กาลเวลาอมตะ  และกิจกรรมต่าง  ๆ  ทั้งหลาย  ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ  คริชณะ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  แนวคิดทั้งหมดแห่งสัจธรรม  เช่น  บระฮมัน  อันไร้รูปลักษณ์  พะระมาทมา  ภายในหัวใจของทุกคน  และแนวคิดทิพย์  อื่นๆ  มีอยู่ภายในประเด็นแห่งการเข้าใจองค์ภควาน  ถึงแม้ว่าโดยผิวเผิน  องค์ภควาน  สิ่ง  มีชีวิต  ธรรมชาติวัตถุ  และกาลเวลาดูเหมือนจะแตกต่างกัน  ไม่มีสิ่งใดแตกต่างไปจาก  องค์ภควาน  แต่พระองค์ทรงแตกต่างจากทุกสิ่งทุกอย่างเสมอ  ปรัชญาขององค์เชธันญะ  คือ  “เป็นหนึ่งเดียวกันและแตกต่างกันอย่างไม่สามารถมองเห็นได้”  ระบบปรัชญานี้  รวมกันเป็นความรู้อันสมบูรณ์แห่งสัจธรรม

สิ่งมีชีวิตในสถานภาพเดิมแท้เป็นดวงวิญญาณบริสุทธิ์  เหมือนกับละอองอณู  ของดวงวิญญาณสูงสุด  ดังนั้น  องค์คริชณะทรงอาจเปรียบเทียบได้กับดวงอาทิตย์  และ  สิ่งมีชีวิตเปรียบเทียบได้กับแสงอาทิตย์  เนื่องจากสิ่งมีชีวิตเป็นพลังงานพรมแดนของ  คริชณะ  จึงมีแนวโน้มที่จะสัมผัสกับไม่พลังงานวัตถุก็พลังงานทิพย์  อีกนัยหนึ่ง  สิ่งมีชีวิต  สถิตระหว่างสองพลังงานขององค์ภควาน  และเนื่องจากอยู่ในพลังงานที่สูงกว่าของ  พระองค์จึงมีความเป็นอิสระอยู่เล็กน้อย  เมื่อใช้อิสรภาพเล็กน้อยที่มีอยู่อย่างถูกต้อง  เขาจะมาอยู่ภายใต้คำสั่งโดยตรงของคริชณะ  ดังนั้น  จึงบรรลุถึงสภาวะปรกติธรรมดา  ในพลังอำนาจที่ให้ความสุข

ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดยบัฺคธิเวดันธะ บทที่สิบแปด ของหนังสือ ชรีมัด บฺะกะวัด-กีทา ในหัวข้อเรื่อง บทสรุปความสมบูรณ์แห่งการเสียสละ